หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเยาวชน เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2567
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง และ NSTDA Shop สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมเสริมทักษะเยาวชนเพื่อเป็นการส่งเสริมทักษะของเยาวชนไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2567 Thailand Inventors’ Day 2024 ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนำประเทศ” ทั้งนี้กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมในช่วงเช้าและบ่าย โดยช่วงเช้ากิจกรรม “การสร้างแชตบอตที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจของคุณ” (Creating Effective Chatbot for your business) เป็นการเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชตบอตในการทำงาน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน และฝึกปฏิบัติออกแบบและพัฒนาระบบแชตบอตที่ใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ โดยวิศวกรวิจัย จากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. สำหรับช่วงบ่ายเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านเกม “ชื่อและสมบัติของธาตุทางเคมี” (Game-based Learning in Science : Name and Properties of Chemical Elements) เป็นกิจกรรมที่ใช้สื่อเสริมทักษะการใช้ตารางธาตุสำหรับนักเรียน ในรูปแบบของเกมการ์ด 2 รูปแบบ ได้แก่ การเขียนชื่อหรือคำศัพท์ด้วยสัญลักษณ์จากตารางธาตุ (Magna Periodica) และการแข่งขันกันด้วยบัตรคำชื่อธาตุบนแผ่นกระดานตารางธาตุ (Eka Periodica) ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาโดย สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยทั้ง 2 กิจกรรมได้รับความสนใจจากเยาวชน ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง รวมกว่า 80 คน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.-อว. ชี้ “น้ำไม่ใช่เชื้อเพลิง”  ไม่สามารถใช้แทนน้ำมันในรถยนต์เชื้อเพลิงสันดาปได้
จากที่มีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ต่าง ๆ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ในเรื่อง หนุ่มวิศวกรชาว จ.ระยอง คิดค้นรถยนต์ใช้น้ำเปล่าเป็นเชื้อเพลิงร่วม เติมลงในรถยนต์เครื่องสันดาป  และมีบุคลากรของสำนักงานปลัดฯ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ไปตรวจสอบการใช้งานนั้น สวทช. ขอให้ข้อมูลในประเด็นข่าวดังกล่าวว่า อย่าเข้าใจผิดว่าใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมัน หรือใช้ร่วมกับน้ำมันเพื่อประหยัดน้ำมันได้ การใช้ละอองน้ำขนาดเล็กในระบบแยกต่างหากที่ควบคุมอย่างดี เพื่อลดอุณหภูมิอากาศทำให้อากาศที่ส่งเข้าไปจุดระเบิดหนาแน่นขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการจุดระเบิด เพื่อใช้ในเครื่องสันดาปหรือที่เรียกว่า “water injection” นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการใช้กันในกลุ่มแต่งรถมานานแล้ว น้ำจะช่วยลดอุณหภูมิขณะจุดระเบิด โดยเฉพาะเครื่องเทอร์โบชาร์จ หรือ เครื่องซุปเปอร์ชาร์จ เมื่อใช้เหมาะสมอาจจะทำให้จูนเครื่องได้ดีขึ้นและเพิ่มความสมบูรณ์ของการเผาไหม้ได้ แต่ถ้าใช้ไม่เหมาะสมก็ลดประสิทธิภาพให้แย่ลง และเป็นอันตรายกับเครื่องยนต์ได้มาก มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ บริษัทรถยนต์จึงไม่ได้แนะนำให้ใช้ เช่น หากน้ำไม่เป็นละอองเล็กพอจะทำให้เครื่องสะดุดและอาจจะถึงกับเครื่องพังได้ และน้ำที่หลงเหลือจะทำให้เครื่องยนต์เป็นสนิมและอุดตันได้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้รถยนต์บ้านที่ใช้กันอยู่ โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ ๆ ได้ถูกปรับแต่งและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ จนมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันสูงมาก ๆ แล้ว แทบไม่มีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันอีก การเติมน้ำสำหรับรถยนต์บ้านจึงมีโอกาสเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิจัย สวทช. สุดเจ๋ง รวมทัพรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567
(2 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2567 Thailand Inventors’ Day 2024” พร้อมพระราชทานเกียรติบัตรให้แก่ผู้ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนำประเทศ” จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยปีนี้มีผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากนักประดิษฐ์ไทยและนานาชาติ ร่วมนำเสนอผลงานกว่า 1,000 ผลงาน ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2567 ในโอกาสนี้ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีกับนักวิจัย สวทช. ที่ได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ รวม 23 รางวัล แบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ดังนี้ รางวัลผลงานวิจัย จำนวน 12 รางวัล 1.1 ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง “ระบบนำส่งยาแบบแม่นยำเพื่อการรักษาโรคมะเร็งระบบประสาทส่วนกลาง” รางวัลระดับดีมาก สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1.2 ดร.วณิลดา รุ่งรัศมี และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง  “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชากรแบคทีเรียในลำไส้ต่อระบภูมิคุ้มกันในกุ้ง” รางวัลระดับดีมาก สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 1.3 ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์จีโนม และพันธุศาสตร์ประชากรของพืชวงศ์โกงกาง อธิบายการเกิดขึ้นของสปีซีส์ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทางวิวัฒนาการได้" รางวัลระดับดีมาก สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 1.4 ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การคัดเลือกและค้นหาเอนไซม์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์จากแหล่งจุลินทรีย์ในประเทศไทย : จากความหลากหลายทางชีวภาพสู่ต้นแบบเพื่ออุตสาหกรรม "รางวัลระดับดีมาก สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย 1.5 ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ ผลงานวิจัยเรื่อง "เทคโนโลยีกราฟินเพื่อการประยุกต์ใช้ด้านเซ็นเซอร์และพลังงาน " รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 1.6 ดร.สุภาวดี นาเมืองรักษ์ และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การค้นหาตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจนด้วยปัญญาประดิษฐ์และการคำนวณเคมีคอมพิวเตอร์ "รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 1.7 ดร.คทาวุธ นามดี และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาอนุภาคนาโนทองคำแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านแนวกั้นระหว่างเลือดกับสมองโดยการห่อหุ้มด้วยเอ็กโซโซมที่มีการแสดงออกของโปรตีนเป้าหมายกับระบบประสาท" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 1.8 ดร.บุญรัตน์ รุ่งทวีวรนิตย์ และคณะ ศูนย์นาโนเทคโลยีแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การออกแบบและพัฒนาโมเดลการศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาแบบใหม่ สำหรับการศึกษากลไกเกิดปฏิกิริยาเชิงลึกในสภาวะเสมือนจริงด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาอะตอมเดี่ยวบนตัวรองรับโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 1.9 ดร.ปิติ อ่ำพายัพ และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาอาหารสัตว์น้ำเสริมสุขภาพเพื่อการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้ทคโนโลยีชีวภาพพรีไบโอติก-โปรไบโอติก และการใช้ประโยชน์จากโคพีพอดของไทย"รางวัลระดับดี สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 1.10 ดร.พีร์ จารุอำพรพรรณ และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การศึกษาบทบาทของโปรตีนนิวคลิโอแคปสิดที่สำคัญต่อการเพิ่มจำนวนของไวรัสโคโรนา" รางวัลระดับดี สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 1.11 ดร.มาริษา ไร่ทะ และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีการทำบริสุทธิ์น้ำตาลไชโลโอลิโกแซกคาไรด์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากอ้อย" รางวัลระดับดี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย 1.12 ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง “ตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะไม่มีตระกูลขนาดนาโนเมตรเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงจากน้ำมันปาล์มเละไขมันสัตว์" รางวัลระดับดี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 4 รางวัล 2.1 ดร.คณาณัฐ นาคสมบูรณ์ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ วิทยานิพนธ์เรื่อง "การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดพาลาเดียมที่มีลิแกนด์แบบไบเดนเตดสำหรับการเติมหมู่โอเลฟินส์บนสารประกอบอะโรมาติกผ่านการตัดพันธะคาร์บอน-ไฮโดรเจนโดยตรง" รางวัลระดับดีมาก สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 2.2 ดร.ปภล ม่วงสนิท ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ วิทยานิพนธ์เรื่อง "การพัฒนาโครงสร้างไฮโดรเจลสามมิติที่ประกอบไปด้วยเซลล์บุผนังหลอดเลือดและเซลล์ชวานน์แบบเรียงตัวสำหรับวิศวกรรมเนื้อเยื่อเส้นประสาทส่วนปลาย" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2.3 ดร.ธรรมนูญ ชาญชนิษฐา ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ วิทยานิพนธ์เรื่อง "ตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะออกไซด์สำหรับการสลายตัวของสารมลพิษอินทรีย์" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 2.4 ดร.ศศิกานต์ สีทาสังข์ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ วิทยานิพนธ์เรื่อง "การพัฒนาโฟโตมิเตอร์แบบย่อส่วนโดยใช้คู่ของไดโอดเปล่งแสงและการประยุกต์ใช้โฟโตมิเตอร์" รางวัลระดับดี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 7 รางวัล 3.1 ดร.อรประไพ คชนันทน์ และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานเรื่อง "ชุดตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการประยุกต์ใช้เพื่อเฝ้าระวังและจัดการควบคุมโรคอย่างเป็นรูปธรรม" รางวัลระดับดีมาก สายาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 3.2 ดร.ชัชวรินทร์ ปูชัย และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ ผลงานเรื่อง "ZafeBat-แบตเตอรี่ปลอดภัย ไม่ระเบิด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 3.3 ดร.จันทร์เพ็ญ ครุวรรณ์ และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานเรื่อง "D-Sense: ขั้วไฟฟ้าพิมพ์สกรีนจากวัสดุสองมิติแบบใช้แล้วทิ้งสำหรับการประยุกต์ใช้งานเซนเซอร์เคมีและเภสัช" รางวัลระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 3.4 ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ และคณะ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ผลงานเรื่อง "เส้นพลาสติกสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติผลิตจากขยะเปลือกหอยแมลงภู่และขยะพลาสติกชีวภาพ" รางวัลประกาศเกียรติคุณ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 3.5 ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และคณะ ผลงานเรื่อง "ชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต" รางวัลประกาศเกียรติคุณ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 3.6 ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ผลงานเรื่อง "ENcase: นวัตกรรมเครื่องผลิตสารฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์" รางวัลประกาศเกียรติคุณ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 3.7 นายวันเสด็จ เจริญรัมย์ และคณะ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานเรื่อง "สวัสดีแอมป์-พลัส: ชุดตรวจเชิงสีชนิดใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นต้นแบบชุดตรวจแห่งอนาคตสำหรับรับมือกับโรคอุบัติใหม่อย่างครอบคลุม" รางวัลประกาศเกียรติคุณ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เดินหน้าขยายผล “วินจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมกับ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตรภาคเอกชน จัดกิจกรรม Kick-off โครงการความร่วมมือวิจัย “รถจักรยานยนต์รับจ้างพลังงานไฟฟ้า สู่สังคมที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมและขยายผลการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไปสู่กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ นำร่องในพื้นที่เขตสามย่าน กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ร่วมกับ สกมช. ผนึกกำลังรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี
1 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กสมช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนา โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นประธานลงนาม โดยมี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ พรหมวิกร  ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมเป็นพยานการลงนาม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่าง สวทช. กับ กสมช.นี้ว่า ถือเป็นการผนึกกำลังของ 2 หน่วยงาน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมและสนับสนุนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความตระหนักด้านสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามสารสนเทศทางไซเบอร์  และร่วมมือกันเพื่อให้มีการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการและเป็นปัจจุบัน เพื่อก่อให้เกิดโครงการ วิจัย หรือนวัตกรรม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาประเทศต่อไป สวทช. เป็นสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของทีมนักวิจัย ซึ่งถือเป็นขุมพลังหลักทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นเจ้าของโจทย์สำคัญของประเทศในด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในทุกภาคส่วน ซึ่งในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัล, AI ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่องทางสื่อสารต่าง ๆ มีหลากหลายขึ้น ธุรกิจหลายภาคส่วน รวมถึงหน่วยงานของรัฐ ล้วนใช้ระบบดิจิทัล และการเชื่อมต่อความเร็วสูงเพื่อจะให้การทำงานทุกอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินดิจิทัลและปกป้องระบบของตนไม่ให้มีการเข้าถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือเกิดเหตุการณ์โดยเจตนาที่มีการละเมิดและเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เชื่อมต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งโดยรวมเรียกว่าการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้การโจมตีทางไซเบอร์ที่ประสบความสำเร็จจะส่งผลให้เกิดการสัมผัสความเสี่ยง การโจรกรรม การลบข้อมูล หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เป็นความลับ ดังนั้นองค์กรที่ใช้กลยุทธ์การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยการมีส่วนร่วมดำเนินงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยประเมินความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครือข่าย พื้นที่เก็บข้อมูล แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออื่น ๆ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จะสร้างเฟรมเวิร์กด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมและใช้มาตรการป้องกันในองค์กรต่อไป “ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะได้ร่วมกันเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี รวมถึง การสร้างความตระหนักด้านสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามสารสนเทศทางไซเบอร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมกันดำเนินการเชิงปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการ และให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี รวมทั้งจัดฝึกอบรมและสัมมนา ระหว่างบุคลากรของทั้งสองฝ่าย เพื่อดำเนินการในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวข้อง” ด้าน พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า สกมช. และ สวทช. ได้ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและอุตสาหกรรม สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ เนื่องจากการวิจัยและพัฒนามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรือง ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนหรือประเทศ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ การป้องกันปัญหา จนถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ระหว่าง สกมช. และ สวทช. ในงาน Thailand International Cyber Week 2024 จึงเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี นวัตกรรมและอุตสาหกรรมสำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งนี้ สกมช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จึงมั่นใจว่าความพยายามร่วมกันของทั้ง 2 องค์กร จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ให้กับประเทศไทยในอนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2565 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 13 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) 31 มกราคม พ.ศ. 2567
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2565 ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ได้รับทราบ ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 13 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567 เวลา 9.00 น. ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร   โดยสามารถอ่าน รายงานประจำปี 2565  ของ สวทช. ได้ที่ https://www.nstda.or.th/home/nstda_post/annual-report-2565/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
งานสัมมนา How to WIN International Invention & Innovation Awards? เจาะลึกเทคนิคพิชิตการประกวดสิ่งประดิษฐ์และผลงานนวัตกรรมระดับโลก
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานสัมมนา How to WIN International Invention & Innovation Awards? เจาะลึกเทคนิคพิชิตการประกวดสิ่งประดิษฐ์และผลงานนวัตกรรมระดับโลก . ไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ จะได้พบกับ บทบาทของ วช. ในการส่งเสริมนวัตกรรมบนเวทีโลก ประโยชน์ของการส่งผลงานเข้าประกวด...โอกาสที่ได้รับและความท้าทายที่ต้องเจอ เวทีไหนที่ใช่สำหรับเรา หลักการพิจารณาและการเตรียมความพร้อมในการส่งผลงานเข้าประกวด ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของผู้ที่เคยผ่านเวทีระดับโลกและได้รับรางวัลมาแล้วจากหลายเวที Tips & Tricks เพื่อพิชิตรางวัลปังๆ ระดับโลกในมุมมองของ วช.และภาคเอกชน . ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sciencepark.or.th/.../how-to-win.../ . ลงทะเบียนที่นี่ https://tsp.hubmember.com/.../how-to-win-international... รับจำนวนจำกัด!!! . วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00-16.00น. ณ ศูนย์ Connex อาคาร INC 2 Tower D (อาคาร 19) ชั้น 1 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. . งานนี้เหมาะกับผู้บริหารธุรกิจเทคโนโลยี นักวิจัย นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่กำลังมองหาโอกาสและเวทีในการส่งผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดบนเวทีนานาชาติ . สัมมนานี้จะให้แรงบันดาลใจกับทุกคน ความเข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ของการส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับสากล เป็นงานสัมมนา 3 ชม.ที่นอกจากจะได้ความรู้และเห็นถึงความสำคัญของการส่งผลงานเข้าประกวดแล้ว คุณจะได้พบกับทีมงาน วช. และ อวท. ที่พร้อมจะให้คำปรึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกคน . สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณประภัสสร (หนิง) โทร. 0-2564-7000 ต่อ 5365 มือถือ. 081-854-1844 อีเมล bcd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ไบโอเทค สวทช. พัฒนา ‘ชุดตรวจโรคกุ้ง 4 ชนิดที่พบบ่อยในไทย’ ตรวจง่าย รู้ผลไว ต้นทุนต่ำ แม่นยำสูง
  ‘กุ้ง’ เป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจหลักของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เพราะมีตลาดรองรับชัดเจน มีความต้องการสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งต่างทราบกันดีว่า ‘งานเพาะเลี้ยงเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง’ เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาโรคระบาดที่พบเจอได้ทุกฤดูกาล ซึ่งหากรู้ตัวช้า รับมือไม่ทัน ก็อาจเกิดความเสียหายตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท หรือบางรายอาจสูญเสียจนถึงขั้นไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเริ่มทำธุรกิจใหม่ได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยและพัฒนา ‘ชุดตรวจโรคกุ้งที่พบบ่อยในประเทศไทย’ ประกอบด้วย โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โรคตายด่วน (EMS) โรคขี้ขาวอีเอชพี (EHP) และโรคแคระแกร็น (IHHNV) โดยใช้เทคนิค “แลมป์ (LAMP)” ในการตรวจ เพราะเทคนิคนี้โดดเด่นเรื่องขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ให้ผลตรวจแม่นยำ อ่านผลตรวจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล ที่สำคัญน้ำยาและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาถูก ทั้งนี้ สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนในการทำวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้รับความร่วมมือในการทำวิจัยจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน   [caption id="attachment_52033" align="aligncenter" width="700"] ทีมวิจัยที่พัฒนาชุดตรวจโรคกุ้ง[/caption]               คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปการเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบการผลิต เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะรับซื้อลูกกุ้งพันธุ์ดีปลอดโรคมาจากบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรคตั้งแต่เริ่มต้น แต่เมื่อนำลูกกุ้งมาเพาะเลี้ยงในบ่อแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงอีกมากที่ลูกกุ้งจะติดโรคจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง ดังนั้นผู้เพาะเลี้ยงจึงจำเป็นต้องติดตามสุขภาพของกุ้งอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติเกิดขึ้นก็จะต้องรีบนำตัวอย่างกุ้งไปส่งตรวจด้วยเทคนิค PCR (polymerase chain reaction) ซึ่งเป็นการตรวจในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อนำผลการตรวจมาใช้วางแผนแก้ปัญหาทันที “ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับปัญหาโรคระบาดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทีมวิจัยได้พัฒนาชุดตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิค “แลมป์ (LAMP: loop-mediated isothermal amplification)” ที่มีจุดแข็งเรื่องตรวจง่าย รู้ผลไว และค่าใช้จ่ายถูก เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงชุดตรวจโรคที่ใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการฟาร์ม รวมถึงช่วยให้รับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เทคนิคแลมป์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีวิธีใช้งานและอ่านผล 2 รูปแบบ แบบแรก คือ ‘XO-AMP’ เป็นเทคนิคที่ให้ผลการตรวจเชิงคุณภาพ เกษตรกรจะทราบว่ากุ้งตัวอย่างที่นำมาตรวจเป็นโรคหรือไม่จากการสังเกตสีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยตาเปล่า ส่วนเทคนิคย่อยที่สอง คือ ‘Real-AMP’ เทคนิคนี้จะแสดงผลการตรวจเป็นกราฟบ่งชี้ปริมาณเชื้อที่ตรวจพบ เพื่อให้เกษตรกรนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนการจัดการโรคได้ละเอียดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”     ขั้นตอนหลักที่ใช้ในการตรวจโรคกุ้งของทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP มีเพียง 3 ขั้นตอน ทุกขั้นตอนทำง่ายและไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะสำหรับการตรวจ คุณวรรณสิกา อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจว่า ขั้นตอนแรก คือ การเตรียมตัวอย่าง ด้วยการสกัดดีเอ็นเอจากอวัยวะของกุ้งด้วยน้ำยาสกัดดีเอ็นเอชนิดรวดเร็วที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาในการสกัดเพียง 5-10 นาที ขั้นตอนที่สองคือการนำดีเอ็นเอที่สกัดได้มาใส่ในหลอดน้ำยาแลมป์ XO-AMP หรือ Real-AMP (เป็นชุดอุปกรณ์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน) ขั้นตอนที่สามคือการทดสอบและอ่านผล โดยนำหลอดน้ำยาแลมป์ที่เติมดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้วไปบ่มที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเทคนิค XO-AMP จะบ่มด้วยเครื่อง heating block ซึ่งเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่หาซื้อได้ทั่วไป ส่วนเทคนิค Real-AMP จะบ่มในเครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์ที่ทีมวิจัยร่วมกับบริษัทไดมอนด์ พาย จำกัด พัฒนาขึ้น หลังจากบ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ตรวจสามารถนำหลอดทดสอบที่ตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP ออกมาอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า หากสีของน้ำยาเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลืองแปลว่าพบการติดเชื้อ (เป็นการเปลี่ยนแปลงสีของสาร Xylenol orange) ส่วนเทคนิค Real-AMP ผู้ตรวจจะอ่านผลได้จากเส้นกราฟที่แสดงบนหน้าจอแท็บเล็ตซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์   [caption id="attachment_52031" align="aligncenter" width="700"] ชุดตรวจโรคกุ้ง ‘XO-AMP’[/caption]   [caption id="attachment_52032" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์[/caption]   ชุดตรวจ ‘XO-AMP’ และ ‘Real-AMP’ มีประสิทธิภาพในการตรวจสูงเทียบเท่าการตรวจด้วยเทคนิค PCR ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจมาตรฐานในระดับห้องปฏิบัติการ​ ทั้งด้านความไว (sensitive) ความแม่นยำ และความจำเพาะในการตรวจ แต่ชุดตรวจทั้งสองแบบนี้ยังมีจุดแข็งอื่นที่เหนือกว่า คือ ใช้งานง่าย ตรวจได้รวดเร็ว และมีราคาจับต้องได้ คุณศิรินทิพย์ แดงติ๊บ ผู้เชี่ยวชาญเทคนิค จากทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. เสริมว่า ชุดตรวจวัดทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ผ่านการออกแบบภายใต้แนวคิดการช่วยแก้ปัญหาความยากลำบากในการส่งตรวจโรคกุ้งและการรอคอยผลตรวจนานให้แก่เกษตรกร ดังนั้นนอกจากการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้งานได้ง่ายดังที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ชุดตรวจทั้งสองยังผ่านการพัฒนาให้ตรวจได้รวดเร็วกว่าเทคนิค PCR ด้วย โดยทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ใช้เวลาในการตรวจเพียง 1 ชั่วโมง 15 นาที แตกต่างจากเทคนิค PCR ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง (ไม่รวมระยะเวลาในการส่งตรวจ รอคิวตรวจ และรอการแจ้งผลกลับ) ดังนั้นหากเกษตรกรมีเครื่องมือตรวจ XO-AMP หรือ Real-AMP เป็นของตัวเอง หรือมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อลงทุนด้านเครื่องมือตรวจสำหรับใช้งานร่วมกัน เกษตรกรจะตรวจโรคกุ้งได้บ่อยครั้งมากขึ้นหรือดำเนินงานแบบเชิงรุกได้ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียจากการแก้ปัญหาไม่ทันการณ์ได้เป็นอย่างดี “ส่วนด้านราคา ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยี XO-AMP และ Real-AMP ภายใต้แนวคิด ‘เกษตรกรต้องเข้าถึงได้’ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP จึงมีราคาเพียง 2-3 หมื่นบาท ส่วน เครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์ที่ใช้ในการตรวจร่วมกับชุดตรวจ Real-AMP มีราคาประมาณ 1 แสนบาท ขณะที่เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค PCR มีราคาสูงกว่า 5-10 เท่า นอกจากนี้ราคาของน้ำยาสกัดดีเอ็นเอและน้ำยาแลมป์ที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ก็ผ่านการพัฒนาให้มีราคาถูกกว่าน้ำยาที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค PCR มากเช่นกัน”   [caption id="attachment_52034" align="aligncenter" width="750"] ภาพบรรยากาศการสอนผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้งานชุดตรวจ[/caption]   [caption id="attachment_52035" align="aligncenter" width="750"] ภาพบรรยากาศการสอนผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้งานชุดตรวจ[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจโรคกุ้งทั้ง 4 โรคหลักที่พบในประเทศไทย โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โรคกุ้งตายด่วน (EMS) โรคขี้ขาวอีเอชพี (EHP) และโรคแคระแกร็น (IHHNV) ทั้งการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP คุณวรรณสิกา เสริมว่า ขณะนี้นอกจากการเสาะหาผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในธุรกิจชุดตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แล้ว ไบโอเทค สวทช. ยังมองหาผู้ประกอบการในประเทศไทยที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ “การให้คำปรึกษาการตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แบบเรียลไทม์” ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ โดยผู้ประกอบการ 10 เจ้าแรกที่สนใจเข้าร่วม โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. จะ ‘ช่วยจ่ายค่าชุดตรวจโรคให้ร้อยละ 50’ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ผู้ที่สนใจเทคโนโลยี ติดต่อขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ได้ที่คุณลินดา อารีย์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3301 หรืออีเมล linda.are@biotec.or.th และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการการให้คำปรึกษาการตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แบบเรียลไทม์ พร้อมเข้าร่วมแคมเปญช่วยจ่ายร้อยละ 50 จาก ITAP ติดต่อได้ที่ คุณเปรมฤดี ศรีทัพไทย เบอร์โทรศัพท์ 08 6781 1711 หรืออีเมล premrudee.sritupthai@nstda.or.th       เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ศุภมาส ผลักดันเศรษฐกิจ AI จ่อเสนอตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติชุดใหม่
(วันที่ 29 มกราคม 2567) ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ที่กำลังกระทบทุกคน ทุกประเทศ เพราะถูกใช้ในแทบทุกอุตสาหกรรมและ กลุ่มอาชีพ ตลอดจนในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่รอบรู้ เช่น ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปเหมือนจริงที่กำลังนิยมใช้กันเท่านั้น แต่ถูกใช้ในการตลาด โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการแพทย์มาสักระยะหนึ่งแล้ว และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเทคโนโลยี AI นี้ เช่นเดียวกับการที่เทคโนโลยีใหม่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการที่เทคโนโลยีเครื่องจักรกลก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี พ.ศ. 2303 หรือเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำก่อให้เกิดการปฏิวัติอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงปี พ.ศ. 2490 ที่แตกต่างคือ เทคโนโลยี AI นี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงและรวดเร็วต่อเศรษฐกิจกว่าทุกเทคโนโลยีที่ผ่านมา ดังนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) จึงผลักดันให้มีการเริ่มจัดทำแผนการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ AI ของประเทศ โดยในครั้งนี้ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น อธิการบดี ข้าราชการระดับสูง CEO ปตท. SCG และไทยพาณิชย์ เป็นต้น ได้พิจารณาเห็นชอบร่างแผนการใช้ประโยชน์ AI พร้อมทั้งให้ความเห็นเชิงนโยบายก่อนนำเสนอคณะกรรมการ AI แห่งชาติต่อไป โดยแผนนี้จะทำให้เกิดการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ AI อย่างเป็นรูปธรรมเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและลดการเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยจะต้องใช้และพัฒนาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทยให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ควบคู่กับการนำเข้าเทคโนโลยี AI จากต่างประเทศ โดยการทำงานต้องมีการวางแผน แบ่งงาน และร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ พร้อมกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐในจุดที่สำคัญ จึงจะประสบความสำเร็จในเชิงการใช้ประโยชน์และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป นอกจากนั้น นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ได้เตรียมรายชื่อคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรรมการชุดนี้มีผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวง อว. เป็นเลขานุการร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวง DE ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สาระสำคัญที่ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการในวันนี้มีประโยชน์ต่อการดำเนินงานเป็นอย่างมาก การเห็นชอบของคณะกรรมการ กวทช. ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการลงรายละเอียดในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565-2570 (Thailand National AI Strategy) ซึ่งอาศัยกำลังทั้งจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร เพราะจากผลสำรวจความพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย ในปี 2566 พบว่ามีหน่วยงานเพียง 15.2% จากกลุ่มตัวอย่างสำรวจที่ได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานแล้ว แสดงถึงความต้องการขับเคลื่อนผลักดันระบบนิเวศของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศทั้งองคาพยพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการดำเนินงานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ai.in.th/
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
🎉Easy E-Receipt @ TSP ช้อปดีมีคืน ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
🎉Easy E-Receipt @ TSP ช็อปดีมีคืน ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย . บริการห้องประชุมสัมมนา Meeting package ห้องพักค้างคืน พื้นที่ออกบูธ สินค้าภายใน NSTDA@TSPCC . ✨ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท ตั้งเต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 . 👉สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ INBOX : https://bit.ly/3bOUWLm โทรศัพท์ : 02-564-7170 กด 1 . ติดต่อห้องพักค้างคืน และพื้นที่ออกบูธ ศูนย์บริการลูกค้า 02-564-7200 ต่อ 5555 หรือ 02-117-6900 อีเมล cs@sciencepark.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ระบบบำบัดน้ำบาดาลด้วยนาโนไฮบริดเมมเบรน นวัตกรรมนาโนเทค สวทช. รับ BCG เพื่อความยั่งยืน
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านวัสดุนาโน ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและภัยแล้งที่ชุมชนหลายแห่งของไทยต้องเผชิญเมื่อใช้น้ำบาดาลในการดำรงชีวิต “นาโนไฮบริดเมมเบรน” ที่ผสานวัสดุกราฟีนออกไซด์และนาโนเคลย์ สู่แผ่นเมมเบรนที่มีรูพรุนระดับนาโน/ไมครอนสำหรับใช้ในระบบกรอง ถอดเปลี่ยน-ล้าง (regenerate) ใหม่ได้ ตอบโจทย์ความต้องการระบบการบำบัดน้ำบาดาลที่มีการปนเปื้อนไอออนต่างๆ เช่น เหล็ก แมงกานีส แคลเซียม เกลือ พร้อมต่อยอดพัฒนาต้นแบบระบบน้ำกรองของโรงเรียน ณ จังหวัดอุดรธานี หวังเป็นตัวช่วยกลุ่มชุมชน โรงเรียน หมู่บ้าน และพื้นที่ชายขอบที่ประสบปัญหาในเรื่องของคุณภาพน้ำด้วยระบบการจัดการน้ำสะอาดที่มีประสิทธิภาพ ตอบ BCG ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย ดร. กฤตภาส เลาหสุรโยธิน ทีมวิจัยกระบวนการระดับนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเกษตร ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ระบบน้ำบาดาลมีความสำคัญมากในพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำใช้เพื่ออุปโภคและบริโภค ซึ่งในหลายพื้นที่ พบว่า น้ำบาดาลมีการปนเปื้อนไอออนต่างๆ เช่น เหล็ก แมงกานีส แคลเซียม หรือเกลือ ที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้น้ำ ทีมวิจัยนาโนเทคจึงนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดจากวัสดุนาโนที่มีโครงสร้าง 2 มิติ จากนาโนเคลย์หรือเลเยอร์ดับเบิ้ลไฮดรอกไซด์ที่มีสมบัติในการดูดซับและแลกเปลี่ยนไอออนในการตรึงไอออนและโมเลกุลของสารประกอบต่างๆ เพื่อให้สามารถเพิ่มสมบัติการดูดซับสารปนเปื้อนดียิ่งขึ้น “เราศึกษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับการพัฒนาเสริมวัสดุกราฟีนออกไซด์ให้เป็นคอมพอสิตระดับนาโนไฮบริดของวัสดุสองมิติ 2 ชนิด ที่มีความเข้ากันได้ โดยมองความเป็นไปได้ที่วัสดุนาโนไฮบริดนี้จะถูกนำไปใช้งานจริง และมี TRL ที่สูงขึ้นเพื่อการต่อยอดใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณะประโยชน์ ด้วยเหตุนี้จึงออกแบบให้วัสดุดังกล่าว อยู่ในรูปของแผ่นเมมเบรนที่มีรูพรุนระดับนาโนหรือไมครอนซึ่งจะทำให้ถูกนำไปใช้งานในระบบกรอง ถอดเปลี่ยน และล้าง (regenerate) ให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้” ดร. กฤตภาสกล่าว ในงานวิจัยส่วนนี้ นาโนเทค สวทช. พร้อมกับผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนาและออกแบบนาโนไฮบริดเมมเบรนพร้อมระบบชุดกรองน้ำแบบไหลข้าม (crossflow) สำหรับการกำจัดไอออนแคลเซียมและเกลือคลอไรด์จากกลไกการดูดซับและการแยกไอออนจากลักษณะชั้นระดับนาโน (nanochannel) จากการซ้อนทับกันของกราฟีนออกไซด์และนาโนเคลย์ โดยมีประสิทธิภาพและความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ในการเตรียมวัสดุเลเยอร์ดับเบิ้ลไฮดรอกไซด์หรือนาโนเคลย์สังเคราะห์นั้น นักวิจัยนาโนเทคเผยว่า สามารถเตรียมขึ้นได้จากเกลือไนเตรดของโลหะที่เป็นไดเวเลนท์แคตไอออนกับไตรเวเลนท์แคตไอออน เมื่อใช้ไอออนของโลหะที่เหมาะสม จะสามารถเตรียมและผลิตเลเยอร์ดับเบิ้ลไฮดรอกไซด์ที่มีสมบัติเฉพาะต่างกัน และมีสมบัติการดูดซับและการแลกเปลี่ยนไอออนลบจากชั้นระหว่างเลเยอร์ของแคตไอออนไฮดรอกไซด์ เมื่อนำไปผนวกกับส่วนประกอบของวัสดุคาร์บอนจึงเป็นการเพิ่มสมบัติการดูดซับและพื้นที่ผิวให้สูงขึ้น การสร้างคาร์บอนที่มีสมบัติหลากหลายและมีพื้นที่ผิวสูง เช่นกราฟีนออกไซด์ ที่มีสมบัติเชิงโครงสร้างแบบ 2D จะมีความสอดคล้องกันกับมิติของวัสดุเลเยอร์ดับเบิ้ลไฮดรอกไซด์ เมื่อทำการผสมแบบ in-situ ตามวิธีที่ทางนาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้ ทำให้มีการก่อตัวของของผสมทั้งสองชนิดและได้วัสดุคอมพอสิตแบบ 2D/2D ที่ยากจะแยกกันออก ข้อดีของแนวทางแบบนี้คือทำให้วัสดุมีสมบัติการดูดซับและตรึงไอออนของเป้าหมายได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เมื่อนำไปขึ้นรูปเป็นแผ่นเยื่อกรองโดยมีวัสดุยึดเหนี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้วัสดุคอมพอสิตนี้ มีความเสถียร ทนต่อการนำไปใช้งานในการแยกผ่านตะกอนหรืออนุภาคได้ดี โดยเฉพาะการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเป็นวัสดุที่มีความชอบน้ำต่ำ (hydrophilicity) ของกราฟีนออกไซด์ที่จะสลายตัวเมื่อนำไปใช้ในงานด้านน้ำ ดังนั้น เมื่อวัสดุนาโนไฮบริดนี้อยู่ในรูปของเมมเบรนที่มีขนาดรูพรุนเล็กระดับไมครอน และมีความเสถียรสูงจึงสามารถนำมาใช้รับแรงดันในกระบวนการกรองน้ำได้ผ่านการดูดซับและกรองแบบไหลข้าม (crossflow) ที่มีข้อดีกว่าแบบ dead-end หรือกรองแบบตั้งฉากกับหน้าแผ่นกรองที่จะเกิดการสะสมและอุดตันจนไม่สามารถใช้งานต่อได้ “ผลการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า วัสดุเมมเบรนนี้มีสมบัติในการดูดซับไอออนที่มีประจุทั้งในกลุ่มไอออนลบ เช่น Cl- และไอออนบวก เช่น Ca2+ และไอออนอื่นๆ” ดร. กฤตภาสกล่าว พร้อมชี้ว่า งานวิจัยนี้พัฒนาวัสดุนาโนคอมพอสิตขั้นสูงนี้ สามารถพัฒนากระบวนการที่มีประสิทธิภาพ โดยรวมถึงการควบคุมอัตราส่วนทางเคมี อุณหภูมิ และบรรยากาศที่เหมาะสมจึงเกิดวัสดุดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคนิคในการผลิตในปริมาณมาก การออกแบบและพัฒนารูปแบบการเตรียมให้ได้วัสดุในรูปผงแห้ง ที่เก็บได้ยาวนานกว่าและคงประสิทธิภาพได้ดีเช่นเดียวกับวัสดุที่เพิ่งเตรียมขึ้นใหม่ ในสถิติ สามารถเก็บไว้ได้นานเกิน 1 ปี จึงพร้อมสำหรับการต่อยอดสู่งานวิจัยและพัฒนาวัสดุอื่นต่อไป นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังกำลังดำเนินงานวางแผนพัฒนาระบบน้ำกรองของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ผ่านความร่วมมืออย่างน้อยสองเครือข่าย ได้แก่ มรภ.ราชภัฏอุดรธานี และทางโรงเรียนเป้าหมายใน ตำบลพันดอน อำเภอกุมภวาปี จ.อุดรธานี ภายใต้โครงการงบบูรณาการน้ำ ปี 2567 ซึ่งจะเป็นการสำรวจคุณภาพน้ำและทำการปรับปรุงฟื้นฟูระบบกรองน้ำที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกครั้งโดยการใช้ระบบตกตะกอน การให้อากาศ และการกรองผ่านระบบไมโครเมมเบรนนาโนไฮบริด โดยจะมีการติดตาม ทดสอบผลเปรียบเทียบความแตกต่างของระบบที่ติดตั้ง เพื่อรวบรวมเป็นผลงานวิจัยเชิงวิชาการ และร่วมกับการพัฒนาทักษะและความเข้าใจให้กับโรงเรียนและชุมชนผู้ดูแลระบบในพื้นที่จริง ให้ทราบถึงประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีต่อไป “นวัตกรรมแผ่นไมโครเมมเบรนพร้อมด้วยชุดกรองแบบไหลข้ามนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มชุมชนที่ประสบปัญหาในเรื่องของคุณภาพน้ำ มีโรงเรียน หมู่บ้าน และพื้นที่ชายขอบที่ยังมีความต้องการระบบการจัดการน้ำสะอาดที่มีประสิทธิภาพ ตอบโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการใช้ วทน. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย ในขณะเดียวกัน การพัฒนาวัสดุนาโนไฮบริดของเลเยอร์ดับเบิ้ลไฮดรอกไซด์และกราฟีนออกไซด์นี้ ยังพร้อมสำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์เมื่อมีผู้สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการวิจัยเพิ่มเติมถึงการใช้งานอื่นๆ ที่หลากหลาย และนำเสนอให้ผู้สนใจได้เห็นโอกาสในการนำไปขยายผลเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ต่อไป” ดร. กฤตภาสกล่าวย้ำ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช’ ยกระดับเกษตรกรรมไทยให้ปลอดภัยและยั่งยืน
  ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด แต่ในระหว่างการผลิต เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาศัตรูพืช ทั้งโรค แมลง และวัชพืช ซึ่งบางฤดูกาลอาจพบการระบาดรุนแรงและสร้างความเสียหายให้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากเช่นเดียวกัน และเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดการดื้อยา มีสารพิษตกค้างในผลิตภัณฑ์ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร รวมถึงปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ ระบบนิเวศ และกระทบต่อการทำเกษตรในระยะยาว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มุ่งวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับใช้ในไม้ผล พืชผัก พืชสวน พืชไร่ โดยเฉพาะนาข้าว เพื่อช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาศัตรูพืชในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และลดต้นทุนจากการใช้สารเคมี โดยชีวภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช และชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช   คัดเลือกจุลินทรีย์พัฒนาเป็นชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช   [caption id="attachment_51700" align="aligncenter" width="750"] ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูกเป็นปริมาณมาก โดยสารเคมีที่ใช้ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการคัดเลือกจุลินทรีย์จากคลังจุลินทรีย์ของประเทศที่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้สูงในระดับห้องปฏิบัติการ นำมาพัฒนาเป็นชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น ราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana สายพันธุ์ BCC 2660) สำหรับควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเป็นชีวภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตรแล้ว   [caption id="attachment_51701" align="aligncenter" width="750"] ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ[/caption]   นอกจากนี้ยังมีราเมตาไรเซียม (Metarhizium สายพันธุ์ BCC 4849) เพื่อควบคุมไรแดง แมลงวันผลไม้ แมลงปีกแข็งชนิดต่างๆ โปรตีนวิป (VIP) จากแบคทีเรียบีที ใช้ควบคุมหนอนผีเสื้อต่าง ๆ และไวรัสเอ็นพีวี (NPV) 3 ชนิด ใช้ควบคุมหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้ายได้อย่างจำเพาะเจาะจง โดยนำชีวภัณฑ์ผสมน้ำและฉีดพ่นให้ทั่วแปลงปลูกในช่วงเวลาเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและแสงยูวีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์   ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช ช่วยชาวสวนทุเรียนสู้โรครากเน่า-โคนเน่า โรครากเน่า-โคนเน่าถือเป็นปัญหาโรคพืชที่ร้ายแรงของชาวสวนทุเรียนที่มักระบาดหนักในฤดูฝน หากต้นทุเรียนเป็นโรครุนแรงอาจทำให้ยืนต้นตายได้ ทีมวิจัยได้พัฒนาชีวภัณฑ์จากเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum สายพันธุ์ TBRC 4734) ที่ควบคุมราก่อโรคพืชได้หลายชนิด เช่น โรครากเน่า-โคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอรา (Phytophthora) โรคเน่าคอดินที่เกิดจากเชื้อพิเทียม (Pythium) และ โรคราน้ำค้างที่เกิดจากเชื้อราเพอโรโนสปอรา (Peronospora)   [caption id="attachment_51702" align="aligncenter" width="450"] การใช้ชีวภัณฑ์ราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าในต้นทุเรียนที่เกิดจากเชื้อไฟทอปธอรา ช่วยหยุดการตายของต้นทุเรียนและทำให้ต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว[/caption]   “เราได้นำชีวภัณฑ์ราไตรโคเดอร์มาไปทดสอบในสวนทุเรียนของเกษตรกรที่มีปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าอย่างรุนแรงในจังหวัดระยอง พบว่าชีวภัณฑ์สามารถหยุดการตายของต้นทุเรียนได้ และทำให้ต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาแบบปูพรมทั้งสวน เพื่อลดความรุนแรงของเชื้อราไฟทอปธอร่า และยังส่งเสริมความแข็งแรงของพืชได้อีกด้วย ช่วยเกษตรกรลดความเสียหายจากโรครากเน่าโคนเน่าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี” ดร.อลงกรณ์ กล่าว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืชอีกหลายชนิด ทั้งโรคพืชที่เกิดจากแบคทีเรียและถ่ายทอดผ่านเมล็ดได้ เช่น โรคกล้าไหม้และผลเน่าของแตง โรคไหม้ของพืชตระกูลพริกและกะหล่ำ โรคเหี่ยวเขียวของพืชหลายตระกูล   ค้นหาเชื้อรา พัฒนาสารสกัดคุมวัชพืช ดร.อลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า วัชพืชเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่พบได้ทั่วไปในแปลงเกษตร โดยที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดวัชพืชมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสารเคมีเกษตรทุกชนิด ทีมวิจัยจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรค้นหาสารกำจัดวัชพืชจากธรรมชาติ โดยคัดแยกจุลินทรีย์จากตัวอย่างวัชพืชที่เป็นโรค นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อและสกัดสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต่อวัชพืชมาพัฒนาสูตรชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช “สารชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืชที่เราผลิตได้เป็นสารสกัดจากกลุ่มเชื้อราที่แยกได้จากวัชพืช เช่น ราลาซิโอไดโพลเดีย (Lasiodiplodia theobromae) เมื่อเลี้ยงในอาหารต้นทุนต่ำจากวัสดุเหลือใช้ทางอุตสาหกรรมจะผลิตสารได้หลายชนิด นำมาผสมเป็นสูตรชีวภัณฑ์ในรูปแบบไมโครอิมัลชัน ใช้ฉีดพ่นในแปลงเกษตรควบคุมวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ใช้กันทั่วไป ควบคุมได้ทั้งวัชพืชใบกว้างและใบแคบ เช่น ตีนตุ๊กแก หญ้าปากควาย สาบม่วง และผลการทดสอบพิษวิทยาในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พัฒนากระบวนการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อเตรียมพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการ”   [caption id="attachment_51703" align="aligncenter" width="750"] สารชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช ควบคุมได้ทั้งวัชพืชใบกว้างและใบแคบ[/caption]   นอกจากการพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแล้ว ทีมวิจัยยังได้รวบรวมองค์ความรู้จากการทำงานด้านชีวภัณฑ์ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดทำคู่มือการจัดการศัตรูพืชด้วยชีวภัณฑ์แบบครบวงจร (SOP) สำหรับทุเรียนและถั่วฝักยาวเผยแพร่ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของทีมวิจัยและพันธมิตร เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ชีวภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ถูกกับชนิดศัตรูพืช ถูกวิธี และถูกเวลา   [caption id="attachment_51704" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   [caption id="attachment_51705" align="aligncenter" width="750"] : ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   [caption id="attachment_51706" align="aligncenter" width="750"] : ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   การใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชจะส่งผลดีในหลายด้าน ทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีในแปลงเกษตร ลดสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีจากต่างประเทศ ไม่พบปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อต่อชีวภัณฑ์ ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้านเกษตรปลอดภัยและการผลิตผักผลไม้อินทรีย์ สอดรับกับนโยบาย BCG Economy Model ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้สนใจเทคโนโลยี ‘ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช’ ติดต่อได้ที่ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ‘ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย’     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น