ผลการค้นหา :
พม. สวทช. ร่วมกับ สสส. พัฒนาแพลตฟอร์ม “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว” ช่วยคนพิการ-ผู้สูงอายุ ลดพึ่งพาผู้อื่น พร้อมขยายพื้นที่ จัดการเมืองยั่งยืน Inclusive City
(13 ธ.ค. 64) ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “แพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ” เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้สูงอายุในสังคมไทย ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Line Chatbot เมืองใจดีเที่ยวทุกวัย ภายใต้แนวคิด “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว”
โดยมี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล องค์กรคนพิการ ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน
นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม) โดยกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) ได้รับทุนสนับสนุน จากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนิน “โครงการให้บริการ ฐานข้อมูลและช่องทางการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อ ทุกคน” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานที่สาธารณะที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ และผู้สูงอายุ ผ่านแพลทฟอร์ม Line Chatbot เมืองใจดี เที่ยวทุกวัย ภายใต้แนวคิด “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว” เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ประโยชน์ในการปรับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพเพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ผู้ที่ร่วมส่งข้อมูลและภาพถ่ายสถานที่สาธารณะที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุผ่าน Line Chatbot ดังกล่าวจะได้รับคะแนนสะสมเพื่อแข่งขันชิงเงินรางวัลและโล่ประกาศเกียรติคุณ จำนวนทั้งสิ้น 13 รางวัล และรางวัลสูงสุด 20,000 บาท โดยเริ่มต้นกิจกรรมนี้ ในวันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2564 ถึง วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 รวมระยะเวลาในการสะสมคะแนน จำนวน 70 วัน
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสได้นำเทคโนโลยี นวัตกรรม ของ สวทช. มาต่อยอดประยุกต์ใช้งานให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งแพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue ที่พึ่งได้รับ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2560 โดยมีการรับแจ้ง ปัญหาไปแล้วมากกว่า 18,445 ครั้ง จาก 1,903 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมถึงการรับแจ้งภัยพิบัติ 15 ประเภทของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย แจ้งปัญหา ทุจริตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ในโอกาสนี้ Traffy Fondue ถูกนำมาต่อยอดเพื่อขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าของพื้นที่ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สามารถร่วมกันเพิ่มข้อมูลสิ่งอำนวย ความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ตนเองพบเจอหรือเป็นเจ้าของ ผ่าน LINE OA jaidee city โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติม ระบบสามารถพูดคุย เพื่อรับข้อมูลสิ่งอำนวยสะดวกได้โดยอัตโนมัติ และประมวลผลเป็นฐานข้อมูล สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุของประเทศ ซึ่งสามารถดูได้ ที่ http://ud.traffy.in.th ที่มีชีวิตสามารถเพิ่ม ลด และปรับปรุงให้ทันสมัย ได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ทุกคนสามารถค้นหา เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคตเราหวังจะเปิดให้นักพัฒนาสามารถ เข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อสาธาณะในวงกว้างยิ่งขึ้น
เนคเทค สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐนำนวัตกรรมพร้อมใช้นี้ ไปประยุกต์ใช้งานเพื่อให้บรรลุพันธกิจ ของหน่วยงานและเป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ในการนี้ หากหน่วยงานของท่านหรือหน่วยงานอื่น มีความสนใจนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้ประโยชน์ในการสำรวจและสร้างฐานข้อมูลในภารกิจอื่น เนคเทค สวทช. ยินดีให้ร่วมมือ เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. จับมือ ส.อ.ท. พร้อมพันธมิตรเอกชนร่วมยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแพลตฟอร์มสารสนเทศขั้นสูงพร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)
13 ธันวาคม 2564 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ(มทร.กรุงเทพ) และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC–ACE 2021) ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” มุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services”
เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม ไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายเพื่อแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและประยุกต์ใช้งานได้จริงในสายการผลิต พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0
รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า อุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคเศรษกิจของไทย แต่ในช่วงที่ผ่านกลับเติบโตช้าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสามารถด้านแข่งขันและความเข้มข้นของการใช้เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทย ประกอบกับสถานการณ์จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อการแข่งขันภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย บวกกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับสายการผลิตเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ในปัจจุบันได้เข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ตามแนวทางการพัฒนาประเทศ Thailand 4.0 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 10-40 % และสร้างรายได้ 10-20 % แต่ผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ อุตสาหกรรม 4.0
จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME ให้สามารถยกระดับองค์กรให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ พร้อมรองรับการเข้าสู่ยุคความปกติใหม่หลัง COVID-19 ขึ้น อย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวทางบันได 3 ขั้น คือ 1.การประเมินความพร้อมในปัจจุบัน และการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องดำเนินการตามทิศทางของธุรกิจ (Initiation) 2.การจัดทำแผนดำเนินการและการจัดหาเทคโนโลยีโซลูชั่น (Solutioning) 3.การติดตั้งเทคโนโลยีโซลูชั่นและการประยุกต์ใช้งานในโรงงาน (Implementation & Operation) เมื่อภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถประเมินความพร้อมได้ จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจำนวนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณากำหนดนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในการยกระดับความพร้อมของสถานประกอบการให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการพัฒนากำลังคนอุตสาหกรรม และการพัฒนา Technology Solution Provider/System Integrator (SI) ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการ ในการยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ต่ำลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศอีกด้วย
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการของเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC - ACE 2021) ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการส่งมอบผลงานให้กับประเทศไทย เป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย การสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศและเครือข่ายพันธมิตร โดยในปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายและพันธมิตรที่สำคัญ คือ ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน
ซึ่งปีนี้ เนคเทค สวทช. ได้จับมือร่วมกับพันธมิตรสำคัญได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และผู้สนับสนุนการจัดงานจากภาคเอกชน 8 องค์กร ภาครัฐ 1 องค์กร ร่วมกันจัดงานในรูปแบบออนไลน์ มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 13-16 ธันวาคม 2564 และมีพิธีเปิดงาน ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” โดยมุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services” เพื่อแสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมในยุคดิจิทัลที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0 เป็นสำคัญ รวมทั้ง
ภายในงานจะมีการนำเสนอองค์ความรู้จากผลงานวิจัยของเนคเทค และผลงานที่ร่วมกับพันธมิตร มานำเสนอในรูปแบบการสัมมนาวิชาการ และการจัดนิทรรศการแบบOnline โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผล งานและบริการที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล เพื่อแสดงศักยภาพและเทคโนโลยีจากภาครัฐและเอกชนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาค อุตสาหกรรม และนำเสนอความก้าวหน้าทางวิชาการทางด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิสก์ และสารสนเทศขั้นสู โดยในปีนี้จะมีการจัดงานในรูปแบบ Online มีระยะเวลาจัดงาน 4 วัน , มี 4 Keynote , 17 หัวข้อสัมมนา, 50 บูธนิทรรศการ, 10 ห้องเจรจาธุรกิจ ที่สำคัญ คือ Virtual Exhibition ทั้ง 50 บูธ ยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปรับชมและศึกษาข้อมูลได้ตลอด 3 เดือนภายหลังวันจัดงาน
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 35 ปี ในการก่อตั้งเนคเทค สวทช. ได้สะสมองค์ความรู้และผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์สำคัญ โดยมุ่งเน้นสร้างฐานรากเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงให้กับประเทศ ที่ผ่านมาได้ส่งมอบผลงานในหลายด้าน อาทิ AIFORTHAI, KidBright, NETPIE2020, HandySense Smart Farming Open Innovation, Open-D และในวันนี้สิ่งหนึ่งที่เนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ประกอบกับมีโจทย์สำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปี 2564 เนคเทค สวทช. จึงส่งมอบ Smart Factory Platform ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภายใต้แผนพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จึงมีโอกาสขยายต่อยอดเพื่อประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมทุกระดับต่อไป พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0”
ภาคอุตสาหกรรมจะได้เตรียมความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมอุตสาหกรรม 4.0 คือ การรู้จักตัวเองด้วยดัชนีชี้วัดความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 (Thailand I4.0 Index) ช่วยในการสนับสนุนตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นกระบวนการการประเมินศักยภาพความพร้อมของผู้ประกอบการ โรงงาน เเละบริษัท โดยทำการลำดับการปรับปรุงโรงงานในด้านต่าง ๆ เมื่อภาคอุตสาหกรรมมีความเข้าใจก็สามารถเริ่มต้นง่ายๆ เพื่อก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในราคาที่จับต้องได้ ด้วยแพลตฟอร์ม IDA หรือ Industrial IoT and Data Analytics Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไอโอที(IoT) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักรการผลิตและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์พลังงานให้ดีที่สุด”
นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ ส.ท.อ. พร้อมพันธมิตร ร่วมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ณ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ
SMC ช่วยปลดล็อกปัญหาในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการทั้ง 5 ด้าน 1) การประเมินความพร้อมของโรงงาน ว่ามีประเด็นใด ที่ต้องพัฒนาไปสู่ industry 4.0 ด้วย Thailand I4.0 Index 2) การพัฒนากําลังคนร่วมกับพันธมิตรเพิ่มทักษะรองรับการเปลี่ยนแปลง 3) การเลือกใช้เทคโนโลยีและการให้คําปรึกษาเรื่องแหล่งเงินทุนรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับอุตสาหกรรมการผลิตแบบ One Stop Shop 4) ให้บริการแพลตฟอร์มพื้นฐาน เพื่อตอบโจทย์โรงงานขนาดเล็กและกลางที่มีเงินลงทุนจำกัด 5) ให้บริการเครื่องมือทดสอบ (Testbed) เบื้องต้นสามารถเข้ามาใช้บริการศูนย์การเรียนรู้ SMC Learning Center เพื่อเรียนรู้และรับบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สามารถรับคำแนะนำจากบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 ในด้านต่างๆ กว่า 100 ท่าน
(more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
สตาร์ทอัพร่วมทุนไทย-จีน “Cannabi Biotech” เสริมแกร่งธุรกิจสุขภาพการแพทย์ไทยสู่ศูนย์กลางบริการด้านการแพทย์ของโลก
บริษัท Cannabi Biotech เป็นบริษัท NSTDA Startup ก่อตั้งภายใต้โครงการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นบริษัทที่ร่วมลงทุนโดยบริษัท Cannabi Biosciences ประเทศจีน และ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่ สุขภาพ และ การพัฒนายาใหม่ เพื่อดึงเงินลงทุนจากประเทศจีนอีกทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้านการแลกเปลี่ยนงานวิจัย นวัตกรรม การตลาด
เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ที่ผ่านมาบริษัท Cannabi Biotech ได้ให้การสนับสนุนด้านทุนวิจัยแก่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในหลายโครงการวิจัย อีกทั้งพัฒนาความร่วมมือด้านการต่อยอดการตลาดในระดับนานาชาติให้แก่บริษัท SMEs ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ-มหาวิทยาลัยนเรศวรและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในปีหน้าบริษัท Cannabi Biotech และ Cannabi Biosciences ได้เซ็นต์สัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท VividKorea ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลีในการดำเนินธุรกิจด้านคลินิกความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบริการด้านการแพทย์ของโลก และ Waza Internation Group ในการนำเงินลงทุนจากประเทศจีนเพื่อเน้นธุรกิจด้านคลินิกเสริมความงามและชะลอวัย และ นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่าง Waza International Group, Cannabi Biotech และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้าน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการนำส่งแบบ Atomization ให้แก่ประเทศไทยและประเทศจีนเพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันในตลาดโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ NIMS ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขดลวดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจทำจากวัสดุทนทานแบบใหม่ แก้ปัญหาขดลวดเสื่อมสภาพ
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ฝังในขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ (stent)” ในรูปแบบออนไลน์
โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และนางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) ลงนามร่วมกับ DR.Kazuhiro Kimura และ Dr.Tsuchiya Koichi ผู้บริหาร NIMS ประเทศญี่ปุ่น
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ หรือ stent เป็นเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นการรักษาที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ปัจจุบันมักพบปัญหาระยะยาวของการใช้ขดลวดที่อาจเกิดความเสียหายจากการล้าของขดลวด เนื่องจากถูกแรงบีบของหัวใจเป็นระยะเวลานาน ขณะเดียวกัน National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ (Co-Cr-Mo-Ni alloys หรือ CCMN) ที่สามารถทนความล้าได้สูงขึ้น การลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ NIMS ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ โดย สวทช. จะนำวัสดุแบบใหม่ดังกล่าวมาศึกษาวิจัยและออกแบบโครงสร้างของ stent เพื่อให้นำไปใช้งานทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้เกิดเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถใช้ร่วมกันทั้งในไทยและญี่ปุ่นในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญสำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยไทย และการสร้างเครือข่ายการพัฒนาเครื่องมือแพทย์จากทั้งไทยและญี่ปุ่น นำไปสู่การสร้างโอกาสให้สามารถเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงในไทย ลดการนำเข้าของอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อไป.
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration)
8 ธันวาคม 2564 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพและมาตรฐานในการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม พร้อมสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 200% สำหรับรายจ่ายในการวิจัยได้ด้วยตนเอง
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความมุ่งมั่นในการผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอกชน ให้มีความแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดย สวทช. มีกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้ประกอบการเอกชนในแต่ละบริบท ทั้งกลไกด้านเทคโนโลยี ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกำลังคน ด้านธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา และด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยกลไกด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ปัจจุบัน สวทช. ดำเนินการตรวจสอบและรับรองทั้งในรูปแบบโครงการวิจัยฯ และระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเอกชนสามารถนำรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร หรือเรียกอย่างย่อว่า มาตรการภาษี 200% (ปัจจุบัน กระทรวง อว. อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาต่อขยายระยะเวลาสิทธิ 300% ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อปี 2562) โดยการลงทุนวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นตามมาตรการดังกล่าว นับเป็นส่วนสำคัญ ที่นอกจากจะสร้างผลกระทบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแล้ว ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตัวมาตรการยังมีความคุ้มค่าและคุ้มทุนในการดำเนินงานด้วย ซึ่งผลจากการประเมินความคุ้มค่าของมาตรการภาษี 300% ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าอัตราส่วนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อต้นทุน (B/C ratio) สูงถึง 3.2 เท่า ซึ่งหมายถึงโครงการวิจัยฯ ของผู้ประกอบการเอกชน ที่ได้รับรองจาก สวทช. เป็นโครงการที่ภาครัฐมีความคุ้มค่าในการลงทุน เมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมดที่รัฐสนับสนุนโครงการวิจัยฯ ผ่านกลไกภาษี
สำหรับใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (RDIMS) ที่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับมอบจาก สวทช. ในวันนี้ ถือว่าบริษัทฯ ได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ซึ่งระบบ RDIMS ดังกล่าว ทาง สวทช. และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงระบบได้ และสามารถนำไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับรายจ่ายในการวิจัยฯ ได้ด้วยตนเอง (วิธี Self-Declaration) ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสะดวกและมั่นใจในการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศต่อไปได้
การมอบใบรับรองฯ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงศักยภาพของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า สวทช. มุ่งสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการเอกชนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย สวทช. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ และคาดหวังว่าบริษัทฯ จะเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในอนาคต
----------------------------------
หากผู้ประกอบการรายใด สนใจพัฒนาระบบ RDIMS ให้กับกิจการ
โปรดติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สวทช.
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1328 - 1332 และ 1631 – 1634
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. เปิดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’ ดันไทยสู่เป้าหมาย ‘ศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน’ ในปี 2570
8 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์กรพันธมิตร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนกว่า 150 หน่วยงาน จาก 7 เขตเศรษฐกิจ
จัดงาน “มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021)” ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2564 ในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D เต็มรูปแบบบนช่องทาง www.healthtech-thailand.com ขานรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Economy Model เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศอย่างทั่วถึง โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การเปิดงานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021) วันนี้เป็นวันแรก ซึ่งมีความน่าสนใจโดยเฉพาะการบรรยายพิเศษของผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ศาสตร์สาธารณสุข คือ ศ. เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการของ World Health Organization (WHO) Science Council ปาฐกถาพิเศษ “วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ บทบาทที่เป็นไปได้ของสภาวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก” และ ศ. ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ ปาฐกถา “BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย” นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการแสดงสินค้านวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ อาหารและสาธารณสุข รวมทั้งเครื่องใช้และเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งเกิดจากการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตรรม ทำให้เป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของไทยเป็นอย่างมาก
“ผู้ประกอบด้านอาหารสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ที่มาในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 นี้ ผมมองว่าพวกเขาไม่ได้ทำแค่ธุรกิจแต่พวกเขากำลังช่วยสร้างชาติ หากเราไม่มีธุรกิจแบบนี้ประเทศไทยจะไม่มีวันที่จะขยับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้เลย ถ้าเราเพียงแต่ทำด้านสินค้าเกษตรพืชผลต่างๆ เราอาจจะเป็นได้แค่ประเทศรายได้ปานกลาง ดังนั้นการมีธุรกิจนวัตกรรมด้านการแพทย์จำนวนมากถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นที่น่าชื่นใจ คือ พวกเขาขายดีสู้กับนวัตกรรมต่างชาติได้สบายมาก มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีขนาดกลาง ที่สามารถแข่งราคากับตลาดโลกได้”
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามกระทรวง อว. พร้อมให้การสนับสนุนภาคธุรกิจที่ผลิตนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์จากการวิจัยอย่างเต็มที่ เพราะเป็นงานที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่สนับสนุนนโยบายและเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพตามนโยบาย BCG Economy Model เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียนในปี 2570
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ สวทช. จัดเต็มพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ซึ่งเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนแห่งแรกของประเทศ และจัดควบคู่กับรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D Virtual Exhibition เต็มรูปแบบตลอด 12 เดือน บนช่องทาง www.healthtech-thailand.com เพื่อรองรับดำเนินธุรกิจบนโลกเสมือนจริงแบบไร้ขีดจำกัด ให้แก่นักลงทุน ผู้ประกอบการและลูกค้าจากทั่วโลก ถือว่าเป็นมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพครั้งแรกในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) หลังรัฐบาลเปิดประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) โดยการจัดงานดังกล่าวจะเป็นเวทีเปิดโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ สามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์กว่า 100 ผลงาน เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดตามแผนขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้มี 2 แผนหลักเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน (Medical Hub) ในปี 2570 ประกอบด้วย 1. การผลิตยาและวัคซีน ซึ่ง ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธาน BCG สาขายาและวัคซีน ดูแผนพัฒนาเรื่องการพัฒนาวัคซีทั้งโควิด-19 และโรคประจำถิ่นอื่นๆ เช่น วัคซีนไข้เลือดออก รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ต้านโรคโควิด-19 ร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและองค์ความรู้ในการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำได้ และ 2. การผลิตเครื่องมือแพทย์และวัสดุฝังในฝังร่างกายมนุษย์ ซึ่งนักวิจัยและผู้ประกอบการมีความสามารถและศักยภาพในการผลิตใช้ในประเทศรวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นที่ยอมรับ โดยธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เติบโตขึ้นในโลกหลังโควิด-19 และถือเป็น 1 ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย BCG ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ
“การจัดงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้ความรู้ ความสามารถของนักวิจัย เชื่อมโยงกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศในการเร่งขีดความสามารถในการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้นและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญของ BCG ที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ภายในปี 2570 ซึ่งต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย” ดร.ณรงค์ กล่าว
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ การสัมมนาในหัวข้อพิเศษมากกว่า 30 หัวข้อจากวิทยากรระดับประเทศ อาทิ เสวนา “3 สุดยอดเคล็ดเครื่องมือ” ในการต่อสู้ COVID จากนักวิจัย 3 สถาบันวิจัยชั้นของประเทศ และปาฐกถา “พัฒนาวัคซีนอย่างไรให้เท่าทันการกลายพันธุ์ของไวรัส” โดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ซึ่งทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. กำลังอยู่ระหว่างการทำวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบพ่นจมูกเพื่อเตรียมการทดสอบในมนุษย์ภายในปี 2565 นี้อีกด้วย
ส่วนการจัดนิทรรศการมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมพร้อมใช้ออนไซต์ 50 บูธ ออนไลน์ 300 บูธ บริการจับคู่ธุรกิจแบบ one on one กับเจ้าของธุรกิจกว่า 160 บริษัท พร้อมเวที Open Innovation และ Innovation Pitching เพื่อให้ Start up ได้ระดมทุนในการพัฒนานวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นแล้วยังเปิดห้องให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจนวัตกรรมจากภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญ และพลาดไม่ได้สำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบออนไซต์ ลงทะเบียนรับสิทธิ์ฟรี ! ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสูงสุด 100,000 บาท จากทิพยประกันภัย ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ ระหว่างวันที่8-9 ธันวาคม 2564) จำกัด 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์ ส่วนสายช้อปต้องห้ามพลาดกับโปรโมชั่นพิเศษภายในงานทั้งอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพ ลดสูงสุด 25 % กว่า 200 ผลิตภัณฑ์
ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมแบบออนไซต์ได้ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง
จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนฟรีได้ที่ www.healthtech-thailand.com และ www.facebook.com/healthtechthailandevent
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม รอบที่ 2
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการสนับสนุนทุนเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2564 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดรับข้อเสนอโครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม (Research and Invention for Thai Innovation List Gap Fund) ประจำปีงบประมาณ 2564 หรือโครงการ RGF5 รอบที่ 2 เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาท
โดยมุ่งเน้นกลุ่ม BCG (Bio (mistletoe)/Circular (recycle)/green(forest))
1.โครงการที่เกี่ยวข้องกับการต้านภัยแล้ง
2.โครงการด้านสิ่งแวดล้อม
โดยนักวิจัยที่มีความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่สนใจขอรับการถ่ายทอดงานวิจัย หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยของรัฐ ในช่วงการวิจัยต่อยอดผลงานที่มีต้นแบบระดับภาคสนาม (Field Prototype) หรือมีความพร้อมขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์/บริการในระดับอุตสาหกรรม สามารถร่วมส่งข้อเสนอโครงการได้
เริ่มรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง ถึงวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2565 ก่อนเวลา 17.00 น.
สอบถามเพิ่มเติม : โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 71687,71386,71389 หรือ Email: rgf@nstda.or.th
อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.nstda.or.th/home/services_post/research-gap-fund-2021/
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเชิญฟังบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%” (หมดเขตลงทะเบียน 20 ธ.ค 64)
📣สวทช. โดยงานกระตุ้นการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน (RDI) จัดการบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) ให้ผู้ประกอบการเอกชน เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%
⏰วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 – 11.30 น. รูปแบบออนไลน์
🌐ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://bit.ly/3nLgI8i
ภายในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564
#ยกเว้นภาษี #สวทช. #NSTDA
ปฏิทินกิจกรรม
online workshop หัวข้อ “Next Generation Sequencing data curation for genomic analyses”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยจีโนมจุลินทรีย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พรชัย มาตังคสมบัติ (CENMIG) มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม online workshop ภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย กลุ่มโรคติดเชื้อ หัวข้อ “Next Generation Sequencing data curation for genomic analyses” ในวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00-16.00 น. ผ่านระบบ Cisco Webex meeting โดยมุ่งเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจและเน้นย้ำประเด็นสำคัญต่างๆ ในเชิงปฏิบัติการที่ผู้วิจัยและผู้วิเคราะห์ข้อมูลทางด้านจีโนมิกส์ของเชื้อก่อโรคพึงตระหนัก ตั้งแต่การเลือกใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing ให้เหมาะสมกับโจทย์วิจัย การจัดการข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพและการคัดเลือกข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ การทำ genome mapping การวิเคราะห์เปรียบเทียบชุดข้อมูล รวมถึงแนวคิดในการออกแบบงานวิจัยในเชิงระบาดวิทยา ซึ่งประกอบด้วยการคัดเลือกประชากรให้เหมาะสมกับโจทย์วิจัย การพิจารณาคัดเลือกตัวแทนประชากรที่ดี แนวคิดในการเก็บข้อมูลทางประชากร (Demographic data) ให้เพียงพอและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการแปลผลร่วมกับข้อมูลทางจีโนม โดยในงานจะเปิดโอกาสให้สอบถามและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับวิทยากรในช่วงท้ายของแต่ละหัวข้อ
ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่ link : (โปรดลงทะเบียนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน)https://meeting-nstda.webex.com/webappng/sites/meeting-nstda/meeting/info/a13e1dd4adf143ba84e776399d7988f0?isPopupRegisterView=true
เข้าร่วมสัมมนาได้ที่
Link: https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?MTID=m681cf1860a869c3e05240bd3bafb79c8
Meeting number: 2517 375 3648
Password: Workshop
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ026448150 ต่อ 81841, chompunoot.kap@nstda.or.th (ชมพูนุท)026448150 ต่อ 81830, monta@nstda.or.th (มนต์ตา)026448150 ต่อ 81881, anongnart.kha@nstda.or.th (อนงค์นาฏ)
(more…)
eid
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พร้อมหนุนผู้ประกอบการยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry
สวทช. ลงนามความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ให้เข้าสู่โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการ 100% ภายในปี 2568 และตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร โดยความร่วมมือครั้งนี้ สวทช. โดย ITAP พร้อมนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสนับสนุนและให้คำแนะนำผู้ประกอบการ ในการพัฒนากระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry อย่างสมบูรณ์ในอนาคต.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. จัดกิจกรรมวันดินโลก ปี 2564 เพื่อให้เห็นความสำคัญของทรัพยากรดิน ณ Coworking Space อวท.
3 ธันวาคม 2564 ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานทำสวน นำโดยคุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. คุณภาคภูมิ ศิริเวช ผู้อำนวยการฝ่ายอาคารสถานที่ และคุณอุดมรัตน์ วัฒนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร เข้าร่วมกิจกรรมวันดินโลก โดยมีการจัดฝึกอบรมการทำปุ๋ยชีวภาพจากใบก้ามปู ให้แก่พนักงานสวทช. คนสวน และผู้ที่สนใจ และนำปุ๋ยชีวภาพจากใบก้ามปูที่ได้จัดเตรียมไว้ ใส่ต้นไม้ตามพื้นที่ต่างๆภายใน อวท. เพื่อบำรุงดินและต้นไม้ให้สมบูรณ์งอกงาม และเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับการจัดกิจกรรมวันดินโลกครั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาที่ดินในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 9 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ โดยใช้วันนี้เป็นวันรณรงค์ให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ที่มีต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติและสภาพแวดล้อม และความจำเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาให้ได้คุณภาพ เปิดแล็บพร้อมตรวจสารสำคัญให้ได้มาตรฐาน
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. หรือ NCTC เดินหน้าใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทันสมัยให้บริการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม
ล่าสุด NCTC ลงนามความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรของ จ.ปทุมธานี ที่กำลังหันมาปลูกพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม โดย NCTC พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่วิธีการปลูก ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในพืชเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้พืชที่มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย ก่อนจะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


