การเล่าเรื่อง (Storytelling)

การเล่าเรื่อง หรือ Storytelling


เป็นวิธีการหรือเครื่องมือประเภทหนึ่งของการจัดการความรู้ ในการดึงเอาประสบการณ์ หรือความรู้ที่อยู่ภายในของผู้เล่าออกมาเล่าให้บุคคลอื่นฟัง ผู้ฟังสามารถนำเอาประสบการณ์ หรือความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตนเองได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นในการศึกษาเรื่องนั้นๆ ใหม่

การเล่าเรื่อง ควรมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ตั้งหัวข้อหรือความรู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแบ่งปันให้กับผู้ฟังในองค์กร
  2. หาบุคคลที่เหมาะสมกับหังข้อนั้นๆ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากและสามารถร้องขอให้มาเล่าเรื่องได้ ความกระตือรือร้นและความสามารถในการพูดดี คล่องแคล่วจะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ผู้เล่าเรื่องประสบผลสำเร็จในการเล่าเรื่อง ดังนั้น หัวข้อและผู้พูดจะต้องสัมพันธ์กัน
  3. กลุ่มเป้าหมายในการเล่าเรื่องเพื่อจะได้เชิญชวนผู้ที่มาร่วมฟัง
  4. ดำเนินการเล่าเรื่อง  บรรยากาศไม่ต้องมีพิธีการมาก อาจมีการเปลี่ยนฉาก บริการของว่าง เป็นต้น ผู้เล่าเรื่องต้องจับกลุ่มผู้ฟังกลุ่มเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากจบการเล่าเรื่องแล้วเพื่อก่อให้เกิดเป็นสังคมเครือข่าย ระหว่างผู้เล่าเรื่องและผู้เข้าฟัง
  5. ผลลัพธ์ของการเล่าเรื่อง อาจมีการนำการเล่าเรื่องออกเผยแพร่ทางวิดีโอหรือโพสต์ขึ้นเผยแพร่ทางอินทรา เน็ตเพื่อแบ่งปันให้กับพนักงานทั้งหมด จัดกลุ่มผู้ฟังที่มีความสนใจในหัวข้อนั้นเป็นพิเศษ โดยมีผู้เล่าเรื่องเป็นผู้นำกลุ่ม

การเล่าเรื่องนั้น อาจจะกระตุ้นและเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องหรือในการ สนทนาด้วย การตั้งคำถามที่ดีจะช่วยเป็นการดึงประสบการณ์ของผู้เล่าออกมาได้มาก และได้ดีตรงกับประสบการณ์ของผู้เล่าอย่างแท้จริง  ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน อาจจะสรุปเป็นระยะๆ และผู้ฟังสามารถช่วยกันกรั่นกรองเรื่องเล่าที่เป็น tacit ให้เป็น explicit บันทึก และสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ต่อไป

ประสบการณ์การวิจัยนานาชาติ

Thomson Reuters : Healthcare & Science  ได้เปิดเว็บไซต์ชื่อ Intelligent Information for Life มีการนำเสนอคอลัมน์ ชื่อ Find out what Intelligent Information can do for you  มีคำนำว่า นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านคน จำเป็นต้องใช้แหล่งข้อมูลวิชาการคุณภาพเพื่อขับเคลื่อน ค้นพบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพิ่มความเร็วในงานวิจัยวิทยาศาสตร์ รวมถึงช่วยปรับปรุงคุณภาพในการรักษาและความปลอดภัยในชีวิตของผู้ป่วยคอลัมน์นี้เป็นการเล่าประสบการณ์การวิจัยผ่านการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์นานาชาติผู้ที่ใช้บริการแหล่งข้อมูลของ Thomson ด้วยฐานข้อมูลชื่อต่างๆ ในเรื่องการทำงานวิจัย เช่น หลักคิดงานวิจัย  หัวข้องานวิจัยการใช้แหล่งข้อมูลวิจัยวิชาการ ประสบการณ์ต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ รวม 30 เรื่อง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยบทความนี้ขอนำเสนอประสบการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ 8 ประเทศแถบเอเชียเป็นหลัก ใน 9 เรื่อง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และไทย คาดหวังว่าเราจะได้ทราบถึงความก้าวหน้างานวิจัยวิทยาศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน ดังต่อไปนี้

งานวิจัยที่ 1 ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องการรักษาเยียวยาโลก (Healing the World)โดย Dr. Eugenio de hostos, Amanda L’ Espesance แห่งสถาบัน Institute of One World Health (iOWH),  San Francisco, USA.  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ Thomson Pharma  ตั้งแต่ปี 2009

สถาบันกำลังทำงานวิจัยเรื่องวิธีการรักษาโรค Visceral Leishmaniasis(VL) (โรคเกี่ยวกับอวัยวะภายใน) โรคมาลาเรีย และ โรคท้องร่วง มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมงานจากหลากหลายพื้นฐาน ทั้งภาคการศึกษา อุตสาหกรรมยา และภาคสาธารณสุข  สถิติล่าสุดแสดงตัวเลขมีเด็ก 1.6 ล้านคน เสียชีวิตเพราะเชื้อท้องร่วง ดังนั้น iOWH จึงจัดตั้งโปรแกรมวิจัยเพื่อวิจัยพัฒนายารักษาเชื้อโรคนี้  ซึ่งได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยจำนวนมาก โดย iOWH ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยก้อนใหญ่ จากมูลนิธิ บิลและเมลินดา เกตส์

สิ่งแรกสุดในการเริ่มต้นวิจัยคือการสืบค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค นี้ โดยใช้แหล่งข้อมูล ชื่อ Thomson Pharma  โปรแกรมวิจัย Visceral Leishmaniasis (VL) ถือว่าเป็นโปรแกรมที่มีความสำเร็จมากที่สุด iOWH เริ่มดำเนินการทางคลินิก โดยการใช้ยา Paromomycin IM  ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอินเดีย และกำลังนำเข้าเป็นรายชื่อยาสำคัญของ WHO ซึ่งจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนราว 5 แสนคนต่อปี

การดำเนินการคู่ขนานอีกอย่างหนึ่งที่ iOWHกับการวิจัยพัฒนายาคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค และอาการของโรคนี้ แก่ประชากรที่ไม่รู้ถึงเชื้อโรค VLแหล่งข้อมูลเพื่อการวิจัยเป็นข้อมูลที่จำเป็นที่สุดขาดเสียมิได้ เป็นปัจจัยพื้นฐาน (Essential  Information) นักวิจัยของ iOWH  ทำการสืบค้นแหล่งข้อมูลเป็นกิจวัตรประจำ  (routine) เพื่อที่ให้ทราบถึงยารักษาโรคต่างๆ หรือยาที่อยู่ในระหว่างการอนุมัติ และรวมถึงตรวจสอบในเรื่องสถานภาพทางทรัพย์สินทางปัญญาของยาชื่อต่างๆตลอดเวลา ซึ่งได้ทำวิธีการนี้มาถึง 15 ปี พบว่ามีประโยชน์มากโดยมีรูปภาพแสดง เด็กกำลังเล่นอยู่ท่ามกลางกองขยะมหึมา ที่เขต Tondo กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเขตที่ที่มีผู้อาศัยอยู่หากินจากการเก็บขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้กับนำไปเป็นถ่าน

อ้างอิงจาก  http://intelligentinformationforlife.com/dehostos/

งานวิจัยที่ 2 ประเทศสิงคโปร์ เรื่องผู้ปลูกอวัยวะเทียม(The Organ Growers) โดย Assoc. Prof. Chua Chec Kai, School of Mechanical & Aerospace Eng., Nanyang Technological  Univ. , Singappore  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOS  ตั้งแต่ปี 2009

ผศ. Chua มีคุณวุฒิการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ทำงานวิจัยในสาขานี้มามากกว่า 20 ปี ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นสาขา Biomedical Engineering อย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ละน้อย จนที่สุดมาเป็นเรื่องเฉพาะ Tissue Engineering โดยทำงานวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลในสิงคโปร์เรื่องการใส่อวัยวะเทียมที่ปรับ เปลี่ยน ตามความต้องการของผู้ป่วย (Customizing Prostheses)

จุดสนใจ ที่สำคัญสำหรับทีมงานวิจัยในขณะนี้ คือประดิษฐ์อวัยวะที่ทำหน้าที่แทน สวมตำแหน่งแทนให้แก่เนื้อเยื่อของผู้ป่วยแต่ละราย เช่นผู้ป่วยหูข้างขวาขาด ทีมวิจัยใช้เทคนิค CAD เพื่อวาดภาพหูข้างซ้าย และนำข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ จากจุดนี้ ทีมวิจัยสามารถทำรูปภาพเสมือน ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า หูข้างขวาและซ้ายเป็นสมมาตรกัน นี้คืองานวิจัยที่เรากำลังดำเนินการ และต่อมาเปลี่ยนมาเป็นการวิจัย เรื่อง tissue scaffolds (โครงร่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำเซลล์มาปลูกถ่ายและเลี้ยงให้เจริญเติบโตเป็นอวัยวะที่ต้องการ)

ขณะนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากกำลังรอคอยอวัยวะปลูกถ่าย แต่ด้วยมีจำนวนผู้บริจาคไม่เพียงพอ และอัตราการไม่สนองตอบมีจำนวนสูง จึงทำให้มีความต้องการในการพัฒนาความรู้เรื่อง อวัยวะเทียมนี้อย่างมาก

อวัยวะของมนุษย์เป็นเรื่องยากมากที่จะประดิษฐ์ขึ้นมาหรือให้เติบโต ตัวอย่าง ไต หัวใจ เป็นอวัยวะที่สลับซับซ้อนมาก ขณะนี้มีแนวคิดประดิษฐ์อวัยวะประเภทกระดูก (Bone) ในลักษณะเนื้อเยื่อแบบอ่อน (soft tissue) เช่น เส้นเอ็นของกระดูกอ่อน (cartilage tendon) มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่ากระดูก ซึ่งช่วยให้เราเตรียมความพร้อมในการประดิษฐ์อวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ไตและตับ ถือว่าอยู่ในสาขา Biomaterial ซึ่งประกอบด้วยสาขาย่อย คือ Cell Biology และ Biochemistry ดังนั้นทีมนักวิจัยต้องมาจากหลากหลายตามความเชี่ยวชาญและความร่วมมือกัน

ทีมวิจัยของเรา เริ่มทำการวิจัยเรื่องนี้มา 10 ปีที่ผ่านมา ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางบทความวิจัย ซึ่งขณะนี้ได้รับการอ้างอิง จากทีมวิจัยอื่นๆ มากขึ้น แหล่งข้อมูล หรือห้องสมุดในเรื่องนี้ทีมวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูล Web of Science, WOS เกือบทุกวัน เพื่อติดตามบทความใหม่ ทำการอ่านเร็ว ๆ และส่งต่อให้ทีมงาน จากข้อมูลทำให้สามารถทราบถึงทีมวิจัยอื่น ๆ ที่อ้างอิงงานเรา และลักษณะงานวิจัยของเขา และใช้ข้อมูล WOS เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอโครงการวิจัย (Drafting  Research Proposal) หรือบทความวิจัยเสนอตีพิมพ์ในวารสาร รายงานการประชุม

หัวข้องานวิจัย Tissue Engineering เป็นสาขาวิจัยที่น่าตื่นเต้น ในปี 1990 Joseph Murray ได้รับรางวัลในเบลในงานวิจัยเรื่อง การปลูกถ่ายอวัยวะเทียม (organ transplants) ซึ่งนั้นเป็นแรงบันดาลใจของทีมวิจัยเรา

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/chua/

งานวิจัยเรื่องที่ 3 เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เรื่อง ฮ่องกงฮับ (Hong Kong Hub) โดย David Palmer, System Librarian, Main Library, University of Hong Kong (HKU) ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOS ตั้งแต่ปี  2000

ได้เดินทางมาฮ่องกง ตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มทำงานเป็นบรรณารักษ์ระบบของมหาวิทยาลัยฮ่องกง และในปี 2005 ได้รับตำแหน่งผู้จัดการโครงการ Hong Kong Scholar Hub คือ เป็นฮับที่เป็นศูนย์กลางบริการข้อมูลวิชาาการแบบเสรีเปิดฟรี (Free Open Access Scholarly Content)  ที่มีสถิติการดาว์นโหลดเข้าใช้ในจำนวนสูง

HKU ผลิตบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแบบ Peer Reviewed ราว 3,000 บทความต่อปี  ฮับนี้ได้ทำการจัดเก็บบทความของนักวิจัย HKU ได้เพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อย เนื่องจากยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บและการขออนุญาตจัดเก็บ

งาน ที่สำเร็จไปแล้วอย่างดีคือการจัดเก็บวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตศึกษา ซึ่งขณะนี้จัดเก็บได้ 17,000 เรื่อง เปิดบริการออนไลน์แบบเปิด  ภาระกิจสำคัญของ HKU ตั้งแต่ปี 1941  มีอยู่ 3 ส่วน คือ การเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนความรู้ บริการฮับนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ HKU สามารถแสดงและวัดถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Exchange, KE) นอกจากเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ ฮับนี้ยังทำหน้าที่ เป็นแหล่งค้นหาชื่อผู้เชี่ยวชาญ จากภาครัฐบาลและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการวิจัยร่วมกันที่ปรึกษาร่วมมือ อื่นๆ นอกจากนี้ฮับทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเพื่อการประเมินผลงานวิจัย (Research Assessment Exercise

หน่วยวัดที่ต้องการเพื่อประเมินศักยภาพงานวิจัย ของ HKU คือฐานข้อมูล WOS ในปีที่ผ่านมาได้เริ่มศึกษาปัญหาในการสืบค้นด้วยชื่อนักวิทยาศาสตร์ในภาษา จีนของฐานข้อมูล  WOS เมื่อทำการถอดถ่ายตัวอักษร (Transliterate) ให้เป็นอักษรโรมัน พบว่าอาจมีชื่อนักวิจัย ถึง 20 ชื่อ ที่ใช้ภาษาโรมันเดียวกัน เช่น ชื่อ Chan, KW. ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก

เมื่อ ได้ติดต่อผู้บริหาร Jim Pringle ของ Thomson ISI  ซึ่งได้แนะนำถึงแหล่งข้อมูล Researcher ID ซึ่งได้ช่วยแก้ไขปัญหาชื่อผู้แต่งบทความ ได้เรียบร้อย อย่างเป็นระเบียบ และยังให้บริการหน่วยวัดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่ละชื่อ (จำนวนบทความ จำนวนการอ้างอิง) จากนั้นจึงได้เริ่มสร้างบัญชี 900 ชุด ResearcherID สำหรับนักวิจัย ทั้งสาขาวิศวกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ และคณะอื่น ๆ ของ HKU

คณบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ มีความสนใจกระตือรือร้นในเรื่องงานวิจัย และ KE มาก รวมถึงเรื่องผลกระทบ เมื่อส่งไฟล์ข้อมูลรายชื่อนักวิจัยของคณะไปให้ และข้อมูลจาก   ResearcherID  badges ที่แสดงข้อมูลเป็นแบบกราฟ รูปแบบต่างๆ มีความพึงพอใจมาก จากนั้นผู้บริหารให้ทีมงานฮับไปแนะนำบริการ  ResearcherID ทั่ว HKU

ได้เริ่มทำ Web of Science API ซึ่งสามารถช่วยเชื่อมโยงจำนวนนับของการอ้างอิงต่อไปให้ได้ ขณะนี้ฮับกำลังดำเนินการ แสดงข้อมูลงานวิจัย หน่วยวัดคุณภาพงานวิจัยของนักวิจัยแต่ละชื่อ ใน HKU

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/palmer/

หัวข้อวิจัยเรื่องที่ 4 ประเทศไทย  เรื่อง คำสัญญาในเรื่องโปรตีน (The Promise of Proteins)  โดย  รศ. นพ. วิศิษฏ์ ทองบุญเกิด   Head of Medical  Proteomics Unit คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ   Web of Knowledge, WOK  ตั้งแต่ปี 2000

โรคนิ่วในไต (kidney stones) เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ็บปวดทรมานแก่ มนุษยชาติตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ โดยที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบหลักฐานนิ่วในไตใน ซากมัมมี่ ที่มีอายุเก่าแก่ 7,000 ปีของยุคอียิปต์และปัจจุบัน มันยังคงเป็นโรคสามัญ ที่พบอยู่ทั่วโลก จากการศึกษาถึงระดับโปรตีน เรากำลังสร้าง ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นของโรคนี้ เพื่อให้ทราบถึงว่านิ่วเกิดขี้นมาได้อย่างไร และมีความหวังว่าเราจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ในอนาคต

ดร.วิศิษฏ์ จบการศึกษาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน ปี 1994 ผ่านการฝึกอบรมระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาคลินิกวิทยา  แผนกอายุรกรรมและไตวิทยา (Nephrology) ในช่วงปี 1995 – 2000 ในปี 2000 เริ่มศึกษา Proteomics ที่ Univ. Louisville, USA. และในปี 2004 กลับประเทศไทยมาทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชฯ  มหาวิทยาลัยมหิดล

โปรตีน ทำงานหนักเป็นเครื่องจักรเสมือนม้าที่ถูกใช้งานในร่างกายมนุษย์เป็นส่วนที่ จำเป็นกับชีวิต คำว่า proteome มาจาก 2 คำผสมกันคือ protein กับ genome ถูกใช้ครั้งแรกในปี 1994 โดยนักวิทยาศาสตร์ Marc Wiilkins จากประเทศออสเตรเลีย  ส่วนคำว่า Proteomics หมายถึงการวิเคราะห์โปรตีนอย่างเป็นระบบเพื่อระบุเพื่อหาปริมาณจำนวน เพื่อทราบถึงกลไกการทำงานของระบบเซลล์ เนื้อเยื่อ  ชีววิทยาที่สนใจหนึ่งๆ เป็นเรื่องที่สำคัญที่อาจค้นพบโปรตีนพิเศษในเซลล์มะเร็ง โปรตีนพิเศษสำหรับพัฒนายาชนิดใหม่ การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ยากซับซ้อนเพราะร่างกายมนุษย์มีโปรตีนมากมาย และมีความแตกต่างกันในแต่ละเซลล์ในแต่ละช่วงเวลา

นพ.วิศิษฏ์ ได้พัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ โปรทีโอมิกส์ ที่แตกต่างจากวิธีการเดิม ซึ่งช่วยให้สามารถศึกษาโปรตีนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ โดยศึกษาโปรตีนในปัสสาวะ (urinary protein) ที่ช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในไตได้ ความต้องการที่สำคัญคือความร่วมมือเพื่อ ประสบความสำเร็จในคำมั่นสัญญาของโปรทีโอมิกส์  ขณะนี้ นพ.วิศิษฏ์  ทำหน้าที่ เป็นกองบรรณาธิการ วารสารวิชาการหลายชื่อ และได้รับให้เป็นสมาชิกขององค์กร Human Proteome Organisation (HUPO) ซึ่งมีการจัดประชุมทางวิชาการรายปี ได้รับหน้าที่ให้จัดตั้งมาตรฐานและคู่มือ ในการวิเคราะห์โปรทีโอมิกส์ของปัสสาวะ ทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับเครือข่ายทั่วโลก รวมทั้งขณะนี้ที่ โรงพยาบาลศิริราช มีเพื่อนร่วมงานที่สนใจการประยุกต์โปรทีโอมิกส์  ในประเด็นต่างๆ เช่นไวรัส แบคทีเรีย

แหล่งข้อมูลที่ใช้บ่อย เพื่อทบทวนวรรณกรรม คือ Web of  Knowledge, WOK รวมทั้งดูถึงจำนวนการอ้างอิงและค่า Impact Factor, IF ของวารสาร และใช้โปรแกรม EndNote ในการจัดการข้อมูลบรรณานุกรม  เริ่มใช้ WOK ตั้งแต่ปี 2000 ในช่วงที่เรียนอยู่ที่ Univ.Louisville เมื่อกลับมาเมืองไทยและใช้อย่างต่อเนื่อง WOK มีประโยชน์อย่างแน่นอน ทำให้ทราบถึงงานวิจัยอื่น ๆ จากทั่วโลก ขณะนี้กำลังหาวิธีใช้ประโยชน์จากบริการ Researcher ID

อ้างอิงจาก  http://intelligentinformationforlife.com/thongboonkerd/

งานวิจัยที่ 5 ประเทศสิงคโปร์  เรื่อง มือที่ช่วยรักษา (Healing Hands) โดย Ass. Prof. Plan Toan Thang, National University of Singapore, Singapore  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Knowledge, WOK ตั้งแต่ปี 2000

ทำการวิจัยเรื่องการสร้าง (formation) เนื้อเยื่อของผิวหนังและรอยแผลเป็น (scar) เพื่อค้นหาความเข้าใจว่าทำไมจึงมีการสร้างแผลเป็นหลังจากเป็นแผลบาดเจ็บ (wounding) จุดมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีรักษาใหม่ เพื่อรักษาผิวหนังและแผลจากการบาดเจ็บ (wounds) มีเป้าหมายสุดท้าย คือหาวิธีการป้องกันการสร้างแผลเป็น (scars)

ผศ.Plan จบการศึกษาจากประเทศเวียดนาม มี ความสนใจในการรักษา เยียวยา บำบัดแผลบาดเจ็บในช่วงระยะแรกสุดของการเกิด ได้ทำงานที่ National Institute of Burns มา 4 ปี รักษาเหยื่อจากสงครามเวียดนาม  ทหารผ่านศึก  ทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน จากนั้นได้รับทุนการศึกษาที่ Oxford  ที่สถาบัน Wound Healing Institute, Dept. of  Dermatology ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้และได้พัฒนาความรู้ของตนเองที่

นั้นในปี 1998 Dr.Ivor Lim และ ผศ. Phan ได้จัดตั้งกลุ่มวิจัย คือ Wound Healing & Stem Cell Research Group มุ่งเน้นศึกษาชีววิทยาของผิวหนังและเนื้อเยื่อแผลเป็นคีรอยด์ (keloid scar) จนปัจจุบันกลุ่มวิจัยนี้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในการวิจัย เรื่องนี้

ปัจจุบัน ผศ. Phan ทำงานที่ National University of Singapore โดยมุ่งน้นทำงานวิจัย 2 แนวทาง คือ 1.รักษาผิวหนังและแผลเป็น 2. Stem cell ได้ค้นพบแหล่งกำเนิดของ stem cell แหล่งใหม่คือ จากเนื้อเยื่อหุ้มเซลล์ชั้นบุในของสายสะดือ (umbilical cord lining membrane) ซึ่งมีประโยชน์ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการงอกขึ้นมาใหม่ ทำงานวิจัยเข้มข้นร่วมกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติ คือ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนของบริษัทเกิดใหม่ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ 2 แห่ง ในสิงคโปร์ ชื่อ Cell Research Corporation Pte Ltd. และ Cord Labs Pte Ltd. ทั้ง 2 บริษัทมุ่งดำเนินการแบบเชิงพาณิชย์

การทำงานขณะนี้ บางครั้งทำในห้องปฏิบัติการ ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท บางครั้งทำการทดสอบที่ได้ตัวอย่างจริงมา รวมทั้งเดินทางเข้าร่วมการประชุมต่างประเทศ

แหล่งข้อมูลวิชาการที่ใช้ บ่อยมากคือ Web of Knowledge ที่มีบริการที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ทำให้ตรวจสอบหาค่า Impact Factor , IFของวารสาร รวมถึงใช้เพื่อประเมินคุณภาพงานวิจัยโดยดูจากค่าการอ้างอิงที่ได้รับของบท ความเรา ซึ่งคิดว่าสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยทั่วโลก ก็ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อนี้เช่นกัน และยังได้ลงทะเบียนใช้บริการ Researeher ID ด้วย เป้าหมายงานวิจัยวิชาการ คือ หาวิธีที่การประยุกต์ที่แตกต่างของเดิม เช่น การสร้างกระดูก (bone regeneration) มีความต้องการที่จะคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ อุปกรณ์ใหม่ เพื่อรักษาโรคที่ยาก เช่น โรคเกี่ยวกับตับ โรคหัวใจ ตอนนี้มีสิทธิบัตรที่ถือครองในเรื่อง umbilical cord membrane

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/phan/

งานวิจัยที่ 6 ประเทศญี่ปุ่น เรื่อง วัสดุมายากล (Magician with Materials)  โดย Prof. Dr. Yoshinori Tokura สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ญี่ปุ่นใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOS ตั้งแต่ปี 2000

ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ อิเล็กตรอนในวัสดุ (electron materials) ซึ่งอิเล็กตรอนในของแข็งอยู่ในสถานะ จำกัดอยู่เฉพาะที่อย่างแน่นอน (strictly localized state) หรือเสมือนเข็มหมุด (pinned) อิเล็กตรอนมีพฤติกรรม (behave) คล้ายคลื่นประเภทหนึ่งในของแข็ง ด้วยอิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งสามารถหยุดอิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งได้ด้วยทำ ปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ( mutual interaction) ฉะนั้นการเคลื่อนไหวจึงเกือบหยุดนิ่ง (freezed out) นั่นคือความสัมพันธ์ที่สำคัญของระบบอิเล็กตรอน ในกรณีซึ่งเมื่อสารตัวนำไฟฟ้าอย่างยิ่งยวดชนิดทองแดงออกไซด์ แบบHigh – Tc (copper oxide high-Tc Superconductors) มีอิเล็กตรอนแบบแช่แข็งนี้ จึงนำมาสร้างเป็น ฉนวนเครื่องกันไฟฟ้าในโลหะ ต่อมาสร้างเป็นซุปเปอร์คอนดัคเตอร์ ส่วนในสารประกอบประเภทอื่น เช่น ferromagneticmetal มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  นี้คือการเล่นแร่แปรธาตุประเภทหนึ่ง (alchemy)

มีคำหนึ่งที่เป็นที่ ชื่นชอบ คือ คำว่า emergence ซึ่งหมายถึง มีองค์ประกอบอิสระมากมายเมื่อมารวมกัน อาจสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจได้  คุณสมบัติของวัสดุทั้งหมดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการรวมองค์ประกอบต่างๆเข้า ด้วยกัน

ในส่วนตัวมีความเชื่อว่าเรื่องความสัมพันธ์ของอิเล็กตรอนใน วัสดุจะเป็นสาขาที่สำคัญหนึ่งของ วิทยาศาสตร์ เป้าหมายคือการพัฒนาอิเล็กตรอนแบบใหม่ ซึ่งมีความหมายแตกต่างอิเล็กทรอนิกส์เซมิคอนดักเตอร์แบบเดิม

เพิ่งอ่านหนังสือชื่อเรื่อง Physics of the Impossible โดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน Michio Kaky ด้วยความประทับใจ อันที่จริงแล้วเป้าหมายส่วนตัวของฉัน ต้องการทราบถึงกึ่งๆของฟิสิกส์ ที่จะนำไปสู่นวัตกรรมและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี  ขอเรียกว่า Innovation 4 ซึ่งอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ ผ่านจากการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางฟิสิกส์  อุณหภูมิห้อง เมื่อต้องการถ่ายเทพลังงาน ต้องการใช้พลังงานที่มีอุณหภูมิถึง 400 องศาเคลวินด้วย superconductors ขณะนี้เรามีเพียง superconductors ชนิด 130-140 kelvin ดังนั้นเราต้องการความพยายามอีก 3 เท่า โดยเป้าหมายหลักของเราคือการทำวิจัย High-Tc

อีกกรณีคือความสัมพันธ์ ระหว่างไฟฟ้ากับความร้อน (thermoelectric)  เรามีเป้าหมายผลิตวัสดุที่มีการใช้พลังงานต่ำ (ultra-low energy cousuming electronics) ตัวอย่างเครื่องปรับอากาศ ที่ใช้คอมเพรสเซอร์ในการทำความเย็น นั้นเป็นหลักการความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนกับพลังงานกล (thermodynamics) ของยุคศตวรรษที่ 19 แต่หากสามารถเปลี่ยน กระแสไฟฟ้าแบบตรงไปเป็น heat conduction จะช่วยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หน่วยวัดค่าความร้อนเป็น merit (ZT) ที่ขณะนี้มีหน่วย ZT เพียง1 หรือน้อยกว่า หากมีการพัฒนาให้มีค่ามากเป็น 3-4  สามารถเลิกใช้คอมเพรสเซอร์  เราจะสามารถแทนที่อย่างทันทีด้วย direct heat electricity transformation

Prof. Dr. Yoshinori ใช้แหล่งข้อมูล Web of Science ทุกวันเป็นหลัก เพื่อระบุวัสดุใหม่ หรือ ค่าวัดใหม่ทางฟิสิกส์(new physical parameter) สืบค้นโดยใช้คำค้นสามัญ (Key word) เมื่อผลลัพธ์ออกมามากเป็นหลักพันจะมุ่งสนใจเฉพาะบทความวิจัยที่ได้รับการ อ้างอิงสูงๆ (highly cited papers) นอกจากนั้นยังเป็นการค้นหาผู้เข้าร่วมแข่งขัน(candidates) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อทางคณะได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยจำนวนมาก จะทำการสืบค้นหาภูมิหลังของ นักวิทยาศาสตร์ผู้ขอทุน เพื่อทราบถึงกิจกรรมวิจัยและการมีชื่อเสียงในสาขา ที่ภาควิชานี้คณาจารย์ทุกท่านใช้ฐานข้อมูล Web of  Science กันมากและทราบถึงวิธีการสืบค้นที่ถูกต้องอย่างดีอีกด้วย

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/tokura/

งานวิจัยที่ 7 ประเทศมาเลเซีย  เรื่องรู้จักด้านซ้ายจากด้านขวา (Knowing left from right) โดย Prof. Fun Hoomg  Kun ภาควิชาฟิสิกส์   มหาวิทยาลัยเซ็นต์มาเลเซีย ปีนัง มาเลเซีย  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการ ชื่อWeb of Science, WOS  และ ReseaecherID ตั้งแต่ปี 2002

หากเรา ต้องการหาคำตอบให้คำถาม 1 คำถาม ธรรมชาติเป็นที่ที่ควรหาคำตอบในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสลับซับซ้อนที่เราต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด งานวิจัยที่กำลังหาคำตอบคือ เรื่องโครงสร้างคริสตัลของโมเลกุลของสารอินทรีย์ (crystal structure of organic molecules) ที่พบได้ในผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เมื่อเรามองดูในโครงสร้างแบบ 3 มิติ (3 D) ของโมเลกุล ความโน้มเอียงในการใช้มือข้างใดมากกว่าอีกข้างหนึ่ง (handedness) ของโมเลกุลเป็นสิ่งที่สำคัญมากบางครั้งความแตกต่างของอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ทำให้คุณสมบัติทั้งหมดแตกต่างกันไปด้วย

ยกตัวอย่างยาชื่อThalidomide (ยาแก้แพ้ท้องประเภทสังเคราะห์) ที่ถูกพัฒนาและใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี 1970 ที่ช่วยรักษาอาการแพ้ท้องของหญิงตั้งครรภ์  ยาที่สังเคราะห์เพื่อเชิงพานิชย์นั้นมีโมเลกุลแบบ 2 แขน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมีโมเลกุลเพียง 1 แขน แขนที่ 2 ของโมเลกุล ยานั้นมีผลอย่างร้ายแรงต่อทารกที่เกิดขึ้น

จากผลลัพธ์นั้นนำไปสู่คำ ถามที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์สารประกอบ ยกตัวอย่าง ยาฆ่าแมลง ที่สังเคราะห์ขึ้นมาบนหลักการจากคุณสมบัติสารธรรมชาติ เมื่อนำไปฉีดพ่นต้นไม้ที่นำมาเป็นอาหารของมนุษย์ แขนอีก 1 แขนของโมเลกุล มีผลกระทบอย่างไร ต้องมีการทดสอบ ในเรื่อง enantiomorphs ของโมเลกุลที่สังเคราะห์ เพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนที่จะปล่อยออกสู่เชิงพานิชย์

Prof. Dr.Fun  เป็นนักถ่ายภาพเอ็กเรย์ระดับโมเลกุลของคริสตัล สนใจในสาขาวิชานี้ มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาโครงสร้าง 3D ของโมเลกุลเล็กๆ กำลังค้นหาวิธีการประยุกต์ ที่มีศักยภาพต่อวงการแพทย์ รวมถึง possessing non-linear optical และคุณสมบัติของฟูออเรสเซนต์

ทีมงานวิจัยของเรา สนใจถึงประโยชน์ของสารประกอบที่มาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะ เรื่อง supramolecule network ในคริสตัลของสารอินทรีย์ โดยในปี 2001 ได้ค้นพบระยะการส่งผ่านแบบใหม่ (phase transition) ชื่อ FAST (Fun Anwar Suchada Transition) หลังจากนั้นก็ค้นพบตัวอย่างของ FAST มากมาย ได้ค้นพบพฤติกรรม กลไก ของ FAST พบว่าเป็นปฏิกิริยาร่วมกันระหว่าง hydrogen bonds กับ lattice phonons ในคริสตัล ทฤษฎี Landau กับ ทฤษฎี microscopic ที่อยู่บนหลักการกลไกควันตัม ได้ถูกพัฒนา ด้วยคำอธิบายของ 2nd-order FAST

จน ถึงปัจจุบัน Prof. Dr. Fun ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยรวม 1462 เรื่อง ถูกทำดัชนีในฐานข้อมูล Web of  Science รวมทั้งใช้ WOS และ Researcher ID เป็นประจำซึ่งช่วยให้ติดตามจำนวนนับของการได้รับการอ้างอิง

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/fun/

งานวิจัยที่ 8 ประเทศไต้หวัน  เรื่องหมอยา (Medicine Man ) โดย Dr. Chang Yu-Li-Hsinchu, Taiwan จาก Industrial Technology Research Institute, ITRI, Taiwan ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ Thomson Pharma มาตั้งแต่ปี 2007

งานวิจัยที่กำลังดำเนินการคือ การวิจัยพัฒนาด้านพรีคลินิก ยาสมุนไพรชนิดใหม่จากยาสมุนไพรจีนดั้งเดิม รวมถึงการสำรวจหาโมเลกุลขนาดเล็กของยาชนิดใหม่เพื่อใช้ในคลินิก

ยาสมุนไพรเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นมรดกสมบัติของชาติ และส่วนตัวเองมีความเชื่อว่ามันสามารถมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ทีมงานวิจัยเราจึงสนใจในความเป็นไปได้ในอนาคตว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถออก แบบและพัฒนายาสมุนไพรที่มาจากของดั้งเดิมได้ด้วยธรรมชาติของยาสมุนไพรนั้นโดยทั่วไปมีความอ่อนโยน มีประสิทธิภาพที่ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ทีมงานเราทำการสกัดสาร เพื่อกลั่นกรองสารออกฤทธิ์ที่มีปฏิกิริยาทางชีววิทยาหรือทำให้บริสุทธิ์ และทำการควบคุมคุณภาพทำในเชิงอุตสาหกรรมและพัฒนาทางพรีคลินิก

ขณะนี้ เรากำลังสนใจมุ่งในโรคตับ เช่น Chronic hepatitisB,C,  liver fiibrous, cirrhosis และ hepato cellular carcinoma เพราะว่าเป็นโรคที่พบอย่างแพร่หลายในประเทศจีน งานวิจัยของเราเป็นขบวนการตรวจสอบยาใหม่ (Investigation New Drug , IND)

ทีมงานวิจัยใช้แหล่งข้อมูล Thomsom Pharma ที่มีประโยชน์มากมีการรวบรวมข้อมูลยาที่มีเนื้อหาเข้าเรื่องในงานวิจัยเรา ฐานข้อมูลให้รายงานที่มีการเรียบเรียงและจัดเป็นระเบียบอย่างดีและยังให้ ข้อมูลใหม่ล่าสุดเสมอ ให้ข้อมูลครอบคลุมทุกสถานะของการพัฒนายา 1 ชนิด เช่น deal situation, patent position, chemistry, toxicity, mechanism of action และข้อมูลการทดสอบทางคลินิก

ITRI บอกรับเป็นสมาชิกฐานข้อมูล Thomsom Pharma ตั้งแต่ปี 2007 ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านเทคนิคและด้านเชิงพานิชย์ของยา

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/chang/

งานวิจัยเรื่องที่ 9 ชื่อเรื่องการวิจัยทรัพย์สินทางปัญญาจาก 3 ฝ่าย (The IP Trinity) โดย Ms. Yukie Akakabe & Mr. Hiroshi Oyama บริษัท Showa Denko K.K. and Denka, Tokyo, Japan ใช้ฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPI ตั้งแต่ปี 1995

บทสัมภาษณ์ Ms. Yukie Akakabe
บริษัท ของเรา Showa Denka K.K. บริษัทของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องธุรกิจเทคโนโลยีที่ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า หลายประเภท ขณะนี้เรากำลังทำงานในสนามที่มีการแข่งขันสูงมาก เช่นเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสายตา (Optoelectronic devices) เราได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสิทธิบัตรอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากสำหรับงานวางแผนกลยุทธ์ด้านธุรกิจเทคโนโลยี (Business strategy) ตัวอย่าง หากบริษัทเราเป็นผู้มาทีหลัง (latecomers) การวิเคราะห์สิทธิบัตร สามารถช่วยเราได้อย่างยิ่งในการหาช่อง โพรง สำหรับบริษัทเรา เมื่อนักวิจัยมาบอกว่า ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนทำให้ฉันมีความพึงพอใจในผลงานของตนเองมาก นั่นคือฉันได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตร (Patent Infringement) ให้แก่บริษัทได้

ในอดีต ฉันทำหน้าที่เพียงสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรตามคำขอเท่านั้น  ต่อมาในช่วงเวลาที่ไม่นานมานี้นั้นลักษณะงานได้ปรับเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นงานใหม่ที่มีชื่อกลุ่มว่า Holy Trinity ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของงาน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ฝ่ายธุรกิจ (Commercial) และฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา (IP Specilaist) กลุ่มงานใหม่นี้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นโครงการวิจัยเรื่องหนึ่งๆ

ปัจจุบันต้องเดินทางไปพบปะทีมงานแบบตัวต่อตัว ใช้ข้อมูลเป็นหลักการในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ไม่ทึกทักว่าเป็นจริงเอาเองอย่างที่เคยทำมาก่อน ทีมงานจะร่วมกันตัดสินใจ หาวิธีการพัฒนา

วิธีป้องกัน และการตลาดอย่างดีที่สุด สำหรับนวัตกรรมของบริษัทเรา เรามีปฏิสัมพันธ์กันและสนุกสนานมากในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในแต่ละโครงการ

บทสัมภาษณ์ Mr. Hiroshi Oyama
ประเทศ จีนมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องรวดเร็วกว่าระบเศรษฐกิจใดๆ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ จีนมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จีนมีจำนวนผู้บริโภคสูงมากถึง 1.3 พันล้านคน เป็นตลาดที่ใหญ่มหึมา เพื่อให้บริษัท Denka ประสบความสำเร็จในจีน จำเป็นต้องทำการทำแฟ้มการยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ให้มากเพื่อเจาะตลาดในจีน บริษัทเน้นธุรกิจเทคโนโลยี โพลิเมอร์  ขั้นสูง (advanced polymer) ที่ประยุกต์เป็นชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงเสมอ รวมทั้งเรายังสนใจสิทธิบัตรด้านยาอีกด้วย

เรา 2 คนมีความเชี่ยวชาญในข้อมูลสิทธิบัตรจีนได้ร่วมกันเขียนหนังสือ เรื่อง The Knack of searching Chinese Patents ในการทำงานและเขียนหนังสือ ได้ใช้แหล่งข้อมูลจากฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPIเป็นหลัก DWPI เป็นแหล่ง ข้อมูลสิทธิบัตรที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมทั่วโลก

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/akakabeoyama/

เรียบเรียง โดย รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วันที่ 6 พฤษภาคม 2553

Nature วารสารวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพล

วารสารเนเจอร์ เป็นวารสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด มาจากประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1869 มีอายุรวม 140 ปี เป็นวารสารวิทยาศาสตร์แบบสหวิทยาการ (interdisciplinary) ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชื่อหนึ่ง

ปัจจุบันวารสารวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นวารสารเฉพาะทาง  วารสารเนเจอร์ยังคงเป็นวารสารในกลุ่มจำนวนน้อยที่เป็นแบบสหวิทยาการ ตัวอย่างวารสารที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ เช่น  Science, Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) กลุ่มผู้อ่านหลักของวารสารเนเจอร์ คือ นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำงานวิจัย สาธารณชนผู้อ่านทั่วๆไปก็สามารถอ่านบทความประเภทสรุป ที่เข้าใจได้ง่าย วารสารเนเจอร์ตีพิมพ์แบบรายสัปดาห์ ใน 1 ปี จึงมีจำนวนรวมราว 52 – 54 ฉบับ คอลัมน์ในแต่ละฉบับประกอบด้วย บทบรรณาธิการ (Editorial)  ข่าว (News)  บทความเด่น (Feature articles)  และอื่นๆ เช่น current affair, science funding,  business, scientific ethics, research breakthroughs, book& arts etc. ในปี 2007 วารสารเนเจอร์ กับวารสาร Science ได้รับรางวัล The Prince of Asturias Award for Communications and Humanity

รายละเอียดของวารสารเนเจอร์

ชื่อย่อ Nature
เนื้อหา สหสาขาวิชา (Interdisciplinary)
ภาษา อังกฤษ
สำนักพิมพ์ Nature Publishing Group (NPG) สหราชอาณาจักร
ปีที่เริ่มพิมพ์ ค.ศ. 1869 – ปัจจุบัน
ความถี่ในการตีพิมพ์ รายสัปดาห์
ค่า Impact Factor, IF 31.434 (2008)
ISSN 0028-0836
Web Site www.nature.com/nature/index.htm

ประวัติความเป็นมา
ในช่วงศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักร เป็นประเทศแหล่งกำเนิดของวิทยาการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงหลังศตวรรษ อังกฤษอยู่ในช่วงการดำเนินการอย่างมากเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยน แปลงทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของโลก

วารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูง ในขณะนั้นมาจากราชสมาคม ( Royal Society) ที่มีการตีพิมพ์ผลงานวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก คือ งานค้นพบวิทยาศาตร์ที่สำคัญของ Sir Isaac Newton, Michael Faraday จนถึงผลงานของ Charles Darwin และในช่วงเวลาต่อมา ในช่วงปีค.ศ. 1850 – 1860 จำนวนสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องทางวิทยาศาสตร์เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 เท่า วารสารเนเจอร์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1869 ในชื่อครั้งแรกคือ  Recreative Science : a Record and Remembrancer of Intellectual Observation ที่เน้นเนื้อหาด้านธรรมชาติวิทยา ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อวารสารหลายชื่อ และต่อมาเริ่มเน้นเนื้อหาด้าน วิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น Astronomy, Archaeology

ผู้ก่อตั้งวารสารเนเจอร์ คือ Norman Lockyer  ส่วนผู้สนับสนุนการเงินในการตีพิมพ์ คือ Alexander MacMillan หลายบทความในฉบับแรกๆของวารสารเนเจอร์ เขียนโดยกลุ่มสมาชิกที่ตั้งชื่อกลุ่มว่า X Club  ที่มีความเป็นอิสระเสรีนิยม (liberal) หัวก้าวหน้า (progressive) และบางทีมีประเด็นโต้แย้งกันในเรื่องวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลานั้น บางทีอาจเป็นเพราะการมีอิสระเสรีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific liberality) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้วารสารเนเจอร์ได้รับความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับในชุมชนวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมาอย่างยาวนานมากกว่าบรรพบุรุษวารสารเนเจอร์ในยุคศตวรรษที่ 20 และช่วงต้นที่ 21 วารสารเนเจอร์ได้ดำเนินการได้อย่างดีในการพัฒนาและขยายฐานงานตีพิมพ์ผลงานวิทยาศาสตร์ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคที่ 20

บรรณาธิการ (Editors)
Norman Lockyer ผู้ก่อตั้งวารสารเนเจอร์ เป็นศาสตราจารย์ที่ Imperial College ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการคนแรก  ส่วนคนที่ 2  คือ Richard Gregory  เป็นผู้ที่ช่วยสร้างเครือข่ายชุมชนวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ  ในช่วงปี 1945 – 1973 มีบรรณาธิการ 3 คน คือ A.J.V. Gale, L.J.F. Brimble และ John Maddox มีการหมุนเวียนกันเป็นรอบ 2 ในบางคน และสุดท้ายตั้งแต่ปี 1995 – ปัจจุบัน บรรณาธิการคนล่าสุด คือ Philip Cambell

การพัฒนาการ
มีการขยายสาขาของสำนักงานไปยังประเทศต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่ปี 1970 ที่กรุงวอชิงตัน ดี ซี  ปี 1985 กรุงนิวยอรค์ ปี 1987 กรุงโตเกียวและกรุงมิวนิค ปี 1989 กรุงปารีส ปี 2001 ซานฟรานซิสโก ปี 2004 กรุงบอสตัน และปี 2005 ที่ฮ่องกง ตั้งแต่ช่วงปี 1980’s เป็นต้นมาวารสารได้ขยายฐานอย่างยิ่งใหญ่ มีการริเริ่มตีพิมพ์วารสารชื่อใหม่เพิ่มอีกราว 10 ชื่อ ตั้งชื่อสำนักพิมพ์ใหม่ชื่อ Nature Publishing Group, NPG ในปี 1999 ที่ประกอบด้วยสำนักพิมพ์ชื่อเดิม อันได้แก่  Nature, Nature Research Journals, Stockton Press Specialist Journals, MacMillan Reference

ในปี 1997 วารสารเนเจอร์ได้เปิดเว็บไซต์ที่ www.nature.com   และในปี 1999 เริ่มตีพิมพ์บทความในวารสารชุดของ Nature Reviews  แบบออนไลน์ โดยเปิดบางบทความให้อ่าน เข้าถึงได้แบบฟรี ส่วนบทความอื่นๆ ผู้อ่านสามารถเข้าถึงแบบขอซื้อในแต่ละบทความ  ถือได้ว่าวารสารเนเจอร์เป็นวารสารแบบ partial open access journal คือเปิดให้อ่านฟรีได้แบบบางส่วน
วารสารเนเจอร์ประกาศว่า กลุ่มผู้อ่านเป็นนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารราว 3 แสนคน ส่วนผู้อ่านอื่นๆ ราว 6 แสนคน มีจำนวนตีพิมพ์หมุนเวียนราว 6.5 หมื่นเล่มต่อฉบับ และมีการศึกษาพบว่า วารสาร 1 เล่มมีการแบ่งปันกันอ่านเฉลี่ย 10 คนต่อเล่ม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2008 วารสารเนเจอร์ได้ให้การรับรอง (endorsed) ผู้สมัครชิงตำเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ด้วยการสนับสนุนการณรงค์หาเสียงของนายบารัค โอบามา

การเสนอตีพิมพ์บทความในวารสารเนเจอร์
นัก วิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างมุ่งหวังเสนอบทความลงตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์นี้ หากผู้ใดได้รับการตีพิมพ์ ถือว่าได้รับชื่อเสียง รับเกียรติอย่างสูง น่าเคารพนับถือ (prestigious)  และบทความมักจะได้รับการอ้างอิงในจำนวนสูงอีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การเลื่อนตำเหน่ง การได้รับอนุมัติให้ทุนวิจัย รวมถึงจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลักด้วย เหตุผลเป็นเพราะว่ามักได้รับการตอบสนองในทางบวก ฉะนั้นจึงมีการแข่งขันกันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่จะเสนอตีพิมพ์บทความวิจัย ของตนเอง รวมถึงมีการแข่งขันในวารสารคู่แข่งที่ใกล้ชิดที่สุด คือ Science อย่างดุเดือด (fierce) อีกด้วย

วารสารเนเจอร์ ได้รับค่า IF = 31.434 ในปี 2008 ที่วัดโดย Thomson ISI ถือว่ามีค่าสูงสุดในกลุ่มของวารสารประเภทเดียวกัน วารสารเนเจอร์มีนโยบายตรวจสอบคุณภาพบทความที่เสนอตีพิมพ์เช่นเดียวกับวารสาร ส่วนใหญ่ชื่ออื่นๆ มีการกลั่นกรองคัดเลือก (screen) โดยบรรณาธิการ ตามด้วยขั้นตอนของกระบวนการ peer review  โดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่คัดเลือกโดยบรรณาธิการ ซึ่งต้องไม่มีสายสัมพันธ์ใดๆ กับงานวิจัยนั้นๆ โดยจะทำการอ่านและให้ข้อวิจารณ์ก่อนที่จะอนุมัติให้ตีพิมพ์

คำประกาศพันธกิจล่าสุดของ วารสารเนเจอร์
ข้อที่ 1 เพื่อเป็นการบริการแก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ให้มีแหล่งตีพิมพ์ผลงานอันเป็นความก้าวหน้าทางที่สำคัญอย่างทันทีในทุกๆสาขา วิชาของวิทยาศาสตร์ และเพื่อเป็นการจัดที่ที่แสดงความคิดเห็นให้มีโอกาสในการรายงานและซักถามพูดคุยในประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ข้อที่ 2  เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ของวิทยาศาสตร์ที่มีการเผยแพร่อย่างรวดเร็วแก่สาธารณชนทั่วโลก

บทความวิทยาศาสตร์สำคัญที่มีการตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Landmark papers)
วารสารเนเจอร์ได้ตีพิมพ์บทความวิทยาศาสตร์ที่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกเป็นแห่งแรก ดังรายชื่อบทความต่อไปนี้

  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง Wave Nature of particles – C. Davisson et al. 1927 . “The scattering of electrons by a single crystal of nickel “ Nature 119 : 558-560  doi:10.1038/119558a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง The neutron – J. Chadwick 1932 “ Possible  existence of a neutron “ Nature 129 : 132   doi:10.1038/129312a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง Nuclear fission – L. Meitner et al. 1939 “Disintegration of uranium by neutrons : a new type of nuclear reaction” Nature 143 : 239-240  doi:10.1038/143239a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง The structure of DNA – J.D. Watson and F.H.C. Crick 1953 “Molecular structure of nucleic acids : A structure for deoxyribose nucleic acid” Nature 171 : 737-738  doi:10.1038/171737a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง First molecular protein structure (myoglobin) – J.C.Kendrew et al. 1958 “A three dimensional model of the myoglobin  molecule obtained by X-ray analysis” Nature 181 : 662-666  doi:10.1038/181662a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง Plate tectonics – J. Tuzo Wilson 1966 “ Did the Atlantic close and then re-open ? “ Nature 211 : 676-681 doi:10.1038/211676a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง Pulsars – A.Hewish et al. 1968 “ Observation of a Rapidly Pulsating Radio Source” Nature 217 : 709-713  doi:10.1038/217709a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง The Ozone hole – J.C. Farman et al. 1985 “ Large losses of total ozone in Antarctica reveal seasonal CIOx/NOx interaction” Nature 315 : 207-210  doi:10.1038/315207a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง First cloning of a mammal ( Dolly the sheep) – J. Wilmut et al.  1997 “ Viable offspring derived from fetal and adult mammalian cells” Nature 385 : 810-813 doi:10.1038/385810a0
  • หัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง The Human genome – International Human Genome Sequencing Consortium (2001) “Initial sequencing and analysisof the human genome” Nature 409 : 860-921  doi:10.1038/35057062

ความผิดปกติในขนวนการ Peer Review ของวารสารเนเจอร์
ในวารสาร เนเจอร์ พบว่ามีการตีพิมพ์บทความที่หลอกหลวง ไม่เป็นจริง บิดเบือนของผู้แต่งชื่อ Hendrik Schon  ในปี 2001 – 2002 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ superconductivity ต่อมาในปี 2003 วาราสารได้แจ้งขอถอนบทความนั้นออก เช่นเดียวกับวารสาร Science

สิ่งพิมพ์ชื่อต่างๆ ของกลุ่ม NPG
NPG เริ่มตีพิมพ์วารสารเฉพาะทางหลายชื่อ  เช่น Nature Neuroscience, Nature Biotechnology, Nature Methods, Nature Clinical Practice etc. และปัจจุบันวารสารเนเจอร์ จัดบริการ Podcasts ให้แก่ผู้ใช้บริการซึ่งสามารถรับชมภาพและฟังเสียง ที่เป็นบทความเด่นและบทสัมภาษณ์ผู้แต่งด้วย

ในปี 2007  NPG ได้เริ่มตีพิมพ์วารสารร่วมกับสมาคมวิชาชีพต่างๆ หลายแห่ง เช่น The American Society of Clinical Pharmacology & Therapeutics โดยตีพิมพ์วารสารชื่อ Clinical Pharmacology & Therapeutics กับสมาคม The American Society of gene โดยตีพิมพ์วารสารชื่อ Molecular Therapy

สิ่งพิมพ์ ของ NPG แบ่งออกได้เป็น 3 ชุด คือ
กลุ่มที่หนึ่ง
วารสารวิจัย ( Research Journals) ตัวอย่างเช่น Nature  Biotechnology, Nature cell Biology, Nature Chemistry, Nature Genetics, Nature Geoscience, Nature Nanotechnology, Nature Physics เป็นต้น
กลุ่มที่สอง
วารสารวิจารณ์ สรุปผล( Reviews Journals)  ตัวอย่างเช่น Nature Review Cancer, Nature Review drug Discovery, Nature Review genetics, Nature Review Immunology เป็นต้น
กลุ่มที่สาม
วารสารออนไลน์(Nature Online) ตัวอย่าง Nature China และ Nature India

สำนักพิมพ์ NPG มีความกระตือรือร้นอย่างมากในการส่งเสริม การจัดเก็บคลังความรู้ส่วนตัว (Self Archiving)  ถือเป็นสำนักพิมพ์แห่งแรกสุดที่อนุญาตให้ผู้แต่งบทความสามารถทำสำเนาบทความ ตนเองไปเก็บไว้ที่เว็บไซต์ส่วนตัวหรือ สถาบันได้ ในปี 2002  โดยใช้วิธีให้ผู้แต่งทำเรื่องขอ exclusive license มายังสำนักพิมพ์ มากกว่าการขอให้ผู้แต่งมอบลิขสิทธิ์ให้ และในปี 2007 NPG ได้แนะนำการอนุญาตที่ชื่อว่า Creative Common, CC

เอกสารอ้างอิง
1. Nature (Journal) from Wikipedia, the free encyclopedia – available at
http://en.wikipedia.org/wiki/Nature_journal as of  18 May 2010
2. Web Site : Nature International Weekly Journal of Science – available at
http://www.nature.com/nature/index.html  as of 24 May 2010

เรียบเรียงโดย รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สวทช.
วันที่ 25 พฤษภาคม 2553

บทความเด่นจาก Scientific American

วารสาร Scientific American เป็นวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชื่อดังอีกชื่อหนึ่ง ที่ผู้อ่านทั่วไปสามารถติดตามข่าว กิจกรรมวิทยาศาสตร์ในระดับสากล โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลักได้อย่างเท่าทันการณ์ มีการตีพิมพ์แบบรายเดือน มีการนำเสนอบทความเด่นที่น่าสนใจ ในเกือบทุกฉบับโดยในฉบับเดือนกรกฎาคม 2553 นี้ มีบทความพิเศษที่น่าสนใจในคอลัมน์ Content features รวม 8 เรื่อง ในสาขาต่างๆ หน้าปกหลัก โปรยชื่อเรื่องว่า โลกกำลังรั่ว ( The Universe is leaking)

ขอเสนอเนื้อหาสรุปแบบย่อ ของ 8 บทความหลัก ดังต่อไปนี้

1. สาขาดาราศาสตร์ (Cosmology) มีชื่อเรื่องหลักว่า โลกกำลังเกิดพลังงานรั่วไหล หรือไม่ (Is the universe leaking energy ?) มีเนื้อหาสรุปดังนี้
ระบบจักรวาลที่มีการแผ่ขยายทำให้เกิดระยะห่างไกลออกไปจากกลุ่มดาวกาแล็กซี่มากยิ่งขึ้นอีก แสงของกลุ่มดาวมีการเปลี่ยนความยาวคลื่นของคลื่นแสง (redshifted)  ที่เป็นเหตุทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานให้ลดน้อยลงนี้ดูเหมือนว่าเป็นการละเมิดกฎ หลักการของการเกิดพลังงานในทางฟิสิกส์ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 8 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

2. สาขาการขนส่ง (Transportation) มีชื่อเรื่องหลักว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่พอใจเกี่ยวกับปลั๊กของรถยนต์ไฮบริด (The dirty truth about plug-in hybrids) มีเนื้อหาสรุปดังนี้
หลังจากการประกาศเปิดตัวรถ ยนต์รุ่น LEAF ของบริษัทนิสสัน เมื่อปีที่แล้วในเมืองใหญ่ 24 แห่งในสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ทำการผลิตแบบอุตสาหกรรม  บริษัทนิสสันได้อวดเทคโนโลยีใหม่นี้ ด้วยสโลแกนที่ว่า zero emission tour รถยนต์ LEAF ใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่จุพลังงานในแบตตารี่แบบห่อ โดยแบตตารี่ได้พลังงานที่ส่งผ่านจากสายปลั๊กไฟฟ้าจากโรงรถของแต่ละบ้าน (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 2 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)
LEAF= Leading Environmentally Friendly Affordable Family Car

3. สาขาหุ่นยนต์ (Robotics) มีชื่อเรื่องหลักว่า สงครามของหุ่นยนต์ (War of the machines)  มีเนื้อหาสรุปดังนี้
เมื่อ ครั้งหนึ่งกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้ใช้หุ่นยนต์เพื่อหลบเลี่ยงอุปสรรคต่างๆ ในธรรมเนียมเดิมทางทหาร  หุ่นยนต์แบบระบบที่ไม่มีคนควบคุมดูแลนั้น มีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ในงานที่มีความขัดแย้ง ต่อสู้ ในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก ทั้งในการช่วยต่อรองเจรจาความยุ่งยากในท้องถนนของเมืองหรือทำหน้าที่ เป็นลูกเสือในหมู่บ้านที่ห่างไกล หุ่นยนต์มีความสามารถทำงานได้มากกว่า จึงมีการประดิษฐ์คิดสร้างอย่างต่อเนื่อง  มีคำเรียกร้องให้มุ่งเน้นในประเด็นจริยธรรมและกฎหมายให้มากขึ้น (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 8 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

4. สาขาพลังงาน (Energy)  มีชื่อเรื่องหลักว่า พลังงานสะอาดจากน้ำสกปรก (Clean energy from filthy water)   มีเนื้อหาสรุปดังนี้
การนำน้ำเสียจากเขตเทศบาลฉีดพ่นเข้าสู่สนามความร้อนชั้นใต้พิภพ (underground geothermal field) ซึ่งก่อให้เกิดแหล่งของไอน้ำ (stream) ที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ รวมทั้งช่วยลดปัญหาน้ำเสียในจำนวนมากได้อีกด้วย  ขณะนี้เกิดโครงการลักษณะนี้ที่เขต Santa Rosa รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นต้นแบบให้เกิดบทเรียนว่าจะทำอย่างไรในการผลิตให้ดีที่สุด ในเรื่องการเจาะให้ตื้นหรือลึกอย่างไรดี มีการพบว่าเกิดแผ่นดินไหวเล็กๆ ในพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงงานนี้  ทำให้สภาชุมชนต้องร่วมกันพิจารณาถึงผลแทรกซ้อนอันร้ายแรงนี้ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 6 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

5. สาขาวิวัฒนาการ (Evolution) มีชื่อเรื่องหลักว่า ชัยชนะของการบินได้ด้วยปีก (Winged victory)   มีเนื้อหาสรุปดังนี้
สัตว์ปีก เช่น นก มีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ประเภทกินเนื้อ มาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนักในเรื่องจุดกำเนิดทางกายวิภาคศาสตร์ของนกในยุคสมัยใหม่นี้  จากซากฟอสซิลมีการตั้งสมมุติฐานว่านกในยุคใหม่นี้  เกิดขึ้นหลังจากการชนของวัตถุที่มีลักษณะคล้ายดาว (asteroid impact) ที่อ้างถึงไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตจาก 65 ล้านปีก่อน แต่จากการศึกษาถึงระดับโมเลกุล พบว่านกในสมัยใหม่นั้นอาจมีรากสายมาลึกกว่านั้น โดยเริ่มมีการศึกษาวิเคราะห์ซากฟอสซิลของนกยุคโบราณ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 6 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

6. สาขาจิตวิทยา (Psychology) มีชื่อเรื่องหลักว่า เด็กคิดอย่างไร (How baby think ?)  มีเนื้อหาสรุปดังนี้
เด็ก เล็กมีความสามารถในกระบวนการรับรู้มากกว่าที่นักจิตวิทยาได้สรุปไว้ก่อนหน้านี้ เด็กสามารถจินตนาการถึงประสบการณ์ของผู้อื่นได้อย่างทันที เรียนรู้โลกได้มากกว่า เดิมที่คิดไว้ นักจิตวทยาได้จัดให้มีการทดลองและสรุปผลโดยวิเคราะห์ทางสถิติ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 6 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

7. สาขาสิ่งแวดล้อม (Environment) มีชื่อเรื่องหลักว่า เครื่องขุดเจาะกำลังมา ( The drillers are coming)   มีเนื้อหาสรุปดังนี้
ชั้นแผ่นหิน Marcellus อาจมีศักยภาพในการเป็นแหล่งจัดเตรียมก๊าซธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของ ประเทศได้ยาวถึง 40 ปี นักวิจารณ์ได้กล่าวว่า การเกิดรอยร้าวจากแรงกดอัดพลังน้ำนั้น อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของก็าซเข้าไปทางก็อกน้ำของแหล่งน้ำดื่มได้ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 4 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ)

8. สาขาแพทยศาสตร์ (Medicine) มีชื่อเรื่องหลักว่า ยุคของยารักษาโรคชนิดดีเอ็นเอ (DNA drugs come on age)   มีเนื้อหาสรุปดังนี้
มีการคิดค้นวัคซีนและวิธีการบำบัดรักษาโรคเอดส์ หรือ HIV  เป็นยาที่มีส่วนประกอบของ สายของดีเอ็นเอ (DNA ring) ที่มีชื่อเรียกว่า plasmids มีการทำการวิจัย ทดสอบมายาวนานมากกว่า 10 ปี จึงเริ่มเห็นผลสำเร็จ โดยในช่วงแรกของการทดลองให้ผลลัพธ์ที่ตอบสนองน้อยมาก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาปรับปรุงวิธีการนำส่ง (delivering)  ที่ช่วยเสริมให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว ปัจจุบันมีการนำวัคซีน DNA นี้ ใช้รักษาโรคในสัตว์ และ อยู่ในขั้นทดสอบมนุษย์ในระยะสุดท้าย ซึ่งมีการแสดงออกถึงการมีศักยภาพที่ดี

ยาที่มีองค์ประกอบ เป็น DNA ทำงานอย่างไร
ไม่ว่าจะตั้งใจในการรักษาหรือป้องกันโรค ยาที่มีองค์ประกอบเป็น DNA ถูกสร้างมาจาก plasmid (วงแหวนเล็กๆ ของ DNA) ถูกออกแบบเพื่อนำพายีนที่ได้ถูกคัดเลือกเข้าสู่เซลล์  เมื่อ plasmid เข้าสู่เซลล์ ๆ จะผลิตโปรตีนซึ่งถูกแปรรหัสโดยยีน เมื่อ plasmid เข้าสู่ host cell  เครื่องจักรที่โดยปกติจะแปรรหัส DNA จะเริ่มอ่านยีนของ plasmid และทำให้เกิดโปรตีน ที่ต้องการซึ่งท้ายที่สุดจะถูกปล่อยออกจากเซลล์ มากเท่ากับ อนุภาคไวรัส  โปรตีนจำเพาะต่อเชื้อโรคจะถูกจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกายโดยเซลล์ใน ระบบภูมิคุ้มกันจากนั้นจะถูกทำให้คิดว่าร่างกายมีการติดเชื้อ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการจดจำในระยะยาวโดยทันที และตอบสนองต่อโปรตีนที่เป็นสิ่งแปลกปลอม เพียงแค่สาย DNA ที่มียีน เพียง ยีน เดียวก็สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันซึ่งจะป้องกันต่อเชื้อโรคได้ เป็นต้น

จากความปลอดภัยและความเรียบง่าย วัคซีนที่มีองค์ประกอบเป็น DNA มีข้อดีเหนือกว่า วัคซีน ชนิดอื่นๆ มากมาย ด้วยเหตุผลคือ
1. การผลิตของวัคซีนชนิดนี้เร็วกว่าวัคซีน รุ่นเก่าๆ เช่นวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ซึ่งต้องการการจัดการและการเพาะพันธุ์ไวรัส ที่มีชีวิตซึ่งจะใช้เวลา 4 – 6 เดือน ในกระบวนการผลิตเป็นอย่างต่ำ
2. DNA จะเสถียร ณ อุณหภูมิห้อง ดังนั้นวัคซีน ที่มีองค์ประกอบเป็น DNA ซึ่งไม่ต้องการตู้เย็น และไม่ต้องกังวลระหว่างการขนส่งและการบรรจุสำหรับวัคซีน จำนวนมาก

ในปี 2007 บริษัทยา Merck ริเริ่มการทดลอง HIV vaccine ในชุดใหญ่โดยใช้ Adenovirus ที่เรียกว่า “AdHu 5” เพื่อทำ HIV gene การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันซึ่งเห็นได้ในการทดลองโดยใช้ใน adenovirus มีความคาดหวังและเกิดขึ้นในช่วงเริ่มของการทดลอง จากทั้งหมด ประมาณ 3,000 การทดลอง

ตารางแสดงศักยภาพ DNA ในการรักษาโรคเป็นวัคซีนในมนุษย์และสัตว์

ผลิตภัณฑ์     ความผิดปกติในมนุษย์ ความผิดปกติในสัตว์
 วัคซีน (ป้องกันโรค) (Prevent disease)
  • HIV (วัคซีน 3 ชนิด)
  • Influenza (วัคซีน 2 ชนิด)
  • ไวรัส West nile (ม้า)
  • ไวรัสติดเชื้อ hematopoietic necrosis (ฟาร์มปลาซอลมอน)
การรักษาโรคแบบกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับโรคที่คงอยู่ (immune-stimulating)
  • Hepatitis C
  • HIV
  • HumanPapillomovirus induced tumors
  • Liver Cancer/Melanoma
Melanoma เนื้องอก (สุนัข)
การรักษาโดยเพิ่มโปรตีนที่ต้องการ
(rise to need proteins)
  • Limb circulatory disorder
  • Melanoma
Fetal loss (สุกร)การแท้งลูก

ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในความยาวจำนวน 6 หน้า พร้อมรูปภาพประกอบ

ในปกหลังสุดของวารสาร Scientific American ฉบับเดือนกรกฎาคมนี้  ได้ประกาศโฆษณา เรื่องเปิดบริการออนไลน์แบบสมัครเป็นสมาชิกแบบองค์กร ที่สามารถเข้าถึงได้แบบไม่จำกัด (Unlimited online access for institutions) โดยดำเนินการผลิตเวอร์ชั่นออนไลน์ร่วมกับสำนักพิมพ์เนเจอร์กรุ๊ป (Nature publishing group, NPG)  ที่เว็บไซต์  http://www.nature.com/scientificamerican โดยที่ทุกบทความเป็นลักษณะสมาชิกเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ วารสาร Scientific American ไม่จัดบริการแบบ Open Access article (OA)

อ้างอิง
วารสาร Scientific American – July 2010 – Volume 303 Number 1

เรียบเรียงโดย รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
วันที่ 18 สิงหาคม 2553

10 นวัตกรรมใหม่ จากเวทีเวิลด์อีโคโนมิกส์ฟอรัม ประจำปี 2011

10 นวัตกรรมใหม่จากบริษัทธุรกิจเทคโนโลยี ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน (10 Start – Ups That will change your life)

เป็นบทความที่น่าสนใจ จากแมกกาซีนชื่อดังระดับโลก ไทม์ ฉบับวันที่ 20 กันยายน 2553 นี้  (ไทม์ มีการตีพิมพ์แบบรายสัปดาห์) ในคอลัมน์ Global Business  หัวข้อหลักคือ ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี (Technology Pioneers)  10 นวัตกรรมใหม่ จากเวทีเวิลด์อีโคโนมิกส์ฟอรัม ประจำปี 2011 สรุปรายละเอียด ของ 10 นวัตกรรม  ได้ดังนี้

นวัตกรรมที่ 1 โดยบริษัท Spotify (UK) – ผู้ร่วมก่อตั้งคือ  Daniel Ek ให้บริการฟังดนตรีผ่านทางอินเทอร์เน็ต (music streaming service) ที่มีผู้ใช้บริการกว่า 5 แสนคนซึ่งสามารถฟังเพลง (ไม่จำกัดจากฐาน ข้อมูล 8 ล้านเพลงและ 200 ล้านรายการเพลงที่ทำโดยผู้ใช้) ใช้ได้ทั้งอย่างฟรี ถูกกฎหมาย โดยมีโฆษณา หรือจ่ายค่าบริการ 460 บาทต่อเดือน ($US 15) EK กล่าวว่า บริการนี้ไม่ใช่การขายเพลงแต่เป็นการขายการเข้าถึง ( sell access)

นวัตกรรมที่ 2 โดยบริษัท Medicine in Need, MEND  (South Africa) – เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร  นำโดย CEO Andrew Schiermeier ใช้รูปแบบของบริษัทร่วมทุนในการพัฒนายาให้มีราคาถูกที่สุด  เพื่อให้ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงได้  บริษัทได้ผลิตเข็มนาโน (nanoneedle) ชึ่งช่วยประหยัดตัวยาในการฉีดวัคซีนได้ถึงร้อยเท่า รวมถึงผลิตวัคซีนมาลาเรีย และโรทาไวรัสในราคาถูกด้วย

นวัตกรรมที่ 3 โดยบริษัท Scribd (US) – ก่อตั้งโดย Trip Adler และ Jared Friedman ในปี 2007 เป็นนวัตกรรมด้านการตีพิมพ์ (publishing)  ที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างเอกสารรูปแบบ Scribd (scribd document)  จากไฟล์เอกสารเดิมในรูปแบบใดๆ ก็ได้  อีกทั้งยังสามารถแบ่งปัน และตีพิมพ์ e-book ได้ภายในไม่กี่นาที  บริษัทหัก 20% ออกจากราคาขาย เทียบกับ Amazon ที่หัก 30% ตอนนี้ Scribd มีเอกสารทั้งหมดกว่า 10 ล้านฉบับและ วางแผนว่าปีนี้จะตี พิมพ์ e-book กว่า 350,000 ฉบับ
ในปี ๒๐๐๙ ได้เปิดบริการ Scribd storeสำหรับบริการการจัดเก็บ

นวัตกรรมที่ 4 โดยบริษัท Flexoresearch (Thailand) – คุณไพจิต แสงชัย ได้พัฒนาเอนไซม์ 5 กลุ่ม ซึ่งสามารถกำจัดพลาสติก อะลูมิเนียม และสารอื่นๆ ออกจากระดาษ ที่มีชื่อว่า กระดาษลามิเนต  ที่เดิมไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้แทนสาร asbestos ในวัสดุก่อสร้างที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย ราคาถูกกว่าเดิม
นวัตกรรมนี้ช่วยปกป้องป่าไม้ ลดของเสีย ลดมลพิษ

นวัตกรรมที่ 5 โดยบริษัท Neuronetics (U.S.) – Bruce Shook ได้พัฒนาการบำบัดโรคซึมเศร้า จากสถิติชาวอเมริกัน จำนวน ๑๕ ล้านคนที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้านี้  ด้วยวิธี Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ซึ่งไปใช้แทน การบำบัดด้วยการใช้ไฟฟ้าซ๊อตแบบเดิม  โดยระบบดังกล่าวจะใช้คลื่นแม่เหล็กในการทำให้เกิดประกายไฟฟ้าขนาดเล็กในสมอง ซึ่งประกายไฟฟ้าจะไปช่วยกระตุ้นให้รู้สึกดีขึ้นและผ่อนคลาย  โดยในการเข้ารับการบำบัด แต่ละครั้งผู้ป่วยที่ไปนั่งสามารถนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติจะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาชาหรือยาสลบ

นวัตกรรมที่ 6 โดยบริษัท Layar (The Netherlands) – CEO Raimo van der Klein ผู้ผลิตซอฟแวร์ทางด้าน mobile Augmented-Reality (AR)  ซึ่งใช้ข้อมูล GPS เครื่องวัดความเร่ง เข็มทิศ และเครื่องวัดการหมุนวนใน smart phone เพื่อเรียกดูข้อมูลของสิ่งสร้างที่ปรากฏในจอของ smart phone ขณะนี้ Layar App มีใช้ทั้งใน Android smart phone และ iPhone ขณะนี้มีสมาชิก 9 แสนคน ให้บริการชื่อ layer 1,100 layer

นวัตกรรมที่ 7 โดยบริษัท Vortex (India) – ผู้ก่อตั้ง Lakshminarayan Kannan และ Vijay Babu ผลิตเครื่อง Gramateller ตู้เอทีเอ็มซึ่งมีราคาถูก ประหยัดไฟ ไม่ต้องคอยบำรุงรักษา มีความแข็งแรง กินไฟเท่ากับ หลอดไฟ 70 วัตต์ และยังมีแบตเตอร์รี่สำรองและแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในยามไฟดับ ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องเอทีเอ็มทั่วไปมีราคาอยู่ที่ 620,000 บาท ($US 20,000) แต่เครื่องผลิตใหม่ดังกล่าว  มีราคาเพียง 220,000 บาท ($US 7,000)

นวัตกรรมที่ 8 โดยบริษัท Netqin (China) – Lin Yu ผลิตซอฟแวร์ป้องกันไวรัสสำหรับมือถือ (mobile antivirus software) ที่ขณะนี้มีผู้ใช้ราว 800 ล้านเครื่องในประเทศ ได้ร่วมมือกันบริษัทขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Dazhong เพื่อติดตั้งซอฟแวร์ดังกล่าวไปพร้อมกับมือถือ ใหม่ทุกเครื่อง Netqin หวังว่าความสำเร็จจากความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเป็นพันมิตรกับ Nokia, China Mobile   และ China Unicom

นวัตกรรมที่ 9 โดยบริษัท Novacem (UK) – CEO Stuart Evans อาจเป็นผู้ช่วยลด carbon footprint จากอุตสาหกรรมการผลิตซีเมนต์ ที่คิดเป็นปริมาณเกือบร้อยละ 5 ของ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตสาหกรรมการบินเสียอีก Novacem ได้ผลิตซีเมนต์ ด้วยวิธีใหม่ จากการผลิตซีเมนต์แบบเดิมต้องใช้อุณหภมิถึง 1,400 องศาเซลเซียส และใช้หินปูน และปล่อยคาร์บอนออกมา ในการผลิตของ Novacem ใช้ magnesium silicates ซึ่งไม่ปล่อยคาร์บอนออกมา และใช้อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส แต่ตอนนี้ความแข็งแกร่งของ Novacem ซีเมนต์ ยังไม่เท่าซีเมนต์แบบเก่า แต่ก็สามารถนำไปใช้งานได้หลายแบบยกเว้นงานที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งมากเช่น การสร้างสะพานยาวๆ

นวัตกรรมที่ 10 โดยบริษัท Getjar (US) – ก่อตั้งโดย Ilja Laurs ในปี 2005 จากทุนก่อตั้งเพียงแค่ 310,000 บาท มีบริการให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของมือถือ ฟรี 70,000 แอพพลิเคชั่น ซึ่งแอพพลิเคชั่น ดังกล่าวสามารถใช้ได้กับมือถือเกือบ 2,500 รุ่น โดยตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งถึงปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปแล้วกว่า พันล้านครั้ง

อ้างอิงจาก แมกกาซีนไทม์ – 20 กันยายน 2553 หน้า 37-42

แปลและเรียบเรียงโดย -พรเทพ มีทุนกิจ
ศูนย์พันธุวิศวกรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
วันที่ 30 กันยายน 2553

ความหลงใหลในเรื่องจุดจบของโลก

บทความในชื่อเรื่องข้างต้นนั้น เป็นบทความหลัก (Theme) ของไซแอนติฟิกอเมริกัน ฉบับพิเศษ ประจำเดือนกันยายน 2553 นี้ โดยหน้าปกหลักมีสีแดงทั้งหน้า และมีข้อความว่า จุดสิ้นสุด ใช่หรือไม่ (The end. Or is it?)  มีความยาวกว่า 60 หน้า แบ่งเนื้อหาตามหมวดหมู่ต่างๆ

ความหลงใหลในเรื่องจุดจบของโลกอย่างชั่วนิรันด์ ทำไมมนุษย์ถึงได้หลงใหลในเรื่องการสิ้นสุดของโลก (Eternal fascinations with the end, why we’re suckers for stories of our own demise)  เป็นชื่อเรื่องหลักของบทนำ เขียนโดย Michael Moyer ดังรายละเอียดต่อไปนี้

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่มีการพูดถึงการสิ้นสุดของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้  หัวข้อนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในหลายๆ เหตุการณ์ ได้แก่
1.  บรรดานักเขียนและนักกำกับภาพยนต์เรื่องดัง ซึ่งได้ทำการถอดรหัสจากการบันทึกและปฏิทินซึ่งกำหนดวันเดือนปีไปจนถึงแค่ปี ค.ศ. 2012 ของชนเผ่ามายาโบราณในเรื่องจุดจบของโลก
2.  เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีคดีความฟ้องร้องสืบเนื่องมาจากความกลัวกันว่า เครื่อง Large Hadron Collider ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ก้นทะเลสาบเจนีวาอาจจะทำให้เกิด black hole ขึ้นได้
3.  ก่อนหน้านั้น บรรดาเจ้าของบริษัทและอุตสาหกรรมต่างเตรียมตัวเตรียมทุนรับกับการเปลี่ยนศตวรรษใหม่ที่จะมาพร้อมกับเลขศูนย์สองตัวในระบบบอกวันเดือนปีของโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์โปรแกรมไม่สามารถคำนวนข้อมูลได้อีกต่อไป นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินไปของกาลเวลาก็สามารถสั่นคลอนความเป็นไปของมนุษยชาติได้

มนุษย์ส่วนใหญ๋มักคิดกันว่าวิทยาศาสตร์ที่เป็นวิทยาการ เน้นให้มนุษย์รับรู้และเห็นความจริงโดยผ่านการทดลองซึ่งจะทำให้เราเลิก หมกมุ่นอยู่กับความคิดเกี่ยวกับจุดจบของมนุษยชาติ แต่จริงๆ แล้วมันกลับตรงกันข้ามวิทยาศาสตร์กลับหยิบยื่นสิ่งที่ทำให้เรากังวลมากยิ่งขึ้นกับเรื่องเหล่านี้

เชื่อหรือไม่ว่าบุคคลหลายท่านที่มีความเชื่ออย่างลึกซิ้งและสนิทใจเกี่ยวกับเรื่องจุดจบของโลกนี้ กลับกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์เสียเอง อาทิเช่น ผู้ร่วมก่อตั้งและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสของบริษัท Sun Microsystems ชื่อ Bill Joy ได้กล่าวเตือนถึงภัยที่เกิดจากหุ่นยนต์ตัวจิ๋วที่ปฏิเสธที่จะอยู่ใต้การควบคุมของมนุษย์ว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าหรือแม้แต่กระทั่ง โลกใบนี้

นักดาราศาสตร์ที่ชื่อ Royal Martin Rees ซึ่งได้ออกมาประกาศอย่างเชื่อมั่นต่อสาธารณชนถึงภัยพิบัติทางชีวภาพซึ่งอาจ เกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของมนุษย์ ว่าจะทำให้การล้มตายของผู้คนเป็นจำนวนอย่างน้อยหนึ่งล้านคนก่อนจะถึงปี ค.ศ. 2020 (แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีรายงานดังกล่าว)

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสภาพอากาศหลายท่าน ก็ออกมาเตือนถึงภาวะโลกร้อนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ มีต้นกำเนิดมาจากทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อว่า Thomas Malthus ซึ่งได้พยากรณ์ไว้ในคริสศตวรรษที่ 19 ว่าการเพิ่มจำนวนของประชากรโลกจะนำไปสู่ความอดอยากและภัยพิบัติกระจายไปทั่วโลกซี่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นดังที่ได้มีการทำนายเอาไว้ แต่นั้นก็ไม่ ได้เปลี่ยนความคิดของนักชีววิทยาท่านหนึ่งชื่อว่า Paul R. Ehrlich ซึ่งได้กล่าวเตือนเอาไว้ในหนังสือที่เขียนไว้ในปี 1968 ชื่อว่า The Population Bomb โดยได้กล่าวเตือนว่าภาวะความอดอยากจะกระจายไปทั่วโลกภายในเวลาไม่ถึงสอง ทศวรรษจากวันที่หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ แต่แล้วสิ่งที่พยากรณ์ไว้ก็ไม่เกิดขึ้นในทางกลับกันมันก็ไม่ได้ หมายความว่าสิ่งที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ได้ทำนายไว้จะไม่เกิดขึ้น  กระนั้นก็ตามมนุษย์โดยทั่วไปยังตระหนักและกังวลเป็นอย่างมากกับภัยพิบัติ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากวิทยาศาสตร์นั่นเอง อาจจะเป็นตัวสาเหตุของปัญหา แต่วิทยาศาสตร์ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงกลัวกันเกินเหตุ นักวิจัยบางสำนักเชื่อว่าความกลัวต่อภัยพิบัติและหายนะเกิดจากความวิตกกังวล กับสถานะการณ์ซึ่งอยู่เหนือความสามารถที่เราจะควบคุมได้ John R. Hall นักสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวี และ นักเขียนหนังสือเรื่อง Apocalypse: From Antiquity to the Empire of Modernity กล่าวว่าความกลัวต่ออาวุธนิวเคลียร์ และ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นจุดสนใจของทุกคนในช่วงปี 1960 – 1970 ได้เป็นปัจจัยสำคัญขอในขณะนี้ การเป็นอยู่ของมนุษยชาติก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งคุกคามพื้นฐานเช่น กัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่เหตุการ 9/11 และความถดถอยทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับความหายนะทางเทคโนโลยีเช่นความเสียหายที่เกิดจากการรั่วไหล ของน้ำมันดิบของบริษัท BP ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราเกิดความสงสัยว่าสังคมในยุคปัจจุบันมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตัวเองหรือไม่ และถ้าหากว่าสังคมมนุษย์กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็อาจจะหมายความว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

สิ่งที่ผลักดันให้เราเกิดความรู้สึกเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติ ของมนุษย์ซึ่งถูกกำหนดมาให้มีความสงสัยอยากค้นหาความเป็นไปของธรรมชาติ และมันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์อีกเช่นกัน ในการที่จะสรุปเอาใจความสั้นๆ จากข้อมูลมากมายที่มีความสลับซับซ้อน (ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์อันสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถูกสื่อมวลชน รายงานให้กลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระ) ความต้องการของมนุษย์ในการเชื่อมโยงเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับลางบอกเหตุเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะก่อให้เกิดความหายนะของมนุษยชาติก็มีต้น เหตุมาจากความหลงตัวเอง

พวกเราทุกคนเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในยุคที่มีความสำคัญซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เรามีอำนาจเหนือโมเลกุล เหนือพันธุกรรม เหนือธรรมชาติ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมาได้ ความคิดเหล่านี้อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากความต้องการที่จะให้มนุษยชาติเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล Nicholas Christenfeld นักจิตวิทยาจาก University of California at Davis ก็ได้กล่าวว่าทัศนะมุมมองที่จำกัดของเราทำให้เราเชื่อว่าเวลาในช่วงที่เรามี ชีวิตอยู่นี้เป็นช่วงที่มีความสำคัญและสำคัญในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือด้านที่ไม่ดี ซึ่งก็อาจจะหมายรวมถึงจุดจบของมนุษยชาติด้วย การที่เราคิดว่าจุดจบของมนุษยชาติกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่าเราทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ทุกคนเป็นคนพิเศษ

ในท้ายที่สุดแล้วความกลัวต่อความสิ้นสลายของมนุษยชาติได้สะท้อนให้เห็นถึง ความหวาดกลัวพื้นฐานในตัวเราซึ่งก็คือความกลัวที่มีต่อความตายนั่นเอง ความตายเป็นจุดจบของมนุษย์ เป็นจุดสิ้นสุดของชาติพันธ์ ไม่ว่าเราจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อความตาย มันก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกพ้น เป็นส่ิงที่คนส่วนมากมักจะประมาท แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ในวารสารไซแอนติฟิกอเมริกันเล่มนี้จะมีการพูดถึงเรื่องจุดจบ เราจะกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสูญสิ้นไปด้วยโรคระบาดหรือไม่ก็ผลกระทบที่เกิดการดาวหางชนโลก หรือการสูญสิ้นที่เกิดมาจากการดับสูญของความรู้ดั้งเดิมที่ค่อยๆ สูญหายไปในหลายๆ แห่งในโลก หรือการสูญสิ้นที่เกิดมาจากการลดลงของทรัพยาการต่างๆ บนโลก

หลังจากบทนำเป็นบทความในเรื่องการสิ้นสุด ในหมวดหมู่ต่างๆ คือ

  • หมวด แพทยศาสตร์ Medicine  ชื่อเรื่อง Why we will never be able to live forever ?  (หน้า 24 – 31) กล่าวถึงเรื่องของความตายซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องประสบ และความพยายามของมนุษย์ที่จะมีชีวิตให้ยาวนานที่สุด
  • หมวด Bioethics ชื่อเรื่อง Ending one life to save another.
  • หมวด Forensics ชื่อเรื่อง What happens to our bodies when we die?
  • หมวด Anthropology ชื่อเรื่อง As world cultures disappear, so do their ideas.
  • หมวด Technology ชื่อเรื่อง Inventions we wish would go away.
  • หมวด Environmental ชื่อเรื่อง How fast the planets resources are dwindling?
  • หมวด Risk analysis ชื่อเรื่อง Eight vision of doomsday (and when they’ll arrive)
  • หมวด Cosmology ชื่อเรื่อง Could time itself come to an end?
  • หมวด Restart ชื่อเรื่อง After the end what comes next?

แปลและเรียบเรียง โดย ดร.สุรพงษ์ ขุนแผ้ว
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
วันที่ 20 ตุลาคม 2553

12 เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์

12 เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์ เป็นชื่อเรื่องหลัก บนหน้าปกของ วารสารไซแอนติฟิก อเมริกัน ฉบับเดือน มิถุนายน 2010 ด้วยการนำเสนอ 12  เหตุการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นได้จริงและให้คะแนนจัดลำดับเหตุการณ์ ที่เป็นไปได้ในปี 2050 โดย เป็นทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่จะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ในทุกๆเวลา ที่จะทำเกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสมบูรณ์ ในแต่ละเหตุการณ์ที่ทำนาย ไซแอนติฟิกอเมริกัน ได้ตั้งมาตรวัด ตีค่า ความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นไว้ 5 ระดับ

12 เหตุการณ์ ดังกล่าวได้แก่ การโคลนนิ่งมนุษย์  มิติพิเศษ  สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว  ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์   การชนของดาวเคราะห์น้อย  โรคระบาดร้ายแรง กำเนิดชีวิต  ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ  เครื่องกลมีสติ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก  แผ่นดินไหวในแปซิฟิก   พลังงานฟิวชัน วารสารไซแอนติฟิก อเมริกัน ได้จัดลำดับความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นของแต่ละเหตุการณ์ในปี ค.ศ.2050 สรุปได้คือ

การจัดลำดับ ความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้น เหตุการณ์
1. ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างยิ่ง (very unlikely) 1. พลังงานฟิวชัน (Fusion energy)
2. ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely) 1. สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)
2. ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))
3. การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)
3. น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50) 1. มิติพิเศษ (Extra dimension)
2. โรคระบาดร้ายแรง (Deadly pandemic)
3. ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ (Room-temperature superconductors)
4. น่าจะเกิดได้ (likely) 1. การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)
2. เครื่องกลมีสติ (Machine self awareness)
3. การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก (Polar meltdown)
5. เกือบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (almost certain) 1. กำเนิดชีวิต (Creation of life, Synthetic life)
2. แผ่นดินไหวในแปซิฟิก (Pacific earthquake)

รายละเอียดนำเสนอแต่ละเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้

เหตุการณ์ที่ 1  การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)
ทำนายว่าในปี  2050: น่าจะเกิดได้ (likely)

นับแต่วันกำเนิดของแกะน้อย Dolly ในปี 1996 การ โคลนนิ่งมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงแม้ว่าโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่น ๆ จะเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว โคลนนิ่งมนุษย์กลับเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกสบายใจในขณะที่อีกหลายคนรู้สึกผิดหวัง

ในการโคลนนิ่งมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จะแทนที่นิวเคลียสของเซลล์ไข่ของมารดาด้วยนิวเคลียสของเซลล์ ไข่จากอีกบุคคลหนึ่ง แม้การโคลนเอ็มบริโอ จะเคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเจริญเติบโตผ่านช่วงระยะแรกซึ่งเอ็มบริโอจะมี ลักษณะเป็นลูกบอลกลมที่กำลังจะแบ่งตัว นักวิทยาศาสตร์พบว่าการแลกเปลี่ยนนิวเคลียสนี่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดเรียงตัว ของโครโมโซมระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อ  Robert Lanza ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนเอ็มบริโอมนุษย์เป็นคนแรกของโลกในปี 2001 กล่าว ว่า เมื่อไรก็ตามที่มีการโคลนนิ่ง จะมีช่วงเวลาที่ต้องเรียนรู้ศึกษา โดยเฉพาะในการโคลนนิ่งมนุษย์ กลเม็ดอยู่ที่เวลาและสารเคมีที่เหมาะสมที่จะใช้ออกคำสั่งของเซลล์โคลนนิ่ง

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องยากอยู่บ้าง ในการโคลนนิ่งสัตว์ อย่างน้อยร้อยละ 25 เกิดปัญหาชัดเจนซึ่งเกิดขึ้นจากระหว่างการตั้งคำสั่งของเซลล์ การเพาะเชื้อ หรือการเคลื่อนย้ายเอ็มบริโอ Lanza กล่าวว่าในการโคลนนิ่งมนุษย์เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องหลักจริยธรรมด้วย ยกตัวอย่าง เราสามารถโคลนนิ่งมนุษย์โดยที่พวกเขาไม่รับรู้หรือไม่ยินยอมได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าการโคลนนิ่งจะช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้คุ้มค่ามากขึ้นจากการเรียน รู้ก็ตาม ในปัจจุบันยังมีความพยายามโคลนมนุษย์นีแอนเดอธัลอีกด้วย อย่างไรก็ตามการโคลนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มากกว่าการโคลนปกติเพราะมีหลายปัจจัยแวดล้อมที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ปัจจุบันเคยมีความสำเร็จในการโคลนสายพันธุ์ของแพะภูเขาที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ได้เพียงครั้งเดียวซึ่งแพะตัวนี้เสียชีวิตทันทีภายหลังการคลอด

เหตุการณ์ที่ 2  มิติพิเศษ (Extra dimension)
ทำนายว่าในปี 2050:  น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)

จากจินตนาการของมนุษย์เกี่ยวกับมิติพิศวง มันอาจจะเกิดขึ้นจริงๆได้ สิ่งลึกลับรอบตัวต่าง ๆ เช่นสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงหรือความเกี่ยวพันของอนุภาคที่แตกต่างกันทำให้เรา รู้สึกได้ว่าอาจจะมีมิติพิเศษที่เรายังไม่รู้ ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง อุปกรณ์ Large Hadron Collider (LHC) ที่เจนีวาอาจจะกระแทกให้อนุภาคแตกตัวและปล่อยพลังงานเพียงพอจะทำให้เราสัมผัสมิติอื่น ๆ ได้

Max Tegmark จาก MIT กล่าวว่าการพิสูจน์ถึงมิติพิเศษจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในโลกความเป็นจริงได้  ใน เชิงทฤษฎีฟิสิกส์ หลักการเหตุผลของมิติพิเศษเกี่ยวข้องโดยตรงกับทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด ที่อ้างถึงการรวมเอาอนุภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นสิ่งเดียว สมมาตรยิ่งยวดจะเกิดขึ้นได้เมื่อห้วงอวกาศมีทั้งหมด 10 มิติด้วยกัน ซึ่งมิติอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถสังเกตได้เนื่องเพราะมีขนาดเล็กมากเกินไป หรือมนุษย์อาจจะยึดติดอยู่กับโลกที่มีเพียง 3 มิติเท่านั้น
วิธี หนึ่งที่ทำให้เกิดมิติพิเศษขึ้นได้คือการเร่งพลังงานของอนุภาค จากกฎของกลศาสตร์ควอนตัม หากอนุภาคมีพลังงานมากขึ้นเพียงใด การจำกัดขอบเขตของอนุภาคจะเล็กลงไปด้วย เช่นพลังงาน 1 TeV มาจากอนุภาคที่มีขนาด 10-19 เมตร หากมิติพิเศษมีขนาดใหญ่เท่านี้ อนุภาคจะตกลงไปสู่มิตินั้นและเกิดการสั่นขึ้น

ในปี 1998 นักฟิสิกส์ Gordon Kane จินตนาการขึ้นว่า ถ้า LHC สามารถแยกอนุภาคโปรตอนสองตัว จะสามารถสร้างอิเล็กตรอนกับอนุภาคอื่น ๆ ที่มีพลังงานเป็นจำนวนเต็มเท่าของ 1 TeV เช่น 2-3 TeV จำนวนเท่าที่ว่าแสดงถึงจำนวนมิติที่เกิดขึ้นจากการชนของอนุภาค

การค้นพบมิติพิเศษมีบทบาทสำคัญในทางฟิสิกส์และในการศึกษาอื่น ๆ เราสามารถนำมิติพิเศษมาอธิบายความลึกลับต่าง ๆ เช่นพลังงานคอสมิค หรืออาจนำไปใช้แก้ไขความเข้าใจในเรื่องมิติได้ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจได้ดี ขึ้นว่าห้วงพื้นที่และห้วงเวลาอาจเกิดจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เกิดในดินแดน ไร้พื้นที่ไร้ห้วงเวลาได้

เหตุการณ์ที่ 3 สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)

ทำนายว่าในปี 2050: ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely)

ในปี 1960 ที่ National Radio Astronomy Observatory ณ West Virginia นักวิทยาศาสตร์หนุ่ม Frank Drake ปรับกล้อง radio telescope ขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว การค้นหาครั้งนั้นแม้จะคว้าน้ำเหลว แต่เป็นต้นกำเนิดของโครงการสำคัญในการเสาะหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ SETI และมีชื่อว่าโครงการออซมา (Ozma)

ในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา Drake ปัจจุบันมีอายุ 80 ปี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ Carl Sagan Center ใน Moutain View แค ลิฟอร์เนีย ก็ยังคงทำการค้นคว้ามาโดยตลอด นักดาราศาสตร์สมัยนี้มีอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวโดยเฉพาะ และตั้งชื่อว่า Allen Telescope Array (ATA) ที่แคลิฟอร์เนีย ถนักดาราฟิสิกส์ Alan P. Boss ก็ เห็นด้วยกับความเห็นนี้ เขาเชื่อว่าจักรวาลยังคงกว้างใหญ่และรอให้เราค้นหาต่อไป ปัจจุบันหนึ่งในโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือโครงการฟินิกส์ใช้วิธีค้นหา จากดวงดาวใกล้เคียงโดยตรวจจับคลื่นวิทยุในช่วงกว้างมาก ในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ตรวจค้นดวงดาวไปแล้วถึง 800 ดวง ซึ่งยังเป็นเพียงหนึ่งในล้านของร้อยละ 1 ของดวงดาวทั้งหมดในทางช้างเผือก

สิ่งที่ยากก็คือมีหลายตัวแปรที่นักดาราศาสตร์ต้องให้ความสนใจ เหมือนกับคลื่นวิทยุ พวกเขาต้องพิจารณาสถานีส่งคลื่น เวลาในการส่งคลื่น (ตลอด 24 ชั่วโมงหรือหยุดส่งทุกเที่ยงคืน) ชนิดของคลื่น (AM หรือ FM) และอื่น ๆ อย่างน้อยการค้นหาต้องเป็น 9 มิติ และถึงแม้ว่าเราจะได้ว่า 9 มิติที่ต้องการคืออะไรและสร้างอุปกรณ์มารองรับ การค้นหาก็ยังอาจผิดพลาดได้โดยง่ายเพียงเพราะเราคาดเดาผิดไป 1 ตัวแปร

ในปัจจุบันมีความพยายามใช้กล้อง Kepler space telescope เสาะ หาดวงดาวที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงคาดหวังได้ว่าจะมีคำตอบให้กับว่ามีดาวเคราะห์ดวงไหนบ้างที่มีสภาพคล้าย กับโลก แต่ถึงกระนั้นดาวเหล่านี้อาจไม่มีเทคโนโลยีดีพอที่จะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุมา ให้เราตรวจจับก็ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปให้ความสำคัญกับการตรวจจับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนั้นก็ยังยากเกินไปสำหรับเทคโนโลยีของโลกเราที่จะตรวจ จับได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า

อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีบางคนตรวจจับสิ่งมีชีวิตต่างดาวขึ้นมาได้ สถาบัน SEMI มี ขั้นตอนชัดเจนว่าจะเตือนไปยังสถานีสำรวจหลายแห่งเพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูล แต่องค์กรระดับโลกยังไม่มีการจัดตั้งขั้นตอนการดำเนินงานใด ๆ

เหตุการณ์ที่ 4 ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))

ทำนายว่าในปี 2050:  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely)

นับแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การควบคุมอาวุธสงครามโดยสหรัฐอเมริกา รัสเซียและประเทศอื่น ๆ ได้ช่วยกันลดการถูกคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก แต่สงครามในบางประเทศก็ยังทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนอาวุธสงครามที่ยังเกิดขึ้นได้

การระเบิดเพียงลูกเดียวของระเบิดนิวเคลียร์สามารถทำให้ผู้คนล้มตายได้มากมาย หลายนอกจากประชาชนกว่า 20 ล้าน คนที่ต้องสูญเสียในการสงคราม ยังมีอีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องยังต้องสูญเสียไปด้วยเนื่องเพราะแรงระเบิดจะ ส่งให้ขี้เถ้ากว่าห้าเมตริกตันลอยเข้าสู่ขั้นบรรยากาศ สภาพอากาศจะทำให้เศษเถ้าลอยขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศของโลกกว่าหนึ่งสัปดาห์ และภายในสองเดือนจะปกคลุมไปทั่วทุกมุมโลก ท้องฟ้าจะมืดครึ้มทำให้พืชพรรณขาดแสงแดดซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนโซ่อาหารไป ถึง 10 ปี สภาพข้าวยากหมากแพงยังส่งผลให้ประชากรโลกกว่าหนึ่งล้านคนต้องอดตายตามไปอีกด้วย

แม้ว่าผลกระทบฟังดูน่ากลัว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นแสงทองส่องอำไพ เหตุอุบัติที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ยังอยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะหยุดยั้ง และควบคุมดูแลไม่ให้เกิดขึ้นมาได้

เหตุการณ์ที่ 5 การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)

ทำนายว่าในปี 2050:  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely)

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2553  ดาวเคราะห์น้อยชื่อว่า 2007XB10 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีแรงทำลายเป็นวงกว้างในระดับโลก จะวิ่งผ่านโลกเราไป ช่างเป็นโชคดีที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางถึง 10.6 ล้านกิโลเมตร หรือนับเป็น 27.6 เท่าของระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ แม้ว่าในระยะเวลาอันใกล้จะไม่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่วิ่งเข้าชนโลกโดยตรงก็ตาม แต่ในระยะเวลา 200 ปีข้างหน้าโลกเราอาจต้องเผชิญกับหินอวกาศขนาดเล็กแต่มีพลังทำลายเพียงพอกับเมืองเล็ก ๆ ได้

วัตถุใกล้โลกหรือ NEO (near-Earth object) เป็นดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่เข้าใกล้สู่โลกในระยะ 195 ล้านกิโลเมตร ในปี 2009 องค์การนาซ่าคาดการณ์ไว้ว่ามี 90 ดาวเคราะห์น้อยที่วิ่งเข้าสู่ระยะ 5 เท่าของระยะทางสู่ดวงจันทร์ และมีถึง 21 ลูก ที่อาจวิ่งเข้าสู่ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์ โดยปกตินักวิทยาศาสตร์จะตรวจพบดาวเคราะห์น้อยเป็นจุดเล็กบนภาพถ่าย ซึ่งทำให้ยากต่อการคำนวณเส้นทางการโคจร ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังคงเก็บข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์น้อยที่ถูกพบอย่างน้อย 940 ลูกมีขนาดประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งยังไม่มีวี่แววจะเข้ามาชนโลก แต่ดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายสายพันธุ์ไดโนเสาร์ทั้งหมดต้องมีขนาดถึง 10 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม โลกใบนี้กลับถูกคุกคามด้วยหินขนาดเล็กซึ่งมีมากกว่าหนึ่งแสนถูกที่มีขนาดประมาณ 140 เมตรซึ่งแต่ละลูกมีพลังทำลายของระเบิด TNT ขนาด 300 เมกะตัน หินขนาดเล็กเหล่านี้มีโอกาสพุ่งเข้าชนโลกบ่อยกว่าหินอุกกาบาตขนาดใหญ่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของความเสี่ยง นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสำคัญกับหินอุกกาบาตขนาดย่อมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-50 เมตรซึ่งมีพลังทำลายเมืองเล็ก ๆ ได้ทั้งเมือง โดยมักจะระเบิดในชั้นบรรยากาศ ในปี 1908 หินอุกกาบาตเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นแรงดันอากาศเหนือเมือง Tunguska ในไซบีเรีย ทำให้เมืองทั้งเมืองราพนาสูญขนาดเท่าเมืองลอนดอนเลยทีเดียว เหตุการณ์คล้ายกันนี้ยังเคยเกิดขึ้นที่ Barringer รัฐอริโซนาอีกด้วย

National Research Council (NRC) คาดการณ์ไว้ว่าในทุก 200 ปีจะมีหินอุกกาบาตขนาด 25 เมตรระเบิดขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดระเบิดเหนือทะเลแต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิได้เช่นกัน ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์จาก Sandia National Laboratories คาดว่าการระเบิดขนาด 4 เมตรจะเกิดขึ้นได้ทุกปี

 แล้วเราสามารถทำอะไรได้บ้างถ้าเราพบว่าหินอุกกาบาตเหล่านี้จะพุ่งเข้าชนโลก สำหรับหินขนาดกลางที่ค้นพบล่วงหน้าหลายปี เราอาจจะส่งกระสวยอวกาศเข้าพุ่งชนเพื่อเปลี่ยนทิศทางวงโคจรเสียเลย สำหรับหินอุกกาบาตขนาดใหญ่กว่า 500 เมตร คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์

หากว่า เรามีเวลาเตรียมตัวเพียงน้อยนิดสำหรับอุกกาบาตขนาดที่จะทำลายเมืองได้ทั้ง เมือง ทางเลือกมีน้อยมากนักนอกจากการอพยพออกไปจากพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น ซึ่งบางครั้งเรายังต้องฝากความหวังไว้กับโชคเสียด้วย

เหตุการณ์ที่ 6 โรคระบาดร้ายแรง (Deadly pandemic)

ทำนายว่าในปี 2050:  น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ก่อ ให้เกิดเหตุร้ายได้น้อยกว่าที่เราคาดหมายกันไว้มาก แต่ในขณะเดียวกันเชื้อไวรัสได้สื่อให้เห็นถึงความจริงเกี่ยวกับการขาดการ เตรียมพร้อมจะรบกับเชื้อโรคร้ายนี้ นับตั้งแต่โรคระบาดไข้หวัดใหญ่ในปี ๑๙๑๘ มนุษย์จะมีความก้าวหน้าในทางการแพทย์ไปมาก แต่โรคติดต่ออุบัติใหม่ยังคงทำให้เกิดการสูญเสียประชากร และยังส่งผลกระทบโดยตรงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและโครงสร้างอื่น ๆ ได้อีกด้วย

เชื้อไวรัสอุบัติใหม่สามารถสังหารประชาชนที่มีสุขภาพสมบูรณ์ได้เป็นล้าน ๆ คน ชนชาติต่าง ๆ จะปิดประเทศ ก่อให้เกิดความแตกแยกและขัดแย้งในระดับประชาชนและชนชั้นปกครอง การค้าระหว่างประเทศจะเกิดความเสียหายสูงถึง 1.8 ถึง 3.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และความไม่มั่นคงทั้งหลายจะคงอยู่ไปอีกหลายปี   หากโรคระบาดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ความวุ่นวายในเชิงเศรษฐกิจและสังคมจะสาหัสมากกว่านี้

เหตุการณ์ที่ 7  กำเนิดชีวิต (Creation of life, Synthetic life)

ทำนายว่าในปี 2050:  เกือบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (almost certain)

เราต่างเคยจินตนาการถึงชีวสังเคราะห์หรือการสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตขึ้นในห้อง ทดลอง เรามองภาพนักวิทยาศาสตร์เติมส่วนประกอบเคมีลงในหลอดทดลองที่มีฟองเดือด กวนเล็กน้อยและสิ่งมีชีวิตก็ก่อกำเนิดขึ้นได้

ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความสนใจกับการสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตจากองค์ประกอบ ไร้ชีวิตนัก เนื่องเพราะยังไม่มีใครเข้าใจกระบวนการพื้นฐานว่าอะไรทำให้สารประกอบเคมีที่ อยู่นิ่ง ๆ มารวมตัวกันเป็นสิ่งมีชีวิตที่สืบพันธุ์ได้เอง ในปี 1952 การทดลองที่โด่งดังมากของ Miller-Urey ที่ได้สร้างกรดอะมิโนจากสารเหนียวบางชนิด ถึงกระนั้นการทดลองนี้ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะทดลองซ้ำให้เห็นผลชัดเจนในปัจจุบัน

ทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์เน้นหนักไปที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสิ่งมี ชีวิตที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจมองเป็นพันธุวิศวกรรมบนสารอินทรย์ ก็คือแทนที่จะเปลี่ยนลักษณะพันธุกรรมเพียง 1 ยีน นักชีวพันธุศาสตร์เลือกที่จะเปลี่ยนกลุ่มยีนส์ขนาดใหญ่หรือแม้กระทั่งทั้งจีโนม การเปลี่ยนแปลง DNA ดังกล่าวสามารถสร้างสรรค์สารเคมี เชื้อเพลงหรือแม้แต่ยารักษาโรคจากสิ่งมีชีวิตได้

ความจริงแล้ว ชีวสังเคราะห์มุ่งเน้นที่จะนำวิศวกรรมขนาดใหญ่ไปใช้ร่วมกับชีววิทยา ลองนึกภาพต้นไผ่ที่ถูกสร้างสรรค์ให้เติบโตขึ้นเป็นเก่าอี้ไม้แทนที่จะต้องนำ มาผลิตเองด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือภาพแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชีวภาพ (ใบไม้) ที่ ส่งกระแสไฟฟ้าสู่บ้านเรือนข้างเคียง หรือภาพต้นไม้ที่ขับน้ำมันดีเซลออกจากลำต้น หรือภาพระบบชีวภาพที่ผ่านการดัดแปลงให้กำจัดมลพิษ และภาพแบคทีเรียที่ถูกดัดแปลงให้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์เพื่อทำการรักษาอาการ เจ็บไข้ได้ David Rejeski แห่ง Woodrow Wilson International Center for Scholars กล่าว ว่า “เราสามารถดัดแปลงพันธุกรรมได้ในระดับชีวภาพ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเหมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสตศตวรรษที่ 19”

เหตุการณ์ที่ 8  ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ (Room-temperature superconductors)

ทำนายว่าในปี 2050:  น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)

เราสามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ณ ที่ใดก็ได้ แต่การนำกลับมาใช้ใหม่กลับเป็นเรื่องยาก ในขณะที่แรงลมพัดโบกบนยอดเขา ดวงอาทิตย์สาดแสงบนทะเลทราย หากเราจะนำเอาพลังงานเหล่านี้มาใช้ในเมืองใหญ่ระยะกว่าร้อยกิโลเมตรห่างออก ไปกลับเป็นเรื่องที่ท้าทายนัก

ปัจจุบัน เรามีสายเคเบิลตัวนำยิ่งยวดที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าเป็นเมกะวัตต์ไปเป็นระยะ ทางหลายพันกิโลเมตรโดยมีการสูญเสียเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าสายเคเบิลจำต้องถูกอาบได้ด้วยไนโตรเจนเหลวที่ 77 เคลวิน หรือ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งยังต้องอาศัยปัมพ์และอุปกรณ์ทำความเย็นทุก ๆ ระยะทาง 1 กิโลเมตรอีกด้วย ส่งให้ค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

ตัว นำยิ่งยวดที่สามารถทำงานได้ในที่ที่อุณหภูมิและความดันปกติจะช่วยสนับสนุน การจ่ายพลังงานในระดับโลกได้เป็นอย่างดี แสงอาทิตย์ที่สาดส่องบนทะเลทรายซาฮาราสามารถจ่ายพลังงานเพียงพอกับภาคพื้น ยุโรปตะวันตกผ่านสายเคเบิลตัวนำยิ่งยวดที่เดินสายใต้ท้องทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน เคล็ดลับอยู่ที่ว่าตัวนำยิ่งยวดที่สามารถทำงานในอุณหภูมิห้องยังคงเป็นสิ่ง ลึกลับมาตลอดนับแต่ปี 1986 ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างวัสดุตัวนำยิ่งยวดที่ใช้การได้ที่ไนโตรเจนเหลวอุณหภูมิสูงนับแต่นั้นมาแล้วก็ตาม

สองปีที่ผ่านมา มีการค้นพบวัสดุตัวนำยิ่งยวดรูปแบบใหม่ โดยอาศัยการสร้างจากธาตุเหล็ก ซึ่งสร้างความหวังให้นักทฤษฎีว่าจะสามารถแบ่งแยกกระบวนการในการทำงานของตัว นำยิ่งยวดที่อุณหภูมิต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า

เหตุการณ์ที่ 9 เครื่องกลมีสติ (Machine self awareness)

ทำนายว่าในปี 2050:  น่าจะเกิดได้ (likely)

นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ต่างเชื่อมั่นว่าการพัฒนาความฉลาดในคอมพิวเตอร์และ หุ่นยนต์ที่สามารถจำลองตนเองได้ สอนตนเองได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้ จะเปลี่ยนโลกใบนี้ เพียงแต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อไร ก้าวหน้าไปได้เพียงไหน และมนุษย์ควรทำอย่างไรยังเป็นข้อถกเถียงกัน

ทุกวันนี้ เครื่องยนต์ที่ฉลาดต่างถูกออกแบบให้ทำงานเฉพาะทางภายใต้สภาวะเฉพาะทาง ในอนาคตข้างหน้า อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะทำงานเป็นอัตโนมัติมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เราต้องการให้เครื่องยนต์ทำงานได้เป็นอิสระ Hod Lipson จาก Cornell University กล่าว ว่า ในบางสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่างานนั้น ๆ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เราต้องการให้เครื่องยนต์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์และตัดสิน ใจได้เอง Lipson เชื่อว่าสุดท้ายแล้วหุ่นยนต์ต้องเป็นหุ่นที่มีสติและรับรู้ถึงตัวตนได้

ถึงแม้ว่านักประสาทวิทยาจะคัดค้านความเป็นไปได้ โดยให้เหตุผลด้านความซับซ้อนของระบบประสาทในการรับรู้ตัวตน แต่วิทยาการและความก้าวหน้าทั้งด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในอนาคต อาจจะเรียนรู้และรับรู้ตัวตนได้ ซึ่งนั่นทำให้ภาพยนตร์ The Terminator ไม่ห่างไกลความเป็นจริงเลย

นั่นเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตจากมนษย์ด้วยกันเอง มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีเอกลักษณ์สำคัญคือความฉลาดในการเรียนรู้ ซึ่งช่วยให้มนุษย์พัฒนาตัวตนของตนขึ้นได้ตลอดเวลา Selmer Bringsjord จาก Rensselaer Polytechnic Institute เชื่อว่าสัตว์อื่นทั่วไปกลับเหมือนตกอยู่ในพันธนาการทางการเรียนรู้และพัฒนา ในขณะที่มนุษย์ก้าวข้ามพันธนการนั้นไปแล้ว

ดังนั้นหากหุ่นยนต์สามารถเข้าใจเหตุผลในการเกิดและการดำรงอยู่ของตัวตนได้ หุ่นยนต์เหล่านั้นจะสามารถออกแบบและพัฒนาตัวตนของตนได้เช่นกัน Will Wright ผู้สร้างเกมส์ The Sims เชื่อ ว่าสิ่งแรกที่หุ่นยนต์ที่รับรู้ภาวะมีตัวตนจะทำคือการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น การพัฒนานี้จะถูกถ่ายทอดไปยังหุ่นยนต์รุ่นถัด ๆ ไป ซึ่งในวัฎจักรของหุ่นยนต์จะใช้เวลาในการสร้างเพียงไม่กี่ชั่วโมง กระบวนการดังกล่าว ถ้าเรียกอีกอย่างก็คือ การเรียนรู้ภาวะมีตัวตนจะนำไปสู่การสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ซึ่งจะนำไปสู่หุ่น ยนต์ที่สามารถกำเนิดตัวตนขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์อีกต่อไป Wright เชื่อ ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในช่วงชีวิตของมนุษย์เราในปัจจุบันนี้ และถ้ามันเกิดขึ้นจริง เมื่อเราต้องดำรงชีวิตร่วมกับบางสิ่งที่มีความฉลาดยิ่งยวด

แต่ Bringsjord ไม่ ได้มองโลกในแง่ร้ายนัก เขาเชื่อว่าหุ่นยนต์ยังไงก็ต้องทำตามคำสั่งในโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้น ซึ่งจะไม่มีปัญหาถ้าโปรแกรมถูกเขียนมาอย่างถูกต้อง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นคือการนำเอาหุ่นยนต์ที่เสริมพลังความฉลาดไปใช้ในการ สงครามหรืออาวุธสงคราม เพราะคงไม่มีใครสามารถควบคุมหุ่นยนต์เหล่านี้ได้ง่ายนัก เขาเชื่อว่ามนุษย์สามารถควบคุมอนาคตของเราได้เอง เพียงแค่ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ

เหตุการณ์ที่ 10  การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก (Polar meltdown)

ทำนายว่าในปี 2050:  น่าจะเกิดได้ (likely)

นับแต่ ค.ศ. 1900 ระดับน้ำทะเลโดยรวมสูงขึ้นประมาณ 17 เซนติเมตร เนื่องจากการขยายตัวของน้ำทะเลที่กินเนื้อที่มากขึ้นและการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของปัญหาที่อาจตามมา Robert Bindschadler นักวิทยาศาสตร์แห่งนาซาได้เตือนไว้ว่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นได้ถึง 1 เมตรที่ปลายศตวรรษ อันเนื่องมาจากความอบอุ่นในน้ำทะเลจะละลายแผ่นน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็ว Nicholas Stern นักเศรษฐศาสตร์แห่ง London School of Economics คาดการณ์ไว้ว่าประชากรอย่างน้อย 200 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ภายในความสูง 1 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวรวมไปถึงเมืองสำคัญของโลก “พวกเขาจำเป็นจะต้องย้ายแหล่งที่อยู่ในที่สุด” Bindschadler กล่าว

ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะแก้ปัญหาปรากฎการณ์เรือนกระจกได้ ทั้งนี้เนื่องเพราะแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่มีอยู่ สามารถละลายจนก่อให้ระดับน้ำทะเลสูงถึง 65 เมตร ถึงแม้ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะใช้เวลาเป็นศตวรรษจนกว่าจะละลายจนหมด แม้กระนั้นน้ำแข็งเองก็ละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้หลายปี ก่อน

สิ่งที่ตามมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นคือคลื่นพายุซัดฝั่ง นอกจากนี้แรงดึงดูดของน้ำแข็งกับน้ำทะเลโดยรอบยังเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายด้วย Richard Peltier จาก มหาวิทยาลัยโตรอนโตได้เตือนว่าระดับน้ำทะเลในซีกโลกใต้จะสูงขึ้นถ้าน้ำแข็ง กรีนแลนด์ละลาย และระดับน้ำทะเลในซีกโลกเหนือจะสูงขึ้นถ้าน้ำแข็งจากแอนตาร์กติกละลาย

ถึงแม้ว่าแก๊สเรือนกระจกจะมีปริมาณลดลงแต่ปรากฏการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลายยัง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะแผ่นน้ำแข็งก่อตัวได้ช้าจากสภาพอากาศโดยรวมและเมื่อละลายไปแล้วก็ยาก ที่จะก่อตัวเป็นแผ่นน้ำแข็งขึ้นมาใหม่

เหตุการณ์ที่ 11  แผ่นดินไหวในแปซิฟิก (Pacific earthquake)

ทำนายว่าในปี 2050 : เกือบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (almost certain)

แม้ว่าเมืองลอสแอนเจลีสจะไม่แยกตัวออกเป็นเกาะเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่เหตุแผ่นดินไหวขนาดพอสมควรที่เมือง San Andreas สา มาถส่งให้ลอสแองเจลีสขยับเข้าใกล้เมืองซานฟรานซีสโกได้หลายเมตรทีเดียว นักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไปต่างเคยคาดกันมานานว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด ใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ที่ชายฝั่งทะเลตะวันตก ในขณะที่การสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกาพบกว่ารัฐแคลิฟอร์เนียมีโอกาส เกิดแผ่นดินไหวถึง 99 เปอร์เซ็นต์ก่อนปี ค.ศ. 2038 ที่ความรุนแรงอย่างน้อย 6.7 ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับแผ่นดินไหวที่ Northridge ในปี ค.ศ. 1994

แต่แผ่นดินไหวอาจมีความรุนแรงมากกว่านั้นได้มาก Lucy Jones หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Multi-Hazards Demonstration Project เชื่อว่า หากว่า San Andreas จะต้องถูกทำลายในครั้งเดียว แผ่นดินไหวต้องมีความรุนแรงสูงถึง 8.2

รอยแยก San Andreas มีความยาวประมาณ 1,300 กิโลเมตรจากตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียขึ้นไปยังบริเวณ Bay Area ซึ่ง เป็นเส้นแบ่งเขตุแดนระหว่างแผ่นธรณีของทวีปอเมริกาเหนือที่เคลื่อนตัวลงทาง ตอนใต้ กับแผ่นธรณีแปซิฟิกที่เคลื่อนที่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ารอยเลื่อนของเปลือกโลกเช่นนี้เกิดขึ้นทุก ๆ 150 ปี ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อ 300 ปีที่แล้ว

แผ่นดินไหวขนาด 7.8 สามารถทำให้คนกว่า 10 ล้านคนในแคลิฟอร์เนียตอนใต้แตกตื่นได้ และสามารถทำให้ประชาชนกว่า 1,800 คนเสียชีวิตและกว่า 50,000 คน ต้องบาดเจ็บ เหตุการณ์แบบนี้สามารถทำให้การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเป็นไปถึงระยะทาง ๑๓ เมตร ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายมากมายกับถนนหนทาง ท่อนำส่ง ทางรถไฟ และสายเคเบิ้ลต่าง ๆ และเหตุการณ์ aftershock ซึ่งอาจมีความรุนแรงถึง 7.2 จะรบกวนพื้นที่ใกล้เคียงไปอีกหลายสัปดาห์ เหตุการณ์สมมุติเช่นนี้หากเกิดขึ้นจริงสามารถก่อให้เกิดความเสียหายสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไม่ใช่แต่เมือง San Andreas เท่า นั้น รอยเคลื่อนของเปลือกโลกยังอาจมีผลกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่อื่น ๆ ที่ระยะทางพันกิโลเมตรออกไป เหตุการณ์แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งทะเลที่ความรุนแรง 6.5 ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย สามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด  9.0 ได้ ซึ่งเพียงพอที่จะก่อให้เกิดสึนามิ จากเหตุการณ์ในอดีตในปี 1,700 แผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียงก่อให้เกิดสึนามิไปถึงประเทศญี่ปุ่นได้ทีเดียว และเหตุการณ์ครั้งนั้นมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีกถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในอนาคตอันใกล้นี้

การทำนายการเกิดแผ่นดินไหวนั้นคล้ายกับการทำนายสภาพดินฟ้าอากาศ Robert Yeats จาก มหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตทเชื่อว่า แผ่นดินไหวอาจเกิดขึ้นได้ไม่ช้าก็เร็ว แต่มันจะไม่รบกวนแผนการท่องเที่ยวพักผ่อนของประชาชนส่วนใหญ่ แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับกฎการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน อาคารสูงใหญ่กลับพบว่าเป็นที่ที่มีความปลอดภัยสูง ตึกสูงบางแห่งถูกออกแบบให้ทนทานเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 7.8 ที เดียว นักวิทยาศาสตร์เองต่างกำลังพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับความถี่ในการเกิดแผ่นดิน ไหวขนาดใหญ่ และพบว่าแผ่นดินไหวขนาดย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าใน San Andreas

อย่างไรก็ตามหากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริง ความรุนแรงอาจจะไม่สูงเท่าที่กังวลมากก็ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเทคนิคการก่อสร้างแบบใหม่รวมทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนเตรียม พร้อมรับมือ ความรุนแรงที่แท้จริงกลับจะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวขนาดกลางในชุมชนแออัดยากจน และขาดการเตรียมตัวที่ดี ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเฮติเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กว่า 250,000 คนต้องเสียชีวิต

เหตุการณ์ที่ 12  พลังงานฟิวชัน (Fusion energy)

ทำนายว่าในปี 2050 : ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างยิ่ง  (very unlikely)

เคยมีเรื่องพูดกันว่าเตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ใช้งานได้จริงยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 20 ปี ปัจจุบันโครงการวิจัยการฟิวชันของพลาสมาของเตาปฏิกรณ์ ITER ในฝรั่งเศสจะยังไม่เริ่มการทดลองจนกว่าปี 2026 และอย่างน้อยที่สุดนักทดลองยังต้องใช้เวลาทดสอบอย่างน้อย 10 ปี จนกว่าจะเริ่มออกแบบโครงการวิจัยต่อเนื่องสำหรับเป็นเตาปฏิกรณ์ต้นแบบที่ สามารถนำเอาพลังงานฟิวชันของพลาสมาได้ และอีกอย่างน้อยหนึ่งช่วงอายุคนที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างเตาปฏิกรณ์ ที่ส่งพลังงานไปยังบ้านเรือนได้

Edward Moses เชื่อในขณะนักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยเตาปฏิกรณ์ดังกล่าว โลกเรายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความต้องการพลังงานอยู่ตลอดเวลา ความต้องการใช้พลังงานนั้นมากพอที่จะทำให้โลกต้องมองหาพลังงานทางเลือกอื่น แทน

ใน ทางทฤษฎีแล้ว โรงพลังงานฟิวชันควรจะเป็นคำตอบที่ดี เพราะสามารถรับพลังงานได้จากธาตุหนักของไฮโดรเจนที่พบได้ทั่วไปในน้ำทะเลและ ยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่เกิดกากกัมมันตภาพรังสี และไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เพราะโดยหลักการ เรากำลังนำเอาพลังงานจากกระบวนการที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์มาใช้งาน

หากแต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีที่จำเป็นในการควบคุมการสร้างฟิวชันยังไม่ชัดเจน นัก และเตาปฏิกรณ์ย่อมต้องมีราคาแพงมากเกินกว่าจะติดตั้งได้ทั่วประเท

Moses เชื่อ ว่าหนทางที่เร็วที่สุดในการเร่งทำพลังงานจากฟิวชันมาใช้คือวิธีลูกผสม โดยใช้ปฏิกิริยาฟิวชันไปเร่งให้เกิดปฏิกิริยาฟิสชันในกากกัมมันตภาพรังสี วิธีนี้เรียกว่า Laser inertial fusion engine (LIFE) โดยใช้ เลเซอร์พลังงานสูงโฟกัสไปยังก้อนพลังงานขนาดเล็ก แรงระเบิดจะก่อให้เกิดฟิวชันในช่วงสั้น ๆ ซึ่งจะให้นิวตรอนที่กระจายตัวไปโดยรอบและพุ่งเข้าชนกับเปลือกรอบนอกของวัสดุ ที่สามารถเกิดฟิสชันได้ เช่น เชื้อเพลงที่ใช้แล้วจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือแร่ยูเรเนียม การชนของนิวตรอนจะเร่งให้เกิดการย่อยสลายกัมมันตภาพรังสีและได้ความร้อน เพื่อสร้างพลังงานต่อไป ทั้งนี้วัสดุฟิสชันดังกล่าวจะแตกตัวเป็นวัสดุที่เสถียรและไม่มีอันตราย จึงเป็นอีกหนทางเลือกหนึ่งในการกำจัดกากกัมมันตภาพรังสีได้ด้วย Moses อ้างว่าเขาสามารถสร้างต้นแบบของเตาปฏิกรณ์ไฮบริดดังกล่าวในภายปี 2020 และจะสามารถนำไปใช้งานได้จริงในปี 2030  นั่นก็คือ เตาปฏิกรณ์ฟิวชันยังอยู่ห่างออกไปอีก 20 ปีข้างหน้า

เอกสารอ้างอิง
1. Charles Q. Choi, George Musser, John Matson et al. (June 2010) 12 Events that will change everything. Scientific American 32(6), 20-31
2. http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=interactive-12-events

แปลและเรียบเรียงโดย
ดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
วันที่ 29 กันยายน 2553

ประสบการณ์การวิจัยนานาชาติ

Thomson Reuters : Healthcare & Science  ได้เปิดเว็บไซต์ชื่อ Intelligent Information for Life มีการนำเสนอคอลัมน์ ชื่อ Find out what Intelligent Information can do for you  มีคำนำว่า นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกมากกว่า ๒๐ ล้านคน จำเป็นต้องใช้แหล่งข้อมูลวิชาการคุณภาพเพื่อขับเคลื่อน ค้นพบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  เพิ่มความเร็ว ในงานวิจัยวิทยาศาสตร์ รวมถึงช่วยปรับปรุงคุณภาพในการรักษาและความปลอดภัยในชีวิตของผู้ป่วย คอลัมน์ นี้เป็นการเล่าประสบการณ์การวิจัยผ่าน การสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์นานาชาติผู้ที่ใช้บริการแหล่งข้อมูลของ Thomson ด้วยฐานข้อมูลชื่อต่างๆ ในเรื่องการทำงานวิจัย เช่นหลักคิดงานวิจัย  หัวข้องานวิจัย การใช้แหล่งข้อมูลวิจัยวิชาการ ประสบการณ์ต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ รวม ๓๐ เรื่อง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยบทความนี้ขอนำเสนอประสบการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ ๘ ประเทศแถบเอเชียเป็นหลัก ใน  ๙ เรื่องได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม  มาเลเซีย และไทย คาดหวังว่าเราจะได้ทราบถึงความก้าวหน้างานวิจัยวิทยาศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน ดังต่อไปนี้

 งานวิจัยที่ ๑ ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องการรักษาเยียวยาโลก (Healing the World)โดย Dr. Eugenio de hostos, Amanda L’ Espesance แห่งสถาบัน Institute of One World Health (iOWH),  San Francisco, USA.  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ Thomson Pharma  ตั้งแต่ ปี ๒๐๐๙

สถาบันกำลังทำงานวิจัยเรื่องวิธีการรักษาโรค Visceral Leishmaniasis(VL) (โรคเกี่ยวกับอวัยวะภายใน) โรคมาลาเรีย และ โรคท้องร่วง มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมงานจากหลากหลายพื้นฐาน ทั้งภาคการศึกษา อุตสาหกรรมยา และภาคสาธารณสุข  สถิติล่าสุดแสดงตัวเลขมีเด็ก ๑.๖ ล้านคน เสียชีวิตเพราะเชื้อท้องร่วง ดังนั้น iOWH จึงจัดตั้งโปรแกรมวิจัยเพื่อวิจัยพัฒนายารักษาเชื้อโรคนี้  ซึ่งได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยจำนวนมาก โดย iOWH ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยก้อนใหญ่ จากมูลนิธิ บิลและเมลินดา เกตส์

สิ่งแรกสุดในการเริ่มต้นวิจัยคือการสืบค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค นี้ โดยใช้แหล่งข้อมูล ชื่อ Thomson Pharma  โปรแกรมวิจัย Visceral Leishmaniasis (VL) ถือว่าเป็นโปรแกรมที่มีความสำเร็จมากที่สุด iOWH เริ่มดำเนินการทางคลินิก โดยการใช้ยา Paromomycin IM  ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอินเดีย และกำลังนำเข้าเป็นรายชื่อยาสำคัญของ WHO ซึ่งจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนราว ๕ แสนคนต่อปี

การดำเนินการคู่ขนานอีกอย่างหนึ่งที่ iOWHกับการวิจัยพัฒนายาคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค และอาการของโรคนี้ แก่ประชากรที่ไม่รู้ถึงเชื้อโรค VLแหล่งข้อมูลเพื่อการวิจัยเป็นข้อมูลที่จำเป็นที่สุดขาดเสียมิได้ เป็นปัจจัยพื้นฐาน (Essential  Information) นักวิจัยของ iOWH  ทำการสืบค้นแหล่งข้อมูลเป็นกิจวัตรประจำ  (routine) เพื่อที่ให้ทราบถึงยารักษาโรคต่างๆ หรือยาที่อยู่ในระหว่างการอนุมัติ และรวมถึงตรวจสอบในเรื่องสถานภาพทางทรัพย์สินทางปัญญาของยาชื่อต่างๆตลอดเวลา ซึ่งได้ทำวิธีการนี้มาถึง ๑๕ ปี พบว่ามีประโยชน์มากโดยมีรูปภาพแสดง เด็กกำลังเล่นอยู่ท่ามกลางกองขยะมหึมา ที่เขต Tondo กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเขตที่ที่มีผู้อาศัยอยู่หากินจากการเก็บขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้กับนำไปเป็นถ่าน

อ้างอิงจาก  http://intelligentinformationforlife.com/dehostos/

 งานวิจัยที่ ๒ ประเทศสิงคโปร์ เรื่องผู้ปลูกอวัยวะเทียม(The Organ Growers) โดย Assoc. Prof. Chua Chec Kai, School of Mechanical & Aerospace Eng., Nanyang Technological  Univ. , Singappore  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOS  ตั้งแต่ ปี ๒๐๐๙

ผศ. Chua มีคุณวุฒิการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ทำงานวิจัยในสาขานี้มามากกว่า 20 ปี ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นสาขา Biomedical Engineering อย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ละน้อย จนที่สุดมาเป็นเรื่องเฉพาะ Tissue Engineering โดยทำงานวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลในสิงคโปร์เรื่องการใส่อวัยวะเทียมที่ปรับ เปลี่ยน ตามความต้องการของผู้ป่วย (Customizing Prostheses)

จุดสนใจ ที่สำคัญสำหรับทีมงานวิจัยในขณะนี้ คือประดิษฐ์อวัยวะที่ทำหน้าที่แทน สวมตำแหน่งแทนให้แก่เนื้อเยื่อของผู้ป่วยแต่ละราย เช่นผู้ป่วยหูข้างขวาขาด ทีมวิจัยใช้เทคนิค CAD เพื่อวาดภาพหูข้างซ้าย และนำข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ จากจุดนี้ ทีมวิจัยสามารถทำรูปภาพเสมือน ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า หูข้างขวาและซ้ายเป็นสมมาตรกัน นี้คืองานวิจัยที่เรากำลังดำเนินการ และต่อมาเปลี่ยนมาเป็นการวิจัย เรื่อง tissue scaffolds  (โครงร่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำเซลล์มาปลูกถ่ายและเลี้ยงให้เจริญเติบโตเป็น อวัยวะที่ต้องการ)

ขณะนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากกำลังรอคอยอวัยวะปลูกถ่าย แต่ด้วยมีจำนวนผู้บริจาคไม่เพียงพอ และอัตราการไม่สนองตอบมีจำนวนสูง จึงทำให้มีความต้องการในการพัฒนาความรู้เรื่อง อวัยวะเทียมนี้อย่างมาก

อวัยวะ ของมนุษย์ เป็นเรื่องยากมากที่จะประดิษฐ์ขึ้นมาหรือให้เติบโต ตัวอย่าง ไต หัวใจ เป็นอวัยวะที่สลับซับซ้อนมาก  ขณะนี้มีแนวคิดประดิษฐ์อวัยวะประเภทกระดูก (Bone) ในลักษณะเนื้อเยื่อแบบอ่อน (soft tissue) เช่น เส้นเอ็นของกระดูกอ่อน (cartilage tendon) มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่ากระดูก ซึ่งช่วยให้เราเตรียมความพร้อมในการประดิษฐ์อวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ไตและตับ ถือว่าอยู่ในสาขา Biomaterial ซึ่งประกอบด้วย สาขาย่อย    คือ Cell Biology และ Biochemistry ดังนั้นทีมนักวิจัย ต้องมาจากหลากหลายตามความเชี่ยวชาญและความร่วมมือกัน

ทีมวิจัยของเรา เริ่มทำการวิจัยเรื่องนี้มา 10 ปีที่ผ่านมา ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางบทความวิจัย ซึ่งขณะนี้ได้รับการอ้างอิง จากทีมวิจัยอื่นๆ มากขึ้น แหล่งข้อมูล หรือห้องสมุดในเรื่องนี้ทีมวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูล Web of Science, WOS เกือบทุกวัน เพื่อติดตามบทความใหม่ ทำการอ่านเร็ว ๆ และส่งต่อให้ทีมงาน จากข้อมูลทำให้สามารถทราบถึงทีมวิจัยอื่น ๆ ที่อ้างอิงงานเรา และลักษณะงานวิจัยของเขา และใช้ข้อมูล WOS เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอโครงการวิจัย (Drafting  Research Proposal) หรือบทความวิจัยเสนอตีพิมพ์ในวารสาร รายงานการประชุม

หัวข้องานวิจัย Tissue Engineering เป็นสาขาวิจัยที่น่าตื่นเต้น ในปี ๑๙๙๐  Joseph Murray ได้รับรางวัลในเบลในงานวิจัยเรื่อง การปลูกถ่ายอวัยวะเทียม (organ transplants) ซึ่งนั้นเป็นแรงบันดาลใจของทีมวิจัยเรา

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/chua/

งานวิจัยเรื่องที่ ๓ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เรื่อง ฮ่องกงฮับ (Hong Kong Hub) โดย David Palmer, System Librarian, Main Library, University of Hong Kong (HKU) ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOSตั้งแต่ ปี  ๒๐๐๐

ได้เดินทางมาฮ่องกง ตั้งแต่ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เริ่มทำงานเป็นบรรณารักษ์ระบบของมหาวิทยาลัยฮ่องกง และในปี ๒๐๐๕ ได้รับตำแหน่งผู้จัดการโครงการ Hong Kong Scholar Hub คือ เป็นฮับที่เป็นศูนย์กลางบริการข้อมูลวิชาาการแบบเสรีเปิดฟรี (Free Open Access Scholarly Content)  ที่มีสถิติการดาว์นโหลดเข้าใช้ในจำนวนสูง

HKU ผลิตบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแบบ Peer Reviewed ราว ๓,๐๐๐ บทความต่อปี  ฮับนี้ได้ทำการจัดเก็บบทความของนักวิจัย HKU ได้เพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อย เนื่องจากยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บและการขออนุญาตจัดเก็บ

งาน ที่สำเร็จไปแล้วอย่างดีคือการจัดเก็บวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตศึกษา ซึ่งขณะนี้จัดเก็บได้ ๑๗,๐๐๐ เรื่อง เปิดบริการออนไลน์แบบเปิด  ภาระกิจสำคัญของ HKU ตั้งแต่ปี ๑๙๔๑  มีอยู่ ๓ ส่วน คือ การเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนความรู้ บริการฮับนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ HKU สามารถแสดงและวัดถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Exchange, KE)   นอกจากเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ ฮับนี้ยังทำหน้าที่ เป็นแหล่งค้นหาชื่อผู้เชี่ยวชาญ จากภาครัฐบาลและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการวิจัยร่วมกัน ที่ปรึกษา ร่วมมือ อื่น ๆ นอกจากนี้ฮับทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเพื่อการประเมินผลงานวิจัย (Research Assessment Exercise

หน่วยวัดที่ต้องการเพื่อประเมินศักยภาพงานวิจัย ของ HKU คือฐานข้อมูล WOS ในปีที่ผ่านมาได้เริ่มศึกษาปัญหาในการสืบค้นด้วยชื่อนักวิทยาศาสตร์ในภาษา จีนของฐานข้อมูล  WOS เมื่อทำการถอดถ่ายตัวอักษร (Transliterate) ให้เป็นอักษรโรมัน พบว่าอาจมีชื่อนักวิจัย ถึง ๒๐ ชื่อ ที่ใช้ภาษาโรมันเดียวกัน เช่น ชื่อ Chan, KW. ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก

เมื่อ ได้ติดต่อผู้บริหาร Jim Pringle ของ Thomson ISI  ซึ่งได้แนะนำถึงแหล่งข้อมูล Researcher ID ซึ่งได้ช่วยแก้ไขปัญหาชื่อผู้แต่งบทความ ได้เรียบร้อย อย่างเป็นระเบียบ และยังให้บริการหน่วยวัดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่ละชื่อ (จำนวนบทความ จำนวนการอ้างอิง) จากนั้นจึงได้เริ่มสร้างบัญชี ๙๐๐ ชุด ResearcherID สำหรับนักวิจัย ทั้งสาขาวิศวกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ และคณะอื่น ๆ ของ HKU

คณบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ มีความสนใจกระตือรือร้นในเรื่องงานวิจัย และ KE มาก รวมถึงเรื่องผลกระทบ เมื่อส่งไฟล์ข้อมูลรายชื่อนักวิจัยของคณะไปให้ และข้อมูลจาก   ResearcherID  badges ที่แสดงข้อมูลเป็นแบบกราฟ รูปแบบต่างๆ มีความพึงพอใจมาก จากนั้นผู้บริหารให้ทีมงานฮับไปแนะนำบริการ  ResearcherID ทั่ว HKU

ได้เริ่มทำ Web of Science API ซึ่งสามารถช่วยเชื่อมโยงจำนวนนับของการอ้างอิงต่อไปให้ได้ ขณะนี้ฮับกำลังดำเนินการ แสดงข้อมูลงานวิจัย หน่วยวัดคุณภาพงานวิจัยของนักวิจัยแต่ละชื่อ ใน HKU

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/palmer/

หัวข้อวิจัยเรื่องที่ ๔ ประเทศไทย  เรื่อง คำสัญญาในเรื่องโปรตีน (The Promise of Proteins)  โดย  รศ. นพ. วิศิษฏ์ ทองบุญเกิด   Head of Medical  Proteomics Unit คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ   Web of Knowledge, WOK  ตั้งแต่ ปี ๒๐๐๐

โรคนิ่วในไต (kidney stones) เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ็บปวดทรมานแก่ มนุษยชาติตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ โดยที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบหลักฐานนิ่วในไตใน ซากมัมมี่ ที่มีอายุเก่าแก่  ๗,๐๐๐ ปีของยุคอียิปต์และปัจจุบัน มันยังคงเป็นโรคสามัญ ที่พบอยู่ทั่วโลก จากการศึกษาถึงระดับโปรตีน เรากำลังสร้าง ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นของโรคนี้ เพื่อให้ทราบถึงว่านิ่วเกิดขี้นมาได้อย่างไร และมีความหวังว่าเราจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ในอนาคต

ดร.วิศิษฏ์  จบการศึกษาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน ปี ๑๙๙๔ ผ่านการฝึกอบรมระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาคลินิกวิทยา  แผนกอายุรกรรมและไตวิทยา (Nephrology) ในช่วงปี ๑๙๙๕ – ๒๐๐๐ ในปี  ๒๐๐๐ เริ่มศึกษา Proteomics ที่ Univ. Louisville, USA. และในปี ๒๐๐๔  กลับประเทศไทยมาทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชฯ  มหาวิทยาลัยมหิดล

โปรตีน ทำงานหนักเป็นเครื่องจักรเสมือนม้าที่ถูกใช้งานในร่างกายมนุษย์เป็นส่วนที่ จำเป็นกับชีวิต คำว่า proteome มาจาก ๒ คำผสมกันคือ protein กับ genome ถูกใช้ครั้งแรกในปี ๑๙๙๔ โดยนักวิทยาศาสตร์ Marc Wiilkins จากประเทศออสเตรเลีย  ส่วนคำว่า Proteomics หมายถึงการวิเคราะห์โปรตีนอย่างเป็นระบบเพื่อระบุเพื่อหาปริมาณจำนวน เพื่อทราบถึงกลไกการทำงานของระบบเซลล์ เนื้อเยื่อ  ชีววิทยาที่สนใจหนึ่งๆ เป็นเรื่องที่สำคัญที่อาจค้นพบโปรตีนพิเศษในเซลล์มะเร็ง  โปรตีนพิเศษสำหรับพัฒนายาชนิดใหม่ การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ยากซับซ้อนเพราะร่างกายมนุษย์มีโปรตีนมากมาย และมีความแตกต่างกันในแต่ละเซลล์ ในแต่ละช่วงเวลา

นพ.วิศิษฏ์ ได้พัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ โปรทีโอมิกส์ ที่แตกต่างจากวิธีการเดิม ซึ่งช่วยให้สามารถศึกษาโปรตีนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ โดยศึกษาโปรตีนในปัสสาวะ (urinary protein) ที่ช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในไตได้ ความต้องการที่สำคัญคือความร่วมมือเพื่อ ประสบความสำเร็จในคำมั่นสัญญาของโปรทีโอมิกส์  ขณะนี้ นพ.วิศิษฏ์  ทำหน้าที่ เป็นกองบรรณาธิการ วารสารวิชาการหลายชื่อ และได้รับให้เป็นสมาชิกขององค์กร Human Proteome Organisation (HUPO) ซึ่งมีการจัดประชุมทางวิชาการรายปี ได้รับหน้าที่ให้จัดตั้งมาตรฐานและคู่มือ ในการวิเคราะห์โปรทีโอมิกส์ของปัสสาวะ ทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับเครือข่ายทั่วโลก รวมทั้งขณะนี้ที่ โรงพยาบาลศิริราช มีเพื่อนร่วมงานที่สนใจการประยุกต์โปรทีโอมิกส์  ในประเด็นต่างๆ เช่นไวรัส แบคทีเรีย

แหล่งข้อมูลที่ใช้บ่อย เพื่อทบทวนวรรณกรรม คือ Web of  Knowledge, WOK รวมทั้งดูถึงจำนวนการอ้างอิงและค่า Impact Factor, IF ของวารสาร และใช้โปรแกรม EndNote ในการจัดการข้อมูลบรรณานุกรม  เริ่มใช้ WOK ตั้งแต่ ปี ๒๐๐๐ ในช่วงที่เรียนอยู่ที่ Univ.Louisville เมื่อกลับมาเมืองไทยและใช้อย่างต่อเนื่อง WOK มีประโยชน์อย่างแน่นอน ทำให้ทราบถึงงานวิจัยอื่น ๆ จากทั่วโลก ขณะนี้กำลังหาวิธีใช้ประโยชน์จากบริการ Researcher ID

อ้างอิงจาก  http://intelligentinformationforlife.com/thongboonkerd/
งานวิจัยที่ ๕ ประเทศสิงคโปร์  เรื่อง มือที่ช่วยรักษา (Healing Hands) โดย Ass. Prof. Plan Toan Thang, National University of Singapore, Singapore  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Knowledge, WOK ตั้งแต่ปี ๒๐๐๐

ทำการวิจัยเรื่องการสร้าง (formation) เนื้อเยื่อของผิวหนังและรอยแผลเป็น(scar) เพื่อค้นหาความเข้าใจว่าทำไมจึงมีการสร้างแผลเป็นหลังจากเป็นแผลบาดเจ็บ (wounding) จุดมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีรักษาใหม่ เพื่อรักษาผิวหนังและแผลจากการบาดเจ็บ (wounds) มีเป้าหมายสุดท้าย คือหาวิธีการป้องกันการสร้างแผลเป็น(scars)

ผศ.Plan จบการศึกษาจากประเทศเวียดนาม มี ความสนใจในการรักษา เยียวยา บำบัดแผลบาดเจ็บในช่วงระยะแรกสุดของการเกิด ได้ทำงานที่ National Institute of Burns มา ๔ ปี รักษาเหยื่อจากสงครามเวียดนาม  ทหารผ่านศึก  ทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน จากนั้นได้รับทุนการศึกษาที่ Oxford  ที่สถาบัน Wound Healing Institute, Dept. of  Dermatology ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้และได้พัฒนาความรู้ของตนเองที่

นั้นในปี ๑๙๙๘ Dr.Ivor Lim และ ผศ. Phan ได้จัดตั้งกลุ่มวิจัย คือ Wound Healing & Stem Cell Research Group มุ่งเน้นศึกษาชีววิทยาของผิวหนังและเนื้อเยื่อแผลเป็นคีรอยด์ (keloid scar) จนปัจจุบันกลุ่มวิจัยนี้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในการวิจัย เรื่องนี้

ปัจจุบัน ผศ. Phan ทำงานที่ National University of Singapore โดยมุ่งน้นทำงานวิจัย 2 แนวทาง คือ ๑.รักษาผิวหนังและแผลเป็น ๒. Stem cell ได้ค้นพบแหล่งกำเนิดของ stem cell แหล่งใหม่คือ จากเนื้อเยื่อหุ้มเซลล์ชั้นบุในของสายสะดือ (umbilical cord lining membrane) ซึ่งมีประโยชน์ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการงอกขึ้นมาใหม่ ทำงานวิจัยเข้มข้นร่วมกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติ คือ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนของบริษัทเกิดใหม่ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ๒ แห่ง ในสิงคโปร์ ชื่อ Cell Research Corporation Pte Ltd. และ Cord Labs Pte Ltd. ทั้ง ๒ บริษัทมุ่งดำเนินการแบบเชิงพาณิชย์

การทำงานขณะนี้ บางครั้งทำในห้องปฏิบัติการ ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท บางครั้งทำการทดสอบที่ได้ตัวอย่างจริงมา รวมทั้งเดินทางเข้าร่วมการประชุมต่างประเทศ

แหล่งข้อมูลวิชาการที่ใช้ บ่อยมากคือ Web of Knowledge ที่มีบริการที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ทำให้ตรวจสอบหาค่า Impact Factor , IFของวารสาร รวมถึงใช้เพื่อประเมินคุณภาพงานวิจัยโดยดูจากค่าการอ้างอิงที่ได้รับของบท ความเรา ซึ่งคิดว่าสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยทั่วโลก ก็ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อนี้เช่นกัน และยังได้ลงทะเบียนใช้บริการ Researeher ID ด้วย เป้าหมายงานวิจัยวิชาการ คือ หาวิธีที่การประยุกต์ที่แตกต่างของเดิม เช่น การสร้างกระดูก (bone regeneration) มีความต้องการที่จะคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ อุปกรณ์ใหม่ เพื่อรักษาโรคที่ยาก เช่น โรคเกี่ยวกับตับ โรคหัวใจ ตอนนี้มีสิทธิบัตรที่ถือครองในเรื่อง umbilical cord membrane

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/phan/

งานวิจัยที่ ๖ ประเทศญี่ปุ่น เรื่อง วัสดุมายากล (Magician with Materials)  โดย Prof. Dr. Yoshinori Tokura สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ญี่ปุ่นใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ  Web of Science, WOS ตั้งแต่ปี ๒๐๐๐

ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ อิเล็กตรอนในวัสดุ (electron materials) ซึ่งอิเล็กตรอนในของแข็งอยู่ในสถานะ จำกัดอยู่เฉพาะที่อย่างแน่นอน (strictly localized state) หรือเสมือนเข็มหมุด (pinned) อิเล็กตรอนมีพฤติกรรม (behave) คล้ายคลื่นประเภทหนึ่งในของแข็ง ด้วยอิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งสามารถหยุดอิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งได้ด้วยทำ ปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ( mutual interaction) ฉะนั้นการเคลื่อนไหวจึงเกือบหยุดนิ่ง (freezed out) นั่นคือความสัมพันธ์ที่สำคัญของระบบอิเล็กตรอน ในกรณีซึ่งเมื่อสารตัวนำไฟฟ้าอย่างยิ่งยวดชนิดทองแดงออกไซด์ แบบHigh – Tc (copper oxide high-Tc Superconductors) มีอิเล็กตรอนแบบแช่แข็งนี้ จึงนำมาสร้างเป็น ฉนวนเครื่องกันไฟฟ้าในโลหะ ต่อมาสร้างเป็นซุปเปอร์คอนดัคเตอร์ ส่วนในสารประกอบประเภทอื่น เช่น ferromagneticmetal มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  นี้คือการเล่นแร่แปรธาตุประเภทหนึ่ง (alchemy)

มีคำหนึ่งที่เป็นที่ ชื่นชอบ คือ คำว่า emergence ซึ่งหมายถึง มีองค์ประกอบอิสระมากมายเมื่อมารวมกัน อาจสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจได้  คุณสมบัติของวัสดุทั้งหมดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการรวมองค์ประกอบต่างๆเข้า ด้วยกัน

ในส่วนตัวมีความเชื่อว่าเรื่องความสัมพันธ์ของอิเล็กตรอนใน วัสดุจะเป็นสาขาที่สำคัญหนึ่งของ วิทยาศาสตร์ เป้าหมายคือการพัฒนาอิเล็กตรอนแบบใหม่ ซึ่งมีความหมายแตกต่างอิเล็กทรอนิกส์เซมิคอนดักเตอร์แบบเดิม

เพิ่งอ่านหนังสือชื่อเรื่อง Physics of the Impossible โดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน Michio Kaky ด้วยความประทับใจ อันที่จริงแล้วเป้าหมายส่วนตัวของฉัน ต้องการทราบถึงกึ่งๆของฟิสิกส์ ที่จะนำไปสู่นวัตกรรมและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี  ขอเรียกว่า Innovation 4 ซึ่งอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ ผ่านจากการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางฟิสิกส์  อุณหภูมิห้อง เมื่อต้องการถ่ายเทพลังงาน ต้องการใช้พลังงานที่มีอุณหภูมิถึง 400 องศาเคลวินด้วย superconductors ขณะนี้เรามีเพียง superconductors ชนิด 130-140 kelvin ดังนั้นเราต้องการความพยายามอีก 3 เท่า โดยเป้าหมายหลักของเราคือการทำวิจัย High-Tc

อีกกรณีคือความสัมพันธ์ ระหว่างไฟฟ้ากับความร้อน (thermoelectric)  เรามีเป้าหมายผลิตวัสดุที่มีการใช้พลังงานต่ำ (ultra-low energy cousuming electronics) ตัวอย่างเครื่องปรับอากาศ ที่ใช้คอมเพรสเซอร์ในการทำความเย็น นั้นเป็นหลักการความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนกับพลังงานกล (thermodynamics) ของยุคศตวรรษที่ 19 แต่หากสามารถเปลี่ยน กระแสไฟฟ้าแบบตรงไปเป็น heat conduction จะช่วยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หน่วยวัดค่าความร้อนเป็น merit (ZT) ที่ขณะนี้มีหน่วย ZT เพียง1 หรือน้อยกว่า หากมีการพัฒนาให้มีค่ามากเป็น 3-4  สามารถเลิกใช้คอมเพรสเซอร์  เราจะสามารถแทนที่อย่างทันทีด้วย direct heat electricity transformation

Prof. Dr. Yoshinori ใช้แหล่งข้อมูล Web of Science ทุกวันเป็นหลัก เพื่อระบุวัสดุใหม่ หรือ ค่าวัดใหม่ทางฟิสิกส์(new physical parameter) สืบค้นโดยใช้คำค้นสามัญ (Key word) เมื่อผลลัพธ์ออกมามากเป็นหลักพันจะมุ่งสนใจเฉพาะบทความวิจัยที่ได้รับการ อ้างอิงสูงๆ (highly cited papers) นอกจากนั้นยังเป็นการค้นหาผู้เข้าร่วมแข่งขัน(candidates) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อทางคณะได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยจำนวนมาก จะทำการสืบค้นหาภูมิหลังของ นักวิทยาศาสตร์ผู้ขอทุน เพื่อทราบถึงกิจกรรมวิจัยและการมีชื่อเสียงในสาขา ที่ภาควิชานี้คณาจารย์ทุกท่านใช้ฐานข้อมูล Web of  Science กันมากและทราบถึงวิธีการสืบค้นที่ถูกต้องอย่างดีอีกด้วย

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/tokura/

งานวิจัยที่ ๗ ประเทศมาเลเซีย  เรื่องรู้จักด้านซ้ายจากด้านขวา (Knowing left from right) โดย Prof. Fun Hoomg  Kun ภาควิชาฟิสิกส์   มหาวิทยาลัยเซ็นต์มาเลเซีย ปีนัง มาเลเซีย  ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการ ชื่อWeb of Science, WOS  และ ReseaecherID ตั้งแต่ปี ๒๐๐๒

หากเรา ต้องการหาคำตอบให้คำถาม 1 คำถาม ธรรมชาติเป็นที่ที่ควรหาคำตอบในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสลับซับซ้อนที่เราต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด งานวิจัยที่กำลังหาคำตอบคือ เรื่องโครงสร้างคริสตัลของโมเลกุลของสารอินทรีย์ (crystal structure of organic molecules) ที่พบได้ในผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เมื่อเรามองดูในโครงสร้างแบบ ๓ มิติ (3 D) ของโมเลกุล ความโน้มเอียงในการใช้มือข้างใดมากกว่าอีกข้างหนึ่ง (handedness) ของโมเลกุลเป็นสิ่งที่สำคัญมากบางครั้งความแตกต่างของอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ทำให้คุณสมบัติทั้งหมดแตกต่างกันไปด้วย

ยกตัวอย่างยาชื่อThalidomide (ยาแก้แพ้ท้องประเภทสังเคราะห์) ที่ถูกพัฒนาและใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ ที่ช่วยรักษาอาการแพ้ท้องของหญิงตั้งครรภ์  ยาที่สังเคราะห์เพื่อเชิงพานิชย์นั้นมีโมเลกุลแบบ ๒ แขน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมีโมเลกุลเพียง ๑ แขน แขนที่ ๒ ของโมเลกุล ยานั้นมีผลอย่างร้ายแรงต่อทารกที่เกิดขึ้น

จากผลลัพธ์นั้นนำไปสู่คำ ถามที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์สารประกอบ ยกตัวอย่าง ยาฆ่าแมลง ที่สังเคราะห์ขึ้นมาบนหลักการจากคุณสมบัติสารธรรมชาติ เมื่อนำไปฉีดพ่นต้นไม้ที่นำมาเป็นอาหารของมนุษย์ แขนอีก ๑ แขนของโมเลกุล มีผลกระทบอย่างไร ต้องมีการทดสอบ ในเรื่อง enantiomorphs ของโมเลกุลที่สังเคราะห์ เพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนที่จะปล่อยออกสู่เชิงพานิชย์

Prof. Dr.Fun  เป็นนักถ่ายภาพเอ็กเรย์ระดับโมเลกุลของคริสตัล สนใจในสาขาวิชานี้ มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาโครงสร้าง ๓ D ของโมเลกุลเล็กๆ กำลังค้นหาวิธีการประยุกต์ ที่มีศักยภาพต่อวงการแพทย์ รวมถึง possessing non-linear optical และคุณสมบัติของฟูออเรสเซนต์

ทีมงานวิจัยของเรา สนใจถึงประโยชน์ของสารประกอบที่มาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะ เรื่อง supramolecule network ในคริสตัลของสารอินทรีย์ โดยในปี ๒๐๐๑ ได้ค้นพบระยะการส่งผ่านแบบใหม่ (phase transition) ชื่อ FAST (Fun Anwar Suchada Transition) หลังจากนั้นก็ค้นพบตัวอย่างของ FAST มากมาย ได้ค้นพบพฤติกรรม กลไก ของ FAST พบว่าเป็นปฏิกิริยาร่วมกันระหว่าง hydrogen bonds กับ lattice phonons ในคริสตัล ทฤษฎี Landau กับ ทฤษฎี microscopic ที่อยู่บนหลักการกลไกควันตัม ได้ถูกพัฒนา ด้วยคำอธิบายของ 2nd-order FAST

จน ถึงปัจจุบัน Prof. Dr. Fun ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยรวม  ๑๔๖๒ เรื่อง ถูกทำดัชนีในฐานข้อมูล Web of  Science รวมทั้งใช้ WOS และ Researcher ID เป็นประจำซึ่งช่วยให้ติดตามจำนวนนับของการได้รับการอ้างอิง

อ้างอิงจาก   http://intelligentinformationforlife.com/fun/

งานวิจัยที่ ๘ ประเทศไต้หวัน  เรื่องหมอยา (Medicine Man ) โดย Dr. Chang Yu-Li-Hsinchu, Taiwan จาก Industrial Technology Research Institute, ITRI, Taiwan   ใช้แหล่งข้อมูลวิชาการชื่อ Thomson Pharma มาตั้งแต่ปี ๒๐๐๗

งานวิจัยที่กำลังดำเนินการคือ การวิจัยพัฒนาด้านพรีคลินิก ยาสมุนไพรชนิดใหม่จาก ยาสมุนไพรจีนดั้งเดิม รวมถึง การสำรวจหาโมเลกุลขนาดเล็กของยาชนิดใหม่เพื่อใช้ในคลินิก

ยา สมุนไพรเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นมรดก สมบัติของชาติ และส่วนตัวเองมีความเชื่อว่ามันสามารถมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องมากยิ่ง ขึ้น ทีมงานวิจัยเราจึงสนใจในความเป็นไปได้ในอนาคตว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถออก แบบและพัฒนายาสมุนไพรที่มาจากของดั้งเดิมได้   ด้วยธรรมชาติของยาสมุนไพรนั้นโดยทั่วไปมีความอ่อนโยน มีประสิทธิภาพที่ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ทีมงานเราทำการสกัดสาร เพื่อกลั่นกรองสารออกฤทธิ์ที่มีปฏิกิริยาทางชีววิทยา หรือทำให้บริสุทธิ์ และทำการควบคุมคุณภาพทำในเชิงอุตสาหกรรมและพัฒนาทางพรีคลินิก

ขณะนี้ เรากำลังสนใจมุ่งในโรคตับ เช่น Chronic hepatitisB,C,  liver fiibrous, cirrhosis และ hepato cellular carcinoma เพราะว่าเป็นโรคที่ พบอย่างแพร่หลายในประเทศจีน งานวิจัยของเราเป็นขบวนการตรวจสอบยาใหม่ (Investigation New Drug , IND)

ทีมงานวิจัยใช้แหล่งข้อมูล Thomsom Pharma ที่มีประโยชน์มากมีการรวบรวมข้อมูลยาที่มีเนื้อหาเข้าเรื่องในงานวิจัยเรา ฐานข้อมูลให้รายงานที่มีการเรียบเรียงและจัดเป็นระเบียบอย่างดีและยังให้ ข้อมูลใหม่ล่าสุดเสมอ ให้ข้อมูลครอบคลุมทุกสถานะของการพัฒนายา ๑ ชนิด เช่น deal situation, patent position, chemistry, toxicity, mechanism of action และข้อมูลการทดสอบทางคลินิก

ITRI บอกรับเป็นสมาชิกฐานข้อมูล Thomsom Pharma ตั้งแต่ปี ๒๐๐๗  ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้ข้อมูลทั้ง ๒  ด้าน คือ ด้านเทคนิคและด้านเชิงพานิชย์ของยา

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/chang/

งานวิจัยเรื่องที่ ๙ ชื่อเรื่องการวิจัยทรัพย์สินทางปัญญาจาก ๓ ฝ่าย (The IP Trinity) โดย Ms. Yukie Akakabe & Mr. Hiroshi Oyama บริษัท Showa Denko K.K. and Denka, Tokyo, Japan ใช้ฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPI ตั้งแต่ปี ๑๙๙๕

บทสัมภาษณ์ Ms. Yukie Akakabe
บริษัท ของเรา Showa Denka K.K. บริษัทของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องธุรกิจเทคโนโลยีที่ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า หลายประเภท ขณะนี้เรากำลังทำงานในสนามที่มีการแข่งขันสูงมาก เช่นเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสายตา (Optoelectronic devices) เราได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสิทธิบัตรอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากสำหรับงานวางแผนกลยุทธ์ด้านธุรกิจเทคโนโลยี (Business strategy) ตัวอย่าง หากบริษัทเราเป็นผู้มาทีหลัง (latecomers) การวิเคราะห์สิทธิบัตร สามารถช่วยเราได้อย่างยิ่งในการหาช่อง โพรง สำหรับบริษัทเรา เมื่อนักวิจัยมาบอกว่า ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนทำให้ฉันมีความพึงพอใจในผลงานของตนเองมาก นั่นคือฉันได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตร (Patent Infringement) ให้แก่บริษัทได้

ในอดีต ฉันทำหน้าที่เพียงสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรตามคำขอเท่านั้น  ต่อมาในช่วงเวลาที่ไม่นานมานี้นั้นลักษณะงานได้ปรับเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นงานใหม่ที่มีชื่อกลุ่มว่า Holy Trinity ซึ่งเป็นการรวมกลุ่ม
กันของงาน ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ฝ่ายธุรกิจ (Commercial)
และฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา (IP Specilaist) กลุ่มงานใหม่นี้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่
เริ่มต้นโครงการวิจัยเรื่องหนึ่งๆ

ปัจจุบันต้องเดินทางไปพบปะทีมงานแบบตัวต่อตัว ใช้ข้อมูลเป็นหลักการในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ไม่
ทึกทักว่าเป็นจริงเอาเองอย่างที่เคยทำมาก่อน ทีมงานจะร่วมกันตัดสินใจ หาวิธีการพัฒนา

วิธีป้องกัน และการตลาดอย่างดีที่สุด สำหรับนวัตกรรมของบริษัทเรา เรามีปฏิสัมพันธ์กันและสนุกสนานมากในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในแต่ละโครงการ

บทสัมภาษณ์ Mr. Hiroshi Oyama
ประเทศ จีนมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องรวดเร็วกว่าระบเศรษฐกิจใดๆ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ จีนมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จีนมีจำนวนผู้บริโภคสูงมากถึง ๑.๓ พันล้านคน เป็นตลาดที่ใหญ่มหึมา เพื่อให้บริษัท Denka ประสบความสำเร็จในจีน จำเป็นต้องทำการทำแฟ้มการยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ให้มาก เพื่อเจาะตลาดในจีน บริษัทเน้นธุรกิจเทคโนโลยี โพลิเมอร์  ขั้นสูง (advanced polymer) ที่ประยุกต์เป็นชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงเสมอ รวมทั้งเรายังสนใจสิทธิบัตรด้านยาอีกด้วย

เรา ๒ คนมีความเชี่ยวชาญในข้อมูลสิทธิบัตรจีนได้ร่วมกันเขียนหนังสือ เรื่อง The Knack of searching Chinese Patents ในการทำงานและเขียนหนังสือ ได้ใช้แหล่งข้อมูลจากฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPIเป็นหลัก DWPI เป็นแหล่ง ข้อมูลสิทธิบัตรที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมทั่วโลก

อ้างอิงจาก http://intelligentinformationforlife.com/akakabeoyama/

เรียบเรียง โดย รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วันที่ 6 พฤษภาคม 2553

Elsevier ประกาศเปิดให้บทความวิจัยโนเบล 2010

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 สำนักพิมพ์ Elsevier ประกาศแสดงความยินดีกับ ผลงานการค้นพบที่โดดเด่นของผู้ได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 2010 ในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และ แพทยศาสตร์  Elsevier กล่าวว่ารู้สึกถึงความมีสิทธิพิเศษในการที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2010 นี้ หลายๆท่าน คือได้มีโอกาสร่วมสร้างผลงานตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีความสำเร็จอย่างสูงในระดับโลก

ผู้บริหารระดับสูงของ Elsevier กล่าวว่า นับเป็นเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยอันโดดเด่น กับสำนักพิมพ์ Elsevier ทั้งวารสาร และ หนังสือ รวมถึงได้ร่วมงานกันในฐานะ สมาชิกของกองบรรณาธิการ หรือ เป็นบรรณาธิการ ในวารสารชื่อต่างๆของ สำนักพิมพ์ Elsevier จำนวนมากมาย

Elsevier  ขอสรรเสริญและยกย่อง จึงขอร่วมเป็นเกียรติในความสำเร็จของท่านเหล่านี้  โดยได้จัดบริการเปิดอนุญาตให้สาธารณชน เข้าถึงบทความวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 สาขา ในปี 2010 นี้ บนฐานข้อมูล SciVerse ScienceDirect ได้ฟรี (หมายความว่า สามารถให้ดาวน์โหลดบทความฉบับเต็มได้ฟรี Free access to the prize-winning articles)

SciVerse คือชื่อแพลทฟอร์มชุดใหม่ของ สำนักพิมพ์ Elsevier ที่จัดเตรียมให้ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นฐานข้อมูล 2 ฐานหลักของ Elsevier ได้อย่างสะดวก  รวดเร็ว  คือ ฐานข้อมูล ScienceDirect และ Scopus เปิดแนะนำตัวไปเมื่อราว เดือน กันยายน 2553 นี้  (คือ เป็นการทำการเชื่อมโยงไปมาถึง 2 ฐานในหน้าหลักใหม่คือ SciVerse)

รางวัลโนเบล สาขาเคมี ประจำปี 2010

ในผลงานเรื่องการวิจัย พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยา Palladium-catalyzed cross couplings ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ ที่เป็นการค้นพบ วิธีการเชื่อมโยงอะตอมของคาร์บอนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างโมเลกุลทางเคมีที่ซับซ้อนที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงอุตสาหกรรมยาและอิเล็กทรอนิกส์

ผู้ได้รับรางวัล โนเบล สาขาเคมี คือ  นักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านที่ได้รับรางวัลร่วมกัน   คือ

1. Richarge F.Heck  ศาสตราจารย์ แห่งมหาวิทยาลัย Delaware สหรัฐอเมริกา เคยมีการตีพิมพ์บทความต่างๆ ในวารสารชื่อ Inorganica Chimica Acta, Journal of Organometallic Chemistry และ  Tetrahedron

2. Ei-ichi Negishi ศาสตราจารย์  แห่งมหาวิทยาลัย Purdue  สหรัฐอเมริกา เคยมีการตีพิมพ์บทความต่างๆ ในวารสารชื่อ Heterocycles, Inorganica Chimica Acta, Polyhedron, Tetrahedron, Journal of Molecular Catalysis A  etc.

3. Akira Suzuki  ศาสตราจารย์  แห่งมหาวิทยาลัย Hokkaido ญี่ปุ่น เคยมีการตีพิมพ์บทความต่างๆ ในวารสารชื่อ Journal of Organometallic Chemistry และ Tetrahedron

ตัวอย่าง บทความวิจัยที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ฐานข้อมูล ScienceDirect

Richard F. Heck 

1. Palladium catalyzed synthesis of aryl, heterocyclic and vinylic acetylene derivatives
Journal of Organometallic Chemistry, 1975, 93 (2), pp. 259-263; Dieck, H.A., Heck, F.R .

Ei-ichi Negishi

2. Palladium-catalysed cross-coupling reaction of alkynylzincs with benzylic electrophiles
Tetrahedron Letters, 2005, 46 (16), pp. 2927-2930. Qian, M., Negishi, E.-I.

Akira Suzuki 

3.  A new stereospecific cross-coupling by the palladium-catalyzed reaction of 1-alkenylboranes with 1-alkenyl or 1-alkynyl halides
Tetrahedron Letters, 1979, 20 (36), pp. 3437-3440; Miyaura, N., Yamada, K., Suzuki, A.

แสดงรายการบทความวิจัย จัดเตรียมให้ฟรี  รวม 8 เรื่อง

อ้างอิงจาก เว็บไซต์
http://asia.elsevier.com/elsevierdnn/NobelPrize/tabid/1660/Default.aspx?utm_source=ECU001&utm_campaign=&utm_content=&utm_medium=email&bid=OCREX1F:EL5B5#chemistry

Accessed as 25 November 2010

รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2010

โนเบล ฟิสิกส์ 2010 ได้แก่ 2 นักฟิสิกส์ผู้เป็นอาจารย์และลูกศิษย์ Andre Geim กับ Konstantin Novoselov  แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร  ที่ทำการวิจัยและพัฒนา
“กราฟีน” แผ่นคาร์บอนบางแค่ 1 อะตอม  มีคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนธรรมดา ทั้งแข็งแรง บางเบา และ มีคุณสมบัตินำไฟฟ้าได้   สามารถนำไปประยุกต์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Andre K. Geim  ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา ชุด Physica E: Low dimensional Systems and Nanostructure รวมถึงเป็นบรรณาธิการรับเชิญ

Konstantin S. Novoselov  เป็นผู้แต่ง 1 บท (chapter) เรื่อง Graphene : Electronic properties ในสารานุกรม ปี 2008 ชื่อ Encyclopedia of Materials : Science and Technology.

ตัวอย่าง บทความวิจัย ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ฐานข้อมูล ScienceDirect

1. Microscopic view on a single domain wall moving through ups and downs of an atomic washboard potential
Physica E: Low-Dimensional Systems and Nanostructures, 2004, Vol. 22, pp. 406-409, Novoselov, K.S., Dubonos, S.V., Hill, E., Geim, A.K.

2.  On the roughness of single- and bi-layer graphene membranes
Solid State Communications, 2007, Vol. 143, pp. 101-109, Meyer, J.C., Geim, A.K., Katsnelson, M.I., Novoselov, K.S., Obergfell, D., Roth, S., Girit, C., Zettl, A.

แสดงรายการบทความวิจัย จัดเตรียมให้ฟรี  รวม 15 เรื่อง

อ้างอิงจาก เว็บไซต์
http://asia.elsevier.com/elsevierdnn/NobelPrize/tabid/1660/Default.aspx?utm_source=ECU001&utm_campaign=&utm_content=&utm_medium=email&bid=OCREX1F:EL5B5#chemistry

Accessed as 25 November 2010

รางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2010

รางวัล โนเบลสาขาการแพทย์ ประจำปี 2010  คือ นายแพทย์ Robert G. Edwards ศาสตราจารย์กิตติคุณ แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดส์ สหราชอาณาจักร ากผลงานการบุกเบิกและพัฒนาวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilisation, IVF) ซึ่งช่วยรักษาคู่สมรสที่มีภาวะไม่เจริญพันธุ์ที่มีบุตรได้ยากให้สามารถมี บุตรได้

Robert G. Edwards  เป็นผู้ก่อตั้ง วารสาร ชื่อ  Reproductive BioMedicine Online (RMBOnline)  ในปี 2000 ได้ร่วมพัฒนาจนกลายเป็นวารสารชั้นนำในสาขานี้ ละในปี 2009 ได้เป็นบรรณาธิการกิตติคุณ ของ RMBOnline

ตัวอย่าง บทความวิจัย ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ฐานข้อมูล ScienceDirect

1. Maturation in vitro of human ovarian oocytes
Lancet, 1965, 286 (7419), 926 929, Edwards R. G.

2.  Towards single births after assisted reproduction treatment
Reproductive BioMedicine Online, 2003, 7(5), 506-508. Edwards, R.G.

แสดงรายการบทความวิจัย จัดเตรียมให้ฟรี  รวม 5 เรื่อง

อ้างอิงจาก เว็บไซต์
http://asia.elsevier.com/elsevierdnn/NobelPrize/tabid/1660/Default.aspx?utm_source=ECU001&utm_campaign=&utm_content=&utm_medium=email&bid=OCREX1F:EL5B5#chemistry

Accessed as 25 November 2010

นอกจากนี้ Elsevier แสดงรายการบทความของนักวิทยาศาสตร์โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2010 ด้วย

แปลและเรียบเรียง โดย
รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553

Technology Readiness Levels: ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม

Technology Readiness Levels : ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม เป็นหัวข้อหนึ่งในการจัดงาน NSTDA Knowledge Sharing ครั้งที่ 54 ของ สวทช. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ต่อเนื่องจากการจัด NSTDA Knowledge Sharing ครั้งที่ 53 เรื่อง แนวคิดและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ สวทช. มีต่อประเทศไทย (Concept and Economic and Social Impact NSTDA to Thailand)

บรรยายโดยวิทยากรท่านเดียวกัน คือ ดร.ชัชชาลี รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินผลองค์กร สำนักงานกลาง สวทช.

สวทช. มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมหลัก แนวนโยบาย คลัสเตอร์มุ่งเน้นโปรแกรมงานที่สำคัญ ตลอดจนแผนที่กลยุทธ์  พร้อมเป้าหมายในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีระบบการบริหารงานที่มุ่งให้ผลงานของ สวทช. สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของประเทศ  และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดภายใต้สภาวการณ์ภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่มาก นอกจากนี้  สวทช. ยังได้พัฒนาประยุกต์ใช้กลไกการขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติในระดับสากล ได้แก่ Balanced Scorecard (BSC) มาใช้กับองค์กรรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สวทช. ในฐานะองค์กรหลักของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ในการผลักดันผลงานวิจัยและพัฒนาให้สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยี และต่อยอดความรู้สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าภาคอุตสาหกรรม ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลงานอย่างสร้างสรรค์ก่อนการส่งมอบ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจในองค์กรชั้นนำของโลก เช่น Technology Readiness Levels (TRL) สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานการบริหารจัดการงานวิจัยหรือเทคโนโลยีของ สวทช. ได้ จึงได้เริ่มศึกษาแนวทาง TRL ซึ่งจะนำมาสู่ผลกระทบที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

ในงานดังกล่าว  วิทยากรได้บรรยายถึงความหมายและความสำคัญของ Technology Readiness Levels (TRL) ว่าคืออะไร และทำไม สวทช. ถึงต้องนำมาใช้

Technology Readiness Levels (TRL) คืออะไร
TRL คือ เครื่องมือในการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนา (R&D Tools)

ทำไม สวทช. ถึงต้องเลือกนำมาใช้
เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการงานวิจัย เทคโนโลยี ของ สวทช.

ซึ่งในฐานะที่ สวทช. เป็นองค์กรวิจัย มีระบบ เครื่องมือ กระบวนการ และหน่วยงานภายในที่ดูแล รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการงานวิจัย รวมทั้งการต่อยอดนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ แต่ในการศึกษาเรื่อง TRL นี้ เป็นส่วนเสริม เพิ่มเติม เพื่อศึกษาวิธีการบริหารจัดการงานวิจัย สวทช. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

แต่ประเด็นหลักคือ ความคาดหวังของบุคคลภายนอกที่มีต่อ Impact สวทช. สูงมากขึ้น มีการกล่าวถึงโครงการวิจัยที่ได้รับอนุมัติดำเนินการจำนวนมากนั้น มีโครงการใดบ้างที่สามารถนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ (Commercialized) หรือที่นักวิจัยรู้จักกันในชื่อ หุบเหวแห่งความตาย (The Valley of Death) ที่นับเป็นความยากลำบากในการทำงานวิจัย ในการที่จะทำผลงานวิจัยนั้นให้เป็นจริง และออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะก้าวข้ามหุบเหวนี้ไปได้ และเป็น Applied Research Innovation  

อย่างไรก็ตาม TRL นั้นเริ่มพัฒนามาจากองค์กรนาซ่า (NASA) ของสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานอื่นที่นำมาใช้อีก คือ Sandia National Laboratories ซึ่งทั้งสองหน่วยงานเกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรมเป็นหลัก ทำหน้าที่ทดสอบ (Test) ต้นแบบ ให้งานไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เป็นงานทดสอบแบบซ้ำๆ กัน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การยิงจรวด ต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ  

TRL แบ่งออกเป็น 9ระดับ คือ
Level 1 : Basic principles observed and reported
Level 2 : Concept and/or application formulated
Level 3 : Concept demonstrated analytically or experimentally
Level 4 : Key elements demonstrated in laboratory environments
Level 5 : Key elements demonstrated in relevant environments
Level 6 : Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
Level 7 : Final development version of the deliverable demonstrated in operational
Level 8 : Actual deliverable qualified through test and demonstration
Level 9 : Operational use of deliverable

ซึ่งสรุปจากทั้ง 9 Levels ได้ ดังนี้
Level 1 : Basic
Level 3 : Applied
Level 4-9 : Prototype

โดยสรุป TRL ทั้ง 9 Levels มีประโยชน์และสำคัญ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า สวทช. มีเทคโนโลยี หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) อยู่ในระดับใด ซึ่งขณะนี้ สวทช. ยังไม่ได้นำ TRL เข้ามาใช้ เพียงแต่อยู่ในระยะเริ่มต้นการศึกษาเท่านั้น และคงไม่ได้นำมาใช้กับงานวิจัยทุกเรื่องของ สวทช. และการที่จะ Commercialized ได้นั้นต้องมีหลายปัจจัยประกอบ เช่น การประเมินด้านการตลาด ด้านเทคนิค เป็นต้น ซึ่ง TRL ก็มีจุดอ่อนที่ไม่เน้นการทำตลาด ดังนั้นจึงเป็นงานที่ต้องศึกษาต่อเนื่องว่าหากจะนำ TRL มาใช้กับ สวทช. นั้นจะต้องมีกระบวนการบริหารจัดการภายในกันอย่างไร  จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ และนำมาสู่ผลกระทบที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม