ผลการค้นหา :
สพฉ. ผนึก ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลเพื่อการแพทย์ฉุกเฉิน
(17 ตุลาคม 2567) ณ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) และ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด ลงนามและแถลงข่าวความร่วมมือความพร้อมด้านดิจิทัลเพื่อการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการในพิธีลงนามความร่วมมือด้านดิจิทัลเพื่อการแพทย์ฉุกเฉิน ระหว่างสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กับบริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด และระหว่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานกรรมการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด ศาสตราจารย์ พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม เพื่อพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มการแพทย์ฉุกเฉินที่ทันสมัยอย่างครบวงจร ยกระดับระบบการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุน โดยได้ผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ช่วยพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล หรือ iDEMS ที่จะครอบคลุมทั่วประเทศ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมทีมงานจากศิริราช ช่วยพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ หรือ SAVER (Smart Approach Vital Emergency Responses) ช่วยทำให้ทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันทีที่มีการแจ้งเหตุ ด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เกิดเหตุในทุกที่ ได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการจัดการข้อมูลทางการแพทย์
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สพฉ. ศิริราชวิทยวิจัย และสวทช. ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล iDEMS โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ครอบคลุม มีคุณภาพสูง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อไปได้ในวงกว้าง”
ด้าน เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล เมื่อมีประชาชนขอความช่วยเหลือผ่านโทรศัพท์ เบอร์ 1669 ผู้ปฏิบัติการในศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการสามารถทราบเบอร์โทร และตำแหน่งของผู้แจ้งเหตุ และตอบสนองได้ทันที อีกทั้งสามารถมองเห็นผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุผ่านการโทร VDO call เพื่อให้คำแนะนำการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องก่อนรถพยาบาลไปถึง ส่งผลให้สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้”
ด้าน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานกรรมการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด ได้กล่าวถึง “ภารกิจที่สำคัญของศิริราชวิทยวิจัย คือ ทำให้นวัตกรรมในศิริราชเกิดประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุด ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของสถาบันการศึกษา นอกเหนือจากเรื่องการเรียนการสอน การสร้างบุคลากรจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ การทำความร่วมมือกับ สพฉ. นี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาสร้างประโยชน์กับระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในประเทศ”
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด กล่าวว่า “บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด หรือ ศิวิทย์ เป็นวิสาหกิจศิริราช ที่กำเนิดจากศิริราชมูลนิธิ มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อสังคม การทำความร่วมมือนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล SAVER: Smart Approach Vital Emergency Responses ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อการวิจัย และเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีเป้าหมายในการสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม จนสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับการร่วมมือครั้งนี้ สวทช. กับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) และภาคีเครือข่าย มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม iDEMS ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการ และเพิ่มอัตราการรับรู้ทางด้านการดูแลป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉินให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับเรื่องและสั่งการฉุกเฉินทางการแพทย์ ให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้รวดเร็วมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนในการสอบถามและนำเข้าข้อมูล และติดตามการปฏิบัติงานเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาลได้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาแพลตฟอร์ม iDEMS ครั้งนี้เป็นการยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้เป็นระบบที่มีความสากล ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ ให้ได้รับการรักษาเบื้องต้นได้ทันท่วงที”
แพลตฟอร์ม iDEMS มีการพัฒนาในส่วนของ “ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล” ซึ่ง สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของการให้บริการระบบโทรศัพท์ (Call Center) ที่สามารถแจ้งเหตุได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว (Total Conversation) และยังมีเทคโนโลยี AI ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น การช่วยแปลภาษา การช่วยคัดกรองอาการ และการแนะนำรถปฏิบัติการที่อยู่ใกล้ ทำให้ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงบริการการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและเท่าเทียมกัน และมีการพัฒนาในส่วนของ “ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลสำหรับผู้ป่วยในรถพยาบาล หรือ Emergency Telemedical Direction สำหรับการกู้ชีพในภาวะวิกฤตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ Data Gateway” ที่ สวทช. พัฒนาให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลจากอุปกรณ์หลายชนิด เช่น อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ปริมาณออกซิเจน กล้อง BodyCam (CCTV ติดตัวเจ้าหน้าที่) และอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ได้สะดวกรวดเร็ว ทำให้แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินอาการผู้ป่วยในขณะนำส่งโรงพยาบาลได้แบบ Real Time
ทั้งสองระบบนี้ จะช่วยให้ประเทศสามารถลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และการนำเข้าเทคโนโลยีสารสนเทศจากต่างประเทศ ยกระดับการรับแจ้งเหตุและการสั่งการของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะวิกฤติขณะนำส่งโรงพยาบาล ตอบโจทย์ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมยุคไทยแลนด์ 4.0 และและสอดรับกับนโยบายด้านดิจิทัลของรัฐบาล
“สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย และเชื่อว่าการขยายผลการใช้งานระบบ iDEMS ในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล (SAVER) ของมหาวิทยาลัยมหิดล จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน บุคคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนา AI เชื่อมโยง ‘ผู้ให้’ กับ ‘ผู้รับบริจาคอาหาร’ มุ่งลดความสูญเปล่าอาหารส่วนเกิน
ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีประชากรรายได้น้อยและผู้ประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารคุณภาพมากถึง 3.8 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2559 มูลนิธิ SOS Thailand หรือ Scholars of Sustenance Foundation, Thailand ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องการบริจาคอาหารกับผู้ต้องการรับบริจาคอาหาร เพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยและแก้ไขปัญหาอาหารส่วนเกินซึ่งเป็นตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อน ปัจจุบันมูลนิธิได้ช่วยส่งต่ออาหารไปแล้วกว่า 9.8 ล้านกิโลกรัมหรือคิดเป็น 41.3 ล้านมื้ออาหาร โดยส่งมอบให้แก่ชุมชนมากกว่า 3,750 แห่ง ช่วยลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการฝังกลบได้เกือบ 25,000 ตัน (ตามการรายงานของ SOS Thailand)
[caption id="attachment_62292" align="aligncenter" width="650"] ตัวอย่างอาหารที่ได้รับบริจาค อาหารปรุงสุกแล้วที่เหลือจากการจำหน่าย[/caption]
[caption id="attachment_62291" align="aligncenter" width="650"] ตัวอย่างอาหารที่ได้รับบริจาค ผักผลไม้สดที่ผ่านการคัดทิ้งเนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานสำหรับการจำหน่าย[/caption]
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ SOS Thailand ดำเนินงานได้สะดวกและรวดเร็ว มีความพร้อมที่จะขยายการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่ยังคงต้องการความช่วยเหลือมากยิ่งขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ช่วยแนะนำการจับคู่ความต้องการระหว่างผู้บริจาคกับผู้ขอรับบริจาคอาหารแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระและเวลาการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยการวิจัยและพัฒนานี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
[caption id="attachment_62286" align="aligncenter" width="640"] ดร.นันทพร รติสุนทร นักวิจัยทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.นันทพร รติสุนทร นักวิจัยทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า ทีมวิจัยได้นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะที่ได้จากการพัฒนาระบบ Thai School Lunch หรือระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติที่เปิดให้บริการแก่สถานศึกษาทั่วประเทศไทย มาต่อยอดพัฒนาสู่แพลตฟอร์มจับคู่ความต้องการระหว่างผู้บริจาคกับผู้ขอรับบริจาคอาหารแบบอัตโนมัติ กลไกหลักคือเมื่อผู้บริจาค เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารขนาดใหญ่ ยื่นความประสงค์บริจาคอาหารผ่าน Cloud Food Bank หรือช่องทางรับบริจาคต่าง ๆ ของ SOS Thailand ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภทอาหาร ปริมาณอาหาร ปริมาณความต้องการอาหาร (คำนวณจากจำนวนผู้ต้องการอาหารจากแต่ละชุมชน) รวมถึงข้อจำกัดด้านการขนส่งของ SOS Thailand โดยอัตโนมัติ จากนั้น AI จะวิเคราะห์และแนะนำตัวเลือกการจัดสรรอาหารบริจาค พร้อมตารางเส้นทางรับส่งอาหาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจบริหารจัดการอาหารบริจาคแต่ละวันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
[caption id="attachment_62287" align="aligncenter" width="650"] ภาพตัวอย่างจากแพลตฟอร์ม[/caption]
[caption id="attachment_62295" align="aligncenter" width="650"] ภาพตัวอย่างจากแพลตฟอร์ม[/caption]
[caption id="attachment_62294" align="aligncenter" width="650"] ภาพตัวอย่างจากแพลตฟอร์ม[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนทดสอบใช้งานร่วมกับมูลนิธิ SOS Thailand ซึ่งคาดว่าจะพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบภายในสิ้นปีนี้ ระบบนี้จะช่วยสนับสนุนให้ทีม SOS Thailand ขยายผลการดำเนินงานไปยังนอกพื้นที่บริการหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และนครราชสีมาได้ง่ายยิ่งขึ้น (การขยายผลมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน แพลตฟอร์มที่ทีมวิจัยช่วยพัฒนาเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนหนึ่งเท่านั้น) นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์ม AI นี้ให้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการอาหารบริจาคไปยังกลุ่มคนเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ โดยจะร่วมกับโครงการ BKK Food Bank ของกรุงเทพมหานคร ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรอาหารบริจาคทั้งอาหารสดและอาหารแห้ง
ดร.นันทพร เล่าต่อว่า นอกจากเทคโนโลยีข้างต้น ทีมวิจัยยังได้พัฒนาระบบสร้างแคมเพนบริจาคอาหาร ซึ่งจะเปิดรับบริจาคอาหารจากทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไปในพื้นที่ที่มีความต้องการอาหารแบบเฉพาะกิจ เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารประเภทที่ต้องการมากเพียงพอสำหรับจัดส่งให้แก่ผู้ที่มีความต้องการอาหารเหล่านั้นอย่างเร่งด่วน เช่น ผู้ประสบภัยธรรมชาติ
“ในขั้นตอนถัดไปของการดำเนินงาน ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการขยายการดำเนินงานของ SOS Thailand ให้ครอบคลุมไปยังพื้นที่เมืองรอง ภายใต้แผนการจัดตั้ง National Food Bank และในอนาคตจะพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ให้มุ่งเน้นการจัดสรรอาหารบริจาคตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะให้แก่ผู้รับบริจาคอาหารในแต่ละพื้นที่ และยังเป็นการส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
“การพัฒนาและการใช้งานระบบ Cloud Food Bank รวมถึงแพลตฟอร์ม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งค่าอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน ค่าเช่าพื้นที่คลาวด์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการ ดังนั้น SOS Thailand จึงมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเพื่อให้ดำเนินภารกิจต่อไปได้ในระยะยาว และยังเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 2 การขจัดความหิวโหย และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน” ดร.นันทพร กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนเงินทุนเพื่อการขับเคลื่อนภารกิจของ SOS Thailand ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.scholarsofsustenance.org/support-sos ส่วนผู้ที่สนใจการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการจัดการอาหารส่วนเกิน หรือสนใจนำระบบดิจิทัลนี้ไปใช้งาน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2546 หรืออีเมล nantaporn.ratisoontorn@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และ shutterstock
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
โครงการรวมพลังเสริมแกร่งธุรกิจไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง (Empowering Local-Global Synergy Program) หลักสูตรอบรมเข้มข้นเพื่อยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรม
🔆เปิดรับสมัครโครงการรวมพลังเสริมแกร่งธุรกิจไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง (Empowering Local-Global Synergy Program) หลักสูตรอบรมเข้มข้นเพื่อยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรม
.
📌อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ร่วมกับ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand: SWP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าการพัฒนาระบบกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคกลาง-ตะวันตก เปิดรับสมัครนักวิจัย/ผู้ประกอบการ/ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจเทคโนโลยี เข้าร่วม “โครงการรวมพลังเสริมแกร่งธุรกิจไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง (Empowering Local-Global Synergy Program)” เพื่อส่งเสริมศักยภาพบุคลากรให้สามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง (Technology Transfer) จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
.
🎯หากคุณคือ
👨⚕️ Technologist: นักวิจัย/อาจารย์ที่มีงานวิจัย และเชี่ยวชาญในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
🙎🏻♂️Industrialist: ผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับธุรกิจไปสู่ระดับโลก
👨💼 Innovation Builder: นักปั้นมือทอง/ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงและการตลาด
.
🚩กลุ่มอุตสาหกรรม/เทคโนโลยีเป้าหมาย
🌐เซ็นเซอร์ AI ดิจิทัล และไมโครอิเล็กทรอนิกส์
🍀กลุ่มเกษตรและอาหาร
🧬ไบโอเทคโนโลยี
✨นาโนเทคโนโลยี
.
💥รายละเอียดโครงการ
🔹กิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับทักษะผู้เข้าร่วมโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญ
🔸การนำเสนอโครงการ (Pitching) เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดสู่การเดินทางไปทำงานร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศ
🔹การศึกษาและพัฒนาทักษะโดยผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยและการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศเป้าหมาย
🔸การออกแบบเครื่องมือหรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการพัฒนาข้อเสนอโครงการและแผนธุรกิจ (Business Plan) เป็นต้น
.
🌟โอกาสที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ
🔹การต่อยอดธุรกิจหรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
🔸การขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
🔹การศึกษาดูงาน รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง (Technology Transfer) จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ
🔸การเข้าถึงเครือข่ายนักวิจัย งานวิจัยขั้นสูง และเครือข่ายพันธมิตรผู้ประกอบการ
.
🔴เปิดรับสมัคร: วันนี้ - 31 ตุลาคม 2567
🔵ประกาศผลการคัดเลือก: 12 พฤศจิกายน 2567
🟣ระยะเวลาการอบรม: 20 พฤศจิกายน 2567 - พฤษภาคม 2568
.
👉🏻รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://swpark.or.th/local-global
.
📞สอบถามข้อมูล
02-583-9992 ต่อ 81442 / คุณจิราวรรณ
e-Mail: local-global@swpark.or.th
.
‼️หมายเหตุ - ใบสมัครเข้าร่วมโครงการฯ นี้ เป็นการรวบรวมข้อมูลความรู้/ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญและทักษะ โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นความลับไม่เปิดเผย
ปฏิทินกิจกรรม
‘ศุภมาส’ นำคณะผู้บริหารกระทรวง อว. ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง
(วันที่15 ตุลาคม 2567) ที่บริเวณชั้น 1 อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเชิญแจกันดอกไม้ถวายพระพร ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง โดยมีคณะผู้บริหารและหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ร่วมลงนามถวายพระพร อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด อว. ร่วมลงนามถวายพระพร
สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี 3 จุด ได้แก่ ที่บริเวณชั้น 1 อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารวิจัยเคมี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ และที่ชั้น 1 อาคารสำนักงาน พระตำหนักจักรีบงกช อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.30 น.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญร่วมงานครบรอบ 24 ปี แห่งการก่อตั้ง CENTEX SHRIMP
ขอเชิญร่วมงานครบรอบ 24 ปี แห่งการก่อตั้ง CENTEX SHRIMP
..
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญผู้สนใจในกลุ่มอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งและปลา เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนเครือข่ายวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงานครบรอบ 24 ปี แห่งการก่อตั้งหน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง (CENTEX SHRIMP) “Celebrating 24 years of excellence: Premier Science, Premium Aquaculture by CENTEX SHRIMP” ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 08.30 - 16.45 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 1 อาคารสตางค์มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท)
.
ภายในงานพบกับการบรรยายและเสวนาในหลายหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การก่อตั้ง จนถึงปัจจุบัน และแนวทางในอนาคต ของ CENTEX SHRIMP พร้อมการนำเสนองานวิจัยเด่นและนิทรรศการโปสเตอร์งานวิจัย ผู้สนใจเชิญมาร่วมสร้างพลังแห่งเครือข่ายวิจัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปด้วยกัน ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/zW1D8bMaXe3zA2wN7 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิการตอบรับโดยผู้จัดงาน)
#centexshrimp #24yerasCentexShrimp #เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ #ไบโอเทค #สวทช
ปฏิทินกิจกรรม
ผู้บริหาร อว. เยือน Haneda Innovation City และเจรจาความร่วมมือกับเมืองโอตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) นำคณะผู้บริหารและคณาจารย์ปฏิบัติภารกิจหารือความร่วมมือและสร้างเครือข่าย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2567 โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล และศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์ พร้อมด้วยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในโครงการ TAIST-Tokyo Tech ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เยือนศูนย์นวัตกรรม Haneda Innovation City เมืองโอตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 10 ตุลาคม 2567 โดยมี นายซูซูกิ อาคิมาซะ นายกเทศมนตรีเมืองโอตะ และนายมาซาฮิโระ คาวาโนะ ประธานหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมเมืองโอตะ พร้อมคณะผู้บริหารเมืองโอตะและผู้แทนจาก Institute of Science Tokyo ให้การต้อนรับและเจรจาความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์สู่ภาคอุตสาหกรรม
ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รูปแบบการสนับสนุนการวิจัยของบริษัทและการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่นและเมือง มีการอธิบายถึงโครงสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการเติบโตของบริษัท Start up และความสำเร็จในการพัฒนาเมืองนวัตกรรมโดยมีจุดที่น่าสนใจ คือ การปรับสมดุลการใช้พลังงานระหว่างกลางวันและกลางคืนอย่างเหมาะสม และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถส่งเสริมการเติบโตในอนาคต มีหน่วยให้การสนับสนุนบริษัทในการดำเนินธุรกรรมและให้คำปรึกษาในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ทางเมืองโอตะได้เชิญชวนให้ไทยมาตั้งหน่วยงานใน Haneda Innovation City อีกด้วย
การหารือความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งศูนย์นวัตกรรม Haneda Innovation City มีความยินดีและพร้อมจะร่วมมือกับประเทศไทยในการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ร่วมกันอีกด้วย ภายหลังการหารือผู้บริหารเมืองโอตะ ได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการ Ota Research and Development Fair ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 14 มีผู้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการมาจากภาคการศึกษาและภาคการผลิตในอุตสาหกรรมระดับสูงของประเทศญี่ปุ่น
ศูนย์นวัตกรรม Haneda Innovation City เป็นโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามนโยบายยุทธศาสตร์แห่งชาติเขตเศรษฐกิจพิเศษ (The National Strategic Special Zones) ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เขตโอตะ กรุงโตเกียว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในญี่ปุ่น ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน เป็นแหล่งรวบรวมศูนย์วิจัยและทดลองเทคโนโลยีล้ำสมัยด้านการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robotics) เทคโนโลยีทางการแพทย์ สถานีไฮโดรเจน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมร้านค้า โรงแรม สำนักงาน ศูนย์จัดการประชุมและการแสดงที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นไว้ด้วยกันเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีและวัฒนธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมของงานพัฒนากำลังคน
ปลัด อว. นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567
(เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2567) ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลฯ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทย ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า "วันนวมินทรมหาราช" และกำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ สร้างความผาสุขร่มเย็นให้แก่บ้านเมือง นำมาซึ่งความเป็นปึกแผ่นและเจริญก้าวหน้าของชาติไทยจวบจนถึงปัจจุบัน แม้การเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 จะล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน พสกนิกรทุกหมู่เหล่ายังล้วนคำนึงถึงด้วยความสำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างไม่รู้ลืมเลือน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศุภมาส รมว.อว. นำผู้บริหารและคณาจารย์เยือนและเจรจากระชับความร่วมมือโครงการ TAIST-Science Tokyo ณ ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณาจารย์มหาวิทยาลัยไทยในโครงการ TAIST-Tokyo Tech ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางเยือน Institute of Science Tokyo กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย ศาสตราจารย์ ดร.นาโอโตะ โอทาเกะ อธิการบดีและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ศาสตราจารย์ นพ.ยูจิโระ ทานากะ อธิการบดีและประธานเจ้าหน้าที่วิชาการ Institute of Science Tokyo นำคณะผู้บริหารสถาบันให้การต้อนรับและเจรจาหารือแนวทางการผลักดันความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัยร่วมกัน
ในการนี้ คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้ร่วมแสดงความยินดีกับฝ่ายญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสการควบรวมระหว่าง Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) และ Tokyo Medical and Dental University (TMDU) และเปลี่ยนชื่อสถาบันเป็น Institute of Science Tokyo ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ทำให้สถาบันมีความเข้มแข็งและความหลากหลายทางวิชาการมากขึ้น โดยโครงการความร่วมมือ TAIST-Tokyo Tech ระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น TAIST-Science Tokyo ด้วย การเจรจาความร่วมมือได้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ทิศทางการผลิตบัณฑิตในช่วงต่อไปของโครงการซึ่งกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการผลิตกำลังคนที่มีทักษะสูงด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้านเซมิคอนดักเตอร์ และด้าน AI เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ที่ประชุมได้มีการสร้างความเข้าใจร่วมกันในรูปแบบการดำเนินโครงการซึ่งเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีเพียง Tokyo Tech (เปลี่ยนชื่อเป็น Institute of Science Tokyo) สวทช. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย 6 แห่ง โดยมี วช. เข้ามาร่วมเป็นผู้ให้ทุนในการดำเนินโครงการและมีแผนจะขยายเครือข่ายมหาวิทยาลัยของไทยเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นหากทาง Institute of Science Tokyo สามารถรองรับได้ และจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยไทยขึ้นเป็นหลักสูตรปริญญาควบคู่ (double degree) หรือระดับปริญญาเอกร่วมกับ Institute of Science Tokyo ในอนาคต นอกจากนั้นยังมีการหารือแผนการพัฒนาหลักสูตรใหม่ด้าน Biomedical Engineering ในโครงการ TAIST-Science Tokyo อีกด้วย
ภายหลังการหารือ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้แทนจากประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยใน Institute of Science Tokyo ได้เข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ รวมถึงให้โอวาทโดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
“การที่นักศึกษาทุกคนได้มาศึกษา ณ ที่แห่งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศชาติ พวกคุณคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใส การมาศึกษาต่อในต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่การได้เรียนรู้ในห้องเรียน แต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ ได้มีโอกาสพบเจอผู้คนและวัฒนธรรมที่หลากหลาย และที่สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบ และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่นักศึกษาจะได้รับจาก Tokyo Tech จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต”
จากนั้นช่วงบ่าย คณะผู้แทนจากประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยของ Institute of Science Tokyo อาทิ ห้องปฏิบัติการวิจัยทางด้านการจำลองหุ่นยนต์ผ่าตัด ห้องปฏิบัติการวิจัยทางด้านพัฒนาหุ่นยนต์สำรวจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ห้องปฏิบัติการวิจัยการออกแบบหุ่นยนต์ และห้องปฏิบัติการวิจัยทางด้านพลังงานทดแทน โดยนำไปสู่การสร้างความร่วมมือทางด้านงานวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
โครงการ TAIST-Tokyo Tech (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น TAIST-Science Tokyo) เป็นโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาและวิจัยร่วม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสถาบันการศึกษาไทยในโครงการ ร่วมกับ Institute of Science Tokyo เพื่อผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทที่มีศักยภาพสูงในการวิจัย ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกันมาเป็นเวลา 17 ปี ขยายผลจนมีการผลิตบัณฑิตแล้วมากกว่า 600 คน โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผนึกพันธมิตร เปิดกิจกรรม “ขยะกำพร้าสัญจร ครั้งที่ 2”
(วันที่ 11 ตุลาคม 2567) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.: ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้บริหารอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดกิจกรรม "ขยะกำพร้าสัญจร ครั้งที่ 2" โดยความร่วมมือระหว่าง อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ส่งมอบขยะกำพร้าให้กับ บริษัท เอ็น15 เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำด้านการจัดการขยะเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยคุณสมบูรณ์ กิตติอนงค์ รองกรรมการผู้จัดการ- N15 Technology ผู้บริหาร BEM คือ คุณมณเฑียร คำไพเราะ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนวิศวกรรมทางพิเศษ และคุณวุฒิชัย โกศลสุรศักดิ์กุล ผู้จัดการส่วน ส่วนระบายน้ำและสิ่งแวดล้อม พนักงานและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงานเข้าร่วมงาน โดยกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักและพฤติกรรมการคัดแยกขยะภายในประชาคม อวท. รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง และนำขยะไปผ่านเทคโนโลยี RDF เพื่อเป็นขยะเชื้อเพลิง หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเป็นขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ไม่ใช่ขยะเปียก และไม่ใช่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งในงานเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรมมีประชาชนมาร่วมส่งขยะที่สามารถแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้กว่า 33 ราย เป็นขยะที่สามารถแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงได้ รวม 2,120 กิโลกรัม ขยะรีไซเคิล (ขวด PET พลาสติกประเภทอื่นๆ โลหะ กระดาษ) รวม 50 กิโลกรัม ขยะรีไซเคิลทั้งหมดเข้ากระบวนการแปรรูปจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 190.83 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขยะกำพร้าเข้ากระบวนการ RDF จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,918.40 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับการอยู่ในกองขยะแบบตื้น โดยจะนำรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายขยะรีไซเคิลไปมอบให้กับโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สภากาชาดไทย
สอบถามรายละเอียดและติดตามกิจกรรม “ขยะกำพร้าสัญจร” ครั้งต่อไปได้ที่ ดร. นรมน อินทรานนท์ อีเมล noramon.int@nstda.or.th โทร. 02564-7000 ต่อ 5397 นอกจากนี้ สามารถดูรายละเอียดประเภทของขยะกำพร้าได้ที่ Facebook: N15 Technology
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการ RECO รุ่น ENGAGE
📣สมัครเลย โครงการ RECO รุ่น ENGAGE
.
📍ตั้งแต่วันนี้ - 13 ตุลาคม 2567📍
.
เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
.
📌[เปิดรับสมัคร]
-นักวิจัย/อาจารย์/นักศึกษาระดับปริญญาเอก
ที่มีผลงานวิจัย TRL 3-4
และยังไม่ได้ทดสอบต้นแบบงานวิจัยกับผู้ใช้งาน
และต้องการพัฒนาไปสู่ TRL 5-6 ในสามสาขา ดังนี้
(1) Food การพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง
(2) Agriculture การพัฒนานวัตกรรมเกษตรมูลค่าสูง
(3) Health การพัฒนานวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ
(ที่ไม่ใช่ยาและวัคซีน)
.
หมายเหตุ รับสมัครนักวิจัยรายบุคคล
หากเป็นนักวิจัยจากกลุ่มเดียวกัน
ต้องมีผลงานวิจัยคนละหนึ่งผลงาน
.
📌[ลิ้งค์สำหรับสมัครเข้าร่วมโครงการ]
https://forms.gle/VfyCvDBhX4btnHNJ6
.
📌[ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรม]
วันที่ 18 ตุลาคม 2567
ผ่านช่องทาง Facebook Page: RECO
https://www.facebook.com/profile.php?id=61565660796142
และผ่านช่องทางอีเมล
📌[Key Activities]
2-Intensive Bootcamps, and 4-Week Sprint
โดยนักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือก จะได้มีโอกาส
วางแผนการทดสอบงานวิจัยที่เป็นต้นแบบกับผู้ใช้งาน
และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิจัยเชิงพาณิชย์
.
📌[Bootcamp Dates]
>SEC A : 1-3 พฤศจิกายน 2567
(ณ โรงแรมริเวอร์ตัน จังหวัดสมุทรสงคราม)
และ 30 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2567
(ณ โรงแรม The Siamese พัทยา จังหวัดชลบุรี)
>SEC B : 8-10 พฤศจิกายน 2567
(ณ โรงแรม The Siamese พัทยา จังหวัดชลบุรี)
และ 7-8 ธันวาคม 2567
(ณ โรงแรมริเวอร์ตัน จังหวัดสมุทรสงคราม)
**โครงการจะพิจารณาคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมอบรมใน SEC A หรือ SEC B ตามความเหมาะสม และขอให้ผลการคัดเลือกโดยคณะกรรมการเป็นที่สิ้นสุด**
.
สิ่งที่ท่านจะได้รับจากโครงการ:
🎯Sprint Bootcamp ที่ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจ
แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
🎯เรียนรู้เครื่องมือ ที่ช่วยสนับสนุนการนำงานวิจัยสู่ตลาด เช่น Research to Market Canvas, Value Proposition Canvas, Tech Evaluation Canvas,
และ Business Model Canvas
🎯โอกาส ตรวจสอบและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการนำผลงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์
.
📌[การสนับสนุนจากโครงการ]
ค่าอาหารและที่พัก
(จำนวน 2 คืน สำหรับการอบรมช่วงที่หนึ่ง
และ จำนวน 1 คืน สำหรับการอบรมช่วงที่สอง โดยโครงการจะจับคู่ห้องพักให้แก่ท่าน)
ค่าอุปกรณ์สำหรับ Workshop ตลอดโครงการ
ไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากข้อ 1 - 2
สมัครเลย **ตั้งแต่วันนี้ - 13 ตุลาคม 2567** เวลา 20:00 น.
.
📌ติดตามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่
Facebook Page: RECO
https://www.facebook.com/profile.php?id=61565660796142
หรือ 061-317-0723 (จริยา)
ปฏิทินกิจกรรม
“ศุภมาส” ร่วมเวทีวิทยาศาสตร์โลก STS forum 2024 ชู “คน” ขับเคลื่อนนิเวศนวัตกรรม หนุนวิจัย ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเปิดการประชุมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 21 (Science and Technology in Society: STS forum 2024) ภายใต้กรอบแนวคิด “What do we need from S&T?” ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พร้อมร่วมการแสดงปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิด โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมและพัฒนากำลังคนขั้นสูงทางด้าน AI เพื่อรองรับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด การพัฒนาการศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา การ Upskill และ Reskill ให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2030
จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T Ministers’ Roundtable Meeting) ในประเด็น “Transformative Science, Technology and Innovation Policy to Strengthen Innovation Ecosystems” ติดตามโดย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) น.ส.ศุภมาส ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการรับมือกับปัญหาท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน พร้อมแสดงถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและการเติบโตที่เหมาะกับบริบทของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการหลายโครงการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ มุ่งเน้นการศึกษาในสาขา STEM การเรียนรู้แบบดิจิทัล และทักษะที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า ชีวเทคโนโลยี และพลังงานทดแทน อีกทั้ง ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมในระดับชาติ ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา อุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย โดยเฉพาะในภาคการเกษตร การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียวหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งรัดการสร้างนวัตกรรมและการแก้ปัญหาผ่านฮับนวัตกรรมและกลุ่มวิจัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เน้นความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งการใช้เครื่องมือดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมและบรรลุ SDGs ภายในปี พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ ในช่วงเช้าก่อนการประชุม นางสาวศุภมาส ได้ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับรัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ พร้อมผู้แทนของแต่ละประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรทั้งญี่ปุ่น รวมกว่า 30 คน โดยไทยได้แสดงความมุ่นมั่นในการพัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ได้เข้าร่วมการประชุม The 13th Global Summit of Research Institute Leaders (RIL 2024) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นเวทีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารหน่วยงานวิจัยทั่วโลกเพื่อหารือร่วมกันในประเด็นความท้าทายและปัญหาร่วมกัน โดยในการประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้ กำหนดประเด็นการหารือ คือ “การดำเนินการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” โดยแต่ละประเทศได้แสดงตัวอย่างการบริหารจัดการหน่วยงานวิจัยของตัวเองเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการยกตัวอย่าง การใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนพลังงานสะอาดอื่น ๆ รวมถึงการบริหารจัดการขยะจากการวิจัยเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำกลับมาใช้ใหม่ในบางกรณี ที่ประชุมได้เห็นพ้องร่วมกันว่า การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือการหาคำตอบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญอยู่จึงต้องดำเนินการกันต่อไป แม้ว่าการดำเนินการวิจัยเองจะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ต้องใช้พลังงานสูงมากสำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รวมถึงวัสดุทดลองที่ใช้แล้วทิ้งต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เราจะต้องเน้นการวิจัยเพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการองค์กรวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยที่ประชุมได้มีการยกตัวอย่างโจทย์วิจัยในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เพื่อช่วยการบริหารจัดการระบบโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูง การออกแบบวัสดุสำหรับดูดซับคาร์บอน หรือ แบตเตอรี่ยุคใหม่ เป็นต้น ไปจนถึงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชัน ในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมเสนอว่า สวทช. เองก็ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น การตรวจวัดและวิเคราะห์การปลดปล่อยคาร์บอนขององค์กรเพื่อลดการปลดปล่อยที่ไม่จำเป็น เน้นการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังในปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้น ดร.ปภล ม่วงสนิท และ ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เข้าร่วมการประชุม Young Leaders Program 2024 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายในการประชุม The 21st Annual Meeting of STS forum เป็นเวทีที่จัดขึ้นเพื่อให้ Young Leaders ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองระหว่างกัน และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel laureates) จากสาขาต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเริ่มต้นการสร้างเครือข่ายกับผู้นำระดับโลก หัวข้อหลักในปีนี้เป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการมีส่วนร่วมพัฒนาโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ การสื่อสารข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมาเพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันผลกระทบจากการเสพข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่มีอคติในสื่อสังคมออนไลน์ การให้ความสำคัญกับการวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic research) เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสาธารณะอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ (physics) เคมี (chemistry) และสรีวิทยาหรือการแพทย์ (physiology or medicine) ร่วมแบ่งปันประสบการณ์รวม 8 ท่าน และมีนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่น (Young leaders) ทั้งจากภาคการศึกษา ภาครัฐ และเอกชนจากนานาประเทศเข้าร่วมการประชุมกว่า 140 คน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องข้าวเพื่ออนาคต (3rd International Conference on Rice for the Future)
📢🌾 ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องข้าวเพื่ออนาคต (3rd International Conference on Rice for the Future) 🌾📢
.
ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Hub of Rice) โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยข้าวของประเทศไทย ขอเชิญผู้สนใจในด้านการวิจัยข้าวจากภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ส่งออกข้าวไทย เข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องข้าวเพื่ออนาคต ครั้งที่ 3 (The 3rd International Conference on Rice for the Future) ระหว่างวันที่ 14 - 15 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี
.
ภายในงานผู้ร่วมงานจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยด้านข้าวในทุกมิติ การจัดการข้าวในอนาคต ซึ่งเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญกับการเลี้ยงดูประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพแวดล้อมและจากภาคอุตสาหกรรม โดยมีวิทยากรทั้งในและต่างประเทศร่วมให้การบรรยาย เช่น การพัฒนาพันธุกรรมข้าว การปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ทนต่อภาวะโลกรวนและความเครียดทางชีวภาพ การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อสุขภาพ การใช้ประโยชน์จากข้าวเพื่อการแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยีการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับข้าว เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เห็นภาพและแนวทางสร้างพันธุ์ข้าวที่ทนต่อสภาพอากาศ และมีโภชนาการสูงมากขึ้น สำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
.
👉ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://events.thailandricehub.org หรือสแกน QR code ตามที่ปรากฏในโปสเตอร์ รับจำนวนจำกัดภายในวันที่ 1 พ.ย. 67 นี้
#ข้าวเพื่ออนาคต #riceforthefuture #งานประชุมข้าว #ไบโอเทค #งานประชาสัมพันธ์ไบโอเทค
ปฏิทินกิจกรรม


