หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จับมือ NIMS ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขดลวดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจทำจากวัสดุทนทานแบบใหม่ แก้ปัญหาขดลวดเสื่อมสภาพ
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ฝังในขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ (stent)” ในรูปแบบออนไลน์ โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และนางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) ลงนามร่วมกับ DR.Kazuhiro Kimura และ Dr.Tsuchiya Koichi ผู้บริหาร NIMS ประเทศญี่ปุ่น ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจ หรือ stent เป็นเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นการรักษาที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ปัจจุบันมักพบปัญหาระยะยาวของการใช้ขดลวดที่อาจเกิดความเสียหายจากการล้าของขดลวด เนื่องจากถูกแรงบีบของหัวใจเป็นระยะเวลานาน ขณะเดียวกัน National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ (Co-Cr-Mo-Ni alloys หรือ CCMN) ที่สามารถทนความล้าได้สูงขึ้น การลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ NIMS ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาวัสดุโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมแบบใหม่ โดย สวทช. จะนำวัสดุแบบใหม่ดังกล่าวมาศึกษาวิจัยและออกแบบโครงสร้างของ stent เพื่อให้นำไปใช้งานทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้เกิดเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถใช้ร่วมกันทั้งในไทยและญี่ปุ่นในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญสำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยไทย และการสร้างเครือข่ายการพัฒนาเครื่องมือแพทย์จากทั้งไทยและญี่ปุ่น นำไปสู่การสร้างโอกาสให้สามารถเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงในไทย ลดการนำเข้าของอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อไป.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration)
8 ธันวาคม 2564 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพและมาตรฐานในการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม พร้อมสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 200% สำหรับรายจ่ายในการวิจัยได้ด้วยตนเอง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความมุ่งมั่นในการผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอกชน ให้มีความแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดย สวทช. มีกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้ประกอบการเอกชนในแต่ละบริบท ทั้งกลไกด้านเทคโนโลยี ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกำลังคน ด้านธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา และด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยกลไกด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ปัจจุบัน สวทช. ดำเนินการตรวจสอบและรับรองทั้งในรูปแบบโครงการวิจัยฯ และระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเอกชนสามารถนำรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร หรือเรียกอย่างย่อว่า มาตรการภาษี 200% (ปัจจุบัน กระทรวง อว. อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาต่อขยายระยะเวลาสิทธิ 300% ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อปี 2562) โดยการลงทุนวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นตามมาตรการดังกล่าว นับเป็นส่วนสำคัญ ที่นอกจากจะสร้างผลกระทบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแล้ว ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตัวมาตรการยังมีความคุ้มค่าและคุ้มทุนในการดำเนินงานด้วย ซึ่งผลจากการประเมินความคุ้มค่าของมาตรการภาษี 300% ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าอัตราส่วนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อต้นทุน  (B/C ratio) สูงถึง 3.2 เท่า ซึ่งหมายถึงโครงการวิจัยฯ ของผู้ประกอบการเอกชน ที่ได้รับรองจาก สวทช. เป็นโครงการที่ภาครัฐมีความคุ้มค่าในการลงทุน เมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมดที่รัฐสนับสนุนโครงการวิจัยฯ ผ่านกลไกภาษี สำหรับใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (RDIMS) ที่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับมอบจาก สวทช. ในวันนี้ ถือว่าบริษัทฯ ได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ซึ่งระบบ RDIMS ดังกล่าว ทาง สวทช. และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงระบบได้ และสามารถนำไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับรายจ่ายในการวิจัยฯ ได้ด้วยตนเอง (วิธี Self-Declaration) ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสะดวกและมั่นใจในการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศต่อไปได้ การมอบใบรับรองฯ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงศักยภาพของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า สวทช. มุ่งสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการเอกชนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย สวทช. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ และคาดหวังว่าบริษัทฯ จะเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในอนาคต     ---------------------------------- หากผู้ประกอบการรายใด สนใจพัฒนาระบบ RDIMS ให้กับกิจการ โปรดติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สวทช. โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1328 - 1332 และ 1631 – 1634
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวง อว. เปิดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’  ดันไทยสู่เป้าหมาย ‘ศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน’ ในปี 2570
8 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์กรพันธมิตร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนกว่า 150 หน่วยงาน จาก 7 เขตเศรษฐกิจ จัดงาน “มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021)” ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2564 ในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D เต็มรูปแบบบนช่องทาง www.healthtech-thailand.com ขานรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่  BCG Economy Model เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศอย่างทั่วถึง โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การเปิดงานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021) วันนี้เป็นวันแรก ซึ่งมีความน่าสนใจโดยเฉพาะการบรรยายพิเศษของผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ศาสตร์สาธารณสุข คือ ศ. เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการของ World Health Organization (WHO) Science Council  ปาฐกถาพิเศษ “วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ บทบาทที่เป็นไปได้ของสภาวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก” และ ศ. ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ ปาฐกถา “BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย” นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการแสดงสินค้านวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ อาหารและสาธารณสุข รวมทั้งเครื่องใช้และเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งเกิดจากการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตรรม ทำให้เป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของไทยเป็นอย่างมาก “ผู้ประกอบด้านอาหารสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ที่มาในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 นี้ ผมมองว่าพวกเขาไม่ได้ทำแค่ธุรกิจแต่พวกเขากำลังช่วยสร้างชาติ หากเราไม่มีธุรกิจแบบนี้ประเทศไทยจะไม่มีวันที่จะขยับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้เลย ถ้าเราเพียงแต่ทำด้านสินค้าเกษตรพืชผลต่างๆ เราอาจจะเป็นได้แค่ประเทศรายได้ปานกลาง ดังนั้นการมีธุรกิจนวัตกรรมด้านการแพทย์จำนวนมากถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นที่น่าชื่นใจ คือ พวกเขาขายดีสู้กับนวัตกรรมต่างชาติได้สบายมาก มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีขนาดกลาง ที่สามารถแข่งราคากับตลาดโลกได้” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามกระทรวง อว. พร้อมให้การสนับสนุนภาคธุรกิจที่ผลิตนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์จากการวิจัยอย่างเต็มที่ เพราะเป็นงานที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่สนับสนุนนโยบายและเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพตามนโยบาย BCG Economy Model เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียนในปี 2570 ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ สวทช. จัดเต็มพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ซึ่งเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนแห่งแรกของประเทศ และจัดควบคู่กับรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D Virtual Exhibition เต็มรูปแบบตลอด 12 เดือน บนช่องทาง www.healthtech-thailand.com เพื่อรองรับดำเนินธุรกิจบนโลกเสมือนจริงแบบไร้ขีดจำกัด ให้แก่นักลงทุน ผู้ประกอบการและลูกค้าจากทั่วโลก ถือว่าเป็นมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพครั้งแรกในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) หลังรัฐบาลเปิดประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)  โดยการจัดงานดังกล่าวจะเป็นเวทีเปิดโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ สามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์กว่า 100 ผลงาน เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดตามแผนขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้มี 2 แผนหลักเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน (Medical Hub) ในปี 2570 ประกอบด้วย 1. การผลิตยาและวัคซีน ซึ่ง ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธาน BCG สาขายาและวัคซีน ดูแผนพัฒนาเรื่องการพัฒนาวัคซีทั้งโควิด-19 และโรคประจำถิ่นอื่นๆ เช่น วัคซีนไข้เลือดออก รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ต้านโรคโควิด-19 ร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและองค์ความรู้ในการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำได้ และ 2. การผลิตเครื่องมือแพทย์และวัสดุฝังในฝังร่างกายมนุษย์ ซึ่งนักวิจัยและผู้ประกอบการมีความสามารถและศักยภาพในการผลิตใช้ในประเทศรวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นที่ยอมรับ โดยธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เติบโตขึ้นในโลกหลังโควิด-19 และถือเป็น 1 ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย BCG ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ “การจัดงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้ความรู้ ความสามารถของนักวิจัย เชื่อมโยงกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศในการเร่งขีดความสามารถในการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้นและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญของ BCG ที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ภายในปี 2570 ซึ่งต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย” ดร.ณรงค์ กล่าว ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ การสัมมนาในหัวข้อพิเศษมากกว่า 30 หัวข้อจากวิทยากรระดับประเทศ อาทิ เสวนา “3 สุดยอดเคล็ดเครื่องมือ” ในการต่อสู้ COVID จากนักวิจัย 3 สถาบันวิจัยชั้นของประเทศ และปาฐกถา “พัฒนาวัคซีนอย่างไรให้เท่าทันการกลายพันธุ์ของไวรัส” โดย ดร.อนันต์     จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ซึ่งทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. กำลังอยู่ระหว่างการทำวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบพ่นจมูกเพื่อเตรียมการทดสอบในมนุษย์ภายในปี 2565 นี้อีกด้วย ส่วนการจัดนิทรรศการมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมพร้อมใช้ออนไซต์ 50 บูธ ออนไลน์ 300 บูธ บริการจับคู่ธุรกิจแบบ one on one กับเจ้าของธุรกิจกว่า 160 บริษัท พร้อมเวที  Open Innovation และ Innovation Pitching เพื่อให้ Start up ได้ระดมทุนในการพัฒนานวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นแล้วยังเปิดห้องให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจนวัตกรรมจากภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญ และพลาดไม่ได้สำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบออนไซต์ ลงทะเบียนรับสิทธิ์ฟรี ! ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสูงสุด 100,000 บาท จากทิพยประกันภัย ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ ระหว่างวันที่8-9 ธันวาคม 2564) จำกัด 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์ ส่วนสายช้อปต้องห้ามพลาดกับโปรโมชั่นพิเศษภายในงานทั้งอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพ ลดสูงสุด 25 % กว่า 200 ผลิตภัณฑ์ ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมแบบออนไซต์ได้ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนฟรีได้ที่ www.healthtech-thailand.com และ www.facebook.com/healthtechthailandevent
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม รอบที่ 2
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการสนับสนุนทุนเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2564 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดรับข้อเสนอโครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม (Research and Invention for Thai Innovation List Gap Fund) ประจำปีงบประมาณ 2564 หรือโครงการ RGF5 รอบที่ 2 เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลุ่ม BCG (Bio (mistletoe)/Circular (recycle)/green(forest)) 1.โครงการที่เกี่ยวข้องกับการต้านภัยแล้ง 2.โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยนักวิจัยที่มีความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่สนใจขอรับการถ่ายทอดงานวิจัย หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยของรัฐ ในช่วงการวิจัยต่อยอดผลงานที่มีต้นแบบระดับภาคสนาม (Field Prototype) หรือมีความพร้อมขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์/บริการในระดับอุตสาหกรรม สามารถร่วมส่งข้อเสนอโครงการได้ เริ่มรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง ถึงวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2565 ก่อนเวลา 17.00 น. สอบถามเพิ่มเติม : โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 71687,71386,71389 หรือ  Email: rgf@nstda.or.th อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.nstda.or.th/home/services_post/research-gap-fund-2021/  
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญฟังบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%” (หมดเขตลงทะเบียน 20 ธ.ค 64)
📣สวทช. โดยงานกระตุ้นการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน (RDI) จัดการบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ (IT/Software) ให้ผู้ประกอบการเอกชน เพื่อขอการรับรองมาตรการยกเว้นภาษี 200%   ⏰วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 – 11.30 น. รูปแบบออนไลน์ 🌐ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://bit.ly/3nLgI8i ภายในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564   #ยกเว้นภาษี #สวทช. #NSTDA
ปฏิทินกิจกรรม
 
online workshop หัวข้อ “Next Generation Sequencing data curation for genomic analyses”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยจีโนมจุลินทรีย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พรชัย มาตังคสมบัติ (CENMIG) มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม online workshop ภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย กลุ่มโรคติดเชื้อ หัวข้อ “Next Generation Sequencing data curation for genomic analyses” ในวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00-16.00 น. ผ่านระบบ Cisco Webex meeting โดยมุ่งเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจและเน้นย้ำประเด็นสำคัญต่างๆ ในเชิงปฏิบัติการที่ผู้วิจัยและผู้วิเคราะห์ข้อมูลทางด้านจีโนมิกส์ของเชื้อก่อโรคพึงตระหนัก ตั้งแต่การเลือกใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing ให้เหมาะสมกับโจทย์วิจัย การจัดการข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพและการคัดเลือกข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ การทำ genome mapping การวิเคราะห์เปรียบเทียบชุดข้อมูล รวมถึงแนวคิดในการออกแบบงานวิจัยในเชิงระบาดวิทยา ซึ่งประกอบด้วยการคัดเลือกประชากรให้เหมาะสมกับโจทย์วิจัย การพิจารณาคัดเลือกตัวแทนประชากรที่ดี แนวคิดในการเก็บข้อมูลทางประชากร (Demographic data) ให้เพียงพอและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการแปลผลร่วมกับข้อมูลทางจีโนม โดยในงานจะเปิดโอกาสให้สอบถามและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับวิทยากรในช่วงท้ายของแต่ละหัวข้อ ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่ link : (โปรดลงทะเบียนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน)https://meeting-nstda.webex.com/webappng/sites/meeting-nstda/meeting/info/a13e1dd4adf143ba84e776399d7988f0?isPopupRegisterView=true เข้าร่วมสัมมนาได้ที่  Link: https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?MTID=m681cf1860a869c3e05240bd3bafb79c8 Meeting number: 2517 375 3648 Password: Workshop สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ026448150 ต่อ 81841, chompunoot.kap@nstda.or.th (ชมพูนุท)026448150 ต่อ 81830, monta@nstda.or.th (มนต์ตา)026448150 ต่อ 81881, anongnart.kha@nstda.or.th (อนงค์นาฏ) (more…)
eid
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. พร้อมหนุนผู้ประกอบการยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry
สวทช. ลงนามความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ให้เข้าสู่โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการ 100% ภายในปี 2568 และตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร โดยความร่วมมือครั้งนี้ สวทช. โดย ITAP พร้อมนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสนับสนุนและให้คำแนะนำผู้ประกอบการ ในการพัฒนากระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry อย่างสมบูรณ์ในอนาคต.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. จัดกิจกรรมวันดินโลก ปี 2564 เพื่อให้เห็นความสำคัญของทรัพยากรดิน ณ Coworking Space อวท.
3 ธันวาคม 2564 ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานทำสวน นำโดยคุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. คุณภาคภูมิ ศิริเวช ผู้อำนวยการฝ่ายอาคารสถานที่ และคุณอุดมรัตน์ วัฒนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร เข้าร่วมกิจกรรมวันดินโลก โดยมีการจัดฝึกอบรมการทำปุ๋ยชีวภาพจากใบก้ามปู ให้แก่พนักงานสวทช. คนสวน และผู้ที่สนใจ และนำปุ๋ยชีวภาพจากใบก้ามปูที่ได้จัดเตรียมไว้ ใส่ต้นไม้ตามพื้นที่ต่างๆภายใน อวท. เพื่อบำรุงดินและต้นไม้ให้สมบูรณ์งอกงาม และเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับการจัดกิจกรรมวันดินโลกครั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาที่ดินในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 9  เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ โดยใช้วันนี้เป็นวันรณรงค์ให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ที่มีต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติและสภาพแวดล้อม และความจำเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน    
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาให้ได้คุณภาพ เปิดแล็บพร้อมตรวจสารสำคัญให้ได้มาตรฐาน
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. หรือ NCTC เดินหน้าใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทันสมัยให้บริการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ล่าสุด NCTC ลงนามความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรของ จ.ปทุมธานี ที่กำลังหันมาปลูกพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม โดย NCTC พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่วิธีการปลูก ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในพืชเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้พืชที่มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย ก่อนจะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ขอเชิญร่วมงาน “BCG Health Tech Thailand 2021 มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ” 8-9 ธันวาคม 2564
📢 BCG คือ โมเดลเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เน้นความยั่งยืนให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้ 🔬🩺 โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ 📌กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) ขานรับนโยบาย เร่งผลักดันอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์เป็นอุตสาหกรรมแรก โดยจัดให้มีงาน BCG Health Tech Thailand 2021 หรือ มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพเพื่อการลงทุนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 🗓 ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ พร้อมกับจัดกิจกรรมคู่ขนานทางออนไลน์ผ่าน www.healthtech-thailand.com ตลอด 12 เดือน โดยร่วมกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ รวมมากกว่า 100 องค์กร 📝 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ 📲 https://bit.ly/healthtechthailand-visitor-regist 🏢 8-9 ธันวาคมนี้ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. 📢 ทำความรู้จักกับงาน HTT ภายใน 60 วินาที ได้ที่ https://youtu.be/iM04XAEFPc8 🚙 เดินทางง่าย ที่จอดรถสะดวก สอบถามเพิ่มเติม 🟩 Add line ID : @healthtechthailand (มี@) หรือคลิก https://lin.ee/IXFIhYO 📧 Email : htt@nstda.or.th 📲 Tel : 02-5647200 ต่อ 5555 💻www.healthtech-thailand.com
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการและนิทรรศการประจำปี NECTEC-ACE 2021 ในรูปแบบออนไลน์
กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ! เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัด NECTEC-ACE 2021 ยกกองทัพเทคโนโลยีนวัตกรรมด้าน Industry 4.0 จากพันธมิตรไทยและนานาชาติ ให้รับชมแบบใกล้ชิดผ่าน Virtual Exhibition พร้อม 19 หัวข้อ สัมมนาแลกเปลี่ยนมุมมองเทรนด์เทคโนโลยีการผลิตกับกูรูชั้นนำ 📆 จัดเต็มตลอด 4 วัน แบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 13 - 16 ธันวาคม 2564 ลงทะเบียน https://www.nectec.or.th/ace2021
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เดินหน้านำ BCG สู่ภูมิภาค “ยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ด้วย “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (สท.) และฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ สวทช. ลงพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนกระชับความร่วมมือกับ 5 ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ และ 3 มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ขับเคลื่อน “โปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” กำหนดโจทย์มุ่งเป้าและวางแผนดำเนินงานร่วมกัน ให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ตั้งเป้ายกระดับคนจนเป้าหมายในมิติเศรษฐกิจพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีรายได้ก้าวพ้นเส้นความยากจน ยกระดับรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10  นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้ดำเนินงานในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มาตั้งแต่ปี 2562 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปพัฒนาทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ตลอดจนพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ นวัตกรชุมชน เชื่อมโยงการตลาดกับภาคเอกชน รวมถึงยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ สวทช. โดย สท. จึงได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ดำเนินงานขับเคลื่อน “โปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งพื้นที่ทุ่งกลาร้องไห้เป็นที่ราบลุ่มผืนใหญ่มีพื้นที่กว่า 3.7 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 13 อำเภอ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร แต่ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นแอ่งกระทะ มีชั้นผิวดินเป็นดินร่วนทราย ชั้นล่างเป็นหินเกลือ ดินของทุ่งกุลาจึงไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ บวกกับระบบชลประทานที่ไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก เกษตรกรต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก “แม้ว่าพื้นที่ทุ่งกุลาฯ จะเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่จากสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้งส่งผลต่อการทำเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ สท. จึงได้ลงพื้นที่เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 แห่ง หน่วยงานในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับ สท. ในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ร่วมหารือด้วย เพื่อสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกลาฯ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจากการหารือร่วมกันนำไปสู่การกำหนดโจทย์มุ่งเป้า (Quick win) กลุ่มเป้าหมายนำร่อง และการแต่งตั้งคณะทำงานในพื้นที่แต่ละจังหวัด เพื่อวางแผนและเดินหน้าทำงานร่วมกัน มุ่งให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับประยุกต์ใช้ และยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยโมเดล BCG ที่มุ่งให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีรายได้พ้นความยากจน การดำเนินงานภายใต้โปรแกรมฯ นี้คาดหวังให้กลุ่มคนจนเป้าหมายในมิติเศรษฐกิจมีรายได้ก้าวพ้นเส้นความยากจนที่ 38,000 บาทต่อคนต่อปี และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10”  รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว จากการหารือดังกล่าว เบื้องต้นในแต่ละจังหวัดได้กำหนดประเด็นนำร่องสำหรับดำเนินการตามบริบทปัญหาของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ข้าว พืชหลังนา ผักอินทรีย์ โค สิ่งทอ และการบริหารจัดการน้ำ โดยคณะทำงานแต่ละจังหวัดจะร่วมกันกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการทำงานต่อไป
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์