หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ยกระดับสตรีตฟูดไทย ด้วยนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก
For English-version news, please visit : Street food vendors in Chinatown get upgraded with new food mobiles   มนต์เสน่ห์ของรสชาติและความหลากหลายของอาหารไทย ผลักดันให้ “อาหารริมทาง” หรือ “สตรีตฟูด” มีชื่อเสียงไปทั่วโลก สำนักข่าว CNN เคยยกให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอาหารริมทางที่ดีที่สุดในโลกถึง 2 ปีซ้อน ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาลิ้มลอง ยิ่งเฉพาะ “เยาวราช” แหล่งสตรีตฟูดอันเลื่องชื่อที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนไม่ขาดสาย ถนนสายมังกรที่ไม่เคยหลับใหล สร้างรายได้ให้แก่ประเทศจำนวนมาก เพื่อยกระดับ “สตรีตฟูดไทย” ให้ได้มาตรฐาน สร้างการเติบโตทางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม “รถเข็นรักษ์โลก” นำเทคโนโลยีมาต่อยอดรถเข็นให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ทั้งในด้านความสะอาด ความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารออมสิน และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด   [caption id="attachment_34345" align="aligncenter" width="700"] นายอัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการศูนย์ DECC สวทช.[/caption]   นายอัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการศูนย์ DECC สวทช. กล่าวว่า เรานำความรู้ทางด้านวิศวกรรมและการออกแบบเข้ามาช่วยพัฒนารถเข็นรักษ์โลก เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพ ความสะอาด และปลอดภัยของอาหารสตรีตฟูดเต็มรูปแบบ ปัจจุบันได้พัฒนารถเข็นออกมาแล้วถึง 3 รุ่น โดยรถเข็นรุ่นแรกเป็นรถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี มีถังดักไขมันและซิงก์น้ำ รถเข็นรุ่นที่ 2 เป็นรถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี มีถังดักไขมัน ซิงก์น้ำ และเพิ่มเติมเรื่องระบบดูดควัน สำหรับรถเข็นรุ่นที่ 3 เป็นรถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี มีถังดักไขมัน ซิงก์น้ำ ระบบดูดควันและบำบัดควัน รวมทั้งยังได้เพิ่มเติมหัวเตาแก๊ส 2 หัวด้วย ปัจจุบัน สวทช. ธนาคารออมสิน และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ร่วมกับเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ส่งมอบรถเข็นรักษ์โลกให้แก่ผู้ค้าบริเวณถนนเยาวราช ถนนข้าวหลาม ถนนราชวงศ์ และบริเวณโดยรอบเขตสัมพันธวงศ์ จำนวน 106 คัน (ธนาคารออมสิน จำนวน 77 คัน และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด จำนวน 29 คัน) เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสตรีตฟูดไทยที่ใส่ใจความสะอาด ได้มาตรฐาน และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ตอบโจทย์สถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 เพื่อให้เยาวราชยังคงเป็นสวรรค์ของนักชิมที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก นายอัมพร กล่าวว่า รถเข็นรักษ์โลกที่ส่งมอบให้แก่ผู้ค้าเยาวราช เราได้พัฒนาตกแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการใช้งาน มีการตกแต่งลวดลายป้ายร้านค้าแบบจีน เพื่อให้ยังคงอัตลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่เยาวราช รวมทั้งยังมีป้ายไฟในตำแหน่งของชื่อร้าน สำหรับสร้างสีสันความโดดเด่นยามค่ำคืน ซึ่งการที่ผู้ค้าย่านเยาวราชได้นำร่องหันมาใช้นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก นับเป็นการปฏิวัติสตรีตฟูดไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และยังตอบโจทย์ยุค New Normal ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยด้วย     “วัสดุของรถเข็นรักษ์โลกทำจากสเตนเลส 304 เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่ทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมแบคทีเรียและไวรัส ตัวรถออกแบบเป็นสัดส่วนมีระยะห่างระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มีการออกแบบการใช้เท้าเหยียบเพื่อเปิดก็อกน้ำลดการสัมผัส ที่สำคัญยังมีเคาน์เตอร์บาร์ด้านหน้ารถเป็นจุดสั่งและรับอาหาร ทุกฟังก์ชันคำนึงถึงหลัก Social distancing เสริมสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความสะอาดและปลอดภัย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างมาก อย่างไรก็ดีรถเข็นรักษ์โลกไม่เพียงช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อลูกค้าและการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่การออกแบบฟังก์ชันการใช้งานอย่างเหมาะสมยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ประกอบการด้วย     น.ส.พรรณภัทร พิมพ์การ เจ้าของร้านเพ้งโภชนา ณ บริเวณตรอกโรงหมู ถนนข้าวหลาม ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ผู้ใช้นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก กล่าวว่า เดิมขายของบนรถเข็นแบบเดิมๆ มานาน และเมื่อเห็นว่ามีโครงการรถเข็นรักษ์โลก ก็สนใจซื้อโดยใช้เป็นร้านขายมาได้แล้ว 2 ปี ข้อดีกับเราซึ่งทำอาหารอยู่หน้าเตาตลอดคือ ช่วยดูดความร้อน ดูดควัน ดูดกลิ่นได้ดี ซึ่งดีกว่าระบบดูดกลิ่นแบบเดิมของเราที่ดูดแยกข้างนอก ข้อดีกับลูกค้า คือ เขาชมว่ารถสะอาดเรียบร้อยสะอาดกว่ารถคันเก่าเยอะเลย เมื่อเราทำป้ายใหม่ทำรถใหม่ก็ทำให้ลูกค้าเยอะขึ้นด้วยถือว่าดีกับอาชีพเราและผู้บริโภค     ในแต่ละปีสตรีตฟูดสร้างมูลค่าการตลาดสูงกว่า 200,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับอาหารริมทางให้ถูกสุขอนามัย ได้มาตรฐาน ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุค New Normal แต่ยังเพิ่มโอกาสด้านการตลาด เพิ่มเสน่ห์อาหารริมทางของไทยให้ยังคงสร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 8000  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. – ธ.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีมอบทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 เดินหน้าหนุนเยาวชนพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(11 กรกฏาคม 2565) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีแสดงความยินดีและปฐมนิเทศนักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project : JSTP) ระยะยาวรุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และ คุณอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนหน่วยงานกล่าวแสดงความยินดีและมอบทุนให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือก โดยในปีนี้มีผู้มีคุณสมบัติผ่านและได้รับทุนจำนวน 14 คน ประกอบด้วย ทุน JSTP ระยะยาว จำนวน 9 คน และ JSTP-SCB จำนวน 5 คน ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า JSTP เป็นหนึ่งในโครงการด้านการพัฒนากำลังคนของ สวทช. มีเป้าหมายในการเฟ้นหาและคัดเลือกเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรี เข้ามารับการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน โดยจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำแนะนำ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้แสดงศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก เพื่อพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีจริยธรรม โดยโครงการ JSTP ระยะยาวรุ่นที่ 24 เยาวชนได้มุ่งมั่นดำเนินโครงงานวิทยาศาสตร์ ภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่างๆของโครงการฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผู้มีแววอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเข้ารับการส่งเสริมในระยะยาว จำนวน 9 คน เป็นเยาวชนที่มาจากกลุ่มมัธยมศึกษาตอนต้น 3 คน คัดเลือกโดยมหาวิทยาลัยเครือข่าย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วนกลุ่มมัธยมศึกษาตอนปลาย คัดเลือกโดย สวทช. โดยความร่วมมือจากกรรมการสาขาต่างๆ คัดเลือกเยาวชนจำนวน 6 คน ซึ่งเยาวชนทั้ง 9 คนจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาและการทำวิจัย รวมทั้งการส่งเสริมด้วยกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ จนถึงระดับปริญญาเอก เพื่อก้าวสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีเยาวชนในโครงการการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อรับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่อาชีพวิจัย ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ โครงการ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 จำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกจากเยาวชนในโครงการ JSTP-SCB ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้าสู่การรับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับปริญญาตรี รวมทั้งเชื่อมโยงและส่งต่อการรับทุนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ด้าน คุณอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายทางด้านกิจกรรมเพื่อสังคมที่สำคัญของธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยตระหนักว่าเยาวชนคือรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซี่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้แก่เยาวชนในทุกระดับการศึกษา ให้มีความพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล มีความรู้ ควบคู่การมีคุณธรรม ซึ่ง JSTP-SCB เป็นหนึ่งในโครงการที่ธนาคารฯ ให้ความสำคัญ จึงได้ให้การสนับสนุน สวทช. ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรและมีเจตนารมณ์ร่วมกันดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนที่มีศักยภาพสูงได้รับการบ่มเพาะความรู้ ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะเยาวชนในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของเยาวชน ให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และนำความรู้มาสร้างสรรค์ผลงาน นวัตกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ ให้เกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยแบ่งการสนับสนุนเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.การจัดกระบวนการบ่มเพาะศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา (Enrichment Program) แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 25 คนต่อปี และระดับมัธยมศึกษาปลาย จำนวน 25 คนต่อปี และ 2. การให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Scholarship Program) จำนวน 5 ทุนต่อปี โดยรายชื่อผู้ที่ได้รับทุน JSTP ระยะยาว จำนวน 9 คนได้แก่ นายวีรวิชญ์ โฮริโนอุชิ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาวปิยธิดา รักษามั่น ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นางสาวกชพร จุลศักดิ์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นางสาวนภัสสร หลิดชิววงศ์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย นายฐิติพงศ์ หลานเดช ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี นายสรวิช เตือนตรานนท์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล นายเนติธร ขาวมะลิ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช นายปัณณวิชญ์ ตัณฑวิเชียร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และนายธนกร สาคุณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ในส่วนของโครงการ JSTP-SCB จำนวน 5 คน ได้แก่ นายกันตพงศ์ วงศ์พานิชย์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นายโชติอนันต์ทรัพย์ โสภาเคน ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นายวุฒิภัทร อินทร์ทองคำ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมหิดล นายธนวัต ปาลกะวงศ์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวณภัค สุทธะพินทุ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งนี้ โครงการ JSTP นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มอบโอกาสทางด้านการศึกษา รวมถึงโอกาสในการเข้าถึง เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพความเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยให้กับเยาวชนที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างชื่อเสียง พร้อมทั้งพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน /////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. – กฟผ. เปิดแล็บขยายการทดสอบ EV Charger กำลังสูง รองรับยานยนต์ไฟฟ้า
สวทช. จับมือ กฟผ. ร่วมกันผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย เปิดแล็บขยายการทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง 150 กิโลวัตต์ ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รองรับผู้ประกอบการหัวชาร์จไฟฟ้าในไทย   ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ pr_egat@egat.co.th และ sales@ptec.or.th
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
15 ก.ค. นี้ พบกับ แล็บทดสอบ EV Charger กำลังสูง 150 kW โดย กฟผ.-สวทช. รองรับธุรกิจหัวชาร์จไฟฟ้า หนุน EV Ecosystem แบบครบวงจรในไทย
For English-version news, please visit : EV Charger Testing Lab to open for business กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย  อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง 150 kW ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการหัวชาร์จไฟฟ้าในไทย ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระบบขนส่งสาธารณะ สู้ราคาน้ำมัน พร้อมเปิดให้บริการทดสอบ 15 กรกฎาคม นี้ วันนี้ (7 กรกฎาคม 2565)  นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการ Project Management Office การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสาธิต ครองสัตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านกิจการพิเศษ และ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูงตามมาตรฐาน IEC 61851 ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นายวฤต รัตนชื่น เปิดเผยว่า การร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดัน EV Ecosystem ในประเทศไทย โดยทั้งสองหน่วยงานภาครัฐที่มีเป้าหมายเดียวกันได้ร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในการสร้างบรรทัดฐานด้านความปลอดภัยของระบบชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยสารสาธารณะ ทั้งบนถนนและแม่น้ำให้ได้ระดับมาตรฐานสากล  สถานีชาร์จจัดเป็นองค์ประกอบหลักของ EV Ecosystem นอกจากต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ “มาตรฐาน” ของสถานีชาร์จที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ  ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วไป และยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง “กฟผ. จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าในประเทศ โดยการพัฒนาแล็บทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานสากลรองรับ ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ ขยายการทดสอบเพิ่มเป็น 150 กิโลวัตต์ เพื่อให้ผู้สนใจผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าสามารถนำมาทดสอบเพื่อให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้การทดสอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย โดยจะเปิดให้บริการทดสอบ 15 กรกฎาคม 2565 นี้ ศูนย์ทดสอบแห่งนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อประเทศชาติ และเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” นายวฤต ย้ำในตอนท้าย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานในการผลิตยานยนต์แบบเดิมและยานยนต์ไฟฟ้าของโลกนั้น  หลายหน่วยงานได้ระดมสรรพกำลัง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตแบตเตอรี่ การประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการนำยานยนต์ไฟฟ้าไปใช้ขนส่งในระบบสาธารณะ  PTEC เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการสร้างระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)  จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาแล็บทดสอบดังกล่าวขึ้น โดยเน้นไปที่การทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรงขนาดใหญ่ 150 กิโลวัตต์ สำหรับการใช้งานของรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า หัวรถลากไฟฟ้า และเรือเฟอร์รี มุ่งหวังลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการในการส่งหัวชาร์จไปรับรองมาตรฐานที่ต่างประเทศ ลดต้นทุนในการผลิต ลดระยะเวลาในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาของหัวชาร์จไฟฟ้าไม่สูงมาก สามารถแข่งขันในตลาดได้ นอกจากนี้ สวทช. โดย PTEC ยังให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากลอีกหลายชนิด ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียม โมดูลแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพ็กของยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบอร์ 5  การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EV) สำหรับยานยนต์ทั้งคัน PTEC และ กฟผ. พร้อมสนับสนุน EV Ecosystem ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมทางเมลที่ pr_egat@egat.co.th และ sales@ptec.or.th -------------------------------
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักเรียนพิการโชว์ผลงานโค้ดดิ้ง! สร้างสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวจากบอร์ด KidBright
สวทช. ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ สพฐ. จัดกิจกรรม KidBright for All : โครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright ของนักเรียนพิการ มีครูและนักเรียนพิการจาก 26 โรงเรียนทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์จากการนำบอร์ด KidBright ของเนคเทค สวทช. ไปต่อยอดการเรียนรู้เรื่องการโค้ดดิ้งเพื่อประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์หลายโครงงาน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมิถุนายน 2565
ข่าว สวรส. ร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม HI PETE (ไฮพีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย ให้แก่ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ไบโอเทค สวทช. แถลงความสำเร็จการขยายผลการผลิตต้นกล้าอินทผลัมในเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสู่เกษตรกรไทย เอ็นเทค สวทช. กฟผ. เอกชนไทย-จีน ผนึกกำลังเดินหน้าโครงการนำร่องวิน มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า 50 คัน ภายใต้บันทึกข้อตกลงการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ และการเริ่มโครงการความร่วมมือด้านงานวิจัย เยาวชนไทยจากโครงการ YSC สุดปัง! กวาด 7 รางวัลโครงงานวิทย์ฯ บนเวทีโลก 5 รางวัล Grand Awards และ 2 รางวัลพิเศษ ‘ISEF2022’ สหรัฐอเมริกา กระทรวง อว. ปลื้ม นักวิทย์ฯ-ทีมเยาวชนไทย กวาด 10 รางวัลเวทีโลก โครงงานวิทย์ฯ ‘ISEF2022’ จากสหรัฐอเมริกา “กร ทัพพะรังสี” เยี่ยมชมแล็บ NCTC สวทช. ถกแผนผลักดัน 57 วิสาหกิจชุมชนปลูกพืช “กระท่อม” ให้ได้คุณภาพ เพิ่มรายได้เกษตรกร สวทช.-อุบลไบโอเอทานอล เดินหน้า “อุบลโมเดลพลัสนวัตกรรม” ยกระดับมันสำปะหลังอินทรีย์ สวทช. ร่วมกับ อพวช. สรุปผลการสำรวจของ “กิจกรรมปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022)” สวทช. เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต’ ครบ จบ คุ้ม ราคาเดียว ครั้งแรกในไทย! สวทช. - เครือข่ายรถโดยสารไฟฟ้าไทย เปิดตัวและส่งมอบ ‘4ต้นแบบ EV BUS’ เตรียมต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมการผลิตและออกแบบการบริการในอนาคต บทความ “9 ดีปเทคสตาร์ทอัป” ก้าวใหม่ สวทช. ดันวิจัยจากแล็บสู่ธุรกิจ  Download เอกสารฉบับเต็ม (13.7MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ประกาศผลผู้ชนะ “การแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand: SWP) และ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ประกาศผลโครงการ “การแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 By Software Park Thailand ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีพลโท สมเกียรติ สัมพันธ์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ภัทราวดี พลอยกิตติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เข้าร่วมงาน ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การแข่งขันนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากการแข่งขันครั้งแรกในปี 2563 ที่ได้รับการตอบรับและเป็นการปลุกกระแสการแข่งขันหุ่นยนต์อัจฉริยะไร้การบังคับให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ก้าวข้ามกฎ กติกาเดิมๆ ให้มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมทำให้หุ่นยนต์เดินทางด้วยตัวเอง โดยต้องนำทางอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ไปยังจุดหมายที่ต้องการ ไม่ชนอุปสรรค หรือสิ่งกีดขวางใดๆ อีกทั้งยังต้องส่งพัสดุให้ถูกต้องตรงตามโจทย์ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในโจทย์อุตสาหกรรมได้จริงต่อไป และเป็นก้าวเริ่มต้นของการพัฒนากำลังคนโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างนวัตกรรมนำประเทศต่อไป ซึ่ง สวทช. ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาแต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากรวิจัย การสร้างแรงบันดาลใจ และการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม หรืออัพสกิล-รีสกิล ทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยในปีนี้มีทีมที่ผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายจำนวน 13 ทีม จากผู้เข้าแข่งขัน 63 ทีมทั่วประเทศ และทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ และได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงโล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล 50,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ทีมล้านนา จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายกัญจน์ นาคเอี่ยม นายคมสัน ทองบุญ นายเสกข์ ขอดแก้ว และนายนฤมิต ศรีเยาว์เรือน ในส่วนของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 ได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล 20,000 บาท ผู้ชนะได้แก่ ทีม SIGMA จาก THE NINE ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายเจตนิพิฐ จตุรงคโชค และนายสุที เกิดจันอัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ2 ได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล 10,000 บาท ผู้ชนะได้แก่ ทีม EasyKids-Jigsaw จาก ศูนย์การเรียนรู้ Easykids Robotics ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายภัคพล ปรีชาวนา นายอารถนนท์ จักรวาล และนายนายปภังกร นิรวัชร์สุวรรณ รางวัล Best Technique ได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 5,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ผู้ชนะได้แก่ ทีม KMIDS ZAA จาก โรงเรียนสาธิตนานาชาติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายปุณโชติ แก้วสุวรรณ และนายสิรดนัย ตันไล้ ทีม SIGMA จาก THE NINE ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายเจตนิพิฐ จตุรงคโชค และนายสุที เกิดจันอัด และทีม SKR-CS ROBOT จากโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล ผู้พัฒนาประกอบด้วย นางสาวเสาวลักษณ์ สุวรรณรงค์ นายโชติวัฒน์ แต้ศิริเวชช์ นายสกลรัฐ แซ่เตีย และนายชุติวัต วิสามารถ รางวัล Best Performance ได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 5,000 บาท จำนวน 2 รางวัล ผู้ชนะได้แก่ ทีม CPK Sc. จาก โรงเรียนไชยปราการ ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายอนุรักษ์ ปาทา นายสิทธิโชค สุริยะวงค์ นายเจษรินทร์ ใจมาตุ่น และนายธนาชัย ศรีใส และทีม EasyKids-Jigsaw จาก ศูนย์การเรียนรู้ Easykids Robotics ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายภัคพล ปรีชาวนา นายอารถนนท์ จักรวาล และนายปภังกร นิรวัชร์สุวรรณ และรางวัลสุดท้าย รางวัล Best Design ได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 5,000 บาท จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ทีม EasyKids-Janjam จาก ศูนย์การเรียนรู้ Easykids Robotics ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายกันต์ กาญจนพิพัฒน์กุล นายพรศักดิ์ ลี นายธีรวุฒิ อินถา และนายดนุพัฒน์ ปานประดิษฐ์ และ ทีม SKJ Robot 02 จาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (จิรประวัติ) นครสวรรค์ ผู้พัฒนาประกอบด้วย นายพฤกษา สิทธิไพศาล นางสาววันดี ศรีสุข นางสาวณัฐวรรณ แช่มสะอาด และนายวัฒนทร รักชนะงาม การแข่งขัน RoboInnovator Challenge 2022 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนไทยและผู้สนใจได้แสดงศักยภาพ อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความเป็นนวัตกรให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป นับเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนากำลังคนโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างนวัตกรรม ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป   /////////////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ยกระดับความเข้าใจและอัปเดตความคืบหน้าของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ใน 1 เดือนแรก พร้อมเวทีเสวนาถึงผลกระทบที่ภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย และบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมจัดงานสัมมนาหัวข้อ "PDPA พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กับผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน" เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของการบังคับใช้กฎหมายใน 1 เดือนแรก และแนวทางการสร้างความเข้าใจให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชน รวมไปถึงแผนการดำเนินงานในอนาคต พร้อมจัดเวทีเสวนาเพื่อตอบคำถามและสร้างความเข้าใจให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ณ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา จากงานสัมมนาดังกล่าว ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาครัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 ท่าน และภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. เป็นประธานเปิดงาน และได้แนะนำบริการพื้นที่ใหม่ของเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย อย่าง ARI Co-InnoSpace ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มาทดลองใช้บริการพื้นที่ อีกทั้งรับบริการการเชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่พาร์ทเนอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งยัง ได้รับเกียรติจาก ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มาอัปเดตความคืบหน้าของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ใน 1 เดือนแรก และแนวทางการสร้างความเข้าใจให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชน รวมไปถึงแผนการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ในงานมีเวทีเสวนาระหว่างตัวแทนจากภาครัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย โดย พล.ต.ต.ปภัชเดช เกตุพันธ์ ผบก. กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ อ.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย PDPA บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่มาให้ความกระจ่างในแนวทางปฏิบัติเรื่อง PDPA ว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริงหรือไม่จริงเกี่ยวกับบทลงโทษทางกฎหมาย PDPA และข้อผ่อนปรน และฝั่งตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน โดยคุณยศกร ฟอลเล็ต บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด และคุณนิวัฒน์ กัณวเศรษฐ์ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด มาร่วมแบ่งปันแนวทางปฏิบัติ ปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยมี ดร.จริญญา จันทร์ปาน บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา สำหรับท่านที่สนใจในบริการทางด้านการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาผู้ประกอบการ บริการพื้นที่ หรือกิจกรรมต่างๆ ของทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage: Software Park Thailand เว็บไซต์ swpark.or.th  หรือ โทร. 02-583-9992 02-564-7000
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักเรียนพิการทำได้ ทีม “ร.ร.โสตศึกษาจังหวัดนครปฐม” คว้าแชมป์ KidBright for Allโครงการสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัว ด้วยบอร์ด KidBright
วันที่ 2 กรกฎาคม 2565 ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดกิจกรรมประกาศรางวัล KidBright for All : โครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright ของนักเรียนพิการ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการด้วยบอร์ด KidBright หรือบอร์ดสมองกลฝังตัว ผลงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค-สวทช. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ นางสาววันทนีย์ พันธชาติ กรรมการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ผู้แทนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สพฐ. คณะกรรมการตัดสิน ครูและนักเรียนพิการรวมกว่า 250 คนเข้าร่วมงาน นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมประกาศรางวัล KidBright for All : โครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright ของนักเรียนพิการ เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และกองทุนส่งเสริมและพัฒนการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนพิการโดยเฉพาะ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ตลอดจนให้ครูและนักเรียนที่เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวซึ่งกันและกันระหว่างโรงเรียน โดยมีครูและนักเรียนพิการเข้าร่วมจำนวน 26 โรงเรียน และทาง สวทช. โดย เนคเทค เป็นผู้สนับสนุนบอร์ด KidBright ให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการขยายผล จำนวน 50 บอร์ดต่อโรงเรียน ทั้งนี้ได้นำหลักสูตรและกิจกรรมที่ดำเนินงานกับโรงเรียนนำร่องของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ มาใช้ในการอบรมให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนพิการตั้งแต่การใช้งานบอร์ด KidBright ขั้นพื้นฐาน การใช้เซนเซอร์ต่าง ๆ และบอร์ดขยายความสามารถร่วมกับบอร์ด KidBright ไปจนถึงการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัว ซึ่งคณะครูที่เข้าร่วมอบรมได้นำความรู้ไปขยายผลจัดกิจกรรมการสอนโค้ดดิ้งด้วยบอร์ด KidBright ให้แก่นักเรียนที่โรงเรียนเพิ่มเติมในวงกว้างร่วมด้วย นางกุลประภา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ. เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการ จึงสนับสนุนงบประมาณให้ สวทช. ดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการด้วยบอร์ด KidBright” ในการจัดอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ในการใช้งานบอร์ด KidBright  ให้แก่ครูและนักเรียนพิการจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 26 โรงเรียน ซึ่งการแข่งขันตลอด 2 วัน ปรากฏว่า ทีมที่ชนะเลิศได้แก่ โครงงานการแจ้งเตือนความปลอดภัยจากภัยน้ำท่วมอุโมงค์ทางลอดด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะ จากโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่  โครงงานระบบช่วยเหลืออัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จาโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โครงงานระบบเตือนภัยการขับขี่จักรยานสำหรับคนพิการทางด้านการได้ยิน จากโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นเวทีการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัว เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูและนักเรียนพิการจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 26 โรงเรียนในการนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมโค้ดดิ้งด้วยบอร์ด KidBright ร่วมกับการใช้กระบวนความคิดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มาพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวตามจินตนาการของตนเองหรือทีม โดยมีการวางแผนการสร้างโครงงานอย่างมีระบบและขั้นตอนให้ทำงานตามเป้าหมายจนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นคำตอบในเรื่องนั้นๆ ซึ่งจะช่วยทำให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเรียนรู้ได้ง่าย เกิดความเข้าใจจากภาพที่เห็นและสามารถต่อยอดที่จะไปเขียนโค้ดด้วยคำสั่งอื่นต่อไปได้ ศาตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักเรียนพิการให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 สามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจและส่งเสริมทักษะขั้นพื้นฐานในการนำข้อมูลสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลไปสร้างนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเห็นได้จากผลงานที่นักเรียนและครูจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมมาพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนทุกกลุ่ม รวมทั้งนักเรียนพิการให้เข้าถึงความรู้และเท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้นโครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการจึงเป็นอีกโครงการฯ ที่มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ได้ริเริ่มขึ้นในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหวจาก 10 โรงเรียนเมื่อปี 2561 จนสามารถขยายผลการดำเนินงานไปยัง 26 โรงเรียนทั่วประเทศในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ที่ต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการต่อยอด ขยายผลการดำเนินงาน ให้นักเรียนพิการได้มีโอกาสเรียนรู้โค้ดดิ้งเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ด้าน นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาของประเทศ ให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษ และตระหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายโค้ดดิ้ง (Coding) ด้วยการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา สามารถวางแผนการจัดการอย่างเป็นขั้นตอนในการดำเนินชีวิต การจัดการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ หรือ Coding เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายที่จะทำให้ผู้บริหารสถานศึกษา คุณครู นักเรียนและผู้ปกครอง เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน จึงมีความจำเป็นที่ต้องเริ่มพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนพิการต่อไป อย่างไรก็ตามเชื่อว่า Coding คือ ทางรอดของทุกวิกฤต โดยใช้ภาคการศึกษานำและใช้กลไกของกระทรวงศึกษาธิการในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าเมื่อมีการเรียน Coding ในระดับที่สูงขึ้น จะสามารถสร้าง Platform ของประเทศไทยได้เองเพื่อสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในที่สุด “เราจะสร้างองค์ความรู้และปลูกฝัง Coding ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งนโยบาย Coding For All ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง นับว่าประสบความสำเร็จและมีความคืบหน้าไปอย่างมาก มีคณะทำงานและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แต่ก็สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเร่งกระจายการเรียนรู้ Coding ไม่เฉพาะแต่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปสู่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงการปูพื้นฐานการปฏิรูปการศึกษาไปถึงเด็กทุกคนโดยไร้ขอบเขต สร้างโอกาสเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กมีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ รวมถึงการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี” อย่างไรก็ตามกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียน Coding สำหรับนักเรียนพิการด้วยบอร์ด KidBright ในการจัดอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ด้าน Coding ผ่านการใช้งานบอร์ด KidBright ซึ่งเป็นบอร์ดสมองกลฝังตัว ผลงานวิจัยของสวทช. โดย เนคเทค ให้แก่ครูและนักเรียนพิการจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 26 โรงเรียนต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไอแทป สวทช. สนับสนุนนวัตกรรม ‘DRAG KOOLER’ แผ่นเช็ดตัวสมุนไพร ตัวช่วยลดไข้เด็ก
อาการไข้ในเด็กเล็ก นับเป็นปัญหากลุ้มใจของพ่อแม่ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี หากมีไข้สูงถึง 39-40°C อาจทำให้เกิดการชักได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ลดไข้ของเด็กเพื่อป้องกันการเกิดภาวะชัก พ่อแม่ส่วนใหญ่ใช้วิธีการเช็ดตัวเด็ก ใช้เจลลดไข้ รวมถึงใช้ยาลดไข้ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เหมาะในเด็กเล็ก เพราะการได้รับสารเคมีบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก อาจทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยะต่างๆได้ การใช้เจลลดไข้แปะที่หน้าผาก ช่วยได้ แต่ครอบคลุมพื้นที่ผิวได้เฉพาะจุด ส่วนการเช็ดตัวเด็ก เป็นวิธีการที่ได้ผลช้า แต่ก็มีความปลอดภัยสูง และต้องเตรียมอุปกรณ์เยอะ เปียกเลอะเทอะทั้งห้อง อีกทั้งไม่สะดวกในระหว่างการเดินทาง นายดำเกิง ทองซ้อนกลีบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กองหนุน จำกัด กล่าวว่า ตนเองได้เห็นช่องว่างทางการตลาด และความต้องการของผู้เป็นพ่อแม่ ซึ่งประสบกับตัวเองด้วย จึงเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาแผ่นเช็ดตัวช่วยระบายความร้อนสำหรับลดไข้ในเด็กเล็ก หนึ่งแผ่นสามารถเช็ดตัวเด็กได้ทั่วร่างกาย สะดวกต่อการใช้ แม้ในขณะเดินทาง ก็สามารถใช้ได้ สะอาดและปลอดภัย สิ่งสำคัญคือ มีส่วนผสมของสมุนไพรที่ช่วยลดความร้อน ขยายรูขุมขนได้ และเนื่องจากสารที่ใช้เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติทั้งหมด จึงมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีโอกาสแพ้ได้ง่าย การได้ร่วมโครงการกับโปรแกรม ITAP สวทช. และทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ ‘DRAGKOOLER’ สินค้าของบริษัท ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี ทำให้บริษัท กองหนุน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก สามารถเข้าถึงงานวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรม โดยมีผลการวิจัยทดสอบ ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพให้ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเด็กเพื่อให้มั่นใจในเรื่องของการระคายเคือง จึงได้ส่งทดสอบการระคายเคือง ที่สถาบัน Dermscan Asia และได้ผลการผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็กอย่างแน่นอน   นอกจากนี้ “DRAGKOOLER” ได้รับรางวัล Gold Medal ในสาขา Health/Medicine/Fitness จากงาน The 15th International Invention and Innovation Show INTARG® 2022 เมือง Katowice ประเทศโปแลนด์ เป็นงานนวัตกรรมระดับโลก มีผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดกว่า 200 ผลงานจากทั่วโลก ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนา ‘DRAGKOOLER’ ผ้าเปียกสมุนไพร เช็ดตัวลดไข้ กล่าวว่า หัวใจของโจทย์วิจัยเรื่องนี้ คือ การคัดเลือกสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด ขยายรูขุมขน เพื่อช่วยระบายความร้อน จึงเลือกใช้สารสกัดจากมะนาว (มีงานวิจัยที่แสดงว่า มะนาวสามารถลดอุณหภูมิได้ดีกว่าน้ำสะอาดถึง 2 เท่า) ไพล (ช่วยลดการอักเสบ) ใบย่านาง (มีฤทธิ์ขยายรูขุมขน) และ peppermint oil (ช่วยให้หายใจสะดวก และบรรเทาอาการคัดจมูก) ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัคร ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 37.6°C พบว่าแผ่นเช็ดตัวผสมสมุนไพร สามารถลดอุณหภูมิของร่างกายได้ดีกว่าผ้าชุบน้ำทั่วไป ลดอุณหภูมิได้ถึง 1.2°C (ผ้าชุบน้ำ ลดอุณหภูมิ ได้เพียง 0.7°C)  หลังจากอาสาสมัครใช้แผ่นเช็ดตัวผสมสมุนไพรได้ 30 นาที อุณหภูมิร่างกายจะใกล้เคียงอุณหภูมิปกติ “ความท้าทายในการพัฒนาสินค้าใหม่ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ต้องสร้างความแตกต่างและโอกาสทางธุรกิจด้วย ‘การวิจัย’ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรม และการมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน จึงจะทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ใช่ และมั่นใจถึงความปลอดภัยของสินค้านั้นได้” ดร.พรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า ITAP เป็นกลไกอันหนึ่งของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีและการเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ตรงกับโจทย์ความต้องการของตนเอง ITAP จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้เชี่ยวชาญ ให้เกิดการนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมมาใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ ผลงานการสนับสนุนบริษัทให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่‘แผ่นเช็ดตัวสมุนไพร’ เป็นหนึ่งตัวอย่างของการทำงานวิจัยร่วมกัน ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ บริษัท กองหนุน จำกัด ผลงานนี้ นอกจากจะการันตีด้วยรางวัล Gold Medal ยังตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวที่มีบุตรเล็ก ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจจากลูกค้าสูงอย่างมาก  หากผู้ประกอบการรายใดต้องการวิจัยและพัฒนา สามารถติดต่อ ITAP เบอร์โทร 02 564-7000 ต่อ ITAP. ภาพเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “DRAGKOOLER”  ในงาน Thailand Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 41   //////////////////////////////////////////////////////////////////
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. จับมือ สรพ. พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (2P Safety Tech)
30 มิ.ย. 2565 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ร่วมกับ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (2P Safety Tech) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมความปลอดภัยจากอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลมาผสมผสานแก้ไขด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงพยาบาลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) พร้อมด้วย ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นประธานและลงนาม และ ดร.บรรจง จำปา รองผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) คุณศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BIC) เป็นพยานในครั้งนี้ ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สรพ.และสวทช. ได้มีโครงการที่ร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาล หรือ โครงการ 2P Safety Tech โดยเป็นโครงการที่ ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า สามารถพัฒนานวัตกรรมต้นแบบที่แก้ปัญหาในโรงพยาบาล สามารถแก้ปัญหาหลายปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ พบว่ามีนวัตกรรมจำนวนหนึ่งที่จะมีการเตรียมขยายผลไปสู่หน่วยบริการสาธารณสุขอื่น ๆ จากความร่วมมือในการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม ได้มีโรงพยาบาลที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการกว่า 78 โรงพยาบาลจากทั่วประเทศ เกิดต้นแบบนวัตกรรม 40 ต้นแบบ ใช้จริง 22 นวัตกรรม มีการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ แล้ว 2 นวัตกรรม คือ นวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลระยอง และ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยนวัตกรรม Rapid Response Alert ของ รพ.หาดใหญ่ถูกกระทรวงสาธารณสุข นำไปใช้ในโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จ ของโครงการ 2P Safety Tech ที่สามารถพัฒนา นวัตกรรม ให้สามารถใช้งานได้จริง เพื่อนำไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขเพื่อให้บริการผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น เมื่อจะมีการนำนวัตกรรมขยายไปใช้กับโรงพยาบาลอื่น ๆ นั้น สวทช. และ สรพ. ในฐานะผู้ร่วมกันพัฒนาโครงการ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในหลายด้าน มีการหารือและเข้าใจตรงกันว่าการนำเทคโนโลยีใช้ขยายผลอาจจะพบกับความท้าทายหลายประเด็น อาทิ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา แนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัญหาด้านโครงสร้างของแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน เป็นต้น จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักของการลงนามความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เพื่อที่จะมีการศึกษารูปแบบการพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยี ที่จะมีผลกระทบเชิงสาธารณสุข เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และรูปแบบวิธีการนำเทคโนโลยีต้นแบบไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ภายใต้แนวคิด 2P Safety Scale up รวมถึงการนำงานวิจัยที่ สวทช.มีอยู่มาร่วมกันถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับโรงพยาบาลที่มีความพร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยี พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) กล่าวว่าสถาบันฯ มีบทบาทภารกิจสําคัญในการประเมินรับรอง ระบบงาน และรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของสถานพยาบาล รวมทั้งกำหนดมาตรฐานของสถานพยาบาล เพื่อใช้เป็นแนว ทางการประเมินการพัฒนา และการรับรองคุณภาพของ สถานพยาบาล รวมทั้งรวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จัดให้มีการ วิจัยและจัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุนและ พัฒนาคุณภาพให้สถานพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใน ประเทศไทยผ่านการรับรองตามมาตรฐาน HA เพื่อให้ สถานพยาบาลมีมาตรฐานด้านการบริการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มี ความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข และส่งเสริมให้เกิดกลไกในการพัฒนาระบบการให้บริการที่ดีมีคุณภาพและ มาตรฐานความปลอดภัยของสถานพยาบาลอย่างเป็นระบบ มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศ หรือ ต่างประเทศ และภาคเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและการรับรอง คุณภาพสถานพยาบาล พญ.ปิยวรรณ กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินงานตามภารกิจของสถาบันฯ เพื่อให้เกิดระบบบริการที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย สถาบันฯ ได้เข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลกในการขับเคลื่อนด้านความปลอดภัย ของผู้ป่วย จึงได้นำแนวทางมาเข้ามาขับเคลื่อนในประเทศไทย กำหนดเป็นนโยบายและส่งเสริมการดำเนินสู่การปฏิบัติ โดย กำหนดเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยของบุคลากรสาธารณสุข เป็น Patient and Personnel Safety หรือ 2P Safety ตั้งแต่ปี 2560 มีการ review patient safety goals เป็น Patient and Personnel หรือ 2P Safety Goals 2018 : SIMPLE 2 ประกาศใช้เมื่อปี 2561 ด้วยกลไกการขับเคลื่อนสำคัญภายใต้ แนวคิด “Quality and Safety+ Coverage and Access จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 2P Safety ระดับประเทศ มีการประเมินสถานการณ์ patient Safety ในประเทศไทย มีการพัฒนาระบบ National Reporting and Learning system ซึ่งมีโรงพยาบาลเข้าร่วมเป็นสมาชิก กว่า 855 แห่ง ในการเข้าร่วมเรียนรู้และรายงานอุบัติการณ์ในระบบ จากการเรียนรู้มีการนำข้อมูลจากอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลที่เป็นจุด pain point ของโรงพยาบาล ที่เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติงานที่อยากจะพัฒนาเพื่อลด Human error ในการปฏิบัติงาน จึงเป็นที่มา “2P Safety Tech" ซึ่งเป็นหนึ่งในงานสำคัญของการขับเคลื่อนงานเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข หรือ 2P Safety Hospital ที่ สรพ. และ BIC ได้ร่วมมือกัน ตั้งแต่ปี 2562 - จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 3 ปี มีนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไม่น้อยกว่า 132 ผลงาน จากแนวคิด Human Factor Engineering เพื่อป้องกัน ความเสี่ยงตามแนวทาง SIMPLE สรพ.ได้เปิดรับสมัครทีม โรงพยาบาลที่สนใจจากโครงการ 2P Safety Hospital และ คัดเลือกมาเข้าแคมป์อบรมพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย และบุคลากรสาธารณสุข โดยการจับคู่โรงพยาบาลกับนวัตกร Start Up ของ สวทช. เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม โดยมี รูปแบบการเคลื่อนงาน ภายใต้ 4C คือ Care : ด้านการดูแลรักษา , Change : นวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลง, Collaboration : สร้างการมีส่วนร่วม, Call for Action : การออกแบบนวัตกรรมที่ กระตุ้นความสนใจ มีผลงานโดดเด่นได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่น แบ่งตามรูปแบบการพัฒนานวัตกรรม ผอ.สรพ. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. จัดงานเสวนาทางด้านการลงทุนระดับโลก “World Business Angel Investor Week 2022” สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
For English-version news, please visit : Thailand stands among 132 countries celebrating World Business Angel Investors Week 2022 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย  เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย จัดงานเสวนาทางด้านการลงทุนระดับโลก “World Business Angel Investor Week 2022” ภายใต้หัวข้อ “Business Transformation for Post-Pandemic economies” โดยความร่วมมือจาก World Business Angels Investment Forum (WBAF) และพันธมิตรมากกว่า 132 ประเทศทั่วโลก ที่มาแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Angel investment, Startup economy, Financial inclusion, Gender quality, Entrepreneurship และ Innovation ในรูปแบบออนไลน์ผ่าน Zoom Webinar ที่จัดตั้งแต่วันที่ 20-26 มิถุนายน 2565 ซึ่งเวทีประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 โดยมี ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน           ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) กล่าวในฐานะ Country chair WBAW ว่า Angel Investor มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ และระบบนิเวศของผู้ประกอบการเพราะสามารถช่วยให้เข้าถึงและอยู่ในตลาดได้โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ Angel Investor เป็นทั้งแหล่งเงินทุน ผู้ให้คำปรึกษาและสามารถแบ่งปันประสบการณ์ได้จากเครือข่ายที่มี ในส่วนของศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีหน่วยงานภายใต้ สวทช. ทำหน้าที่สนับสนุนและดำเนินการวิจัย พัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการให้บริการเทคโนโลยีแก่ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเข้าร่วม WBAF ตั้งแต่ปี 2020 สวทช. เป็นที่ตั้งของ Thailand Country office มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยการช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุน การบ่มเพาะธุรกิจ ให้คำปรึกษา ในการทำธุรกิจช่วงเริ่มต้น ซึ่งทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้มีบทบาทในส่วนของภาครัฐที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสตาร์ทอัพ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เชื่อมต่อกับหลายแหล่งทุนและเครือข่าย Angel เช่น การจัด Pitching& Matching ระหว่าง สวทช.และ TBAN มีการส่งเสริมกิจกรรมของสตาร์ทอัพ หรือ NSTDA Acceleration Program เพื่อหา 24 บริษัท deep tech startup ที่โดดเด่น ด้วยการ pitching 3 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยี IOT และ เครื่องมือทางด้านสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ศูนย์ลงทุน (NSTDA Investment Center: NIC) ที่ทำหน้าที่ด้านการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมสังคมเศรษฐกิจ โดยการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ สวทช. ไม่เพียงสนับสนุนเงินทุนแต่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีอีกด้วย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึง BCG Economy model ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย B ที่มาจากคำว่า Bioeconomy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ ทรัพยากรชีวภาพ หรือผลผลิตทางการเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง C มาจากคำว่า Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยลงหรือเท่ากับศูนย์ และ G มาจากคำว่า Green Economy หรือ เศรษฐกิจสีเขียว คือ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เกษตรและอาหาร 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.วัสดุและพลังงาน และ 4.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งคาดหวังผลกระทบใน 4 ประเด็น 1.สร้างความยั่งยืนให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 3.เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 4.การพึ่งพาตนเอง โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีริเริ่มโครงการและดำเนินงานในหลายส่วน เช่น การออกนโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวกับ BCG และการลงทุน การออกระเบียบข้อบังคับเรื่องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม การสนับสนุนทางการตลาด และการลงทุนในโครงสร้างพื้นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการสร้าง เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ที่เป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมแห่งใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยในหัวข้อสตาร์ทอัพนำพาบริษัทให้อยู่รอดทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง COVID-19 ได้อย่างไร จาก คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO and Co-Founder บริษัท Techsauce Media จำกัด โดย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการทำ  Business Transformation ซึ่งมี 3 ส่วนที่จะต้องพิจารณา ได้แก่ 1.mindset หรือทัศนคติของทีมงานที่ต้องพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ 2.skill set ทักษะหรือที่สิ่งทีมงานยังขาดและต้องเพิ่มเติม 3.เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยจัดการระบบหลังบ้าน เช่น ระบบบัญชี การเงิน ให้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัล และส่วนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือเรื่องของแผนสำรองทางการเงินที่ดี ซึ่งมีตัวช่วยที่สำคัญคือ พาร์ทเนอร์หรือ นักลงทุน โดยการเข้าใจมุมมองและความสนใจของนักลงทุนจะต้องให้ประสบความสำเร็จในเรื่องของการหาพาร์ทเนอร์ได้ โดยในช่วงท้ายของงานยังมีเวทีเสวนาเรื่องมุมมองของภาครัฐในทิศทางการลงทุนและสนับสนุนสตาร์ทอัพในหัวข้อเส้นทางสู่การสนับสนุนสตาร์ทอัพ BCG ในประเทศไทย โดย คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) คุณยุทธนา ศรีสวัสดิ์ กรรมการและเหรัญญิก สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (TSTA) คุณเปรมปรีดี กิตติรัตน์ตระการ ผู้อำนวยการ สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) คุณนฤชา ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ได้มองว่าธุรกิจ BCG นั้นควรให้การส่งเสริม เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่หลากหลายอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้มีการร่วมมือกับ 8 หน่วยงานในเมืองไทย จัดงาน BCG Startup Investment Day เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพในกลุ่ม BCG ได้มีการ pitching และเกิดการ Matching กันระหว่างบริษัทและกลุ่มนักลงทุน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก BOI ด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยการเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจมุมมองของนักลงทุน โดยคุณสุเมธ ลักษิตานนท์ นายกสมาคม TBAN คุณณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส และคุณเมธา จารัตนากร กรรมการสมาคม TBAN ที่ได้ให้แนวโน้มที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตรวมถึงทำให้บริษัทสตาร์ทอัพมีโอกาสที่จะเติบโตได้ในระยะยาวซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจใน 3 เรื่อง ได้แก่ สุขภาพการแพทย์ การเกษตร และการท่องเที่ยวซึ่งเป็น 3 เรื่องสำคัญที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์พิเศษบริษัท ALTO TECH จำกัด โดยนายกสมาคมทีบานในมุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์และแนวคิดของ BCG สตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤตด้วย //////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์