หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
3 องค์กร ร่วมผลักดันสร้างมาตรฐานคาร์บอนกลาง อาเซียน
สวทช. (NSTDA) และ กรีนสแตนดาร์ด (GSD) ผนึกกำลัง เอซีไอ (ACI) องค์กรมาตรฐานคาร์บอนจากประเทศสิงคโปร์ เตรียมร่วมมือ สร้างมาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน พร้อมเทคโนโลยีการลดคาร์บอนและกรรมวิธีขั้นตอนคำนวนคาร์บอนกลางของอาเซียนร่วมกัน โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พร้อมให้การสนับสนุน ภายใต้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คุณวิชัย ทองแตง ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างการทำงานร่วมกัน การต่อยอดกัน ขององค์กรหลายองค์กรให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าประสงค์ของภูมิภาคอาเซียน 16 พฤษภาคม 2567 - กรุงเทพฯ - กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ร่วมกับ บริษัท กรีนสแตนดาร์ด จำกัด หรือ GSD และ Asia Carbon Institute หรือ ACI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเตรียมสร้าง "มาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน" ให้สอดคล้องกับลักษณะจำเพาะเจาะจงของภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติและระบบนิเวศเฉพาะตน มีลักษณะการทำการเกษตรและปศุสัตว์ที่แตกต่าง ความหลากหลายของภาคอุตสาหกรรมเฉพาะตัว รวมทั้งมีภาคการท่องเที่ยวและภาคสาธารณสุขที่มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะในภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีลดคาร์บอนของตนในรูปแบบเฉพาะตัวของภูมิภาค ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยนาย จอห์น โล (John Lo) ประธานและผู้ก่อตั้ง Asia Carbon Institute หรือ ACI และ ดร. ก้องเกียรติ สุริเย ประธานบริหาร บริษัท กรีนสแตนดาร์ด ร่วมลงนามในครั้งนี้ โดย สวทช. เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างมาตรฐานกรรมวิธีขั้นตอนลดคาร์บอนกลางของอาเซียน และมี ACI ที่ทำงานร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นมาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน เพื่อรองรับโครงการลดคาร์บอนระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค ภายใต้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีและขยายผลสู่การผลิตเชิงพานิชย์ของ กรีนสแตนดาร์ด (GSD) ทั้งนี้การร่วมลงนามข้อตกลงดังกล่าวได้รับเกียรติจาก คุณวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ความร่วมมือมาตรฐานคาร์บอนกลางของเอเชีย พร้อมด้วย ดร. พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อบก. ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ในงาน และเป็นที่ปรึกษาในความร่วมมือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดรับสมัคร ! AI Thailand Hackathon 2024 : EP1 – AI Cooking
เปิดรับสมัคร ! AI Thailand Hackathon 2024 : EP1 - AI Cooking ชวนเหล่า Dev AI ทั่วฟ้าเมืองไทย รังสรรค์วัตถุดิบจากคลัง Corpus สู่นวัตกรรม AI ให้จึ้งใจกรรมการ ในการแข่งชัน AI Thailand Hackathon 2024 : EP.1 - AI Cooking ที่ขอเชิญชวนนักพัฒนา AI ทั่วประเทศ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ มารับบทเชฟ นำวัตถุดิบจาก ชุดคลังข้อมูล (Corpus) ใส่ไอเดียสร้างสรรค์ ปรุงออกมาเป็น AI Model ต่อยอดให้เกิดผลงานนวัตกรรม AI ในโจทย์สุดท้าทายทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ภาพ ภาษา เสียง และ Prompt Engineer ชิงเงินรางวัล รวมมูลค่า 245,000 บาท พร้อมโอกาสดีในการใช้งาน "Lanta" เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของไทย ที่ 1 ในอาเซียน จาก ThaiSC สวทช. อีกด้วย . เปิดรับสมัครแล้ว วันนี้ - 7 มิ.ย. 2567 คุณสมบัติผู้สมัคร: รับหมดไม่สนว่าคุณเป็นใคร ถ้ามั่นใจว่า ‘ทำถึง’ ก็สมัครเลย   สนใจอย่ารอช้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครได้ที่ > https://ai-cooking.hackathon2024.ai.in.th/
ปฏิทินกิจกรรม
 
เนคเทค สวทช. จัดรวมพลคน KidBright ครั้งที่ 5 ภายใต้แนวคิด Edge AI หนุน ‘นักนวัตกร’ เรียนรู้ตลอดชีวิต ขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน
(วันที่ 20 พฤษภาคม 2567) ณ ห้อง SD-601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย                                         จ.ปทุมธานี: สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดงาน “รวมพลคน KidBright” KidBright Developer Conference 2024 (KDC24) ครั้งที่ 5 ภายใต้แนวคิด: Edge AI การผสมผสานความสามารถของการประมวลผล Edge Computing กับปัญญาประดิษฐ์เข้าด้วยกัน โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.     ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช.         ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เนคเทค สวทช. เข้าร่วมงานกิจกรรม ทั้งนี้การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และได้รับเกียรติจาก สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC). ศูนย์ประสานงานเครือค่าย KidBright ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมประสานเครือข่ายโรงเรียน ครู นักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม [caption id="attachment_56709" align="aligncenter" width="2048"] ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์[/caption] ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า KidBright Education Platform เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสอนเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิดเชิงตรรกะ การคิดเชิงวิเคราะห์ ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดสู่การเป็นนวัตกร ซึ่ง สวทช. โดยทีมวิจัยเนคเทค ไม่เคยหยุดการพัฒนาและต่อยอดผลงานวิจัยจนมาเป็น บอร์ด“KidBright μAI” (คิดไบร์ทไมโครเอไอ)  ซึ่งเป็นบอร์ดที่ตอบโจทย์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาโจทย์จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนากระบวนการคิดต่าง ๆ อันได้แก่ การคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญแห่งอนาคต ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” และตอบโจทย์แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) ที่มีกระทรวง อว. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการฯ ของคณะกรรมการแผนปฏิบัติการนี้ “ KidBright Education Platform ภายใต้ concept อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ผ่านKidBright Platform ที่ออกแบบให้สามารถเรียนรู้ได้ทั้งแบบ Online และ Onsite  ทำให้มีนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้ามาใช้ KidBright Education Platform ไม่ต่ำ 6,000 แห่ง สร้างครูผู้สอนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ซึ่งครูผู้สอนเหล่านั้นได้นำ KidBright Simulator ไปใช้เป็นเครื่องมือสอนโค้ดดิ้งให้กับนักเรียน เกิดการเข้าใช้งาน KidBright Simulator ไม่ต่ำกว่า 60,000 แอคเซส สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับในปี 2567 ทีมวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการสอนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชนในโรงเรียน โดยเฉพาะเทคโนโลยี Edge AI ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ และการประมวลผลร่วมกับอุปกรณ์เอดจ์ เช่น สมาร์ทโฟน เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับสนับสนุนให้นักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Edge AI ผ่าน บอร์ด“KidBright μAI” (คิดไบร์ทไมโครเอไอ)  ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับส่งเสริมการเรียนรู้โค้ดดิ้ง อินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ ในรูปแบบสะเต็มศึกษา บนบอร์ดได้ติดตั้งจอแสดงผล ไมโครโฟน เซนเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกผ่านการสื่อสารไร้สาย หรือ WiFi ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงชุดคำสั่งแบบบล็อกเพื่อควบคุมการทำงานของบอร์ดผ่าน KidBright μAI IDE (คิดไบร์ทไมโครไอดีอี) ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นระบบอัตโนมัติที่มีการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบเรียลไทม์ได้          อย่างไรก็ดี KidBright Education Platform ถือเป็นการส่งเสริมการให้บริการทางการศึกษาในรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในการส่งเสริมการเรียนเทคโนโลยีสมัยใหม่ในโรงเรียนด้วยนวัตกรรม ที่พัฒนาโดย สวทช. แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์จริงในการพัฒนาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับทุกช่วงการศึกษาตั้งแต่ในระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา รวมถึงกลุ่มอาชีวะ ที่สำคัญเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพแห่งอนาคต ผ่านกิจกรรมความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งนักพัฒนาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับรูปแบบการเรียนให้ทันสมัย เกิดการพัฒนาและสร้างนักนวัตกรที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะที่จำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป [caption id="attachment_56710" align="aligncenter" width="2560"] ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย[/caption]          ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน STEM Education เป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้ยุคใหม่ เพราะดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้เร็วมาก ซึ่ง KidBright μAI” (คิดไบร์ทไมโครเอไอ) ถือเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้Coding และ AI ในรูปแบบสะเต็มศึกษา โดยจุดเด่นของ KidBright μAI อาทิ มีเซนเซอร์หลายชนิด สามารถใส่โค้ดอีกหลายชนิดเข้าไปได้ เป็นต้น ดังนั้นความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์มีหลายด้านอยู่ที่ผู้เรียนจะจินตนาการเพิ่มเพิ่มความสามารถของบอร์ดเข้าไป เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาโจทย์จริงในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือเป็นการช่วยเสริม การคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ให้กับนักนวัตกรไทย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ร่วมกับ ไบโอเทค สวทช. จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน
(20 พฤษภาคม 2567) ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) : การประชุมระดับสูงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจโอกาสในภาคเศรษฐกิจชีวภาพและกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนของภูมิภาคไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตร-อาหาร การประชุมรูปแบบไฮบริดนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 พ.ค. 2567 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี โรเบิร์ต ซิมป์สัน Regional Programme Leader ผู้แทนจาก FAO Illias Animon ผู้แทนจาก FAO พร้อมกับ ดร. กาญจนา วานิชกร Director of Sectoral Development สำนักเลขาธิการอาเซียน ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร. รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมงาน งานประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสมากกว่า 160 รายจากประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม การอภิปรายมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพในภาคอาหารและเกษตรกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งผลักดันกิจกรรมและความคิดริเริ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง ในระหว่างการประชุมในวันแรก ที่ประชุมได้รับฟังและอภิปรายถึงบทบาทวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ถือเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพและยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับมือและแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก โดย  โรเบิร์ต ซิมป์สัน Regional Programme Leader ผู้แทนจาก FAO กล่าวในช่วงพิธีเปิดงานว่า "เราจำเป็นต้องสนับสนุนเศรษฐกิจชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มและกระจายรายได้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร เส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพต่อจากนี้ควรรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวมวลที่มีอยู่ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลที่ปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ และเพิ่มการผลิตชีวมวลอย่างยั่งยืน” ดร. กาญจนา วานิชกร Director of Sectoral Development สำนักเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่าเศรษฐกิจชีวภาพมีศักยภาพที่จะปฏิวัติระบบการเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ดร.กาญจนายังได้ร่วมแชร์เกี่ยวกับนโยบายและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพของอาเซียน เช่น ยุทธศาสตร์ความเป็นกลางคาร์บอนของอาเซียน กรอบนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนของอาเซียน กรอบเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ของอาเซียน และแผนปฏิบัติการเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนในอาเซียน ด้าน ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการใช้เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) หรือโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตที่เป็นฐานการผลิตเดิม เช่น เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ด้าน ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่าการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปยกระดับผลิตภาพของผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่อยู่ที่ฐานของปิรามิด ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการที่จะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็งรวมถึงการขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ Illias Animon ผู้แทนจาก FAO ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านเศรษฐกิจชีวภาพสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพันธมิตรด้านเศรษฐกิจชีวภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย FAO เป็นหน่วยงานแรกและแห่งเดียวในสหประชาชาติที่ยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพให้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ (strategic priority) กิจกรรมการประชุมระดับสูงนี้ถือเป็นกิจกรรมแรกในชุดกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และอภิปรายเกี่ยวกับการก้าวไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อขยายขนาด (up-scale) เศรษฐกิจชีวภาพในภูมิภาค ซึ่งชุดกิจกรรมนี้รวมถึงการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจชีวภาพระดับภูมิภาคในปี 2568 ที่ FAO อยู่ในระหว่างการหารือกับพันธมิตรในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Workshop ติดปีกสินค้าไทย สู่เวทีโลกด้วย Export tool
📌เชิญชวนผู้ประกอบการที่กำลังมองหาเทคนิคใหม่ๆในการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดนานาชาติ เข้าร่วม Workshop ▪️▪️✈️ ติดปีกสินค้าไทย สู่เวทีโลกด้วย Export tool 💫 ▪️▪️ ภายในงาน ท่านจะได้ ✔️เรียนรู้การใช้เครื่องมือค้นหา data ด้านการนำเข้าส่งออกที่เป็นประโยชน์จากทั่วทุกมุมโลกจาก International Trade Center ✔️เจาะหาประเทศกลุ่มเป้าหมายและค้นหาลูกค้าในตลาดต่างประเทศได้อย่างแม่นยำ 📌พบกับการบรรยายและ Workshop หัวข้อ ▪️“การเตรียมตัวเพื่อส่งออกสินค้าไทยไปยังต่างประเทศ” ▫️โดย คุณปรีชา ชัยชาญชีพ ที่ปรึกษา ด้านการส่งออก บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ▪️ “เรียนรู้ 3 Tools ตัวช่วยสำหรับการส่งออกสินค้า (Trade Map, Export Potential Map, Global Trade Helpdesk)” ▫️โดย คุณธนชัยพงศ์ เอี่ยมสุข ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี 📆 วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 - 16.00 น. 📍Google Thailand 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้นที่ 16 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 📌ลงทะเบียน 👉🏻 https://forms.gle/Ss1B72ef4axZh8He7
ปฏิทินกิจกรรม
 
7 หน่วยงาน ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาค
(วันที่ 17 พฤษภาคม 2567) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมมือกับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน โดยมีผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม Auditorium เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำนักงานใหญ่ วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยง ประสานงานกันเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนานวัตกรรมการบินควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรระดับอุดมศึกษา หวังปั้นเป็นศูนย์กลางด้านการบินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Hub of Aviation) เพื่อสอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สอดรับกับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้เน้นย้ำเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Hub) ของภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) และศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub) ได้อีกด้วย การร่วมมือกันครั้งนี้จะมีการพัฒนานวัตกรรมและพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูง และจะมีการ Spill-over ออกมาในอุตสาหกรรมการบิน (Aviation) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Aviation Hub ที่มีนวัตกรรมที่ใช้ Local content ในประเทศ และสร้างผลกระทบ (Impact) สูงมาก โดย สอวช. บพข. และ บพค. จะทำงานร่วมกันผ่านโครงการ Project lead the way เพื่อพัฒนาวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงสองกลุ่ม คือ กลุ่มวิศวกร และกลุ่มที่ Spinoff ในรูปแบบบริษัท (Corporate) ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพื่อผลิตเทคโนโลยีให้กับ บวท. และต่างประเทศ โดยเป้าหมายของ Aviation Hub จะต้องมีนวัตกรรมที่เป็นของคนไทย สร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise: IDE) และสร้างบุคลากรสมรรถนะสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินต่อไป ดร. วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า EECi อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งใน โครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 สำหรับการเข้าร่วมเป็นภาคีของบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรวิจัยของ สวทช. ได้เข้าร่วมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการบิน สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรม อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านการขยายผลงานวิจัย (Translational Research Infrastructure) ภายใน EECi เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน ยกตัวอย่างเช่น Testbed สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่อยู่ภายในศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สนามทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Sandbox) และพื้นที่ภายในกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ EECi ที่จะสามารถช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านการบินให้รุดหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ให้เป็นศูนย์กลางทางการบินและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ดร. ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรร่วมสร้างนวัตกรรมด้านการบิน เช่น นวัตกรรมการบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management Innovation) นวัตกรรมสำหรับการปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยาน (Airport Operations Innovation) นวัตกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Aircraft Innovation) และนวัตกรรมการจัดการอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Traffic Management Innovation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ความสอดคล้องตามความต้องการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในพัฒนาบุคลากรมืออาชีพให้พร้อมปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวเนื่องในอนาคต (Next Generation of Aviation Professional: NGAP) และการยกระดับความสามารถในกิจการบิน รวมทั้งรองรับเป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป รองศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง บพข. พร้อมที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดการในมิติที่สำคัญ เช่น Stakeholder engagement/ Empowerment, Risk and change management และการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้เกิดความสำเร็จตามระดับ Technology Readiness Level (TRL) ที่คาดหวัง และเกิดการต่อยอดต้นแบบนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ (Innovation Utilization) ในธุรกิจการบิน หรือการขยายผลผ่านการจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมการบินแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านนวัตกรรมของผู้ร่วมโครงการ ทั้งภาคสถาบันอุดมศึกษา ภาควิชาการ ภาควิจัย และภาคเอกชน ผ่านการปฏิบัติจริง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบินที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินของประเทศต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวว่า "การสานพลังความร่วมมือในการลงนาม MOU ครั้งนี้ นับว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินของประเทศที่จะเป็นการยกระดับทักษะและสมรรถนะเฉพาะบุคคลให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมการเดินอากาศ การจราจรทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรีอนระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะใหม่ (New Skillset) ความสามารถที่ตรงตามความต้องการของภาคผู้ใช้ (Demand-driven) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นทัดเทียมในระดับสากลได้ โดย บพค. จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านการบินมุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงสนับสนุนการสร้างทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ บพค. มองว่าการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสมรรถนะสูงให้มีทักษะใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในอนาคต” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนความร่วมมือว่าด้วยเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน หรือ NGAP-Digital transformation เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบาย ส.อ.ท. ภายใต้ ONE FTI ที่จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) ซึ่งประกอบไปด้วย 46 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 5 สภาอุตสาหกรรมภาค เพื่อให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-GEN Industries) โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ ส.อ.ท. ขับเคลื่อน คือ อุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน ส.อ.ท. มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน จากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมสู่การขยายผลกลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ให้สามารถต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ด้าน Upskill และ Reskill เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน ส.อ.ท. มีแผนจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโต ผ่านกลไกการดำเนินงานของ Cluster of FTI Future Mobility-ONE (CFM-ONE) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ EEC รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มส.อ.ท. อาทิ FTI Academy และสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ เพื่อยกระดับให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มพูนทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับ Future Skill กับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งจะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดโลก นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สถาบันพร้อมให้ความร่วมมือและร่วมพัฒนาบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงด้วยกลไกการพัฒนาและรับรองสมรรถนะของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการบินในมิติส่งเสริมสมรรถนะที่ทำให้การประกอบอาชีพก้าวสู่การแข่งขันของเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้าน Digital Skill ตามภารกิจหลักของสถาบัน โดยการรับรองทักษะที่เป็นสมรรถนะสูงสำหรับการเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Data Analytic, Data Science, Data Engineer เป็นต้น จะสามารถตอบโจทย์การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Technology) ในอุตสาหกรรมการบินด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้กิจการการบินมีผู้ปฏิบัติงานที่มีสมรรถนะสูง ขณะเดียวกันด้วยแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem Platform จะสามารถทำให้บุคลากรเข้าถึงการพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นและได้รับการส่งเสริมในอาชีพจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ สามารถสั่งสมสมรรถนะด้วยระบบ Competency Credit Bank โดยการส่งเสริมให้มีการต่อยอดสู่การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพในอาชีพที่มีสมรรถนะสูงของ สคช. อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากรด้านการบิน ตลอดจนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ พัฒนาให้เกิดมหานครการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สัมมนา “โอกาสและความท้าทายของการขยายตลาดในประเทศ CLMV สำหรับธุรกิจนวัตกรรม และ DeepTech”
🎯ไม่อยากตกเทรนด์ ห้ามพลาด! กับกิจกรรมดีๆ ของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ในงานสัมมนา "โอกาสและความท้าทายของการขยายตลาดในประเทศ CLMV สำหรับธุรกิจนวัตกรรม และ DeepTech” ฟรี....จำนวนจำกัด . 🗓️วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567 ⏰เวลา 13.00-16.00 น. 📍ณ ศูนย์ Connex อาคาร 19 (INC2) Tower D ชั้น 1 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย . *️⃣พบกับ 5 กูรูที่จะพาคุณเจาะลึกการเข้าถึงตลาด CLMV และกลยุทธ์การทำ Online Marketing Solution ให้โดนใจลูกค้า โดย..... 🔹คุณวรมินทร์ ถาวราภา รองผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรและสำนักงานผู้แทน EXIM BANK - โอกาสและความท้าทายในการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศ CLMV 🔹คุณนันทพัชร ณ สงขลา Business Development Manager จาก FDI Accounting and Advisory Co., Ltd - ก่อนบุกตลาด CLMV สิ่งที่ต้องเตรียมตัวและข้อควรระวัง - เทรนด์ที่น่าจับตามองและโอกาสเติบโตในตลาด CLMV เจาะลึกในแต่ละประเทศ 🔹คุณภูคณิศา ธนัชปิติโชติ กรรมการผู้จัดการ ทวีกิจทรัพย์เพิ่มพูล -หาคู่ค้า Distributor ผู้นำเข้าผ่าน Online Marketing แบบง่าย ๆ -การใช้ FB Ads ในการหาลูกค้าและคู่ค้าในกลุ่มประทศ CLMV 🔹 คุณนาวิก นำเสียง และ คุณพีรยุทธ ย่องซื่อ บริษัท Sundae Solutions Co., Ltd. -Al ตัวช่วยในการบุกตลาด CLMV การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้ข้อจำกัด - ด้วย Generative Al และการตลาด Omnichannel - ถึงจะต่างภาษาแต่เราก็ chat กับลูกค้าได้ . งานนี้เหมาะสำหรับ ✅ เจ้าของธุรกิจนวัตกรรม ✅ ผู้บริหารธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ✅ Deep Tech startups ✅ นักการตลาดที่มีความต้องการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน . 🔍 ค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเองว่า..... ❓ ธุรกิจคุณพร้อมหรือยังกับการขยายไปในประเทศ CLMV ❓ ประเทศไหนเหมาะกับสินค้า หรือบริการในแบบใด 👍 ลงทะเบียนร่วมงานฟรีที่ https://www.nstda.or.th/r/IHXAb (รับจำนวนจำกัด) 🎉พิเศษสุด...ผู้เข้าร่วมงานสัมมนานี้ กับกิจกรรม Networking ใกล้ชิดกับวิทยากร พูดคุยแบบกันเอง เยี่ยมชมบูธ พร้อมรับสิทธิ์ส่วนลดสุด exclusive เฉพาะงานนี้เท่านั้น!!! ✨ให้คำปรึกษาธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ ✨ พร้อมรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับสินเชื่อ เพื่อการส่งออกแก่ผู้ประกอบการไทยจาก EXIM Bank ✨ ส่วนลด 15% เมื่อใช้บริการจาก FDI ✨ส่วนลด 10% คอร์สเรียนส่งออกออนไลน์ในประเทศ CLMV พร้อมบริการให้คำปรึกษาการตลาดออนไลน์ และซื้อโฆษณา Facebook ในไทยและกลุ่ม CLMV ✨ส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับ Freshchat และ Freshsales Suite Solutions พร้อมฟรี training การใช้งาน 1 วัน . สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ดร. ประภัสสร (หนิง) ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม 📞 081 854 1844 📧 bcd@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
แกะกล่องงานวิจัย : โปรแกรม ‘ช่วยวิเคราะห์เลือกคู่ผสมสัตว์’ ลดเสี่ยงสูญพันธุ์
  📌  1) เกี่ยวกับอะไร ? เนื่องในวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันความหลากหลายทางชีวภาพ (International day of biological diversity) สวทช. จึงขอนำเสนอผลงานการวิจัยโปรแกรมช่วยเลือกคู่ผสมพันธุ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อเลี่ยงการผสมภายในเครือญาติหรือ ‘เลือดชิด’ ลดความเสี่ยงการได้รับลักษณะอ่อนแอหรือโรคทางพันธุกรรรมจากพ่อและแม่ โดยโปรแกรมนี้มีศักยภาพในการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึงระดับประชากร จึงใช้สนับสนุนการดำเนินงานด้านอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการคงสภาพการอยู่รอดด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนา ไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโปรแกรมช่วยเลือกคู่ผสม #ละมั่งสายพันธุ์ไทยที่มีสถานะเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เป็นลำดับแรก เพราะในอดีตละมั่งเคยมีสถานภาพสูญพันธุ์จากป่าธรรมชาติของประเทศไทยไปแล้ว แต่ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันเพาะเลี้ยงและนำปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ปัจจุบันจึงยังคงมีละมั่งพันธุ์ไทยและลูกผสมระหว่างละมั่งพันธุ์ไทยและพันธุ์เมียนมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนประชากรที่ยังคงเหลือน้อยในระดับวิกฤตผู้ดูแลจึงยังต้องระมัดระวังเรื่องการผสมพันธุ์อยู่เสมอ จากความสำเร็จในการเลือกคู่ผสมละมั่งพันธุ์ไทย นักวิจัยได้ขยายการดำเนินงานสู่การประยุกต์ใช้กับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่นที่มีสถานะวิกฤตไม่ต่างกันเรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น พญาแร้ง เสือลายเมฆ เก้งหม้อ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์   📌   2) ดีอย่างไร ? โปรแกรมช่วยเลือกคู่ผสมสัตว์ทำงานโดยการวิเคราะห์ความคล้ายคลึงของจีโนไทป์ (genotype) ที่ได้จากสัตว์แต่ละตัวจำนวน 30,000 ตำแหน่ง โดยโปรแกรมจะนำเสนอค่าความแตกต่างของจีโนไทป์ทุกคู่ในรูปแบบตารางที่อ่านผลได้ง่าย เพื่อให้สัตวแพย์ประเมินความ ‘เลือดชิด’ หรือ ‘พันธุกรรมที่มีความแตกต่างกันน้อย’ ได้โดยสะดวก สามารถเลือกพ่อและแม่พันธุ์ที่มีความเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้โปรแกรมยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ได้อีก 2 ด้าน ด้านแรกคือการวิเคราะห์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่าเป็นพันธุ์แท้หรือลูกผสม เพื่อใช้ยืนยันจำนวนประชากรและวางแผนอนุรักษ์ตามสายพันธุ์ ด้านที่สองคือการสืบย้อนหาเครือญาติของสิ่งมีชีวิตโดยการสร้างแผนภูมิต้นไม้สำหรับแต่ละครอบครัว (family tree reconstruction) เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่สมบูรณ์หรือสูญหาย ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสายพันธุกรรม (pedigree) รวมถึงการสังเกตลักษะเด่นและด้อยที่ปรากฏให้เห็นและส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการผสมพันธุ์อย่างเหมาะสม   📌  3) ตอบโจทย์อะไร? ทีมวิจัยวางแผนพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ โดยปัจจุบันได้มีการขยายการดำเนินงานไปยังสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์สูงชนิดอื่น ๆ  อาทิ พญาแร้ง เก้งหม้อ เสือลายเมฆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทีมยังมีแผนดำเนินงานร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการนำโปรแกรมเข้าสู่ระบบขององค์การสวนสัตว์ฯ​ เพื่อเปิดให้ผู้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และการผสมพันธุ์สัตว์ในประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากโปรแกรมเพื่อลดความเสี่ยงสูญพันธุ์ และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ   📌  4) สถานะของเทคโนโลยี? พร้อมให้บริการเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์เลือกคู่ผสม ละมั่ง พญาแร้ง เก้งหม้อ เสือลายเมฆ   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : NBT พัฒนาโปรแกรม “วิเคราะห์เลือกคู่ผสมสัตว์” ลดเสี่ยงสูญพันธุ์ นำร่องอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย”   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
แกะกล่องงานวิจัย : ReLife กระจกตาชีวภาพ
  📌  1) เกี่ยวกับอะไร? ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้คนมากกว่า 10 ล้านคนกำลังเผชิญความยากลำบากจากการสูญเสียการมองเห็น เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บทางกระจกตา โดยที่ผ่านมาหนทางหลักเพียงหนทางเดียวที่จะรักษาผู้ป่วยได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยคือการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาใหม่โดยอาศัยกระจกตาที่ได้รับบริจาคจากผู้เสียชีวิตเท่านั้น ซึ่งจากจำนวนกว่า 10 ล้านคนนั้นมีเพียงร้อยละ 15 ที่จะเป็นผู้โชคดีได้รับโอกาสนี้ จากปัญหาดังกล่าวนักวิจัยไบโอเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีผลิตกระจกตาชีวภาพจากสเต็มเซลล์ (stem cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิดขึ้น เพื่อมอบโอกาสใหม่ในการมองเห็นให้แก่ผู้ที่มีความต้องการ เพื่อให้พวกเขาไม่ต้องตั้งตารอคอยด้วยความหวังเป็นระยะเวลายาวนานอีกต่อไป   📌  2) ดีอย่างไร? กระจกตาเทียมที่ผลิตจากสเต็มเซลล์จะมีลักษณะเป็นกระจกตาใสเหมือนของเด็กแรกเกิด แตกต่างจากกระจกตาที่ได้รับบริจาคซึ่งมักมีความขุ่นมัวตามอายุของผู้เสียชีวิต การเปลี่ยนกระจกตาจะใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อนำโครงเลี้ยงสเต็มเซลล์ (มีลักษณะเหมือนกระจกตาของมนุษย์) และสเต็มเซลล์เข้าไปยึดติดบนดวงตาของคนไข้ จากนั้นสเต็มเซลล์จะค่อย ๆ กินโครงเลี้ยงเซลล์เป็นอาหารจนหมดและเติบโตขึ้นมาเป็นเซลล์กระจกตาตามธรรมชาติที่มีลักษณะเหมือนกับโครงเลี้ยงเซลล์ทุกประการ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการต่อต้าน และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ทั้งนี้ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ที่ปัจจุบันได้ผันตัวไปเป็นสตาร์ตอัป (ภายใต้โครงการ NSTDA Start-up) เรียบร้อยแล้ว ได้เผยถึงความตั้งใจว่า ‘จะทำให้คนไทยเข้าถึงกระจกตาชีวภาพในราคาที่จับต้องได้’   📌  3) ตอบโจทย์อะไร? ผลิตภัณฑ์นี้จะมีส่วนในการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูญเสียการมองเห็นเนื่องด้วยอาการบาดเจ็บทางกระจกตา รวมถึงครอบครัวและคนใกล้ชิด โดยความสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย   📌  4) สถานะของเทคโนโลยี? ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาอยู่ในขั้นตอนทดสอบในสัตว์ทดลอง   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สตาร์ตอัป ReLIFE พัฒนากระจกตาชีวภาพ ความหวังเปลี่ยนกระจกตาไม่ต้องรอรับบริจาค   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
แกะกล่องงานวิจัย : น้ำยาเคลือบโซลาร์เซลล์ ป้องกันคราบน้ำ-ฝุ่น
  📌  1) เกี่ยวกับอะไร? น้ำยาเคลือบแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดการเกาะของน้ำผ่านการปรับค่ามุมสัมผัสของน้ำบนวัสดุ (water contact angle) ทำให้น้ำ น้ำมัน หรือของเหลวที่ตกกระทบผิววัสดุมีลักษณะเป็นก้อนกลมกลิ้งไหลออกจากแผงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งคราบน้ำเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว นอกจากนี้น้ำยาเคลือบยังช่วยลดการเกาะของฝุ่นบนพื้นผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันอย่างหนักหน่วง   📌  2) ดีอย่างไร? น้ำยาเคลือบแผงโซลาร์เซลล์ช่วยให้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 ในช่วงหน้าแล้ง (ฤดูหนาว-ฤดูร้อนของประเทศไทย) เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา และไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานและค่าใช้จ่ายด้านการทำความสะอาดให้แก่เจ้าของแผงได้เป็นอย่างดี (ช่วยให้ไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยครั้งเหมือนแผงที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา) เพราะโดยทั่วไปการทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้บนที่สูงหรือหลังคาจะต้องว่าจ้างผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านการทำงานบนที่สูงมาปฏิบัติงาน หากผู้ล้างขาดความชำนาญอาจทำให้แผงเกิดรอยขีดข่วนหรือชำรุด ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสบายใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้จะไม่ส่งผลต่อการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์ เพราะสารเคลือบสามารถล้างออกโดยไม่หลงเหลือคราบบนแผงโซลาร์เซลล์ได้   📌  3) ตอบโจทย์อะไร? ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสะอาด และเพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในด้านการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม   📌  4) สถานะของเทคโนโลยี? พร้อมให้บริการเทคโนโลยีแล้ว ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการให้บริการได้ที่ www.nanocoatingtech.co.th   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : น้ำยาเคลือบโซลาร์เซลล์ลดการเกาะของน้ำและฝุ่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึกความร่วมมือ สภากายภาพบำบัด ดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มในสังคม ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม
(วันที่ 17 พฤษภาคม 2567) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย สภากายภาพบำบัด จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “ระบบบริการและนวัตกรรมบริการด้านกายภาพบำบัด” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และศาสตราจารย์ ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด ร่วมลงนามความร่วมมือ พร้อมกันนี้ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ อุปนายกสภากายภาพบำบัด และคณะผู้บริหารและนักวิจัยทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมงาน โดยวัตถุประสงค์ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนางานบริการด้านกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นบริการด้านสาธารณสุขที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่คนทุกกลุ่มในสังคม [caption id="attachment_56603" align="aligncenter" width="2048"] ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.[/caption] ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีพันธกิจหลักในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานทางด้าน การวิจัย พัฒนา ออกแบบ และวิศวกรรม ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจนสามารถถ่ายทอดไปสู่การใช้ประโยชน์ พร้อมส่งเสริมด้านการพัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างฐานรากเทคโนโลยีให้กับประเทศ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนงาน BCG Implementation เพื่อตอบเป้าหมายหลักของแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์เพื่อที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าการบริการทางด้านสาธารณสุขของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน “ภายใต้ความร่วมมือนี้ สวทช. โดย กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ มีเป้าหมายเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางแพทย์และสุขภาพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีบทบาทหลักด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งในส่วนของการออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มด้านกายภาพบำบัด เพื่อสนับสนุนการให้บริการสาธารณสุขระบบปฐมภูมิของวิชาชีพ กายภาพบำบัด ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการบริการสาธารณสุขของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดย สวทช. พร้อมให้การสนับสนุนบุคลากรและทรัพยากร เพื่อให้เกิดการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและการใช้งานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อทำให้เกิดผลงานนวัตกรรมทางดิจิทัลทางการแพทย์และสุขภาพ สร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านกายภาพบำบัดของประเทศต่อไป” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว   [caption id="attachment_56604" align="aligncenter" width="2048"] ศาสตราจารย์ ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด[/caption] ศาสตราจารย์ ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า สภากายภาพบำบัด ถือได้ว่าเป็นส่วนงานที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ที่มีบทบาทในการรักษา ป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน การจับมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ ครอบคลุมหลายประเด็น อาทิ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนระบบการบริการกายภาพบำบัด การใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการข้อมูลด้านการบริการกายภาพบำบัด การใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงระหว่างบริการกายภาพบำบัดกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่คนทุกกลุ่มในสังคม “การให้บริการสาธารณสุขสำหรับประชาชน ไม่ควรมุ่งเน้นเพียง การรักษาโรค แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ป่วยจะพิการไปตลอดชีวิตหรือไม่ ผู้ป่วยจะกลับไปมีชีวิตเหมือนก่อนการเจ็บป่วยได้หรือไม่ การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปเคลื่อนไหวร่างกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนหรือใกล้เคียงเดิมได้อีกครั้ง แต่เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า ในปัจจุบัน ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ว่า เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากในการเข้าถึงบริการการฟื้นฟูสภาพหลังการเจ็บป่วยของประชาชน โดยมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการทำกายภาพบำบัด แต่กลับไม่ได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างเพียงพอและทันเวลา ส่งผลให้เกิดความพิการถาวร หรือมีคุณภาพชีวิตต่ำลง เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สภากายภาพบำบัด ในครั้งนี้ จึงเป็นการนำพลังของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต หรือบิ๊กดาต้า มาใช้เพื่อลดความเหลี่อมล้ำนี้ ช่วยให้ประชาชนที่เจ็บป่วยจำนวนมากได้ทำกายภาพบำบัดอย่างเพียงพอและทันเวลา จนมีร่างกายที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง คืนคนเก่ง คนมีความสามารถ กลับสู่สังคม” นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ศุภมาส” ปาฐกถาพิเศษ ในเวทีประชุมวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ปี 67 (ERC Forum 2024) ชูนโยบาย “อว. For EV” หัวใจสำคัญนำไทยเป็น EV Hub ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
          เมื่อวันที่ 17 พ.ค.67 : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Science and Technology for Energy Transition” ในงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ประจำปี2567 (ERC Forum 2024) ภายใต้หัวข้อ“ Renewable and Sustainable Energy Transition” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ระหว่างวันที่16–17 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับความสนใจจากผู้แทนองค์กรกำกับกิจการพลังงานจากประเทศสมาชิกอาเซียน หน่วยงานด้านพลังงานระดับสากลทั้งภาครัฐ และเอกชน และประเทศสมาชิกองค์กรกำกับดูแลพลังงานระหว่างประเทศ (Energy Regulators Regional Association: ERRA) เข้าร่วมเวทีสัมมนากันอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ การปาฐกถาพิเศษดังกล่าวถือเป็นการสื่อสารนโยบาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค หรือ EV Hub โดยกำหนดนโยบายที่ท้าทาย 30@30 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของไทย ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งกระทรวง อว. ได้ประกาศ นโยบาย “อว. For EV” สนับสนุนและขับเคลื่อนแผนตามนโยบาย EV ของรัฐบาล นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในหลากหลายมิติ ตัวอย่างหนึ่ง คือ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเทศไทยกำหนดนโยบายที่ท้าทาย 30@30 โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของไทย ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งนโยบายนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเอาจริงเอาจัง ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ในวงกว้าง เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศของประเทศ กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานหลักของประเทศ มีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเมื่อไม่นานมานี้ กระทรวง อว. ได้ประกาศ นโยบาย “อว. For EV” ซึ่งสนับสนุนนโยบาย EV ของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น EV Hub ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รมว.อว.กล่าวต่อว่า นโยบาย “อว. For EV” วางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. EV-Innovation: กระทรวง อว. กำลังลงทุนเชิงกลยุทธ์ ในด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ด้วยการให้ทุนวิจัย สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จ การนำส่งไฟฟ้า เป็นต้น 2. EV-HRD: กระทรวง อว. ได้ริเริ่มผลิตกำลังคนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดหลักสูตรการศึกษาและการอบรมที่มุ่งเน้นด้านพลังงานทดแทน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และการวางแผนการคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน 3. EV-Transformation: กระทรวง อว. ได้นำร่องปรับเปลี่ยนการใช้ยานยนต์สันดาปมาเป็น EV ภายในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าการริเริ่มนี้ จะเป็นจุดเริ่ม ของการขยายการใช้งานไปทั่วประเทศ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถ EV อย่างแท้จริง “ขอขอบคุณ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อหารือร่วมกัน สร้างความร่วมมือ และเร่งสร้างพลังงานสะอาดให้เพียงพอสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายยิ่งในเวลานี้ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลยุทธ์ต่าง ๆ ด้านพลังงาน เพื่อความยั่งยืนต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว นอกจากนี้ในเวทีสัมมาเชิงวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ประจำปี 2567 (ERC Forum 2024) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ได้รับเชิญให้เป็นประธานการเสวนาในหัวข้อ Future Technology Trends towards Energy Transition โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นายอรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด นายสุวิทย์ พฤกษ์วัฒนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส การพัฒนาธุรกิจ (ประเทศไทย) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ดร.ปกรณ์ เทพรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน นวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ดร.จอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SUPER) และ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์