หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. – NIA จับมือ อิมแพ็ค เล็งพัฒนา ‘เมืองทอง’ เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
(วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้องจูปีเตอร์ 12-13 อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ (IMPACT Challenger) เมืองทองธานี จ.นนทบุรี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงาน “Muang Thong Thani Smart Living Innovation Pitching” โดยมีนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนักลงทุน นักวิจัย Startup ที่เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเมืองทองเป็นเมืองน่าอยู่ และยั่งยืน ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การเปิดงาน “Muang Thong Thani Smart Living Innovation Pitching” วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกันระหว่าง อิมแพ็คเมืองทองธานี และหน่วยงานที่ทำงานสนับสนุนด้านเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สวทช. และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อร่วมมือกันส่งเสริมการพัฒนาเมืองทองธานี ให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและชีวิตที่สะดวกสบาย เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับผู้คน และการริเริ่มให้เป็นชุมชนที่มุ่งส่งเสริมการใช้นวัตกรรม “เราได้มีการหารือร่วมกันแล้วว่าทิศทางของการร่วมพัฒนานวัตกรรม จะเปิดพื้นที่ให้งานวิจัยและ สตาร์ตอัป ได้มีโอกาสนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาแก้ปัญหาจริง หรือมีโอกาสร่วมพัฒนานวัตกรรมไปด้วยกัน และทางเมืองทองเองพร้อมจะเป็นผู้นำร่องใช้นวัตกรรมก่อนใคร หรืออาจจะเป็นผู้ลงทุนในอนาคตต่อไป เพื่อนำไปสู่แนวคิด Muang Thong Innovation District ตรงกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ Smart living Area อย่างไรก็ตามความร่วมมือกันครั้งนี้ สวทช. มีงานวิจัยที่พัฒนาบนหลักคิดของความยั่งยืน BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)  และมีพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งวันนี้มีการนำเสนอนวัตกรรมที่น่าจะตอบสนองความต้องการของชุมชนเมืองทองได้เป็นอย่างดี โดยคาดหวังทั้งฝั่งนักวิจัยและนักลงทุนจะได้มีโอกาสร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองชุมชนเมืองทองธานีให้มีความน่าอยู่และยั่งยืนไปด้วยกัน” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ระบุ ด้านนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยภายหลังรับฟังการนำเสนอนวัตกรรมจากนักลงทุน Startup และนักวิจัย ว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. NIA และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่ง อิมแพ็ค เมืองทองธานี ให้ความสำคัญกับผู้คน ทั้งที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บริเวณโดยรอบตลอดจนผู้คนที่เข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในเมืองทองธานี ซึ่งมีผู้คนหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการต่างๆในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 300,000-1,000,000 คนต่อวัน ดังนั้นเราจึงเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาเมืองทองธานีให้เป็นเมืองน่าอยู่ และยั่งยืน เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนในเมืองทองธานีให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นไป “อย่างไรก็ตามการรับฟังผลงานนวัตกรรมต่างๆ จากผู้ที่นำเสนอผลงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีนักวิจัย และนักลงทุน ที่เก่งและมีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจำนวนมาก ซึ่งหากนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนเมือง หรือองค์กรภาคส่วนต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้ใช้นวัตกรรมที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพงและเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมคนไทยไปพร้อมๆ กัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ภายในงานมีผู้นำเสนอนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 NSTDA Startup 1 หน่วยวิจัย 5 Startup โดยเป็นการ Pitching เพื่อนำเสนอขายและเสนอการลงทุนแก่นักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการออกบูธนำเสนอนวัตกรรม 14 บูธ และมีนักลงทุนร่วมงาน 3 รายคือ NASTDA Holding, NEXUS และ Green Rocket โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 60 ราย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชวนติดตามนวัตกรรมไทย ‘แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล’ แบตเตอรี่ชนิดปลอดภัยสูง ตอบโจทย์การแข่งขันในตลาด wearable devices
For English-version news, please visit : Graphene-based fiber-shaped zinc-ion batteries designed for wearable devices   หนึ่งในสินค้าที่คอ IT ทั่วโลกต่างจับตาการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ คือ wearable devices หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ไว้กับร่างกาย เช่น สายรัดข้อมือ แถบป้ายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ smart watch  นาฬิกาที่มีฟังก์ชันการทำงานมากกว่าการดูเวลา เพราะเพียงสัมผัสที่หน้าจอก็โทรออก รับสาย ฟังเพลง ดูข้อมูลแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันหลักด้านการดูแลสุขภาพของผู้สวมใส่อย่างการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ การนับก้าวเดิน ระยะทางการวิ่ง หรือกระทั่งการแจ้งเตือนให้ดื่มน้ำอีกด้วย อย่างไรก็ตามรู้หรือไม่ว่าผู้พัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทนี้ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการออกแบบค่อนข้างมาก เพราะแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายยังไม่สามารถบิดงอ ฉีกขาด หรือสัมผัสกับความร้อนสูงได้ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟลุกหรือระเบิด สาเหตุจากส่วนประกอบภายในแบตเตอรี่สัมผัสกับความชื้นภายนอกดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ          สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ North Carolina State University พัฒนากระบวนการผลิต ‘แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล (cable-shaped Zn-ion batteries)’ เพื่อการใช้งานใน wearable devices จุดเด่น คือ บิดงอได้ ทนความร้อนสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_48923" align="aligncenter" width="750"] ดร.นครินทร์ ทรัพย์เจริญดี นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเส้นใยนาโน นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.นครินทร์ ทรัพย์เจริญดี นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเส้นใยนาโน นาโนเทค สวทช. เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยว่า หลังจากทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยในทีมนวัตกรรมเส้นใยนาโนที่ สวทช. ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ Wilson College of Textiles, North Carolina State University, USA ในระดับปริญญาเอกด้าน biomedical engineering โดยได้รับทุนรัฐบาลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบัน คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และได้ร่วมทำวิจัยในด้านอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน จึงก่อเกิดเป็นความสนใจในการบูรณาการความเชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้าน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานในรูปแบบเส้นใย เพื่อลดข้อจำกัดของแบตเตอรี่ที่ใช้งานกันอยู่ทั่วไป ภายใต้การสนับสนุนจาก North Carolina State University, ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. จากจุดเริ่มต้นความสนใจในครั้งนั้น ดร.นครินทร์ได้เริ่มต้นพัฒนากระบวนการผลิตขั้วไฟฟ้าจากเส้นใยกราฟีนเพื่อใช้เป็นขั้วสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล (graphene based fiber electrode fabrication for cable/ fiber-shaped Zn-ion batteries) ร่วมกับทีมวิจัยตั้งแต่ศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 2019-2022 และปัจจุบันสามารถพัฒนาจนประสบความสำเร็จในระดับห้องวิจัยเรียบร้อยแล้ว     ดร.นครินทร์ เล่าถึงผลงานว่า ส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้น คือ ขั้วไฟฟ้าในรูปแบบเส้นใยกราฟีน (graphene fiber) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าสูง วัสดุกักเก็บประจุใช้เป็นแมงกานีสไดออกไซด์ (MnO2) และในส่วนของสารอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ใช้เป็นสารละลายเกลือของสังกะสีที่มีน้ำเป็นตัวทำละลาย เพื่อให้แบตเตอรี่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง แตกต่างจากแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอไออนทั่วไปที่ใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเป็นสารอิเล็กโทรไลต์ โดยวัสดุทั้งหมดที่เลือกใช้ในการผลิตแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิลค่อนข้างมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนด้านวัสดุไม่สูง “ความจุของแบตเตอรี่ที่ทีมพัฒนาได้ในปัจจุบัน คือ 230 mAh/g หรือเทียบเท่ากับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบเหรียญ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในผลิตภัณฑ์ wearable devices และด้วยผลิตภัณฑ์มีลักษณะเป็นสายเคเบิลขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงเอื้อให้ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์ผลงานภายใต้ข้อจำกัดด้านขนาดและรูปทรงของอุปกรณ์ได้เป็นอย่างดี”   [caption id="attachment_48921" align="aligncenter" width="750"] ขั้วไฟฟ้าในรูปแบบเส้นใยกราฟีน (graphene fiber)[/caption]   จากจุดเด่นสำคัญ 2 ประการ คือ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘ปลอดภัย’ ทำให้ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิลนำไปใช้งานในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา สายรัดข้อมือ แถบป้ายอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ประเภทเซนเซอร์หรืออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ที่มีขนาดเล็ก เช่น เซนเซอร์ตรวจนับจำนวนก้าวสำหรับติดที่รองเท้าออกกำลังกาย อุปกรณ์ระบุตำแหน่งสิ่งของ (tracker) อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องติดไว้ตามร่างกาย หรือการใช้งานกับอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสกับความร้อนสูง เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ชนิดพกพา     ดร.นครินทร์ เล่าทิ้งท้ายว่า ณ ตอนนี้ความพร้อมของเทคโนโลยีอยู่ในระดับ TRL4 หรือผลิตในระดับห้องทดลองได้แล้ว คาดว่าจะผลักดันสู่ระดับพาณิชย์ได้ในช่วง 6-7 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระยะเวลาของการพัฒนาเทคโนโลยีโดยทั่วไป ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังหาความร่วมมือจากบริษัทเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทสายไฟ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิลให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยคาดว่าเมื่อขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้แล้ว ผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของผู้พัฒนา wearable devices ที่มองหาแบตเตอรี่ชนิดมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง มีความยืดหยุ่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนด้านวัสดุในการผลิตต่ำได้เป็นอย่างดี “ปัจจุบันผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติแล้ว 2 ฉบับ คือ Advanced Fiber Materials และ ACS Applied Materials and Interfaces รวมทั้งได้รับอนุสิทธิบัตรสำหรับกรรมวิธีเตรียมขั้วแคโทดที่ประกอบด้วยเส้นใยรีดิวซ์กราฟีนออกไซด์และแกมมา-แมงกานีสไดออกไซด์ (Graphene-Based Fiber Shaped Zinc-Ion Batteries and Graphene-Based Fiber Cathode Fabrication Process Thereof) เรียบร้อยแล้ว” การวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในหัวข้อการวิจัยที่หลายประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มลู่ทางในการออกแบบสินค้าเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังลดผลกระทบจากข้อกีดกันทางการค้าในการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ นอกจากนี้หากประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้เอง จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ภายในประเทศได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี ติดต่อได้ที่ ดร.นครินทร์ ทรัพย์เจริญดี นักวิจัย นาโนเทค สวทช. อีเมล nakarin@nanotec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และนาโนเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ยันเด็กไทยได้ไป JAXA แน่นอน
สวทช. ชี้ส่งเด็กไปแข่งโครงงานวิทยาศาสตร์ของ JAXA ไม่ได้ตัดงบประมาณ แต่ JAXA ปรับรูปแบบเข้าร่วมเป็นแบบผสมเปิดโอกาสให้สามารถเลือกที่จะร่วมกิจกรรมได้ทั้ง Online หรือไปร่วมที่ประเทศญี่ปุ่น ยันสนับสนุนเด็กเก่งมา 17 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงกรณีเพจเฟซบุ๊ก Dark-Sky Thailand ที่ออกมาระบุว่าเด็กที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจากโครงงานทดลองในอวกาศ “JAXA Asian Try Zero G” ของประเทศญี่ปุ่นถูกตัดงบประมาณค่าเครื่องบินที่จะส่งเด็กไป ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 JAXA ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด จึงทำให้ไม่ได้ตั้งงบประมาณเป็นการล่วงหน้าสำหรับการเดินทางไปร่วมกิจกรรมที่ประเทศญี่ปุ่น และ สวทช. ได้จัดสรรงบประมาณเป็นส่วนของการให้ทุนการสนับสนุนแทน  แต่เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย การจัดกิจกรรมของ JAXA ได้ปรับเป็นการจัดกิจกรรมรูปแบบผสม (hybrid) เปิดโอกาสให้สามารถเลือกที่จะร่วมกิจกรรมได้ทั้ง Online หรือไปร่วมที่ประเทศญี่ปุ่น โดย สวทช. ได้ให้การสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์เช่นเดียวกับเยาวชนของหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด แต่อย่างไรก็ตามได้มีภาคเอกชนแสดงความจำนงในการให้ทุนสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้แทนประเทศไทยที่สมัครใจเดินทางได้เข้าร่วมกิจกรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เด็กไทยก็ได้โอกาสไปร่วมกิจกรรมที่ญี่ปุ่นด้วยเพิ่มเติมจากการเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์โดยไม่มีการเสียโอกาส ผอ.สวทช. กล่าวต่อว่า ในเรื่องดังกล่าว น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวง อว.และได้กำชับให้ สวทช. ดำเนินการทุกวิถีทางให้เด็กไทยได้เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมในญี่ปุ่น ซึ่ง ผอ.สวทช. ได้ขานรับนโยบายและรับปากที่จะจัดการให้เด็กไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับการจัดกิจกรรมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น สวทช. ได้ดำเนินงานร่วมกันมาเป็นระยะเวลา 17 ปีแล้ว ซึ่ง สวทช. ได้สนับสนุนเด็กและเยาวชนไปเข้าร่วมการแข่งขัน มีทั้ง JAXA Asian Try Zero G และ Kibo Robot Programming Challenge โดยก่อนช่วงสถานการณ์โควิด-19 สวทช. ได้คัดเลือกเยาวชนเป็นผู้แทนประเทศไทยไปร่วมกิจกรรมในประเทศญี่ปุ่น แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สวทช. ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมตามที่ JAXA ได้เปิดให้เข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2566
For English-version news, please visit : BIOTEC researcher named 2023 Young Technologist (14 พฤศจิกายน 2566) ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ - ภก.ดร.นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับ "รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2566" จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดย รศ.ดร.ศักรินทร์  ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานพิธีประกาศผลในงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค ร่วมมอบดอกไม้แสดงความยินดี ภก.ดร.นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลขั้นแนวหน้า ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม ไบโอเทค สวทช. ได้รับ "รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2566" จากผลงาน “เทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา (Synthesis for Medicine as Technology Platform)” การสังเคราะห์ทางยาเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยและพัฒนายา ในกระบวนการพัฒนายามักใช้ระยะเวลานานและมีหลายขั้นตอน โดยยามากกว่าร้อยละ 90 ที่มีการนำมาใช้ในปัจจุบันคือ ยาเคมีที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก (small molecule) การสังเคราะห์โมเลกุลเหล่านี้ใช้ศาสตร์ด้านเคมีอินทรีย์ (organic chemistry) และความรู้ทางเภสัชกรรม (pharmaceutical science) เข้าร่วมกันและร่วมดำเนินการตั้งแต่การสังเคราะห์ เพื่อวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นการสังเคราะห์ปริมาณน้อย ไปจนถึงการขยายขนาดการสังเคราะจนถึงหลักกิโลกรัม เพื่อเป็นต้นแบบกระบวนการนำไปใช้ระดับอุตสาหกรรม ดังนั้น เทคโนโลยีการสังเคราะห์ยาจึงเป็นการประยุกต์ทางเคมีอินทรีย์ในบริบทที่ต่างกันในแต่ละขั้นตอนการวิจัยและพัฒนายา ซึ่งเทคโนโลยีของผู้วิจัยจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนไปถึงในระดับกลางน้ำ เพื่อถ่ายทอดและร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมต่อไปในระดับปลายน้ำ โดยได้เป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมที่มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย และแนวคิด Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังมีผลงานของ ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช. ที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นเกียรติจัดนิทรรศการแสดงผลงาน และขึ้นกล่าวถึงผลงานเทคโนโลยีบนเวที และรับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติผลงานที่มีความโดดเด่นทางด้านเทคโนโลยีด้วย รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อมอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องจนเห็นเป็นรูปธรรม สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับประเทศ โดยรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เริ่มมีผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจนเป็นที่ประจักษ์ถึงศักยภาพและความทุ่มเทในการพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญจนก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จะจัดให้มีพิธีรับพระราชทานรางวัลฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 49 ในวันอังคารที่ 23 มกราคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวง อว. โดย สวทช. และ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ QUB  จัดใหญ่ “ASEAN-ASSET 2023” งานประชุมวิชาการนานาชาติด้านความมั่นคงอาหาร มุ่งเน้นงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคต หวังช่วยลดความรุนแรงวิกฤตอาหารโลก
For English-version news, please visit : ASEAN-ASSET 2023 strengthens food security research (14 พ.ย. 66) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Queen’s University Belfast (QUB) สหราชอาณาจักร และศูนย์วิจัยนานาชาติด้านความมั่นคงทางอาหาร (International Joint Research Center on Food Security หรือ IJC-FOODSEC) เปิดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “ASEAN-ASSET 2023: Global Summit on the Future of Future Food” ในธีม Global Protein Integrity โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร สวทช. ม.ธรรมศาสตร์ และ QUB โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 15 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปเอเชีย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความตระหนักเรื่องความมั่นคงของอาหารเพื่ออนาคต ซึ่งมุ่งเน้นขอบเขตอาหารในอนาคต ความปลอดภัยอาหารในอนาคต ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและการศึกษาสำหรับอาหารในอนาคต และแนวโน้มปัจจุบันและอนาคตของอาหาร โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ธนาคารโลก (World Bank) ได้เน้นย้ำว่าวิกฤตอาหารโลก (Global Food Crisis) ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งถือเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ นอกจากนี้โครงการอาหารโลก (World Food Programme) ยังเปิดเผยข้อมูลว่าในเวลาเพียงสองปี จำนวนผู้ที่เผชิญหรือมีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารเฉียบพลันเพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านคนใน 53 ประเทศก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เป็น 345 ล้านคน ใน 79 ประเทศในปี 2566 Prof. Dr. Christopher Elliott (ศาสตราจารย์ดร.คริสโตเฟอร์ เอลเลียต), OBE, Institute for Global Food Security, Queen’s University Belfast เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยควีนส์ (Queen’s University Belfast) สวทช. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดงาน ASEAN-ASSET 2023: Global Summit on the Future of Future Food ระหว่างวันที่ 14 - 15 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ งานประชุม ASEAN-ASSET 2023 ถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยน อภิปราย และแสดงความคิดเห็น รวมถึงเผยแพร่ผลงานวิจัยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก เช่น วิธีการจัดหาอาหารกลุ่มโปรตีนทางเลือกผ่านการคิดเชิงนวัตกรรม การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อช่วยสนับสนุนการผลิตอาหารเพื่ออนาคต และความปลอดภัยของอาหารเพื่ออนาคตจากแหล่งต่าง ๆ เป็นต้น นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิดการประชุม ASEAN-ASSET 2023 กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและได้พยายามที่จะผลักดันให้เกิดความมั่นคงทางอาหารผ่านกลไกและมาตรการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอาหารแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร มีหน้าที่เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านคุณภาพอาหาร ความปลอดภัยด้านอาหาร ความมั่นคงด้านอาหารและอาหารศึกษา รวมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุและระบบเตือนภัยด้านอาหารต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมาย นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการจัดทำ “กรอบยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอาหารของประเทศไทย” ซึ่งพัฒนาเป็นแผนแม่บทที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ความปลอดภัย คุณภาพ และการศึกษาในประเทศไทย ถือเป็นก้าวแรกสู่การประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบอาหารทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น จนมาถึงปี พ.ศ. 2564 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) : โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวง อว. เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อน BCG Model ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตร เพิ่มปริมาณอาหารโปรตีนจากการนำนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ ควบคุมเรื่องของการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (Food Loss and Food Waste) เป็นต้น ปลัดกระทรวงฯ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ผศ.ดร.ปริปก พิศสุวรรณ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวเสริมว่า อาหารแห่งอนาคต (future food) ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อจำเป็นเร่งด่วนที่จะช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร และ บพค. ยังส่งเสริมความร่วมมือกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศผ่านแผนงานต่าง ๆ เช่น แผนงานย่อยพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ (Global Partnership) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่หลากหลายครอบคลุมระบบอาหารยั่งยืน (sustainable food system) ทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาสายพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น อีกทั้งยังรับมือกับภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งทนทานต่อโรคและแมลง ขณะที่ด้านเกษตรสมัยใหม่ได้ส่งเสริมให้เกษตรนำระบบดิจิทัลเข้ามาวางแผนระบบเกษตรในภาพรวม อาทิ TAMIS ระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกร Agri-Map ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการจัดการเชิงรุก สำหรับงานวิจัยด้านอาหารเรามุ่งผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเกิดอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าเพิ่มสูงและสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (high value added and functional ingredient) ต้นแบบผลิตภัณฑ์/กระบวนการใหม่ในกลุ่ม functional ingredients เช่น functional microbes และ functional protein การผลิตอาหารเฉพาะกลุ่มที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีการปรับโครงสร้างอาหาร การปรับสูตรและวัตถุดิบใหม่ เช่น อาหารทางสายยางสำหรับผู้ป่วย รวมถึงการวิจัยเรื่องความปลอดภัยอาหาร วิธีการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรค สารปนเปื้อนในอาหาร ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่มีคุณสมบัติพิเศษ นอกจากนี้ เรายังริเริ่มพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรส่งออกที่มีมูลค่าสูงของประเทศไทยเช่นทุเรียนอีกด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวเสริมว่า Queen’s University Belfast สวทช. และ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันก่อตั้งศูนย์วิจัยนานาชาติด้านความมั่นคงทางอาหาร (International Joint Research Center on Food Security หรือ IJC-FOODSEC) ในปี พ.ศ. 2565 ที่ไบโอเทค สวทช. เพื่อช่วยผลิตงานวิจัยระดับโลกเพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน ที่ผ่านมานักวิจัยภายใต้ IJC-FOODSEC มีงานวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรและทรัพยากรชีวภาพในประเทศและศึกษาด้านความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะในเรื่องสารพิษจากรา เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศไทย และอาเซียนให้มีศักยภาพในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของการผลิตและการส่งออกอาหารในระดับโลก รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ธรรมศาสตร์มุ่งผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ที่มีความรู้ความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในทุกมิติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสริมประสบการณ์เรียนรู้ในหน่วยงานหรือโรงงานอุตสาหกรรมอาหารต่าง ๆ ให้แก่บัณฑิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงในสาขาวิชา และมีความพร้อมทั้งความรู้และประสบการณ์ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ รศ.เกศินี กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เข้าร่วมในโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลกเมื่อต้นปี พ.ศ. 2566 ผ่านการดำเนินงานของ IJC-FOODSEC ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คาดหวังให้ การผนึกกำลังระหว่าง IJC-FOODSEC บริษัทเมืองนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคอุตสาหกรรมอาหารทั้งในและต่างประเทศ  จะเป็นหนึ่งใน Game changer สำหรับการพัฒนากำลังคนขั้นสูงให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ  การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศ และมีจุดยืนบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิต่อไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมางานประชุมนานาชาติ ASSET ซึ่งเป็นงานประชุมในสาขา Food Integrity ชั้นนำระดับโลก จัดโดย Institute for Global Food Security (IGFS), Queen's University Belfast จะจัดในทวีปยุโรปเท่านั้น แต่หลังจากที่ QUB ม.ธรรมศาสตร์ และ สวทช. ได้ร่วมกันก่อตั้ง IJC-FOODSEC ขึ้นที่ไบโอเทค สวทช. ในปีนี้ (2566) ถือเป็นครั้งแรกที่งานประชุม ASEAN-ASSET จัดขึ้นในทวีปเอเชีย ระหว่างวันที่ 14 - 15 พ.ย. 66 มีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 400 คน และมีผู้นำเสนอผลงานมากถึงจำนวน 36 เรื่อง
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ SMBC แบงก์ชั้นนำของญี่ปุ่น เสริมแกร่งกำลังคน พัฒนาการวิจัยตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG
For English-version news, please visit : NSTDA and Sumitomo Mitsui Banking Corporation establish partnership to strengthen research and human resource development to advance BCG agenda (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายทาคาชิ โตโยดะ ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Sumitomo Mitsui Banking Corporation: SMBC) สาขากรุงเทพฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก นายเคนทาโร นากาอิ เลขานุการเอกด้านดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยาน ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีระหว่าง สวทช. และ SMBC โดยสวทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยผ่านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบความมุ่งมั่นของเรา เราปรับตัวให้เข้ากับวาระการพัฒนาที่สำคัญของประเทศ รวมถึงโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) แผนแม่บท AI แห่งชาติ (the National AI Masterplan) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (the Eastern Economic Corridor) ทั้งนี้ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในงานวิจัยสาขาต่าง ๆ ของ สวทช. ดำเนินงานใน 5 สาขาเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ ดิจิทัล วัสดุ นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีพลังงาน (Biotechnology, Digital, Materials, Nanotechnology and Energy Technology) ตลอดจนกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างการแก้ไขปัญหาให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายและสังคมโดยรวม สวทช. จึงตระหนึกถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับพันธมิตรว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยให้เรานำเสนอการแก้ไขปัญหาของเราได้อย่างเต็มศักยภาพ เราต้องการพันธมิตรที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของอุตสาหกรรมและชุมชน ให้ความเชื่อมโยง ตลอดจนจัดหากลไกสนับสนุน เช่น คำแนะนำทางธุรกิจ การสนับสนุนสินเชื่อและการลงทุน “เรามีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ SMBC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการแก้ปัญหาระดับโลกที่มีชื่อเสียง และมีเครื่องมือทางการเงินและบริการสนับสนุนที่หลากหลาย รวมถึงทุ่มเทอย่างลึกซึ้งในการเสริมสร้างความสำเร็จของธุรกิจของลูกค้า ได้ตัดสินใจที่จะกระชับความร่วมมือให้ดียิ่งขึ้นกับพวกเรา อย่างไรก็ดีด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้ เราให้คำมั่นที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ SMBC ในการประสานและเสริมสร้างจุดแข็งและความสามารถร่วมกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น ทั้งไทยและญี่ปุ่น” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว นายทาคาชิ โตโยดะ ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Sumitomo Mitsui Banking Corporation: SMBC) สาขากรุงเทพฯ เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งนี้เพื่อแสดงความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุน บริษัทของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่ง SMBC เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ สวทช. ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว SMBC จะแนะนำลูกค้าที่กำลังพิจารณาขยายธุรกิจในประเทศไทยให้กับ สวทช. โดย SMBC จะสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาการวิจัยและพัฒนา การสรรหาบุคลากร การพัฒนาบุคลากรและทำงานร่วมกับ สวทช. เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผ่านการจัดสัมมนา “ในปี 2566 ถือเป็นวันครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในฐานะธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่น การจัดทำ MOU นี้เราต้องการที่จะเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผ่านความร่วมมือกับ สวทช. ทั้งนี้ SMBC ในฐานะสถาบันการเงินญี่ปุ่น เรามีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสานต่อกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสนับสนุนการดำเนินกิจการของบริษัทญี่ปุ่น และมีส่วนช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตลอดจนเพิ่มศักยภาพเพื่อสนองต่อความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย”
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวง อว.
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยได้ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมผู้บริหาร และบุคลากรให้การต้อนรับ โดยนายอนุทิน ได้เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) จากนั้นขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก ไฟฟ้า EV ( MuvMi) ที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการใช้พลังงานน้ำมันที่กระทรวง อว.ให้การสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อมาชมนิทรรศการการจัดแสดงผลงานเด่นของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง อว. ก่อนมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวง อว.   นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า ได้เน้นย้ำให้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในการตอบโจทย์ ความต้องการของประเทศ และของโลก และให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยดําเนินการภายใต้หลักการ "เอกชนนํา รัฐสนับสนุน" ที่สำคัญวาระเร่งด่วนที่กระทรวง อว. ต้องดำเนินการทันที คือ การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารของ สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมให้การต้อนรับและแสดงผลงานวิจัย ประกอบด้วย 1. Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นำเสนอโดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้อำนวยการหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง 2. FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารสำคัญให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ ซึ่งเป็นการวิจัยที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศ นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร 3. มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) นำเสนอโดย ดร.วันวิศา ฐานังขะโน ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) 4. ต้นแบบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดัดแปลง แบบ PHEV และ BEV ของ บริษัท อีซียู เทค จำกัด เป็นบริษัท Startup ของ สวทช. ซึ่งเป็นการบูรณาการทีมวิจัยระหว่าง NECTEC ENTEC และบริษัท อีซียูช็อป 1 จำกัด นำเสนอโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม TechBiz Starter 2023
สวทช. โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) และ ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ร่วมกับหลายหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม “Pitching & Meet Investors” ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม "TechBiz Starter 2023” เปิดโอกาสให้นวัตกรหรือผู้ประกอบการ 23 รายที่ผ่านการบ่มเพาะในโครงการ Techbiz Starter ของ สวทช. ได้มาขึ้นเวทีนำเสนอแผนธุรกิจและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ฐานนวัตกรรม ต่อหน้าคณะกรรมการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการลงทุนจากบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ซึ่งมีการคัดเลือกและมอบรางวัล TechBiz Starter Funds ให้กับหลายผลงานที่มีความน่าสนใจและน่าลงทุน เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีทิศทางและมั่นคง
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ผอ.สวทช. ร่วมเปิดงาน SynBio Consortium Advancing the Game Changer 2023 สร้างจุดเปลี่ยน และโอกาสใหม่ทางอุตสาหกรรม
(10 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้อง Mayfair Grand Ballroom โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ – 22 หน่วยงาน ภายใต้ภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์แห่งประเทศไทย (Thailand Synthetic Biology Consortium) ร่วมจัดงานประชุม SYNBIO Consortium ประจำปี 2566 หัวข้อ Advancing the ‘Game Changer’ โดยมุ่งหวังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Technology) ของหลายภาคส่วน เช่น ภาคเอกชนทั้งที่เป็น start up และขนาดใหญ่ ภาครัฐที่มีบทบาทกำหนดนโยบาย การส่งเสริมกำลังคน และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ กิจกรรมพบปะพูดแลกเปลี่ยนระหว่าง startup ผู้สนับสนุน นักลงทุนด้าน SynBio ตลอดจนบูทแสดงผลิตภัณฑ์ด้าน SynBio โดยมี คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดงาน ร่วมด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และนักวิจัยไบโอเทค นำโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ร่วมในงาน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า งานประชุมภาคีเครือข่ายด้านชีววิทยาสังเคราะห์ ประจำปี พ.ศ. 2566 หรืองาน SynBio Cosirtium จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ในหัวข้อ Advancing the ‘Game Changer’ เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพให้เกิดขึ้นในประเทศและเป็นไปได้อย่างยั่งยืน โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และบรรจุใน ONE FTI เพราะนอกเหนือจากกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม คือ First Industry จากเกษตรกรรมมาอุตสาหกรรม แล้ว ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ คือ Next Gen Industry เช่น BCG ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์นับเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนไปทางเดียวกัน ซึ่ง ส.อ.ท. มีนโยบาย BCG in action ด้วยการตั้งโครงการสำคัญนำร่องใน 8 อุตสาหกรรม เช่น การนำไบโอมาทำยารักษาโรค ไบโอพลาสติก เครื่องสำอาง เครื่องใย สิ่งทอ เชื้อเพลิง ไบโอเคมีคอล และไบโอฟู้ด เป็นต้น ซึ่ง 8 อุตสาหกรรมนำร่อง ได้มีการนำเอาภาค demand กับ supply มาเจอกัน โดย ส.อ.ท. เชื่อว่า การรวมพลังกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ รวมถึงทุกภาคส่วน จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจได้ และคาดหวังให้งานนี้จะช่วยพลิกโอกาสของโลกและวิกฤตต่าง ๆ ให้เป็นของประเทศไทย เป็น game changer ตัวจริงได้ต่อไป ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า Synthetic Biology เป็นแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงในกระแสโลก ที่ช่วยลดการพึ่งพาวิถีการทำเกษตรกรรม ปศุสัตว์ การผลิตแบบดั้งเดิมที่ใช้พื้นที่และทรัพยากรมหาศาล ที่สุดท้ายก่อให้เกิดขยะ มลพิษ และผลกระทบอื่น ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมจนเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดภาวะโลกรวน ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชน ในนามภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์แห่งประเทศไทย (Thailand Synthetic Biology Consortium) ได้ร่วมมือกัน โดยปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ทำให้เกิดกิจกรรมจากการดำเนินงานเชิงรุกภายในเครือข่าย อาทิ การสร้าง SynBio Academy เพื่อสร้างกำลังคนทั้งรูปแบบ degree และ non-degree ป้อนเข้าสู่สถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรมการลงทุนหน่วยรับจ้างพัฒนาและผลิตระดับอุตสาหกรรม (Contract Development and Manufacturing Organization: CDMO) การจัดทำแผนพัฒนา Biofoundry โครงสร้างพื้นฐานด้าน SynBio และการทำ Business Matching ภายในเครือข่ายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี SynBio ในกลุ่ม Biorefinery และการแพทย์ งานนี้นับเป็นงานที่มาร่วมอัพเดทความรู้ และมาสร้างเครือข่ายนักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในประเทศได้ และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมชีววิทยาบนฐาน BCG นอกจากนี้ สวทช. กำลังดำเนินโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี (Biorefinery) ในเขตนวัตกรรมพิเศษ EECi ด้วยเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับ SynBio Cosirtium ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ดร.วรรณพ ผอ.ไบโอเทค ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากรเสวนาเรื่อง โอกาสของธุรกิจด้านชีววิทยาสังเคราะห์ ช่วงที่ 3: การสนับสนุนจากภาครัฐ และ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผอ.กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ให้ข้อมูล เรื่อง Advancing Synbio with Biorefinery Pilot Plant by NSTDA จากผลประชุมในครั้งนี้จะช่วยขยายเครือข่ายทั้งในกลุ่มมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เกิดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมระหว่างองค์กรในเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และสร้างความความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศ เพื่อยกระดับงานวิจัยและดึงดูดการลงทุนด้าน SynBio ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่เวทีระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย
เปิดรับสมัครเข้าร่วมอบรมหลักสูตร Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย เรียนรู้การตลาด การสร้างแบรนด์ในธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ การออกแบบ-วางระบบน้ำในแปลงและประยุกต์ใช้กับระบบสมาร์ท 30 พ.ย.-1 ธ.ค. 66 เวลา 8.30-16.00 น. ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รับ 30 ท่านเท่านั้น ค่าลงทะเบียน 1,500 บาท สมัครได้ที่ https://shorturl.at/DGRU0 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณณัฐชยา โทร. 097 1979009
ปฏิทินกิจกรรม
 
ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ด้วยแพลตฟอร์ม FoodSERP
สวทช. ร่วมกับ สมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS) ลงนามความร่วมมือ “การพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์เวชสำอาง” พร้อมจัดงานเสวนาเรื่อง “ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามด้วย FoodSERP for sustainable health and beauty” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทย ด้วยการใช้ประโยชน์จาก FoodSERP แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันของ สวทช.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับคัดเลือกเป็นประธานสมาพันธ์องค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (Alliance of International Science Organizations: ANSO)
For English-version news, please visit : NSTDA President appointed as the President of the Alliance of International Science Organizations (ANSO) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ประชุม The 6th ANSO Governing Board (GB) และที่ประชุม The 3rd ANSO General Assembly (GA) ได้มีมติให้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำรงตำแหน่ง ประธานสมาพันธ์องค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (The Alliance of International Science Organizations (ANSO)) หรือ ANSO President ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี (ค.ศ. 2024-2026) โดยคณะกรรมการบริหารฯ (GB) ชุดใหม่จะประกอบด้วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธาน ผู้อำนวยการ Chinese Academy of Sciences และ Brazilian Academy of Sciences บราซิล ดำรงตำแหน่งรองประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการเป็นผู้นำ หน่วยงานวิทยาศาสตร์อีก 6 หน่วยงาน คือ Scientific and Technological Research Council of Türkiye (TUBITAK) ตุรกี, National Research Center อียิปต์, COMSATS (องค์กรนานาชาติ), Serbian Academy of Sciences and Arts เซอร์เบีย, Mongolian Academy of Sciences มองโกเลีย, และ National Academy of Science and Techniques of Senegal เซเนกัล เพื่อเป็นการเริ่มงานได้ในทันทีหลังจากได้รับการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหาร ANSO ชุดใหม่ ได้จัดการประชุม The 7th ANSO Governing Board (GB) เพื่อวางแผนการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ ANSO ในอนาคต เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่ง ANSO President ของ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นการดำรงตำแหน่งประธานสมาพันธ์ฯ คนที่ 2 ต่อจาก ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (The Chinese Academy of Sciences: CAS) โดย ANSO เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงขีดความสามารถในระดับภูมิภาคและระดับโลกในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดำรงชีวิตของมนุษย์ และความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวงกว้าง ตั้งแต่ก่อตั้งสมาพันธ์ฯ เมื่อปี ค.ศ. 2018 จนถึงปัจจุบัน ANSO ได้มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัย การจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่าย การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาและนักวิจัยที่โดดเด่นจากประเทศกำลังพัฒนาในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นงบประมาณดำเนินงานรวมแล้วประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท ปัจจุบัน ANSO มีสมาชิกทั้งหมด 78 หน่วยงาน จาก 55 ประเทศ ประกอบด้วยหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้ง academy of sciences, research councils, มหาวิทยาลัย, องค์กรวิทยาศาสตร์ (S&T organizations),  และองค์กรนานาชาติ สำหรับประเทศไทย มีองค์กรสมาชิกทั้งหมด 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ นอกจาก สวทช. แล้ว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้เข้าร่วมการประชุม GA ในฐานะหน่วยงานสมาชิกของ ANSO ด้วย การดำรงตำแหน่ง ANSO President ของผู้อำนวยการ สวทช. ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีของประเทศไทย โดยกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ทั้ง สวทช. และ สกสว. ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก ANSO จะได้ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับสากล  ซึ่งในการประชุม The 3rd ANSO General Assembly (GA) ทั้ง สวทช. และ สกสว. ได้ร่วมกันกล่าวถ้อยแถลงการขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้มีการหารือถึงแนวทางการพัฒนา ANSO ทั้งทางด้านกลยุทธ์และการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญจากความก้าวหน้าเทคโนโลยี  เช่น climate change, natural resource management, environmental protection, natural disasters, water security, agriculture and food security, ecosystem and biodiversity conservation, bio-safety, energy security และ big data รวมถึงการบริหารจัดการสมาพันธ์ฯ
ข่าวประชาสัมพันธ์