หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
Software Park – WealthMagik ประกาศ เงินออมสร้างชาติ Awards Season 9 “ครอบครัวสุขใจ ก้าวสู่เกษียณสดใสไปด้วยกัน”
(วันที่ 26 กันยายน 2567) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคาร Software Park ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี:  ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด ร่วมมอบรางวัลในโครงการ Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards Season 9 ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวสุขใจ ก้าวสู่เกษียณสดใสไปด้วยกัน" โดย โครงการฯ นี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้กับนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปได้แสดงศักยภาพ ในการใช้เทคโนโลยี พร้อมนำความรู้ ความสามารถ ทักษะและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลงาน เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการเงินผ่านสื่อแอนิเมชัน และวีดิทัศน์เรื่องสั้นที่สนุกและเข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย อีกทั้งยังได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงินออมให้งอกเงยเพื่ออนาคตยามเกษียณ ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือ Software Park Thailand สวทช. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร บริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในการจัดประกวด Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards season 9 ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวสุขใจ ก้าวสู่เกษียณสดใสไปด้วยกัน"  ซึ่งถือเป็นการแข่งขันแอนนิเมชันทางด้านการออม ที่จัดต่อเนื่องทุกปีและมีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในภาวะสูงวัยของประชากรเป็นอันดับสองของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของประชากรศาสตร์ของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตจนกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (จำนวนผู้สูงอายุมีสัดส่วนร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร) ในปี พ.ศ.2564 และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (จำนวนผู้สูงอายุมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของจำนวนประชากร) ในปี พ.ศ.2574 ดังนั้น การก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดของไทยกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า แน่นอนว่าเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม ถึงแม้ว่าทางภาครัฐได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าไว้ระดับนึงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสวัสดิการทางการคลังในอนาคต ภาวะการทำงานของผู้สูงอายุ สุขอนามัย รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมา ในขณะเดียวกันเราต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตในประจำวันของมนุษย์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน จะเห็นได้ว่าบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตมากขึ้น และต้องยอมรับว่าความสามารถในการเข้าใจ เข้าถึง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ของกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานอยู่ในระดับที่ดีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาวะสังคมสูงวัย จึงควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า การวางแผนทางการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งเริ่มต้นเร็วยิ่งดี นายสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด กล่าวว่า ขอชื่นชมผู้เข้าประกวดและผลงานที่ได้ขึ้นนำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งทางคณะผู้จัดงานพบว่าผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจากกลุ่มเยาวชนมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากโรงเรียนในส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งก็เป็นความภูมิใจที่โครงการฯ ได้มีส่วนร่วมที่จะได้ปลูกฝังการวางแผนการออมตั้งแต่รุ่นเยาวชน รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการนำเสนอ รวมถึงพัฒนาผลงานได้ดี และหวังว่าผลงานดี ๆ ที่สร้างสรรค์ผ่านเวทีนี้ จะถูกเผยแพร่และสร้างแรงบันดาลใจทั้งสำหรับการพัฒนาผลงานแอนนิเมชันและหนังสั้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่ได้รับชม ตระหนักและวางแผนเงินออมเพื่ออนาคตต่อไป สำหรับรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดผลงาน Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards season 9 ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวสุขใจ ก้าวสู่เกษียณสดใสไปด้วยกัน"แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักเรียน นักศึกษา / ประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ ประเภทนักเรียน นักศึกษา ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม TANABATA รับทุนการศึกษา จำนวน 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัลชนะเลิศ และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม ผู้บุกเบิกบำนาญรับทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม First NEKOรับทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตร ประเภทบุคคลทั่วไป ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Let's Get Fund รับเงินรางวัล จานวน 80,000 บาท พร้อมโล่รางวัลชนะเลิศ และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม อรุณกร พิค รับเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Fiction Five รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตร นอกจานี้ยังมี ประเภทรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดวีดิทัศน์เรื่องสั้น (Short Video) Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards season 9 ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวสุขใจ ก้าวสู่เกษียณสดใสไปด้วยกัน" ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม GT Tearรับเงินรางวัล จำนวน 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัลชนะเลิศและเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม MOVING IMAGE รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bossy Gang รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตร ทั้งนี้ “เงินออมสร้างชาติ” เป็นโครงการประกวดแอนิเมชัน และ Short VDO จัดโดย SoftwarePark และ WealthMagik ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ https://www.wealthmagik.com/animationaward
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ! นักวิจัยพัฒนา “Eco-Pest” สารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตรสำหรับควบคุมกำจัดแมลงจากปาล์มน้ำมัน ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  นักวิจัย สวทช. มุ่งแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันล้นตลาด พัฒนา “Eco-Pest” สารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตรสำหรับควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชจากกรดไขมันปาล์ม ออกฤทธิ์ได้ผลดีกับแมลงปากดูดจำพวกเพลี้ย ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดสารเคมีตกค้าง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เตรียมความพร้อมประเทศไทยยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันมุ่งสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีมูลค่าสูง จากปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันเพื่อผลิตไบโอดีเซลลดลง และส่งผลให้เกิดปัญหาปาล์มน้ำมันล้นตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงมุ่งวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีมูลค่าสูง หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตรสำหรับควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_61803" align="aligncenter" width="750"] ดร.ชัยยุทธ แซ่กัง นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชัยยุทธ แซ่กัง นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่าจากปัญหาภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการแพร่พันธุ์และระบาดของแมลงศัตรูพืชเป็นอย่างมาก เห็นได้จากตัวเลขการแพร่พันธุ์ของเพลี้ยกระโดดปัจจุบัน ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศเพิ่มขึ้นส่งผลให้ระยะเวลานับตั้งแต่ระยะไข่-โตเต็มวัย ลดลงเหลือเพียง 12 วัน แพร่พันธุ์ได้สูงถึง 5 รุ่น (ประมาณ 1,640 ล้านตัวต่อการทำนาหนึ่งรอบ ที่อุณหภูมิ 38 oC) เมื่อเทียบกับที่อุณหภูมิ 28 oC (ใช้ระยะเวลา 16 วัน แพร่พันธุ์ได้เพียง 3 รุ่น คิดเป็น 8.8 ล้านตัวต่อการทำนาหนึ่งรอบ) เกษตรกรจึงจำเป็นต้องพึ่งการใช้/นำเข้าสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นทุกปี จาก 39,634 ตันของสารออกฤทธิ์ ในปี พ.ศ. 2545 เพิ่มขึ้นเป็น 140 ล้านตันของสารออกฤทธิ์ (คิดเป็นมูลค่ารวม 23,906 ล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2566 ในส่วนนี้คิดเป็นมูลค่านำเข้าสารกำจัดแมลง 22,559 ตัน มูลค่า 5,740 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการฉีดพ่นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์แบบดั้งเดิมสำหรับกำจัดแมลงและศัตรูพืชมีเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่จะถึงศัตรูเป้าหมาย เนื่องจากปัญหาการยึดเกาะจึงถูกชะล้างจากฝนได้ง่าย เกิดการสะสมสารพิษตกค้างในห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน โดยทีมวิจัยได้พัฒนา “อีโค-เพสต์” (Eco-Pest) ซึ่งเป็นสารควบคุมและกำจัดแมลงที่ผลิตจากกรดไขมันของปาล์มน้ำมัน   [caption id="attachment_61805" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. พัฒนา “อีโค-เพสต์” (Eco-Pest) สารควบคุมและกำจัดแมลงที่ผลิตจากกรดไขมันของปาล์มน้ำมัน[/caption]   “เรานำน้ำมันปาล์มที่บริสุทธิ์มาผลิตสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตรสำหรับควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ปลอดภัย โดยสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตรที่พัฒนาขึ้นสามารถควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยการเคลือบอุดกั้นทางเดินหายใจ และดูดน้ำออกจากตัวแมลง ซึ่งเป็นวิธีไม่เฉพาะเจาะจงกับกระบวนการทางชีวเคมีใด ๆ ในตัวแมลง ทำให้ Eco-Pest มีข้อดี คือ ปลอดภัยสำหรับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย และสามารถใช้ในการจัดการแมลงที่ดื้อต่อสารเคมีแบบดั้งเดิมได้ โดย Eco-Pest สามารถควบคุมและกำจัดแมลงปากดูดได้เทียบเท่ากับสารเคมีประเภทปิโตรเลียมออยล์หรือไวต์ออยล์ (White oil) ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ภายใต้สภาวะโรงเรือนแปลงทดลอง โดยที่ Eco-pest ออกฤทธิ์กำจัดแมลงประเภทปากดูดได้มากกว่า 97% ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง อีกทั้งมีจุดเด่นเหนือกว่าปิโตรเลียมออยล์คือไม่ต้องผสมสารเคมีอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่เติมน้ำแล้วก็ฉีดพ่นได้เลย แต่หากเป็นปิโตรเลียมออยล์ จะต้องเติมอิมัลซิไฟเออร์ลงไปด้วย”   [caption id="attachment_61806" align="aligncenter" width="750"] รูปเปรียบเทียบการเปียกตัว (a) น้ำบนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู (b) Eco-Pest บนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู (c) Eco-Pest บนเพลี้ยอ่อนถั่วดำ[/caption]   จุดเด่นของ Eco-Pest คือใช้กำจัดแมลงและควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชประเภทปากดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยกระโดด เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น และแมลงหวี่ขาว (ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่พบมากบนพืชผลเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน มะม่วง รวมถึงกล้วยไม้) ออกฤทธิ์กำจัดเพลี้ยแป้งมันได้สูงถึง 92% ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 24 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าสารเคมีกลุ่มไวต์ออยล์ที่กำจัดได้เพียง 35% โดย Eco-Pest ไม่มีความเป็นพิษต่อพืช (Phytotoxicity) ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารพิษตกค้าง ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ทั้งยังช่วยลดการนำเข้าสารเคมีและปิโตรเลียมออยล์ เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นเนื่องจากใช้วัตถุดิบจากพืชที่ปลูกในประเทศ และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศ   [caption id="attachment_61807" align="aligncenter" width="750"] การวิจัยและพัฒนาปาล์มน้ำมันเป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและยังส่งผลดีต่อภาคการเกษตรของประเทศ[/caption]   ดร.ชัยยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าตอนนี้ผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ แต่การขยายขนาดการผลิตไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์คาดว่าจะทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมากและแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดได้ ซึ่งทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Eco-Pest ให้แก่ภาคเอกชน รวมถึงกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ร่วมวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรใหม่ ๆ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco-Pest เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยเกษตรลดการพึ่งพาสารเคมีที่เป็นพิษ และลดการนำเข้าปิโตรเลียมออยล์ มีความปลอดภัยสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลิตจากสารธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน Eco-Pest จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการควบคุมแมลงในระบบการเกษตรที่มุ่งเน้นความปลอดภัยและยั่งยืน ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยในตลาดโลกได้อย่างสอดคล้องกับการพัฒนาตามแนวทางของโดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG economy model)   [caption id="attachment_61804" align="aligncenter" width="750"] ดร.ชัยยุทธ แซ่กัง และ ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล พร้อมด้วยทีมวิจัยผู้พัฒนานวัตกรรม Eco-Pest ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช.[/caption]   นวัตกรรม Eco-Pest เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดย ดร.ชัยยุทธ แซ่กัง และทีมวิจัย (ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล ดร.สุภาพร วันสม กนกวรรณ ใหม่แก้ว กิติยาลักษณ์ ป้องโรคา พัลลภา บ่อกลม) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ร่วมกับ ผศ.ดร. ประกาย ราชณุวงษ์ (ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ผู้สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ชัยยุทธ แซ่กัง เอ็นเทค สวทช. โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4714 หรืออีเมล chaiyuth.sae@entec.or.th     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย สมชัย เมาไพร และเอ็นเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: ยุคถัดไปของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบน้ำหมุนเวียน (Next Generation of Recirculating Aquaculture System: RAS)
  การผลิตและจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจของประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น การเลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังมีข้อเสียหลายประการ ทั้งใช้พื้นที่มาก ใช้น้ำมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ และยังมีปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของสัตว์น้ำอีกด้วย เช่น น้ำในแม่น้ำมากจนล้นตลิ่ง น้ำน้อยจนแห้ง หรือน้ำเน่าเสีย เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบน้ำหมุนเวียนหรือ Recirculating Aquaculture System (RAS) จึงอาจเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในยุคถัดไป เพราะนอกจากจะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่าแล้ว ยังควบคุมปัจจัยเสี่ยง และควบคุมการปล่อยมลพิษได้ดีกว่าด้วย     การผลิตและจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจของประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น การเลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังมีข้อเสียหลายประการ ทั้งใช้พื้นที่มาก ใช้น้ำมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ และยังมีปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของสัตว์น้ำอีกด้วย เช่น น้ำในแม่น้ำมากจนล้นตลิ่ง น้ำน้อยจนแห้ง หรือน้ำเน่าเสีย     เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบน้ำหมุนเวียนหรือ Recirculating Aquaculture System (RAS) จึงอาจเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในยุคถัดไป เพราะนอกจากจะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่าแล้ว ยังควบคุมปัจจัยเสี่ยง และควบคุมการปล่อยมลพิษได้ดีกว่าด้วย     นอกจากนี้ในยุคถัดไปของระบบ RAS ยังมีแนวโน้มที่จะออกแบบเทคโนโลยีให้จำเพาะกับสัตว์น้ำแต่ละชนิดมากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุน และทำให้ระบบใช้งานง่าย     ผ่านมา สวทช. ได้พัฒนาระบบ RAS สำหรับกุ้งและปลากะพง สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบที่พัฒนาขึ้นมีราคาถูกกว่าท้องตลาด ทำให้นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุมคุณภาพการเพาะเลี้ยงได้ง่าย ยังช่วยให้คืนทุนได้เร็วอีกด้วย ทีมวิจัยพัฒนาระบบ RAS โดยใช้เทคโนโลยีการออกแบบและคำนวณทางวิศวกรรมขั้นสูง (Advanced Engineering Design & Computation) เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automatic Control) และระบบ IoT (Internet of Things) นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบต่อโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ (Image Processing) ในการติดตามและควบคุมการเพาะเลี้ยงทุกขั้นตอน
ข่าว
 
บทความ
 
สวทช. ผนึก MWIT พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับการศึกษาไทย
(วันที่ 25 กันยายน 2567) ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อาคารวิจัยโยธี พญาไท กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ผสานความร่วมมือต่อยอดการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้มีความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม การพัฒนาหลักสูตร สื่อและกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนักวิจัยพัฒนา นักประดิษฐ์คิดค้น และนักวิชาการอันยอดเยี่ยมของประเทศเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนอย่างไม่สามารถหลีกเหลี่ยงได้ ในมิติของการศึกษาและการเรียนการสอนด้วยเช่นกัน ที่จะต้องนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลผนวกเข้ามาประยุกต์ใช้กับทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ จึงนับเป็นโอกาสดีที่ สวทช. และ MWIT จะได้ร่วมมือกันนำร่องในการพัฒนาการเรียนการสอนไม่ว่าจะบนบทเรียน หลักสูตร วิธีการจัดการศึกษา โดยใช้ AI เข้ามาช่วยดำเนินการแบบสามารถวัดตัวตัดได้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล อีกทั้งยังเป็นการบันทึกผลการเรียนรู้สะสมของผู้เรียนรายบุคคลได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมรูปแบบการศึกษาไทยในอนาคตได้ ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัดและความต้องการ ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้เชิงลึกได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้น ความร่วมมือกันระหว่าง สวทช. และ MWIT ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นในการพัฒนาและสร้างกำลังคนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเพื่อส่งต่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของประเทศในปัจจุบันตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การแพทย์อัจฉริยะ เป็นต้น ที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมในขณะนี้ ให้มีกำลังคนคุณภาพสูงรองรับการลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการ MWIT กล่าวเสริมว่า MWIT มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและพร้อมที่จะร่วมมือกับ สวทช. โดยอาศัยเครื่องมือ การวิจัย เทคโนโลยีของ สวทช. ในการเข้ามาช่วยพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพของผู้เรียนในทุกมิติ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อการศึกษา ซึ่งการจัดการเรียนการเรียนรู้แบบวัดตัวตัดจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนาและส่งเสริมผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มความสามารถตามแนวทางความต้องการและความถนัดเป็นรายบุคคล จะทำให้ผู้เรียนสามารถค้นพบตัวเองได้อย่างแท้จริงว่า มีความสนใจด้านใด มีความถนัดอย่างไร และจะประกอบอาชีพอะไรในอนาคตได้ตามที่ต้องการ และเป็นกำลังคนคุณภาพสำหรับการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
พร้อมแล้วหรือยัง ? กับการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 “industry 4.0”
พร้อมแล้วหรือยังกับการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 'industry 4.0' รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.nstda.or.th/i4platform/
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เปิดมุมมองอนาคตของประเทศไทยเตรียมรับมืออย่างไรในยุคที่ AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรม?
เปิดมุมมองอนาคตของประเทศไทยเตรียมรับมืออย่างไรในยุคที่ AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรม? 3 ตุลาคมนี้ ชวนร่วมสำรวจโอกาสและความท้าทายในการพัฒนา AI เพื่อยกระดับบริการดิจิทัลไทย . สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยศูนย์ AIGC ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน “แถลงผลการศึกษาความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบริการดิจิทัล ปี 2567” ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญในการส่งเสริมและพัฒนา AI ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมภายในประเทศ . ห้ามพลาดกับ 2 ไฮไลต์สำคัญ: รายงานผลการศึกษาความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สำหรับบริการดิจิทัล ประจำปี 2567 เสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อความพร้อมของประเทศไทยในการประยุกต์ใช้ AI โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จ และอุปสรรคในการพัฒนาและใช้งาน AI ร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย . วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 - 13.30 น. ณ ห้องวอเตอร์เกท บอลลรูม 3 (ชั้น 6) โรงแรมอมารี กรุงเทพ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่: https://bit.ly/4d9KYQN หมายเหตุ: ที่นั่งมีจำนวนจำกัด และไม่มีค่าใช้จ่าย
ปฏิทินกิจกรรม
 
สัมมนาออนไลน์ ฟรี!!! “สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนสู่อุตสาหกรรม 4.0”
ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ ฟรี ในหัวข้อ “สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนสู่อุตสาหกรรม 4.0” สัมมนาครั้งนี้ ช่วยท่านได้..หากท่านเป็นผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหา…. ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิต ให้เป็นระบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้องการยื่นแผนการลงทุน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยมีสิทธิประโยชน์ เช่น ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ, ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี เป็นต้น ต้องการทราบแนวทางการตรวจประเมินระดับความพร้อมขององค์กรด้วยตนเองแบบ Online Self-assessment ด้วย ระบบ Thailand i4.0 CheckUp สัมมนาออนไลน์ผ่านโปรแกรม Cisco WebEx Meeting ฟรี พร้อมได้สิทธิ์ในการเข้าคลีนิคขอรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในการขอสิทธิประโยชน์จาก BOI และสถาบันการเงิน รวมถึง ได้สิทธ์ในการพบกับที่ปรึกษาในการตรวจประเมินระดับความพร้อมขององค์กร ด้วย ระบบ Thailand i4.0 CheckUp วันที่ 29 ตุลาคม 2567 เวลา 10:00-12:00 น. สมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวลัยรัตน์ หรือคุณชนากานต์ (โทรศัพท์ 02 5647000 ต่อ 1368, 1381) หรือ walairat@nstda.or.th, chanaghan@nstda.or.th ลงทะเบียนได้ที่ https://shorturl.at/RvtnB หรือ สแกน QR Code บนโปสเตอร์…… ท่านสามารถรู้จักระบบ Thailand i4.0 CheckUp ด้วยวิธีง่ายๆ เพียง.. ลงทะเบียนและเข้าใช้งานระบบเพื่อตรวจประเมินด้วยตนเองที่ https://www.nstda.or.th/i4platform/i4-0-checkup/pages ศึกษาคลิปแนะนำการใช้งานระบบได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=jyhgDKPARr8 พบปัญหาติดต่อไลน์ @i4platform เพื่อรับคำแนะนำฟรี
ปฏิทินกิจกรรม
 
เพิ่มมูลค่าสารสกัด “กระชายดำ” ยกระดับสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก
นาโนเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (SNPS) แถลงข่าวความร่วมมือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อผลักดันสารสกัดมูลค่าสูงสู่การใช้ประโยชน์ พร้อมร่วมกันลงนามในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิงานวิจัย หลังจากประสบความสำเร็จในการร่วมกันพัฒนาสารสกัดจากสมุนไพร "กระชายดำ" สู่การเป็นสารสกัดมูลค่าสูงภายใต้ชื่อทางการค้า "B GOLD"
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
แกะกล่องงานวิจัย : ‘TTRS’ ระบบบริการล่ามภาษามือไทยทางไกล
  📌 1) เกี่ยวกับอะไร ? เนื่องในวันที่ 23 กันยายน เป็นวันภาษามือสากลหรือ International day of sign languages คอลัมน์แกะกล่องงานวิจัยจึงขอนำเสนอระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับคนพิการทางการได้ยิน (Thai telecommunication relay service system) หรือระบบบริการ call center ที่มีล่ามภาษามือไทยเป็นผู้ช่วยแปลงสาร หนึ่งในเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารให้แก่คนพิการทางการได้ยินหรือคนหูหนวกเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนหูดี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเปิดเผยข้อมูลว่า ในประเทศไทยมีคนพิการทางการได้ยินมากถึง 416,488 คน ซึ่งมีทั้งคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือในการสื่อสาร คนหูตึงที่ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง และผู้สูงอายุที่สูญเสียการได้ยิน โดยคนหูหนวกคือกลุ่มคนที่ประสบปัญหาด้านการสื่อสารมากที่สุดเพราะเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ภาษามือในการสื่อสาร และต้องอาศัยล่ามภาษามือเพื่อช่วยสื่อสารกับคนหูดี โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารทางไกลที่การใช้ภาษามือเพื่อการสื่อสารเป็นเรื่องยากลำบาก อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังคงขาดแคลนล่ามภาษามืออย่างหนัก มีล่ามภาษามือที่จดแจ้งอยู่เพียง 178 คนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นล่ามหูดี 170 คน และล่ามหูหนวก 8 คน นอกจากนี้ยังมีล่ามภาษามือกระจายอยู่ในเพียง 41 จังหวัด ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พัฒนาระบบบริการล่ามภาษามือไทยทางไกล และให้บริการผ่าน ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ Thai Telecommunication Relay Service (TTRS) เพื่อช่วยให้การสื่อสารระหว่างคนหูหนวกกับคนหูดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้เปิดให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงใน 2 รูปแบบ คือ สนทนาข้อความ โดยใช้แอปพลิเคชัน TTRS Live Chat และสนทนาวิดีโอ โดยใช้แอปพลิเคชัน TTRS Video, TTRS VRI และตู้ TTRS ที่ปัจจุบันมีให้บริการ 180 จุด ในสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการมาก เช่น โรงเรียน รถไฟฟ้า โรงพยาบาล ทั้งนี้ศูนย์ TTRS เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2555 หรือเป็นเวลา 12 ปีแล้ว โดยมีการพัฒนาให้ทันสมัยมาโดยตลอด ปัจจุบันให้บริการไปแล้วมากกว่า 2.7 ล้านครั้ง มีสมาชิกที่ใช้บริการมากกว่า 51,000 คน   📌 2) ดีอย่างไร ? ระบบ Call center ของ TTRS ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนหูหนวกกับคนหูดีสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลักการ total conversation หรือรองรับการสนทนาทั้งรูปแบบภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความ สามารถใช้บริการได้จากทุกที่ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการช่วยเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิต ช่วยให้พวกเขาสื่อสารความรู้สึก ความต้องการ และสิ่งที่นึกคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม   📌 3) ตอบโจทย์อะไร ? ศูนย์ TTRS ช่วยเพิ่มความเท่าเทียมด้านการเข้าถึงระบบบริการดิจิทัล (digital inclusion) และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนหูหนวกในประเทศไทย   📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ? ‘ระบบบริการล่ามภาษามือไทยทางไกล’ ให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2555 โดย ‘ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย’ โดยได้รับทุนสนับสนุนการให้บริการจาก กสทช. รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย :  สวทช. ร่วมพันธมิตร พัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุน ‘คนพิการและผู้สูงอายุเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม (Digital inclusion)’
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ล้ำไปอีกขั้น ! Traffy Fondue ดึง AI เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งและจัดการปัญหา
  ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังสร้างความพลิกผันและแรงสั่นสะเทือนในแทบทุกอุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไม่พลาด เร่งดำเนินการนำ AI มาต่อยอดพัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ให้สามารถรับเรื่องแจ้งและบริหารจัดการปัญหาได้อย่างอัจฉริยะมากขึ้น ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน สวทช. สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ทีมวิจัยหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมืองได้นำเทคโนโลยี AI ขยายผลเพิ่มประสิทธิภาพ Traffy Fondue ใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1) AI Summarize ให้ AI ปรับข้อความยาว ๆ ให้สั้นและเข้าใจง่ายได้อัตโนมัติ ยกตัวอย่าง มีประชาชนแจ้งเข้ามาว่า “มีซากรถมอเตอร์ไซค์มาจอดริมถนนจำนวนมาก เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นร้านมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถสัญจรลำบากมากเพราะถนนแคบลงมาก” ระบบ AI จะวิเคราะห์สรุปความเหลือเพียงว่า “รถจอดถนนแคบ” ซึ่งช่วยจับใจความถึงปัญหาที่แจ้งได้อย่างรวดเร็ว   2) AI วิเคราะห์ประเภทปัญหาจากข้อความและรูปภาพ จากเดิมที่ผู้แจ้งต้องเลือกประเภทปัญหาของเรื่องแจ้ง เช่น ทางเท้า ประปา ถนน ขยะ สัตว์ ต้นไม้ ต่อไป AI จะวิเคราะห์คัดแยกประเภทของปัญหาให้อัตโนมัติ ยกตัวอย่าง ประชาชนพิมพ์แจ้งว่า “ที่สวนสาธารณะริมถนนเลียบคลองบางเขน มีต้นไม้ที่ กทม. ปลูกไว้หลายต้นโค่นล้มเนื่องจากฝนตกหนัก” พร้อมทั้งแนบไฟล์ภาพภาพต้นไม้โค่นล้ม ระบบ AI จะวิเคราะห์และสรุปประเภทปัญหาว่าเป็น “ต้นไม้” ได้ทันที   3) AI ตรวจสอบคำหยาบ เสนอปรับใช้ข้อความสุภาพ บางครั้งประชาชนผู้แจ้งอาจจะมีความหงุดหงิดใจจากสภาพปัญหาที่เจอ ทำให้พิมพ์แจ้งด้วยข้อความที่ไม่สุภาพ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจหรือบั่นทอนให้เจ้าหน้าที่หมดกำลังใจในการปฏิบัติงาน Traffy Fondue มุ่งสร้างการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ นำ AI มาช่วยตรวจสอบคำหยาบ พร้อมทั้งปรับข้อความให้สุภาพมากขึ้น โดยที่ไม่เปลี่ยนใจความสำคัญของเนื้อหา แต่ทั้งนี้การปรับข้อความจะไม่เป็นการบังคับ แต่จะมีปุ่มตัวเลือกให้ว่าจะส่ง ‘ข้อความตามเดิม’ หรือเลือก ‘ข้อความที่ AI ปรับให้’ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของการสื่อสารที่ดีระหว่างผู้แจ้งและเจ้าหน้าที่   4) AI ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว หากในการแจ้งเรื่องมีข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวหรือละเมิด พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ AI จะช่วยคัดกรองและปรับข้อความให้เข้าใจง่ายโดยละเว้นข้อมูลส่วนตัวโดยอัตโนมัติ   ดร.วสันต์ กล่าวว่า การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของประชาชนและช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องฉับไว เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล “เราอยากให้ Traffy Fondue เป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ได้ง่ายไม่ต่างจากการใช้แอปพลิเคชันในการเรียกรถหรือสั่งอาหาร เพราะที่ผ่านมาเราเจอปัญหาเมือง เช่น รถขยะไม่มาเก็บ ทางเท้าพัง ฟุตบาทไม่ดี ก็ไม่รู้จะไปแจ้งปัญหากับใคร ดังนั้นอยากเชิญชวนประชาชนให้มาใช้ Traffy Fondue เป็นเสมือนเลขาคู่ใจในการแจ้งปัญหา เพื่อช่วยกันยกระดับการมีส่วนร่วมและสร้างสังคมเมืองให้น่าอยู่ ขณะเดียวกันเรามุ่งหวังอยากขยายผล Traffy Fondue ไปยังจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกส่วนราชการแก้ปัญหาและดูแลประชาชนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น” เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“สวทช. เปิดตัวฐานข้อมูล CO2, CE, SDGs เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ”
(20 กันยายน 2567) ที่ห้องแถลงข่าว กระทรวง อว. ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.): สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) จัดกิจกรรม NSTDA Meets the Press นักวิจัยพบปะสื่อมวลชน เพื่อสัมภาษณ์พูดคุยในหัวข้อ "ชวนรู้จัก ฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน นำประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ" โดยมี ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อานวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายวิชัย รายรัตน์ Sustainable Development Director บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ร่วมให้สัมภาษณ์พูดคุย เพื่อให้เห็นความสำคัญของฐานข้อมูล CO2, CE, SDGs : กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. และพันธมิตรภาคเอกชน ซึ่งสถาบัน TIIS ถือเป็นหน่วยงานที่ให้บริการครบวงจร (One stop Service) ด้านข้อมูลและสารสนเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การค้าและความยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้สาธารณชนภาคส่วนต่าง ๆ เข้าใจบทบาทสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชื่อว่าการใช้ข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุมจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดเผยถึงความก้าวหน้าล่าสุดของฐานข้อมูล CO2, CE, SDG ว่า สถาบัน TIIS ได้พัฒนาชุดข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor: EF) ที่ครอบคลุม 22 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการออกแบบและรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ ดัชนีการหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity Index, MCI) ในผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 12 ประเภทของอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อสนับสนุนการประเมินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ฐานข้อมูลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน BCG Economy และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดการใช้วัตถุดิบรอบสอง ส่งเสริมโมเดลธุรกิจหมุนเวียน รวมทั้งลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “ดังตัวอย่างกรณีของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ได้นำค่า EF จากฐานข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงจำนวน 5 ชนิด จนได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในปี 2556 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีค่าการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำกว่ามาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ได้นำดัชนี MCI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำวัสดุหมุนเวียนมาใช้ทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและมาตรฐานของ เอสซีจี” ฉลากคาร์บอน (CO2) เปิดทางให้สินค้าไทยก้าวสู่ตลาดโลก  ฉลากคาร์บอนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก ดร.นงนุช ได้อธิบายว่า “ฉลากคาร์บอน” เป็นเครื่องมือสำคัญที่แสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการของเสีย ฉลากคาร์บอนไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว สถาบัน TIIS ได้จัดทำชุดข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่พร้อมให้บริการ ประกอบด้วยค่ากลางจาก 22 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยได้แปลงค่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในหน่วย "กิโลกรัมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" หรือ "kgCO2eq." ทั้งนี้ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบและรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แบ่งปันประสบการณ์ของบริษัท ว่า "บางจากฯ ตระหนักถึงประเด็นเรื่องวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการตอบสนองประเด็นนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ในปี 2050 โดยผ่านแผนงาน BCP 316 NET ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 แนวทาง ได้แก่ Breakthrough Performance (30%)  Conserving Nature and Society (10%) Proactive Business Growth and Transition (60%) และ Net Zero Ecosystem ตัวอย่างเช่น โรงกลั่นพระโขนงมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเพื่อจะสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ได้ ทั้งนี้การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) นั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถวิเคราะห์ถึง hotspot ที่มีการใช้พลังงานมากและนำไปพัฒนาในการลดการใช้พลังงานต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ขอการรับรองฉลากคาร์บอนทั้ง 5 ผลิตภัณฑ์ได้แก่ 1. น้ำมันเตา (Fuel Oil) 2. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas (LPG)) 3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (High Speed Diesel) 4. น้ำมันแก๊สโซลีนพื้นฐาน (Gasoline based) 5. น้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเครื่องบิน (Illuminating or Industrial Kerosene (IK)) มีค่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภายในและภายนอกประเทศ  ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำส่งผลช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันในหลายประเทศเริ่มมีการนำคาร์บอนฟุตพรินต์มาใช้กันแล้วอย่างเช่นใน อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นต้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือสหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) เป็นกลไกการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูง เช่น ซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก อะลูมิเนียม ไฮโดรเจนและไฟฟ้า ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเกินกว่าข้อกำหนด ดังนั้นการเลือกใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำตั้งแต่ต้นทางจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการของประเทศไทย” สำหรับมุมมองและแนวทางการพัฒนาการใช้ฉลากคาร์บอนในอนาคต ดร.นงนุช มองว่า "ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนในการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนอย่างแพร่หลายมากขึ้นในทุกภาคส่วน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ด้าน ดร.เอนกประชา กล่าวเสริมว่า "ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลและแนวทางการขอรับฉลากคาร์บอน เพื่อนำไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" MCI ดัชนีสำคัญ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัด สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ดร.นงนุช ได้อธิบายว่า  “ค่าประสิทธิภาพหมุนเวียนของวัสดุก่อสร้าง (Material Circularity Indicator: MCI) หรือที่เรียกว่า ดัชนี MCI” คือ ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงระดับการหมุนเวียนของวัสดุในผลิตภัณฑ์หนึ่ง ๆ โดยเปรียบเทียบกับวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การใช้งาน จนถึงการจัดการของเสีย หากผลิตภัณฑ์ใดมีค่า MCI สูง แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวสถาบัน TIIS ได้จัดทำข้อมูล MCI ของวัสดุก่อสร้าง 12 ประเภท ได้แก่ คอนกรีตผสมเสร็จ ปูนซีเมนต์สำเร็จรูป ประตููและหน้าต่าง อิฐ กระเบื้องปูพื้น วัสดุปิดผนัง สุขภัณฑ์ ท่อประปา ฝ้าเพดาน หลังคา และฉนวนกันความร้อน โดยร่วมกับผู้ประกอบการในการปรับปรุงข้อมูล MCI ของวัสดุทุกชนิดให้เป็นปัจจุบันตลอดทุกปี (เปิดรับข้อมูลจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุก่อสร้างที่มีการใช้งานในประเทศไทย” นายวิชัย รายรัตน์ Sustainable Development Director บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการนำดัชนี MCI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตของบริษัท ว่า  “SCG ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆด้าน ทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ทดแทนถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ การลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Nonrenewable resources) โดยนำวัสดุหมุนเวียนมาใช้ทดแทน ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ เอสซีจีใช้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักควบคู่กับการมุ่งไปสู่ Net Zero การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจีได้มีการตั้งเป้าหมายให้แต่ละธุรกิจต้องมีการนำวัสดุทดแทนมาใช้ โดยตั้งเป้าหมายในปี 2030 ให้มีการนำวัสดุหมุนเวียนมาใช้ทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติให้ได้ 10% ซึ่งในปี 2023 เอสซีจีสามารถใช้วัสดุหมุนเวียนได้ 6.64% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการนำวัสดุที่เป็นของเสียที่ไม่เป็นอันตรายทั้งจากภายในและภายนอกเอสซีจีหรือสินค้าที่หมดอายุการใช้งาน กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน ในสัดส่วนที่สินค้ายังได้คุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังพัฒนาวิจัยที่จะนำวัสดุธรรมชาติที่สามารถทดแทนใหม่ได้ (Renewable resources) มาทดแทนเพิ่มเติมอีกด้วย โดยใช้ดัชนี MCI มาเป็นเครื่องมือในการประเมินประสิทธิผลของการหมุนเวียนวัสดุทดแทนของสินค้าแต่ละประเภท เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า MCI สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ มีการนำเถ้าลอย (Fly ash) มาทดแทนหินปูน และใช้ยิบซั่มสังเคราะห์มาทดแทนแร่ยิบซั่มธรรมชาติ” นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี ผลิตจากแก้วรีไซเคิล 100% และ ฝ้าสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี ใช้เส้นใยเซลลูโลส ทดแทนแร่ใยหิน ซึ่งนอกจากจะทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติแล้วยังปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้งานอีกด้วย” นายวิชัยกล่าวต่อว่า “ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำดัชนี MCI มาใช้ เป็นข้อมูลในการประเมินประสิทธิผลการหมุนเวียนวัสดุของสินค้าวัสดุก่อสร้างของเอสซีจีแต่ละประเภท ทำให้กรอบการดำเนินงานด้านเศรษกิจหมุนเวียนของเอสซีจีมีความชัดเจนมากขึ้น และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการวัดค่าดัชนี MCI คือการหมุนเวียนสินค้าที่หมดอายุการใช้งานหรือเป็นของเสียในระหว่างติดตั้งให้มีการนำกลับมาสู่ระบบการหมุนเวียน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เอสซีจีให้ความสำคัญและดำเนินการ เช่น การนำเศษคอนกรีตจากการก่อสร้างหรือทุบทำลายมาย่อยและนำกลับมาใช้ทดแทนหินปูนในการทำคอนกรีต การนำโถสุขภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วซึ่งทำงานร่วมกันกับโฮมโปร นำมาย่อยและนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนดินในการทำกระเบื้อง การนำเศษอิฐมวลเบาหรือเศษกระเบื้องหลังคาคอนกรีต มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงาน เป็นต้น” ส่วน ดร.นงนุช กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการใช้ฐานข้อมูลในการพัฒนากระบวนการผลิต ว่า “ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับดัชนี MCI จะช่วยให้นักวิจัยและภาคธุรกิจสามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้อย่างแม่นยำ และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น” อย่างไรก็ดีการพัฒนาฐานข้อมูล CO2, CE, SDG โดย สวทช. และพันธมิตร เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ผ่านการใช้ฉลากคาร์บอนและดัชนี MCI ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและสร้างโอกาสทางการค้า การดำเนินงานนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สวทช. ในการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกทุกภาคส่วน เร่งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพประชาชนรองรับ 30 บาท รักษาทุกที่ทั่วกรุง เตรียมพร้อมเปิดตัว 27 ก.ย.นี้ ให้ครบ 100%
(19 กันยายน 2567) ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงความพร้อมการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพผ่านระบบ Health Link ในพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมรองรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ คืบหน้าไปแล้ว 94% เร่งเดินหน้าให้ครบ 100% ภายในวันที่ 27 กันยายน 2567 ซึ่งจะมีการเปิดตัวให้บริการประชาชนเข้าถึงการรักษาแบบไร้รอยต่อโดยได้รับเกียรติจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ได้มีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากแพลตฟอร์มกลุ่มงาน AMED Care ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลังบ้านในการให้บริการการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลที่เข้าร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ แพลตฟอร์มกลุ่มงาน AMED Care ที่ให้บริการมี 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ เชื่อมร้านยาดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 32 อาการ ระบบบริการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยในที่บ้าน ระบบบริการคลินิกพยาบาลสำหรับตรวจรักษาโรคเบื้องต้น ระบบบริการคลินิกเวชกรรมสำหรับรักษาโรคทั่วไป และระบบบริการคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญในการให้บริการการรักษาแก่ประชาชนในทุกที่ เพราะความเจ็บป่วยไม่อาจรอสถานที่และเวลาได้ สวทช. จึงมีความยินดีที่การพัฒนาแพลตฟอร์ม AMED Care สามารถสร้างประโยชน์การบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนและสามารถต่อยอดผลการดำเนินงานไปสู่ระบบฐานข้อมูลสุขภาพที่จะขยายการบริการไปได้อย่างกว้างขวาง รองรับการให้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่ รศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า ตามที่ BDI ได้ร่วมมือกับ กทม. และ สปสช. ในการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพหน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ผ่านโครงการจัดทำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ (Health Link) ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จมากกว่า 1,500 แห่งทั่วกรุง โดยครอบคลุมทั้ง โรงพยาบาลศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยาคุณภาพ คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คลินิกทันตกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกแพทย์แผนไทย คลินิกเวชกรรม ซึ่งช่องทางในการเปิดดูประวัติการรักษาได้ทั้งจากระบบ HIS ของหน่วยบริการและผ่าน HIE Web portal (https://hie.healthlink.go.th/) ของ Health Link ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับการให้บริการประชาชนตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ รศ. ดร.ธีรณี กล่าวต่อว่า การเชื่อมโยงข้อมูลในครั้งนี้ BDI ได้ทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพต่าง ๆ ในการกำหนด ตรวจสอบ ยืนยันตัวตนผู้ให้บริการ และการกำหนดข้อมูลที่สามารถเปิดดูประวัติการรักษาให้สอดคล้องกับการให้บริการและมาตรฐานวิชาชีพ และเพื่อให้การบริการครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม BDI ยังร่วมกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหมอ กทม. ในการส่งข้อมูลสุขภาพคืนให้กับประชาชน ซึ่งสำหรับหน่วยบริการที่อาจจะยังไม่ได้เชื่อมข้อมูลผ่านระบบ Health Link ผู้ให้บริการก็ยังสามารถเปิดดูประวัติการรักษาของผู้ป่วยผ่าน PHR (Personal Health Record – ระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล) ได้ นอกจากนี้ BDI ยังร่วมกับ สปสช. ในการพัฒนาระบบ AI เพื่อช่วยตรวจสอบความผิดปกติของการเบิกจ่าย รวมทั้งเชื่อมข้อมูลจากระบบ Health Link เข้ากับระบบตรวจสอบของ สปสช. เพื่อเพิ่มความเร็วในการตรวจสอบ ส่งผลให้หน่วยบริการสามารถเบิกจ่าย (Claim) ได้เร็วขึ้น พร้อมเตรียมการเพื่อขยายการเชื่อมข้อมูลสุขภาพให้รองรับการส่งต่อผู้ป่วย (Refer) ซึ่งหน่วยบริการสามารถส่งต่อการรักษาและประวัติการรักษาได้อย่างสะดวกมากขึ้น ขณะนี้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลในพื้นที่ กทม. มีความพร้อมรองรับ 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จะมีการเปิดตัวในวันที่ 27 กันยายนนี้ นพ.สุนทร สุนทรชาติ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเพื่อรองรับ 30 บาทรักษาทุกที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น กทม. พยายามที่จะทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของประชาชนอยู่ที่ตัวประชาชนจริง ๆ ไม่ว่าประชาชนจะไปรักษาพยาบาลที่ใด ทั้งโรงพยาบาลหรือระดับปฐมภูมิ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกเอกชน รวมถึงร้านยา หน่วยบริการจะสามารถเห็นข้อมูลประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับความยินยอมจากประชาชน ซึ่งขณะนี้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพประชาชนของหน่วยบริการในพื้นที่กรุงเพทฯ ประกอบด้วย โรงพยาบาลในสังกัด กทม. ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ได้เชื่อมโยงระบบข้อมูลครบทุกแห่งแล้ว และได้อัปเดตพร้อมนำเข้ารายชื่อแพทย์ในระบบ Health Link แล้ว โดยแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาที่ต้องการดูประวัติคนไข้ในระบบ Health Link สามารถเรียกดูประวัติผ่านระบบ HCIS และระบบ e-PHIC ได้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งได้ทดสอบการแสดงตนยืนยันสิทธิเมื่อสิ้นสุดการรับบริการ (ปิดสิทธิ) ด้วย Smart card และการส่งเบิกค่าบริการ 13 แฟ้ม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นส่วนที่สนับสนุนการให้บริการสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ยกระดับสุขภาพปฐมภูมิและเครือข่ายสาธารณสุข เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เชื่อมโยงไร้รอยต่อ นายประเทือง เผ่าดิษฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หัวใจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของ 30 บาทรักษาทุกที่ คือ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการในหน่วยบริการ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนที่เข้ารับบริการ ระหว่างหน่วยบริการ สปสช. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลและเข้าถึงฐานข้อมูลตามสิทธิได้โดยสะดวก โดยมีการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลตามมาตรฐานและกฎหมายอย่างครบถ้วนและปลอดภัย สำหรับการดำเนินการ 30 บาทรักษาทุกที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สปสช. กับหน่วยบริการ เช่น เชื่อมข้อมูลหน่วยบริการ ที่อัพโหลดไว้บน Cloud ทุกแหล่ง cloud หมอพร้อม, กลาโหม, UHOSNET และสุดท้าย คือ การเชื่อมข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและคลินิกนวัตกรรมผ่านระบบ Health Link โดย BDI เช่น คลินิกเทคนิคการแพทย์, คลินิกกายภาพบำบัด เป็นต้น ทั้งนี้ สปสช. มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยบริการในพื้นที่ กทม. ทั้งหมด 1,619 แห่ง ซึ่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลสำเร็จแล้ว 94 % หรือจำนวน 1,535 แห่ง และอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงข้อมูลอีก 84 แห่ง ซึ่งจะเรียบร้อยภายในวันที่ 27 กันยายนนี้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์