หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
BOI จัดทำวารสารภาษาอังกฤษ Thailand Investment Review (TIR) เรื่อง “Thailand’s Bio-Circular and Green Economy: Living up to Global Challenges”
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้จัดทำวารสารภาษาอังกฤษ Thailand Investment Review (TIR) ประจำเดือนมิถุนายน 2564 เรื่อง "Thailand's Bio-Circular and Green Economy: Living up to Global Challenges" โดยมีบทสัมภาษณ์ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็น Executive Talk : Making BCG Pathways คลิกอ่านฉบับเต็ม : https://www.boi.go.th/upload/ejournal/2021/Vol31/June/index.html ที่มาข้อมูล : BOI NEWSLETTER https://www.boi.go.th/index.php?page=monthly_magazine_list_enews  
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนกรกฎาคม 2564
ข่าว กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานเงิน-สิ่งของให้โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ไบโอเทค สวทช. พัฒนาแบคทีรีโอฟาจ ทำลายเชื้อแบคทีเรียก่อโรคพืชในดิน เนคเทค สวทช. ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม หนุนเยาวชนสร้างสรรค์สื่อดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ (NAVANURAK) ไบโอเทค สวทช. และ มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบแนวทางการผลิตวัคซีนในกุ้งทะเลจากองค์ความรู้เรื่อง cvcDNA ที่กุ้งสร้างเลียนแบบสารพันธุกรรมของไวรัส คาโอ จับมือ อมตะ-กนอ.-เนคเทค และกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค เปิดโครงการ “ร่วมแรงร่วมใจ ลดป่วย ลดกระจาย ลดภัยร้ายจากไข้เลือดออก” เอ็มเทค สวทช. เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยี ‘เลี้ยงปลาหนาแน่นระบบน้ำไหลเวียนอัตโนมัติ’ ความเสี่ยงต่ำ กำไรสูง ITAP สวทช. หนุนผู้ประกอบการ ‘พัฒนาชุดตรวจสอบภาคการเกษตร’ ‘น้ำยาล้างผักผลไม้’ ช่วยลดปนเปื้อนจุลินทรีย์-สารเคมีตกค้าง ใช้ง่ายทราบผลทันที คณะจิตอาสาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นำอาหารพระราชทาน พร้อมน้ำดื่มและสิ่งของ ให้โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ นาโนเทค สวทช. ส่งมอบหน้ากากอนามัย n-Breeze M03 จำนวน 10,000 ชิ้น ให้กับ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง โดยความร่วมมือจาก บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) สวทช. จัดปฐมนิเทศโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ปี 2564 ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างยั่งยืน สวทช. มอบนวัตกรรมเครื่องกำจัดเชื้อโรคด้วยวิธีการฉายแสงยูวีซี (Girm Zaber UV-C Sterilizer) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี เอ็มเทค สวทช. ส่งโนฮาว นวัตกรรม ‘เปลความดันลบ’ ให้ บ.สุพรีร่าฯ ผลิตสู้ศึกการระบาดโควิด-19   บทความ สวทช. สร้างเทคโนโลยีฐานสู่การพัฒนาชุดตรวจโควิด-19  Download เอกสารฉบับเต็ม [15.2 MB]  
จดหมายข่าว สวทช.
 
แปรรูปเพิ่มมูลค่า ‘เปลือกจักจั่นทะเล’ สู่อาหารเลี้ยงปลาช่อนทะเล
  ชุมชนบ้านไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต นับเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ “จักจั่นทะเล” สัตว์ทะเลเฉพาะถิ่นที่อยู่คู่กับหาดไม้ขาวมายาวนาน มีลักษณะคล้ายแมลงจักจั่นแต่อาศัยอยู่ในทะเล เป็นสัตว์ที่อยู่กลุ่มเดียวกับกุ้ง ปู ซึ่งชาวบ้านนิยมจับนำไปประกอบอาหาร โดยขายสดหรือนำไปนึ่งสุกและจะแกะส่วนของกระดองหรือเปลือกทิ้ง เนื่องจากเป็นส่วนที่ค่อนข้างแข็งและมีทรายปน ทำให้มีเปลือกจักจั่นเหลือทิ้งจำนวนมาก ขณะเดียวกันในพื้นที่ยังมี “ผักลิ้นห่าน” ผักพื้นเมืองหายาก พบตามชายฝั่ง เป็นพืชอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีรสชาติอร่อย โดยมีจุดเด่นที่ความกรอบและรสชาติขม ทั้งนี้เวลาที่ชาวบ้านเก็บขายจะเหลือเศษผักจากการตัดแต่งเกือบครึ่งเช่นเดียวกัน   [caption id="attachment_24453" align="aligncenter" width="1000"] จักจั่นทะเล[/caption]   [caption id="attachment_24451" align="aligncenter" width="1000"] ผักลิ้นห่าน[/caption]   เพื่อนำทรัพยากรเหลือทิ้งในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า ผศ.กรรนิการ์ กาญจนชาตรี คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้จัดทำโครงการนำวัสดุเหลือใช้จากเมนูอาหารยอดฮิตจักจั่นทะเลสู่การแปรรูปเป็นอาหารเลี้ยงปลาช่อนทะเล ภายใต้การสนับสนุนโปรแกรมการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   [caption id="attachment_24500" align="aligncenter" width="1000"] ผศ.กรรนิการ์ กาญจนชาตรี คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต[/caption]   ผศ.กรรนิการ์ กล่าวว่า เดิมทีคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีการทำงานเป็นเครือข่ายระหว่างวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลและประมงพื้นบ้านแหลมทราย วิสาหกิจชุมชนจักจั่นทะเล และวิสาหกิจชุมชนผักลิ้นห่านในพื้นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเห็นถึงปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์และพยายามเชื่อมโยงทรัพยากรที่มีในชุมชนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้จุดเริ่มต้นการทำโครงการฯ มาจากทางกลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลพบอุปสรรคในเรื่องของต้นทุนอาหารปลาที่มีราคาแพงมาก จึงพยายามหาวิธีช่วยลดค่าอาหารปลาช่อนทะเล และพบว่าบ้านไม้ขาวชุมชนส่-วนหนึ่งประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรรม ในขณะที่ชุมชนบ้านแหลมทรายประกอบอาชีพประมง   [caption id="attachment_24456" align="aligncenter" width="1000"] ปลาช่อนทะเล[/caption]   [caption id="attachment_24450" align="aligncenter" width="1000"] ปลาช่อนทะเล[/caption]   “ปลาช่อนทะเลกินอาหารเม็ดลอยน้ำได้ โดยสูตรอาหารเดิมจะมีส่วนผสมของปลาป่นกับหญ้าเนเปียซึ่งปลาป่นต้นทุนค่อนข้างสูง ส่วนหญ้าเนเปียหายากในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เราเห็นว่าบ้านไม้ขาวมีหยวกกล้วยและแกลบที่ชาวบ้านทิ้ง รวมทั้งยังมีเศษผักลิ้นห่านเหลือจำนวนมาก เพราะปกติเวลาชาวบ้านเก็บผักลิ้นห่านจะตัดส่วนที่ไม่ได้ใช้ทิ้ง คือถ้าเก็บผัก 5 กิโลกรัม จะมีการตัดแต่งผักส่งขายได้เพียง 3 กิโลกรัม และจะเหลือเศษผักมากถึง 2 กิโลกรัม ขณะเดียวกันก็ยังมีเปลือกจักจั่นทะเลที่ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่าจำนวนมาก เราจึงมีแนวคิดนำมาทดลองพัฒนาสูตรอาหารปลาช่อนทะเลด้วยการใช้ผักลิ้นห่านบดแทนหญ้าเนเปีย และนำเครื่องในปลามาผสมกับรำที่สีจากแกลบหมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ เพื่อให้เกิดกลิ่นดึงดูดปลาแทนปลาป่น จากนั้นนำมาผสมกับเปลือกจักจั่นทะเลบดแห้ง และส่วนผสมอื่นๆ”   [caption id="attachment_24457" align="aligncenter" width="1000"] อาหารปลาช่อนทะเล[/caption]   วัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในสูตรอาหารไม่ได้เพียงมีคุณสมบัติที่ช่วยสร้างอาหารเม็ดลอยน้ำที่ลดต้นทุนได้เท่านั้น แต่ทั้งผักลิ้นห่านและเปลือกจักจั่นทะเลล้วนมีคุณค่าทางสารอาหารสูง “เศษผักลิ้นห่านพบคุณประโยชน์ทั้ง วิตามินเอ โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 9 ส่วนเปลือกของจักจั่นทะเลเมื่อส่งไปวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ พบว่าเปลือกจักจั่นทะเลมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าส่วนที่เป็นตัวของจักจั่นที่ใช้รับประทานเสียอีก โดยเฉพาะมีไขมันสูงมาก อีกทั้งยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส เหล็ก และสารอาหารอื่นๆ การนำของเหลือใช้ในชุมชนมาบดผสมเป็นอาหารเม็ด ทำให้มีต้นทุนของอาหารปลาเพียง 7 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่สูตรทั่วไปต้นทุน 12 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันมีการนำอาหารเม็ดจากเปลือกจักจั่นทะเลและผักลิ้นห่านไปใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลที่ชุมชนบ้านแหลมทราย จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งยังใช้เลี้ยงปลาดุกที่ชุมชนไม้ขาวด้วย หากแต่ว่าแม้ปลาช่อนทะเลจะสามารถกินอาหารเม็ดได้ปกติ แต่ก็ยังต้องมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรอาหารเพิ่มเติม เพื่อให้ได้อัตราแลกเนื้อของปลาที่เหมาะสมมากขึ้น” ความพยายามของ ผศ.กรรนิการ์ กาญจนชาตรี ในการนำทรัพยากรเหลือทิ้งมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาลดต้นทุนการเพาะเลี้ยงปลาให้แก่เกษตรกร แต่ยังช่วยลดปริมาณขยะ และที่สำคัญคือการสร้างโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชน ยิ่งเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผศ.กรรนิการ์ กล่าวว่า ตอนนี้เปลือกจักจั่นทะเลที่ถูกทิ้งอยู่ตามต้นไม้เพื่อรอการย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ชาวบ้านก็สามารถนำมาขายได้ โดยเรารับซื้อเปลือกจักจั่นทะเลตากแห้งกิโลกรัมละ 30 บาท ขณะที่หยวกกล้วย แกลบ รวมถึงเศษผักลิ้นห่านที่ถูกทิ้งอย่างไร้ค่าก็นำมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการพัฒนาอาหารปลาได้ ด้าน นายวิโรจน์  ประเสริฐ ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักจั่นทะเล เล่าว่า รู้สึกดีใจที่มีโครงการฯ นี้เพราะทำให้ชาวบ้านมีความรู้ในการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ ช่วยให้เกิดการพัฒนาหมู่บ้าน และนายสุพรรณ  แพทย์ปฐม ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่า โครงการฯ ช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมที่นอกเหนือจากการทำเกษตรตามวิถีชีวิตเดิม ขณะที่ นางสาวชุติมา เพ็ชรรณรงค์ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักลิ้นห่าน เล่าว่า การระบาดของโรคโควิด-19 สร้างผลกระทบกับคนในพื้นที่อย่างมาก แต่เดิมตนทำงานในโรงแรม พอมีการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว โรงแรมถูกปิด ขาดรายได้ เมื่อมีโครงการฯ นี้เข้ามา ทำให้เราสนใจเข้าร่วมวิสาหกิจชุมชนเพื่อปลูกผักลิ้นห่าน ซึ่งทำให้มีอาชีพและรายได้สำหรับนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตอนนี้มีรายได้ 3,000-5,000 บาท อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนวิถีชุมชนจากเดิมที่เคยต่างคนต่างอยู่ก็เกิดเป็นเครือข่าย มีความสามัคคีกันภายในชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ดี การนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าทรัพยากรเหลือทิ้งให้นำกลับมาใช้ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นับเป็นหนทางที่ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังนำมาสู่การสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน สอดคล้องกับแผนพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (Bio-Circular-Green Economy: BCG Economy Model) ที่มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และสามารถใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
บทความ
 
เจาะลึก AMED Telehealth แพลตฟอร์มหลังบ้าน ‘Home Isolation’ ‘เตียงเสมือน’ แนวรับใหม่ของบุคลากรทางการแพทย์
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ที่แพร่เชื้อได้เร็วจนจำนวนผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอ ทำให้บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดภาวะงานล้นมือเกินจะต้านทานกับไวรัสมรณะ ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ออกมาตรการเรื่องแนวทางการดูแลตนเองที่บ้านของผู้ป่วยระหว่างรอเตียง (Home Isolation : HI) อย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าการกำหนดให้คนไข้กลุ่มสีเขียวรักษาตัวที่บ้านนั้น ระบบหลังบ้านในการสื่อสารระหว่าง ‘แพทย์’ กับ ‘คนไข้’ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะใช้เป็นฐานข้อมูลในการรรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ตามอาการ ดังนั้นในเวลานี้ แพลตฟอร์มชื่อว่า AMED Telehealth ถือเป็น ‘ปฏิบัติการระบบหลังบ้าน’ ที่สำคัญของ Home Isolation ซึ่งออกแบบโดยนักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีระบบตรวจสุขภาพทางไกล (AMED Telehealth) มาประยุกต์ใช้ โดยมีการเซททั้งระบบใช้งานที่แรกคือ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ (เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน) เพื่อดูแลคนพิการที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 ก่อนจะนำมาต่อยอดกับแอปพลิเคชันไลน์ของแต่ละโรงพยาบาล และเป็นต้นแบบให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้นำไปใช้งานได้ นายวัชรากร หนูทอง นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยได้รับการติดต่อขอใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว ให้เป็นระบบหลังบ้าน ‘Home Isolation’ ของ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวรับใหม่ของบุคลากรทางการแพทย์ ในการดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการ (กลุ่มสีเขียว) ให้ได้กักตัวอยู่กับบ้านและสังเกตอาการตนเองแยกกับคนในครอบครัว โดยมีทีมแพทย์พยาบาลในระบบ HI ของ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ดูแลผ่านระบบไลน์แอปพลิเคชันอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวได้อย่างใกล้ชิดได้จนถึงปัจจุบัน       @ ‘เตียงเสมือน’ แม้อยู่บ้าน แต่ใกล้หมอ  นายวัชรากร อธิบายว่า AMED Telehealth เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 ที่แยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) โดยผู้ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้จะเป็นหน่วยที่ให้บริการทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลของ รัฐ/เอกชน คลินิก ที่มีแพทย์ พยาบาลหรือสหวิชาชีพ ที่สนใจ ใช้ติดตามอาการ รักษา ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดผ่านระบบ Telemonitoring, Telehealth, Teleconsultation ได้ตลอด 24 ชั่วโมง “จุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มนี้มาจากระบบตรวจสุขภาพทางไกล ซึ่งทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ (HII) ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. ได้เคยมีการนำไปใช้กับสถานที่กักตัวที่ จ.นราธิวาส ช่วงโรคโควิด-19 ระบาดครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นใช้ตู้คอนเทรนเนอร์เป็นห้องปลอดเชื้อและมอนิเตอร์อุณหภูมิร่างกายผู้ป่วย กับค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด วันละ 1-2 ครั้ง โดยผู้ป่วยสามารถแชทกับแพทย์หรือพยาบาลผ่านระบบวิดีโอคอลทางไกล เสมือนอยู่ใกล้ชิดกับแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแล จากนั้นได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มให้แพทย์ โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ ซึ่งที่นั่นแพทย์มีความประสงค์อยากให้เพิ่มระบบ การวินิจฉัยโรค การรักษาทางไกล ทำให้เพิ่มระบบการรักษาทางไกลและสิ่งจำเป็นที่แพทย์ต้องใช้งานในลักษณะคำสั่งแพทย์ เช่น การสั่งเอกซเรย์ การสั่งยา นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแพลตฟอร์มให้กับคณะผู้บริหารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน กทม. ได้รับทราบ และที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะการเพิ่มฟังก์ชัน เช่น ให้เจ้าหน้าที่พยาบาลสามารถช่วยลงทะเบียนให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบ IT ได้ เช่น ผู้สูงอายุแนะนำให้มีระบบกรองข้อมูลสัญญาณชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐานของแพทย์และพยาบาล และล่าสุดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ติดต่อขอใช้กับระบบ Home Isolation ของโรงพยาบาล” นักวิจัย A-MED ระบุ @ แอดLINE เพิ่มเพื่อน พร้อม‘กักตัวที่บ้าน’ หลักเกณฑ์และข้อควรปฏิบัติการกักตัวที่บ้านใครเข้าข่ายบ้างนั้น กรมการแพทย์ ระบุข้อมูลว่า ไม่มีอาการ อายุน้อยกว่า 60 ปี สุขภาพแข็งแรง อยู่คนเดียวหรือมีคนอยู่ร่วมไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน ไม่มีโรคร่วม เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่คุมไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องยินยอมกักตัวและอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ เป็นต้น โดยหากผู้ที่เข้าเกณฑ์เบื้องต้นและสมัครใจเข้ากักตัวที่บ้าน ให้ทำการติดต่อสายด่วน สปสช. โทร. 1330 ทุกวัน 24 ชั่วโมง เมื่อโรงพยาบาลใกล้บ้านของท่านรับเรื่องจากระบบ 1330 และพร้อมดูแลท่านแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะให้ทำการเพิ่มเพื่อน ผ่าน LINE Official Account (Line OA) ของโรงพยาบาลที่แพลตฟอร์มสร้างขึ้นให้ใช้งาน โดยที่แพลตฟอร์มจะซ่อนอยู่เบื้องหลังของระบบ Line OA ทำให้ผู้ป่วย รู้สึกคุ้นเคยกับการใช้งานแพลตฟอร์มได้ง่ายและรวดเร็ว ภายหลังจากผู้ป่วยแอดเพิ่มเพื่อนกับไลน์ OA ของโรงพยาบาลแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยยืนยันตัวตนสำหรับเปิดใช้งานครั้งแรกด้วยระบบ One-Time-Password (OTP) ส่งผ่าน SMS มายังโทรศัพท์มือถือที่ทำการลงทะเบียนในนามผู้ป่วย เมื่อทำการยืนยัน OTP สำเร็จ ผู้ป่วยสามารถเข้าใช้งาน โดยใช้รหัสผู้ใช้งานใช้เป็นเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ถือเป็นการเข้าสู่ระบบ Home Isolation อย่างสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นช่องทางหลักในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ป่วย กับบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลต่อไป “แอปพลิเคชันไลน์ ของแต่ละโรงพยาบาลจะเป็นเหมือนหน้ากาก เป็นช่องทางเพื่อเข้าถึงระบบหลังบ้านของ Home Isolation ซึ่งระบบหลังบ้านในที่นี้ คือ แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า AMED Telehealth ของทีมวิจัย A-MED สวทช.ที่ได้ออกแบบและพัฒนาระบบหลังบ้านให้สามารถเก็บข้อมูลที่จำเป็นของผู้ป่วย ให้กับบุคลากรทางการแพทย์นำไปใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 ใช้งานง่ายผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์พีซี ครอบคลุมทั้งระบบปฏิบัติการวินโดว์ แอนดรอยด์ และไอโอเอส โดยผู้ป่วย มีหน้าที่รายงานสัญญาณชีพจากเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว อุณหภูมิร่างกาย ความดัน สื่อสารไลน์แอปพลิเคชันในรูปแบบ วิดีโอคอล แชท รวมถึงการถ่ายภาพรายงานอาการสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดพิมพ์ เพื่อส่งให้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้ประเมินและให้คำปรึกษาในการรักษารายวัน หากกรณีผู้ป่วยมีอาการไม่พึงประสงค์ ก็มีฟังก์ชันให้สามารถติ๊กเครื่องหมายรายงานอาการได้ เช่น มีอาการเหนื่อย มีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะและเจ็บคอ โดยระบบทั้งหมดนี้ทีมวิจัย A-MED สวทช. ออกแบบระบบบริหารข้อมูลเพื่อรองรับการทำงานของแพทย์พยาบาลเป็นลักษณะโรงพยาบาลเสมือนให้กับผู้กักตัวอยู่บ้าน เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลในช่วงวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19” @ ระบบหลังบ้าน ลดภาระบุคลากรด่านหน้า   สำหรับแพทย์และพยาบาลที่เข้ามาในระบบหลังบ้านของ Home Isolation จะสามารถเห็นจำนวนเตียง จำนวนผู้ป่วย ว่าอยู่ในระบบมาแล้วกี่วัน มีการรายงานอาการไว้อย่างไรบ้าง และสามารถเปิดการคัดกรองเคสที่น่ากังวลได้ว่าแบ่งเป็นกลุ่มอะไรบ้าง เช่น กลุ่มสีเขียวป่วยโควิดแต่ไม่มีอาการ กลุ่มสีเหลืองสีส้ม คือ เริ่มมีอาการบางอย่างก็อาจจะติดตามอาการใกล้ชิดมากขึ้น แต่ถ้าสีแดงเป็นเคสฉุกเฉินที่ต้องการเตียงรองรับในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการเสียชีวิต หากกรณีคนไข้เริ่มมีอาการเป็นสีแดงต้องมีการจำหน่ายคนไข้ (ส่งต่อ) มายังโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาใกล้ชิด หรือบางเคสที่อยู่ในกลุ่มสีเขียวและรักษาตัวที่บ้านจนหายดี ก็สามารถจำหน่ายออกจากระบบ HI ได้เช่นกัน “จุดเด่นของระบบหลังบ้านของ Home Isolation นี้ ทีมวิจัยได้สร้างแดชบอร์ด (Dashboard) ที่เพิ่มออเดอร์สำหรับแพทย์ เพื่อช่วยให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และพยาบาลอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังไม่มีระบบใดทำมาก่อน เช่น แพทย์มีคำสั่งให้พยาบาลแบบวันเดียว (One Day) หรือสั่งการแบบต่อเนื่องทุกวัน (Continuous) โดยหากแพทย์สั่งแบบต่อเนื่อง พยาบาลจะต้องติดตามคนไข้รายนั้นๆ ใกล้ชิด เช่น สั่งให้ยา สั่งเอกซเรย์ สั่งอาหาร สั่งแล็บ สั่งให้คำปรึกษาพิเศษ เป็นต้น ซึ่งเป็นระบบที่แพทย์และพยาบาลใช้งานได้ง่ายผ่านมือถือเพื่อติดตามและสั่งการได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ทั้งนี้แพลตฟอร์ม AMED Telehealth จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแล และวิเคราะห์อาการคนไข้ในระบบ HI ร่วมกันอย่างใกล้ชิดและแม่นยำบนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ที่สำคัญคือการลดการเดินทางมายังโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการลดภาระให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า @ เล็งดึง ‘นักสังคมสงเคราะห์’ ดูแลเชิงสังคม แน่นอนว่าการกักตัวที่บ้านของผู้ป่วยโควิด-19 นอกจากสภาพแวดล้อมและความเข้าใจของคนในครอบครัวแล้ว เพื่อนบ้านและชุมชนนั้นๆ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องสร้างความเข้าใจ ไม่ให้เกิดการรังเกียจและสร้างปัญหาจนกระทบสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่กักตัวในระบบ HI ด้วย “ขณะนี้เริ่มมีปัญหาส่งผลกระทบทางสังคม เช่น ความวิตกกังวลในการกักตัวของคนป่วยที่เป็นผู้นำครอบครัว เกิดมีความกังวลว่าเขาไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ หรือ กรณีคนละแวกชุมชนไม่เข้าใจอาการของโรค เกิดการไม่ยอมรับการกักตัวที่บ้าน ซึ่งทีมวิจัยอาจจะต้องมีการพัฒนาระบบเพิ่มเติม เพื่อดึงนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจ และรับทราบความวิตกกังวลของผู้ป่วย โดยมีแนวคำถามจากทีมสหวิชาชีพมาช่วยเหลือ เช่น คำถามว่าผู้ป่วยรู้สึกกดดันเรื่องอะไร ต้องการจะให้ใครเข้ามาช่วยเหลือเรื่องอะไรบ้าง เพื่อทำการส่งข้อมูลให้นักสังคมสงเคราะห์ได้วิเคราะห์และประสานการช่วยเหลือไปยังพื้นที่ ท้องถิ่นหรือระดับจังหวัดต่อไป” นักวิจัย A-MED สวทช. บอกด้วยว่า อย่างไรก็ดีอยากฝากว่า หากโรงพยาบาลใดที่อยากทำระบบ HI อย่างแรกคือต้องมีใจและมีความพร้อมที่อยากจะทำเพิ่มเติม เพราะเข้าใจดีว่าทีมแพทย์และพยาบาลมีภาระงานหนักที่ต้องดูแลผู้ติดเชื้อในสถานการณ์นี้ ซึ่งทีมวิจัย A-MED สวทช. พร้อมสนับสนุนระบบอย่างเต็มความสามารถ โดยติดต่อทีมวิจัยเพื่อใช้แพลตฟอร์มได้ที่ อีเมล a-med@nstda.or.th เพื่อเป็นอีกกองหนุนด้านการบริหารจัดการคนป่วยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 ไปด้วยกัน แม้ ‘เตียงเสมือน’ ในระบบ Home Isolation เป็นแนวรับใหม่ของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ช่วยบรรเทาสถานการณ์เตียงในโรงพยาบาลเต็ม แต่ระบบหลังบ้าน AMED Telehealth กลับช่วยเติมเต็มระยะห่างของคนไข้กลุ่มสีเขียว ให้รู้สึกอุ่นใจและใกล้หมอในสถานการณ์แบบนี้มากยิ่งขึ้น
บทความ
 
สวทช. รับสมัครกิจกรรมออนไลน์สำหรับเยาวชน โดยการสร้างชิ้นงานจากเครื่อง Laser Cutting (รับสมัครวันนี้-10 ส.ค. 64)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ขอเชิญชวนน้องๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สมัครเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ในหัวข้อ “สร้างชิ้นงานจากเครื่อง Laser Cutting”เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มเติม และผลงานที่ได้ออกมาจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกด้วยฝีมือตนเอง ผ่านการเขียนแบบและเรียนรู้เทคโนโลยีการใช้เครื่อง Laser Cutting พร้อมกับได้เรียนรู้พื้นฐานการออกแบบ 2 มิติ ด้วยโปรแกรม AutoLaser ซึ่งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ๆได้อีกด้วย กิจกรรมเดือนสิงหาคม 2564 จะแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง (สำหรับครั้งที่ 1 ได้ปิดรับสมัครไปแล้ว) ส่วนในครั้งที่ 2 นี้ ได้กำหนดจัดขึ้นวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2564  เวลา 9.00 -12.00 น. สำหรับน้องๆที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้ที่นี่ https://forms.gle/X7donJDwtje2xjFR6 และมีค่าใช้จ่ายเพียง 300 บาท/คน (หลังจบกิจกรรมจะมีชิ้นงานที่น้องๆได้ออกแบบจัดส่งให้ถึงบ้าน) รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 (รับจำนวนจำกัด 15 คน) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล์ poramaporn@nstda.or.th (ปรมาภรณ์)
ปฏิทินกิจกรรม
 
CPF ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารในเครือสนับสนุน รพ. สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ
3 สิงหาคม 2564 ณ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ : คุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คุณสุภาภรณ์ ศรอำพล ผู้อำนวยการบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร พร้อมด้วย ผู้แทนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และผู้แทนจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ รับมอบผลิตภัณฑ์บะหมี่เกี๊ยวกุ้งจำนวน 700 แพ็ค จาก ดร.ลลานา ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CPF) ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเป็นกำลังใจให้ทีมบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสนามฯ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับ พนัส แอสเซมบลีย์ และ สปปท. เปิดรับสมัครโครงการ Panus Thailand LogTech Award ปีที่ 5 เสริมแนวคิดพัฒนาเทคโนโลยี Mobility & Logistics
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ร่วมกับ บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (สปปท.) เปิดรับสมัคร นิสิต นักศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไป เข้าร่วมการแข่งขัน Panus Thailand LogTech Award 2021 ครั้งที่ 5 ในรูปแบบ Online Hackathon ภายใต้หัวข้อ Platform-as-a-Service : Mobility & Logistics ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 60,000 บาท เพื่อเป็นเวทีในการแสดงความสามารถของเยาวชนบุคคลทั่วไปและผู้ประกอบการ ที่มีความสนใจในการพัฒนาโปรแกรม, ซอฟต์แวร์ หรือระบบและอุปกรณ์ชาญฉลาด โดยเปิดรับสมัครและส่งคลิปวิดีโอรอบที่ 1 ได้ตั้งแต่บัดนี้ - 19 สิงหาคม 2564 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://hack21.aiat.or.th/logtech
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. จัดเสวนา หัวข้อ “COVID-19 : Lessons Learned and Future Directions ถอดบทเรียนจาก COVID-19 กับแนวทางรับมือกับโรคร้ายใหม่ๆในอนาคต
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ขอเชิญร่วมรับฟังงานสัมมนา online ในหัวข้อ “COVID-19 : Lessons Learned and Future Directions ถอดบทเรียนจาก COVID-19 กับแนวทางรับมือกับโรคร้ายใหม่ๆในอนาคต” ในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 – 11.00 น. โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ 1. บรรยายพิเศษ “โรคอุบัติใหม่ และโรคที่มีศักยภาพในการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน” โดย ดร.ทิพย์รำไพ ธรรมมงกุฎ และ ดร. ษมาภรณ์ ธีรเวชญาณ ทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) 2. เสวนาเรื่อง “สวทช. กับความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19” โดย ดร.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ และ ดร.สุรพงษ์ ขุนแผ้ว ทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยีศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://us02web.zoom.us/webinar/register/3816263210691/WN_PSJ3wcpKRKGrS0K7jmFy7w หรือสแกน QR code ได้ตั้งแต่บัดนี้  
ข่าว 30 ปี สวทช.
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
ไบโอเทค สวทช. ต่อยอดความสำเร็จจากสารตั้งต้นผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ เตรียมคิดค้นยาใหม่เพื่อรักษาการติดเชื้อโรคโควิดที่อาจจะดื้อยาได้
นักวิจัยไบโอเทค สวทช.เล่าความสำเร็จการสังเคราะห์สารตั้งต้นผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ในระดับห้องปฏิบัติการณ์ เริ่มต้นจากทำงานเพียง 2 คนตั้งแต่โควิด-19 ยังไม่ระบาดหนักในไทย ยานำเข้ายากเป็นแรงผลักดันงานวิจัยภายใต้แนวคิดไทยต้องผลิตเองได้ ล่าสุดได้จดสิทธิบัตรและถ่ายทอดวิธีให้องค์การเภสัชกรรมนำไปผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อไปแล้ว พร้อมเดินหน้าวิจัยยาตัวใหม่เพื่อจัดการปัญหาเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดที่อาจจะดื้อยาได้ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการจัดเสวนาพิเศษโควิดไลฟ์ทอล์คในหัวข้อ “ยาต้านไวรัสโคโรนา ภารกิจพิชิตโรคร้าย” ถ่ายทอดผ่าน Facebook Live ของ สวทช. โดยมี ดร.เภสัชกร นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ นักวิจัย ทีมวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลขั้นแนวหน้า ไบโอเทค สวทช. เล่าถึงความสำเร็จของการ สังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredient – API) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่จะใช้ในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ว่า ในการผลิตยาตัวหนึ่งนั้นมีหลายขั้นตอน เริ่มจากกระบวนการต้นน้ำคือตั้งแต่การผลิตโมเลกุลยาใหม่ขึ้นมา ส่วนกลางน้ำเป็นการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หรือ API และปลายน้ำคือการปรุงเป็นยาให้เป็นยาเม็ด ยาน้ำ หรือยาฉีด ทีมวิจัยได้ทำในส่วนที่เป็นกลางน้ำ คือ การสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หรือ API ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญของการผลิตยา โดยเริ่มต้นวิจัยมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ในช่วงที่ไวรัสโคโรนากำลังระบาดหนักในจีน และต่างประเทศ ในช่วงนั้นหลังมีการศึกษาพบว่ายาฟาวิพิราเวียร์ที่เคยใช้รักษาไข้หวัดใหญ่อยู่เดิม มีฤทธิ์ต้านไวรัสโคโรนาได้ จึงเริ่มมีการนำมาใช้รักษาอย่างกว้างขวาง จนเมื่อไวรัสโคโรนาเริ่มเข้ามาระบาดในไทย การนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากในต่างประเทศที่มีการระบาดก็ต้องการเก็บยาไว้ใช้ในประเทศของตัวเอง ทำให้ไทยขาดแคลนตัวยา แม้ว่าเราจะสามารถปรุงหรือผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เองได้ แต่เมื่อไม่มีสารตั้งต้นหรือ API ก็ไม่สามารถผลิตได้ โดยในขณะนั้นมีเพียง 2 ประเทศที่ผลิตสาร API คือ จีน และญี่ปุ่น โดยประเทศนั้นๆ จำกัดส่งออก จึงเป็นจุดเริ่มในการทำวิจัย "งานวิจัยเราเริ่มทำตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ในการเริ่มต้นนั้นมีแค่ผมกับนักเคมีอีก 1 คน เริ่มต้นมีกัน 2 คน พยายามศึกษาทดลองกัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตโรคจะมาระบาดในไทยมากน้อยแค่ไหน" ดร.นิติพล เล่าว่า การสังเคราะห์สาร API นั้นมีหลายขั้นตอนและหลายวิธี ซึ่งทีมวิจัยเลือกวิธีที่คำนึงถึงข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบ ประกอบกับเรื่องต้นทุน เมื่อลองวิจัยไปได้ระยะหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนทุนการวิจัยจากองค์การเภสัชกรรม เพราะในขณะนั้นยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมไม่สามารถนำเข้าได้ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ทีมวิจัยเชี่ยวชาญในการสังเคราะห์ยา "หลังจากได้ทุน ก็เริ่มรับคนเข้ามาช่วยเป็นทีมมากขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำ พันธมิตรต่างประเทศ มีบริษัทเอกชนรวมถึงหลาย ๆ หน่วยงานเข้ามาเป็นพันธมิตรคอยช่วยเหลือสนับสนุนในด้านอุปกรณ์เครื่องมือ ทั้งองค์เภสัชกรรมเอง และ สถาบันนวัตกรรม ปตท." ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดวิธีสังเคราะห์ให้กับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นำไปผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมแล้ว โดยทีมวิจัยเองเข้าไปปรับกระบวนการวิธีสังเคราะห์ เนื่องจากเป็นการยกระดับจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ (Lab scale) ไปสู่การผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot scale) คือจากที่เคยทำในให้ปฏิบัติการ ปริมาตรน้อยกว่า 10 ลิตร แต่การทำในระดับกึ่งอุตสาหกรรมต้องทำมากกว่า 10 ลิตร ไปจนถึง 200 ลิตร ซี่งต้องมีการปรับปรุงกระบวนการสังเคราะห์ให้เข้ากับขนาดการสังเคราะห์ เช่น การคลายความร้อน เป็นต้น เมื่อถามว่ากระบวนการสังเคราะห์สารตั้งต้นยาฟาวิพิราเวียร์ของทีมวิจัยแตกต่างหรือเหมือนกับที่เคยมีมาหรือไม่ ดร.นิติพล กล่าวว่า เราต่อยอดและพัฒนาวิธีสังเคราะห์ เพราะเราคิดเสมอว่าถ้าเราเลียนแบบวิธีการมาหมด เราจะอยู่ได้ไม่นาน เราอาจสู้ราคาไม่ได้ เราศึกษาถึงขนาดที่ว่าจะสังเคราะห์จากสารตัวไหนที่ต้นทุนถูก "ล่าสุดเราได้จดสิทธิบัตรวิธีการสังเคราะห์ API เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งในการวิจัยเราปรับปรุงกระบวนการและเทคนิคการสังเคราะห์" ดร.นิติพล เปิดเผยด้วยว่า นอกจากยาฟาวิพิราเวียร์แล้ว ทีมวิจัยยังเดินหน้าศึกษาวิจัยยาอื่นๆ รวมถึงเพื่อทำยาตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดดื้อยาในอนาคตด้วย “เนื่องจากยาที่ใช้สำหรับโรคติดเชื้อเมื่อใช้ไปสักพักอาจทำให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์ หรือเป็นเชื้อที่ดื้อยาขึ้นมาได้ ดังนั้นเราต้องคิดถึงเรื่องการดื้อยาเผื่อไว้ด้วย ซึ่งเรากำลังเร่งศึกษาวิจัยทำยาตัวใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ และต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง” ทั้งนี้การพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) สำหรับใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) และ API ของยาต้านไวรัส อื่นๆ เป็นงานที่สนับสนุนจากองค์การเภสัชกรรม และเป็นส่วนหนึ่งภายใต้แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy Model) พ.ศ. 2564-2569  ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.
ข่าว 30 ปี สวทช.
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
🛑(Facebook Live) R&D Sharing 2021 งานวิจัยไทยสู้ภัยโควิด – แสง UV-C ฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ได้จริงหรือไม่
นักวิจัยไทยทำ เรามีคำตอบ ให้คุณเสมอ!  แสง UV-C ฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ได้จริงหรือไม่ พบกับมิติใหม่ของการแลกเปลี่ยนความรู้ อัดแน่นด้วยสาระและความบันทิง ที่จะทำให้คุณรู้เรื่องราวผลงานวิจัยไทยทำ สู้ภัยโควิดก่อนใคร... พลาดแล้วคุณจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง! แล้วพบกัน 4 สิงหาคม 2564 เวลา 10.30-11.15 น. มาร่วมพูดคุยกับ ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม (ดร.เก่ง) ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. นักวิจัยไทยทำ สู้ภัยโควิค ทาง Facebook Fanpage: NSTDA-สวทช. และ Club House “Sci Sence”
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ สอดคล้องกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ร่วมจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ ระหว่างวันที่ 17– 19 กรกฎาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม zoom เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกEEC)   โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมในระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนในพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) จำนวน 60 คน  ทั้งนี้ยังมีบุคลากรทางการศึกษาอีกมากกว่า 20 ท่าน เข้าร่วมสังเกตการณ์   นางฤทัย จงสฤษดิ์  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวต้อนรับ โดยกล่าวถึงกิจกรรมและสื่อจากหลักสูตร ที่จะช่วยส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยท้ายที่สุดแล้วคุณครูสามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดจัดทำเป็นรายวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรสถานศึกษา และขยายผลสู่การจัดกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่นักเรียนในห้องเรียนได้ จากนั้นเป็นการบรรยายภาพรวมโครงการ EECi โดย ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล  รองผู้อำนวยการ สวทช. การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ 2) หลักสูตรอาหารและอาหารเพื่ออนาคต 3) หลักสูตรเคมีชีวภาพ “จากทรัพยากรชีวภาพสู่การวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” 4) หลักสูตร อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ตอน  ระบบ IoT กับการออกแบบกล่องปลูกพืชโดยใช้แสงเทียม สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักในเขตพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC   โดยมี ดร.สมศักดิ์ ทองเนียม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง กล่าวเปิดการอบรม ต่อด้วยการบรรยายพิเศษ โดย อาจารย์ณภัทร ศรีละมัย ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา   กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ใน 2 วันแรกนำโดยวิทยากรหลัก ดร. ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. และทีมผู้ช่วยวิทยากร เริ่มการอบรมด้วยการแนะนำภาพรวมหลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่  ซึ่งประกอบด้วยการบรรยายเนื้อหาความรู้และกิจกรรมปฏิบัติการเพื่อให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ ได้ประสบการณ์เกี่ยวกับยานยนต์และพลังงานทางเลือก ด้วยรูปแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางแชตหรือโปรแกรมช่วยสอน เช่น padlet และ livesheet โดยมีรายละเอียดที่สนใจในหัวข้อ “สนุกคิดพิชิตยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์” เกี่ยวกับพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า  การสร้างรถพลังงานไฟฟ้า ความรู้ไฟฟ้าเบื้องต้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องมือวัดต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมทดลองเกี่ยวกับรถพลังงานไฟฟ้า และหลักการทำงานและกิจกรรมทดลองเกี่ยวกับรถเก็บประจุพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมปฏิบัติการรายบุคคล ที่สามารถแชร์ผลการทดลองผ่าน livesheet ส่วนกิจกรรมกลุ่ม ในห้องย่อยของ Zoom จะเป็นปฏิบัติการทีม เพื่อพัฒนายานยนต์ตามที่กำหนด แล้วนำเสนอผลงานผ่าน Padlet โดยที่ภารกิจมีดังนี้ 1) รถพลังงานไฟฟ้าที่สามารถบรรทุกมวลน้ำหนักที่กำหนด ในระยะทางที่กำหนดได้ 2) รถเก็บประจุพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเคลื่อนที่ไปถึงระยะทางที่กำหนดได้เร็วที่สุด ปิดท้าย ด้วย “ยานยนต์ล้อเดียว นวัตกรรมแห่งอนาคต”  โดยนำกิจกรรมด้วยกระบวนการทางสะเต็มศึกษา กระตุ้นความสนใจและความท้าทาย จากตัวอย่างสถานการณ์ในภาพยนตร์จูราสสิคเวิลด์ การออกแบบยานยนต์ไจโรสเฟียร์   เพื่อนำเข้าสู่ความรู้ทางด้านยานยนต์แห่งอนาคต หลักการทำงานของยานยนต์ล้อเดียว รวมถึงกิจกรรมปฏิบัติการประกอบสร้างยานยนต์ล้อเดียว การทดลองเกี่ยวกับปัจจัยการทำงานของยานยนต์ล้อเดียว และภารกิจปฏิบัติการกลุ่มเพื่อพัฒนายานยนต์ล้อเดียวที่สามารถเคลื่อนที่ถึงระยะทางที่กำหนด ตามเวลาที่กำหนด แล้วนำเสนอผลงานผ่าน Padlet วันสุดท้ายของการอบรมเริ่มด้วยการแชร์ประสบการณ์ โดย อาจารย์มานะ อินทรสว่าง  โรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพฯ ครูแกนนำโครงการพัฒนาศักยภาพครูและขยายผลสื่อการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา สวทช. ในหัวข้อ “การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่เชื่อมโยงสู่ชั้นเรียน”     เสริมด้วยการบรรยาย หัวข้อ การนำกิจกรรมยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ ไปสู่การออกแบบการจัดทำรายวิชาเพิ่มเติมในสถานศึกษา  โดย คณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา นำโดย ศน.ณภัทร ศรีละมัย และคณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง     นำโดย ศน.อมร สุดแสวง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมระดมความคิดในกลุ่มย่อย ช่วยกันออกแบบร่างแนวทางการนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมนำไปใช้ในสถานศึกษา นำเสนอแผน ก่อนที่จะสรุปกิจกรรมและร่วมกันวางแผนการดำเนินงานติดตามการนำกิจกรรมไปใช้ในสถานศึกษาต่อไป  เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม คุณครูบุษกร สุภาผล รร.ทุ่งศุขลาพิทยา"กรุงไทยอนุเคราะห์" ชลบุรี “เป็นกิจกรรมที่ทำให้เรารู้จักการแก้ปัญหาค่ะ ออกแบบการเรียนการสอนโดยการให้แก้ปัญหา ซึ่งวิธีการอบรมของวิทยากร สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เลยค่ะ เป็นการฝึกทั้งกระบวนการกลุ่ม กระบวนการคิด และกระบวนการแก้ปัญหา” “ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆจากที่มีองค์ความรู้อยู่แล้ว ทำให้มีองค์ความรู้เพิ่มมากขึ้นและยังสามารถแก้ปัญหาคิดสร้างสรรค์สร้างยานยนต์ขึ้นมาจากอุปกรณ์ที่มีให้อย่างจำกัด และที่สำคัญยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพพัฒนาให้ผู้เรียนได้อย่างไม่มีข้อจำกัดในการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมหรือในรายวิชาให้นักเรียนได้” จากคุณครูสมพงศ์ จากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 3 ฉะเชิงเทรา “ได้รับความรู้ความเข้าใจเรื่องยานยนต์สมัยใหม่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อนำไปต่อยอดความรู้ที่มีอยู่และนำไปปรับใช้ในการสอน สอดแทรกในรายวิชาต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของยานยนต์สมัยใหม่ที่สามารถเกิดในอนาคตได้ รวมถึงยังสามารถนำรูปแบบการจัดอบรมรูปแบบใหม่ ที่มีความปลอดภัย แต่ก็ยังได้รับความรู้เต็มที่ ไปปรับใช้กับทางรร. และนักเรียน ได้ด้วย” จากคุณครูวรมิตา โรงเรียนบางปะกงบวรวิทยายน ฉะเชิงเทรา
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมสนับสนุนโครงการการเรียนรู้สะเต็มศึกษาฯ ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
โดยบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สะเต็มศึกษา สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะปฏิบัติด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยการบริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใบรับเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 717 ว่าด้วยการลดภาษีเงินบริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงการการเรียนรู้สะเต็มศึกษาฯ ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้หลักการและเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชผ่านการฝึกอบรม และการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ตลอดจนการจัดสร้างห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในโรงเรียน โดยมีคณะนักวิจัยสวทช. เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นที่ปรึกษา มุ่งหวังให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะ กระบวนการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ซึ่งสร้างความสามารถของนักเรียนในการเชื่อมโยงความรู้เนื้อหาวิชาด้วยการลงมือปฏิบัติจริง โดยครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำและอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพิ่มศักยภาพการพัฒนาตนเองของนักเรียนให้มีบทบาทในการแสวงหาความรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อต่อยอดสู่ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าหรือนำไปประยุกต์ใช้ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป มาตรการการบริจาคเงินเข้ากองทุนฯ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี โครงการที่เข้าร่วมการขอรับบริจาคเงิน  
ข่าวประชาสัมพันธ์