ผลการค้นหา :
เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร
นักวิจัย สวทช. พัฒนา “DAPBot” แพลตฟอร์มสุดปัง ช่วยจำแนกศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช พร้อมแนะนำการใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้องและถูกเวลา รวมทั้งยังชี้เป้าแหล่งจำหน่ายชีวภัณฑ์คุณภาพดีจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้ปราบศัตรูพืชได้อยู่หมัด ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมากเพียงแอดไลน์ @dapbot เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยตอบทุกปัญหาการเพาะปลูกภายใน 24 ชั่วโมง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการจำแนกศัตรูพืชและการเข้าถึงชีวภัณฑ์เกษตรในรูปแบบ Line Official หรือ DAPBot (แดปบอท) ให้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรจำแนกแมลงศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช และเข้าถึงแหล่งชีวภัณฑ์เกษตรที่น่าเชื่อถือได้ง่าย พร้อมทั้งแนะนำวิธีใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ทางการเกษตรทดแทนการใช้สารเคมี ยกระดับการผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_59454" align="aligncenter" width="750"] น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่าจากประสบการณ์การวิจัยและทดสอบใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงเกษตรร่วมกับเกษตรกรหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับและการใช้ชีวภัณฑ์ของเกษตรกรคือการเข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากแหล่งจำหน่ายมีอยู่จำกัด เกษตรกรไม่ทราบแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ ไม่มั่นใจในการสั่งซื้อออนไลน์ หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกวิธี อีกปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เข้าใจผิดว่าปัญหาในแปลงเกิดจากแมลงศัตรูพืช แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากโรคพืช เชื้อรา หรือสาเหตุอื่น รวมถึงไม่รู้จักแมลงศัตรูพืชบางชนิด ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ใช้ชีวภัณฑ์ไม่ถูกศัตรูพืช ใช้แล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ จึงขาดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และไม่กล้าใช้ต่อไป
“ทีมวิจัยพัฒนา DAPBot ขึ้นเพื่อเชื่อมต่อ 3 หัวใจหลักให้ถึงกัน คือ เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่เกษตรกรใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ราคาแพงหรือต้องเรียนรู้ระบบแอปพลิเคชันใหม่ ๆ จึงออกมาเป็นรูปแบบไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว เกษตรกรที่เพิ่ม DAPBot เป็นเพื่อนในไลน์ก็จะเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวในการวินิจฉัยโรคและแมลง พร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้อง เช่น ใช้ชีวภัณฑ์ชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ ในช่วงเวลาใด โดยเราได้รวบรวมผู้ผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานมาไว้ในระบบให้เกษตรกร คือ ผู้ผลิตที่เป็นมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และผู้ประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรยังตรวจสภาพอากาศได้ผ่านระบบ “DragonFly” จาก GISTDA เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผลมากที่สุด”
เกษตรกรใช้งาน DAPBot ง่าย ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่แอดไลน์ @dapbot และลงทะเบียนสมาชิก จากนั้นก็เริ่มต้นวินิจฉัยโรคและแมลงศัตรูพืชได้ทันที โดยถ่ายภาพหรือส่งภาพโรคหรือแมลงที่สงสัยเข้าไปในระบบและรอแอดมินตอบภายใน 5 นาที หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยทีมแอดมินที่ดูแลระบบเป็นทีมวิจัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโรคและแมลง และยังมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการเกษตรช่วยตอบปัญหาของเกษตรกร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น แต่ทุกปัญหาในแปลงเกษตรที่เกษตรกรมีข้อสงสัยก็สามารถถาม DAPBot ได้หมด เช่น ปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย หรือสภาพอากาศ และในกรณีที่เกิดโรคแมลงศัตรูพืชระบาดหรือเกิดโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ใด จะมีการแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรในพื้นที่นั้นทันที
นอกจากใช้งานง่ายและพร้อมตอบทุกข้อสงสัยของเกษตรกรแล้ว DAPBot ยังเป็นระบบสื่อสารแบบ 1 : 1 คือระหว่างแอดมินกับเกษตรเท่านั้น ช่วยให้เกษตรกรค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวนจากข้อความอื่นเหมือนกรณีกลุ่มไลน์ ปัจจุบันทีมวิจัยได้เปิดให้ใช้บริการ DAPBot มาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 2567) มีเกษตรกรลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 1,000 คน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก กลุ่มเกษตรกร 5 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดภัยจังหวัดราชบุรี
อย่างไรก็ตาม DAPBot ยังเป็นระบบที่ดูแลการตอบคำถามโดยทีมแอดมิน จึงอาจต้องใช้เวลาตอบหลายนาทีหรืออาจหลายชั่วโมง แต่ในอนาคตจะทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพถ่ายเพื่อวินิจฉัยโรคและแมลง และตอบกลับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที รวมทั้งจะพัฒนาให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเกษตรอื่นของ สวทช. เช่น ไลน์บอทโรคข้าวและบอทโรคสตรอว์เบอร์รี
[caption id="attachment_59459" align="aligncenter" width="666"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“ทีมวิจัยมุ่งหวังให้ DAPBot เป็นคู่คิดติดปลายนิ้วของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้เรียนรู้พัฒนาทักษะการสังเกตและจำแนกชนิดของศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ใช้ชีวภัณฑ์ได้ถูกศัตรูพืชและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้ง่าย สามารถเลือกใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านชีวภัณฑ์เกษตรไทยได้ขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดทีมวิจัยอยากเห็นชีวภัณฑ์เกษตรค่อย ๆ เข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดสารเคมีมากขึ้น เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์อย่างแพร่หลาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พึ่งพาสารเคมีน้อยลง เสริมสร้างความเข้มแข็งการใช้ชีวภัณฑ์ในประเทศอย่างยั่งยืน และยกระดับเกษตรกรรมไทยเป็นเกษตรปลอดภัยตามนโยบาย BCG” เชษฐ์ธิดากล่าว
DAPBot พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เกษตรกรและประชาชนทุกคนที่ปลูกพืชทุกชนิดสนใจใช้งานสามารถแอดไลน์ @dapbot และสำหรับผู้ประกอบการชีวภัณฑ์เกษตรที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นเครือข่ายสามารถติดต่อทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. โทร. 0 2564 6700 ต่อ 3378, 3364 อีเมล ibct.biotec@gmail.com และเพจเฟซบุ๊ก : ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
10 Technologies to Watch 2024: จุลชีพในลำไส้เพื่อดูแลสุขภาพ (Human Gut Microbes for Healthcare)
ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง
ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic)
ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง
ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic)
โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจุลินทรีย์มาอย่างยาวนานและซับซ้อน ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจมีการใช้เชื้อที่ผ่านการวิศวกรรมจนได้คุณสมบัติใหม่เพิ่มเติมหรือดีกว่าเดิมเพื่อประโยชน์ด้านการเป็นอาหารเสริมสุขภาพ และการช่วยเฝ้าระวังหรือรักษาโรคอย่างเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดังกล่าวอาจสร้างขึ้นโดยอาศัยความรู้ที่เรียกว่า 'ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology)' ซึ่งใช้หลักการทางวิศวกรรมชีวเคมีในการออกแบบและสร้างระบบชีวภาพ จนได้เป็น 'วงจรยีน (gene circuit)' ในเซลล์ ซึ่งเปิด-ปิดการทำงานของยีนบางอย่างได้อย่างจำเพาะ โดยอาศัยการตอบสนองสัญญาณหรือตัวกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้แจ้งเตือนการเกิดโรค ย่อยสลายสารพิษ หรือรักษาโรคได้
เราอาจออกแบบวงจรยีนให้เซลล์ตรวจสอบสารแปลกปลอม เช่น miRNA, ชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ไบโอมาร์กเกอร์ (biomarker) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เพปไทด์ สารเมแทบอไลต์ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะต่าง ๆ
เช่น เมื่อเซลล์เจอเนื้องอกแล้วทำให้เซลล์ตายไปพร้อมกับเนื้องอก ทำให้ยาออกฤทธิ์จำเพาะที่ หรือทำให้เกิดการปล่อยสารบางอย่างเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ตัวอย่างงานวิจัย เช่น ปี 2017 มีนักวิจัยทำให้แบคทีเรีย อี. โคไล (E. coli) บ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หนูได้สำเร็จ โดยสร้างวงจรยีนของ E. coli เพื่อตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หรือ 'สารเตตระไทโอเนต (tetrathionate)' ซึ่งหากมีการอักเสบในลำไส้ จะมีการบ่งชี้ความผิดปกติในรูปแบบการทำให้สีของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า แบคทีเรียที่ผ่านการพัฒนาขึ้นนี้สามารถอาศัยและออกฤทธิ์ในลำไส้หนูได้นานถึง 6 เดือน จึงใช้บ่งชี้ภาวะการอักเสบได้ยาวนาน
ที่ล้ำไปกว่านั้นได้มีการวิศวกรรมแบคทีเรีย E. coli เพื่อใช้ตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะเลือดไหลในลำไส้หมู โดยแบคทีเรียดังกล่าวจะเปล่งแสงเมื่อมีเลือดไหลในลำไส้ โดยในการทดสอบมีการบรรจุ E. coli นี้ในไมโครแคปซูล (microcapsule) พร้อมกับชิป (chip) ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดแสง สัญญาณบ่งชี้ที่แสดงผลออกมาจะทำให้เกษตรกรทราบว่าหมูตัวไหนป่วย และนำไปรักษาได้ทันการ
ทั้งนี้ในอนาคตเราอาจออกแบบวงจรยีนเพื่อทำให้เซลล์จุลินทรีย์จำเพาะบางชนิดทำหน้าที่ตรวจสอบสารแปลกปลอมต่าง ๆ หรือชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ออกแบบให้เป็นไบโอมาร์กเกอร์ชนิดต่าง ๆ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะทำนองเดียวกับตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น, ออกแบบให้เป็นยาที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะ หรือกระทั่งออกแบบให้เป็นตัวช่วยปล่อยสารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ข่าว
นานาสาระน่ารู้
บทความ
3 กระทรวง ลงนามความร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก-เยาวชน มุ่งลดจำนวนผู้เสพทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ บุคลากรทางการศึกษา – เจ้าหน้าที่รัฐต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมสร้างการรับรู้ และเป็นสักขีพยานความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศษ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและสักขีพยาน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ มีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มท. นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวง ศธ. และนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวรายงาน โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้ง 3 กระทรวง รวมทั้งข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ ลานกิจกรรมกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ระหว่างกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นการเห็นพ้องร่วมกันว่าปัญหายาเสพติดเป็นภัยอันตราย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม ที่บั่นทอนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่สำคัญจะต้องใช้มาตรการป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน มิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยการลดจำนวนผู้เสพ (ผู้ติดยาเสพติด/Demand) โดยเฉพาะผู้เสพหน้าใหม่ (New Face) ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในระบบการศึกษา จะต้องอาศัยความร่วมมือกับสถานศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ฯลฯ เพื่อป้องกันนักเรียน นักศึกษา เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนั้น ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่าในรูปแบบใด จึงได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ขึ้นโดยมีเจตจำนงร่วมมือกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกระทรวง อว. ได้ดำเนินการ ดังนี้
1.กำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการสร้างภูมิคุ้มกัน และการป้องกันการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกมิติ
2.สร้างความตระหนักต่อโทษภัยของยาเสพติด และการปฏิเสธการใช้ยาเสพติดให้แก่บุคลากร รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อครอบครัว และหน้าที่การทำงานเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกมิติ
3.สร้างการมีส่วนร่วม และยินยอมเข้าร่วมกิจกรรมการป้องกันยาเสพติดในทุกรูปแบบของบุคลากรด้วยความสมัครใจ โดยปราศจากการบังคับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองและครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรืออบายมุขต่าง ๆ อันจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลในองค์กรว่า เป็นบุคคลที่ประพฤติตัว ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงรักษาภาภาพลักษณ์ของหน่วยงานของรัฐ เป็นองค์กรสีขาวปลอดยาเสพติด
4.ผลักดันให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จัดให้มีระบบการเฝ้าระวัง สอดส่อง สังเกต ตรวจตราการแพร่ระบาดของยาเสพติดทุกรูปแบบ รวมถึงหากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องจัดให้มีระบบการคัดกรอง และประเมินความรุนแรงของการติดยาเสพติด ภาวะความเสียงทางสุขภาพกาย หรือสุขภาพจิตและบำบัด ฟื้นฟูตามความเหมาะสม โดยร่วมกับสหวิชาชีพและผู้ปกครอง เพื่อวางแผนการบำบัดฟื้นฟู โดยข้อมูลการบำบัดฟื้นฟูของ นิสิต/นักศึกษาจะต้องเป็นความลับ และห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นการเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวเป็นสำคัญ
5.สนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ในสังคม เพื่อให้บริเวณรอบสถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติด และอบายมุขอย่างเป็นรูปธปรรม หากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายกับบุคคล หรือสถานประกอบการที่เป็นแหล่งอบายมุข ให้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
6.สนับสนุนองค์ความรู้และข้อแนะนำทางเทคนิคที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการตามความเหมาะสม
7.อำนวยการและสนับสนุนให้บุคลากรร่วมกันคิดค้นนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นพื้นที่ รวมถึงพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social media)
ในการนี้ นอกจากข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทุกกระทรวงจะร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบทุกรูปแบบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
PPSTI-APEC ผนึก กระทรวง อว. เอ็มเทค สวทช. จัดเวิร์กชอป การใช้ AI ประเมินการกัดกร่อนในชั้นบรรยากาศ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(วันที่ 30 - 31 กรกฎาคม 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับ APEC Policy Partnership on Science, Technology and Innovation (PPSTI) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI in Atmospheric Corrosion Assessment to Address Climate Change Impact” ซึ่งดำเนินการโดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตและซ่อมบำรุง กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ เอ็มเทค กล่าวต้อนรับ ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก 6 เขตเศรษฐกิจเอเปค ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม นิวซีแลนด์ และประเทศไทย 10 ท่าน ตัวแทนจาก 5 เขตเศรษฐกิจเอเปค ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เปรู และประเทศไทย 10 ท่าน และผู้ร่วมสัมมนาจากประเทศไทย 45 ท่าน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโครงสร้างเหล็กและอายุการใช้งานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้น องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Machine Learning จึงได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายอัตราการกัดกร่อนในสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหากเครื่องมือนี้มีการใช้ในกลุ่มสมาชิกเอเปค ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อควบคุมการกัดกร่อนจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ที่เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการที่ได้รับทุนจากกรอบความร่วมมือด้านนโยบายด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของเอเปค(APEC-PPSTI) นับเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถและองค์ความรู้ในด้านดังกล่าว ให้กับผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค รวมทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียระหว่างสมาชิกในเขตเศรษฐกิจเอเปคด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวว่า เอ็มเทคมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่มาร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ และริเริ่มความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประสบการณ์ และมุมมองกับวิทยากร เกี่ยวกับแนวทางการศึกษาการกัดกร่อนโดยใช้ AI และ Machine Learning เป็นเครื่องมือในการจัดการ ตลอดจนหารือความร่วมมือในด้านอื่นต่อไปในอนาคตในกรอบที่กว้างขึ้น
กิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายด้านเทคโนโลยีการทำนายอัตราการกัดกร่อนในบรรยากาศร่วมกับการประเมินผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ การระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือวิจัย การแสดงผลงานวิจัยการใช้งานเซนเซอร์วัดการกัดกร่อน และการวางแผนการดำเนินการในอนาคตเพื่อผลักดันการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดังกล่าวในการลดความเสี่ยงของการกัดกร่อน พร้อมยืดอายุโครงสร้างเหล็ก
ในโอกาสนี้คณะนักวิจัยเอ็มเทคและ Prof. Junhua Dong จาก Institute of Metal Research, the Chinese Academy of Sciences (IMR, CAS) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยภายใต้โครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก CAS-NSTDA Joint Research Program เรื่อง “การติดตามการกัดกร่อนด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้าโดยใช้เซนเซอร์แบบสองขั้วและจำลองการเรียนรู้พฤติกรรมการกัดกร่อนในบรรยากาศชายทะเลประเทศจีนและไทย” แก่ผู้ร่วมงานในรูปแบบการบรรยาย และการสาธิตการใช้งานเซนเซอร์พร้อมกับการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ชุดข้อมูลตามหลักการ Machine Learning ในการประชุมฯ ด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Charged up : เรื่องน่ารู้ของพาวเวอร์แบงก์
แบตเตอรี่สำรอง หรือ พาวเวอร์แบงก์ น่าจะอยู่ในลิสต์ “ของมันต้องมี” ของใครหลาย ๆ คน และสำหรับอีกหลายคนอาจจะเรียกว่าเป็น “ของที่ขาดไม่ได้” เพราะต้องใช้ชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คู่กาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หูฟัง ฯลฯ ในยามเดินทางหรืออยู่ในที่ไม่มีปลั๊กไฟ
พาวเวอร์แบงก์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองที่ประกอบด้วยแบตเตอรี่และแผงวงจรควบคุม เปิดตัวในปี พ.ศ. 2544 ที่งาน the Las Vegas International Consumer Electronics Show แม้จะเป็นเพียงต้นแบบที่มีลักษณะเป็นชิ้นงานสี่เหลี่ยมบรรจุถ่าน AA สองก้อนกับวงจรควบคุม แต่ไอเดียนี้ก็เตะตานักพัฒนาและนักลงทุนหลายเจ้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน นำไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นพาวเวอร์แบงก์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
จากที่เริ่มต้นด้วยถ่าน AA สองก้อน พาวเวอร์แบงก์รุ่นพัฒนาแล้วก็เปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่แรง-อึด-ถึก-ทนขึ้น คือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและลิเทียมพอลิเมอร์ โดยแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันบ้าง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า ต้นทุนการผลิตถูกกว่า แต่ก็มีขนาดใหญ่กว่า หนักกว่า และต้องระวังเรื่องการใช้งานมากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมพอลิเมอร์
ความจุของพาวเวอร์แบงก์มีหลายขนาดให้เลือกใช้ได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2,000 ถึงมากกว่า 32,000 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมง (mAh) โดยยิ่งความจุเยอะก็ยิ่งแพง หนัก ใช้เวลาชาร์จนานขึ้น รวมถึงเสี่ยงต่อการระเบิดที่รุนแรงกว่าด้วย
สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ ไออาตา (IATA: International Air Transport Association) จึงต้องกำหนดข้อจำกัดในการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบินไว้ดังนี้
ห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง
นำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ โดยต้องมีขนาดความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh
นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000 mAh (หรือน้อยกว่า 100 วัตต์-ชั่วโมง (Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 20 ก้อน
นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000–32,000 mAh (หรือ 100-160 Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน
ไม่อนุญาตให้นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้ามากกว่า 32,000 mAh (หรือมากกว่า 160 Wh) ขึ้นเครื่อง
โดยตัวเลข 32,000 mAh คำนวณมาจากพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่สำรองขนาด 160 Wh ที่แรงดันไฟฟ้าประมาณ 5 โวลต์ (32,000 mAh x 5 V = 160 Wh) ซึ่งค่าพลังงาน 160 Wh นั้นเท่ากับ 1 ใน 7 เท่าของค่าพลังงานของระเบิดทีเอ็นทีปริมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอจะระเบิดยานพาหนะขนาดเล็กได้
แม้พาวเวอร์แบงก์อาจจะระเบิดได้ แต่ถ้าเราใช้อย่างเหมาะสม ถูกวิธี และไม่ประมาท ก็จะช่วยให้ใช้งานพาวเวอร์แบงก์ได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า ซึ่งทำได้โดย
เลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่
ไม่ควรใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มที่ไม่สามารถระบายความร้อนได้ขณะชาร์จ
ไม่ควรชาร์จในพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายความร้อน หรือมีความร้อนสูง
ไม่ควรใช้จนหมด เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น
ถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานานควรชาร์จไว้เพียงครึ่งเดียว ไม่ควรชาร์จจนเต็ม เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
ถ้าใช้งานเป็นประจำ ชาร์จเต็มได้ แต่ควรใช้และชาร์จสลับไปมา ไม่จำเป็นต้องให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา
ไม่ควรชาร์จและใช้งานพร้อมกัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่
History of the Power Bank
เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
นานาสาระน่ารู้
บทความ
ผู้แทนหน่วยงาน ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗
(วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกรับเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยมี พลอากาศเอก ธนศักดิ์ เมตะนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน โดยเคลื่อนริ้วขบวนออกจาก ลานหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ ๑ ไปบริเวณพลับพลาพิธี ณ หน้าประตูภูธรลีลาศ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระลานพราะราชวังดุสิต
ทั้งนี้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จากนั้น พลอากาศเอก ธนศักดิ์ เมตะนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวรายงานการอัญเชิญ เครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคล โอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมถวายพานพุ่มพร้อมกับผู้ร่วมพิธีฯ จากหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชน โดยพร้อมเพรียง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นายกฯ นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ
เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ พร้อมคู่สมรส คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมถวายพระพรโดยพร้อมเพรียงกัน
นายกรัฐมนตรีวางพานพุ่มเงินพานพุ่มทอง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายเครื่องราชสักการะ ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า
ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567 ข้าพระพุทธเจ้า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในนามคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งที่มาชุมนุมพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาพร้อมกัน ถวายพระพรชัยมงคลแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในวาระนี้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย และพระปัญญาบารมี สอดส่องดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรอยู่เสมอมิได้ขาด มีแต่พระราชทานความสุขสมบูรณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น พร้อมกับทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ลดน้อยหรือคลี่คลายหายสูญไปในที่สุด ทรงเป็นประดุจดวงประทีปแก้วส่องทางแก่ประชาชาติให้อยู่ในคลองธรรมที่ควรดำเนิน เป็นความสุกใสและสว่างไพโรจน์อยู่ในดวงจิตของปวงข้าพระพุทธเจ้าผู้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารเสมอมา
ในศุภวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักรถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ดังนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพลานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงใด จงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้า เหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”
จากนั้น ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีและภริยารับมอบโคมเทียนและร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา 2 จบ พร้อมร่วมกันเปล่งวาจาทรงพระเจริญสามครั้ง ดังกึกก้องทั่วท้องสนามหลวง
โอกาสนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมถวายพานพุ่มพร้อมกับผู้ร่วมพิธีฯ จากหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชน โดยพร้อมเพรียง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นายกฯ เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
วันนี้ (28 กรกฎาคม 2567) เวลา 08.00 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการ ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ มหาวิทยาลัยของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อนายกรัฐมนตรีถึงบริเวณเวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง เดินขึ้นสู่เวที ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ความว่า
ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในนามของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วประเทศ ต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567 นี้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์ในพระราชวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความเจริญงอกงามของประเทศชาติ และประโยชน์สุขของอาณาราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงดำรงพระองค์ เป็นแบบอย่างแก่บรรดาข้าราชการในการปฏิบัติงาน เพื่อตอบแทนคุณของแผ่นดินด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เน้นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสืบไป
ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน
ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า .......(ออกนามของผู้กล่าว แต่ละบุคคล) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและร้องเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี
โอกาสนี้ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. พร้อมคณะผู้บริหารจากกระทรวง อว. ได้เข้าร่วมในพิธีด้วย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. คณะผู้บริหารและพนักงาน สวทช. ได้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว
สำหรับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ประกอบไปด้วยกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยกิจกรรมส่วนกลาง กำหนดจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ ท้องสนามหลวง กิจกรรมส่วนภูมิภาค กำหนดจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด หรือในสถานที่เหมาะสม ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เชิญชวนหน่วยงานจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ โดยดำเนินการพร้อมกับพิธีที่จัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง
หลังจากนั้น ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง อว. ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร ได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น ถวายแจกันดอกไม้ ณ โต๊ะด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ
จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว และคณะผู้บริหาร ลงนามถวายพระพร รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว และคณะผู้บริหาร ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เป็นอันเสร็จพิธี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เยี่ยมชมงาน อว. แฟร์
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน ได้เยี่ยมชมงาน อว.แฟร์ (SCI POWER FOR FUTURE THAILAND) ซึ่งเป็นมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ จัดขึ้นโดยกระทรวง อว.
อว.แฟร์ จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆอันจะนําไปสู่การพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเราเนรมิตพื้นที่ กว่า 23,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ให้เป็นดินแดนแห่งสหวิทยาการ เติมเต็มสาระความรู้ อัปเดตเทคโนโลยีสุดลํ้า ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเต็มพื้นที่ ด้วยแนวคิดในการจัดนิทรรศการผ่าน “กระบวนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต หรือ Lifelong Learning”
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนวงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อม คณะผู้บริหารของ สวทช. ได้นำคณะ บอร์ด กวทช. เยี่ยมชมผลงาน Thailand Tech Show ซึ่งเป็นงานประจำปีของ สวทช. ที่ได้ยกทัพมาจัดแสดงภายในงาน อว. แฟร์ งาน Thailand Tech Show จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเสริมศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับผู้ประกอบการจากการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม เพิ่ม High Value และต่อยอดธุรกิจและ/หรือเกิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเติบโตได้เร็ว เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรการผลงานวิจัยพัฒนาที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวน 185 ผลงาน อันเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือพันธมิตรหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ ขับเคลื่อนเวทีนำเสนอต่อยอดผลงานวิจัยพร้อมใช้ ในรูปแบบตลาดเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายในจุดเดียว เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อพบผู้ขายและเจรจาเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ธุรกิจนวัตกรรม รวมทั้งเป็นเวทีเชื่อมโยงสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยี และ Tech Startup ด้วยการลงทุนในรูปแบบใหม่และ/หรือ แหล่งทุนที่เหมาะสม เพื่อเป็นกลไกการเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและอย่างรวดเร็ว รวมถึงการขยายตลาดให้กับธุรกิจเทคโนโลยีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
งาน Thailand Tech Show 2024 ปีนี้ ร่วมเป็นกิจกรรม highlight ในงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ (อว. แฟร์: SCI-POWER For Future Thailand) ภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์…. เพื่อยกระดับขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Science for Exponential Growth)” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบครบวงจรและยั่งยืน ระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2567 ชั้น G Hall 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และ มธ. ร่วมมือกันจัดกิจกรรม “เปิดโลกวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล” สำหรับนักเรียนและนักศึกษาในพื้นที่ จ.ปทุมธานี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ "การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล" ในวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2567 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนและนักศึกษาในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 50 คน
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. เป็นตัวแทนต้อนรับในพิธีเปิดการอบรม ได้เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยกล่าวว่า "การพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลไม่เพียงแต่จะช่วยให้เยาวชนมีความรู้ความสามารถในสาขาที่มีความสำคัญต่อการทำงานและอาชีพในอนาคต แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พวกเขาสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนและสังคมได้จริง และเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชุมชน โดยในครั้งนี้ได้เน้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรซึ่งเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นของจังหวัดปทุมธานี"
ผศ.ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดกิจกรรมค่าย และเสริมถึงความร่วมมือที่ดีระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สวทช. โดยกล่าวว่า " ในการจัดกิจกรรมนี้ เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ สวทช. เรามีอาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูลของเราที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นวิทยากร เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้กับเยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เราหวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป"
ตลอดทั้งสองวันของการอบรม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ โดย ผศ.ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมงานบริษัท ดิจิทัลสโตร์เมช จำกัด ซึ่งได้มาให้ความรู้และหลักการด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนในการเตรียมข้อมูล การนำเข้าข้อมูล การใช้โปรแกรมประมวลผลข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลออกมาในรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากการบรรยายและการฝึกปฏิบัติในห้องเรียน ผู้เข้าร่วมยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ได้แก่ ต.บึงบา อ.หนองเสือ และ ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เพื่อเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ใน 3 มิติได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร และนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาฝึกปฏิบัติการวิเคราะห์ในห้องเรียน โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ล้ำสมัย (AI) และ Large Language Model (LLM) รวมถึงการสร้าง Knowledge Graph สำหรับการใช้งานใน LLM และวิธีการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการจัดการข้อมูลนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแสดงผลออกมาเป็นแผนผัง และแผนที่เส้นทางการท่องเที่ยวของจังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้แทนชุมชน ได้แก่ ผู้แทนเทศบาลเมืองท่าโขลง ผู้แทนเทศบาลเมืองคลองหลวง ผู้แทนเทศบาลตำบลคลองสาม ผู้แทนเทศบาลตำบลหนองเสือ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร Young Smart Farmer และผู้แทนกลุ่มธุรกิจ เข้าร่วมรับฟังและเสนอแนะผลงานของนักเรียนและนักศึกษา กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้กับผู้เข้าร่วม แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิชาการ นักศึกษา และชุมชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
จากนั้น ดร.ขุนเสก เสกขุนทด ผู้แทนประเทศไทยโครงการ GYSS (Global Young Scientists Summit) ได้มีการบรรยายในหัวข้อ “เส้นทางอาชีพนักวิจัยทางด้าน Data Science” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นภาพการทำงานของอาชีพนักวิจัยด้านข้อมูลในยุคปัจจุบันและแนวโน้มความต้องการบุคลากรรด้านนี้ในอนาคต
ความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา จากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้
นายวริศ พงษ์ชัยศรี นักเรียนระดับชั้น ม.4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต ประทับใจวิทยากรที่มาให้ความรู้และได้ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี รวมถึงการได้ลงมือฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง และได้ค้นหาความชอบและความถนัดของตัวเอง เพื่อการศึกษาต่อหรือการเลือกอาชีพในอนาคต
นางสาวบุษปวัน แดงฉ่ำ นักเรียนระดับชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ประทับใจวิทยากรและพี่เลี้ยง สอนได้เข้าใจ ใจดี และใจเย็นมาก
นายภาคภูมิ มากบุญ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การนำข้อมูลไปดำเนินการ และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ
นางสาวสุทธินันท์ ทวีผล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้ใช้โปรแกรม Python และมีการเก็บข้อมูลแบบลงพื้นที่จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
9 องค์กรผนึกกำลัง นำร่องใช้ “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย
9 องค์กรผนึกกำลัง นำร่องใช้ “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย
ยกระดับความปลอดภัยของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสสู่เศรษฐกิจใหม่ภายใต้ BCG
(วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2567) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. เป็นประธานในงานแถลงข่าว และ พิธีเปิดการนำร่องใช้ “EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย” พร้อม ศ.ดร.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย ประธานคณะอนุกรรมการ แผนงานกลุ่มพลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) นายประสงค์ ดีลี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายเสกสรร ครองพาณิชย์ กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) นางธัญญรัตน์ บุญถีกูล ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงานพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC สวทช.) ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุขหัวหน้าโครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รอง ผอ. สวทช. กล่าวว่า จากความสำเร็จในการติดตั้งและนำร่องการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย เครื่องแรกร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567 เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างปาล์มน้ำมัน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่ต้องการกระตุ้นปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มผ่านความต้องการผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีเป้าหมาย ทั้งนี้ น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพเป็น 1 ใน 8 ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีเป้าหมาย ที่จะมีการผลักดันให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ในประเทศ และเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับนโยบายของประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608
EnPAT มีคุณสมบัติเด่นคือจุดติดไฟที่อุณหภูมิสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ช่วยป้องกันการเกิดอัคคีภัยจากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด และสามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ นับเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างมาตรฐานของประเทศที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากปาล์มน้ำมัน การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีและส่งเสริมการใช้งานภายในประเทศ มาตรฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ผลการทดสอบการนำร่องใช้งานน้ำมัน EnPAT ในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพฉบับแรกของประเทศ
ศ.ดร.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย ประธานคณะอนุกรรมการ แผนงานกลุ่มพลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพ บพข.กล่าวว่า บพข. มีภารกิจหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ โครงการพัฒนาและนำร่องใช้งาน EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วนที่เป็นองค์กรหลักในอุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนถึง 9 หน่วยงาน และยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเทศบาลตำบลเสม็ด จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลพื้นที่และทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชนอีกด้วย โครงการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ผลสำเร็จของโครงการจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการลงทุนในการวิจัยพัฒนาที่นำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีมูลค่าสูง
นายประสงค์ ดีลี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม กฟภ. กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เป็นหน่วยงานแรกในการนำร่องติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุน้ำมัน “EnPAT” เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับอาคารสำนักงานและบ้านเรือนของประชาชน ในพื้นที่ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยทำการติดตั้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอบกลยุทธ์ในการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าที่บรรจุน้ำมัน EnPATครั้งนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าภายใต้สภาวะการใช้งานจริง เพื่อประเมินสมรรถนะของหม้อแปลงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยังได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. ในการขยายผลการใช้งานน้ำมัน EnPAT ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT เพิ่มเติม ในพื้นที่ที่เหมาะสมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมุ่งมั่นที่จะผลักดันและส่งเสริมนวัตกรรมของประเทศให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. กล่าวว่า น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า EnPAT เป็นผลงานวิจัยภายใต้ “โครงการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์ม และนำร่องการทดสอบภาคสนามเชิงบูรณาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน” ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัยเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้เริ่มคิดค้นและพัฒนาต้นแบบ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดย EnPAT ได้ผ่านการทดสอบต่างๆในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบการเสื่อมสภาพในสภาวะเร่งที่มากกว่า 6,000 ชั่วโมง การทดสอบความสามารถในการปกป้องกระดาษฉนวน รวมทั้ง การทดสอบประสิทธิภาพในสภาวะเร่งโดยทำการทดสอบในหม้อแปลงไฟฟ้าจริงที่ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในด้านของกระบวนการผลิต ทีมวิจัยได้ดำเนินการขยายขนาดการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการ มาสู่ขนาด 40 ลิตรต่อครั้ง และปัจจุบันได้พัฒนามาสู่ระบบการผลิตที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 400 ลิตรต่อครั้ง โดยกระบวนการผลิตดังกล่าวตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าโครงการ กล่าวถึงแนวทางการผลักดันให้เกิดการใช้งานน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพเชิงพาณิชย์ ทีมวิจัยได้แบ่งออกเป็น 3 แผนงานหลัก คือ
แผนงานที่ 1 เป็นการใช้งาน EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งประกอบด้วย
1.1) การนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT เครื่องแรกร่วมกับ กฟภ.
1.2) การขยายการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟภ. ที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ
1.3) การใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุEnPAT ในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยการสนับสนุนจากการไฟฟ้านครหลวง
1.4) การขยายการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT เข้าไปในหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้งานในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะเปิดให้ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ารายต่างๆ ภายในประเทศที่สนใจเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ามีโอกาสได้ใช้งาน EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าแบบต่างๆ อีกด้วย
สำหรับแผนงานที่ 2 เป็นการนำ EnPAT ไปใช้ในหม้อแปลงไฟฟ้าที่ติดตั้งและอยู่ระหว่างการใช้งาน โดยหม้อแปลงไฟฟ้าลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะบรรจุด้วยน้ำมันแร่และเมื่อถึงวงรอบในการซ่อมบำรุง อาจจะต้องมีการเปลี่ยนเอาน้ำมันแร่ที่เสื่อมสภาพออก แล้วใส่น้ำมันหม้อแปลงใหม่เข้าไปทดแทน หากสามารถนำ EnPAT ไปใช้ในการซ่อมบำรุงหม้อแปลงทดแทนน้ำมันแร่ได้ ก็จะสร้างผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งเป็นการค่อยๆผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันแร่สู่น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพได้ทั้งหมด
และแผนงานที่ 3 คือความพยายามผลักดันให้เกิดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพฉบับแรกของประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี พศ. 2567
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.20 น. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี พศ. 2567 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นำโดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวนำในพิธี โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และกิจการพิเศษ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. คณะผู้บริหาร พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีฯ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และได้กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แสดงความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


