What makes P&G the no.1 consumer products company in the world?

บริษัท P&G นับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของกิจการสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ก่อตั้งมานานกว่า 170 ปี  จากจุดเริ่มต้นเพียงการเป็นเจ้าของกิจการที่ผลิตและจำหน่ายเทียนไข และสบู่ สู่ปัจจุบันกับการเป็นเจ้าของสินค้ากว่า 300 แบรนด์ จำหน่ายใน 160 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยทีมงานกว่า 135,000 คน และนักวิจัย 10,000 คน นอกจากนี้ P&G ยังได้ลงทุนจัดตั้งสายการผลิตและศูนย์วิจัยในพื้นที่กว่า 80 ประเทศทั่วโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยความสำเร็จส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากผลประกอบการปีล่าสุด โดยมีสินค้าถึง 22 แบรนด์ ที่มียอดจำหน่ายกว่าพันล้าน เช่น

  • แชมพูสระผมแพนทีน 3.6 พันล้าน
  • ถ่านดูลาเซล 2.5 พันล้าน
  • มันผรั่งพริงเกิลส์ 1.9 พันล้าน
  • ผลิตภัณฑ์ยิลเลตต์ 1.3 พันล้าน

เคล็ดลับสำคัญของการก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของ บริษัท P&G ดร.ดวงเพ็ญ ฟูคาดะ Project Manager Procter & Gamble Company เผยให้ทราบว่าส่วนสำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การทำให้ทีมงานในองค์กรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีผลงานยอดเยี่ยม รวมถึง Consumer research

บริษัท P&G มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการดำเนินกิจการที่พนักงานทุกคนยึดถือร่วมกัน คือ การสัญญาที่จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแก่ลูกค้า โดยตั้งมั่นว่าเพื่อ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นวันละนิดแต่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”

ในประเด็นของการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนั้น ตัวอย่าง A.G. Lafly ซีอีโอของบริษัท P&G เมื่อปี 2005 ได้ให้แนวคิดว่า “การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาผู้นำที่จะมารับและสานงานต่อ โดยผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือ ผู้นำที่มีหรือไม่มีเค้าอยู่ในองค์กร แต่องค์กรก็สามารถอยู่ได้ และการเข้าใจว่าพนักงานทุกคนต้องการประสบความสำเร็จ”

การพัฒนากำลังคนและการทำให้พนักงานในองค์กรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำ คือ

  1. การสร้างความไว้วางใจ (Trusting relationship)
  2. Feedback & Credit
  3. Tranining & Development

การสร้างความไว้วางใจ (Trusting relationship)  ประกอบด้วย

  1. การรู้จักและเข้าใจในความต้องการขั้นพื้นฐาน
  2. การชมและการบอกกล่าว
  3. อย่าตำหนิต่อหน้า
  4. เคลียร์ให้ชัดว่าอยากได้อะไร
  5. ทำตามที่พูด
  6. เปิดเผย ซื่อสัตย์และจริงใจ
  7. ปกป้องลูกน้อง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  8. เข้าใจความช่วยเหลือ
  9. สนใจทุกคนในองค์กร รวมถึงติดตามและดูแล
  10. เห็นปัญหาแล้วจะต้องคุยกับทีมงานทันที และทำทุกอย่างให้ชัดเจน

ตรงกันข้ามสิ่งที่ผู้นำไม่ควรกระทำ คือ

  1. ข้อมูลไม่พอในการวิเคราะห์ พิจารณาหรือที่เกีี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรม
  2. กระบวนการทำงานที่ไม่ชัดเจน
  3. ไม่มี Feedback
  4. ไม่มีรางวัล คำชมเวลาทำดี
  5. ไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่

นอกจากการสร้างความไว้วางใจ ประเด็นที่ 2 คือ Feedback & Credit บริษัท P&G มีแนวคิดว่าการให้รางวัลเพื่อให้เราโตขึ้นและเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ส่วนการให้ Feedback ก็เพื่อบอกถึงสิ่งที่ทำไม่ดีเพราะอะไร และจะแก้ไขยังไงโดยเมื่อเห็นว่าไม่ดีก็จะต้องให้ Feedback ในทันที เช่นเดียวกับการชมเมื่อทำดี ก็ควรชมบ่อยๆ อย่างจริงใจ และชมในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ดร.ดวงเพ็ญ ยังบอกถึง trick ของการชมว่า “เมื่อมีการชมก็ต้องบอกให้ทราบว่าชมเพราะอะไร ย้ำและเน้น เพื่อเป็นแนวทางแก่พนักงานคนอื่นๆ  หากชมผ่านอีเมลก็จะต้อง CC ถึงหัวหน้างานเพื่อร่วมรับรู้”

ขณะที่ Training & Development ควรพิจารณา คือ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และแผนการทำงาน

เพิ่มเติมจากการพัฒนากำลังคนแล้ว สิ่งที่บริษัท P&G ทุ่มทุน คือ การค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า ซึ่งส่งผลถึงปริมาณยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยมีหน่วยที่เรียกว่า Consumer research ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จาก Consumer research คือ

  1. การรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า จากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้า (บางครั้งมีการเคาะประตูบ้านเพื่อสอบถามข้อมูลความต้องการ)
  2. การเลือกสรรเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ
  3. การสื่อสารแก่ลูกค้าหลังจากได้ผลิตภัณฑ์

โดยเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาพื้นที่เพื่อจัดตั้ง Consumer research จะพิจารณาจากข้อมูลความต้องการของลูกค้า และฐานลูกค้าที่จะบริโภค

ดร.ดวงเพ็ญ ยังฝากถึงข้อคิดอื่นๆ ที่น่าสนใจในการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือ การค้นหาและรู้จักจุดอ่อนพร้อมทั้งการเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่า รวมถึงการสอบถามความต้องการของพนักงานว่าเค้าอยากได้อะไรเมื่อตัดสินใจจะมา อยู่กับเรา ซึ่งเมื่อเลือกเค้าเข้าทำงาน เราก็จะต้องเก็บข้อมูลความต้องการที่เค้าพูดถึงและคาดหวัง เพื่อนำมาทำเป็นแผนในการพัฒนาบุคลากรและหน่วยงาน

ท่านใดสนใจอ่านข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรและทีมงานของ P&G ห้องสมุดกลาง สวทช. ขอแนะนำหนังสือเรื่อง “165 ปี P&G เรียนรู้การสร้างแบรนด์จากยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์ พีแอนด์จี” และ “The game-changer” ซึ่งเจาะลึกเคล็ดลับที่ทำให้บริษัท P&G ครองอันดับ 1 เจ้าของกิจการ consumer products รวมถึงการก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 2 ของ “Top Companies for Leaders” จากการสำรวจของนิตยสาร Fortune

ที่มาข้อมูล :
“What makes P&G the no.1 consumer products company in the world?” Knowledge sharing NSTDA ครั้งที่ 37 โดย ดร.ดวงเพ็ญ ฟูคาดะ. Project Manager Procter & Gamble Company. วันที่ 8 มีนาคม 2553 ณ ห้องบุษกร อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

เครื่องมือพื้นฐานการจัดการความรู้

“Classification is at the basis of all intelligence work, and is resorted to unconsciously by     intelligent people. It is a thousand times more effective of consciously used as a tool.” –     Bernard Palmer & Derek Austin

  • เครื่องมือสำคัญ สำหรับการจัดการสารสนเทศ คือ การจัดหมวดหมู่และการทำดัชนี
  • การจัดหมวดหมู่เป็นพื้นฐานในการจัดเนื้อหาให้เป็นระบบ  การทำดัชนีช่วยในการจัดเอกสารและลงรายการเอกสาร  ด้วยการรวมทั้งหัวเรื่องและแหล่งที่อยู่ของเอกสารเข้าด้วยกัน ถ้าการทำดัชนีมีประสิทธิภาพ จะต้องทำให้ผู้ใช้รู้ว่าต้องใช้คำสำคัญคำใดเพื่อที่จะหาสารสนเทศที่เกี่ยว ข้องกันได้ ด้วยการใช้คำศัพท์ควบคุม โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ taxonomy หรือศัพท์สัมพันธ์เข้ามาช่วย
  • “Besides the investment in technology, taxonomies take a great deal of intellectual effort. Most require a fair amount of manual effort at some point, too, no matter what sales people tell you.” – Susan Feldman
  • หน้าที่ของ Taxonomy ในการจัดการความรู้ก็คือ ทำให้สารสนเทศสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการใช้คำศัพท์ที่ควบคุมและอย่างมีโครงสร้าง
  • การสร้าง Taxonomy
    • กำหนดขอบเขตของ Taxonomy
    • มีทีมทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสารสนเทศ
    • รวบรวมคำศัพท์กว้าง ๆ ที่อธิบายตัวเนื้อหา
    • กำหนดคำที่ใช้และกำหนดคำจำกัดความโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ใช้คำศัพท์
    • ใช้หลักเกณฑ์ที่มีอยู่เพื่อให้ครอบคลุมด้านอื่น ๆ ด้วย
    • เลือกคำสำคัญจากชื่อเรื่อง สาระสังเขป เนื้อหา หรือคำที่แนะนำโดยผู้จัดทำดรรชนี
    • สนับสนุนให้มีการใช้อย่างแพร่หลาย
    • ฝึกอบรมการใช้
    • ฯลฯ
  • ตัวอย่าง Taxonomy ของสาขาวิชาที่ สวทช. ใช้เป็นตัวกำหนดการกำกับผลงานหรือความรู้แต่ละสาขาวิชา โดยมีการแบ่งเป็น ๓ ระดับ (ขอยกตัวอย่างเพียง ๑ สาขาวิชา)
    • Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant biotechnology 
    • ฺBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant breeding
    • Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant pathology
    • Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant physiology
    • Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant genetics
    • Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant biochemistry

แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556

Thailand ICT Masterplan 2แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ๒) ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๖ ฉบับเสนอผ่านความเห็นชอบ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมือวันที ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ได้สานความต่อเนื่องทางนโยบายจาก IT2010 และ “แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายใหม่และการปรับให้มีจุดเน้นในบางเรื่องที่เด่นชัดขึ้นจากแผนฯ ฉบับแรก เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย และในขณะเดียวกัน เพื่อมุ่งแก้ไขส่วนที่ยังเป็นจุดอ่อน และต่อยอดส่วนที่เป็นจุดแข็งของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื$อสารในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด อันจะช่วยนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามที่กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ในที่สุด

กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544 – 2553 ของประเทศไทย

คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และความสำคัญที่จะต้องมีนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและต่างประเทศ จึงได้จัดทำกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศในระยะที่สอง ที่ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2553 หรือ IT-2010 นี้ขึ้น

ยุทธศาสตร์การผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

จากสถานการณ์การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไปทั่วโลก ในช่วงปี 2552 จนถึงปัจจุบัน และเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่จะมีวัคซีนไม่เพียงพอครอบคลุมประชากรของประเทศ หากเกิดภาวะฉุกเฉินขึ้น ดังนั้น งานนโยบายและจัดการความรู้ สวทช. เพื่อนำเสนอในเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเสนอแผนสำรองของประเทศในการผลิตวัคซีนให้ได้มากที่สุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด ทั้งนี้รายละเอียดของยุทธศาสตร์ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนี้ 

นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ.2551-2554)

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดทำ “นโยบายและยุทธศาสตร์ การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2554)” ขึ้น โดยเป็นการปรับและขยายเวลามาจากนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2553) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นให้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยของหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ของประเทศและใช้เป็นกรอบทิศทางในการประเมินผลข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐที่เสนอของบประมาณประจำปี ตามมติคณะรัฐมนตรีระหว่างปีงบประมาณ 2551-2554 โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยุทธศาสตร์การวิจัยระดับภูมิภาค รวมทั้งความต้องการของพื้นที่ โดยคำนึงถึงศักยภาพของประเทศ ในขณะเดียวกันได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)

 

ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมด้านวัคซีนไข้หวัดใหญ่ กรณีเกิดการระบาดใหญ่ของประเทศไทย

 

                                           

 

เมื่อปี พ.ศ. 2548 ประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีก (ไข้หวัดนก) ที่ติดต่อมาสู่คนได้ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากกว่า 50% ซึ่งวัคซีนนับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น งานนโยบายและจัดการความรู้ สวทช. เล็งเห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว เพื่อเสนอยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจในการเตรียมความพร้อมต่อการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ในด้านวัคซีน ทั้งนี้รายละเอียดของยุทธศาสตร์ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนี้

 

Download here

Blog & Wiki เครื่องมือจัดการความรู้อย่างง่าย

กิจกรรมการจัดการความรู้ของ สวทช. นอกจากการรณรงค์เพื่อสนับสนุนระบบ myPerformance ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการจัดการความรู้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในองค์กร ผ่านช่องทางที่เหมาะสม และสอดรับกับพฤติกรรมบุคลากรส่วนใหญ่ รวมทั้งวัฒนธรรมองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับการยอมรับก็คือการสร้างชุมชนนักปฏิบัติหรือ CoP นั่นเอง

Blog และ Wiki นับเป็นเครื่องมือทางไอซีทีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิด CoP ได้ง่าย และสอดรับกับพฤติกรรมของบุคลากร สวทช. รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยไอซีที สวทช. ได้เลือกใช้ WordPress เป็นซอฟต์แวร์หลักในการพัฒนา blog และ Dokuwiki / MediaWiki ในการพัฒนา Wiki ให้บริการสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจร่วมกันสร้างสรรค์เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547 – 2554

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านแหล่งทรัพยากรชีวภาพ และมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับหนึ่ง สมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเร่งพัฒนาศักยภาพนี้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ทิศทางที่เหมาะสม กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547 – 2554 จะเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนานี้ต่อไป 

แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ พ.ศ. 2550 – 2559

แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ  พ.ศ. 2550 – 2559 เป็นแผนที่บ่งบอกถึงนโยบาย ทิศทาง ตลอดจนแนวทางการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุของประเทศ ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีโอกาสและศักยภาพสูง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทราบและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการโครงการ/กิจกรรม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน