ผลการค้นหา :
Traffy Fondue อัปเดต ‘ฟีเจอร์ใหม่’ ช่วยประชาชนแจ้งเรื่องและติดตามปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
สวทช. ไม่หยุดพัฒนา Traffy Fondue นำเสียงสะท้อนถึงปัญหาการใช้งาน เดินหน้าปรับปรุงพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในแพลตฟอร์ม Line Official เพื่อให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ทีมวิจัยหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมืองได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ในแพลตฟอร์มของไลน์ Traffy Fondue ทั้งหมด 6 เรื่องด้วยกัน
1) ลดขั้นตอนการแจ้งเรื่องจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 3 ขั้นตอน ตอนนี้ไม่ต้องเลือกหน่วยงานที่ต้องการแจ้ง ไม่ต้องแจ้งประเภทของปัญหา ใช้เวลาทำเพียง 3 ขั้นตอน คือ 1) กดแจ้งเรื่องใหม่แล้วแชร์พิกัดตำแหน่ง 2) พิมพ์รายละเอียดของปัญหา และ 3) ส่งภาพประกอบของปัญหาและรอรับการ์ดยืนยันการแจ้งได้ทันที เพียงเท่านี้การแจ้งปัญหาจะเป็นเรื่องง่าย แจ้งครบจบได้ใน 1 นาที
2) รับแจ้งเตือนข่าวสาร เช่น เหตุฉุกเฉิน ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ ระบบเพิ่มเมนูใหม่ “บริการอื่น ๆ และข่าวสาร” โดยประชาชนกดเลือกได้ว่าสนใจหัวข้อเรื่องใดและระบุพิกัดพื้นที่รับแจ้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในบริเวณดังกล่าว ระบบจะแจ้งเตือนข่าวสารให้รับทราบแบบฉับไว ปัจจุบันนำร่องใช้ในกรุงเทพมหานคร และเตรียมเร่งขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ในเร็ววันนี้
3) จัดทำอินโฟกราฟิกสรุปภาพรวมการแก้ปัญหา (Before/After) ทุกครั้งที่มีการแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้น ระบบจะจัดทำข้อมูลและภาพอินโฟกราฟิกสรุปภาพรวมการแก้ปัญหาทั้งก่อนและหลัง เช่น ปัญหาไฟทางเสีย ระบบจะสรุปไทม์ไลน์ตั้งแต่การแจ้ง การรับเรื่อง และการแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้น พร้อมทั้งมีภาพให้เห็นเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังการแก้ปัญหา ทั้งนี้ในอนาคตจะเพิ่มในส่วนของการประเมินผลการแก้ปัญหาด้วย โดยให้ผู้แจ้งสามารถให้ดาวหรือคะแนน รวมถึงเพิ่มปุ่มแชร์ให้สังคมได้เห็นถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
4) ดูเรื่องแจ้งของคนอื่น ถึงตนเองไม่มีเรื่องแจ้ง แต่ก็สามารถติดตามเรื่องราวการแจ้งปัญหาในพื้นที่ที่สนใจได้ เพียงกดเมนู “เรื่องแจ้งจากผู้อื่น” จากนั้นกดระบุพื้นที่ ระบบจะแสดงผลเรื่องแจ้งที่ได้รับการแก้ปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันที
5) เรื่องถึงไหนแล้ว อยากรู้ว่าแจ้งปัญหาเรื่องใดไปบ้างและเรื่องแจ้งดำเนินการถึงไหนแล้ว เพียงแค่กดเมนู “เรื่องแจ้งของฉัน” ระบบจะแสดงเรื่องแจ้งทั้งหมด พร้อมทั้งระบุว่าเรื่องใดที่เสร็จสิ้นแล้วบ้าง เรื่องใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่พิเศษคือตอนนี้มีเมนูให้กด “ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน” หรือกดสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ได้เลย
6) หน่วยงานแจ้งล่าสุด ปัจจุบันระบบเพิ่มเมนูแสดงรายชื่อ “หน่วยงานแจ้งล่าสุด” เพื่อให้ประชาชนเลือกหน่วยงานที่ต้องการแจ้งเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
ดร.วสันต์ กล่าวว่า ทีม Traffy Fondue ตั้งใจพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ประชาชนแจ้งเรื่องและติดตามการแก้ปัญหาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ได้รับทราบข้อมูลการแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วน ถูกต้องและชัดเจน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เจ้าหน้าที่บริหารจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสได้รับฟังเสียงสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงพัฒนาการทำงานได้ตรงจุด เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Traffy Fondue จะเป็นแพลตฟอร์มรับแจ้งปัญหาที่มีส่วนช่วยพัฒนาสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
รองนายกอนุทิน เปิดกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พร้อมจับมือ อว. เปิดวอร์รูมน้ำ แจ้งเตือนข้อมูลสถานการณ์ การทำงานเป็นเอกภาพ
รองนายกอนุทิน เปิดกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยครอบคลุมทุกมิติ พร้อมจับมือ อว. เปิดวอร์รูมน้ำแจ้งเตือนข้อมูลสถานการณ์การทำงานเป็นเอกภาพ
วันนี้ (15 ก.ย. 67) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายโชตินรินทร์ เกิดสม นายเชษฐา โมสิกรัตน์ นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการพยากรณ์และการบริหารจัดการน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บริหารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทุกเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Webex)
โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำทีมผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และทีมวิจัย สวทช. ร่วมประชุมและรายงานข้อมูลดิจิทัลเทคโนโลยีให้รองนายกรัฐมนตรีรับทราบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ได้แก่ 1.ระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ทางธรรมชาติแบบเรียลไทม์ (TanPibut - ทันพิบัติ) ซึ่งทีมวิจัยทำงานกับเจ้าหน้าที่ ปภ.อย่างใกล้ชิด และ 2.ฟีเจอร์ “ช่วยน้ำท่วม” บนแพลตฟอร์ม ทราฟฟี ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เพื่อเป็นช่องทางด่วนพิเศษในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานง่ายเพียงเพิ่มเพื่อนกับไลน์ไอดี ‘แอดทราฟฟี ฟองดูว์’ (@traffyfondue) โดยเลือกเมนู “ช่วยน้ำท่วม” ผู้ใช้งานสามารถรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ พร้อมแนบรูปภาพ ระบุพิกัดและความต้องการให้ชัดเจน จากนั้นระบบจะส่งคำร้องขอความช่วยเหลือตรงไปยัง อว. ส่วนหน้าทั้ง 76 จังหวัด เพื่อการช่วยเหลือที่รวดเร็วเหมาะกับในยุคดิจิทัล
นายอนุทิน ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กล่าวว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในพื้นที่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทยกำลังประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย และจังหวัดริมแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อุทกภัย ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยปัจจุบัน (15 ก.ย. 67 เมื่อเวลา 06.00 น.) เกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ หนองคาย เลย อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี รวม 39 อำเภอ 182 ตำบล 797 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,073 ครัวเรือน
จากข้อมูลการพยากรณ์สภาพอากาศและปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ท่วมขัง ของกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนนี้ปริมาณฝนยังคงตกหนาแน่นเพราะได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งอาจจะเคลื่อนผ่านหรือเคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักบางพื้นที่ เมื่อมาสมทบกับพื้นที่มีฝนตกสะสมและปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ อาจทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกขึ้นได้
นายอนุทิน กล่าวว่า นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบกับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้เร่งระดมช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วน โดยเฉพาะงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หากจังหวัดใดงบประมาณไม่เพียงพอให้รีบดำเนินการขอขยายวงเงินทดรองราชการ เพื่อไม่ให้งบประมาณในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนสะดุด สำหรับพื้นที่ที่น้ำท่วมลดลงเริ่มคลี่คลายแล้วได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งสำรวจความเสียหายของครัวเรือนประชาชน เพื่อดำเนินการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนอย่างเร็วที่สุดต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความคล่องตัว ได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงต่อไป เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด โดยให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ขอให้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ในที่อยู่อาศัย โดยจัดศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยให้เพียงพอ ตลอดจนให้ดูแลด้านการดำรงชีพเบื้องต้นให้เพียงพอ เหมาะสม และให้พิจารณาความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะผู้ประสบภัยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และผู้ป่วย รวมถึงจัดทีมแพทย์เข้าดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจผู้ประสบภัย พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย และเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและน้ำประปาที่ได้รับความเสียหาย ต้องกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติโดยเร็ว
สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย เข้าทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน เปิดเส้นทางคมนาคมให้สามารถสัญจรได้ตามปกติโดยเร็ว และประสานสถาบันการศึกษาให้นำนักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วมสนับสนุนการซ่อมแซม ระบบไฟฟ้า พาหนะ บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว โดยภายหลังที่สถานการณ์คลี่คลาย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหายให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านชีวิต ด้านที่พักอาศัย ด้านสิ่งสาธารณูปโภค ด้านสิ่งสาธารณประโยชน์ และด้านการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือ ตามระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และจัดทำแผนการฟื้นฟูทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์อุทกภัยในระยะเร่งด่วนในห้วงต่อไป โดยเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบถึงสถานการณ์ภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมแจ้งวิธีการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย และช่องทางการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยกำชับให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัคร ประชาชนจิตอาสาให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรองรับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบให้เพียงพอ หากเกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ให้ดำเนินการตามระบบบัญชาการเหตุการณ์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนเผชิญเหตุอุทกภัย
โดยให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ภายใต้การอำนวยการของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการ ควบคุม และประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยให้ความสำคัญกับรักษาชีวิตของประชาชนผู้ประสบภัยเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก รวมถึงเตรียมพร้อมทรัพยากรทุกด้าน ทั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดภัย อีกทั้งจัดเตรียมงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในภาวะเร่งด่วนให้เพียงพอ ที่สำคัญ ให้จังหวัดรายงานสถานการณ์ ผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือต่อกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ผ่านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางอย่างต่อเนื่อง โดยให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดประเมินสถานการณ์ และขอรับการสนับสนุนทรัพยากรหากเกินขีดความสามารถอย่างเร่งด่วน
นายอนุทิน กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการรับมือและเผชิญเหตุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จะดำเนินการเชื่อมโยงวอร์รูม (War Room) ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม อว. กับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อร่วมคาดการณ์ ประสานการแจ้งเตือนสถานการณ์ให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่รวดเร็วถูกต้อง ชัดเจน และเป็นเอกภาพ รวมไปถึงการสื่อสารความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อมูลสถานการณ์น้ำไปยังพื้นที่เสี่ยงได้ตรงเป้าหมายและทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะลดความสูญเสียและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด
“การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงประสานงานเพื่อให้เกิดความพร้อมในการรับสถานการณ์ระยะต่อไปให้มีเอกภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยแก่พี่น้องประชาชน วันนี้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570 จะได้บูรณาการทุกกระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหาร่วมกับจังหวัด เพื่อให้การอำนวยการ สั่งการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนประสานความร่วมมือเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงต่อไปอย่างมีเอกภาพ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายอนุทิน กล่าว
ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว. ได้ร่วมสนับสนุนทีม ปภ. โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลในการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน และยังมีเครื่องมืออุปกรณ์ อาทิ โดรน ที่จะช่วยเสริมการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ภัย ผ่านวอร์รูม (War Room) ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม อว. กับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ อว. ยังมีครู นักศึกษา ทีมช่าง ที่พร้อมช่วยหนุนเสริมการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายนี้ ขอฝากถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT”
*** ข้อมูลข่าว : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. ห่วงพี่น้องประชาชน “ศุภมาส” ปล่อยขบวนรถนำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย
กระทรวง อว. ห่วงพี่น้องประชาชน “ศุภมาส” ปล่อยขบวนรถนำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย พร้อมนำความช่วยเหลือลงไปในทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ผู้มีจิตศรัทธานำสิ่งของมาบริจาคได้ที่ศูนย์ปฎิบัติการ “อว. เพื่อประชาชน” ชั้น 7 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.
(13 กันยายน 2567) ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เดินทางเข้ากระทรวง อว. เพื่อปฏิบัติภารกิจในการปล่อยรถนำสิ่งของเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเหนือ พื้นที่ จ.เชียงราย จัดกิจกรรม “ปล่อยรถนำสิ่งของเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเหนือ พื้นที่จังหวัดเชียงราย” ภายใต้ศูนย์ปฎิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. และ ผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณด้านหน้าอาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีหน่วยงานต่างๆ นำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นมาร่วมขบวนเพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ตนมีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จึงได้ระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานในกระทรวง อว. ภาคีเครือข่ายและภาคส่วนต่างๆ ในการนำสิ่งของอุปโภค บริโภค ยา เวชภัณฑ์ ตลอดจนเครื่องใช้ที่จำเป็นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.แม่สาย และ อ.เมือง จ.เชียงราย รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ อว.ส่วนหน้า จ.เชียงราย ไปดำเนินการแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุดและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
รมว.อว. กล่าวต่อว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กระทรวง อว. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มเกิดอุทกภัยเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตนได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวง อว. ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ จ.สุโขทัย โดยประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพโดรนเพื่อการบินสำรวจในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และโดรนลำเลียงสิ่งของทั้งยา เวชภัณฑ์ อาหาร เครื่องอุปโภค-บริโภค เป็นต้น พร้อมเปิดแอปฯ แจ้งเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ ตลอดจนเปิดพื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บรรเทาและพักพิงให้ผู้ได้รับผลกระทบครั้งนี้ก็เช่นกันที่กระทรวง อว. จะนำความช่วยเหลือไปถึงมือพี่น้องประชาชนใน จ.เชียงราย และในพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยศูนย์ปฎิบัติการสถานการณ์น้ำท่วมของ อว. จะทำงานอย่างต่อเนื่อง และพร้อมนำความช่วยเหลือลงไปในทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งหากผู้ใดมีจิตศรัทธาสามารถติดต่อนำสิ่งของมาบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฎิบัติการสถานการณ์ “อว. เพื่อประชาชน ” ชั้น 7 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยใต้กระทรวง อว. ร่วมมอบสิ่งของบริจาค ประกอบด้วย ถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด ซึ่งภายในบรรจุอุปกรณ์และอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ นอกจากนี้ได้มอบนวัตกรรมของ สวทช. และนวัตกรรมวิจัยที่ผลิตขึ้นในเชิงสาธารณะประโยชน์และที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ประกอบด้วย
เครื่องกรองน้ำด้วยนาโนเทคโนโลยีร่วมกับระบบรีเวิร์สออสโมซิส 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย 4 ไส้กรอง (เครื่องกรองน้ำด้วยนาโน ไส้กรองเกล็ดคาร์บอนที่ดัดแปรพื้นผิว ไส้กรองเรซิน และไส้กรอง Sediment) พร้อมระบบรีเวิร์สออสโมซิส ที่สามารถกรองน้ำได้สะอาด ฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย
น้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดสำหรับพื้นผิวอะเจิร์มโก (Agermgo) 120 ขวด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดเข้มข้น เป็น “น้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมซิงค์นาโนอิมัลชั่น” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมสามารถทำลายเชื้อได้หลายชนิด ออกฤทธิ์เร็วและนาน ประกอบสารจากธรรมชาติกลุ่มกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว
หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ N-Breeze 100 แพ็ค เป็นหน้ากากอนามัยจากแผ่นกรองเส้นใยละเอียดป้องกันละอองไอจาม เชื้อจุลชีพ และฝุ่น PM 2.5 อนุภาคระดับเล็กกว่าหนึ่งไมครอน
ผลิตภัณฑ์สกินซอตต์ เจลไล่ยุง 600 ซอง เป็นผลิตภัณฑ์เจลสำหรับทาผิวเพื่อป้องกันยุง ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับนาโน ทำให้ได้เนื้อนาโนอิมัลชั่นกักเก็บอิคาริดิน (ICARIDIN) ช่วยออกฤทธิ์กันยุงได้นานกว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงทั่วไป
ผลิตภัณฑ์ โลชั่นไล่ยุง MILI 237 หลอด ผลิตภัณฑ์โลชั่นไล่ยุง ที่ใช้เทคโนโลยีการกักเก็บในรูปแบบของนาโนอิมัลชั่นที่มีขนาดของอนุภาคระดับนาโนเมตร จึงทำให้พื้นที่ผิวของอนุภาคเพิ่มขึ้น ช่วยป้องกันการระเหยและการเสื่อมสภาพของสารออกฤทธิ์ได้ดี มีกลิ่นสัมผัสที่ดี ใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกันยุงได้นานประมาณ 7 ชั่วโมง
ผลิตภัณฑ์ Ma-beedee มาบีดี (2000 g) เครื่องดื่มโปรตีนถั่วเหลือง 267 กระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ใช้เป็นอาหารทางสายยาง เหมาะสำหรับผู้ที่กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ผู้ป่วย ผู้ที่เกล็ดเลือดต่ำ ผู้ที่แขนขาอ่อนแรง คนเบื่ออาหาร ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต และกลุ่มผู้สูงอายุ
ผลิตภัณฑ์ NOW! Whey Protein 300 ขวด ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงพร้อมดื่ม ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้รวดเร็วที่สุด พร้อมสร้างกล้ามเนื้อและความเเข็งแรงของร่างกาย อายุเก็บรักษานาน 1 ปี ไร้สารเคมีกันเสีย โดยไม่ต้องเเช่เย็น
ข้าวหอมชลสิทธิ์ 2 และข้าวหอมนาเล (ถุง 1 กิโลกรัม) จำนวน 210 ถุง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์ไบโอเทค สวทช. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
อย่างไรก็ตาม สวทช. ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนรวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch 2024: เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบโดยตรง (Direct Battery Recycling Technology)
การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำทำให้มีความต้องการแบตเตอรี่ประเภทลิเทียมไอออนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง จึงเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมควบคู่กันไปด้วย
ข้อมูล ณ ปี 2023 (พ.ศ. 2566) ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากถึงร้อยละ 12 ขณะที่มีการประมาณว่าในปี 2030 (พ.ศ. 2573) อัตราความต้องการแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า
ปัจจุบันการรีไซเคิลแบตเตอรี่ส่วนใหญ่มักใช้ความร้อน (pyrometallurgy) หรือตัวทำละลาย (hydrometallurgy) เพื่อแยกเอาวัสดุบางส่วนที่ยังใช้งานได้ไปใช้ใหม่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้พลังงานมากและก่อให้เกิดมลพิษ ในอนาคตกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้งานใหม่จึงมีแนวโน้มที่จะผ่านการยกระดับสู่ ‘การรีไซเคิลแบบโดยตรง (direct recycle)’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และมุ่งเน้นการซ่อมแซมวัสดุเพื่อนำ ‘แร่ลิเทียม’ จากขั้วแคโทดซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่ชนิดนี้ รวมถึงวัสดุต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบกลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการสรรหาทรัพยากรใหม่
กระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยีรีไซเคิลแบบโดยตรง เริ่มต้นจากการนำแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วเข้าสู่ ‘กระบวนการคัดแยกวัสดุ’ ด้วยวิธีร่อน ตัด ย่อย และบด เพื่อคัดแยกขั้วแอโนดและวัสดุต่าง ๆ ที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ขั้นที่สองนำขั้วแคโทดที่เสื่อมสภาพแล้วไปผ่านกระบวนการแยกตัวประสานเพื่อแยกแผ่นอะลูมิเนียมออก ขั้นที่สามเมื่อเหลือเฉพาะวัสดุแคโทดที่เสื่อมสภาพแล้ว จะเป็นขั้นตอนของการนำวัสดุเหล่านั้นไปเข้ากระบวนการฟื้นฟูสภาพ ก่อนนำวัสดุที่ยังใช้ประโยชน์ได้กลับไปใช้ประกอบรวมเป็นแบตเตอรี่ใหม่ มีการประเมินว่าการรีไซเคิลด้วยวิธีนี้อาจนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ซ้ำได้มากถึงร้อยละ 90 และในปี 2030 (พ.ศ. 2573) อาจช่วยลดความต้องการสินแร่ใหม่เพื่อการผลิตแบตเตอรี่ได้มากถึงร้อยละ 25
ข้อดีของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยีนี้ คือ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้โลหะหนัก และลดต้นทุนการผลิต
ในอนาคตเทคโนโลยีรีไซเคิลแบบโดยตรงมีแนวโน้มว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานที่หมดอายุการใช้งานแล้ว เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเป็นการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ช่วยลดความต้องการสินแร่ได้ร้อยละ 25 ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมี EBITDA margin มากกว่าร้อยละ 10
ข่าว
บทความ
สวทช. นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ‘บริหารจัดการอาหารส่วนเกิน’ สร้างมาตรฐานการส่งต่ออาหาร หนุน Thailand’s Food Bank
(วันที่ 11 กันยายน 2567) ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC 2) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมนักวิจัยพบสื่อมวลชน NSTDA Meets the Press เรื่อง สวทช. นำ วทน. ช่วยบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) เนื่องจากประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ในขณะที่มีการรายงานตัวเลขของประชากรของประเทศที่มีรายได้น้อยและมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารประมาณ 3.8 ล้านคน
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า สวทช. ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ได้ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ดำเนินการศึกษาและวิจัยเชิงนโยบายเพื่อสร้างต้นแบบการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดย สวทช. ได้นำองค์ความรู้ของทีมวิจัยและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) เพื่อสร้างแบบจำลองการส่งต่ออาหารส่วนเกินให้สังคมไทย ผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารส่วนเกิน การกอบกู้อาหาร และการส่งต่ออาหารส่วนเกิน เพื่อช่วยลดการเกิดขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ
ทั้งนี้ สวทช. ได้นำองค์ความรู้ของทีมวิจัยต่าง ๆ มาร่วมกันดำเนินงานบนฐานความเชี่ยวชาญภายใต้สาขาของเทคโนโลยีที่หลากหลาย ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและการคำนวณขั้นสูง และ เทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทีมวิจัยเริ่มต้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการดำเนินงาน ที่มุ่ง เน้นการใช้องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอาหารและอาหารปลอดภัย เนื่องจากในกระบวนการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร (IFBT) ที่มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food safety) สามารถประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญในการทดสอบความปลอดภัยของอาหารส่วนเกินที่มีข้อกังวลหรือคาดว่าจะมีความเสี่ยงด้วยกระบวนการวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
ดร. นิภา โชคสัจจะวาที นักวิจัยอาวุโสและคณะผู้วิจัย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) กล่าวเสริมว่า การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเสริมการจัดการ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานของอาหาร โดยทีมวิจัยได้จัดทำแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food Safety Guideline) ที่มีแนวทางปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนการรับอาหาร การเก็บรักษาอาหาร การขนส่ง การแจกจ่ายอาหาร หลักปฏิบัติสำหรับผู้สัมผัสอาหาร เช่น การแช่แข็งอาหารส่วนเกินและติดฉลากใหม่ การระบุวันที่และระยะเวลาที่แนะนำ ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายและการควบคุมอันตราย เช่น สารเคมี สารก่อภูมิแพ้
หลักปฏิบัติในการเตรียมอาหาร เช่น การทำละลายอาหารแช่แข็ง การทำให้สุก ทำให้เย็น อุ่นร้อน การรักษาความปลอดภัยอาหารระหว่างขนส่ง เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย เพื่อให้อาหารที่แจกจ่ายยังคงมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ช่วยให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับบริจาครวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ดึงดิจิทัลเทคโนโลยี จับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ
ดร.นันทพร รติสุนทร ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวว่า ทีมวิจัยซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์และปัญญาประดิษฐ์ (Applied Mathematics and Artificial Intelligence) และประสบการณ์ในการออกแบบและพัฒนาวิธีการและระบบ Intelligent Digital Platform เช่น ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ และระบบเชื่อมโยงผลผลิตเพื่ออาหารกลางวัน นำมาสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โดยเป็นเครื่องมือดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพอัตโนมัติ สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Food Bank มีมูลนิธิ SOS และองค์กรพันธมิตรเครือข่ายเป็นผู้ใช้งาน โดยแพลตฟอร์มสามารถนำเสนอและแนะนำตัวเลือกการจัดสรรอาหารบริจาคพร้อมตารางเส้นทางการรับส่งอาหาร เพื่อลดความเสียหายของอาหาร และสามารถกระจายอาหารบริจาคได้ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานกำหนด เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับผู้ใช้งานในการจัดการอาหารบริจาคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วบนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อรองรับการขยายฐานผู้บริจาคซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการลดปริมาณอาหารส่วนเกิน และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดอาหารส่วนเกิน อีกทั้งช่วยลดภาระงานและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ดูแลระบบได้ดีขึ้น ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลดังกล่าว ล่าสุดทางเนคเทคได้ขยายการใช้งานโดยอยู่ระหว่างหารือความร่วมมือกับ BKK Food Bank ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการด้วย
สร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์
ด้าน ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า เอ็มเทค โดยทีมวิจัย TIIS ได้พัฒนาแนวทางและการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12.3 การลดขยะอาหารของประเทศ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (Food Loss and Waste) ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ตามหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)
ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำรวมทั้งแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน พ.ศ. 2560 – 2579 กำหนดเป้าหมาย SCP 3 ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบอาหารที่ยั่งยืน ในปี 2570 ต้องลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารลงร้อยละ 5 ต่อปีจากปีฐาน และแผนระยะยาว คือ การเพิ่มอัตราการหมุนเวียนวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์เกษตร-อาหาร ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ในปี 2570 ทีมวิจัยได้นำแนวคิดด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) สำหรับประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Environmentally implications: Climate change) หรือภาวะโลกร้อน จากอาหารส่วนเกินเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มบริการอาหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทำให้เกิดผลดีต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนําไปสู่การลดขยะอาหารในอนาคต อีกด้วย”
“นอกจากนี้ TIIS รับผิดชอบจัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของประเทศไทย (Thai National LCI database) และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs Emission Factor: EF) ดังนั้น จึงสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับการจัดการอาหารส่วนเกินได้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าร้านอาหารแห่งหนึ่งบริจาคอาหารส่วนเกิน 50 กิโลกรัม จะสามารถคำนวณได้ว่าการบริจาคครั้งนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้น หรือลดการใช้พลังงานเท่ากับการปิดไฟกี่ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาคเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรด้วย ในอนาคต เรายังเล็งเห็นโอกาสที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการขอรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดได้ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืนในระยะยาว " ดร.นงนุชกล่าวทิ้งท้าย
ดร.ปัทมาพร กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สวทช. ได้ขับเคลื่อนโครงการการศึกษาแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food surplus โดยที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาและทบทวนกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และมีการประชุมรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อมูลจุดสำคัญของอาหารส่วนเกิน คือ 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตขึ้นมา จะถูกทิ้งซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศด้วย โดยที่ผ่านมาโครงการฯ ได้มีความพยายามพัฒนาแนวทางการบริจาคอาหารส่วนเกินออกมาให้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดมาตรการต่าง ๆ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการด้านคาร์บอน เพื่อส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ Food Bank เหมือนเช่นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งทั้ง 2 มาตรการ ถือเป็นแนวทางเพื่อให้การจัดตั้ง Food Bank เกิดขึ้นได้จริงและไปต่อได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น
“เรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์และคาร์บอนเครดิต ซึ่งการมีคาร์บอนเครดิตกับการบริจาคอาหารส่วนเกินนั้น โครงการฯ อยากเห็นภาพของ Food Bank ในประเทศไทยที่ขายคาร์บอนเครดิต จากการลดปริมาณขยะอาหารดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศเม็กซิโก ซี่งจะช่วยพลิกโฉมการดำเนินงาน Food Bank จากเดิมในรูปแบบการกุศล เป็นการขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งในส่วนนี้ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (audit) ที่จะเกิดขึ้นด้วย” ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NECTEC-ACE2024 ผนึกกำลังพันธมิตร ทั้งรัฐและเอกชน โชว์ศักยภาพ โอกาสและทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซนเซอร์ไทย มุ่งเป้าสู่ระบบนิเวศเซนเซอร์อัจฉริยะของโลก
(10 กันยายน 2567) : ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทคประจำปี 2567 (NECTEC Annual Conference & Exhibitions 2024: NECTEC-ACE 2024) ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นด้าน “เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ: The Next Era of Thai Intelligent Sensors” โดยมี ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน กว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี
ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า เซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสององค์ประกอบหลักที่ขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นกุญแจสำคัญของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ที่ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกันและสื่อสารกันได้ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีผลในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้เซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังถูกใช้ในระบบขนส่งอัจฉริยะ ช่วยให้การจราจรมีความปลอดภัย สะดวกรวดเร็ว และประหยัดพลังงาน ถูกใช้ในระบบดูแลสุขภาพ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตามสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด และถูกนำมาประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรอัจฉริยะ ช่วยให้เกษตรกร สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ดังนั้นเซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการของเนคเทค ประจำปี 2567 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2024 (NECTEC–ACE 2024) โดยมุ่งเน้นประเด็น “เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ” The Next Era of Thai Intelligent Sensors ซึ่งจัดโดยเนคเทค สวทช. ถือว่ามีความสำคัญในการสนับสนุนให้ หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ภาคเกษตร สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ ร่วมทั้งการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผลักดันผลงานวิจัยไปสู่ผู้ใช้งานจริงได้อย่างยั่งยืน โดยผ่านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อยกระดับการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งสร้างสรรค์ผลงานวิจัยให้ตอบโจทย์การใช้งานภายในประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวทช. โดยเนคเทคซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้เชื่อมโยงการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผู้ประกอบการและนักลงทุน ในการสนับสนุนและถ่ายทอดผลงานวิจัยและพัฒนาไปสู่ การใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะในประเทศไทย ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ ในอุตสาหกรรม และเซนเซอร์อัจฉริยะมีความสำคัญต่ออินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และอุปกรณ์ ที่เชื่อมต่อการใช้งานเซนเซอร์อัจฉริยะจึงมีมากมาย สามารถบูรณาการเข้ากับแอปพลิเคชันที่หลากหลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยในปีต่อ ๆ ไป คาดว่าอุตสาหกรรม
เซนเซอร์อัจฉริยะจะยังคงเติบโตและสร้างสรรค์ช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาและการลงทุนในอนาคต รวมถึงช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งการพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับเทคโนโลยีเซนเซอร์ของไทยให้เป็นหนึ่งที่สำคัญในระบบนิเวศเซนเซอร์อัจฉริยะของโลก
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า งานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค หรือ NECTEC-ACE มีเป้าหมายเพื่อผลักดันเทคโนโลยีและผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยมุ่งเน้น 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ 1.Intelligent Sensors 2.Networking & Communication และ 3.AI & Big Data อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NECTEC-ACE2024 ในปีนี้นำเสนอเรื่องราวของเทคโนโลยีเซนเซอร์ ที่มีบทบาทสำคัญในยุคดิจิทัลและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและสากล ในฐานะที่เนคเทค สวทช. ได้ก่อตั้ง Thai Microelectronics Center (TMEC) เป็น MEMS Foundry แห่งแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2538 เปิดให้บริการพัฒนาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ MEMS และเซนเซอร์ ในกลุ่ม More Than Moore ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การสร้างต้นแบบ การทดสอบไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณน้อยถึงปานกลาง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านมา ได้แก่ MEMS Pressure Sensors, Silicon Particle Detector, Si MEMS Microphones, Si MEMS Gyroscopes และ Ion-Sensitive Field-Effect Transistor (ISFET) อีกบทบาทสำคัญของ TMEC คือการเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศและเสริมสร้างกำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต โดยเนคเทค สวทช. พร้อมนำองค์ความรู้ด้านเซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์ เข้าไปมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงในมิติของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการและ นักลงทุนทั่วไป ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมเสริมระบบนิเวศการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซนเซอร์อัจฉริยะภายในประเทศให้มีความพร้อมก้าวสู่ตลาดการแข่งขันในระดับสากล
ความพิเศษของการจัดงาน NECTEC-ACE 2024 ในปีนี้ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 17 ยังคงได้รับการสนับสนุน และความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนรวม 26 หน่วยงาน ที่เล็งเห็นประโยชน์ และความสำคัญในการสนับสนุน โดยมีผู้สนใจได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมาแล้วทั้งสิ้น มากกว่า 1,000 คน ซึ่งปีนี้นำเสนอเรื่องราว ในหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้องทางด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์ ให้ทุกท่านได้เห็นถึงบทบาทของเซนเซอร์อัจฉริยะที่มีบทบาทสำคัญในยุคดิจิทัล และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผ่านกิจกรรมภายในงาน ทั้งในรูปแบบการจัดสัมมนาวิชาการ และการจัดแสดงนิทรรศการ ที่ทุกท่านจะได้เรียนรู้
เกี่ยวกับสถานภาพปัจจุบัน และศักยภาพของเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะในประเทศไทย ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงมุมมองด้านนโยบายการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยพัฒนา โอกาส ความท้าทายการลงทุน ทั้งในมิติของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ใช้งาน ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม เสริมระบบนิเวศ (Ecosystem) การพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นภายในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
กิจกรรมภายในงานเต็มไปด้วยเนื้อหา สาระความรู้ เพื่อนำเสนอต่อผู้ที่สนใจทางด้านเซนเซอร์อัจฉริยะทุกท่านได้เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ประกอบด้วย
7 หัวข้อสัมมนาวิชาการ ที่ได้รวบรวมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาครัฐ และเอกชน กว่า 40 ท่าน มาร่วมนำเสนอความรู้ ความก้าวหน้า งานวิจัยและพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะครบทุกมิติทั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงด้านนโยบาย การสนับสนุน โอกาสการลงทุน และการเติบโตในอนาคต
50 บูธนิทรรศการ แสดงผลงานวิจัยพัฒนาด้านเซนเซอร์อัจฉริยะ จากเนคเทค สวทช. ที่พร้อมตอบโจทย์การประยุกต์ใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม และงานวิจัยขั้นสูงสู่อนาคตเทคโนโลยีเซนเซอร์ พร้อมด้วยผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม สถาบันการศึกษา ร่วมนำนวัตกรรม บริการ โซลูชัน มาตรการสนับสนุน เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมเซนเซอร์ในประเทศ
โดยภายหลังการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ สามารถติดตามบันทึกการสัมมนาย้อนหลังและข้อมูลนิทรรศการผลงานวิจัย ได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2024 ตั้งแต่ 30 กันยายน 2567 เป็นต้นไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม Singapore Market Insight Master Class & Sustainability Business by UOB โครงการ Innovation Driving Export (IDEx.)
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID) ร่วมกับ ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITAP) และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย
.
ขอเชิญลงทะเบียนเข้าร่วมอบรม Singapore Market Insight Master Class & Sustainability Business by UOB
ภายใต้โครงการ เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยยุคใหม่เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ Innovation Driving Export (IDEx.)
.
รับฟังโอกาสในการเปิดตลาดสิงคโปร์
วันที่ 16 กันยายน 2567 เวลา
เวลาา 13.00 - 16.00น.
ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5, อาคาร UOB Plaza Bangkok
รับจำนวนจำกัด
.
ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/1hkntXMSShnjBLtc7
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โทร. 0 2564 7000 ต่อ 71746, 71748, 71749
อีเมล: idex@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)
🎯พลาดไม่ได้!!! รุ่นที่ 17 เปิดแล้ว"🎉"🎉 ลงทะเบียนก่อนเต็ม!!!
สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมฝึกอบรม "Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)"
.
🗓📌27-28 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ หรือเทียบเท่า
.
🌎Key Highlights
✅️เจาะลึก Infographic ที่ดีเป็นอย่างไร
✅️ออกแบบ สร้างสื่อในยุคเทคโนโลยี Digital Content ข้อมูลอันซับซ้อนในเวลาจำกัดได้อย่างไร
✅️นำเสนอแบบ Infographic ให้สวยงาม เข้าใจง่าย อย่างรวดเร็ว ด้วยองค์ประกอบศิลป์
✅️เสริมภาพลักษณ์สำหรับสื่อให้โดนใจอย่างสร้างสรรค์
✅️บรรยาย พร้อมฝึกปฏิบัติเข้ม เน้น Pick Up พร้อมเทคนิค Trip & Tip ในการออกแบบต่างๆ สำหรับการทำ Infographic
.
ค่าลงทะเบียน ท่านละ 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) หน่วยงานภาครัฐ ท่านละ 9252.34 บาท
**ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการเรียน
และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการฝึกอบรม**
.
🆙ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://www.career4future.com/info/
📲สอบถามข้อมูล 08 5289 2669 (คุณใหม่) 0 2644 8150 ต่อ 81897 E-Mail : bas@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย
📌 1) เกี่ยวกับอะไร ?
การพัฒนากระบวนการขึ้นรูปแผ่นเจลยางพารารูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกระจายแรงได้ดี และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง โดยการผลิตแผ่นเจลรูปแบบนี้จะใช้ลำอิเล็กตรอนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดในการวัลคาไนเซชัน (vulcanization) หรือทำให้เกิดปฏิกิริยาเชื่อมขวางระหว่างสายโซ่ยาง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแรงและทนทานโดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการวัลคาไนเซชันเหมือนกระบวนการผลิตทั่วไป
การผลิตด้วยวิธีใหม่นี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้าง (สารบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง) กลิ่นไม่พึงประสงค์ และการก่อให้เกิดการระคายเคืองจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเป็นที่ยอมรับในตลาดสุขภาพและการแพทย์มากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย
📌 2) ดีอย่างไร ?
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แผ่นเจลรองนั่งที่นักวิจัยไทยออกแบบและพัฒนากระบวนการผลิต คือ มีความสามารถในการกระจายแรงสูง ลดแรงกดทับได้มากกว่าร้อยละ 50 ทำให้ช่วยลดอาการปวดเมื่อยบริเวณก้นกบและหลังส่วนล่างจากการนั่งเป็นเวลานานได้ดี มีคุณลักษณะเด่นที่ทำให้ผู้นั่งรู้สึกเย็นสบายแม้จะผ่านการนั่งทับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังไร้กลิ่นสารเคมีและไร้สารก่อมะเร็ง
📌 3) ตอบโจทย์อะไร ?
ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย รวมถึงช่วยเปิดตลาดและฐานลูกค้าใหม่โดยเฉพาะสุขภาพและการแพทย์
📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ?
พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา’ ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย ไร้กลิ่นสารเคมี ไร้สารก่อมะเร็ง
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ITAP และ BID สวทช. จัดสัมมนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการส่งออกให้SME ในตลาดเกิดใหม่แถบตะวันออกกลาง อินโดฯ และอินเดีย หวังพลิกโฉมผู้ประกอบการไทย สู่เวทีโลก
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และ ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) จัดสัมมนาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SME ในตลาดต่างประเทศ ตอนที่ 1: เจาะตลาดตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารสำนักงานกลาง อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับผู้ประกอบการยุคใหม่ได้มีแนวทางในการเจาะตลาดการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งมีผู้ประกอบการ SME ที่สนใจส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 50 ราย
นางสาวพีชยา จิระธรรมกิจกุล ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสุขภาพ (FAH) โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. เปิดเผยว่า โปรแกรม ITAP จัดสัมมนาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SME ในตลาดต่างประเทศ ตอนที่ 1: เจาะตลาดตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและอุปสรรคของตลาดเกิดใหม่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย พร้อมกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง คือ ดร.เกริกเกียรติ ศรีเสริมโภค ร่วมกับผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับธุรกิจในการส่งออกไปยังต่างประเทศ
โปรแกรม ITAP สวทช. มีกิจกรรมภายใต้โครงการเพื่อพลิกโฉม SME ไทย สู่เวทีโลก ด้วยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยในการส่งออกและการเติบโตของธุรกิจ เช่น การใช้ Digital Tools เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกของตลาดโลก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SME ด้านบรรจุภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและมาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) และการประยุกต์ใช้ Generative AI สำหรับธุรกิจ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถขอรับการสนับสนุนในโจทย์การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกของบริษัทในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น การพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การทำวิจัยตลาด (Market Research) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการส่งออก เป็นต้น
ด้านวิทยากร ดร.เกริกเกียรติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท ไซแอนทิฟิก เทรดดิ้ง รีเสิร์ช จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง ชี้ให้เห็นภาพอุปสรรคและโอกาสสำคัญในการทำตลาดส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ว่า ก่อนอื่นผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจและศึกษาถึงพฤติกรรมตลาดและผู้บริโภค กฎหมายระเบียบและ มาตรการการกีดกันทางการค้า รวมถึงภาษา วัฒนธรรมและความเชื่อของแต่ละประเทศ และต้องทราบถึงโอกาสของตลาดเกิดใหม่ว่า มีความน่าสนใจในด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร ขนาดของประชากร ขนาดของตลาดทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมถึงภาพลักษณ์และคุณภาพของสินค้าไทยด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการส่งออกและการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังชี้เห็นถึงกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพว่า ควรจะเริ่มตั้งแต่การทดสอบตลาด การหาพันธมิตรที่ใช่ การทำตลาด และการขยายตลาดแบบยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศด้วยการเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี ได้ที่โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. โทร. 0 2564 7000 ต่อ ITAP (ไอแทป) อีเมล itap@nstda.or.th และเว็บไซต์ www.itap.nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา “Automation in QC and Digital Lab.”
📢 องค์กรที่สนใจปรับปรุง “ระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติแบบอัจฉริยะ” เพื่อยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ควรพลาด! กับงานสัมมนา “Automation in QC and Digital Lab.” โดย สวทช.
📌 วันที่ 12 ก.ย. 67 นี้ เวลา 13.00 - 16.00 ณ งาน Thailand LAB International 2024 ห้องประชุม MR219 ไบเทค บางนา (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)
------------
พบกับการบรรยายพิเศษ:
✅ อุตสาหกรรม 4.0 และความสำคัญการยกระดับระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติการ
✅ เทคโนโลยีเพื่อยกระดับระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติการแบบอัจฉริยะ
✅ แนะนำ ใหม่! NomAdML: แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ด้าน Computer Vision
✅ แนะนำ IDA: ระบบแพลตฟอร์มไอโอทีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม และแคมเปญทุนสนับสนุนใหม่
✅ แนะนำ Smart DAQ: อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลในโรงงานอุตสาหกรรม
-------------
💥สิทธิพิเศษภายในงาน
- ฟรี! รับคำปรึกษาการนำเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติ
- ฟรี! ทดลองใช้ NomAdML: แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ด้าน Computer Vision
- ฟรี! รับคำปรึกษาแนวทางยกระดับองค์กรของท่านสู่อุตสาหกรรม 4.0
- รับทุนสนับสนุนการนำ “IDA” และระบบ “Computer Vision” ไปใช้ในโรงงานของท่าน จาก สวทช.***
-------------
📍ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ QR Code ภายใน Poster
หรือลงทะเบียนได้ที่ลิงค์นี้ >> https://forms.gle/zM6NHjsLtpgC6v416
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์
BRC@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ไม่หยุดแค่ปัญหาเมือง ! Traffy Fondue ขยายผลเพิ่ม ‘ประเภทเรื่องแจ้ง’ ปัญหาอาคาร/ไฟฟ้า/จราจร
น่าทึ่งมาก ! ที่ตอนนี้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) มีสถิติเรื่องแจ้งทั่วประเทศใกล้ครบ 1 ล้านเรื่องแล้ว โดยข้อมูลในเดือนกรกฎาคม 2567 รับเรื่องแจ้งแล้ว 947,769 เรื่อง แถมเรื่องแจ้งได้รับการแก้ไขถึง 733,372 หรือคิดเป็น 77% และใช้เวลาแก้ปัญหาเร็วขึ้นเฉลี่ยถึง 4 เท่า นับเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจนำแพลตฟอร์มไปประยุกต์ใช้เพิ่มช่องทางรับแจ้งปัญหา ช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้สะดวกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาผ่าน LINE Chatbot แบบอัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครนำไปใช้เป็นเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง สร้างกระแสความสนใจเป็นอย่างมาก จนเกิดการขยายผลการใช้งานไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ล่าสุดได้ขยายความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ช่วยเพิ่ม 3 ประเภทเรื่องแจ้งตามภารกิจของหน่วยงานให้แก่ประชาชน
“เรื่องแรกคือการรับแจ้งปัญหาภายในอาคาร โดยขณะนี้นำร่องใช้งานในอาคารสำนักงานรัฐสภา หากผู้ใช้งานในอาคารพบปัญหา เช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ห้องน้ำไม่สะอาด แอร์ไม่เย็น หรืออุปกรณ์ในห้องประชุม ไม่ว่าจะไมโครโฟน คอมพิวเตอร์มีปัญหา สามารถแจ้งปัญหาผ่าน LINE Official : @Traffyfondue ได้ทันที ในอนาคตตั้งเป้าขยายผลการใช้งานไปยังอาคารสำนักงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล คอนโด และสถานที่ราชการ เพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการแจ้งปัญหาที่พบได้ทันที และช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลผู้ใช้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สอง คือ ปัญหาไฟฟ้าและพลังงาน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาการให้บริการไฟฟ้าสำหรับประชาชน ผ่าน Line Official “กกพ. รับแจ้งปัญหา” หรือ ไอดีไลน์ @ERCvoice
ดร.วสันต์ เล่าว่า สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงานมีบทบาทหน้าที่กำกับการให้บริการไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งมีความมุ่งหวังอยากยกระดับการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนด้วยระบบดิจิทัล จึงใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เปิดช่องทางการแจ้งปัญหาในรูปแบบ Line Official ช่วยให้ประชาชนที่พบปัญหา เช่น ไฟตก ไฟดับ มิเตอร์ไฟมีปัญหา หม้อแปลงระเบิด รวมถึงเหตุฉุกเฉินสามารถแจ้งผ่านไลน์ได้ทันที ทำให้ประชาชนติดต่อสื่อสารได้สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
“สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สาม คือ จราจร อุบัติเหตุ และสินบน ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้สถานีตำรวจทั้ง 1,484 โรงพักทั่วประเทศ นำ Traffy Fondue มาใช้งานรับแจ้งเหตุความเดือดร้อนของประชาชนผ่าน LINE Official : @Traffyfondue เช่นเดียวกัน โดยสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่เริ่มนำคิวอาร์โค้ดไปประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนเพื่อเพิ่มช่องทางในการแจ้งเหตุ นอกเหนือจากการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายทางโทรศัพท์ ทั้งนี้จากข้อมูลสถิติเรื่องแจ้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเดือนกรกฎาคม 2567 พบว่ามีประชาชนแจ้งเรื่องเข้ามาแล้วมากกว่า 113,000 เรื่อง และดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นมากกว่า 92,000 เรื่อง หรือคิดเป็น 80% สำหรับตัวอย่างของการแจ้งปัญหา เช่น มีรถสองแถวจอดกีดขวางทางจราจรสาธารณะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องแจ้งและดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้รถสองแถวเคลื่อนย้ายรถไม่ให้กีดขวางได้อย่างรวดเร็ว”
Traffy Fondue นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การแจ้งปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องง่าย แจ้งจบได้ภายในนาทีเดียว ช่วยประหยัดเวลา และติดตามการแก้ปัญหาได้สะดวก อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับหน่วยงานที่สนใจสามารถนำ Traffy Fondue ไปประยุกต์ใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์ข้อมูล Traffy Fondue หรือ https://info.traffy.in.th
มาร่วมพลิกโฉมสังคมไทยสู่สังคม ‘เมืองอัจฉริยะ’ ด้วย ‘แพลตฟอร์ม Traffy Fondue’
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


