หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“ศุภมาส” มอบ 9 กล่องของขวัญปีใหม่ 2567 ส่งความสุขคนไทยครอบคลุมทุกกลุ่ม
“ศุภมาส” มอบ 9 กล่องของขวัญปีใหม่ 2567 ส่งความสุขคนไทยครอบคลุมทุกกลุ่ม “อว. อะคาเดมี่” เรียนฟรีกว่า 700 รายวิชา เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา มีใบประกาศนียบัตรนำไปประกอบวิชาชีพได้พร้อม Upskill-Reskill อาชีพต่าง ๆ ฟรี ! ให้กับประชาชนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและกลุ่มยากจนใน 21 จังหวัด มอบแอปพลิเคชั่นหลากหลายทำชีวิตให้สะดวกทั้งช่วยผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้าถึงยารักษาโรค การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายร้านยา  รายงานสถานการณ์น้ำ-เขื่อน-ฝน-พายุทันทุกเหตุการณ์รวมทั้งภาพถ่ายดาวเทียมพร้อมใช้  แถมมอบอากาศดีให้คนไทยด้วย “DustBoy” เครื่องวัด PM 2.5 ด้วยเซ็นเซอร์ช่วยกรองฝุ่นแก่ประชาชนที่เข้ามารับบริการ  เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. เวลา 11.00 น.นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “ของขวัญปีใหม่ อว. 2567 เพื่อประชาชน” โดยมีนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว.เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมงานด้วย นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ 2567 เพื่อส่งมอบความสุขให้กับประชาชนครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กนักเรียน นักศึกษา จนถึงผู้ใหญ่ตามที่รัฐบาลได้ให้ทุกกระทรวงเตรียมของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกระทรวง อว.ได้คัดสรรของขวัญปีใหม่สุดพิเศษ ทั้งหมด 9 กล่อง เพื่อส่งความสุขให้กับคนไทยดังนี้ กล่องที่ 1 มอบแก่ลูก ๆ  นักเรียนกว่า 125,000 คนทั่วประเทศ กับของขวัญที่มีชื่อว่า “สู่รั้วอุดมศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” โดย TCAS67 ในรอบแอดมิชชั่นนั้น ทุกคนจะได้รับสิทธิ์ เลือกคณะ 10 อันดับ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 900 บาทต่อคน ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม กล่องที่ 2 “ภาพถ่ายดาวเทียมพร้อมใช้ เพื่อคนไทยทุกคน” โดย อว. พร้อมให้บริการภาพถ่ายดาวเทียมธีออส-2 ให้กับประชาชนที่สั่งถ่ายภาพ ในพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร ด้วยความละเอียดสูงสุด 50 เซ็นติเมตร ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ได้ กล่องที่ 3 ผูกโบว์คอร์สออนไลน์เรียนฟรี มอบความรู้ให้คนไทย ด้วย “อว. อะคาเดมี่ : สร้างงาน สร้างคน สร้างรายได้” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ อย่าง “RTA Thai MOOC” เพื่อ Upskill-Reskill ที่มีให้เลือกตามความสนใจ กว่า 700 รายวิชา ห้องเรียนไร้ขีดจำกัด ที่เข้าเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีใบประกาศนียบัตร เพื่อนำไปประกอบวิชาชีพได้ ขณะที่ ยังพาเหรดหลักสูตรอบรม Upskill-Reskill อาชีพต่าง ๆ ฟรี ! ให้กับประชาชนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และกลุ่มยากจนใน 21 จังหวัด โดยสถาบันวิทยาลัยชุมชน 21 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงยังมีหลักสูตรอบรมเพื่อสร้างงานสร้างรายได้จากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ อีกด้วย กล่องที่ 4 ของขวัญที่ทำให้ไทย ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยสมาร์ทกว่าที่เคย ด้วย “MHESI APP” แอปพลิเคชั่น ที่ใช้ง่าย สืบค้นไว และตอบโจทย์ผู้ใช้ อันได้แก่ “โอเพ่นไทยจีพีที กับดิกชันนารีภาษาไทยกว่า2 ล้านคำ” ตัวช่วยการสืบค้นข้อมูล การแปลภาษา และการสร้างข้อมูลอัตโนมัติเป็นภาษาไทย “Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์)” แพลตฟอร์มรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมือง ที่ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาที่พบเจอ ให้หน่วยงานดำเนินการแก้ปัญหาได้ “A-MED Care Pharma” แพลตฟอร์มหลังบ้านด้านสาธารณสุข ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง เข้าถึงยารักษาโรค กว่า 16อาการอย่างทั่วถึง ตัวช่วยหลังบ้านเพื่อจัดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ผ่านเครือข่ายร้านขายยา  “Thai Water Mobile” แอปฯ คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศ สำหรับรายงานสถานการณ์น้ำ-เขื่อน-ฝน-พายุ ที่ทันทุกเหตุการณ์ และครอบคลุมทุกพื้นที่ กล่องที่ 5 เพื่อให้คนไทยเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ค้นหาแรงบันดาลใจ กับ “อว. เปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ด้วยพิพิธภัณฑ์และกิจกรรมพิเศษ” ที่เปิดให้เข้าชมฟรี ในช่วงปีใหม่ อาทิ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ที่ อพวช. คลองห้า จ.ปทุมธานี จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ที่รัชดา เชียงใหม่ และนครราชสีมา  Space Inspiruim แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี กิจกรรมการดูดาวรอบพิเศษยามค่ำคืน ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ภูมิภาค ที่นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สงขลา และขอนแก่น ห้องปฏิบัติการแสงซินโครตรอนสุดล้ำ ที่ จ.นครราชสีมา หอปรัชญารัชกาลที่ 9 พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย จ.เชียงราย การจัดงาน Coding ERA กิจกรรมพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม หรือ Coding เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เป็นต้น กล่องที่ 6 “MHESI E- Book” ของขวัญแก่หนอนหนังสือ กับ E- Bookที่สะดวก อ่านง่าย กับแหล่งรวมหนังสือ งานวิจัยและนวัตกรรม องค์ความรู้ต่างๆ เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วตั้งแต่วันนี้ กล่องที่ 7 “นวัตกรรมและงานวิจัยเพื่อสังคม” ของขวัญที่ อว. จะมอบอากาศดีให้คนไทย ด้วย ‘DustBoy’เครื่องวัด PM 2.5 ด้วยเซ็นเซอร์ ที่มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จำนวน 500 เครื่อง พร้อมจัดพื้นที่สีเขียว ที่ช่วยกรองฝุ่น แก่ประชาชนที่เข้ามารับบริการ ได้ถึงร้อยละ 60 รวมถึงผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง วัสดุปลูกพืชประเภทสารอุ้มน้ำเพื่อให้พืชได้รับน้ำในดินแม้เป็นช่วงแล้ง แจกฟรีคนละ 1 กก. จำนวน 1,000 คน นอกจากนี้ ยังขอมอบ “เท้าเทียมไดนามิก “sPace” คุณภาพสูงให้แก่ผู้พิการขาขาดตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการให้ดีขึ้นอีกด้วย กล่องที่ 8 “บริการตรวจวัด – สอบเทียบ” ของขวัญที่ อว. ให้บริการตรวจวัด – สอบเทียบ ฟรี เช่น บริการตรวจวัดอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่น บริการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ภาคประชาชน รวมถึงลดค่าบริการกลุ่มบริการอุตสาหกรรมต่างๆ และของขวัญ กล่องสุดท้าย กล่องที่ 9 “บริการจุดพักรถ ตรวจเช็คสภาพรถฟรี เพื่อการขับขี่ปลอดภัย” เพื่อบริการประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของ อว. เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ฯ สระแก้ว และสถานีวิจัยลำตะคอง เป็นต้น ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ดูแลคนไทย อุ่นใจตลอดเส้นทาง “ของขวัญปีใหม่ทั้ง 9 กล่องจาก อว. ตั้งใจเพื่อส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ 2567 แก่ทุกท่าน โดยมุ่งเน้นสร้างผลงานเพื่อตอบโจทย์ประเทศและความต้องการของประชาชน และดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ขอให้คำมั่นว่า จะพา อว. เดินหน้าทำงาน เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้สมกับการเป็นกระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต” นางสาวศุภมาส กล่าว  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. – สวทช. พร้อมร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน
13 ธันวาคม 2566 ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม กรุงเทพฯ : รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทนปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย - จีน ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง และเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านการรถไฟระหว่างไทย - จีน ครั้งที่ 31 โดย สวทช. เป็นหนึ่งในตัวแทนหน่วยงานไทยในการประชุมร่วมกับจีน   ภายใต้โครงการรถไฟไทย-จีน สวทช. โดย ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ได้จัดทำแผนแม่บทการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับจีนภายใต้สัญญางานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งขบวนรถไฟและการฝึกอบรมบุคลากร (สัญญา 2.3) ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนห้องปฏิบัติการทดสอบในประเทศเพื่อให้บริการทดสอบ ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในระบบรางให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ สวทช. โดย ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) เอ็มเทค ได้ดำเนินการศึกษาจัดตั้ง China-Thailand Belt and Road Joint Laboratory on Rail Transit ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ CRRC Qingdao Sifang เพื่อทำวิจัยและทดสอบชิ้นส่วนระบบราง ภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน และ กระทรวง อว.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนธันวาคม 2566
ข่าว นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัลชนะเลิศ TechBiz Starter 2023 สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม BCG เครื่องมือแพทย์ มอบเครื่อง DentiiScan Duoให้ รพ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เพื่อบริการประชาชน ส.อ.ท. ยกทีมสื่อ เยี่ยมชม สวทช. ภายใต้คอนเซปต์ “New S-Curve” เทคโนโลยี-นวัตกรรมอุตฯ แห่งอนาคต ผลักดัน ศก. ไทย ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับคัดเลือกเป็นประธานสมาพันธ์องค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (Alliance of International Science Organizations: ANSO) ผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเปิดงาน SynBio Consortium Advancing the Game Changer 2023 สร้างจุดเปลี่ยน และโอกาสใหม่ทางอุตสาหกรรม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวง อว. สวทช. จับมือ SMBC แบงก์ชั้นนำของญี่ปุ่น เสริมแกร่งกำลังคน พัฒนาการวิจัยตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG กระทรวง อว. โดย สวทช. และ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ QUB จัดใหญ่ “ASEAN-ASSET 2023” งานประชุมวิชาการนานาชาติด้านความมั่นคงอาหาร นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2566 สวทช. ยันเด็กไทยได้ไป JAXA แน่นอน สวทช.– NIA จับมือ อิมแพ็ค เล็งพัฒนา ‘เมืองทอง’ เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม CPF อาสาร่วมสนับสนุนเด็กไทยไปองค์การสำรวจอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น สวทช. นำเสนอ 3 ผลงานวิจัยในงานวันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อย จปร. มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีร่วมกับ สวทช. เสริมทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้เยาวชนพิการทางการได้ยิน-บกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้วย KidBright AI Platform เอ็มเทค สวทช. ผนึก สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟญี่ปุ่น จัดงาน RTRI-NSTDA Railway Technology Forum สร้างความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีระบบราง กรมการข้าว ร่วมกับ สวทช. มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยด้านข้าว เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สวทช.–กทม. ผนึกโชว์ต้นแบบนวัตกรรมลดฝุ่น PM2.5 สร้างสวนนันทนาการแบบกึ่งเปิดที่สวนจตุจักร “ศุภมาส” มอบนโยบาย กวทช. ชุดใหม่ ย้ำนโยบาย “อนุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ให้ อว. ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก นักวิจัย สวทช. รับรางวัล IEEE PES Women In Power Award 2023 นาโนเทค สวทช. จับมือสมาคมนาโนฯ– VISTEC เปิดงาน NanoThailand 2023 สวทช. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนสําคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศสตาร์ตอัป    Download เอกสารฉบับเต็ม (23.5 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
ชวนคนกรุงสูดอากาศสะอาด ที่ ‘MagikFresh’ ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ ณ สวนจตุจักร
  PM2.5 เป็นปัญหาฝุ่นละอองที่คนไทยต้องเผชิญแทบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วง ‘อากาศปิด’ สภาวะอากาศแห้งและนิ่ง ทำให้ฝุ่นละอองแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน ส่งผลให้ PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ผู้คนในหลายพื้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตกลางแจ้งเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมนันทนาการ ได้ตามปกติ   [caption id="attachment_50260" align="aligncenter" width="750"] MagikFresh[/caption]   สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พัฒนา 'ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่’ หรือ ‘MagikFresh (เมจิกเฟรช)’ สำหรับให้บริการแก่ผู้ใช้บริการสวนจตุจักร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 - พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 7 เดือน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพักผ่อน ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ มุ่งลดผลกระทบการเจ็บป่วยจากการสูดฝุ่น PM2.5 ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ปัจจุบัน MagikFresh ตั้งอยู่ภายในสวนจตุจักร ฝั่งติดถนนพหลโยธิน บริเวณใกล้กับประตูทางเข้าออกสวนที่ตรงกับ MRT สถานีสวนจตุจักร      ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมไร้สายและระบบอัจฉริยะ (WIS) เนคเทค สวทช. อธิบายว่า MagikFresh เป็นอาคารลักษณะกึ่งปิดกึ่งเปิดขนาด 100 ตารางเมตร มีประตูทางเข้าหนึ่งทาง ประตูทางออกหนึ่งทาง โครงสร้างอาคารมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกใสมองทะลุเห็นบรรยากาศสวนภายนอกได้ บริเวณภายในอาคารมีนิทรรศการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ PM2.5 และ MagikFresh ติดตั้งอยู่บนผนังทั้ง 4 ด้าน อีกทั้งยังมีสวนหย่อมให้ประชาชนได้เข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนด้านนอกอาคารเป็นพื้นที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศสำหรับใช้ดึงอากาศจากภายนอกให้เข้ามาไหลเวียนเข้ามาภายในอาคาร ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือหลังคาที่มีลักษณะเป็นช่องระบายอากาศสำหรับปล่อยให้อากาศจากภายในอาคารไหลออกสู่ภายนอก “MagikFresh สร้างการไหลเวียนของอากาศสะอาดภายในอาคาร โดยดูดอากาศจากภายนอกเข้าสู่เครื่องกรองอากาศที่ติดตั้งไว้ทั้ง 4 ทิศรอบอาคารด้านนอก เพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กออกจากอากาศด้วยระบบไฟฟ้าสถิต ก่อนปล่อยอากาศสะอาดเข้าสู่ภายในอาคารผ่านช่องปล่อยอากาศด้านใน จากนั้นอากาศจะเคลื่อนตัวขึ้นไปที่ช่องระบายอากาศบริเวณหลังคา ทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสบายตัว และเป็นการป้องกันฝุ่นจากภายนอกไม่ให้ลอยเข้ามาทางช่องเปิดด้วย” MagikFresh สร้างอากาศสะอาดที่มีค่า PM2.5 ต่ำกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ) ได้มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศภายในอาคารได้ไม่ต่ำกว่า 10 รอบต่อชั่วโมง     [caption id="attachment_50259" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายใน MagikFresh[/caption]   [caption id="attachment_50258" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายใน MagikFresh[/caption]   ดร.พรอนงค์ อธิบายเสริมถึงจุดเด่นสำคัญ 5 ประการของเทคโนโลยี MagikFresh ว่าประการแรก คือการออกแบบระบบกรองอากาศด้วยเทคนิคไฟฟ้าสถิต ที่มีการปลดปล่อยก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ไม่เกิน 10 ppb หรือต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 10 เท่า ประการที่สอง คือ MagikFresh ปรับการทำงานของเครื่องให้สอดคล้องกับค่าฝุ่นละออง ณ​ ขณะนั้นได้โดยอัตโนมัติ ทำให้มีการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ประการที่สาม คือ ชุดกรองอากาศผ่านการออกแบบให้ถอดล้างหรือทำความสะอาดได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ​ และไม่ต้องเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศบ่อยครั้งเหมือนเครื่องกรองอากาศทั่วไป จึงช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างขยะได้เป็นอย่างดี ประการที่สี่ คือ MagikFresh ผ่านการออกแบบให้ถอดประกอบรวมถึงปรับขนาดของพื้นที่อาคารได้ตามต้องการ นำไปติดตั้งเพื่อใช้งานยังสถานที่อื่น ๆ ได้สะดวก และประการสุดท้ายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ MagikFresh เป็นนวัตกรรมเครื่องกรองอากาศที่พัฒนาโดยคนไทยและผลิตได้ภายในประเทศ ช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขไทยด้วย นอกจาก MagikFresh ที่เป็นนวัตกรรมเครื่องกรองอากาศสำหรับใช้งานในพื้นที่อาคารกึ่งปิดกึ่งเปิดขนาดใหญ่แล้ว สวทช. ยังได้พัฒนานวัตกรรมอีกหลายชิ้นเพื่อสนับสนุนการรับมือปัญหาด้านฝุ่น PM2.5 ดร.พรอนงค์ เล่าว่า ตัวอย่างเทคโนโลยีเด่นที่ทีมวิจัยพัฒนาเพื่อสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 เช่น ‘ชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล’ สำหรับใช้งานกับรถขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รวมถึงรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 จากการทดสอบประสิทธิภาพกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลพบว่า ชุดกรองสามารถลดค่าไอเสียที่สูงถึงร้อยละ 99 ให้เหลือเพียงร้อยละ 27 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ที่ร้อยละ 30 ที่สำคัญชุดกรองยังผ่านการเลือกใช้วัสดุและการออกแบบโครงสร้างให้ใช้งานได้ยาวนาน ทำความสะอาดง่าย เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้ประกอบการด้านระบบขนส่งให้ได้มากที่สุด   [caption id="attachment_50261" align="aligncenter" width="700"] ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ นำเสนอผลงานชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล[/caption]   นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี ‘IonFresh+ (ไอออนเฟรชพลัส)’ เครื่องกรองฝุ่นละอองและกำจัดเชื้อโรคในอากาศสำหรับใช้ภายในห้องขนาดใหญ่ 100-250 ตารางเมตร อาทิ ห้องประชุม ห้องจัดแสดงผลงาน ซึ่งเครื่องกรองฯ ทำงานโดยใช้เทคโนโลยี 2 ด้านหลัก คือ ใช้ระบบไฟฟ้าสถิตในการกรองฝุ่นละออง และใช้แสง UVC ในการกำจัดเชื้อก่อโรค จุดเด่นที่สำคัญของเครื่องนี้คือปลดปล่อยโอโซนต่ำ ปรับการทำงานได้แบบอัตโนมัติตามค่า PM2.5 ณ ขณะนั้น ล้างทำความสะอาดชุดกรองได้ง่าย และตัวเครื่องยังผ่านการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด ทำให้เคลื่อนย้ายไปใช้งานตามห้องต่าง ๆ ได้สะดวก”   [caption id="attachment_50257" align="aligncenter" width="700"] IonFresh+[/caption]   ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างผลงานวิจัยที่ สวทช. พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย รวมถึงช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มคนเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีอื่น ๆ ติดตามข้อมูลได้ที่ www.nstda.or.th ส่วนผู้สนใจใช้พื้นที่ MagikFresh จัดกิจกรรมนันทนาการ หรือ นำ MagikFresh ไปติดตั้งในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องกรองอากาศที่กล่าวมาทั้ง 3 ผลงาน ติดต่อได้ที่ทีมวิจัยนวัตกรรมไร้สายและระบบอัจฉริยะ (WIS) เนคเทค สวทช. โทร 0 2564 6900   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
อว. โดย “สวทช.” และ “มหิดล” จับมือพัฒนายาต้านมาลาเรียตัวแรกของประเทศที่กำลังพัฒนา
For English-version news, please visit : NSTDA and Mahidol University to develop an antimalarial medicine (13 ธ.ค. 66) ณ ห้องแถลงข่าว อว. - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วยจุฬาฯ เกษตรฯ และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้ร่วมกันพัฒนายามาลาเรีย ที่ได้ผลต่อเชื้อที่ดื้อยาที่เรียกว่า “แอนตี้โฟเลต” โดยเป็นผลงานที่เริ่มจากการวิจัยขั้นพื้นฐานจนได้เป็นยาที่เรียกว่า “P218” ในขั้นต่อไปจะได้พัฒนาจนสามารถจดทะเบียนตำรับยา เพื่อผลิตใช้ในการป้องกันและรักษาได้ ซึ่งจะเป็นยาต้านมาลาเรียตัวแรกที่มาจากการค้นคิดและพัฒนาของคนไทยแบบครบวงจร โดยข้อตกลงความร่วมมือแรก สวทช. จะได้ทำร่วมกับ ม.มหิดล ซึ่งมีความสามารถและผลงานด้านการพัฒนายาสู่การจดทะเบียนและสู่ตลาดมานานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางยา ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีโอกาสเข้าถึงยาต้านมาลาเรียที่มีคุณภาพในราคาต่ำ และช่วยให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศได้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านมาลาเรียในประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า มาลาเรียยังเป็นปัญหาใหญ่ของโลก คร่าชีวิตคนปีละกว่า 600,000 คน ประเทศไทยเองก็ประสบปัญหานี้ ซึ่งการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้านทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง การรักษายุ่งยากเนื่องจากเชื้อมักจะดื้อยา จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาทางแก้ไข ด้วยการออกแบบยาที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนักวิจัยของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเดินหน้าศึกษาวิจัยเรื่องยารักษามาลาเรียมากว่า 30 ปี โดยทีมวิจัยวิศวกรรมโปรตีน-ลิแกนด์และชีววิทยาโมเลกุล กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ ไบโอเทค ได้ทำการศึกษาวิจัยโครงสร้างของโปรตีนเป้าหมายที่มีชื่อเรียกว่า DHFR ทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีนที่ทำให้เกิดการดื้อยา จึงได้นำความรู้เรื่องนี้มาเป็นเป้าหมายในการพัฒนายาร่วมกับนักวิจัยจากหลายประเทศทั่วโลก จนออกมาเป็นผลงานวิจัยยาต้านมาลาเรียต้นแบบ P218 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2556 ซึ่งเป็นสารต้านมาลาเรียตัวแรกที่ออกแบบและสังเคราะห์ขึ้นเองโดยนักวิจัยไทย “ความร่วมมือผลักดันยามาลาเรีย P218 สู่การเป็นยาใหม่ตัวแรกจากประเทศที่กำลังพัฒนา ระหว่าง ไบโอเทค สวทช. กับมหิดล จะร่วมกันดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเพื่อทำการทดสอบความเป็นพิษของยา P218 ในสัตว์ทดลองเพื่อทำการทดสอบประสิทธิภาพของยา P218 ในระดับคลินิก เพื่อการทำนายขนาดของยา P218 ที่เหมาะสมในการรักษาโรคมาลาเรียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนทรัพยากร แลกเปลี่ยน เสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมกับหน่วยงานอื่น รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดพัฒนาตำรับยาต้านมาลาเรียสู่เภสัชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งจะขยายผลสู่ขั้นตอนการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป เพื่อสนับสนุนการผลิตยาต้านมาลาเรียที่ออกมาใช้ได้จริง ในรูปแบบยากินราคาถูก เข้าถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากจน นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าวิจัยอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อผลักดันให้มีผลิตภัณฑ์ยาต้านมาลาเรียสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ถือเป็นครั้งแรกของโลก โดยทีมนักวิจัยของประเทศไทย” ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไบโอเทค สวทช. และมหาวิทยาลัยมหิดล จะช่วยต่อยอดขยายผลพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการค้นหาทำนายขนาดของยา P218 ที่เหมาะสมในการรักษาโรคมาลาเรีย และพัฒนาตำรับยาต้านมาลาเรีย สู่เภสัชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานสากล เพื่อขยายผลสู่ขั้นตอนการผลิตเชิงพาณิชย์ในลำดับถัดไป ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรภายใต้กระทรวง อว. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG และสอดคล้องตามนโยบาย “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ” ของกระทรวง อว. ภายใต้การนำของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เพื่อตั้งเป้าสร้างศักยภาพการผลักดันยา P218 สู่การเป็นยาใหม่ตัวแรกของประเทศที่ไทยและประเทศกำลังพัฒนาของโลกได้สำเร็จต่อไป ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล เล็งเห็นศักยภาพยา P218 จึงนำเอาศักยภาพของแพลตฟอร์มการพัฒนายา “Mahidol University Drug Discovery & Development” หรือ MU-DDD มาใช้ในการผลักดันยา P218 สู่การเป็นผลิตภัณฑ์ยาของประเทศไทย โดยแพลตฟอร์ม MU-DDD เกิดขึ้นจากต้นทุนความเข้มแข็งด้านการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่สั่งสมมากว่า 50 ปี และได้รับการสนับสนุนทุนจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ของกระทรวง อว. ตั้งแต่ปี 2564 โดยจุดเด่นแพลตฟอร์มคือ ความสมบูรณ์ของศักยภาพการพัฒนายาที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเชื่อมต่อกับความเข้มแข็งด้านการทำวิจัยในสัตว์ทดลอง ความสามารถในการพัฒนาสูตรตำรับยาให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะกับการใช้ในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เช่น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ตลอดจนความเข้มแข็งด้านการทำวิจัยในมนุษย์ของคณะแพทย์ฯ ทั้งสามคณะในมหิดล ทำให้เป็นแพลตฟอร์มพัฒนายาที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย “ปัจจุบัน ม.มหิดล ได้ร่วมประชุมและลงมือทำวิจัยกับทีมนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ในการพัฒนายา P218 มาเป็นระยะ ๆ และได้ทิศทางที่ชัดเจนในการผลักดันยา P218 ให้เข้าสู่ขั้นตอนต่าง ๆ ที่จำเป็นตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาของไทยและระดับนานาชาติ รวมถึงได้เริ่มประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในเบื้องต้นเพื่อให้ อย. รับทราบเกี่ยวกับความพยายามดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าอาจสามารถดำเนินการเตรียมความพร้อมของข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงวิจัยเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 2 ปี จะสามารถเข้าสู่กระบวนการขอขึ้นทะเบียนยา P218 ได้เป็นผลสำเร็จ” อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวปิดท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2024
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2024 ส่งใบสมัครถึง 31 ธันวาคม 2023 **สำหรับนักศึกษาสัญชาติไทย ใกล้หรือสำเร็จการศึกษาในระดับ ป.ตรี ป.โท กำลัง/เคยรับทุน สวทช.หรือ Alumni นักศึกษาทุน สวทช. ที่สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอก (อยู่ในเครือข่าย สวทช.) NSTDA-SINGA Scholarships (ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ Singapore International Graduate Award (SINGA)) คัดเลือกผู้มีศักยภาพสูงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกกับสถาบันการศึกษาพันธมิตรของโครงการ ได้แก่ Agency for Science, Technology & Research (A*STAR) https://www.a-star.edu.sg/Scholarships/for-graduate-studies/singapore-international-graduate-award-singa/a-star-supervisors-projects Nanyang Technological University (NTU), https://shorturl.asia/jug4M The National University of Singapore (NUS) https://nusgs.nus.edu.sg/programmes/ The Singapore University of Technology and Design (SUTD) https://shorturl.asia/tcCs8 Singapore Management University (SMU) https://computing.smu.edu.sg/phd (more…)
ปฏิทินกิจกรรม
 
11 องค์กร ผนึกจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 2566 (IBD2023)  ภายใต้แนวคิด ความหลากหลายทางชีวภาพ กุญแจสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
For English-version news, please visit : Inauguration of International Conference on Biodiversity 2023 วันนี้ (12 ธันวาคม 2566) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 2566 (International Conference on Biodiversity: IBD2023) ภายใต้หัวข้อ Biodiversity: Key to Better Life (ความหลากหลายทางชีวภาพ กุญแจสู่ชีวิตที่ดีขึ้น) จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม พ.ศ.2566 ณ สวนหลวง ร. 9 กรุงเทพฯ โดยหน่วยงานที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย มูลนิธิสวนหลวง ร.9 มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และกรุงเทพมหานคร ตลอดจนมีหน่วยงาน/องค์กรภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนการประชุมอีกเป็นจำนวนมาก ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา นางวรรณิพา ทองสิมา ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ และเจ้าหน้าที่ สวทช. เข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จ ฯ การประชุมฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัยและวิชาการ ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรชีวภาพสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นเวทีระดับนานาชาติในการแสดงพลังความร่วมมือของบุคคลและหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศที่ดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  และยกระดับความสามารถของนักวิจัยไทย ในการวิจัย การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สวทช. ยังได้แสดงผลงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพในรูปแบบดิจิทัลภายในงานนี้ด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศรวมกว่า 600 คน ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฟังปาฐกถาพิเศษจาก Keynote Speaker 3 ราย ได้แก่ -         ศาสตราจารย์ ดร. เฮนริค บัลสเลฟ มหาวิทยาลัยออร์ฮุส ประเทศเดนมาร์ก บรรณาธิการร่วมโครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย บรรยายเรื่อง ความร่วมมือในภูมิภาคเหนือใต้ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ-พรรณพฤกษชาติของประเทศไทย -         ศาสตราจารย์ ดร.ตัน ปวย หยก ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ และกรรมการบริหารสวนสาธารณะแห่งชาติ ประเทศสิงคโปร์ บรรยายเรื่อง บทบาทของสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ -         ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กรรมการบริหารอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศไทย บรรยายเรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย” นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนการนำเสนอผลงานวิชาการแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์ รวมกว่า 100 เรื่อง ภายใต้หัวข้อหลัก 4 หัวข้อ คือ ความหลากหลายทางชีวภาพกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการบริการ ความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและแบบจำลองเศรษฐกิจบีซีจี ความหลากหลายทางชีวภาพกับความร่วมมือระหว่างประเทศ ต่อมาเวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าสนใจ จัดโดยหน่วยงาน/องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ อีก 12 เรื่องได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี: โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี: การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (กรณีศึกษา ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี) การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย: มหัศจรรย์พรรณพฤกษา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน): ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่า ปตท. จากทะเล สู่ป่าเขา เข้าสู่เมือง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: บทบาทของเครือข่ายภาคธุรกิจไทยในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: ดิน น้ำ ป่าไม้ พลังงานทดแทน สมดุลสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ: เศรษฐกิจหมุนเวียน บนฐานทรัพยากรชีวภาพ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน): เอ็กโก กรุ๊ป บนเส้นทางสู่ความยั่งยืนด้วยเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Net Zero สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน): 10 เรื่องเล่า Community BioBank สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ: ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง: นิเวศบริการของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นิทรรศการรูปแบบดิจิทัล การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานต่างๆ โดยเป็นการสนับสนุนในระดับแพลตตินัม 5 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และระดับซิลเวอร์ ๘ หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มูลนิธิสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มูลนิธิต่อต้านการทุจริต กลุ่มไทยรุ่งเรือง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 Mr. Stefan Karsten Krohn กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครฮัมบูร์ก พร้อมด้วยคุณหญิง Barbara Riepl อดีตกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ มิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดินทางเยือนประเทศไทยและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็น เนื่องในกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสนับสนุนเยาวชนไทยในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาโท ได้มีโอกาสปฏิบัติการวิจัย ณ เมืองฮัมบูร์ก และเมืองซอยเธย์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมี ร.ศ. ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิ เทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นางฤทัย จงสฤษดิ์ กรรมการและเลขานุการโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี  และคณะศิษย์เก่าจากโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซีตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 20 ให้การต้อนรับ งานเลี้ยงเป็นไปอย่างอบอุ่น คณะศิษย์เก่าได้จัดงานบายศรีและรดน้ำเนื่องในโอกาสกงสุลครบรอบ 60 ปี โดย Mr. Stefan Karsten Krohn ได้นำสารจาก Prof. Dr. Helmut Dosch ประธานกรรมการบริหารของ DESY กล่าวแสดงความยินดีถึงนักศึกษาฤดูร้อนไทยทุกคน และเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนับสนุนวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างโอกาสทางนานาชาติและโปรแกรมวิจัยสำหรับนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ ทรงทุ่มเทและมีพระวิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มโอกาสแก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรู้ความสามารถในวงการวิทยาศาสตร์ไทยอีกด้วย ทั้งนี้ ยังได้ยกย่องและชื่นชม สวทช. ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและพัฒนาโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนร่วมกันระหว่างไทยและเยอรมนี ซึ่งมีความสำคัญต่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และการวิจัยค้นคว้าสำหรับทั้งสองประเทศ และท้ายที่สุด ยังได้กล่าวชื่นชมความทุ่มเทของ Mr. Stefan Karsten Krohn กงสุลกิตติมศักดิ์เยอรมันประจำประเทศไทย ที่ได้มีส่วนร่วมสำคัญในการสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ นางฤทัย จงสฤษดิ์ ได้กล่าวว่า  ตลอดระยะเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2546 – 2566) โครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยมีผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการจำนวน 53 คนและปัจจุบัน มีศิษย์เก่าที่ทำงานแล้ว จำนวน 31 คน กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน เช่น ดร.สาธิตา ตปนียากร นักวิจัย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ผศ. ดร.ธีรศักดิ์ เอโกมล อาจารย์ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นอกจากนี้ ยังมีศิษย์เก่าที่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ จำนวน 22 คน หลายคนมีผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ เช่น ผศ. ดร.ธีรศักดิ์ เอโกบล ศิษย์เก่า รุ่นที่ 3 ที่ศึกษาวิจัยด้านพันธุศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลงานวิจัยโดดเด่นจากการศึกษาสารสกัดจากเมือกหอยทากและนำมาเป็นส่วนผสมในเวชสำอางช่วยลบเลือนริ้วรอยและกระตุ้นให้เซลล์ผิวผลิตคอลลาเจนมากขึ้นจนมีผู้ใช้จำนวนมาก นับว่าเป็นการพัฒนางานวิจัยสู่การเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้อย่างดีเยี่ยม และผศ. ดร.ธีรศักดิ์ ยังได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณอาจารย์ดีเด่น ด้านการสอนนิสิตเตรียมแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าในปีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีศิษย์เก่า รุ่นที่ 5 อีกคนที่มีผลงานวิจัยโดดเด่น คือ ดร.พินิจ กิจขุนทด หัวหน้าฝ่ายวิจัยและประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอน สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลนักวิจัยวัสดุรุ่นใหม่ดีเด่น ประจำปี 2565 จากสมาคมวิจัยวัสดุประเทศไทย จากผลงานศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาเทคนิคและการศึกษาโครงสร้างของวัสดุขั้นสูง ด้วยเทคนิค XAS จากแสงซินโครตรอน ทั้งนี้ ดร.พินิจยังร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์สำหรับศึกษาโครงสร้างของวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูงต่าง ๆ เช่น ตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับแบตเตอรี่ เพื่อพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริงทางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาและค้นคว้ามาเป็นเวลาเกือบทศวรรษ ให้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่าได้ต่อไปในอนาคตด้วย ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) นักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี DESY Summer Student Program 2009 ได้กล่าวความรู้สึกเกี่ยวกับโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซีไว้ว่า “การได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าร่วมโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี เป็นความภาคภูมิใจ และเป็นโอกาสเริ่มต้นที่สำคัญของข้าพเจ้าในเส้นทางการศึกษาและการทำงานด้านวิชาชีพในฐานะนักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง กิจกรรมในโครงการช่วยทำให้เกิดการเพิ่มพูนทักษะความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ และสร้างความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับผู้เข้าร่วมโครงการ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถเตรียมความพร้อมและพัฒนาตนเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น” ด้านนางสาวจิดาภา ละครวัฒน์ นักศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ สาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี นอกจากความรู้ทางด้านวิชาการแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อยากทำงานวิจัยทางด้านนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคต รวมไปถึงมิตรภาพดี ๆ ที่ได้รับจากโครงการนี้ด้วย” ก่อนปิดงาน ท่านกงสุลกิตติมศักดิ์ ได้กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณและดีใจที่ได้เจอกับคณะทำงานและศิษย์เก่า การสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่แค่ทุน แต่การเห็นความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าของศิษย์เก่าเดซีทุกคน คือสิ่งที่แทนคำขอบคุณที่ดีที่สุด
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. ติดอาวุธเกษตรกร! สู้โรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง
ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ องค์การวินร็อค อินเตอร์เนชั่นแนล และ สภาเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังด้วยชุดตรวจ แบบง่าย ทำได้ด้วยตัวเอง” ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต่างกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคใบด่าง สำหรับเทคโนโลยีชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไบโอเทค สวทช. เป็นชุดตรวจในรูปแบบ Strip Test สามารถตรวจคัดกรองโรคใบด่างได้ง่าย สะดวก และทราบผลรวดเร็ว ลดความเสี่ยงในการนำท่อนพันธุ์ติดเชื้อไปเพาะปลูกต่อ รวมถึงลดความเสียหายรุนแรงของโรคใบด่างต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
“พันธุ์ข้าวรับโลกรวน” โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว และไบโอเทค สวทช. ร่วมอวดโฉมในงานเกษตรแฟร์กำแพงแสน 66 พร้อมเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ข้าวลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในงานเกษตรแฟร์กำแพงแสน ปี 66 ที่ จ.นครปฐม - ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ และทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. นำผลงานปรับปรุงพันธุ์ข้าวและสายพันธุ์ข้าวดีเด่นที่วิจัยและพัฒนาร่วมนำเสนอต่อเกษตรกรที่เข้าชมงาน ชูจุดเด่นพันธุ์ข้าวรับมือภาวะโลกรวน ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ทนต่อโรคและแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ โดยกลุ่มข้าวเจ้า ไฮไลท์คือข้าวหอมสยาม 2 ที่คุณสมบัติเหมือนข้าวหอมมะลิ แต่ให้ผลผลิตสูงกว่า และทนใต้น้ำได้ดี รวมถึงข้าวเจ้าและข้าวเหนียวอีกหลายสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาวะโลกรวน พร้อมนี้ยังเดินหน้าพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนจากการทำนา เพื่อการเกษตรสมัยใหม่ที่ร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สภาวะโลกรวน (climate change) ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดปัญหาด้านการเกษตร เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืช ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวจำเป็นต้องพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยข้าวพันธุ์ใหม่ต้องมีคุณสมบัติในการต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง มีผลผลิตสูง มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี สามารถเพิ่มมูลค่า นำไปใช้ประโยชน์ให้ครบวงจรมากขึ้น ในงานเกษตรแฟร์กำแพงแสน 2566 ทางไบโอเทค สวทช. ซึ่งมีความร่วมมือกับศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวมามากกว่า 20 ปี ในปีนี้มีผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและสายพันธุ์ข้าวดีเด่นที่พร้อมเผยแพร่ในการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะและเชิงพาณิชย์มาจัดแสดงทั้งในกลุ่มข้าวเจ้าและข้าวเหนียว โดยข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่มในกลุ่มข้าวนาปี คือ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมสยาม เด่นที่ทนแล้ง ต้านทานต่อโรคไหม้ และมีกลิ่นหอม และข้าวเจ้าพันธุ์หอมสยาม 2 เด่นที่ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีกลิ่นหอม ทนต่อน้ำท่วมฉับพลัน และต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับปานกลาง ส่วนข้าวหอมพื้นนุ่มที่เป็นกลุ่มข้าวนาปรัง ประกอบด้วย ข้าวเจ้าพันธุ์หอมมาลัยแมน เด่นที่หอมนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาวพิเศษ ให้ผลผลิตดีในการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมจินดา เด่นที่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ต้นสูงปานกลาง ผลผลิตสูง และข้าวเจ้าพันธุ์หอมนาเล เด่นที่พื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ทนน้ำท่วมฉับพลัน ต้านทานโรคขอบใบแห้ง และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่วนในกลุ่มข้าวเหนียว จะมีทั้งข้าวเหนียวไวแสงคือ น่าน 59 และข้าวเหนียวที่ไม่ไวแสงคือ หอมนาคา โดยข้าวเหนียวพันธุ์น่าน 59 เด่นที่มีกลิ่นหอม ต้นเตี้ย ทนการหกล้ม ต้านทานโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง และข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคา เด่นที่ลำต้นแข็งแรง มีกลิ่นหอม และนุ่มเหนียวเมื่อหุงสุก สามารถปลูกได้ตลอดปี ทั้งหมดถือเป็นไฮไลท์พันธุ์ข้าวใหม่ที่รองรับสภาวะโลกรวนที่นำมาจัดแสดงในงานเกษตรแฟร์กำแพงแสนปีนี้ “แนวทางวิจัยในปัจจุบัน นอกจากจะเน้นเดินทางในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือภาวะโลกรวนแล้ว ทางทีมวิจัยยังร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ลดและจัดการไนโตรเจนในพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกิดศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัยไบโอเทค กล่าวเสริม   ทั้งนี้ ในโซนศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวที่ไบโอเทค สวทช. ร่วมจัดแสดงผลงานนิทรรศการพันธุ์ข้าวใหม่ที่รองรับสภาวะโลกรวนแล้ว ภายในโซนดังกล่าวยังมีการจำหน่ายสินค้าจากชุมชนต่าง ๆ งานแสดงนิทรรศการศิลปะบนผืนนา และการใช้เครื่องตรวจจับก๊าซที่ปลดปล่อยออกมาจากการทำนา เป็นต้น รวมถึงในงานเกษตรแฟร์กำแพงแสนปีนี้ ไบโอเทค ยังร่วมนำผลงานการพัฒนาสายพันธุ์มะเขือเทศเชอรี่สายพันธุ์แดงโกเมน และซันไชน์ ที่ทนทานต่อโรคใบหงิกเหลือง มาร่วมจัดแสดงในงานด้วย ระหว่างวันที่ 1 - 11 ธันวาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ส่งมอบต้นกล้าราชพฤกษ์อวกาศ ให้แก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณชน
(6 ธันวาคม 2566) ณ ห้องโถงนิทรรศการ อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีส่งมอบต้นกล้าราชพฤกษ์อวกาศให้แก่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปปลูกยังพื้นที่ธาราพาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี และซีพีแรม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ สามารถสร้างประโยชน์แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้พื้นที่ ทั้งในด้านนันทนาการและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ   โดย ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. ส่งมอบต้นกล้าราชพฤกษ์อวกาศให้กับคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการบริหารและผู้จัดการร่วม บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ และคุณชนาพร ตุลยานนท์ ที่ปรึกษาคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมงาน ได้แก่ รศ. ดร.กัณยารัตน์ สุไพบูลย์วัฒน หัวหน้ากลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคุณทาเคฮิโระ นากามูระ ผู้อำนวยการองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ   ทั้งนี้ โครงการราชพฤกษ์อวกาศ เป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation และเฟซบุ๊ก NSTDA SPACE Education
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. คว้ารางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) 2 ปีซ้อน (2565-2566)
(วันที่ 6 ธันวาคม 2566) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. เข้ารับโล่รางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) จากนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานพิธีประกาศรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2566 (Digital Government Awards 2023) จัดโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พร้อมมอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนสู่รัฐบาลดิจิทัล สวทช. ถือเป็น 1 ใน 59 หน่วยงาน ที่ได้รางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ซึ่งพิจารณาจากระดับการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐที่มีการดำเนินการทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ การวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูล
ข่าวประชาสัมพันธ์