หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กรมการข้าว ร่วมกับ สวทช. มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยด้านข้าว เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย
(23 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว กรุงเทพฯ - กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านข้าว โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ นางสาวกุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นสักขีพยาน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การผลิต การบริหารจัดการการผลิต การแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการผลิตข้าว ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตข้าวของไทยให้มีความเข็มแข็ง สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาในทุกภาคส่วนของไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อไป ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการวิจัยและการพัฒนาข้าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวปลูก ให้มีผลผลิตต่อพื้นที่และคุณภาพสูงขึ้น การพัฒนาพันธุ์ การอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบ และรับรอง การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับข้าว โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือในการวิจัย พัฒนาพันธุ์ข้าว การผลิต การบริหารจัดการการผลิต และการแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการเกษตร ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain) เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง มูลค่าสูง สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดความมั่นคงทางอาหารตามนโยบายการขับเคลื่อน BCG ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีเป้าหมายการดำเนินงานที่มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงกับพันธมิตรทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องตามนโยบายกระทรวง อว. ในเรื่อง “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ” โดย สวทช. มีความร่วมมือกับกรมการข้าวในการวิจัยและพัฒนาด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ได้ร่วมกับกรมการข้าว ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติต้านทานสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ทนร้อน ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนเค็ม ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และให้มีคุณภาพและผลผลิตสูง โดยได้รับการรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรจำนวนหลายสายพันธุ์ ซึ่งพร้อมเผยแพร่สู่เกษตรกร นำไปต่อยอดต่อไป รวมทั้ง ความร่วมมือในการพัฒนานักปรับปรุงพันธุ์ข้าวรุ่นใหม่ และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ ความร่วมมือส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการวิจัย การลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาด้านข้าว ซึ่ง สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ได้ร่วมกับกรมการข้าวในหลายเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเครื่องตรวจเมล็ดข้าวโดยใช้เทคโนโลยีโฟโทนิกส์เพื่อจำแนกรายละเอียดของข้าว การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนวิเคราะห์การแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล การพัฒนาแอปพลิเคชันใบข้าวเอ็นเค เพื่อช่วยประเมินการขาดธาตุอาหารจากใบของต้นข้าว และพัฒนาต่อยอดเป็นไลท์บอทวินิจฉัยโรคข้าว เป็นต้น “เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานที่ผ่านมา และโอกาสที่ได้ร่วมมือกันในระยะต่อไป ทั้ง สวทช. และกรมการข้าว จะได้ร่วมกันใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการจัดทำสาราณุกรมพันธุ์ข้าวไทยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาต่อยอดระบบบริหารจัดการการผลิตข้าว ระบบติดตามสุขภาพข้าวและคาดการณ์ผลผลิตข้าว และระบบการแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้มีความเสี่ยงจากการผลิตข้าวน้อยที่สุด และร่วมกันพัฒนาพันธุ์ข้าวรับมือปัญหาโลกรวนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยี Marker Assisted Selection (MAS) ต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อจะยกระดับข้าวไทยให้สามารถเติบโต เข้มแข็ง และช่วยยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เกิดความยั่งยืนทางด้านรายได้ และความมั่นคงทางอาหารร่วมกันไปด้วย” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจุฬาฯ พัฒนา ‘แบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้ (Zinc-ion Battery)’ จากถ่านไฟฉายใช้แล้วและขยะทางการเกษตร
For English-version news, please visit : Zinc-ion battery made from materials recovered from spent battery and biomass waste   กรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะถ่านไฟฉายธรรมดา (zinc carbon battery) และประเภทแอลคาไล (alkaline battery) ซึ่งเป็นถ่านชนิดปฐมภูมิหรือไม่สามารถอัดประจุซ้ำเพื่อใช้งานใหม่ได้ มากถึง 5 ตันต่อเดือน แต่โดยทั่วไปแล้วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีการรีไซเคิลส่วนประกอบของถ่านทั้ง 2 ชนิดมาใช้ประโยชน์แค่เฉพาะส่วนห่อหุ้มแบตเตอรี่ (packaging) ที่เป็นอะลูมิเนียมและสเตนเลสเท่านั้น การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลวัสดุส่วนประกอบอื่น ๆ ภายในแบตเตอรี่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างคุ้มค่าแก่การลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยลดทั้งการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและการทำลายสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_49743" align="aligncenter" width="700"] ถ่านไฟฉายที่ผ่านการใช้งานแล้ว[/caption] สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม เดินหน้าวิจัยและพัฒนากระบวนการรีไซเคิลธาตุสังกะสีและแมงกานีสซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของถ่านธรรมดาและถ่านแอลคาไล สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้ (zinc-ion battery) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยในกระบวนการผลิตยังได้พัฒนากระบวนการแปรรูปชีวมวล (biomass) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารให้เป็นถ่านกัมมันต์ (activated carbon) ประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแก่แบตเตอรี่ที่ผลิตอีกด้วย ทั้งนี้การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปัจจุบันการผลิต zinc-ion battery จากวัสดุเหลือทิ้งประสบความสำเร็จในระดับห้องทดลองแล้ว    คืนชีพขยะแบตเตอรี่ ลดใช้ทรัพยากร ลดปล่อย CO2 ถ่านไฟฉายทั้งชนิดธรรมดาและแอลคาไลมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือสังกะสีและแมงกานีส โดยในถ่านธรรมดามีสังกะสีและแมงกานีสอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 และ 40 ขณะที่ถ่านแอลคาไลมีสังกะสีและแมงกานีสอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 15 และ 55  ตามลำดับ ดังนั้นหากนำสารประกอบเหล่านี้มารีไซเคิลได้ จะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_49740" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ นักวิจัย เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช. (อดีตทีมวิจัยภายใต้สังกัดศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช.) ในฐานะทีมวิจัยหลัก กล่าวว่า การนำขยะถ่านไฟฉายชนิดธรรมดาและแอลคาไลมารีไซเคิลเป็นแบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้ ริเริ่มโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม (อดีตผู้อำนวยการ NSD สวทช.) และ รศ. ดร.รจนา พรประเสริฐสุข คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทีมวิจัยได้ร่วมกันพัฒนากระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ทั้ง 2 ชนิดข้างต้น เพื่อนำธาตุสังกะสีและแมงกานีสมาใช้ประโยชน์ในการผลิต zinc-ion battery ซึ่งเป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงานที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง และมีแนวโน้มว่าจะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานอย่างยิ่งในอนาคต “ในการรีไซเคิลสังกะสีและแมงกานีสจากถ่านไฟฉายชนิดธรรมดาและแอลคาไลทีมวิจัยได้เลือกใช้กระบวนการละลายน้ำ (hydrometallurgy process) ที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำในการทำละลายสารประกอบ ก่อนใช้กระบวนการตกตะกอนหรือการแยกสารด้วยเทคนิคเคมีไฟฟ้าในการแยกเอาธาตุทั้ง 2 ออกจากสารประกอบอื่น ๆ โดยจากกระบวนการที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นสามารถแยกสังกะสีและแมงกานีสออกมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้รวมแล้วมากกว่าร้อยละ 50 และอาจสูงถึงร้อยละ 70 ในกรณีถ่านแอลคาไล” นอกจากการพัฒนากระบวนการแยกธาตุสังกะสีและแมงกานีสจากถ่านไฟฉายมาใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิต zinc-ion battery แล้ว ทีมวิจัยยังได้ร่วมกันพัฒนา ‘กระบวนการรีไซเคิลชีวมวล’ ซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่มีอยู่มากในประเทศไทยมาใช้ประโยชน์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟฟ้าแก่ zinc-ion battery ที่ผลิตอีกด้วย   [caption id="attachment_49736" align="aligncenter" width="700"] ชีวมวล (biomass)[/caption]   ดร.ชาคริต กล่าวว่า ชีวมวลมีจุดแข็งคือเป็นแหล่งคาร์บอนคุณภาพสูง ในการทำวิจัยทีมได้นำ กากกะลาปาล์ม กากไผ่ และกากกาแฟ  ที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 40 ‘มาเข้ากระบวนการเผาภายใต้สภาวะสุญญากาศ’ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด โดยในขณะเผาจะใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ได้คาร์บอนหรือถ่านที่มีรูพรุนขนาดนาโนปริมาณมาก หรือมีปริมาณพื้นผิวสูงเหมาะแก่การใช้เพิ่มประสิทธิภาพด้านการกักเก็บประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ซึ่งโดยทั่วไปมีการเรียกคาร์บอนที่ได้นี้ว่า ‘ถ่านกัมมันต์’   [caption id="attachment_49738" align="aligncenter" width="700"] กระบวนการเผาภายใต้สภาวะสุญญากาศ[/caption]   [caption id="attachment_49737" align="aligncenter" width="700"] ถ่านกัมมันต์ (activated carbon)[/caption]   “หลังจากได้ส่วนประกอบทั้ง 3 จากกระบวนการรีไซเคิลแล้ว ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมาออกแบบกระบวนการผลิต zinc-ion battery โดยนำสังกะสีมาใช้ในการผลิตขั้วลบ (cathode) และนำแมงกานีสมาแปรรูปเป็นแมงกานีสไดออกไซด์ (MnO2) ก่อนผสมเข้ากับถ่านกัมมันต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกักเก็บประจุไฟฟ้า ปัจจุบันทีมวิจัยสามารถผลิต zinc-ion battery ในระดับห้องปฏิบัติการได้แล้ว โดยแบตเตอรี่ที่ผลิตได้มีแรงดันที่ 1.2 V และมีความจุที่ 180-200 mAh/g ชาร์จซ้ำได้มากกว่า 1,000 รอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างวิจัยขยายผลยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม”     [caption id="attachment_49734" align="aligncenter" width="700"] ส่วนประกอบของแบตเตอรี่[/caption]   [caption id="attachment_49739" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่างการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า[/caption] Zinc-ion battery อุปกรณ์กักเก็บพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันหากพูดถึงแบตเตอรี่อัดประจุซ้ำได้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (lithium-ion battery) ที่ใช้ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เช่น สมาร์ตโฟน แล็ปท็อป ยานยนต์ไฟฟ้า เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องการอัดประจุได้มากและมีน้ำหนักเบา แต่ขณะเดียวกันยังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายชนิดไม่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนได้ เนื่องด้วยจุดอ่อนด้านความปลอดภัย เพราะหากแบตเตอรี่ชนิดนี้บิดงอ ฉีกขาด หรือสัมผัสกับความร้อนสูง จะมีโอกาสติดไฟหรือระเบิด ดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ ดร.ชาคริต กล่าวว่า ด้วยธรรมชาติของวัสดุที่ใช้ในการผลิต zinc-ion battery มีน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก ทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้เหมาะแก่การใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานแบบตั้งอยู่กับที่ ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง หรือใช้ในภารกิจที่ต้องการความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะ zinc-ion battery ทนทานต่อทั้งความร้อนและความชื้น โดยหากเกิดการฉีดขาดหรือชำรุดจะไม่ระเบิดหรือติดไฟ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การใช้งาน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพื่อการใช้งานภายในบ้าน (battery for home energy storage system) ระบบสำรองไฟฟ้าแบบกริด (grid energy storage) ทั้งเพื่อการใช้งานในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ในภารกิจที่ต้องการความปลอดภัยสูง อาทิ แบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในภารกิจทหาร การใช้เป็นแหล่งพลังงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน   [caption id="attachment_49742" align="aligncenter" width="700"] ระบบสำรองไฟฟ้า (energy storage)[/caption]   [caption id="attachment_49741" align="aligncenter" width="700"] แท่นขุดเจาะน้ำมัน[/caption]   “นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิต zinc-ion battery จะยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย เพราะหากเกิดเหตุวิกฤตที่ไม่สามารถนำเข้าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนหรือวัสดุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้ (ไทยไม่มีแหล่งทรัพยากรธาตุลิเทียมเป็นของตัวเอง) คนไทยจะยังมีความพร้อมในการผลิต zinc-ion battery เพื่อใช้ทดแทนสูง ซึ่งวัตถุดิบในการผลิตที่ใช้ได้นอกจากวัสดุรีไซเคิลที่มีอยู่เยอะแล้ว ประเทศไทยยังมีความพร้อมด้านแหล่งทรัพยากรแร่ที่ใช้ในการผลิต โดยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเหมืองแร่สังกะสี 260,248 เมตริกตัน และมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเหมืองแร่แมงกานีสสูงถึง 18.2 ล้านเมตริกตัน ตามการรายงานของกองทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ในปี 2565” การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต ‘แบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้จากถ่านไฟฉายใช้แล้วและขยะทางการเกษตร’ เป็นหนึ่งในการทำวิจัยเพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลดีในด้านการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และช่วยลดข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี ดร.ชาคริต กล่าวทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัยคาดว่างานวิจัยจะแล้วเสร็จพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยนอกจากกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงนามความร่วมมือในการทำวิจัยแล้ว ยังมีบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยอีกหลายแห่งที่ติดตามการทำงานวิจัยนี้ เพื่อวางแผนในการนำไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานเช่นกัน สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ที่ ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ อีเมล chakrit.sri@entec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีร่วมกับ สวทช. เสริมทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้เยาวชนพิการทางการได้ยิน-บกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้วย KidBright AI Platform  
For English-version news, please visit : KidBright Workshop empowers children with disabilities to create AI innovations มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสำนักงานประสานงานโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการให้แก่คณะครูและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหวในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนพิการภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ จำนวน 10 โรงเรียน ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเนคเทค สวทช. สนับสนุนบอร์ด KidBright และสถานีวัดสภาพอากาศอุตุน้อย ผลงานวิจัยของเนคเทค ให้แก่ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง พร้อมทั้งร่วมกันจัดอบรมพัฒนาความรู้ด้านโค้ดดิ้งด้วยบอร์ด KidBright ให้แก่ครูและนักเรียนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมปี 2561 – 2563  คณะครูและนักเรียนพิการได้เรียนรู้การใช้งานบอร์ด KidBright ขั้นพื้นฐานจนถึงการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright และกิจกรรมปี 2564-2565 มีการเรียนรู้เรื่องวิทยาการข้อมูล (Data Science) ผ่านสถานีวัดสภาพอากาศอุตุน้อยและเว็บแอปพลิเคชัน PLAYGROUND ด้วยบอร์ด KidBright ซึ่งที่ผ่านมาครูและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคนพิการและนำไปประกวดในเวทีต่าง ๆ ร่วมกับนักเรียนทั่วไปจนได้รับรางวัลจากการประกวยดแข่งชัน เช่น เวที Show & Share : สิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เวทีการประกวดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ ระดับชาติ และเวทีศิลปหัตถกรรมนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เป็นต้น เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้ด้านโค้ดดิ้งให้แก่คณะครูและนักเรียนพิการในโครงการฯ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. จัดอบรมหลักสูตรการอบรมเชิงฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KidBright AI Platform” ระหว่างวันที่ 18 – 21 พฤศจิกายน 2566 ให้แก่คณะครูและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนพิการภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 โรงเรียน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และได้รับเกียรติจากอาจารย์วันทนีย์ พันธชาติ กรรมการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ กล่าวต้อนรับและเปิดหลักสูตรการอบรม ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 และได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวแสดงความยินดีและปิดหลักสูตรการอบรม ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 นางสาววันทนีย์ พันธชาติ กรรมการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ กล่าวว่า มูลนิธิเทคโนโลยีสารเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. ทำงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาให้แก่นักเรียนพิการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการด้วยบอร์ด KidBright ให้แก่คณะครูและนักเรียนพิการในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ 10 โรงเรียน จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาการคำนวณที่มีอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของ สพฐ. ให้แก่นักเรียนพิการ ซึ่งการเรียนโค้ดดิ้งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของนักเรียนพิการให้มีการคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนพิการเกิดการศึกษาค้นคว้า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระตุ้นให้นักเรียนเป็นนักประดิษฐ์ มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียน เพื่อมุ่งสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกับนักเรียนทั่วไป ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับในปี 2566 มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาต่อยอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยได้จัดอบรมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้แก่ครูและนักเรียนพิการในโครงการฯ ไปเมื่อวันที่ 4-7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝัง สวทช. จึงจัดอบรมเชิงเรื่อง "การพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KIidBright AI Platform" ครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านเครื่องมือ KidBright AI Platform ร่วมกับบอร์ด KidBright สำหรับนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัว ให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์ในการต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะการคิด การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำโครงงาน นอกจากนี้ครูผู้สอนสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไปขยายผลการจัดการ เรียนการสอนโค้ดดิ้ง พร้อมทั้งจัดอบรมพัฒนาความรู้ให้แก่ครูและนักเรียนพิการตั้งแต่การใช้งานบอร์ด ตลอดจนการจัดการเรียนรู้เพื่อขยายผลความสามารถของ KidBright อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร่วมกับการใช้จินตนาการของนักเรียนเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์โดยใช้แนวคิดและตรรกะการแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ต่อไป สำหรับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว นำทีมโดย ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด นักวิจัยอาวุโส พร้อมด้วยทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ซึ่ง ได้อบรมให้ความรู้และสอนการลงมือปฏิบัติเรื่องการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KidBright AI Platform  ให้กับเหล่าเยาวชน นอกจากนี้การอบรมยังมีการให้ความรู้เรื่อง รู้จักกับ BCG Economy Model และแนวคิดในการออกแบบโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับ BCG Economy Model  โดย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู สวทช. กิจกรรมการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright AI ภายใต้หัวข้อ “BCG Economy Model” โดยนายจิระศักดิ์ สุวรรณโณ ที่ปรึกษาโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา  มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ และ นางสาวอลิสา สุวรรณรัตน์ นักวิชาการอาวุโส สวทช. ซึ่งแต่ละกิจกรรมตลอด 4 วัน นักเรียนพิการและครู มีส่วนร่วมในกิจกรรมเป็นอย่างดี สามารถทำกิจกรรมและนำเสนอโครงงานได้อย่างเข้าใจ ซึ่งจะช้วยสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมแก่ผู้เข้าอบรม และเป็นทักษะจำเป็นในโลกยุคศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียนพิการให้สามารถรู้เท่าทันและพัฒนาตนศักยภาพของตนเองได้ทันกระแสโลกต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญผู้สนใจอบรมหลักสูตร 🎯Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย🎯
สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย โดยคุณเฉลิมชัย นักวิชาการอาวุโส สวทช. และ คุณธีระวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด และ CEO ไร่สายชล 101 . ท่านจะได้เรียนรู้ ความสำคัญ แนวคิดในการสร้างธุรกิจ และวิเคราะห์แบรนด์ เพื่อการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ กรอบแนวคิดวิเคราะห์การตลาด และการนำไปประยุกต์ใช้ และการออกแบบ-วางระบบน้ำในแปลงและประยุกต์ใช้กับระบบสมาร์ท . กิจกรรมอบรม(Onsite) ในวันที่ 30 พ.ย. 66 - 1 ธ.ค. 66 เวลา 08.30-16.00 น. ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี . ค่าลงทะเบียน : 1,500 บาท (รวมเอกสาร และอาหาร ซึ่งสามารถออกใบกำกับภาษีได้) ท่านจะได้รับใบประกาศเมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 วัน ดาวน์โหลดกำหนดการได้ที่ https://shorturl.asia/DIxeM สมัครเข้ารับการอบรมที่ https://shorturl.at/DGRU0 หรือสอบถามที่ คุณณัฐชยา โทร. 0971979009  
ปฏิทินกิจกรรม
 
“Food Talks 2023 #6 An Overview of Thailand’s Global Food Export Market: จับตาเทรนด์การส่งออก และโอกาสอาหารไทยในตลาดโลก”
สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร FoodInnopolis ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการ นักวิจัยและผู้ที่สนใจด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ฟังบรรยายในกิจกรรม “Food Talks 2023 #6 An Overview of Thailand's Global Food Export Market: จับตาเทรนด์การส่งออก และโอกาสอาหารไทยในตลาดโลก” โดย คุณวันวิสาข์ สุธีรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งออก จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่จะมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาพรวมการส่งออกอาหารไทย แนวโน้มตลาดและโอกาสในการส่งออก รวมไปถึงแนะนำข้อมูลส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการส่งออกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาผ่าน (((Live))) ในวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น. - 11.30 น. ทาง Facebook : FoodInnopolis ลงทะเบียนได้ตามลิงก์ด้านล่าง (ไม่มีค่าใช้จ่าย) https://forms.gle/v7VRu2GRnSUR7YFE8 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FoodInnopolis
ปฏิทินกิจกรรม
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2566
ข่าว สวทช. ร่วมผสานพลัง วทน. เพื่อการพัฒนาประเทศ ในเวที STS Forum 2023 สวทช.–ม.เกษตรฯ ผสานความร่วมมือต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ-สารสนเทศ เสริมแกร่งด้านงานวิจัย อว. นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” UNIDO เยือน สวทช. ตอกย้ำความร่วมมือ ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดต่อการขนส่งที่ยั่งยืนของไทย ๖ องค์กร ผนึกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมระบบการบริการด้านสาธารณสุข ยกระดับงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว SOP ทุเรียน แนวทางแก้ไขโรคและแมลงด้วยชีวภัณฑ์ รองรับนโยบาย Thai go Green ภาคการเกษตรของรัฐบาล รัฐมนตรี อว. เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี ๒๕๖๖ สวทช. ผนึก TCELS-วว. ดันผู้ประกอบการกลุ่มเวชสำอาง-สมุนไพรไทย ร่วมเวที COSMETIC ๓๖๐ ณ ประเทศฝรั่งเศส อวดศักยภาพผลิตภัณฑ์-นวัตกรรมไทย สู่ตลาดโลก กมธ.การอุดมศึกษาฯ วุฒิสภา ดึง ๖ องค์กร ผนึก สวทช.  ถ่ายทอดเทคโนโลยี-นวัตกรรม ‘เศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า’ สู่ ‘สถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ไทย-ฝรั่งเศส ร่วมหารือทวิภาคีด้านวิจัย-นวัตกรรม ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับความสัมพันธ์ เน้นความเสมอภาคและประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเข้าเยี่ยมชมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช สวทช. ผนึก สมาคมทีคอส (TCOS) ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ด้วยแพลตฟอร์ม FoodSERP บริการแบบครบวงจร    Download เอกสารฉบับเต็ม (8.9 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. นำเสนอ 3 ผลงานวิจัยในงานวันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อย จปร.
(20 พฤศจิกายน 2566) ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อ.เมือง จ.นครนายก :  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในงานวันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 2566 ครั้งที่ 16 โอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยทีมวิจัยและพนักงาน สวทช. ร่วมรับเสด็จฯ และถวายรายงานผลงานวิจัยที่ร่วมจัดแสดง ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงเรียนนายร้อย จปร. จ.นครนายก                   ผลงานวิจัย ของ สวทช. จำนวน 3 ผลงาน ประกอบด้วย 1.ผลงาน “การเปลี่ยนขยะขวดน้ำดื่มพลาสติกสู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง” นำเสนอโดย ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งขวดน้ำดื่มพลาสติกชนิด PET (Polyethylene Terephthalate) มาผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ให้เป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (Metal−organic Frameworks : MOFs) ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถดูดซับสารพิษหรือก๊าซต่าง ๆ ได้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการลดมลพิษที่อาจเกิดจากการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 2.ผลงาน “ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อลงทะเบียนในกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย” หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) นำเสนอโดย ดร.สุรเดช ดวงภุมเมศ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.  เป็นโครงการที่เนคเทค สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาแพลตฟอร์มจดจำลายม่านตาและการจดจำใบหน้าในการยืนยันตัวบุคคล สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวหรือผู้อพยพที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรค เช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ 3.ผลงาน "แผงโซลาร์เซลล์น้ำหนักเบา” นำเสนอโดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล สิทธิพล จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยแผงด้านหน้าโซลาร์เซลล์ใช้วัสดุ Polyethylene Terephalate (PET) ทดแทนกระจกเดิม ส่วนด้านหลังใช้วัสดุ Aluminum Composite ที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการติดตั้งในรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
MTEC สวทช. ชวนร่วมสัมมนา มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทยพร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
 ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ได้จัดข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวคิด CBAM เพื่อเตรียมความพร้อมทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยกลุ่มอลูมิเนียม เป็นกลุ่มแรกที่สามารถทำข้อมูลออกมาได้ทันช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการ CBAM ผลจากการประเมินจะช่วยให้อุตสาหกรรมอลูมิเนียมมีค่า CBAM กลางของประเทศเพื่อใช้ต่อยอดในการเจรจาทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในปีนี้ Metallurgy Forum ครั้งที่ 11 จัดสัมมนาพิเศษหัวข้อ "มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทย พร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน" โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ คุณธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ: มุมมองอุตสาหกรรมอลูมิเนียมกับเทรนด์รักษ์โลก ในปี 2030 ดร.จิตติ มังคละศิริ นักวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุเเห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) บรรยายพิเศษ: ค่ากลางการปลดปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียม เเละการมีส่วนร่วมของภาครัฐในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทย มุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Mr. Joshua Richard Hirst ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท แองโกล เอเชียกรุ๊ป บรรยายพิเศษ: ภาพรวมกระบวนการรีไซเคิลอลูมิเนียม ที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ในวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13:30 - 16:30 น. ห้องประชุม GH202 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ภายในงาน Metalex 2023   สอบถามเพิ่มเติม: อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ โทร. 02 686 7222 Email: contactcenter@rxtradex.com และงานพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีวัสดุเพื่ออุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. โทร. 02 564 6500 ต่อ 4675, 4677 Email: boonrkk@mtec.or.th ดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่: https://bit.ly/mtx23metalforum_th
ปฏิทินกิจกรรม
 
CPF อาสาร่วมสนับสนุนเด็กไทยไปองค์การสำรวจอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น
 (17 พฤศจิกายน 2566) ตามที่ สวทช. ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น จัดแข่งขันโครงการ Asian Try Zero-G 2023 และได้คัดเลือกแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของตัวแทนเยาวชนไทยที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 3 เรื่อง โดยแนวคิดทั้ง 3 เรื่องนี้จะนำไปทดลองจริงในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ โดย นายซาโตชิ ฟุรุคาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่นที่ปฏิบัติการบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ซึ่งในการนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กำชับให้ สวทช. ดำเนินการทุกวิถีทางให้เด็กไทยได้ไปร่วมกิจกรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น  ล่าสุดทีมจัดกิจกรรมของ สวทช. ได้รับการติดต่อจากบริษัท CPF อาสาร่วมให้ทุนสนับสนุนโครงการดังกล่าว สวทช. ขอขอบคุณ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่ได้ติดต่อขอร่วมสนับสนุนในการส่งเด็กไทยไปร่วมโครงการขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)  ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีของเยาวชนไทยที่จะได้นำความรู้ความสามารถไปแสดงในเวทีโลก ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า "CPF รู้สึกยินดีและร่วมชื่นชมน้อง ๆ เยาวชนไทยที่เก่งและมีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น จนได้รับคัดเลือกจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ให้ไปทดลองโครงงานบน Kibo Module สถานีอวกาศนานาชาติ เรา CP แบรนด์อาหารของคนไทย อยากช่วยเติมฝันของน้อง ๆ ในโอกาสนี้ เพราะเราเชื่อในศักยภาพของคนไทย ที่ยังก้าวไปได้อีกไกลในเวทีโลก หากเราร่วมกันผลักดัน" ทาง สวทช. ยินดีที่ก่อนหน้านี้ CPF ก็ได้ดำเนินโครงการ Thai Food-Mission to Space  เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารไทย ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ไปพิชิตมาตรฐานอวกาศ (Space Food Safety Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ระดับเดียวกับที่นักบินอวกาศรับประทาน ตามหลักเกณฑ์ขององค์กร NASA มาแล้ว และตอนนี้ได้ขยายโอกาสมาสานฝันน้อง ๆ ให้มีโอกาสในเวทีระดับโลกเพิ่มเติมขึ้นอีก สวทช. ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในภารกิจการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติและประชาชนทั่วไป รวมทั้งจะแสวงหาโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถและเข้าร่วมในกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง สำหรับแนวคิดการทดลอง 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า” โดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียน ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน, นายจิรทีปต์ มะจันทร์, นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ นักเรียน ม.5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ นักเรียน ม.6 โรงเรียนระยองวิทยาคม อ่านรายละเอียดโครงการเพิ่มที่ https://www.nstda.or.th/home/news_post/sci-news-flash-asian-try-zero-g-2
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 5 ประจำเดือนสิงหาคม 2566
ข่าว สวทช.–ธ.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีมอบทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ ๒๕ และ JSTP-SCB รุ่นที่ ๕ ส่งเสริมเยาวชนพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔ หน่วยงานวิจัย สกสว. สวรส. วช. ศลช. ร่วมผนึกกำลังทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช.  ต่อยอด ชุดนวัตกรรมสำหรับแยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ สวทช. จับมือ สคส. ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล A-MED Telehealth และ KidBright คว้า ๒ รางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี ๒๕๖๕ บ.เชียงใหม่ไบโอเวกกี้ จับมือ นาโนเทค สวทช. ยกระดับเกษตรมูลค่าสูง ผลิต ‘น้ำมะนาวคั้นสด’ สดนาน ๒ ปี สร้างกระแสบริโภค ‘น้ำมะนาวแช่แข็ง’ สวทช. ประกาศผล ‘ทีมกาแล็กติก ๔’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘คิโบะ โรบ็อต โปรแกรมมิง ชาเลนจ์ ครั้งที่ ๔’ เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติ ตุลาคมนี้ สวทช. จับมือ HUTCHINSON Japan ร่วมวิจัยระบบรางและการพัฒนายานยนต์สมัยใหม่  สวทช.–วช. ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย ระดมสมอง วางกลไกด้านจริยธรรมของประชาคมวิจัยไทย ไบโอเทค สวทช. มุ่งมั่นวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านสาหร่าย กว่า ๒๐ ปี หนุนอุตฯ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย หวังเป็นผู้นำส่งออกสัตว์น้ำโลกได้อีกครั้ง สวทช. ผนึกพลัง TCELS –วว. จัดกิจกรรมติดอาวุธผู้ประกอบการไทยกลุ่มเวชสำอาง/สมุนไพร กรุยทางเปิดตลาดต่างประเทศ สวทช. ร่วมกับ บพข. คิกออฟ ๒ โครงการ เสริมแกร่งผู้ประกอบการผลักดันสู่เวทีโลก สวทช. ติวเข้ม นักเรียนทุนวิทย์ฯ จบใหม่ ประจำปี ๖๖ เสริมแกร่ง กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศ สวทช. จับมือ ส.อ.ท. และกรมโรงงานฯ ดันการวิจัยเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรม ให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สวทช. ร่วมกับ KBTG จัดสัมมนา AI and Big Data แลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาระบบ Big Data/AI ไบโอเทค สวทช. เผยผลการศึกษาเชิงนโยบายการปรับตัวระบบอาหารท้องถิ่น รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตต่าง ๆ สวทช. เปิดโครงการเร่งพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่- ผู้ประกอบการ กลุ่มประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือ ล้านช้าง–แม่โขง มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ร่วมกับ สวทช. และภาคีเครือข่าย จัดพิธีรับตราพระราชทานโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ เดินหน้าปลุกศักยภาพเด็กไทยตั้งแต่ปฐมวัยมุ่งสู่การพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน สภาเภสัชฯ ผนึกกำลัง สวทช. และ สปสช. เดินหน้านำเทคโนโลยี A-MED Care Pharma เชื่อมระบบบริการเภสัชกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย   บทความ นวัตกรรม “ระบบจับการเคลื่อนไหวมนุษย์แบบไร้มาร์กเกอร์ (Marker)” เตรียมประยุกต์ใช้ทางการแพทย์  Download เอกสารฉบับเต็ม (9.1MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. – NIA จับมือ อิมแพ็ค เล็งพัฒนา ‘เมืองทอง’ เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
For English-version news, please visit : NSTDA-NIA joint initiative promotes Muang Thong Thani Smart Living (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้องจูปีเตอร์ 12-13 อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ (IMPACT Challenger) เมืองทองธานี จ.นนทบุรี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงาน “Muang Thong Thani Smart Living Innovation Pitching” โดยมีนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนักลงทุน นักวิจัย Startup ที่เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเมืองทองเป็นเมืองน่าอยู่ และยั่งยืน ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การเปิดงาน “Muang Thong Thani Smart Living Innovation Pitching” วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกันระหว่าง อิมแพ็คเมืองทองธานี และหน่วยงานที่ทำงานสนับสนุนด้านเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สวทช. และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อร่วมมือกันส่งเสริมการพัฒนาเมืองทองธานี ให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและชีวิตที่สะดวกสบาย เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับผู้คน และการริเริ่มให้เป็นชุมชนที่มุ่งส่งเสริมการใช้นวัตกรรม “เราได้มีการหารือร่วมกันแล้วว่าทิศทางของการร่วมพัฒนานวัตกรรม จะเปิดพื้นที่ให้งานวิจัยและ สตาร์ตอัป ได้มีโอกาสนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาแก้ปัญหาจริง หรือมีโอกาสร่วมพัฒนานวัตกรรมไปด้วยกัน และทางเมืองทองเองพร้อมจะเป็นผู้นำร่องใช้นวัตกรรมก่อนใคร หรืออาจจะเป็นผู้ลงทุนในอนาคตต่อไป เพื่อนำไปสู่แนวคิด Muang Thong Innovation District ตรงกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ Smart living Area อย่างไรก็ตามความร่วมมือกันครั้งนี้ สวทช. มีงานวิจัยที่พัฒนาบนหลักคิดของความยั่งยืน BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)  และมีพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งวันนี้มีการนำเสนอนวัตกรรมที่น่าจะตอบสนองความต้องการของชุมชนเมืองทองได้เป็นอย่างดี โดยคาดหวังทั้งฝั่งนักวิจัยและนักลงทุนจะได้มีโอกาสร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองชุมชนเมืองทองธานีให้มีความน่าอยู่และยั่งยืนไปด้วยกัน” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ระบุ ด้านนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยภายหลังรับฟังการนำเสนอนวัตกรรมจากนักลงทุน Startup และนักวิจัย ว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. NIA และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่ง อิมแพ็ค เมืองทองธานี ให้ความสำคัญกับผู้คน ทั้งที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บริเวณโดยรอบตลอดจนผู้คนที่เข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในเมืองทองธานี ซึ่งมีผู้คนหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการต่างๆในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 300,000-1,000,000 คนต่อวัน ดังนั้นเราจึงเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาเมืองทองธานีให้เป็นเมืองน่าอยู่ และยั่งยืน เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนในเมืองทองธานีให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นไป “อย่างไรก็ตามการรับฟังผลงานนวัตกรรมต่างๆ จากผู้ที่นำเสนอผลงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีนักวิจัย และนักลงทุน ที่เก่งและมีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจำนวนมาก ซึ่งหากนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนเมือง หรือองค์กรภาคส่วนต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้ใช้นวัตกรรมที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพงและเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมคนไทยไปพร้อมๆ กัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ภายในงานมีผู้นำเสนอนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 NSTDA Startup 1 หน่วยวิจัย 5 Startup โดยเป็นการ Pitching เพื่อนำเสนอขายและเสนอการลงทุนแก่นักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการออกบูธนำเสนอนวัตกรรม 14 บูธ และมีนักลงทุนร่วมงาน 3 รายคือ NASTDA Holding, NEXUS และ Green Rocket โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 60 ราย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Highlight ประเด็นจากวิทยากร สวทช. x สมาคม TCOS ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม
เก็บตกจากเวทีเสวนา “ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามด้วย FoodSERP for sustainable health and beauty” ภายในงานพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มแพลตฟอร์ม FoodSERP   คำว่า FoodSERP มาจากเต็มว่า Food Service Platform เป็นรากฐานการวิจัยที่แข็งแกร่งของ สวทช. และเป็น 1 ใน 4 ของ Core Business ซึ่งเป็นนโยบายหลักของ สวทช. เป็นบริการในรูปแบบ One Stop Service ที่รวบรวมความเชี่ยวชาญทั้ง สวทช. ให้รวมอยู่ที่เดียวกัน โดยทำหน้าที่เป็น Contact Point ที่รับโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการ และทำหน้าที่เชื่อมโยงไปตามความเชี่ยวชาญที่ความต้องการ ส่วนที่สำคัญหลักคือ “Functional Ingredient” ซึ่งสวทช. พูดถึง “Functional Ingredient” มาเกือบ 10 ปี เพราะว่า “Functional Ingredient” เป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมอาหาร ในขณะที่ก็ยังเป็นคอขวดด้วยในเวลาเดียวกัน และยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรชีวภาพที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร จุลินทรีย์ และอื่นๆ ที่เป็น “คอขวด” เพราะเดิมส่วนที่หายไปคือตรงกลางระหว่าง “การวิจัย” และ “การใช้ประโยชน์” เมื่อวิจัยแล้ว ก็มี “ต้นแบบการวิจัย” ออกมาเยอะมาก แต่ขาดการนำไปขยายผลใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ไม่มีคน scale up ไม่มีคนเชื่อมต่อ รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ แต่ FoodSERP จะเข้ามาช่วยให้บริการแก้ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดเหล่านี้ได้ FoodSERP มี Platform ที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิจัยไบโอเทค หรือนาโนเทค ซึ่งเป็นการรวมพลังเข้าด้วยกัน การร่วมมือกับสมาคม TCOS นี้จะทำให้เติมภาพ ecosystem ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การที่มีผู้รู้อย่างสมาคม TCOS มาชี้เป้า ก็จะทำให้นักวิจัยขับเคลื่อนไปได้ถูกทิศถูกทางยิ่งขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมได้มาก ถือเป็นความท้าทายของนักวิจัย สวทช. ที่จะต้องทำงานตอบโจทย์ความต้องการต่อผู้บริโภค ซึ่งนายกสมาคม TCOS บอกว่าเรื่องการแข่งขันเป็นเรื่องสำคัญ และการตอบสนองต่อผู้บริโภคก็สำคัญเช่นกัน คำถามคือ เราจะบูรณาการความสามารถทั้งหมดที่มีของ สวทช. เพื่อตอบโจทย์ได้อย่างไร ในกรอบเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องแข่งขันกันในเรื่องของเวลา ในด้านของการต่อยอดใช้ประโยชน์จาก Bio-Resources ทาง FoodSERP มีความเข้มแข็งทางด้าน“สมุนไพร”และ “จุลินทรีย์” เป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดการยกระดับ การใส่มาตรฐาน การพัฒนายกระดับสารสกัดมาตรฐาน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทั้งประเทศช่วยกัน ปิดช่องว่างและเชื่อมต่อองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องจะทำได้ประโยชน์ ทั้งในด้าน “ความงาม” และ “สุขภาพ” ควบคู่ไปด้วยกัน และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ ยกตัวอย่าง ที่ประเทศเกาหลี มี Beauty Street เกี่ยวกับสินค้าสุขภาพและความงาม ซึ่งอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงเกษตรกร อยากให้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสมาคม TCOS เป็นไปในลักษณะแบบพี่-น้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน “TCOS ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจ การตลาด เปรียบเสมือนพี่” และ “สวทช. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นน้อง” ให้คำแนะนำกันในมุมที่พี่มองเห็นโอกาสว่า เทคโนโลยีที่ สวทช. มีอยู่ ต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง เพื่อให้เดินไปถูกทิศทาง และช่วยกันสร้างปรากฏการณ์ที่เป็นความสำเร็จทางด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของประเทศได้ไทยได้เร็วๆ นี้ FoodSERP เป็นกลไกใหม่ ควรมีของใหม่ๆเกิดขึ้น เพื่อให้ของที่มัน fragmented ประกอบเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เพราะขาดคน integrate ภาพใหญ่ ก็หวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างการ integrate ให้ทุกคนได้เห็น เราช่วยกันผลักดันภาพนี้ให้เกิดเป็น Thailand Team หรือ Thai Brand ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ : ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยห่อหุ้มระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กระแสสังคมเน้นเรื่อง “การรักสุขภาพ” มากขึ้น แต่การจะสวยทั้งจากภายนอกและภายในได้ ก็ต้องมี Functional Ingredient ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยนำเข้าสารสกัดต่าง ๆ ประมาณ 3,000 ล้านบาท และส่งออกได้เพียงแค่ 300 กว่าล้านบาท และมีแนวโน้มการนำสารสกัดเข้าสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบ สารสกัดจากธรรมชาติจำนวนมาก แต่ที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะว่าต้องการสารสกัดที่มีคุณภาพ ถ้าหากนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายในประเทศ มาพัฒนา Functional ที่เป็น Ingredient และเพิ่มคุณประโยชน์ความสวย ความงาม หรือทางด้านดูแลสุขภาพ ก็จะเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าของสารสกัดได้ จากเดิมที่เคยจำหน่ายวัตถุดิบตั้งต้นก่อนเป็นสารสกัด ได้เพียงหลักสิบบาท แต่ถ้าใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนา ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าสารสกัดสูงขึ้นได้ ในส่วน FoodSERP ถ้าเรามีกระบวนการสกัดที่ดี สามารถควบคุมคุณภาพได้ และมีทดสอบวิเคราะห์ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัด เพื่อดูว่าสารสกัดแต่ละชนิดเหมาะสมในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อะไร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านความงาม การรักษาโรค หรือในเชิงของการป้องกันและรักษาสุขภาพ จะเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของสารสกัดให้กับประเทศไทยได้ ตัวอย่างเช่น สวทช. ทำการศึกษาเรื่องบัวบกและกระชายดำ ซึ่งประเทศไทยปลูก “บัวบก” จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะนำมาต้มแล้วดื่ม หรืออาจจะทานเป็นผักเคียงกับอาหาร แต่ในต่างประเทศพบว่า สารสกัดในใบบัวบกมีสาร Anti-aging ค่อนข้างดี จึงน่าจะเป็นโอกาสดีถ้าประเทศไทยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากใบบัวบก ส่วน “กระชายดำ” รู้จักกันดีในการกินเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายสำหรับเพศชาย และยังไม่พบการนำ “กระชายดำ” มาใช้ทางด้านเวชสำอาง ซึ่ง “กระชายดำ” เป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ดี ทาง สวทช. โดยนาโนเทคได้วิจัยและพัฒนาสารสกัดจากกระชายดำ และดึงสารบางตัวที่ไม่มีฤทธิ์ออกไป และสามารถเพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญให้ได้สูงถึง 80-90% และเมื่อทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพพบว่ามีฤทธิ์ดีในด้าน Anti-aging ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจน นับเป็นช่องทางใหม่ของกระชายดำ ในเรื่องของการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพัฒนาทำให้ได้สารสกัดที่ทำเป็นอาหารเสริมกระชายดำ เป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายใน และพัฒนาเป็นเวชสำอางใช้ภายนอกได้ด้วย สวทช. จะมีทั้งงานวิจัยและเทคโนโลยี แล้วเราก็รู้ว่าจะไปหาเกษตรกรที่ไหนที่ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เมื่อเทคโนโลยีพร้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็พร้อม ก็จะเป็นการต่อจิ๊กซอว์ร่วมกับภาคเอกชนในเรื่องของการทำตลาด ซึ่งมองว่าทั้ง 2 อย่างนี้จะต้องไปด้วยกัน ทำอย่างไรจะให้แบรนด์เครื่องสำอางไทยที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยและเป็นที่รู้จักในตลาดโลก เป็น soft power ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทย พูดถึงและเป็นสินค้าของฝากหรือสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อกลับไป จะทำให้ผลสะท้อนกลับไปยังทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ประกอบการ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง : ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์ม FoodSERP สวทช. หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า Ingredient หรือ Active Ingredient ในโลกนี้ส่วนใหญ่มาจากจุลินทรีย์ไม่ได้น้อยไปกว่าสมุนไพร ซึ่ง “จุลินทรีย์” ได้มาจาก “กระบวนการทางชีวภาพ” หรือ “กระบวนการหมัก” กระบวนการหมัก จัดกลุ่มง่ายๆ คือ สาร Active Ingredient ที่ผลิตจากจุลินทรีย์ กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ให้ในเรื่องของความชุ่มชื้น Humectant เช่น กรด Lactic Acid กรด Hyaluronic Acid กลุ่มที่ 2 เป็นตัว Active Ingredient ที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าเป็น Resveratrol, Coenzyme Q10 ซึ่งผลิตได้จากแบคทีเรีย coli โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการปรับแต่งพันธุกรรมด้วยวิธีการชีววิทยาสังเคราะห์ ทำให้สามารถผลิตสารต่างๆ ที่ปกติผลิตในพืช ก็สามารถมาผลิตได้ในจุลินทรีย์ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม Natural Color เช่น สารสีน้ำเงิน ได้มาจาก indigoidine สารสีแดงได้มาจากข้าวหมักจากรา Monascus การผลิตสารสกัดจากจุลินทรีย์มีประโยชน์ ที่ทำให้เราสามารถขยายกำลังการผลิตและควบคุมคุณภาพได้ ลดการปนเปื้อนของโลหะหนักหรือสิ่งต่างๆ ที่มาจากแหล่งอื่น และช่วยในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย คือมีการกำจัดและควบคุมของเสียในกระบวนการผลิต สิ่งที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงจุลินทรีย์ ส่วนมากจะนึกถึง By Product ที่เกิดจากกระบวนการหมัก เช่น by product จากกระบวนการผลิตโปรไบโอติก ซึ่งจะเรียกว่า postbiotic ซึ่ง By-product พวกนี้ก็จะมีฤทธิ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต้านการอักเสบ การต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ สามารถนำมาใช้เป็น Ingredient ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ นอกจากนี้ By-product อื่นยังสามารถนำมาย่อยด้วยเอนไซม์ต่างๆด้วยกระบวนการทางชีวภาพ ได้ผลิตภัณฑ์ เช่น เปปไทด์ที่ใช้ในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพผิว Beauty Supplement เวลาเราพูดถึงเครื่องสำอาง ไม่ได้เฉพาะครีมประทินผิวหัวจรดเท้า แต่หมายถึงการรับประทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Probiotic, โคเอนไซม์ Q10 ก็มีในรูปของการรับประทานด้วย ซึ่งถือเป็นการใช้จุดแข็งของกระบวนการทางชีวภาพ หรือเทคโนโลยีการหมักที่เป็นจุดแข็งของ FoodSERP ที่เข้ามาช่วยในการผลิต Active Ingredient ในกลุ่มเวชสำอาง ฺเทรนด์ของประเทศไทย ตอนนี้ที่กำลังมาแรง คือ “ศาสตร์ด้านการชะลอวัย” ไม่ว่าจะเป็นสาร Anti-Oxidant, Anti-Wrinkle เรื่องการลดริ้วรอย สาร Whitening ผู้หญิงเราอยากสวยขึ้น สมาร์ทขึ้น กระบวนการผลิตจากจุลินทรีย์ ไม่แตกต่างจากกระบวนการผลิตจากสมุนไพร ซึ่งต้องมีมาตรฐานควบคุมและมีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ด้วยเช่นกัน ความท้าทายทั้งของนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ การเตรียมข้อมูลต่างๆ ให้พร้อมในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะถ้าสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ใน Positive List ของ อย. ความท้าทาย ใน “เรื่องต้นทุนการผลิต” ถึงแม้ว่าจะสามารถผลิตสารสำคัญที่มีคุณภาพ ขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานได้ แต่ถ้าต้นทุนเราไม่สามารถแข่งขันได้ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในปัจจุบันจะมีเรื่อง “คาร์บอนฟุตพรินต์” เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องผนวกรวมเข้ามาในกระบวนการผลิตให้ครบวงจร ไม่ใช่คิดทีละขั้น การทำ MOU ร่วมกับสมาคม TCOS ทำให้มีข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิต เรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ ที่เป็นประโยชน์ ทำให้สามารถออกแบบการทดลองได้ตลอดเวลา รวมถึงเรื่องมาตรฐานของโรงงานผลิต เมื่อมีการผลิตผลิตภัณฑ์แล้ว สามารถทดลองการขึ้นทะเบียน ผลิตภัณฑ์และทดลองตลาดได้ รวมถึงในการ Estimate ต้นทุนการผลิต ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อผู้ประกอบการ ที่จะได้นำผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม และได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการไปใช้งานได้ ในส่วนของโรงงานต้นแบบ FoodSERP ทั้งของทางศูนย์นาโนเทคโนโลยี หรือศูนย์ไบโอเทค ก็ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้ให้กับผู้ประกอบการไว้แล้วเช่นกัน FoodSERP เปรียบเสมือน “นก” เวลานกบิน ถ้ามีปีกเดียวไม่สามารถบินได้ ต้องมีทั้ง 2 ปีก เช่นเดียวกันกับ สวทช. เป็นปีกหนึ่งข้าง สมาคม TCOS เป็นปีกอีกหนึ่งข้าง ที่เป็นการเสริมพลังกัน เนื่องจาก นักวิจัยฝั่ง สวทช. มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้มุ่งเน้นในเชิงธุรกิจ ซึ่งสมาคม TCOS จะมาช่วยเป็นส่วนเสริมงานวิจัยในเรื่องมุมมองด้านธุรกิจ บูรณาการร่วมกับการวิจัยและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ทางด้าน สวทช. จะช่วยเสริมในด้านการช่วยวิเคราะห์มาตรฐานต่างๆ คุณภาพ หรือการสกัดสารสำคัญ และช่วยผู้ประกอบการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในเวทีสากล Marketing ก็เป็นเรื่องใหญ่ การสร้าง Story Telling ในการเล่าเรื่องของผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจ เป็นเรื่องสำคัญ หากของเราดี แต่ไม่มีเรื่องเล่า ก็จะยากต่อการขับเคลื่อนที่จะเข้าสู่ช่องทางการตลาดได้ ประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่น ทุกผลิตภัณฑ์มีเรื่องเล่า ทราบแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ สามารถบอกกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ได้ว่ามีหรือไม่มีอะไรบ้าง เหมาะกับผู้ประกอบการกลุ่มใด และมีการทำ Clear Labeling เป็นสิ่งที่ สวทช. และ TCOS ต้องจับมือติดปีกร่วมกัน แต่เดิม สวทช. เราค่อย ๆ พัฒนางานวิจัย และเอกชนก็มา license แต่วันนี้เราต้องเปลี่ยน mindset เรามีของอะไร เอาออกมาเลย สามารถเอามาผลิตและให้ผู้ประกอบการไปใช้ภายใต้ Reasonable Price การทำงานที่ต่อเนื่อง หรือ Continuosly Improvement ที่จะทำให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และในเรื่องของ Ecosystem ของประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างผลกระทบทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อมได้ การร่วมมือในครั้งนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่ “Sustainable Development Goals (SDGs) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในปี ค.ศ. 2030 ตามที่องค์การสหประชาชาติประกาศไว้ บนฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย คุณลักษณ์สุภา ประภาวัต นายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย มุมมองของผู้ประกอบการเวลาเลือกวัตถุดิบหรือสร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นใด ๆ ก็ตาม จะเลือกจากสิ่งที่มีเรื่องราว เป็นเรื่องที่สามารถเล่าได้ และเริ่มนำเรื่องนั้น ๆ มาศึกษา ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปดูงานสถาบันวิจัยใหญ่ ๆ ในการสร้างวัตถุดิบระดับโลก แล้วถามเค้าว่าเวลาที่จะเลือกงาน ๆนึง เลือกจากอะไร เค้าจะตอบว่าเค้าไม่ได้มองที่ตลาด แต่มองที่เรื่องราว ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมีเรื่องราวที่พูดได้ยาวนาน เค้าจะเอาสิ่งนั้นมาศึกษาเพื่อต้องการจะค้นพบอะไรที่เป็นความลับอยู่ในนั้น บริษัทวัตถุดิบระดับโลก เค้าจะทำการบ้านเยอะมาก แต่จะปล่อยปีละตัว ไม่ปล่อยแบบพรั่งพรูสู่ตลาด เน้นปล่อยออกมาเป็นซีรีย์ ถ้าหากสถาบันวิจัยโปรไบโอติกได้ แล้วในปีหน้าก็จะบวกนวัตกรรมเข้าไปอีก ปีต่อไปก็จะมีเรื่องเล่าต่ออีก ถ้าหากเราเลือกพืชหรือนำพืชมาทำ tissue culture แล้วเราเห็นอะไร เราอาจจะมีข้อมูลเก็บไว้แล้ว แต่วิธีการนำออกสู่ตลาด ทุกฝ่ายจะต้องพร้อมที่จะเป็นผู้สร้างเรื่องราว ใน 1 ปี อาจจะมีการผลิตสินค้าหลายชิ้น แต่จะ launch สินค้าออกมาเพียงปีละ 1 ชิ้นเท่านั้น เพื่อให้มีเรื่องราวที่สามารถพูดต่อไปได้เรื่อยๆ ในการทำธุรกิจ จะมีจุดเด่นเพียงด้านเดียวไม่ได้ นอกจากเรามีของแล้ว เราต้องจับตามองเทรนด์ของโลกด้วย สำหรับเทรนด์โลกในปัจจุบันเน้นในเรื่องการสร้าง “ความยั่งยืน” มีการลดการใช้พลาสติก ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ และให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตวัตถุดิบที่ดึงเอาอะไรหลายๆอย่างที่เรา save กลับไปได้ เทรนด์ Solid Cosmetic เกิดขึ้นในโลก ข้อดีของผลิตภัณฑ์ Solid Cosmetic คือการใช้บรรจุภัณฑ์น้อยลง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิต อะไรที่ฟุ่มเฟือย ใช้มากเกินจะถูกลดตัดออกไป และจะทำให้กระบวนการ logistic เกิดผลบวกด้วย จะทำให้ไปได้ไกลมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ไทยเราต้องตื่นตัวรับกระแส ไม่ใช่เป็นแฟชั่น แต่คือความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว คำนึงว่าส่งผลกระทบอะไรและแบรนด์ของเราไปปรากฏอะไรในขยะโลกนั่นด้วย เรื่อง Carbon Footprint สิ่งหลงเหลือในโลก เรื่องของการลดการใช้พลาสติก สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามองภาพรวมแล้ว มันส่งผลกระทบถึงสุขภาพ การเติบโตของเด็ก การมีชีวิตของสัตว์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไป ไม่เหลือเป็นขยะ ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของแบรนด์นั้นๆ ด้วย สารกันเสียบางชนิด มีผลกระทบต่อการเกิดมะเร็ง หรือเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศของวัยเจริญพันธุ์ ก่อนหน้านั้นเราใช้ตามๆ กัน เพราะเราอาจจะยังไม่มีงานวิจัยรองรับ เราใช้วิธี copy แล้วผลิตไป เคลมไป เวลาที่มีหน่วยที่ทำให้เราได้รับการวิจัยรับรอง มีเคลมที่ชัดเจนถูกต้อง ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของไทยยืนสง่างามในเวทีสากล พวกเราที่มีโอกาสได้เห็นช่องทางการขายออกไปสู่ตลาดโลก เห็นว่ากรอบความต้องการและกฎหมายที่ไม่เท่ากัน ในส่วนนี้ผู้ประกอบการทำไม่ได้ เราจำเป็นต้องพึ่งพาการรับรองการวิจัยและหน่วยงานมาตฐานของประเทศ ผลิตภัณฑ์ของเราก็จะสู่มาตรฐานโลกได้ ไม่ถูกตีกลับ เวลาที่เกิดกระแสความต้องการอะไรขึ้นมา เราก็มีความพร้อมในส่วนหลังบ้าน เราก็จะไปได้หมด จะเป็นโอกาสในการสร้างตัวเลขเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคตได้ ธีมของการเสวนาวันนี้ คือ “Sustainable health and Beauty” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการยอมรับโดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ ต้องมีการคำนึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของตัวเรา เทรนด์สมุนไพรในปีนี้ที่กำลังมาแรง คือ “ขมิ้นชัน” ประเทศไทยเราเป็นต้นทางของขมิ้นชัน เราก็น่าจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ในส่วนของ “แบคทีเรีย” หรือ “จุลินทรีย์” มองได้ว่าเป็นวัตถุดิบโลก เพราะสมมติว่าในยามวิกฤต หรือในสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ พืชพรรณต่างๆ อาจถูกทำลายไป แต่ถ้าหากห้อง lab ถูกพัฒนาไปล่วงหน้า lab จะเป็นตัวตอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือวัตถุดิบใดๆ ที่โลกต้องการ และสามารถเพิ่มจำนวน scale up ได้อย่างรวดเร็ว มากกว่ากระบวนผลิตพืชตามธรรมชาติ รองรับอนาคตได้ ใช้ทั้งสิ่งที่มีอยู่และสร้างในสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีอีกวิธีการที่จะเพิ่มผลผลิตให้อุตสาหกรรมและเติบโตอย่างรวดเร็ว FoodSERP เป็นหน่วยงานที่ทำงานรองรับอนาคตในสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้น หรือว่าไม่เกิดอะไรขึ้นก็จะมี FoodSERP ที่เป็นหน่วยงานเชี่ยวชาญในเรื่องการนำ “แบคทีเรีย” หรือ “จุลินทรีย์” มาช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้กับอุตสาหกรรม ดร.ธนธรรศ สนธีระ อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบมาก แต่ว่าสัดส่วนที่เติบโตขึ้นจะเป็นพวก Personal care หลังจากใส่แมสก์ กลุ่ม makeup ตลาดจะลดลง บางแบรนด์ลดลงกว่า 50% เมื่อคนออกจากบ้านน้อยลง การแต่งหน้าก็ลดลง แต่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Personal Care มีสัดส่วนที่เติบโตขึ้นและมีการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20% เช่น สบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงเรื่องของสุขอนามัย หน้าที่ของสมาคม TCOS เปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นในวันนี้เป็นการเติมเต็มในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทย และผู้ประกอบการที่เป็น SMEs สามารถเติบโตได้ โดยการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาเติมเต็มนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เรื่อง story telling ถือเป็นเรื่องสำคัญ คือ ต้องเล่าเรื่องในสิ่งที่คนอยากจะฟัง บางทีเราอยากจะเล่าแต่เค้าไม่อยากฟังก็ไมมีประโยชน์ หัวใจหลักของการทำธุรกิจตั้งแต่ต้น คือ ต้องฟังความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้มาก สมาคม TCOS มีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนในเรื่องของการทำ Inside Customer ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก บริษัทต่างประเทศก่อนเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย จะเริ่มจากการทำ Inside Customer แบบเจาะกลุ่ม need ที่แท้จริงคืออะไร คู่แข่งคือใคร อะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อน อะไรที่จะเป็นจุดที่ทำให้เค้าเอาชนะได้ จะเอาข้อมูลพวกนี้มาเป็น key หลักก่อนการพัฒนาเป็นสินค้า ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกเลยว่าต้องเอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นที่ตั้งและเล่าเรื่องให้ตรงตามที่ใจเค้าต้องการ ประกอบกับจุดแข็ง จุดที่เหนือกว่าคู่แข่งก็จะเป็นจุดที่ทำให้เราชนะได้ ด้วยลักษณะธรรมชาติของคนไทย เป็นคนไม่เปิดเผย ค่อนข้างขี้อาย ไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองอยากได้ หรือต้องการใช้ เวลาทำ Inside Consumer กับผู้บริโภคคนไทย จะได้คำตอบที่ไม่ตรงตามที่บอก จึงเป็นสิ่งยากที่จะได้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ บางทีพูดอย่างแล้วใช้อีกอย่าง เลยต้องมีการออกแบบการทดลองอีกรูปแบบ คือ การไปสำรวจขยะตามบ้านของผู้บริโภค เพื่อให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจริงจาก Shelf กับการใช้งานจริงตรงกันหรือไม่ บรรจุภัณฑ์แบบซอง มีการทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อรุ่นแรกๆ กำหนดราคาขาย ซองละ 39 บาท เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อน้อยๆ ได้ทดลองใช้ก่อน เมื่อได้ใช้เองแล้ว ยังสามารถซื้อไปฝากคนอื่นได้อีก ดูกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลักเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนในการซื้อผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่แบรนด์ที่วางจำหน่ายแบบซองจะเป็นแบรนด์คนไทย เพราะว่าคนไทยจะเข้าใจลักษณะธรรมชาติ และความต้องการของคนไทยด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบข้อผลิตภัณฑ์แบรนด์คนไทย เชื่อมโยงถึงเรื่องของ Story Telling แบรนด์ต่างประเทศ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ไม่นาน อาจจะต้องถอยทัพกลับไป เพราะไม่เข้าใจ Story Telling และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคคนไทยด้วย ดังนั้น ถ้าเราจะไปบุกตลาดต่างประเทศ เราต้องทำการบ้านตรงนี้ด้วย เพราะเค้าก็อาจจะไม่ชอบสินค้าบ้านเรา ซึ่งในส่วนนี้ทางสมาคม TCOS ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมต่อไป ในมุมมองของนักธุรกิจในสมาคม TCOS เห็นว่าการเปิดโอกาสให้กับ start up และนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จะเป็นอีกช่องทางที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ให้สามารถเติบโตไปอย่างก้าวกระโดดได้ คุณกฤษณ์ แจ้งจรัส อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ต้องการให้ R&D มาช่วยอุด pain point ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทย ตั้งแต่เริ่มทำงานมาเมื่อปี 2557 เป็นคนแรกๆ ที่นำสมุนไพรเข้ามาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ในตอนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนจะยอมรับคำว่า “ขมิ้นชันหรือกวาวเครือขาว” เพราะภาพลักษณ์เป็นสินค้าโอทอปใน การรับรู้ของคนทั่วไป ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในกรรมการร่างแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2562 ก็มีกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรโดยตรง ทำให้ต่อยอดการทำวิจัยเรื่องนี้ได้ง่ายมากขึ้น ตอนนั้นทำให้เรารู้ว่าปัญหาอุปสรรคของคนไทยต่อภาพลักษณ์และมุมมองของการนำสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบในเวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดู look cheap และไปต่อไม่ได้ ตอนนั้นก็พยายามหาวิธีการที่จะทำยังไงให้คนไทยยอมรับ ก็ใช้วิธีการทดลองใส่สารสกัดจากสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบโดยที่ไม่บอกลูกค้าว่าคืออะไร เพราะถ้าบอกตั้งแต่แรกลูกค้าก็อาจจะไม่ยอมรับ พอผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย เช่น ใช้ขมิ้นชันแล้วลดฝ้า กระ จุดด่างดำได้ เค้าก็ถามว่าใช้อะไร เราก็จะมีเอกสารเป็น paper ไปเฉลยให้ลูกค้าทราบ มีผล test ให้ลูกค้าดู ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับทุน Research Gap Fund จาก สวทช. โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นชันจาก จังหวัดน่าน ที่มีส่วนช่วยให้ผิวกระจ่างใส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้วัตถุดิบจากสมุนไพรในประเทศ ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับต่างประเทศ ก็เลยมีการขอทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำสารต่างๆ จากที่ได้มีโอกาสพบปะผู้ประกอบการในต่างประเทศ ทำให้เรารู้ว่า pain point ของวัตถุดิบไทยที่จะไปต่างประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง การจะนำวัตถุดิบของประเทศไทย เช่น สมุนไพร เข้าไปในต่างประเทศ จำเป็นต้องมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งต้องผ่านการทำวิจัยในเชิงลึก และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 รับรอง การที่ สวทช. และ สมาคมการค้า TCOS ทำข้อตกลงร่วมกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมาว่า ประเทศไทยจะเริ่มมีวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตเวชสำอางเป็นของตัวเอง ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเครื่องสำอางระดับโลก แต่พอเราเดินในงานแล้วจะเจอแต่สินค้าเกาหลี การสร้างความร่วมมือกันในครั้งนี้ เราก็จะได้เห็น Thai Pavilion ที่เป็นสารสกัดที่มาจากประเทศไทย และก้าวต่อไปในอนาคตอยากให้มีเวชสำอางหรืออาหารเสริมที่มี Active Ingredient เป็นของประเทศไทยปรากฎอยู่ในเวทีโลก เราไปงานที่ฝรั่งเศสปีที่แล้ว เราเซอร์ไพรส์ที่เห็นอีฟ โรเช แบรนด์อันดับ 1 ของฝรั่งเศสทำผลิตภัณฑ์จากสารสกัดใบบัวบก (cica) ออกมา ซึ่งแบรนด์เกาหลีทำและดังมาก่อนแล้ว อย่างเกาหลีเค้ามองว่าปีนี้จะทำเรื่อง cica ก็ทำ cica เต็มบ้านเต็มเมือง โดยไม่สนว่าแบรนด์ไหนจะออก เราเคยคุยกันในกรรมการ TCOS ว่าคงจะมีซักครั้งที่ประเทศไทยจะปักธงว่าปีนี้เราจะทำเรื่องอะไร แล้วก็ตีตลาดให้แตกไปเลย ทุกคนร่วมกันทำ เช่น เราจะทำเรื่องขมิ้นชัน ก็จะมีขมิ้นชันทุกมุมเลย ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ใดๆที่มีส่วนประกอบของขมิ้นชัน ก็จะเกิดเป็นภาพลักษณ์ แล้วก็ไปแข่งในเรื่องของ innovation กัน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์