ผลการค้นหา :
ทุนสนับสนุน Startup สูงสุด 1,500,000 บาท! สำหรับนิสิต นักศึกษา และบัณฑิตจบใหม่ ที่มีแนวคิดธุรกิจนวัตกรรม ภายใต้โครงการ TED Youth Startup 2025
📣เปิดรับสมัครแล้ว!
🚀🧑🎓 ทุนสำหรับนิสิต นักศึกษา และบัณฑิตจบใหม่ ในการเริ่มต้นธุรกิจ Startup ภายใต้โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น ปี 2568 (TED Youth Startup 2025) รอบ 2/2568
🌟อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) หนึ่งในเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) เปิดรับสมัคร Startup ที่มีความสนใจในการพัฒนาธุรกิจบนฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรม และกำลังมองหาทุนในการต่อยอดธุรกิจสู่เชิงพาณิชย์ โดยสนับสนุนทุนมูลค่าสูงสุดถึง 1,500,000 บาท
👉 สิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รับ
🔺ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่การเตรียมตัวยื่นขอทุน ไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่าย และปิดโครงการ
🔺ให้คำปรึกษาด้านการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม และเชื่อมโยงธุรกิจ
🔺มีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ขอรับทุน
💥อย่ารอช้า รับจำนวนจำกัด
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 1 มีนาคม 2568
รีบสมัครเลย โอกาสดีๆ รออยู่! https://www.nstda.or.th/r/cYsW0
สนใจติดต่อ :
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
คุณกฤษกรณ์ 📲086 362 6185
คุณจิรพร 📲 0816397284
คุณชมพูนุช 📲 0813187532
📧 bcd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น
1) เกี่ยวกับอะไร ?
โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาจะมีน้ำจากการต้มลูกชิ้นมากกว่า 3-6 ตันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะเก็บน้ำไว้ในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายให้ผู้ประกอบการประเภทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารที่ต้องการใช้น้ำชนิดนี้ทำอาหาร แต่ก็ยังมีน้ำต้มลูกชิ้นเหลือเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์เป็นประจำทุกวัน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำต้มลูกชิ้นเป็นหัวน้ำซุปปลาประเภทพร้อมปรุง (ready-to-cook: RTC) ที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสกลมกล่อมสไตล์เอเชีย เหมาะแก่การผลิตเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
2) ดีอย่างไร ?
ข้อดีแรกของผลิตภัณฑ์ คือ อร่อยแบบไร้ผงชูรส เพราะนักวิจัยเลือกใช้กระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่สารปรุงแต่งชนิดที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น สารแต่งสี สารกันบูด) นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการสเตอริไลซ์ ทำให้จัดเก็บได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น
ข้อดีที่สองคือผลิตภัณฑ์เป็นหัวน้ำซุปชนิด RTC จึงเหมาะแก่การใช้งานทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม ช่วยรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบสด ลดระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกระบวนการผลิต เช่น แรงงาน เชื้อเพลิง ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจากข้อดีเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานสะดวก ประหยัดเวลา และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
3) ตอบโจทย์อะไร ?
การนำน้ำต้มลูกชิ้นมาอัปไซเคิลเป็นหัวน้ำซุปปลาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ของเหลือทิ้งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การแปรรูปเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยังช่วยเพิ่มโอกาสในการพาสินค้าไทยไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย
4) สถานะของเทคโนโลยี ?
พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการให้บริการได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อีเมล bbd@biotec.or.th
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอัปไซเคิลน้ำต้มลูกชิ้นเป็น ‘หัวน้ำซุปปลา’ หอมกรุ่น กลมกล่อมสไตล์เอเชีย
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
TAIST-Science Tokyo รับสมัครคัดเลือกบุคคล เพื่อรับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติ ประจำปีการศึกษา 2568
Thailand Advanced Institute of Science and Technology and Tokyo Institute of Technology
(TAIST-Science Tokyo)
ตามที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ รวมถึงหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ “โครงการ TAIST-Science Tokyo” ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยในปีการศึกษา 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรวิจัยและวิศวกรรมทักษะสูงตามความต้องการของประเทศจนถึงขณะนี้ จากการศึกษา 3 หลักสูตร ดังนี้
(more…)
ปฏิทินกิจกรรม
‘Adaptive Education Platform’ ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนรายบุคคล
ปัญหาหนึ่งของระบบการศึกษาไทย คือ การใช้หลักสูตรแกนกลางแบบเดียวกันในการจัดการเรียนการสอนแก่เด็กทั้งประเทศ ขณะที่เด็กมีทักษะพื้นฐานและความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน จึงเกิดปัญหาเด็กเรียนไม่ทันกันในชั้นเรียน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดอ่อนของตนเองอยู่ตรงไหน สุดท้ายเด็กอาจรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้และหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Adaptive Education Platform แพลตฟอร์มให้บริการอีเลิร์นนิง (e-learning) ที่มีฟังก์ชันติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมช่วยแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้แบบอัตโนมัติ
ติดตามการเรียนรู้ ระบุจุดต้องแก้ไข
[caption id="attachment_64357" align="aligncenter" width="750"] ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. เล่าว่า adaptive education หรือการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ผ่านการปรับให้มีความจำเพาะกับผู้เรียนรายบุคคลกำลังเป็นเทรนด์การศึกษาในหลายประเทศชั้นนำ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าจนเอื้อให้นักพัฒนาเทคโนโลยีออกแบบ adaptive education platform รูปแบบต่าง ๆ มาให้บริการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิงแบบรายบุคคล เพื่อวิเคราะห์จุดที่อาจเป็นปัญหาในการเรียนรู้ และแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนหรือควรศึกษาเพิ่มเติมตามหลักคิด adaptive education แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโคชส่วนบุคคลให้แก่ผู้เรียนได้แล้ว ยังเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ครูและอาจารย์ทำงานด้านการติดตามคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ระบบการศึกษาไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพนี้ ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ออกแบบ adaptive education platform เพื่อให้บริการแก่ครูและอาจารย์ในประเทศไทย โดยปัจจุบันภายใต้แพลตฟอร์มนี้มีเทคโนโลยีติดตามกระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบอีเลิร์นนิงที่พร้อมให้บริการแล้ว 3 เทคโนโลยี
“เทคโนโลยีแรกคือ BookRoll เทคโนโลยีติดตามการอ่านเอกสารสื่อการเรียนรู้ที่เป็นไฟล์ PDF เพื่อระบุว่าผู้เรียนใช้เวลาอ่านเนื้อหาส่วนไหนมากเป็นพิเศษ มีการขีดเน้นส่วนสำคัญและส่วนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจไว้ตรงจุดไหนบ้าง เทคโนโลยีที่สอง KidBright Simulator เทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ทักษะโค้ดดิง (coding) ผ่านการฝึกเขียนโค้ดในรูปแบบบล็อก (Blockly) โดยระบบจะติดตามความเร็วในการต่อบล็อกแต่ละส่วน จุดที่นำบล็อกออกแล้วต่อใหม่ รวมถึงช่วยนับจำนวนบล็อกที่ใช้ต่อทั้งหมด ซึ่งการติดตามทั้งหมดนี้จะช่วยประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจเรื่องการเขียนโค้ดของผู้เรียนได้ ส่วนเทคโนโลยีที่สามที่พร้อมให้บริการแล้วคือ Abdul for Education เทคโนโลยีติดตามการตอบคำถามในระบบแชตบอตเพื่อวัดความเข้าใจ ระบบจะติดตามว่าคำตอบที่ผู้เรียนเลือกหรือพิมพ์ตอบนั้นถูกต้องหรือแสดงถึงความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนหรือไม่ ด้วยเครื่องมือทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ออกแบบเนื้อหาทราบถึงปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญได้ทันที และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอเพิ่มเติมด้วย
“หากในอนาคตผู้ออกแบบเนื้อหาจัดทำโครงสร้างของเนื้อหาตลอดหลักสูตรอย่างละเอียดและนำโครงสร้างเหล่านั้นเข้าสู่แพลตฟอร์ม ก็จะเอื้อให้แพลตฟอร์มแนะนำให้ผู้เรียนทราบโดยอัตโนมัติว่าจากปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญควรทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติมเรื่องใด เช่น ผู้เรียนกำลังฝึกทำโจทย์วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง error identification ซึ่งจากการตอบคำถามของผู้เรียนทำให้ระบบพบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่อง past tense และ past perfect tense อย่างมีนัยสำคัญ ระบบก็จะแนะนำเนื้อหาทั้ง 2 ส่วนนี้ให้ผู้เรียนใช้ทบทวนใหม่โดยอัตโนมัติ”
ติดตามง่าย เห็นภาพรวม
ดร.เสาวลักษณ์ เล่าว่า adaptive education platform ผ่านการออกแบบเพื่อช่วยลดเวลาการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบรายบุคคล ดังนั้นระบบทั้งหมดจึงเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อครูหรืออาจารย์นำสื่อการเรียนรู้เข้าสู่แพลตฟอร์ม แล้วส่งลิงก์ของเนื้อหาให้ผู้เรียนทุกคนใช้เข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้ ระบบจะติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคลแบบอัตโนมัติ และสรุปผลการเรียนรู้ให้ทั้งผู้เรียนและผู้จัดการเรียนการสอนทราบทันทีในรูปแบบแดชบอร์ด (dashboard) วิเคราะห์และสรุปผล
“การจัดการเรียนรู้แบบอีเลิร์นนิงผ่าน adaptive education platform นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นเครื่องมือจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เป็นการบ้าน และเป็นโจทย์การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตัวเองนอกเวลาในชั้นเรียน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้สอน ซึ่งจุดเด่นของระบบอีเลิร์นนิงคือ ผู้เรียนใช้ศึกษาหรือทบทวนซ้ำด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา และยังเอื้อให้ผู้เรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้ด้วย”
ปัจจุบันทีมวิจัยเริ่มนำระบบ adaptive education platform ไปทดสอบให้บริการแก่อาจารย์และนักเรียนจำนวน 600 คน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราแล้ว โดยหลักสูตรที่ให้บริการขณะนี้มี 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการฝึกทักษะโค้ดดิ้งโดยทั้งสองหลักสูตรได้รับการสนับสนุนจาก EEC
“นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศไทย เช่น สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและการเรียนให้แก่ครู อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษาไทย โดยทีมวิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยมากที่สุด” ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีนี้ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล ae@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
อว. นำคณะผู้บริหารในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568
1 มกราคม 2568 คณะผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง พร้อมด้วย นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง รักษาการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) และหัวหน้าหน่วยงาน อว. ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ณ พระบรมมหาราชวัง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ฝึกอบรม Advanced Blockchain และ AI Applications in Service Design สำหรับ Royal University of Bhutan เสริมความรู้และพัฒนานวัตกรรม
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (CFA) สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) ได้จัดฝึกอบรมภาคภาษาอังกฤษ Training Course on Future-Ready Skills: Enhancing Technology and Innovation with Advanced Blockchain and AI Applications in Service Design สำหรับคณาจารย์ และบุคลากรจาก College of Science and Technology, Royal University of Bhutan รวมจำนวน 18 ท่าน ระหว่างวันที่ 20-25 ธันวาคม 2567 ณ ชั้น 6 อาคาร สวทช.(โยธี) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาเป็นประธานเปิดการฝึกอบรม
การฝึกอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการออกแบบบริการ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมอบรม โดยมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อสำคัญ ดังนี้
1. Advanced Blockchain ครอบคลุมแนวคิดพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ในระดับองค์กร ความปลอดภัยของข้อมูล การเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) และกรณีศึกษาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงเทคโนโลยี Blockchain โดยตรง มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดเนื้อหาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ผ่านการบรรยาย กรณีศึกษา และ Hands on เข้มข้น ได้แก่
1) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด จาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
2) ดร.ภาสกร ประถมบุตร จาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
3) รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4) ดร.ฉกรรจ์ พราหมณ์แก้ว จาก บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด
5) คุณคเณศ มณีรัตน์ จาก KBTG: Orbix Tech
6) นายแพทย์ เดโชวัต พรมดา จาก BKGI-HealthTAG
7) คุณชาคริต อิ้มพัฒน์ และ คุณ ทาร์ เท็ท จาก บริษัท แอสเซนต์ บิท จำกัด
2. การประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบบริการ เน้นการพัฒนานวัตกรรมบริการ การใช้แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการออกแบบบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ โดยได้รับเกียรติจากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Applications in Service Design ได้แก่
1) ดร.ชูชาติ หฤไชยะศักดิ์ จาก บริษัท เอไอไนน์ จำกัด (Ai9)
2) ทีมกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) นำโดย ดร. เทพชัย ทรัพย์นิธิ, ดร. กริช นาสิงขันธุ์, ดร. ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ และคุณวสันต์ ณ ชัย
ตลอดระยะเวลา 5 วัน ผู้เข้าร่วมอบรมได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่เข้มข้นทั้งในเชิงวิชาการและการนำไปใช้จริง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรของประเทศภูฏานสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ประเทศไทยและราชอาณาจักรภูฏานถือเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งในระดับพระราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน จึงเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเน้นย้ำความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับภูมิภาค
สำหรับการจัดฝึกอบรมภาคภาษาไทยเกี่ยวกับ Blockchain Technology เพื่อคนไทยนั้น สถาบันฯ ได้จัดเตรียมที่จะเปิดหลักสูตรอบรมในเร็ว ๆ นี้
สามารถติดตามข้อมูลหลักสูตรอบรมทั้งหมดของสถาบันฯ ได้ที่ https://www.career4future.com/home/
ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ Email: npd@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย ไบโอเทค ถวายรายงานความก้าวหน้าโครงการเหมืองผาแดง และร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2567 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมด้วยคณะวิจัยจากไบโอเทค ดร.นัฐวุฒิ บุญยืน นางสาวเชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม นางสาวสมฤทัย ใจเย็น และนางสาววรางคณา จันดา ร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดตาก ณ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านพะเด๊ะ หมู่ที่ 4 ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ไบโอเทค สวทช. เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก ผ่าน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) มีงานวิจัยและการทำงานร่วมมือผ่านโครงการ “ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ภายใต้แผนแม่บทและกรอบความร่วมมือระหว่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก และ สวทช. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2565 - 2569) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และนวัตกรรมที่สนับสนุนโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก ในพื้นที่ “เหมืองผาแดง” สำหรับในปีนี้ ทีมวิจัยจากไบโอเทค สวทช. และพันธมิตร ได้ดำเนินโครงการ “การอนุรักษ์ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในพื้นที่เหมืองผาแดง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก ตามโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG”
ในการดำเนินโครงการวิจัยมีความเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจังหวัดตาก รวมถึงสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป อาทิ การสร้างคลังข้อมูลเห็ดกินได้และราแมลง การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย การสร้าง seed ball เพื่อเร่งการงอกของเมล็ดป่าไม้ การผลิตอิฐชีวภาพจากเห็ดราและขยะทางการเกษตร การผลิตกาแฟหมักยีสต์ การผลิตไซเดอร์จากเปลือกผลกาแฟ การใช้จุลินทรีย์หรือชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมโรคพืชและแมลง รวมถึงการส่งเสริมพันธุ์พืช โดยแนะนำพันธุ์มะเขือเทศที่เหมาะสมแก่เกษตรกร
โดยหนึ่งในความก้าวหน้าของผลงานจากโครงการดังกล่าว คือ การรวบรวมข้อมูลเห็ดราและราแมลง จากพื้นที่เหมืองผาแดงและพื้นที่ใกล้เคียงในฐานะพันธมิตรภาคีเครือข่ายของผาแดง ทางคณะวิจัยจากไบโอเทค สวทช. รวบรวมตัวอย่างเห็ดราได้มากกว่า 130 ตัวอย่าง และตัวอย่างราแมลงมากกว่า 200 ตัวอย่าง โดยผลการศึกษาในพื้นที่เหมืองผาแดงก่อนหน้านี้ มีการรายงานการค้นพบเห็ดรากลุ่มย่อยสลายไม้และราแมลงในพื้นที่จากนักวิจัยของ สวทช. ว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกและได้ถูกตีพิมพ์ไปแล้วในวารสารทางวิชาการในระดับนานาชาติ จำนวนทั้งหมด 7 ชนิด ประกอบด้วย 1) Daldinia phadaengensis BBH 47511, 2) Daldinia flavogranulata BBH47510, 3) Pyrenopolyporus laminosus BBH47928, 4) Purpureomyces maesotensis BBH 44500, 5) Pyrenopolyporus bambusicola BBH47923, 6) Pyrenopolyporus cinereopigmentosus BBH47927 และ 7) Pyrenopolyporus macrosporus BBH47924
นอกจากนี้ ในคลังข้อมูลราแมลงของไบโอเทค ยังพบราแมลงที่คาดว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกอีก 3 ชนิดจากพื้นที่เหมืองผาแดง ได้แก่ Metarhizium phadaengense, Metarhizium pseudoniveum และ Ophiocordyceps phadaengense ซึ่งขณะนี้ทีมนักวิจัยอยู่ระหว่างการรวบรวมผลและเตรียมตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ โดยราแมลงที่พบส่วนใหญ่จัดอยู่ในสกุลบิวเวอเรียและเมตาไรเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการจัดการแมลงศัตรูพืชได้หลากหลายชนิด นำไปสู่การต่อยอดทางการเกษตรได้ ดังตัวอย่างในโครงการนี้ซึ่งได้นำเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชด้วยชีวภัณฑ์เผยแพร่สู่พื้นที่ชุมชนชาวจังหวัดตาก ภายใต้ความร่วมมือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เหมืองผาแดง) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ มีแนวทางการดำเนินงาน 3 แนวทาง ดังนี้
1.“สอนให้รู้” ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ด้วยเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรพื้นที่สูงและกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งชาวเผ่าม้ง มูเซอ และลีซอ เน้นสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของสารเคมีเกษตร การป้องกันตนเองและการจัดการของเสียปนเปื้อนสารเคมี แนะนำองค์ความรู้ เสนอทางเลือกโดยใช้ ชีวภัณฑ์เกษตรและการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน โดยดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก มุ่งหมายจัดตั้งศูนย์การผลิตชีวภัณฑ์ราบิวเวอเรีย เมตาไรเซียม และไตรโคเดอร์มา ในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน
2.“ทำให้ดู” การแสดงประสิทธิภาพของการใช้ชีวภัณฑ์ในการจัดการศัตรูพืชเชิงประจักษ์ ผ่านพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงของจังหวัดตาก คือ กาแฟ โดยจัดทำแปลงทดสอบสาธิตการจัดการแปลงกาแฟต้นน้ำ ในพื้นที่ดอยมูเซอและดอยห้วยเหลือง ทำงานร่วมกับเกษตรกร สำรวจประชากรแมลง ทั้งแมลงศัตรูพืช และแมลงที่มีประโยชน์ เช่น แมลงศัตรูธรรมชาติที่คอยกำจัดแมลงร้าย แมลงผสมเกสรต่าง ๆ เป็นต้น ติดตามการปรากฏของโรคพืชต่าง ๆ การศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่และการทดสอบประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์นี้ มีวัตถุประสงค์หลักจะสร้างองค์ความรู้การจัดการสวนกาแฟด้วยชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี อันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์หรือกาแฟปลอดภัย ส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรในพื้นที่ และยังส่งผลดีต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากกาแฟนี้มักจะปลูกร่วมหรือปลูกในพื้นที่ป่าไม้
3.“วางรากฐาน” การอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการเรียนรู้และลงมือทำจริงให้กับเยาวชน และนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถต่อยอดและนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับครอบครัวของตน “จะทำการเกษตรอย่างไรที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือใช้น้อยลง” ซึ่งการจะใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผล อย่างแรกคือต้องวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชได้ คือ โรคร้าย แมลงดี แมลงร้าย เพราะแมลงมีหลายชนิด ตัวไหนดีต้องเก็บไว้ ตัวไหนร้ายต้องรีบควบคุม รวมไปถึงการเชื่อมโยงเรื่องการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำรวจได้ในพื้นที่ผาแดง คือ เรื่องเห็ดราและราแมลง นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้นให้กับนักเรียนโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 เพื่อเป็นศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์อีกหนึ่งแห่งของจังหวัดตากต่อไป
กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานท้องที่นี้ จำเป็นต้องกระทำอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง เพื่อการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญและการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพ การทำการเกษตรปลอดภัย การยกระดับความสามารถของเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะนำไปสู่วิถีชีวิตที่มีกินมีใช้อย่างยั่งยืนปลอดภัยต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘นายกฯ แพทองธาร’ ประกาศ ‘30 บาทรักษาทุกที่ครอบคลุมทั่วไทย 1 ม.ค. 68’ ปี 68 พัฒนาอีก 6 ด้าน สร้างนักบริบาลผู้สูงอายุ 15,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ สวทช. หนุน AMED ตัวช่วยเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพสู่ระบบดิจิทัล
‘นายกฯ แพทองธาร’ คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ เฟส 4 อีก 31 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 ม.ค. 68 เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพคนไทย 100% ประชาชนมี Health ID ประจำตัว รัฐบาลทำสำเร็จใน 1 ปีแรก เปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพสู่ระบบดิจิทัล จาก 30 บาทรักษาทุกโรคสู่ 30 บาทรักษาทุกที่ พร้อมประกาศปี 68 เดินหน้าสร้าง นักบริบาลผู้สูงอายุ จ้างงานในชุมชน 15,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ 50 รพ. 50 เขตในกรุงเทพ ดูแลสุขภาพจิตครบวงจร บำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยติดสารเสพติดกลับสู่สังคม เป็นต้น
(วันที่ 25 ธันวาคม 2567) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 มกราคม 2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หน่วยงานราชการ เครือข่ายประชาชน ภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 200 คน
นางสาวแพทองธาร กล่าวปาฐกถา 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้าว่า วันนี้ 30 บาทรักษาทุกที่ได้เดินทางมาถึงระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่ประชาชนอีก 31 จังหวัด จะได้ใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งทำได้สำเร็จตามเป้าหมายใน 1 ปีแรก เท่ากับว่าเราใช้เวลาประมาณ 2 ทศวรรษ เปลี่ยนจาก 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อ 22 ปีที่แล้ว มาสู่การเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ในวันนี้ ซึ่งเป็นการ Digital Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพสู่ระบบดิจิทัล
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในวันนี้ 30 บาทรักษาทุกที่ได้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนแล้ว 100% ประชาชนทุกคนมี Health ID ประจำตัว ได้รับบริการรักษาพยาบาลที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวตรวจนานที่โรงพยาบาลอีกต่อไป เราใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการแก่ประชาชน เกิดเป็นใบส่งตัวในรูปแบบดิจิทัล การแจ้งเตือนนัดหมอผ่านไลน์ การหาหมอผ่านออนไลน์
การเปิดให้ร้านยาและคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิดูแลประชาชน เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนรับบริการใกล้บ้านตามเวลาราษฎรไม่ใช่เวลาราชการ ผลจากการที่มีทางเลือกใหม่ๆ พบว่าทำให้ประชาชนกว่า 80,000 คนที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน มาใช้ 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ร้านยาและคลินิกเอกชน อีกทั้งการมีนัดหมายออนไลน์ และใบส่งตัวดิจิทัล ได้ช่วยลดระยะเวลารอคอยของประชาชน เพราะไม่ต้องไปรอคิวแต่เช้า การมีระบบไอทีใน 30 บาทรักษาทุกที่ ผลวิจัยพบว่าทำให้ประชาชนในพื้นที่นำร่องมีความรอบรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าพื้นที่อื่น
นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า หลังจากความสำเร็จของ 30 บาทรักษาทุกที่ในปีแรกแล้ว ในปี 2568 นี้ รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุข 6 ด้านดังนี้ 1. ระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ จัดตั้งสถานชีวาภิบาลทั่วประเทศ 2. สร้าง Care Giver หรือนักบริบาลผู้สูงอายุ 15,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชน โดยจะเน้นกลุ่มที่เป็นนักศึกษาจบใหม่และผู้สูงอายุหลังเกษียณเพื่อให้มีงานทำ
เพิ่มความเข้มแข็งการดูแลสุขภาพของประชาชน คัดกรองเร็ว รู้เร็ว รักษาง่าย ปัจจุบันมีชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเองที่ประชาชนใช้แค่บัตรประชาชนไปขอรับได้ที่ร้านยาคือชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในปีนี้จะเพิ่ม ชุดตรวจไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ ป้องกันโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน
การดูแลสุขภาพจิตของคนไทย ด้วยบริการจิตเวชครบวงจรตั้งแต่การป้องกัน รักษา และการให้คำปรึกษาบำบัด ทั้ง ศูนย์ให้ปรึกษาทางจิตเวช และการรับการปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชัน 5. การบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยติดสารเสพติดกลับสู่สังคม และ 6. ขับเคลื่อน 50 โรงพยาบาล 50 เขต เพื่อคนกรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลใกล้บ้านเป็นที่พึ่ง
ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลเพื่อดูแลคนไทยให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน สะดวก รวดเร็ว ใกล้บ้าน ด้วยแนวทาง “30 บาทรักษาทุกที่” กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 เริ่มเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ที่ 4 จังหวัด ระยะที่ 2 เริ่มเมื่อ 1 มีนาคม 2567 เพิ่มเติมอีก 8 จังหวัด และระยะที่ 3 เริ่มเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ขยายอีก 33 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร
รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา 30 บาทรักษาทุกที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนมีความพึงพอใจอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้มีทางเลือกในการรับบริการสุขภาพมากขึ้น นอกจากรับบริการตามขั้นตอนเดิมแล้ว ได้ร่วมกับสภาวิชาชีพทางการแพทย์ เพิ่มหน่วยบริการนวัตกรรมอีก 7 ประเภท โดยขึ้นทะเบียนในระบบแล้วประมาณ 13,000 แห่ง มีประชาชนรับบริการแล้วกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน หรือประมาณ 15 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ยังมี 14 บริการนวัตกรรมทางเลือกใหม่ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล หาหมอผ่านแอปพลิเคชัน รถทันตกรรมเคลื่อนที่ คลินิกเวชกรรมเชิงรุก ตู้ห่วงใย เจาะเลือดที่บ้าน รถรับส่งผู้ป่วย เป็นต้น
ทั้งนี้ภายในงานได้มีการแสดงนวัตกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เช่น หมอพร้อม กระทรวงสาธารณสุข, Health Link โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กระทรวงดิจิทัลฯ, ระบบ AMED โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำนายกรัฐมนตรีและคณะเข้าเยี่ยมชมระบบ AMED ของ สวทช. โดยมี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร. กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. ให้การต้อนรับเยี่ยมชม “แพลตฟอร์มสุขภาพการแพทย์ AMED Care” แพลตฟอร์มด้านสุขภาพการแพทย์ที่ให้บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุข ที่สะดวก รวดเร็ว และใกล้บ้าน
นอกจากนี้ ยังมีระบบ Dent Cloud ทันตแพทยสภา, Krungthai digital health platform โดยธนาคารกรุงไทย และบริการ 30 บาทรักษาทุกที่ แอปพลิเคชันทางรัฐ รวมถึงนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ เช่น ตู้ห่วงใยหรือหมอตู้ หาหมอออนไลน์ แจกชุดตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง และชุดตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีด้วยตนเอง เครื่องล้างไตอัตโนมัติ GPO Life และระบบส่งต่อดิจิทัล เป็นต้น
31 จังหวัดพร้อมให้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ได้แก่ 1.ตาก2.สุโขทัย 3.พิษณุโลก 4.อุตรดิตถ์ 5.ขอนแก่น 6.มหาสารคาม 7.กาฬสินธุ์ 8.มุกดาหาร 9.ยโสธร 10.ศรีษะเกษ 11.อุบลราชธานี 12.สมุทรปราการ 13.ปราจีนบุรี 14.ฉะเชิงเทรา 15.ชลบุรี 16.ระยอง 17.จันทบุรี 18.ตราด 19.กาญจนบุรี 20.สุพรรณบุรี 21.นครปฐม 22.สมุทรสาคร 23.สมุทรสงคราม 24.ราชบุรี 25.ประจวบคีรีขันธ์ 26.ชุมพร 27.ระนอง 28.สุราษฎร์ธานี 29.กระบี่ 30.นครศรีธรรมราช 31.ภูเก็ต
สอบถามเพิ่มเติม
1.สายด่วน สปสช. 1330
2.ช่องทางออนไลน์
ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
• Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. https://www.facebook.com/NHSO.Thailand
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศาลยุติธรรม ร่วมมือ สวทช. นำ AI สนับสนุนภารกิจศาลฯ ลดระยะเวลาการพิจารณาคดี
วันที่ 24 ธันวาคม 2567 สำนักงานศาลยุติธรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนภารกิจศาลยุติธรรม โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการสนับสนุนภารกิจของศาลยุติธรรมในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการพิจารณาคดีและการบริหารงานยุติธรรมให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ T: เปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transformation) โดยมี ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. และนายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ณ อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ
นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ และแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2565 – 2568 ยุทธศาสตร์ T เปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transformation) ซึ่งมีเป้าหมายในการเสริมสร้างการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วยระบบดิจิทัล ผ่านการพัฒนาระบบการใช้เทคโนโลยีที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และบริการจัดการ การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ยังรวมถึงการร่วมกันสนับสนุนและจัดหาคลังข้อมูลเกี่ยวกับศาลยุติธรรมสำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีบทบาทในการเสริมประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสนับสนุนภารกิจและงานต่าง ๆ ของศาลยุติธรรม เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา การเชื่องโยงข้อมูล การสืบค้นข้อมูลคำสั่ง และคำพิพากษาของศาล ควบคู่ไปกับระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า เนคเทค สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรมในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน AI ที่สั่งสมมามากกว่า 20 ปี เนคเทคได้พัฒนาระบบ AI ต่าง ๆ ทั้งการประมวลผลข้อความ/ เสียงพูด, งานด้าน Image Processing, การพัฒนา Chat bot, งานด้านประมวลผลภาษา เช่น NLP, Machine Translation, Word Segmentation, การพัฒนาแพลตฟอร์ม AI for Thai ให้บริการ AI APIs ต่อยอดไปสู่การพัฒนาบริการ/ นวัตกรรม AI มาถึงในปัจจุบันกับการพัฒนา “Pathumma LLM” Generative AI สัญชาติไทยที่สามารถประมวลข้อมูลภาษาไทยได้หลากหลาย ทั้งรูปภาพ เสียง ข้อความ เหล่านี้ก็เป็นตัวอย่างงานวิจัยพัฒนาด้าน AI ที่ทีมวิจัย สั่งสม เพิ่มเติมกันมาอย่างต่อเนื่อง
เนคเทค สวทช. ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะเลขานุการร่วม ในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในมิติต่าง ๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับศาลยุติธรรมในครั้งนี้ เนคเทค สวทช. จะได้นำองค์ความรู้ และงานวิจัยทางด้าน AI มาใช้ในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการสนับสนุนภารกิจหลักของศาลยุติธรรม ได้แก่ ระบบช่วยร่างคำฟ้อง, ระบบค้นหาและเข้าถึงข้อมูลในวิดีโอ, ระบบถาม – ตอบข้อมูลของศาล, ระบบถอดความการพิจารณาคดี onsite และ online, ระบบแนะนำกระบวนการดำเนินการในศาล, ระบบสืบค้นข้อมูลทางวิชาการผ่านระบบ RAG (Retrieval Augmented Generation) ระบบเปลี่ยนแปลงข้อมูลภาพให้เป็นตัวอักษร (Optical Character Recognition : OCR) และระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อื่น ๆ สำหรับสนับสนุนภารกิจงานของศาลยุติธรรม
นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ยังวางแผนร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรมในการสนับสนุนและจัดการคลังข้อมูลเกี่ยวกับศาลยุติธรรม เพื่อพัฒนา AI ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน รวมถึงความร่วมมือครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรจากทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลวิชาการและประสบการณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบงานและเสริมสร้างศักยภาพก่อให้เกิดประโยชน์ของแต่ละหน่วยงานต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA) จัดกิจกรรมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มหน่วยงานภาคอุตสาหกรรม (Focus Group: Industrial Sector) หนุนการขับเคลื่อนโครงการ TCCA และการประยุกต์ใช้ CCUS Technology ในภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อส่งเสริมนโยบาย Carbon Neutrality และ Net zero emission
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องพระพรหม ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้โครงการการจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย หรือ Thailand CCUS Alliance (TCCA) สนับสนุนโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนา สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มหน่วยงานภาคเอกชนและอุตสาหกรรม โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง คือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing Session) ในช่วงเช้า และกิจกรรมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มหน่วยงานภาคเอกชนและอุตสาหกรรม (Focus Group Meeting) ในช่วงบ่าย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานให้ทุน ทั่วประเทศรวม 46 หน่วยงาน/บริษัท จำนวน 123 คน
ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติทำหน้าที่ประธานดำเนินรายการในช่วงประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาคอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ
คุณศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมในช่วง Knowledge Sharing Session โดยวิทยากรทั้ง 3 ท่าน ทั้งจากภาคการศึกษา และภาครัฐ ประกอบด้วย
ศ. ดร.วรงค์ ปวราจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สส.)
คุณศิริพร ภาวิขัมภ์ หัวหน้ากลุ่มงานการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC)
ภายใต้การดำเนินกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาคอุตสาหกรรม ยังได้มีการนำเสนอผลและแผนการดำเนินงานของโครงการ TCCA โดย ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ หัวหน้าโครงการ และผู้แทนคณะทำงานฯ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ร่วมด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อคิดเห็นร่วมกับภาคอุตสาหกรรม นำโดยผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาของโครงการ TCCA ประกอบด้วย ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มเศษฐกิจหมุนเวียน บพข.
กิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างระบบและกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งในรูปแบบภาคี เครือข่าย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา ที่มีพันธกิจร่วมในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ด้าน Carbon capture, utilization and storage (CCUS) เพื่อลดการปล่อย CO2 ตามเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศไทย โดยเน้นรับฟังสถานภาพด้านการประยุกต์ใช้ CCUS Technology และความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ภายใต้กิจกรรม มีการนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานด้านแผนนโยบายและการพัฒนาเทคโนโลยี CCUS โดยตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมแต่ละบริษัท อาทิเช่น CO2 capture Utilization Without Hydrogen, CO2 VSA Technology, Blue Hydrogen and Blue Ammonia, CO2 Storage: Saline Aquifer Carbon offset with projects or credits เป็นต้น ตลอดจนโอกาสในการร่วมขับเคลื่อนเครือข่าย TCCA และความต้องการให้เครือข่าย TCCA ส่งเสริมหรือสนับสนุนการดำเนินงาน รวมทั้งความต้องการการสนับสนุนด้านประสานงานกับหน่วยงานด้าน CCUS กับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จากการประชุม มีข้อสรุปสำคัญ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเครือข่าย TCCA ได้แก่ 1.บทบาทของภาคอุตสาหกรรมในการรวมกลุ่มผลัดดันเทคโนโลยีด้าน CCUS และการเป็นแหล่งให้ความรู้ หรือ site visit เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับภาครัฐและภาคการศึกษา 2.บทบาทในการดำเนินงานด้านแผนนโยบายในการผลักดัน CCUS Technology รวมถึงการหา Solution และ Model ที่เหมาะสมให้กับประเทศไทย 3.แนวทางการขอรับทุนด้าน CCUS Technology และ Industrial Decarbonization จากในและต่างประเทศ โดยการบูรณาการความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา-สถาบันวิจัย
ทั้งนี้คณะทำงานโครงการมีแผนจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ร่วมกันทั้ง 3 กลุ่ม (หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม) อีกครั้ง เพื่อตกผลึกข้อมูลและข้อคิดเห็นให้คมชัด และครอบคลุมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานรวมทั้งวางแผนการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใต้โครงการ TCCA เพื่อส่งมอบผลงานให้ได้ตามเป้าหมายของโครงการ ในลำดับต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนตุลาคม 2567
ข่าว
ETDA ร่วมกับ สวทช. ขับเคลื่อนความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI อย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 2 ชี้การประยุกต์ใช้ AI ของประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง
“ศุภมาส” ร่วมเวทีวิทยาศาสตร์โลก STS forum 2024 ชู “คน” ขับเคลื่อนนิเวศนวัตกรรมหนุนวิจัย ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
‘ศุภมาส’ นำผู้บริหารและคณาจารย์เยือนและเจรจากระชับความร่วมมือโครงการ TAIST-Science Tokyo ณ ประเทศญี่ปุ่น
ปลัด อว. นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567
ผู้บริหาร อว. เยือน Haneda Innovation City และเจรจาความร่วมมือกับเมืองโอตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม
‘ศุภมาส’ นำคณะผู้บริหารกระทรวง อว. ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง
สพฉ. ผนึก ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลเพื่อการแพทย์ฉุกเฉิน
นักวิจัย นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น 2567”
ผู้ช่วย รัฐมนตรี อว. เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2567
กทม. ผนึกกำลัง สวทช. สสวท. พัฒนาเยาวชน ในโรงเรียนภาษาที่สาม สู่นวัตกรยุค 4.0 ด้วย Digital Innovation Maker space นำร่องพื้นที่กรุงเทพมหานคร
สวทช.- ธ.ก.ส. จับมือขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ในพื้นที่จังหวัดยโสธร ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต
2 ปี ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เดินหน้าครบทุกมิติ พัฒนาคน สร้างนวัตกรรมหนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ประเทศ
เนคเทค สวทช. คว้า 2 รางวัล ผลิตภัณฑ์และบริการในภาคอุตสาหกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประจำปี 2567
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. คว้า “ทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทยเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2567
Download เอกสารฉบับเต็ม (4.5 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
เปลี่ยนเกมส์การตลาดของคุณ ด้วย AI Marketing ผู้ช่วยอัจฉริยะ
📢หากคุณพร้อมเรียนรู้ 📈และอยากเติบโต ในโลกตลาดออนไลน์ 🧑🏻💻
✨หลักสูตร เปลี่ยนเกมส์การตลาดของคุณ ด้วย 🧠 AI Marketing ผู้ช่วยอัจฉริยะ⚙️
จะช่วยให้คุณเข้าถึงแก่นของ 🧠 AI Marketing อย่างตรงประเด็น✨
.
🎯Key Highlights
✅️ รู้ลึก รู้จริง กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ฉบับใช้จริง
✅️ รู้ลึก รู้จริง รูปแบบและไอเดียการทำคอนเทนต์
✅️ รู้ลึก รู้จริง กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจ
✅️ ใช้ AI ให้เป็น เพื่อเพิ่มยอดขาย กำไรปังๆ
✅️ Workshop การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
✅️ สร้าง Slide นำเสนอง่ายๆ อย่างไวใน 3 นาที
.
📅 วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568
🕤 เวลา 09.00 – 16.30 น.
📍ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ ถนนราชปรารภ แขวงประตูน้ำ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
.
🚩ค่าลงทะเบียน
🤵🏻บุคคลทั่วไป, หน่วยงานเอกชน, มหาวิทยาลัยเอกชน, สมาคม, มูลนิธิ
ราคา 6,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
🤵🏻♀️บุคลากรหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ธุรกิจซึ่งไม่แสวงหากำไร, มหาวิทยาลัยภาครัฐ
ราคา 6,074.77 บาท (ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
.
👉ดูรายละเอียดได้ที่: https://www.career4future.com/aimkt/
📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81889 (คุณอริสรา)
📧 e-Mail : bas@nstda.or.th
...
ทำความรู้จัก สวทช. เพิ่มเติมได้ที่
Website: https://www.nstda.or.th
YouTube: https://www.youtube.com/@nstda
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/nstda/
Instagram: https://www.instagram.com/nstdathailand/
Twitter: https://twitter.com/nstdathailand
LINE OA: https://lin.ee/5LjT9Ny
TikTok: https://www.tiktok.com/@nstdathailand
ปฏิทินกิจกรรม


