สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดทำ “นโยบายและยุทธศาสตร์ การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2554)” ขึ้น โดยเป็นการปรับและขยายเวลามาจากนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2553) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นให้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยของหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ของประเทศและใช้เป็นกรอบทิศทางในการประเมินผลข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐที่เสนอของบประมาณประจำปี ตามมติคณะรัฐมนตรีระหว่างปีงบประมาณ 2551-2554 โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยุทธศาสตร์การวิจัยระดับภูมิภาค รวมทั้งความต้องการของพื้นที่ โดยคำนึงถึงศักยภาพของประเทศ ในขณะเดียวกันได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)
กิจกรรมการจัดการความรู้ของ สวทช. นอกจากการรณรงค์เพื่อสนับสนุนระบบ myPerformance ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการจัดการความรู้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในองค์กร ผ่านช่องทางที่เหมาะสม และสอดรับกับพฤติกรรมบุคลากรส่วนใหญ่ รวมทั้งวัฒนธรรมองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับการยอมรับก็คือการสร้างชุมชนนักปฏิบัติหรือ CoP นั่นเอง
Blog และ Wiki นับเป็นเครื่องมือทางไอซีทีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิด CoP ได้ง่าย และสอดรับกับพฤติกรรมของบุคลากร สวทช. รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยไอซีที สวทช. ได้เลือกใช้ WordPress เป็นซอฟต์แวร์หลักในการพัฒนา blog และ Dokuwiki / MediaWiki ในการพัฒนา Wiki ให้บริการสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจร่วมกันสร้างสรรค์เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านแหล่งทรัพยากรชีวภาพ และมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับหนึ่ง สมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเร่งพัฒนาศักยภาพนี้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ทิศทางที่เหมาะสม กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547 – 2554 จะเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนานี้ต่อไป
แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ พ.ศ. 2550 – 2559 เป็นแผนที่บ่งบอกถึงนโยบาย ทิศทาง ตลอดจนแนวทางการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุของประเทศ ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีโอกาสและศักยภาพสูง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทราบและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการโครงการ/กิจกรรม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA) โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้นำเกณฑ์สากลมาดัดแปลง ตั้งเป็นเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ โดยการทำ PMQA จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติงานขององค์การให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่า ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติในการพัฒนาองค์การไปสู่ความเป็นเลิศ หน่วยงานราชการจึงต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถบริหารและบริการได้อย่างรวด เร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการความรู้ จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการบริหาร จัดการภาครัฐ
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ประกอบด้วยเกณฑ์ 7 หมวด ที่มีความเชื่อมโยงกัน จะเห็นว่ามีลูกศร 2 ข้าง เชื่อมโยงกับหมวด 1 การนำองค์การ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจำเป็นต้องมีข้อมูลจริงเพื่อใช้ในการตัีดสินใจ ส่วนลูกศร 2 ข้างที่เชื่อมโยงกับหมวด 7 ผลลัทธ์การดำเนินการ แสดงให้เห็นว่า ต้องมีการวัด การวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถรายงานผลลัทธ์การดำเนินการ และยังมีลูกศรใหญ่ที่เชื่อมโยงระหว่างหมวด 4 กับหมวดอื่นๆ ทุกหมวด แสดงให้เห็นว่าในการบริหารจัดการนั้น ต้องมีการใช้ข้อมูลและสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา
การดำเนินกิจการการจัดการความรู้ของ สวทช. ยึดหลักแนวทาง 3 ประการ ดังต่อไปนี้ เป็นนโยบายนำทาง กล่าวคือ
- กลยุึทธ์ของ สวทช.
- Performance Excellence ตามเกณฑ์ TQA
- นโยบายการจัดการความรู้ที่ดีกว่า
ในส่วนของกลยุทธ์ สวทช. ได้มีการผลักดันกิจกรรมการจัดการความรู้เข้าไปมีส่วนอยู่ในกลยุทธ์ขององค์กร ด้วย เพื่อให้องค์กรเห็นว่า การจัดการความรู้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับองค์กร โดยเฉพาะกลยุทธ์ข้อที่ 2 การดำเนินการวิจัย พัฒนา ออกแบบ และวิศวกรรม เป็นกิจกรรมหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัีนอย่างยั่งยืนของประเทศ พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำเป็นไปพร้อมกัน ผ่านระบบการจัดการที่สามารถรวบรวมความรู้และสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนางานวิจัยอย่่างมีประสิทธิภาพ และได้มีการผลักดันนโยบายการจัดการความรู้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Balance Scorecard ในแผนที่กลยุทธ์ สวทช. อีกด้วย โดยอยู่ในมุมมองของความสามารถขององค์กร คือ L1: การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการความรู้ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญ โดยภายใน 5 ปี จะมีระบบฐานข้อมูลและระบบจัดการความรู้ (Knowledge Inventory) โดยเชื่อมโยงกับระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร ระบบบริหารงานบุคคล และระบบ Enterprise Content Management เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ในการจัดทำแผนกลยุทธ์ ติดตามการปฏิบัติงาน ประเมินผลของ สวทช. ในมุม มองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย/ลูกค้า หรือ S2: การสั่งสม และบริหารจัดการความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีการวางเป้าหมายภายใน 5 ปี คือในปี 2554 จะมีการให้บริการข้อมูลทาง ว และ ท จากระบบคลังความรู้ สวทช. จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 pageview ต่อวัน

ความรู้สามารถแบ่งออกแบบ 2 ประเภทใหญ่คือ ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) โดย
- ความรู้ทั่วไป หรือความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้ง เรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม การจัดการความรู้เด่นชัด จะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งความรู้ ตรวจสอบ และตีความได้ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ก็นำมาสรุปไว้ เพื่อใช้อ้างอิง หรือให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ต่อไป
- ความรู้เฉพาะตัว หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางคนจึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม การจัดการความรู้ซ่อนเร้น จะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันวามรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน อันนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ต่อไป

ในชีวิตจริง ความรู้ 2 ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ สลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้ง Tacit ก็ออกมาเป็น Explicit และบางครั้ง Explicit ก็เปลี่ยนไปเป็น Tacit