หน้าแรก สวทช. จับมือ NIMS ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขดลวดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจทำจากวัสดุทนทานแบบใหม่ แก้ปัญหาขดลวดเสื่อมสภาพ
สวทช. จับมือ NIMS ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขดลวดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจทำจากวัสดุทนทานแบบใหม่ แก้ปัญหาขดลวดเสื่อมสภาพ
10 ธ.ค. 2564
0
ข่าวประชาสัมพันธ์

อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ฝังในขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ (stent)” ในรูปแบบออนไลน์

โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และนางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) ลงนามร่วมกับ DR.Kazuhiro Kimura และ Dr.Tsuchiya Koichi ผู้บริหาร NIMS ประเทศญี่ปุ่น

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ หรือ stent เป็นเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นการรักษาที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ปัจจุบันมักพบปัญหาระยะยาวของการใช้ขดลวดที่อาจเกิดความเสียหายจากการล้าของขดลวด เนื่องจากถูกแรงบีบของหัวใจเป็นระยะเวลานาน ขณะเดียวกัน National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ (Co-Cr-Mo-Ni alloys หรือ CCMN) ที่สามารถทนความล้าได้สูงขึ้น การลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ NIMS ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ โดย สวทช. จะนำวัสดุแบบใหม่ดังกล่าวมาศึกษาวิจัยและออกแบบโครงสร้างของ stent เพื่อให้นำไปใช้งานทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้เกิดเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถใช้ร่วมกันทั้งในไทยและญี่ปุ่นในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญสำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยไทย และการสร้างเครือข่ายการพัฒนาเครื่องมือแพทย์จากทั้งไทยและญี่ปุ่น นำไปสู่การสร้างโอกาสให้สามารถเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงในไทย ลดการนำเข้าของอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อไป.

10 ธ.ค. 2564
0
แชร์หน้านี้: