ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมพิธีเปิด “แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2024” และ ออโตโมทีฟ ซัมมิท งานแสดงเครื่องจักรสุดล้ำกว่า 2,000 แบรนด์ และงานสัมมนาวิชาการอุตสาหกรรมยานยนต์
(วันที่ 19 มิถุนายน 2567) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และนักวิจัย เอ็มเทค สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน "แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซิโป 2024" และงาน "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" โดยมี นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมทั้งแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "มุ่งสู่นวัตกรรมการขับเคลื่อนแห่งอนาคตเพื่อความยั่งยืน" ในโอกาสนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ในงานสัมมนากว่า 50 หัวข้อที่อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ จัดขึ้นมานั้น หนึ่งในไฮไลท์คือ "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" สุดยอดงานสัมมนาด้านวิชาการแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สถาบันยานยนต์จัดร่วมกับอาร์เอ็กซ์เทรดเด็กซ์มานานถึง 11 ปีแล้ว โดยในปีนี้ได้นำเสนอองค์ความรู้ด้านยานยนต์ที่ครอบคลุมทุกมิติแห่งความยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของ Sustainable Development Goals (SDGs) ต่อไป
สำหรับงาน แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป (Manufacturing Expo) 2024" เป็นงานที่เปิดให้นักอุตสาหการภาคการผลิตเข้าชมเครื่องจักรอุตสาหกรรมรวมกว่า 2,000 แบรนด์จาก 30ประเทศทั่วโลก พร้อมเติมอาหารสมองด้วยสุดยอดสัมมนาทางวิชาการกว่า 50 หัวข้อ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน และงาน "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20มิถุนายนนี้มั่นใจมีคนเข้าชมงานปีนี้ไม่ต่ำกว่า 95,000 คน โดยในปีนี้ยังคงเน้นความสำคัญของความยั่งยืน ตอบรับโมเดลธุรกิจ BCG (Bio-Circular-Green) Economy ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกทั้งยังมี 7 โซนแสดงพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วทั้งงาน ได้แก่
"Sustainovation Showcase" เวทีที่เปิดกว้างสำหรับทุกอุตสาหกรรมที่จะได้มานำเสนอนวัตกรรมสินค้า และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ที่จะได้เห็นไอเดียใหม่ ๆ เพื่อ Sustainability
"FacTech Focus" เวทีแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาโรงงาน และอาคารพาณิชย์ โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญจะมาให้ความรู้ภายใต้ธีม "อัปเลเวลโรงงานใหม่ เพิ่มความทันสมัยให้อาคาร" และอีก 16 หัวข้อย่อยเกี่ยวกับกลยุทธ์การลดคาร์บอนในโรงงาน
"Future Mobility" แหล่งพบปะของคนในวงการที่ต้องการก้าวไปสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคตไปด้วยกันประกอบไปด้วยสองส่วน โดยส่วนแรกนำเสนอผลงานของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านEV มานำเสนอผลงาน และส่วนสองจัดแสดง ผลงานด้าน EV ฝีมือคนไทย พร้อมรถยนต์ รถโฟล์คลิฟท์ ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฮโดรเจน
"Service Robot Zone" ส่วนแสดงที่เผยความล้ำหน้าของหุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อช่วยยกระดับภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมสากล
"Tools & Tooling Pavilion" ผู้ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านทูลสิ่งจากแบรนด์ชั้นนำจะมาผนึกกำลังเพื่อช่วยกันเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้การผลิตแม่พิมพ์ได้คุณภาพสูงตรงตามต้องการ
"Surface & Coatings Innovation Prize 2024" การประกวดผลงานเพื่อแจ้งเกิดในวงการงานชุบคนรุ่นใหม่ จัดร่วมกับสมาคมเครือข่ายอุตสาหกรรมชุบโลหะไทย (TEPNET) ผู้ที่เข้ารอบสามอันดับแรกจะได้ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โล่ประกาศเกียรติคุณ และได้จัดแสดงผลงานที่งาน Surface & Coatings
การแข่งขันค้นหาสุดยอดช่างเชื่อมใน "IPC Hand Soldering & Rework Competition" ผู้ชนะจะเป็นตัวแทนภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมการแข่งขัน IPC Hand Soldering World Championship ปะเทศเยอรมนี และในช่วงวันสุดท้ายของการจัดงาน จะมีการอบรม IPC Forum หัวข้อ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มต้นด้วยการเรียนโดยผ่านการอบรมด้านคุณภาพ"
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดกิจกรรม “Pharma ConneX 2024” จับคู่นักวิจัย-นักพัฒนา เฟ้นหางานวิจัยตอบโจทย์ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์
นักวิจัยและนักพัฒนาจับคู่ผู้ประกอบการร่วมกันนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ พิชิตเงินสนับสนุนโครงการสูงสุด 1,000,000 บาท ภายใต้โครงการ “Pharma ConneX จับคู่และต่อยอด 2024” ที่ต้องการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักวิจัยและนักพัฒนา ให้ตรงกับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาด
(วันที่ 11 มิถุนายน 2567) ณ ห้องประชุม CC-405 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (RNS) ร่วมกับ สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) จัดกิจกรรม Pharma ConneX 2024: Pitching Day ภายใต้ “โครงการ Pharma ConneX จับคู่และต่อยอด” ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนา รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ มาแข่งขันนำเสนอแผนการวิจัย และแผนธุรกิจในการ Pitching เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สวทช. ในการนำไปพัฒนาต่อยอดงานวิจัย พร้อมทั้งรับฟังคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
โดยมี ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งโครงการ Pharma ConneX 2024 จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 เพื่อสานต่อความร่วมมือจากผลพวงความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการ Pharma ConneX 2023 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ ที่เป็นความต้องการของตลาดและสังคมโดยแท้จริง และยังเป็นกลไกที่ช่วยเสริมแกร่งเครือข่ายนักวิจัยด้านยาและสุขภาพการแพทย์ของ สวทช. รวมทั้งสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย สวทช. และบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ยา และนวัตกรรมการแพทย์สุขภาพใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดไทยและตลาดสากล
[caption id="attachment_57738" align="alignnone" width="2560"] คณะกรรมการ นักวิจัย และบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจของโครงการวิจัยที่ได้จากการจับคู่ เพื่อ Pitching เงินสนับสนุนโครงการ ในวัน Pharma ConneX 2024: Pitching Day[/caption]
ทั้งนี้ โครงการ Pharma ConneX 2024 ประกอบด้วย กิจกรรม Business Matching โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและจับคู่ระหว่างนักวิจัยกับโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ นำมาสู่ความร่วมมือในการทำงานวิจัยร่วมกัน จากนั้นวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ได้จัดกิจกรรม Pitching ในการร่วมกันนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจ เพื่อรับเงินสนับสนุนจากโครงการ โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการและนักวิจัยสนใจเข้าร่วม Matching และ Pitching และผ่านเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 9 โครงการได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวน 50% ของโครงการสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
[caption id="attachment_57739" align="aligncenter" width="592"] Matching Day: ภาพบรรยากาศการให้คำปรึกษา และหารือระหว่างนักวิจัยและบริษัทเอกชนช่วง 1-on-1 Matching (27 พฤษภาคม 2567)[/caption]
Pitching Day: ภาพกิจกรรมนักวิจัยและบริษัทเอกชนนำเสนอแผนงานวิจัย และแผนธุรกิจ (11 มิถุนายน 2567)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
แกะกล่องงานวิจัย : แบตเตอรี่อุปกรณ์พกพา ปลอดภัย ยืดหยุ่นสูง
📌 1) เกี่ยวกับอะไร ?
หนึ่งในสินค้าที่คอ IT ทั่วโลกจับตาการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ คือ wearable devices หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ไว้กับร่างกาย อาทิ smart watch, หูฟังไร้สาย
แต่รู้หรือไม่ว่า จนถึงปัจจุบันผู้พัฒนายังคงต้องเผชิญข้อจำกัดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ค่อนข้างมาก เพราะแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน (lithium-ion battery) ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดเรื่องไม่สามารถบิดงอ ฉีกขาด หรือสัมผัสกับความร้อนสูงได้ เพราะอาจทำให้เกิดเหตุระเบิดดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ
ในการนี้ สวทช. จึงร่วมกับ North Calorina State University พัฒนากระบวนการผลิต 'แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล (cable-shaped zinc-ion battery)’ ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการออกแบบอุปกรณ์ โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้งานได้กับทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ไว้กับร่างกาย และอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็ก (ใช้กำลังไฟต่ำ) ชนิดต่าง ๆ ที่ต้องการความคงทนต่อสภาพแวดล้อมสูง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
📌 2) ดีอย่างไร ?
ปลอดภัยสูงไม่ระเบิด วัสดุทั้งหมดที่ทีมวิจัยเลือกใช้มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เมื่อเกิดเหตุชำรุดจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ในการผลิตยังมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าด้วย นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นยังมี 3 จุดเด่นที่สำคัญ คือ เล็ก บิดงอได้ และน้ำหนักเบา เอื้อให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
📌 3) ตอบโจทย์อะไร?
การที่ประเทศไทยพัฒนาอุปกรณ์ประเภทแบตเตอรี่ได้เอง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็น 2 อุตสาหกรรมที่ในระดับตลาดโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเสมอมา
📌 4) สถานะของเทคโนโลยี?
ปัจจุบันทีมวิจัยประสบความสำเร็จในระดับห้องทดลองแล้ว (TRL4) อยู่ในขั้นตอนการทำวิจัยเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ชวนติดตามนวัตกรรมไทย ‘แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล’ แบตเตอรี่ชนิดปลอดภัยสูง ตอบโจทย์การแข่งขันในตลาด wearable devices
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
“อนุทิน – ศุภมาส” ร่วมแถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ตั้งเป้า 5 ปีผลิตด้านเซมิคอนดักเตอร์ 8 หมื่นคน – EV 1.5 แสนคน – AI 5 หมื่นคน
“อนุทิน – ศุภมาส” ร่วมแถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ตั้งเป้า 5 ปีผลิตด้านเซมิคอนดักเตอร์ 8 หมื่นคน - EV 1.5แสนคน - AI 5 หมื่นคน พร้อมพัฒนาระบบนิเวศหนุนการลงทุนใหม่ ยกระดับสู่ hub อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 67 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry และมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. คณะผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. เข้าร่วมรับฟัง โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 800 คน และมีบริษัทเอกชนชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมาเข้าร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก
นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปเจรจาการค้า การลงทุน กับบริษัทใหญ่ ๆ มามากมายทั่วโลก บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ล่าสุด ได้ข่าวว่า บริษัท APPLE ก็จะมาตั้ง APPLE Campus หรือสำนักงานอีกแห่งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์การพัฒนา “นักพัฒนาซอฟท์แวร์” (Software Developer) การเชื้อเชิญอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นการพัฒนาที่สำคัญ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม เศรษฐกิจของประเทศให้ไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค (High Tech) ที่มีมูลค่าสูงขึ้น นวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้มาในอดีต กำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูงมากมาย ยกตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor and Advanced Electronics) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ประเทศไทยเรามีพื้นฐานอยู่ในทุก ๆ ด้านและพร้อมที่จะต่อยอด
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลเร่งสร้างและเชื้อเชิญการลงทุนต่าง ๆ แล้ว วันนี้ กระทรวง อว. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีศุภมาส ได้เตรียมการส่วนที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาและเพิ่มทักษะของคน (Upskill / Reskill) อยู่ในขณะนี้ ประกอบไปด้วยกลไก 4 ด้าน ได้แก่ 1.โปรแกรมการพัฒนาคน ที่มีทั้งการทำหลักสูตรแบบใหม่ การเน้นการฝึกงาน และการร่วมมือกับศูนย์ฝึกอบรม 2.การให้สิทธิประโยชน์ทางการเงิน สำหรับการฝึกอบรม 3.การสนับสนุนงบประมาณ ที่ช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะ และ 4.การประสานงานระหว่างภาคการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ
“ผมขอเชิญคนไทยทุกคนที่กระหายการเรียนรู้และการพัฒนา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเหล่านี้ เพื่อพัฒนาทักษะตนเอง เตรียมความพร้อมในการทำงานในอุตสาหกรรมไฮเทค และช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไปด้วยกัน” นายอนุทิน กล่าว
ด้าน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. มีแผนงานในการสร้างและพัฒนากำลังคนที่ครอบคลุมในทุกระดับ ตั้งแต่กำลังคนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม นักวิจัย รวมถึงการผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี โท เอก โดยในระยะ 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไว้ที่ 80,000 คน ด้าน EV 150,000 คน และด้าน AI 50,000 คน ปัจจุบัน ได้เริ่มดำเนินการผลิตกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปแล้ว 6 โครงการ ซึ่งมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ โดยมี 3 โครงการที่เป็น Quick Win เห็นผลในระยะสั้น ได้แก่
1.การพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) เช่น โครงการ STEM PLUS หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับกำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนที่ส่งบุคลากรมาเรียน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 250% ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 150 หลักสูตร ด้าน EV 124 หลักสูตร ด้าน AI 313 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตกำลังด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 12,500 คนต่อปี ด้าน EV 24,000 คนต่อปี ด้าน AI 8,000 คนต่อปี
2.โครงการ Coop+ หรือ สหกิจศึกษาพลัส ที่นำนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาทักษะเพิ่มเติมและฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หลังจบการศึกษาแล้วยังสามารถทำงานกับบริษัทได้ทันที โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 1,500 คนต่อปี เริ่มนำร่องไปแล้วกับ 8 บริษัทชั้นนำ ขณะที่ด้าน EV และ AI ก็จะใช้รูปแบบเดียวกัน โดยตั้งเป้าด้าน EV 500 คนต่อปี ด้าน AI 500 คนต่อปี
และ 3.โครงการสหกิจศึกษาในต่างประเทศ โดยการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในมหาวิทยาลัยหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 3 ด้านนี้ในต่างประเทศ
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการที่ 4 ถึง 6 เป็นแผนระยะกลางและยาว ที่จะเห็นผลภายใน 2-4 ปี โดยโครงการที่ 4 คือ การจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและโท โดย 15 มหาวิทยาลัย คาดว่าจะผลิตกำลังคนได้ 1,300 คนต่อปี ด้าน EV จะเปิดสอนได้ในปีหน้า และด้าน AI ได้เปิดสอนแล้ว 2 หลักสูตรใน 6 มหาวิทยาลัยที่ตั้งเป้าผลิตกำลังคนให้ได้ 1,000 คนต่อปี
5.การจัดทำหลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์ EV และ AI ร่วมกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ระดับปริญญาตรีและโท เป็นหลักสูตร International Program ตั้งเป้าผลิตกำลังคนไม่น้อยกว่า 200 ตนต่อปี
และ 6.การสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ล่าสุดได้ร่วมมือกับอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ในการส่งนักเรียนทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกด้านเซมิคอนดักเตอร์ และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันในด้าน EV และด้าน AI
“ขณะเดียวกันยังมีแผนการยกระดับห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรม (Training Centers) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EV และ AI ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะมีจำนวน 10 แห่ง ด้าน EV จำนวน 15 แห่ง และด้าน AI จำนวน 9 แห่ง นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะนำ 6 แนวทางนี้ไปขยายผลให้ครอบคลุม 8 อุตสาหกรรมใน IGNITE THAILAND โดยได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ ปัจจุบันมี 14 หลักสูตร เช่น ด้านการบิน เปิดสอนแล้ว 2 หลักสูตร ด้านสุขภาพและการแพทย์ มี 4 หลักสูตร ที่เปิดสอนแล้ว เป็นต้น ที่สำคัญกระทรวง อว. ยังมีแผน จัดสรรทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีในการผลิตคนใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นทุนภายใต้การกำกับของกระทรวง อว. หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยได้มีการหารือการจัดสรรทุนของ กยศ. สำหรับนักศึกษาใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้แล้ว” น.ส.ศุภมาส กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เด็กไทยสุดปังคว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award แข่งขันนำเสนอผลการทดลองบนอวกาศ
(12 มิถุนายน 2567) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้โครงการ Asian Try Zero-G 2023 ร่วมกับเยาวชนจากประเทศออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ผ่านระบบออนไลน์ ผลปรากฏว่า นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม คว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award และนายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับรางวัล Crew Award จากนักบินอวกาศขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ตามที่ สวทช. ร่วมกับแจ็กซาดำเนินโครงการ Asian Try Zero-G 2023 เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยส่งแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเข้าร่วมแข่งขันกับเยาวชนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย แจ็กซาได้เลือกข้อเสนอการทดลองจำนวน 14 เรื่อง จาก 8 ประเทศ ขึ้นไปทดลองจริงในห้องทดลองคิโบ โมดูล (Kibo Module) บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดย นายซาโตชิ ฟูรูกาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ล่าสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2567 แจ็กซาได้จัดเวทีแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนได้ฝึกค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
“ในการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติทั้งหมด 14 เรื่อง มีผลงานของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การทดลองที่ 1 เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้าสถิต (Water spheres and electrostatic force)” เสนอโดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย การทดลองที่ 2 เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Stranger things two ball on string)” เสนอโดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน (เฟรม), นายจิรทีปต์ มะจันทร์ (ต้นกล้า), นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล (เพียว) และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ (ต้นน้ำ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และการทดลองที่ 3 เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Starfish exercise for microgravity)” เสนอโดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนระยองวิทยาคม ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ผ่านการคัดเลือกมาจากหัวข้อการนำเสนอของเยาวชนไทยจำนวน 152 เรื่อง
“ผลการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ น่ายินดีว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศต่าง ๆ คัดเลือกให้ นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม ได้รับรางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award ประเภทการทดลองท่าออกกำลังกายในอวกาศ นอกจากนี้ นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ยังได้รับรางวัลพิเศษ Crew Award จากการพิจารณาคัดเลือกโดยนายซาโตชิ ฟูรูกาวะ นักบินอวกาศญี่ปุ่น”
นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) เล่าว่า ก่อนการแข่งขัน ตนเองและนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ ได้เตรียมตัวหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจัดทำสไลด์ ต้องดูวิดีโอการทดลองซ้ำไปซ้ำมาเยอะมาก และพยายามวาดรูปเอง เพื่อจัดทำสื่อนำเสนอให้น่าสนใจและใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากที่สุด ซึ่งพอถึงเวลานำเสนอจริง ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ก็ได้พยายามทำให้ดีที่สุด
“พอได้ยินคณะกรรมการประกาศว่าทีมเราได้รับรางวัลชนะเลิศก็ดีใจมากเลยค่ะ ต้องขอบคุณนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่อธิบายผลลัพธ์ต่าง ๆ ในช่วงการทดลองบนอวกาศได้อย่างละเอียด ทำให้พวกเรานำไปสืบค้นต่อได้สะดวกมากขึ้น สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ สวทช. และแจ็กซาที่จัดกิจกรรมดี ๆ ให้เยาวชนในหลายประเทศได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยได้เห็นและเรียนรู้มาก่อน ซึ่งเราจะนำความรู้ที่ได้มาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองต่อไป”
ด้าน นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัล Crew Award ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง เพราะการนำเสนอของเพื่อน ๆ ทีมอื่นมีการวิเคราะห์ผลเชิงปริมาณ และนำเสนอกันได้ดีมาก แต่ตัวเองก็ตั้งใจทำเต็มที่ เน้นการใช้สไลด์ที่เข้าใจง่ายอธิบายถึงแนวคิดและผลการทดลองที่เกิดขึ้น
“พอทราบผลรางวัลก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่นักบินอวกาศญี่ปุ่นถูกใจหัวข้อการทดลองและการสรุปผลของเรา โดยรวมแล้วการได้เข้าร่วมกิจกรรม Asian Try Zero-G 2023 ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ ทักษะ และความรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้น”
ติดตามโครงการ Asian Try Zero-G ได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ และ สสวท. ส่งเสริมเยาวชนให้เป็นนวัตกร สร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เข้าถึงชุมชน และมีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา (ป.6) เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนผ่านกระบวนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใช้แนวคิดของโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเน้นการผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาโครงการที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 3 – 4 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีครูจำนวนกว่า 200 คนเข้าร่วมการอบรม
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ได้บรรยายให้ความรู้ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมนวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ระดับโรงเรียนตามโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG โดยใช้ความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)
จากนั้นจะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ จุดประกายการเรียนรู้แบบสืบเสาะและแนวทางการค้นพบคำตอบผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่อยากรู้ โดยใช้กระบวนการและวิธีการศึกษาอย่างมีระบบ เป็นขั้นตอน มีการวางแผนที่ชัดเจน ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นคำตอบในเรื่องนั้น ๆ และเรียนรู้เรื่องตัวแปรและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการทำสไลม์
ครูผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้และฝึกทดลองกับโครงงานตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกอย่าง “พลังงานลม” วิธีการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า ครูได้ทดลองประดิษฐ์กังหันลม ฝึกการเปรียบเทียบลักษณะของใบพัดที่มีผลต่อการหมุนและผลต่อการเกิดกระแสไฟฟ้า ใช้กระบวนการทางโครงงานวิทยาศาสตร์ในการออกแบบและพัฒนาใบพัดให้รับลม สามารถหมุนแกนแม่เหล็กภายในเจเนอเรเตอร์จนเกิดกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่ต้องการได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด
กิจกรรมพลาสติกแปลงร่าง เป็นกิจกรรมการทดลองทำพลาสติกชีวภาพจาก “น้ำนม” การทดลองเปลี่ยนตัวแปรต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณ เป็นต้น รวมถึงวิธีการใช้ประโยชน์พลาสติกที่เหมาะสม การแยกประเภท และการนำกลับมาใช้ประโยชน์
และปิดท้ายด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งจะทำให้เกิดมีความเข้าใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การฝึกทักษะทดลองวิทยาศาสตร์ ปรับตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน นำไปสู่การออกแบบแนวทางการรับมือกับภัยพิบัติ โดยการค้นคว้าและสร้างสรรค์นวัตกรรมจากธรรมชาติที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ความคิดเห็นผู้เข้าร่วมกิจกรรม
นายธัชวุฒิ กงประโคน ครูโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ได้แนวคิดและแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในยุคปัจจุบันอย่างมีคุณภาพและมีความสุข กิจกรรมมีความทันสมัย น่าสนใจ เหมาะสมกับนักเรียนในยุคปัจจุบัน เช่น กิจกรรมทำสไลม์ มีการกำหนดตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้ทดลองและเกิดแนวคิดหลากหลายในการเลือกใช้อุปกรณ์และสารเคมีในชีวิตประจำวันที่อยู่รอบตัว ตลอดจนได้สัมผัสถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ของวิทยากรของ สวทช. ในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเกิดความน่าเชื่อถือ
นางสาววราพร ศิริฤกษ์ ครูโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า กิจกรรมของ สวทช. มีความสนุกและเหมาะสม ใช้จัดการเรียนการสอนได้จริง วิทยากรให้เทคนิคการสอนที่ทำให้ผู้เข้าอบรมเกิดความสนุก อยากรู้อยากเห็น เป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้ดี ตัวอย่างเช่น กิจกรรมพลังงานลม เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด มีการคิดเป็นขั้นตอน ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการตามรูปแบบที่วางแผนไว้ ทำให้เข้าใจวิธีการหาความรู้ด้วยการทำโครงงาน และที่สำคัญรูปแบบของการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้อยากพัฒนาผลงานของตนเอง เพราะมีการแข่งขัน
นางดวงฤทัย ประเสิรฐสังข์ ครูโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมมีความน่าสนใจ วิทยากรให้ความรู้อย่างเต็มที่ กระตุ้นครูให้เรียนรู้อย่างเร้าใจ ทำให้ครูได้ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ครูมาที่ร่วมอบรมมีหลายสาขาทำให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน ชอบกิจกรรมพลังงานลม เพราะมีความท้าทาย ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำชิ้นงาน โดยใช้หลักการเรียนรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
นางเพ็ญศิริ ภูมิสายดร ครูโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาลัย จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าว่า ประทับใจวิทยากรที่มีความเป็นกันเอง ดำเนินกิจกรรมได้ชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน ให้ความรู้และจัดกิจกรรมเพื่อที่จะให้ครูไปใช้ในกิจกรรมชุมนุม กิจกรรมมีความแปลกใหม่ อย่างเช่น กิจกรรมพลาสติกแปลงร่าง เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและสามารถนำไปสู่โครงงานที่น่าสนใจของเด็ก ๆ ได้หลายแนวทาง
นายชิตพงษ์ เหนือเกาะหวาย ครูโรงเรียนวัดเขียนเขต จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ดีใจที่ได้ร่วมกิจกรรมกับครูผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือส่งเสริมและพัฒนานักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ได้แลกเปลี่ยนความคิด แนวทางการจัดการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาในสภาพจริง ได้เรียนรู้กิจกรรมจาก สวทช. และจะนำกลับไปจัดกิจกรรมกับนักเรียนในวิชาชุมนุม นอกจากนี้จะนำกิจกรรมการทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไปใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและผลกระทบจากโลกร้อนอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ทุเรียนปลอดภัย’ ทางเลือกใหม่ จากการใช้นวัตกรรม ‘ถุงแดง’
‘ทุเรียนอินทรีย์’ อาจจะเป็นทางเลือกและทางรอด ของ ‘สวนนิรามิสสุข’ เมื่อปัญหาสภาพอากาศ ปัญหาสารเคมีในอดีตส่งผลกระทบให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะปัญหาหนอนเจาะผลทุเรียน ซึ่งสร้างความเสียหายของผลผลิตโดยรวมเกินกว่า 50% (1,000 ลูก เสียหายเกือบ 600 ลูก)
กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว การริเริ่มทำ ‘ทุเรียนปลอดภัย’ การหาความรู้ และเปิดรับนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth เข้ามาประยุกต์ใช้ในสวนทุเรียน ทำให้ “คุณต้น” ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ ผู้จัดการสวนนิรามิสสุข อ.แหลมงอบ จ.ตราด เริ่มเห็นทางเลือกใหม่ ในการผลิตทุเรียนที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป
‘สวนนิรามิสสุข’ ลองเลือกใช้ นวัตกรรม Magik Growth หรือที่ชาวสวนทุเรียนหลายพื้นที่ เริ่มคุ้นเคยและเรียกติดปากกันว่า ‘ถุงแดง’ ใช้ห่อลูกทุเรียนตั้งแต่ระยะพัฒนาผล (อายุ 65-70 วัน) ไปจนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อป้องกันทั้งหนอนเจาะผลทุเรียน สัตว์กัดแทะ และที่สำคัญคือช่วยป้องกันลูกทุเรียนจากสารเคมี ซึ่ง “คุณต้น” พูดออกมาอย่างภูมิใจว่า ‘การได้ห่อทุเรียนด้วยถุงแดง คือการได้ดูแลทุเรียนให้ปลอดภัยทุกลูกจริง ๆ’
ผลตอบรับจากลูกค้า หรือ แม่ค้าที่รับทุเรียนไปขาย จะบอกว่า “ปริมาณเนื้อของทุเรียนเยอะ แล้วลูกค้าทาน ลูกค้าแฮปปี้ ได้ปริมาณเนื้อที่เยอะ เม็ดเล็ก เปลือกบาง” เช่นเดียวกับ ผู้จัดการสวนฯ อย่าง “คุณต้น” ที่มองถุงแดง ว่า “ไม่ใช่แค่ป้องกันแมลงนะ แต่มันคือนวัตกรรม”
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
อว. แถลงความพร้อมจัดงานใหญ่ “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
อว. ระดมผลงานการปฏิรูปอุดมศึกษา ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ในงาน“มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” แสดงศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน จัดใหญ่ใน 4 ภูมิภาค เริ่มที่อีสานวันที่ 20-22 มิ.ย.67 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ วันที่ 27 -29 มิ.ย.67 ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4 – 6 ก.ค.67 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( อว.) เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมจัดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ อว. และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และ ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า งาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจนวัตกรรม หรือ สตาร์ตอัปไทย ให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก ให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถนำไปพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในทุกช่วงวัย อีกทั้ง ขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์ ที่สำคัญสามารถเป็นพลังสร้างผลลัพธ์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยพลังจากการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ งานจะจัดขึ้นใน 4 ภูมิภาค เริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 20-22 มิ.ย.67 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ วันที่ 27 -29 มิ.ย.67 ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4 – 6 ก.ค.67 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี
“กระทรวง อว.ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจมาจัดแสดงภายในงานมากมาย อาทิ การแข่งขัน SCI ROV Tournament, Innovation Award 2024, การประกวดวาดภาพ, การประกวดวงดนตรีผสมผสานประกอบการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยระดับอุดมศึกษา (MHESI MUSIC VARIETY AWARD 2024) , กิจกรรมสัมมนา,การแสดงนวัตกรรมตลาดนัดหลักสูตร การจำหน่ายสินค้า โซน Scienec Caravan และยังมีกิจกรรมอีกหลากหลาย ขอเชิญชวนประชาชนในทุกภูมิภาคเข้ามาเที่ยวชมงานดังกล่าวได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” น.ส.ศุภมาส กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การเตรียมความพร้อม SME ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ปลดล๊อคธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วย Net Zero ใครพร้อมได้ไปต่อ
.
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ บริษัท เอฟ ดี ไอ แอคเค้าติ้งค์ แอนด์ แอดไวซเซอร์รี่ จำกัด และ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด นำทัพที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน จัดงาน “การเตรียมความพร้อม SME ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)”
.
เข้าร่วมงานฟรี....พร้อมรับสิทธิพิเศษภายในงาน
.
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567
09.00-15.00 น.
ห้องประชุม B406 ชั้น 4 อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (จ.นครราชสีมา)
.
พบกับกิจกรรมสุด Exclusive
สัมมนาเพื่อสร้างความตระหนักและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ให้คำปรึกษาเชิงลึกระยะสั้นกับผู้ประกอบการ SME ในการวิเคราะห์ความพร้อมขององค์กรในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
.
การบรรยายพิเศษ
Carbon Net Zero 2065 และผลกระทบที่ SME ต้องเตรียมรับมือ
คุณนันทพัชร ณ สงขลา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจองค์กรและผู้ช่วยประธานบริหารกลุ่มบริษัท FDI
ESG trend ความเสี่ยง หาก SME ไม่ปรับตัว
คุณจริยวดี บุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด
Privilege and support from Government and ITAP
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สวทช.
.
พิเศษสุด.....รับสิทธิ์การสนับสนุนที่ปรึกษาเชิงลึกระยะสั้น 50,000 บาท (จำนวนจำกัด)
.
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้บริหารระดับสูง
เจ้าของธุรกิจ SMEs
บุคคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจเกี่ยวกับความยั่งยืนและ Net Zero
.
พลาดไม่ได้
ลงทะเบียนฟรี https://tsp.hubmember.com/event/preparing-sme-to-net-zero
แผนที่เดินทาง https://maps.app.goo.gl/Tug9pA9FPB5AC8ij8?g_st=il
.
รายละเอียดเพิ่มเติม :
https://www.sciencepark.or.th/index.php/th/seminar-event/302/preparing-sme-to-net-zero
.
สอบถามเพิ่มเติม
ดร.ประภัสสร โทร. 081-854-1844
bcd@nstda.or.th
…….....
งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ อว.แฟร์ภูมิภาค ครั้งที่ 1 จ.นครราชสีมา วันที่ 20-22 มิถุนายน 2567
AGENDA
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. พร้อมพันธมิตร ร่วมส่งเสริม แนะแนวทางยกระดับโรงงานผลิตอาหารสู่ Industry 4.0
(วันที่ 13 มิถุนายน 2567) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงาน “สัมมนาพลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารของคุณเป็น Smart Food Factory ด้วย IIOT Solutions” ว่า “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังก้าวสู่การปฏิวัติสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในสายการผลิตเพื่อยกระดับสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ภาคการผลิต สามารถทันต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของการผลักดันเพื่อยกระดับภาคการผลิตสู่ อุตสาหกรรม 4.0 เป็นความท้าทายต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายสำคัญของประเทศ ตามแนวทางการพัฒนา Thailand 4.0 หนึ่งใน "NSTDA Core Business" ของ สวทช. ที่มุ่งสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สวทช. ร่วมมือกับหน่วยงาน พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนจัดทำ 'Industry 4.0 Platform' แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการ ยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการแบบครบวงจร มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิต ลดต้นทุนและของเสีย เพิ่มคุณภาพของการผลิตสินค้า ปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับมาตรฐานต่างๆ และ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดย สวทช. มีนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาที่เป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของ ประเทศ รวมทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เสมือนเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีเอกชนตั้งศูนย์วิจัยหรือศูนย์นวัตกรรมมากกว่า 110 บริษัท บริษัทต่างประเทศประมาณ 38% มี Ecosystem ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม รองรับทุกความต้องการของธุรกิจเทคโนโลยีแบบครบวงจร โดยมีศูนย์วิจัยแห่งชาติ 5 ศูนย์ ได้แก่ NECTEC BIOTEC MTEC NANOTEC และ ENTEC มีบุคลากรด้านวิจัยพัฒนา จำนวนมากกว่า 3,000 คน มี PhD มากกว่า 700 คน พร้อมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย มีสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน อีกทั้งยังมี ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ซึ่งมีเทคโนโลยีนำร่องการให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทย แล้ว เช่น แพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT and Data Analytics Platform) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระบบภายใน โรงงานผ่านเซนเซอร์และ IoT เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการการทำงานของเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีบริการพร้อม ถ่ายทอดสู่อุตสาหกรรม รวมทั้งยังมีการพัฒนา Autonomous Mobile Robots หรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ”
กิจกรรมภายในงานมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจในการปรับเปลี่ยนองค์กร หรือ มีบทบาทในการพัฒนาองค์กรสู่โรงงานอัจฉริยะ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ
การบรรยายอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทยกับการผลักดันเข้าสู่ Industry 4.0 โดยคุณอดลุย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
การเสวนา “Overcoming Challenge in Digital Transformation” โดยผู้แทนจาก ดร.กรกช ธิวงศ์คำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Automation & IoT บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน, คุณจริยวดี บุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัทโนวา กรีน เพาเวอร์ ซิสเท็ม จำกัด, ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. และ น.สพ.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยาย “แนวทางยกระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลดฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. กล่าวถึงบันได 4 ขั้นในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 โดยนำ Digital transformation มาใช้เป็นฐานเพื่อสร้างความสำเร็จ เริ่มต้นจากการประเมินความพร้อมทางอุตสาหกรรม Thailand i4.0 Index ขั้น 1 Online & Interactive Self – Assessment การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรแบบออนไลน์ด้วยตนเอง ขั้นที่ 2 Readiness Assessment by Experts การประเมินระดับความพร้อมองค์กรโดยผู้เชี่ยวชาญ ขั้นที่ 3 Roadmapping & Solutioning บริการให้คำปรึกษา ข้อเสนอ และคำแนะนำด้านการลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ ขั้นที่ 4 Upskill & Reskill & Newskill ยกระดับความสามารถ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เหล่านี้คือบริการที่ สวทช.เตรียมเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อศึกษาความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904
(วันที่ 13 มิถุนายน 2567) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อศึกษาความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ และสร้างความตระหนักรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประชาชนชาวไทย รวมถึงเสริมสร้างจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคมและประชาชน โดยมี พ.ท.เอกพจน์ นามถาวร นายทหารฝ่ายเสนาธิการโรงเรียนจิตอาสาพระราชทานและคณะจิตอาสาฯ ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน)
ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 904 ก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านการเฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและจากสาเหตุอื่น ๆ รวมถึงมุ่งหวังให้ประชาชนไทยทุกคนมีจิตอาสาพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกิจกรรมการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) ประกอบไปด้วยการรับฟังบรรยายในเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม - น้ำแล้ง เศรษฐกิจครัวเรือน ขยะ เขาหัวโล้น ดินเสีย และ น้ำเสีย เป็นต้น รวมถึงการเยี่ยมชมสถานที่ภายในศูนย์ฝึกฯ อาทิ โครงการอนุรักษ์กระบือไทย บ้านดิน แท็งก์น้ำยักษ์ และสวนแนวตั้ง ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เข้าใจปัญหา วิธีการในการแก้ไขปัญหาตามภูมิสังคมควบคู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นประยุกต์ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ระดมความเห็น พัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน
วันที่ 13 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม CC 402 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดประชุมระดมความคิดเห็น “การขับเคลื่อนการดำเนินงาน BCG Implementation เรื่อง การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” โดยมี รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวเปิดการประชุม และมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมอภิปรายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสนับสนุนหมุดหมายที่ 10”
รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน BCG Implementation และงานวิจัยที่สนับสนุนตัวชี้วัดหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนา
ที่ยั่งยืนและการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่องและเป็นคลังข้อมูลกลางของประเทศที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ รวมถึงสนับสนุนการสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Consortium) ด้านการพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานและงานวิจัยสนับสนุนการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ
นางสาวนุชจรี วงษ์สันต์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศไว้ 13 หมุดหมาย โดยหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ มีตัวชี้วัดและเป้าหมายที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม เช่น มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ในปี 2570 การบริโภควัสดุ
ในประเทศมีปริมาณลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ในปี 2570 และดัชนีการหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity Index: MCI) สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมาย (พลาสติก, วัสดุก่อสร้าง, เกษตร-อาหาร) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ภายในปี 2570 จึงเล็งเห็นว่า สวทช. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะมีส่วนสนับสนุนการขับเคลื่อนหมุดหมายดังกล่าว
ด้าน รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานมูลนิธิเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนแห่งเอเชียแปซิฟิก และอนุกรรมการแผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงความเป็นมาและการดำเนินงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCA Database) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และ เครือข่ายด้าน Thai LCA และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยมองว่าความร่วมมือเป็นเครือข่ายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ โดยใช้ วทน. พัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE และ SDG อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าของประเทศในอนาคต
ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) สวทช. กล่าวว่า TIIS ภายใต้เอ็มเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA ของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” ของ สวทช. โดย TIIS ได้ดำเนินการจัดทำ “ฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ” ที่รวบรวมข้อมูลบัญชีรายการ ที่ครอบคลุมข้อมูลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐานพลังงาน และผลิตภัณฑ์หลักสำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยความร่วมมือจาก 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ เอ็มเทค สวทช., กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ปัจจุบัน TIIS
มีฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ ครอบคลุมอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมพื้นฐานที่สำคัญกว่า 500 ฐานข้อมูล และได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำนโยบายหรือแผนงาน ของภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงบูรณาการฐานข้อมูลในการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อติดตามการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของประเทศ
ที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” เพื่อสนับสนุน
หมุดหมายที่ 10 แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการค้า และเห็นพ้องให้ เอ็มเทค สวทช. และ สอวช. ช่วยประสานงานต่อเนื่อง ให้เกิดความร่วมมือในลักษณะของการเป็นเครือข่ายพันธมิตรต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


