หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมกับ สรพ.จัดเวิร์คช็อป 2P Safety Tech Hackathon Camp หวัง รพ. ที่เข้าร่วมสามารถสร้างนวัตกรรมมต้นแบบ MVP ได้
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/2p-safety-tech-kicks-off-with-hackathon-camp.html ณ โรงแรมอมารีดอนเมือง : (11 ม.ค. 2566) สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “2P Safety Tech Hackathon Camp ประจำปีงบประมาณ 2566 ระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2566 โดยมีทีมโรงพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 3P Safety Hospital รวมทั้งโรงพยาบาลที่เป็น สมาชิก 2P Safety Tech ตั้งแต่เป็นสมาชิกปี 2561 ถึงปัจจุบัน ตลอดจนทีมโรงพยาบาลที่มีแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับ (SIMPLE)2 ที่มีความพร้อมในการนำนวัตกรรมไป ใช้งานจริง จากการคัดเลือกมีผลงานผ่านการ คัดเลือกจํานวน 16 ผลงาน จาก 18 สถานพยาบาล และคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุดเพื่อไปนำเสนอในงาน World Patient Safety Day วันที่ 17 ก.ย. 2566 อีกครั้ง และหากผลงานใดที่ใช้งานได้ดี จะนำไปต่อยอดขยายผลในเชิงงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โครงการ 2P Safety Tech ปีนี้จัดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ในระยะเวลาที่ผ่านมามีโรงพยาบาลเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 79 โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย สามารถพัฒนาต่อยอดเกิดนวัตกรรมต้นแบบแล้ว 56 โครงการ และมี 33 โครงการที่ได้นำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงแล้ว มี 1 โครงการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ และมีอีก 1 โครงการที่ขยายไปยังเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 8 โรงพยาบาล ถ้าเทียบสัดส่วนการพัฒนานวัตกรรมแล้ว ถือว่าโครงการนี้มีผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของการช่วยกันพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้แนวคิด Open Innovation เป็นความร่วมมือทั้งรัฐ หน่วยงานวิจัยและเอกชน รวมทั้งมีส่วนกระตุ้นให้บุคลากรสาธารณสุขเกิดความตื่นตัวและมีแนวคิดการสร้างนวัตกรรมในองค์กรมากขึ้น” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2566 นี้ ได้รับความร่วมมือจากนวัตกรที่มาจากภาคเอกชน และที่สำคัญมีนักวิจัยของ สวทช. อาทิเช่น NECTEC ได้ส่งนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้าน AI และ ระบบค้นหาตำแหน่งอุปกรณ์ในอาคาร (UNAI) ทีม AMED Tele Health และ หน่วยวิจัยที่เกี่ยวข้องมาร่วมสนับสนุนให้งานสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยหลังจากการเวิร์คช็อปแล้ว จะมีการติดตามให้คำปรึกษาแนะนำ สนับสนุนการทำงานของทุกโครงการตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้จะสามารถช่วยกันผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ใช้งานจริงได้ และสามารถนำไปขยายผลต่อในวงกว้างได้มากขึ้น ด้าน พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวว่า โครงการ 2P Safety Tech เกิดจากการทำโครงการ 2P Safety Hospital ซึ่งเมื่อมีอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น มีการทำ root cause analysis จนพบปัญหาแล้ว โรงพยาบาลต้องการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาแต่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้น สรพ. จึงจัดโครงการนี้ขึ้น โดยร่วมมือกับศูนย์พัฒนาผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดหานวัตกรมาช่วยสนับสนุนโรงพยาบาล ในการพัฒนานวัตกรรมมาแก้ปัญหาความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด Human Factor Engineering หรือนำเทคโนโลยีมาช่วยลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงตาม (SIMPLE) 2 สำหรับการจัดงานเวิร์คช็อปในปีนี้ มีโรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวนมากที่เขียนถึงแนวคิดความต้องการในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ แต่ที่ สรพ. คัดเลือกให้เข้าร่วมทำเวิร์คช็อปจะเน้นไปที่แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่มีความเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย โดยมีทีมนวัตกรจาก สวทช. เป็นพี่เลี้ยง
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รมว.อว. นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๓ รอบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พุทธศักราช ๒๕๖๖
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และคณะผู้บริหารภายใต้สังกัด อว. ร่วมลงนามนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๓ รอบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมลงนามถวายพระพรในครั้งนี้ด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดรับสมัคร นักวิจัย และ/หรือ ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมอาหาร เข้าร่วมโครงการ “FOREFOOD Acceleration Cohort #1”
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดรับสมัคร นักวิจัย และ/หรือ ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมอาหาร เข้าร่วมโครงการ "FOREFOOD Acceleration Cohort #1" โครงการพัฒนาธุรกิจที่มีฐานจากเทคโนโลยีเชิงลึกออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ - การจัดตั้งและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารจากเทคโนโลยีเชิงลึก - องค์ความรู้เฉพาะด้านจากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีออกสู่ตลาดในระยะเวลาอันสั้น - เงินสนับสนุนในกระบวนการเร่งรัดพัฒนาธุรกิจ - โอกาสในการระดมทุนและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ - การเชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศ กำหนดการโครงการ ∙ เปิดรับสมัครวันนี้ - 30 ม.ค. 66 ∙ ประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์ : 1 ก.พ. 66 ∙ สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 6 ก.พ. 66 ∙ ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 9 ก.พ. 66 ∙ Bootcamp squad 1 : 23 - 26 ก.พ. 66 สมัครเข้าร่วมโครงการและดูข้อมูลเพิ่มเติม ผ่าน Link https://forms.gle/tDQH8UYzzLpfcobf9 ปิดรับสมัคร ภายในวันที่ 30 มกราคม 2566 ติดต่อผู้ดูแลโครงการ คุณปณิธาน ปิติไกรศร Tel: 095 519 4539 E-Mail: panithan.pit@nstda.or.th ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: ForeFood Accelerator
ปฏิทินกิจกรรม
 
แปรรูป ‘เปลือกหอย’ ขยะอุตสาหกรรม สู่ ‘สารสำคัญเวชสำอาง พลาสติก กระดาษ’
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/bio-calcium-carbonate-from-mussel-shells.html   เปลือกหอย เป็นปัญหาขยะจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอาหาร เพราะการกำจัดต้องใช้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมาก แต่รู้หรือไม่ว่าร้อยละ 95 ของเปลือกหอยมีสารแคลเซียมคาร์บอเนตที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นหากมีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนขยะเปลือกหอยเหล่านี้ให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ก็นับว่าคุ้มค่าน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูป ‘เปลือกหอยมุก’ ขยะในอุตสาหกรรมเครื่องประดับให้เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง ด้วยกระบวนการที่ใช้พลังงานต่ำและไม่ก่อให้เกิดของเสีย ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)   [caption id="attachment_39293" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัยทีมวิจัยการวินิจฉัยระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการแปรรูปนี้มาจากการทำวิจัยในระดับปริญญาเอก โดยได้ทำการศึกษาเรื่องปรากฏการณ์เชิงแสงในเปลือกหอยมุก ทำให้ค้นพบกระบวนการแยกสารอินทรีย์ คือไบโอแคลเซียมคาร์บอเนต (Bio-calcium carbonate, CaCO3) ออกจากเปลือกหอยด้วยพลังงานความร้อนต่ำ โดยไม่ก่อให้เกิดการทำลายโครงสร้างที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตจะอยู่ในรูป ‘อะราโกไนต์ (Aragonite form)’ มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม ขนาด 5-10 ไมครอน ความหนา 200-500 นาโนเมตร และมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนแคลเซียมคาร์บอเนตทั่วไปที่ผลิตจากภูเขาหินปูน ซึ่งมีโครงสร้างเป็นทรงกลมและขนาดเล็กกว่า   [caption id="attachment_39294" align="aligncenter" width="700"] ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนต (Bio-calcium carbonate)[/caption]   [caption id="attachment_39295" align="aligncenter" width="700"] รูปทรงอะราโกไนต์ (Aragonite form)[/caption]   [caption id="attachment_39296" align="aligncenter" width="700"] รูปทรงอะราโกไนต์ (Aragonite form)[/caption]   หลังจากการค้นพบในครั้งนั้น นักวิจัยได้ทำวิจัยต่อเนื่องเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นและสามารถขยายขนาดการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญต่อการวิจัยเพื่อสร้างตลาดเฉพาะให้ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีโครงสร้างแบบอะราโกไนต์ ดร.ชุติพันธ์ เล่าว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาหาแนวทางการนำไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตที่สกัดได้จากเปลือกหอยมุกไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเวชสำอาง ซึ่งการใช้เปลือกหอยมุกจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ ตัวอย่างการนำไปใช้ เช่น ใช้ทดแทนไมโครพลาสติกในผลิตภัณฑ์สครับผิว ใช้แปรรูปเป็นสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Hydroxyapatite) ในยาสีฟันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลือบและซ่อมแซมฟัน เพราะสารโครงสร้างแบบอะราโกไนต์มีรูปทรงและขนาดที่เหมาะสมแก่การใช้งานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นอนุภาคนาโนเหมือนสารทั่วไป อีกทั้งสารชนิดนี้ยังผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้วว่าใช้เป็นสารประกอบในอุตสาหกรรมเวชสำอางได้     ความสำเร็จของงานวิจัยไม่ใช่เพียงการสกัดสารอะราโกไนต์จากเปลือกหอยมุกเหลือทิ้งเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง แต่นักวิจัยยังต่อยอดใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้เพิ่มมูลค่าขยะเปลือกหอยจากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เปลือกหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเป๋าฮื้อ ดร.ชุติพันธ์ เล่าว่า ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แคลเซียมคาร์บอเนตที่อยู่ในรูปอะราโกไนต์ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านั้น เช่น อุตสาหกรรมผลิตพลาสติกที่ต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารเติมเต็ม (Filler) ทดแทนพอลิเมอร์ เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งสารทั่วไปที่นำไปใช้ในปัจจุบันมีรูปร่างเป็นทรงกลม ส่งผลให้เกิดการกระจายแสงไปทุกทิศทาง หากใส่ปริมาณมากจะทำให้เนื้อพลาสติกมีความขุ่น แต่สารในรูปแบบอะราโกไนต์กระจายแสงได้ดีกว่า หากใส่ปริมาณที่เท่ากันจะไม่ทำให้เกิดความขุ่นมากเท่า จึงใช้ทดแทนพอลิเมอร์ได้มากกว่า       “อีกด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมกระดาษ ที่ตามปกติจะใช้สารเคลือบพื้นผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติป้องกันน้ำ แต่ปัจจุบัน EU ออกข้อกำหนดว่าสารที่ใช้เคลือบกระดาษจะต้องย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตมีราคาสูงขึ้นมาก เกิดเป็นข้อจำกัดทางการค้า นักวิจัยจึงได้พัฒนาสารเคลือบจากเปลือกหอยแมลงภู่ซึ่งมีสารที่อยู่ในรูปอะราโกไนต์เช่นเดียวกับหอยมุกแต่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ใช้เคลือบกระดาษได้มีประสิทธิภาพเหมาะแก่การใช้ผลิตเป็นสารทดแทน ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตนี้อยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อเสริมประสิทธิภาพและขยายขนาดการผลิตแล้ว” การสกัดไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอย นับเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการพลิกโฉม ‘เปลือกหอย’ ขยะอุตสาหกรรมสู่ ‘สารมูลค่าสูง’ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หลากหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงเปิดรับการลงทุนเพื่อร่วมวิจัยต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ภายใต้การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีติดต่อได้ที่ ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ อีเมล chutiparn.ler@nanotec.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และนาโนเทค สวทช.
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
รมว.อว. ต้อนรับศักราชใหม่ นำคณะผู้บริหาร-บุคลากร กระทรวง อว. ร่วมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566
(4 มกราคม 2566) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรในองค์กร และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย นำโดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า และบริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรในครั้งนี้ด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดอบรม “การออกแบบระบบน้ำเพื่อการเกษตรเบื้องต้น รุ่น 2”
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีภารกิจในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการเกษตร โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางด้านการเกษตร จึงได้กำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การออกแบบระบบน้ำเพื่อการเกษตรเบื้องต้น รุ่น 2” ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจที่จะออกแบบและวางระบบน้ำในแปลงเปิด เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการเกษตรเป็นตัวช่วยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียผลผลิต รวมถึงสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าแรงงาน ค่าน้ำและไฟฟ้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดอบรม ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ห้องประชุม CC405 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในวันอังคารที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 08.30 น. – 16.30 น ค่าลงทะเบียน 500 บาท (รวมเอกสาร อาหารและเครื่องดื่ม) รับจำนวน 30 ท่านเท่านั้น ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Q4e5gaq9nDVaM7VLA หรือสอบถามเพิ่มเติม 097-1979009 (ณัฐชยา)
ปฏิทินกิจกรรม
 
ปลัด อว. พร้อมคณะผู้บริหารในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖
(๑ มกราคม ๒๕๖๖) ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง : ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖ พร้อมกันนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมลงนามถวายพระพร เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
29 ธันวาคม 2565 วันคล้ายวันสถาปนา สวทช. ครบรอบ 31 ปี
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 32 อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ขุมพลังหลักของชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 ตาม พ.ร.บ.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 เพื่อเป็นหน่วยงานที่บริหารกองทุนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)  ข้อมูลเพิ่มเติม ===> https://www.nstda.or.th/home/introduce/about/ https://www.nstda.or.th/home/introduce/about/ ติดตามผลงานวิจัยเด่น สวทช. ===>  https://www.nstda.or.th/home/workings/outstanding-research/ บันทึกเรื่องราวสำคัญของ สวทช.  ===> https://www.nstda.or.th/archives/
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
10 Technologies to Watch: การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันแบบ CAR T–Cell (Chimeric Antigen Receptor T-Cell Therapy)
  โรคจำนวนมากรักษาให้หายขาดได้ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ทางการแพทย์ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมาก รักษาลงไปที่ระดับเซลล์หรือระดับพันธุกรรม คือ ยีนและดีเอ็นเอ แม้กระนั้นโรคบางอย่างก็ยังมีความยากลำบากมากในการรักษาอยู่ เช่น โรคมะเร็ง เพราะมะเร็งชนิดที่แตกต่างกัน มีธรรมชาติหลายอย่างที่แตกต่างกันมาก จึงมีผู้พยายามใช้ความรู้ไปดัดแปลงและปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับเซลล์ปกติ วิธีการที่ได้ผลดีแบบหนึ่งเรียก CAR T–cell คำว่า CAR ในทีนี้ เป็นตัวอักษรย่อมาจากคำว่า chimeric antigen receptor ขณะที่ T-cell คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอม เซลล์ติดเชื้อโรค หรือเซลล์มะเร็ง     หลักการสำคัญของวิธี CAR T-cell คือ เราดัดแปลง T-cell ของผู้ป่วยให้สร้างโปรตีนที่เรียกว่า CAR ซึ่งคล้ายกับเครื่องตรวจจับติดอาวุธ เมื่อ T-cell เจอกับเซลล์มะเร็ง จึงจดจำและกำจัดเซลล์มะเร็งจำเพาะเหล่านั้นได้     เทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นคือ มีความจำเพาะกับเซลล์มะเร็งสูงมาก แทบไม่ทำอันตรายเซลล์ปกติเลย CAR T-cell จำเพาะกับผู้ป่วยแต่ละรายเท่านั้น จึงไม่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (autoimmunity) ถือว่ามีความปลอดภัยสูง ต่างจากวิธีการรักษามะเร็งส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่     ในต่างประเทศมีการใช้เทคโนโลยีนี้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิด B-cell ซึ่งได้ผลดี มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ US FDA ให้ใช้จริงในผู้ป่วยแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์ชื่อ ทิสซาเจนเลกลูเซล (Tisagenlecleucel) ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งได้ แต่สำหรับมะเร็งชนิดที่เป็นก้อนเนื้อแข็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง ยังได้ผลไม่ดีมากนัก และยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต แต่ได้มีการศึกษาทางคลินิกบ้างแล้ว     ในประเทศไทย ทีมวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ นพ.สุรเดช หงส์อิง นักวิจัยแกนนำของ สวทช. ก็กำลังศึกษาการใช้ CAR T–cell รักษามะเร็งเม็ดเลือดอยู่ในระยะคลินิกเฟส 1 ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับมะเร็งแบบก้อนนั้น การศึกษาในสัตว์ทดลองได้ผลดีชัดเจนคือ ลดขนาดก้อนมะเร็งได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2565
ข่าว ‘ฟู้ดแฟคเตอร์’ ผนึก ‘เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช.’สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ เอ็มเทค สวทช. นำ "เปลปกป้อง (PETE)"คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2565 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ‘เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. - พันธมิตร’ เปิดยิ่งใหญ่ การแข่งขันสุดยอดนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2022 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม ‘อาหารสตรีทฟู้ด-อาหารหมักดองพื้นถิ่น’ สวทช. จับมือ บริษัท อาร์เอ็กซ์ จำกัด เปิดตัว ‘นวัตกรรมรถพยาบาลแรงดันลบ’ ตอกย้ำศักยภาพด้านเครื่องมือแพทย์ของไทย เสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข เริ่มแล้ว สุดยอดงานประชุม-แสดงนวัตกรรมพร้อมต่อยอดธุรกิจที่ยั่งยืน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) สวทช. รับมอบสื่อถ่ายทอดความรู้ด้านสะเต็มเตรียมอบรมครู ก่อนนำไปใช้จริง สวทช. อว. อัปเดต 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ในงาน “APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) ‘Prolifera-แผ่นแปะปรับสภาพผิว’ คว้าผลงานวิจัยที่น่าลงทุนที่สุด ปี 2022 ในงาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) สวทช. จับมือ ทีเซลล์ ผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเวชสำอางไทยสู่ตลาดโลก สวทช. ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สวทช. ร่วมพัฒนาทักษะ วิทยาการคำนวณ ให้คุณครูในโรงเรียนเครือข่ายมูลนิธิชัยพัฒนา ในรูปแบบออนไลน์ สวทช. ร่วมพิธีเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” นักวิจัย สวทช. รับ 2 รางวัล!! สุดยอดเทคโนโลยี สร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สวทช.-สอวช.-บพข. เร่งเครื่อง Deep Tech Startup เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ "ดร.นำชัย" ผอ.ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อฯ สวทช. คว้ารางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ Mahidol Science Communicator Award 2022 สวทช.นำหน่วยงานพันธมิตรร่วมงานระดับโลก World Congress of Angel Investors 2022 ณ เมืองอันทาเลีย ประเทศตุรเคีย สวทช. ประกาศผู้ได้รับรางวัล “เครื่องพิมพ์สามมิติ” โครงการสื่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โคมไฟลูกบาศก์ จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ สวทช. มอบสื่อ STEAM with GEARS ให้โรงเรียน เตรียมเสริมทักษะสตีมแก่เยาวชนรับเปิดเทอม สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย - คาร์กิลล์  เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   บทความ "SunGuard PV" นวัตกรรมกันสาดโซลาร์ผลิตไฟฟ้า    Download เอกสารฉบับเต็ม (25.2MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
“ราชพฤกษ์อวกาศ” จากเมล็ดพันธุ์อวกาศ สู่ต้นกล้าเพื่อการเรียนรู้
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการส่งมอบ "ราชพฤกษ์อวกาศ" ในเฟสแรก ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. ร่วมกับ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และหลายหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้คัดเลือกเมล็ดราชพฤกษ์ จำนวน 360 เมล็ด ส่งขึ้นไปเก็บรักษาบนสถานีอวกาศนานาชาติ เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนถูกส่งกลับลงมายังพื้นโลก และนักวิจัยไทยได้ทยอยนำเมล็ดไปทดลองปลูกในโรงเรือน เพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตระหว่างต้นราชพฤกษ์ที่ปลูกด้วยเมล็ดจากอวกาศ กับต้นราชพฤกษ์ที่ปลูกด้วยเมล็ดปกติ   สำหรับการทดลองปลูกในเฟสแรก ปัจจุบันเมล็ดเจริญเติบโตเป็น "ต้นกล้าราชพฤกษ์อวกาศ" ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมส่งมอบให้แก่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ รวม 21 แห่งจากทั่วทุกภูมิภาค นำไปปลูกในพื้นที่และเฝ้าดูการเจริญเติบโตของพืชต่อไป โดยมีความมุ่งหวังให้ "ราชพฤกษ์อวกาศ" เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ใหม่ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้ที่สนใจโดยเฉพาะเยาวชน   อย่างไรก็ตาม ยังมีราชพฤกษ์อวกาศที่รอการเพาะปลูกและเลี้ยงดูเพื่อการศึกษาวิจัยในเฟสต่อไป ซึ่งสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่สนใจสมัครขอรับราชพฤกษ์อวกาศ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ที่ www.nstda.or.th/spaceeducation หรือเฟซบุ๊ก NSTDA SPACE Education
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้ป่วยด้วย ‘นวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย’
  Tech: สุดเจ๋ง! กับผลงานนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย “วีลแชร์ยืนได้” และ “เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย” ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนพิการ ผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแล ผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) ซึ่งจัดโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 40 หน่วยงาน BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พัฒนาโดยทีมวิจัยบริษัทซีเมด เมดิคอล จำกัด บริษัทสตาร์ตอัปด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่เริ่มต้นจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สู่ตลาดสินค้านวัตกรรมของประเทศ ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์มือถือ : 08-7028-4784 เว็บไซต์ : www.cmedmedical.com อีเมล : Teerapong.s@cmedmedical.com หรือไลน์ : @cmed   ‘วีลแชร์ยืนได้’ ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยและคนพิการ ธีรพงศ์ สมุทรอัษฎงค์ ผู้ก่อตั้งบริษัทซีเมด เมดิคอล จำกัด เล่าว่า ‘วีลแชร์ยืนได้’ หรือ Standing Wheelchair  เป็นนวัตกรรมตัวแรกของบริษัทซึ่งต่อยอดมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับทุนวิจัยพัฒนา Research Gap Fund จาก สวทช. ในการพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยหรือคนพิการที่ต้องนั่งวีลแชร์สามารถลุกยืนได้ โดยเราออกแบบวีลแชร์ให้มีกลไกที่ผู้ใช้งานสามารถปรับยืนได้เองโดยออกแรงเพียงเล็กน้อย หรือให้คนในครอบครัวช่วยปรับเป็นท่ายืนให้โดยที่ผู้ป่วยหรือคนพิการไม่จำเป็นต้องออกแรงหรือขยับแขนเลย นอกจากนี้การยืนยังถือเป็นการกายภาพบำบัดอย่างหนึ่ง ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น และลดปัญหาแผลกดทับ   [caption id="attachment_39127" align="aligncenter" width="700"] ธีรพงศ์ สมุทรอัษฎงค์[/caption]     จุดเด่นของวีลแชร์ปรับยืนได้ คือสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก คนพิการอัมพาตท่อนล่าง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการทางระบบประสาทอื่นๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีแรงแขนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยใช้แรงแขนช่วยในการยืน ข้างละ 5-8 กิโลกรัม ไม่ต้องใช้แรงขาในการยืน สำหรับผู้ป่วยที่แขนไม่มีแรงหรือผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตระดับสูงกว่า C7 คือแขนไม่มีความรู้สึก จำเป็นต้องให้ผู้ดูแลช่วยในการปรับยืน สามารถใช้ทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยและใช้แทนรถเข็นคนป่วยได้   ผ่อนหนักให้เป็นเบาด้วย “เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย” หลังจากผลิตและจำหน่ายวีลแชร์ยืนได้แล้วประมาณ 2-3 ปี ธีรพงศ์ พบว่าปัญหาของคนพิการและผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่นั่งวีลแชร์แล้วต้องการยืนเท่านั้น แต่เริ่มต้นจาก ‘ทำอย่างไรจึงจะให้เขาสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองจากเตียงลงมานั่งวีลแชร์ได้’ จึงได้พัฒนานวัตกรรมอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมาคือ ‘เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย’ หรือ CMED Hoist ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ดูแลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงจากเตียง และช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการที่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการอยู่แต่บนเตียง ปัจจุบันมีการนำไปใช้งานแล้วมากกว่า 600 เครื่อง ในโรงพยาบาลหลายแห่งและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐขนาดใหญ่ 12 ศูนย์ทั่วประเทศ และแม้ว่าเทคโนโลยีเครื่องยกผู้ป่วยมีการใช้งานมานานกว่า 30 ปีแล้วทั้งในอเมริกาและยุโรป แต่ยังมีอยู่อีกโจทย์หนึ่งที่เทคโนโลยีเดิมยังทำไม่ได้ คือไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ใช้วีลแชร์ไปที่รถยนต์ได้ จึงได้พัฒนา CMED Hoist - Multi Lift ที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ใช้วีลแชร์ไปนั่งในรถยนต์ได้ เพื่อความสะดวกในการพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลหรือเดินทางไปยังที่ต่างๆ  สามารถเคลื่อนย้ายได้กับรถยนต์ทุกรุ่นและทุกขนาด โดยไม่ต้องดัดแปลงสภาพรถยนต์ ซึ่งนวัตกรรมนี้ได้รับการคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญหาเรียบร้อยแล้ว     จุดเด่นของนวัตกรรมเครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย คือสามารถยกผู้ป่วยได้อย่างเอนกประสงค์ ด้วยกลไกการยกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะสามารถปรับมุมจัดท่านั่งเป็นท่านอนในระหว่างทำการยก ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายผู้ใช้วีลแชร์ขึ้นลงรถยนต์ได้สะดวก หลักการทำงานก็คือใส่ผ้ายกผู้ป่วยเข้ากับตัวผู้ป่วยในท่านอนบนเตียง ท่านั่งวีลแชร์ หรือในขณะนั่งบนรถยนต์ ควบคุมการยกผู้ป่วยด้วยระบบไฟฟ้าและรีโมท ตัวเครื่องได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างแข็งแรง สามารถยกผู้ป่วยได้สูงสุด 150 กิโลกรัม เข็นเคลื่อนที่ได้ง่ายด้วยระบบล้อ และพับเก็บเพื่อนำเข้ารถยนต์ไปพร้อมกับผู้ป่วยได้     ‘วีลแชร์ยืนได้’ ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแรงและความคงทน ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบมาตรฐาน ISO 7176 และ ‘เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย’ ได้รับการรับรองมาตรฐาน IEC 60601-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในยุโรป และทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของสตาร์ตอัปด้านนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่จะช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกับสากลในราคาที่ย่อมเยากว่า   เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
บทความ