ผลการค้นหา :
“P218” สารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ฝีมือคนไทย
“P218” สารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ฝีมือคนไทย
“มาลาเรีย” 1 ใน 3 โรคติดเชื้อที่สำคัญของโลก ซึ่งทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียมากกว่า 200 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิตมากกว่า 600,000 รายต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยนั้น ข้อมูลสถานการณ์โรคไข้มาลาเรีย จากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง พบว่าในปี พ.ศ. 2562 มีผู้ป่วย จำนวน 5,834 ราย โดยพบในพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 5,604 ราย แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาสำคัญคือ การพบเชื้อมาลาเรียดื้อยาเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาดังกล่าวกระตุ้นให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ทุ่มสรรพกำลังในการพัฒนายาที่สามารถรักษาเชื้อมาลาเรียดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่ทีมนักวิจัยฯ เดินหน้าศึกษาวิจัยเรื่องยารักษามาลาเรียมากว่า 20 ปี
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2557 ทีมนักวิจัยไบโอเทค สวทช. นำโดย “ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์” นักวิจัยอาวุโสสวทช. และผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียในประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ของโลกที่มีชื่อเรียกว่า “สาร P218” นับเป็นสารต้านมาลาเรียตัวแรกที่นักวิจัยไทยออกแบบและสังเคราะห์ขึ้นเอง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจาก Medicines for Malaria Venture (MMV) องค์กรไม่แสวงผลกำไรและเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนายารักษามาลาเรียระดับโลก
ก้าวแรกของงานวิจัยเริ่มจากการค้นพบโครงสร้างเป้าหมายของยา ซึ่งเป็นเอนไซม์ในเชื้อมาลาเรียเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งค้นพบโครงสร้างของเอนไซม์ไดไฮโดรโฟเลต รีดักเทส ไทมิติเลต ซินเทส (Dihydrofolate Reductase-Thymidylate Synthase: DHFR-TS) ซึ่งเป็นเป้าหมายของยากลุ่มแอนติโฟเลต ทําให้เข้าใจกลไกการดื้อยากลุ่มดังกล่าว และสามารถต่อยอดงานวิจัยไปสู่การค้นพบสารต้นแบบ P218 ซึ่งเป็นสารแอนติโฟเลต ต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพและความจำเพาะสูง มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อมาลาเรียทั้งสายพันธุ์ที่ไวต่อยาและดื้อต่อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ขณะนั้น สาร P218 ได้รับการผลักดันเข้าสู่การทดสอบในระดับพรีคลินิกที่ได้มาตรฐาน GLP ร่วมกับ MMV ก่อนจะผ่านการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองเบื้องต้น โดยพบว่าปลอดภัยและใช้ได้ผลกับเชื้อมาลาเรีย โดยเฉพาะสายพันธุ์ฟัลชิปารัมที่พบมากในประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ที่ดื้อยา การจะนำสารต้านมาลาเรีย P218 มารักษาโรคจริงนั้นจะทําได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลองและต้องนำไปทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1 - 3 เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผลในการรักษาจริงในอนาคต และเพื่อเป็นไปตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยา จำเป็นที่จะต้องผ่านการทดสอบระดับพรีคลินิกที่ได้มาตรฐาน GLP ซึ่ง สวทช. และ MMV มีการลงนามความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในการผลักดันสารดังกล่าว โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ในการผลิตออกมาเป็นยาต้านมาลาเรียที่ใช้ได้จริง โดยเป้าหมายหลักในการพัฒนาคือ การผลิตยาในรูปแบบยากินราคาถูก เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากจน งานวิจัยด้านมาลาเรียของไบโอเทค สวทช. ไม่ได้จบแค่นั้น ทีมนักวิจัยฯ ยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยเพิ่มเติมจาก P218 จนกระทั่งค้นพบโปรตีนเป้าหมายตัวใหม่ ชื่อว่า “ซีรีนไฮดรอกซีเมทิลทรานสเฟอเรส” (Serine hydroxymethyltransferase) หรือ SHMT เป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญตัวหนึ่งในการสังเคราะห์โฟเลตเช่นเดียว กับเอนไซม์ DHFR จากการศึกษาพบว่า การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ SHMT นี้ส่งผลให้เชื้อมาลาเรียตาย ซึ่งเอนไซม์ SHMT ของเชื้อมาลาเรียมีลักษณะจำเพาะที่แตกต่างจากเอนไซม์ SHMT ของสิ่งมีชีวิตอื่น รวมถึงคนด้วย เมื่อมองถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ใหม่เพื่อขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ในเชื้อมาลาเรียโดยไม่มีผลกระทบต่อเอนไซม์ของคน จึงมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาออกแบบสารยับยั้ง เพื่อใช้รับมือกับการดื้อยาของเชื้อมาลาเรียในอนาคต ในการศึกษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการค้นพบสารที่มีโครงสร้างหลักกลุ่มไพราโซโลไพแรนมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ SHMT ของมาลาเรีย รวมถึงออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อมาลาเรียในระยะติดเชื้อในเซลล์เม็ดเลือดแดง ทั้งยังเป็นสารที่มีความจำเพาะสูง โดยได้ผ่านการทดสอบในเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว ด้วยความมุ่งมั่นของ สวทช. และด้วยองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นนี้ทีมนักวิจัยจาก ไบโอเทค สวทช. ได้ต่อยอดนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาสารยับยั้งที่มีความจำเพาะต่อเอนไซม์ SHMT เพื่อพัฒนายาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพต่อไป นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าวิจัยอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ไบโอเทค สวทช. ร่วมมือกันมาอย่างเข้มแข็ง อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์อาร์เบอร์ สถาบัน California Institute for Biomedical Research (Calibr) ประเทศอเมริกา บริษัท BASF ประเทศเยอรมนี สถาบัน Swiss Tropical and Public Health Institute (Swiss TPH) Universität Basel สถาบัน ETH Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บริษัท GlaxoSmithKline ประเทศสเปน สถาบัน Monash Institute of Pharmaceutical Sciences ประเทศออสเตรเลีย และ National Synchrotron Radiation Research Center ประเทศไต้หวันดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม
Open PDF
Open e-Book
30 ปี สวทช.
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
โฟมไทเทเนียมและโฟมอะลูมิเนียมเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม
โฟมไทเทเนียมและโฟมอะลูมิเนียมเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม
ถ้าพูดถึง "โฟม" คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงโฟมพลาสติกที่ใช้ใส่อาหารหรือโฟมที่เป็นวัสดุกันกระแทก แต่จริง ๆ แล้ว วัสดุโลหะก็สามารถนำมาทำเป็นโฟมได้เช่นกัน
"โฟมโลหะ" เป็นวัสดุโลหะที่มีรูพรุนหรือโพรงอากาศมากถึง 75-959 โดยปริมาตร ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าโลหะต้น และมีสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว ความสามารถในการนำความร้อน และทนอุณหภูมิสูงที่ดีกว่าโฟมที่ทำจากวัสดุอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสมบัติในการดูดซับเสียงได้ดีอีกด้วย โฟมโลหะจึงเป็นวัสดุที่น่าสนใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆทีมนักวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาองค์ความรู้เรื่องการผลิตโฟมโลหะชนิดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ "การพัฒนากระบวนการผลิตโฟมไทเทเนียมบริสุทธิ์แบบเซลล์เปิด" ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยระดับดีมากจากงานวันนักประดิษฐ์ประจำปีพ.ศ. 2560โครงการดังกล่าว เอ็มเทค สวทช. ได้ทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับบริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการผลิตโฟมไทเทเนียมบริสุทธิ์แบบเซลล์เปิด โดยใช้กระบวนการชุบสารแขวนลอยบนต้นแบบโฟมพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้โฟมไทเทเนียมที่ไม่เปราะและสามารถรับแรงกดได้ดี
โฟมไทเทเนียมแบบเซลล์เปิด (Open cell titanium foam) คือ ไทเทเนียมที่มีโครงสร้างเป็นโครงร่างตาข่ายที่มีความพรุนสูง รูพรุนมีลักษณะต่อเนื่องกัน ดังนั้นของเหลวหรือก๊าซสามารถไหลผ่านได้ และสามารถรับภาระแรงกระทำได้สูง ทั้งนี้โฟมโลหะแบบเซลล์เปิดนี้นิยมนำไปใช้เป็นตัวกรองในงานที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ขั้วในระบบเคมีไฟฟ้า ซึ่งต้องการความต้านทานการกัดกร่อนสูงและต้องการพื้นที่ผิวสูงและวัสดุทางการแพทย์เพื่อปลูกฝังในร่างกายที่ต้องการวัสดุที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพกระบวนการผลิตโฟมไทเทเนียมแบบเซลล์เปิดโดยใช้กระบวนการชุบสารแขวนลอยกับต้นแบบโฟมพอลิเมอร์ เริ่มจากการคัดเลือกวัสดุตั้งต้นและวิจัยขั้นตอนการผลิตและตัวแปรในการผลิตให้สามารถผลิตโฟมไทเทเนียมที่มีสมบัติเชิงกลที่ดีโฟมไทเทเนียมที่ผลิตได้มีโครงสร้างสม่ำเสมอ มีความแข็งแรง ไม่เปราะ ไม่มีสารปนเปื้อน การวิเคราะห์โดยเทคนิคเอกซเรย์ดิฟแฟรกชัน แสดงให้เห็นว่าระดับความพรุนอยู่ในช่วง 86-92% โดยมีขนาดของเซลล์ระหว่าง 1.1-2.4 มิลลิเมตร
บริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด และเอ็มเทค สวทช.ได้ร่วมยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์และการออกแบบ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติ ผลงานจากโครงการนี้ได้รับการต่อยอดขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมโดยบริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด และมีการจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว
"โฟมอะลูมิเนียม" ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่ง รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยใช้ในโครงสร้างที่ต้องรับแรงกระแทก ใช้เป็นวัสดุดูดซับเสียง ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนหรือตัวระบายความร้อน ปัจจุบันแม้จะมีผู้ผลิตโฟมอะลูมิเนียมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในต่างประเทศแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานน้อยเพราะมีราคาแพง ซึ่งเกิดจากต้นทุนที่สูงทั้งด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ทีมนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยี-โลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้พัฒนา "การผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ" ขึ้นเพื่อทำให้กระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะมีต้นทุนต่ำลง และเป็นองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมในอนาคตทั้งนี้ทีมนักวิจัยฯ เลือกพัฒนาวิธีผลิตโฟมอะลูมิเนียมด้วยการพ่นอากาศลงในน้ำโลหะโดยตรง เนื่องจากเป็นการผลิตโฟมโลหะที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่วิธีนี้มีจุดด้อยที่ต้องแก้ไขคือการควบคุมโครงสร้างของโฟมโลหะทำได้ค่อนข้างยาก จึงต้องพัฒนากระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมให้มีโครงสร้างตามต้องการทีมนักวิจัยคิดค้นวิธีการผลิตขึ้นใหม่ โดยใช้วัสดุทรงกลมซึ่งสามารถทนอุณหภูมิสูง และมีพื้นผิวรูปแบบต่าง ๆ เป็นวัสดุที่ทำให้เกิดรูพรุนรูปแบบต่าง ๆ ภายในโฟมอะลูมิเนียมวัสดุดังกล่าวมีราคาถูกและสามารถปั้นเป็นรูปทรงกลมได้ด้วยเครื่องปั้นเม็ดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ทำให้การผลิตโฟมอะลูมิเนียมมีต้นทุนการผลิตต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
โฟมอะลูมิเนียมที่ได้มีสมบัติเด่นคือ ดูดซับเสียงที่ความถี่เสียงต่างๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน สามารถใช้กั้นเสียงที่เกิดจากโรงงาน สถานที่ก่อสร้าง งานจราจร เพราะมีความทนทาน และใช้ลดเสียงจากชิ้นส่วนภายในเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งใช้เป็นแผ่นดูดซับเสียงภายในอาคารไม่ติดไฟและไม่เป็นพิษต่อผู้อยู่อาศัยได้ ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนของไทยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตโฟมอะลูมิเนียมเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้วดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม
Open PDF
Open e-Book
30 ปี สวทช.
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
สร้างรากฐาน-ก้าวไกลโครงการไอทีตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
สร้างรากฐาน-ก้าวไกลโครงการไอทีตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระราชหฤทัยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที และทรงศึกษาการใช้งานเทคโนโลยีนี้ด้วยพระองค์เอง ทรงตระหนักถึงศักยภาพและประโยชน์ของไอทีในฐานะเครื่องมือที่สามารถใช้พัฒนาประเทศในหลายด้าน และมีพระราชดำรัสกับผู้ถวายงานเกี่ยวกับการนำไอทีมาใช้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ในหลายวาระทั้งนี้พระองค์ทรงพระเมตตาอยากให้เด็กนักเรียนในชนบทห่างไกลบุคคลทุพพลภาพ รวมถึงบุคคลที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ได้นำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง สังคม ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระองค์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิจัดทำ "โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมรากุมารี" (http://www.princess-it.org)ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลังออกสลากการกุศลงวดพิเศษและได้นำเงินรายได้จากการออกสลากดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในปี พ.ศ. 2539 เพื่อใช้สำหรับดำเนินการกิจกรรมในโครงการจากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ซึ่งมี สวทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการโครงการฯ ได้ดำเนินกิจกรรมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคมทั้งเด็กในชนบท ผู้พิการเด็กป่วยในโรงพยาบาลและผู้ต้องขัง
ปัจจุบันมีการดำเนินงานผ่าน 6 โครงการหลักโครงการแรกคือ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนในชนบท เพื่อเพิ่มทักษะพื้นฐานให้แก่นักเรียน โครงการนี้ได้ส่งมอบคอมพิวเตอร์พระราชทานเพื่อการศึกษา โดยสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ จัดทูลเกล้าฯ ถวายพร้อมด้วยหนังสือสอนคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ขณะเดียวกันยังมีการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยี นอกจากนี้สมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ ยังสนับสนุนการฝึกอบรม เพื่อสามารถนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ถ่ายทอดให้แก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมคอมพิวเตอร์แห่งกลุ่มเรียนต้นแบบที่จังหวัดนครนายก โรงเรียนนครนายกวิทยาคม เมืองนครนายก และโรงเรียนปิยชาติพัฒนา เพื่อเป็นศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงมีการเรียน CAI เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคตานอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการตรวจคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์บริการวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย นครสวรรค์ ปทุมธานี อุบลราชธานี อีกทั้งยังมีการสนับสนุนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มีการพัฒนาทางด้านการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในการค้นคว้าและเรียนรู้ รวมถึงการวิจัย ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน รวมทั้งดำเนินการผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อแจกจ่ายแก่โรงเรียนในโครงการด้วย
โครงการที่ 2 คือ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการ มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนพิการ และทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสระมากขึ้น โดยดำเนินงานใน 2 ลักษณะ ได้แก่ โครงการนำร่องและโครงการพัฒนา อุปกรณ์ชอฟต์แวร์สำหรับคนพิการ โดยโครงการนำร่องเป็นการทดลองนำ เทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในโรงเรียน หรือสถานสงเคราะห์คนพิการ เพื่อช่วยในเรื่องการศึกษา การเรียนการสอน และเพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในภายหลัง รวมทั้งการนำอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สำหรับคนพิการไปให้ใช้เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่เด็กหรือผู้พิการเหล่านั้น เช่น อุปกรณ์เพื่อช่วยสื่อสารชอฟต์แวร์ช่วยฝึกการออกเสียง เปล่งเสียง เพื่อประเมินดูผลการใช้ และหากได้ผลดีจะได้ขยายผลไปยังผู้พิการที่อื่น ๆ ต่อไป ปัจจุบันมีการดำเนินการใน 2 แห่งคือ ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์และมูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์
สำหรับโครงการพัฒนาอุปกรณ์ชอฟต์แวร์สำหรับผู้พิการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น มีการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้มักจะมีใช้กันมากในต่างประเทศ มีราคาสูง จึงได้มีการเริ่มวิจัยและพัฒนาขึ้นใช้ ในประเทศเป็นการช่วยให้ผู้พิการสามารถมีอุปกรณ์เหล่านี้ใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต เช่น โครงการจัดทำอุปกรณ์สัญญาณเสียงเพื่อช่วยในการเดินทางของคนตาบอด โครงการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับช่วยสื่อสารขนาดพกพาสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการออกเสียง (โอภา) โครงการพัฒนาโปรแกรมสำหรับช่วยสื่อสารด้วยภาษาไทยสำหรับผู้ที่สูญเสียความสามารถทางการพูด (ปราศรัย) และโครงการพัฒนามัลติมีเดียภาษามือเกี่ยวกับคำศัพท์คอมพิวเตอร์
โครงการที่ 3 คือ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาคุณภาพและศักยภาพการศึกษาทางด้านไอทีสำหรับเด็กที่ป่วยในโรงพยาบาล มีเป้าหมายให้เด็กที่ป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลได้ใช้ไอทีในการเรียนรู้ สร้างความเพลิดเพลิน และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กป่วย ซึ่งจะขาดโอกาสทางการศึกษา เมื่อต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
มีการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์พระราชทานฯ เพื่อเด็กป่วยขึ้นเป็นแห่งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กที่ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานได้มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาเรียนรู้ โดยอาศัยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ มัลติมีเดีย และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งสามารถช่วยเยียวยา จิตใจเด็กที่เจ็บป่วยทางร่างกายให้รู้สึกคลายความเจ็บปวด ไม่กลัวโรงพยาบาล และเสริมต่อการศึกษาในช่วงเวลาที่เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ได้จัดสรรคอมพิวเตอร์ 10 ชุด พร้อมบทเรียนช่วยสอนให้แก่ศูนย์ฯ และได้อบรมครูของศูนย์ฯ ให้มีความรู้ในการพัฒนาบทเรียน CAI ปัจจุบันได้มีการขยายผลโครงการฯ ไปยังโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเลิดสิน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้สานต่อพระราชดำริฯ ขยายไปยังโรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศโครงการที่ 4 คือ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลเรื่องคนหายพลัดหลง มีการจัดทำฐานข้อมูลและเผยแพร่ในเว็บไซต์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตามเด็กหายหรือเด็กที่ถูกล่อลวง โดยความร่วมมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสงเคราะห์ และองค์กรเอกชน (NGO) และบริษัทคอมพิวเตอร์แอสโซซิเอตส์ จำกัด ให้การสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการฐานข้อมูล ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงระบบให้สามารถรองรับภาษาไทยได้โครงการที่ 5 คือ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศทัณฑสถานหญิงกลางบางเขน เป็นโครงการไอทีเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังจัดทำโครงการนำร่องในระหว่างปีพ.ศ. 2542-2545 ด้วยการจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 20 เครื่องและเครื่องพิมพ์ 2 เครื่อง ให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่ได้รับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคตเมื่อพ้นโทษ
ปัจจุบันโครงการฯ ดำเนินการเพื่อหางานที่เหมาะสมให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถทำงานและมีรายได้ระหว่างถูกคุมขัง นอกจากนี้ผู้ต้องขังยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและสามารถทำธุรกิจส่วนตัวได้หลังจากได้รับอิสรภาพ
โครงการที่ 6 คือ โครงการสื่อปฏิสัมพันธ์วัฒนธรรมของชาติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระราชดำริให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการโครงการสื่อปฏิสัมพันธ์วัฒนธรรมของชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระบบข้อมูลทางวัฒนธรรมของชาติให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศโดยให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งจัดบันทึกข้อมูลลงซีดีรอม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สะดวกในการศึกษา ค้นคว้า และมีอายุการใช้งานได้นานทั้งนี้จะเผยแพร่ความรู้ในสาขาชาติพันธุ์วิทยา มานุษยวิทยา และธรรมชาติวิทยาในหัวข้อต่าง ๆ เช่น สถานที่สำคัญ (Site) อย่างแหล่งโบราณคดีและสถานที่สำคัญทางศาสนา บุคคลสำคัญและปราชญ์ชาวบ้าน (Important figures and philo-sophers) วิถีชีวิต (Way of life) เช่น ประเพณีท้องถิ่น พิธีกรรม ความเชื่อ และการละเล่นพื้นบ้าน ภูมิปัญญา (Wisdom) ที่มีทั้งภูมิปัญญาด้านการเกษตรสุขภาพอนามัย และเทคโนโลยีพื้นบ้าน ของดีท้องถิ่น (Local products) ทั้งอาหาร ของคาว ของหวาน ผักและผลไม้ เอกสารสำคัญ (Manuscripts) ต่าง ๆ และธรรมชาติวิทยา (Natural history) ไม่ว่าจะเป็นซากใบไม้และพืชที่ทับถมกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก แมลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน ปลา สัตว์ทะเล แร่ธาตุ หิน ป่าไม้ และน้ำมันจากพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้ประชาชนได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวงกว้างมากขึ้น ฉันจะนำไปสู่การช่วยลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีให้แก่ ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมได้อย่างแพร่หลายต่อไปดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม
Open PDF
Open e-Book
30 ปี สวทช.
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
เทคโนโลยีช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยางครบวงจร
เทคโนโลยีช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยางครบวงจร
ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมากของประเทศไทยเพราะนอกจากจะสร้างรายได้จากการส่งออกปีละหลายแสนล้านบาทแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเกษตรกรและครอบครัวชาวสวนยาง รวมถึงช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกหลายล้านคน ด้วยคุณสมบัติพิเศษของยางธรรมชาติที่ยืดหยุ่น กันน้ำ เป็นฉนวนกันไฟฟ้า เก็บและพองลมได้ดี ทำให้ความต้องการใช้งานยางธรรมชาติทั่วโลกยังมีอยู่มากอย่างไรก็ดีแม้ประเทศไทยในปัจจุบันจะมีการผลิตยางเทียมหรือยางสังเคราะห์ได้แล้ว แต่เนื่องจากเราเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังขาดการพัฒนากระบวนการผลิตยางดิบที่เป็นรูปธรรมทั้งในส่วนของโรงงานที่ผลิตน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน หรือยางแท่ง โดยโรงงานส่วนใหญ่ยังเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย อีกทั้งเกษตรกรยังใช้สารเคมีในการรักษาคุณภาพน้ำยาง ขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ต้นทางเป็นอันตรายต่อสุขภาพและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันกระบวนการผลิตน้ำยางข้นในโรงงานก็มีขั้นตอนจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องกลิ่นและการบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม
ทีมนักวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้นำฐานวิจัยและองค์ความรู้เข้ามาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตยางทั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์น้ำยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และการจัดการของเสียในโรงงานผลิตน้ำยางข้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้องและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยและยกระดับผลิตภัณฑ์ยางอย่างครบวงจร
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมามีผลงานที่ได้ผลเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำยางจากเกษตรกร โดยทั่วไปน้ำยางสดที่กรีดได้จากต้นยางพาราจะคงสภาพเป็นน้ำยางอยู่ได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ผิวของอนุภาคยางและการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียโดยใช้สารอาหารในน้ำยางสด ทำให้อนุภาคยางรวมตัวกันเป็นก้อน เกิดบูดเน่ามีกลิ่นเหม็น ทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำน้ำยางสดไปแปรรูปเป็นยางแผ่นได้เกษตรกรจึงใช้แอมโมเนียหรือโซเดียมซัลไฟต์ (ยากันกรอก) เพื่อช่วยยืดอายุน้ำยางสดก่อนแปรรูปเป็นยางแผ่น แต่แอมโมเนียเป็นสารเคมีที่ระเหยง่าย มีกลิ่นฉุน เป็นพิษต่อผู้ปฏิบัติงานและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนโซเดียมซัลไฟต์ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยหากใช้ในปริมาณมากจะทำให้การจับตัวน้ำยางสดทำได้ยาก และเกิดฟองอากาศในแผ่นยางทำให้ยางแผ่นมีราคาถูกลงทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. จึงได้คิดค้นและพัฒนา “สารยืดอายุน้ำยางสดเพื่อการผลิตยางแผ่น” หรือที่เรียกว่า “BeThEPS” ขึ้น เพื่อช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นานกว่าเดิม 1-3 วันทำให้แผ่นยางจับตัวรีดง่าย เกิดลายดอกชัดเจนเพิ่มปริมาณยางแผ่นรมควันคุณภาพดี มีสมบัติทางกายภาพ สมบัติการคงรูป และสมบัติความแข็งแรงเชิงกลใกล้เคียงกับยางแผ่นรมควันที่ผลิตจากน้ำยางสดที่ไม่ได้ใช้สารรักษาสภาพน้ำยางได้รับการจัดชั้นคุณภาพยางเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 และลดปริมาณยางตกชั้นลงได้ถึง 9% ช่วยเพิ่มมูลค่าจากการจำหน่ายยางแผ่นรมควันราว 900 บาท ต่อการผลิตยางแผ่น 1 ตันสารดังกล่าวยังช่วยทดแทนการใช้สารเคมีทั้งแอมโมเนียและโซเดียมซัลไฟต์และช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิง เนื่องจากยืดอายุน้ำยางสดยาวนานขึ้น จึงช่วยลดความถี่ในการขนส่ง ทำให้เกษตรกรมีเวลามากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้แอมโมเนีย ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรอีกด้วย ปัจจุบันงานวิจัยนี้ได้มีการถ่ายทอดสิทธิ์ให้แก่บริษัทเอกชนจำหน่ายผลิตภัณฑ์สาร BeThEPS ในเชิงพาณิชย์แล้ว
ขณะเดียวกันในกระบวนการผลิตน้ำยางของโรงงานนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีหลายขั้นตอนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ทั้งการใช้กรดซัลฟิวริกการจับตัวน้ำยางสกิม และการล้างเครื่องปั่นน้ำยาง ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นและจะต้องบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยี “GRASS” สำหรับการจัดการของเสียในโรงงานผลิตน้ำยางข้นที่มีประสิทธิภาพสูง ในรูปของสารใหม่สำหรับจับตัวน้ำยางสกิมและน้ำล้างเครื่องปั่น และกระบวนการแยกเนื้อยางและสารอนินทรีย์ออกจากตะกอนของเสียหรือขี้แป้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถนำเศษยางธรรมชาติกลับมาใช้ได้ใหม่
ทั้งนี้เทคโนโลยี GRASS ประกอบด้วย GRASS 0 เพื่อใช้ทดแทนกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่สามารถรวบรวมเนื้อยางได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ขึ้นกับอายุของน้ำยาง แหล่งที่มาของน้ำยาง และปริมาณของแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำยาง ช่วยให้ดักน้ำยางจากน้ำทิ้งได้มากกว่าเดิมประมาณ 8% และพบว่าน้ำทิ้งยังมีสภาพเป็นกลาง ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน GRASS 1 เป็นสารจับตัวน้ำยางสกิมประสิทธิภาพสูง ผลิตยางสกิมคุณภาพสูงได้มากขึ้น ใช้ได้ดีกับน้ำยางสกิมใหม่และน้ำยางสกิมจากน้ำยางสดเก่าเก็บ โดยไม่ต้องใช้กรดซัลฟิวริก ทำให้น้ำทิ้งไม่มีสารซัลเฟตและไม่เป็นกรด สามารถนำไปผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงผลิตความร้อนสำหรับ GRASS 2 เป็นสารจับตัวน้ำล้างเครื่องปั่นน้ำยางประสิทธิภาพสูง จับตัวน้ำล้างเครื่องปั่นน้ำยางได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็ว ทำให้ได้เนื้อยางคุณภาพดี และ GRASS 3 เป็นเทคโนโลยีการแยกเนื้อยางออกจากตะกอนน้ำยางหรือขี้แป้ง เพื่อนำยางกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งแยกสารอนินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเซรามิกหรือปุ๋ย ทั้งนี้ยางที่แยกได้และสารอนินทรีย์ที่แยกออกมาตามความต้องการของโรงงาน สร้างรายได้เพิ่มให้โรงงานลดภาระในการกำจัดขี้แป้ง นอกจากได้น้ำทิ้งที่มีคุณภาพดีขึ้นแล้ว ยังได้สารผสมกลับมาในรูปของปุ๋ยฟอสเฟต สามารถนำไปโรยรอบโคนต้นยางเป็นปุ๋ยหมุนเวียนได้ และน้ำทิ้งที่ได้ยังนำวนกลับไปผลิตก๊าซมีเทน ทำให้ได้พลังงานชีวภาพเข้ามาใช้ในโรงงานอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการพัฒนาที่ตอบโจทย์ปัญหาการผลิตในอุตสาหกรรมยางแต่เรื่อง “ยางราคาตกต่ำ” ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนยาง และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากประเทศไทยส่งออกน้ำยางข้นกว่า 80% เหลือใช้เองในประเทศไม่ถึง 20% เมื่อราคาในตลาดโลกมีความผันผวนสูง จึงกระทบอย่างมากต่อราคายางพาราในไทย แนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ การเพิ่มสัดส่วนปริมาณการใช้งานในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้มีการพัฒนาน้ำยางข้นสำหรับทำผลิตภัณฑ์โฟมยาง หรือ ParaFIT เพื่อใช้ทดแทนน้ำยางข้นทางการค้าทั่วไป โดยมีคุณสมบัติพิเศษคือมีปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้า 30-75% เป็นมิตรต่อผู้ทำงาน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และลดผลกระทบของอุณหภูมิภายนอกที่มีต่อประสิทธิภาพการทำผลิตภัณฑ์โฟมยาง มีปริมาณซิงก์-ออกไซด์ที่มีส่วนประกอบของโลหะหนัก และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน ที่เป็นสารก่อมะเร็ง น้อยกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้า (ชนิด LA และ MA) 30% ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ผลิตน้ำยางพาราข้นและผลิตภัณฑ์โฟมยางการใช้ ParaFIT ยังช่วยให้เวลาในการบ่มน้ำยางก่อนนำไปใช้งานสั้นกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้า โดยใช้เวลาเพียง 3 วันหลังจากวันผลิต ขณะที่น้ำยางพาราข้นทางการค้าต้องใช้เวลา 21 วัน ช่วยลดเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางพาราสดและประหยัดเงินลงทุนในการสร้างอุปกรณ์จัดเก็บน้ำยางพาราข้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด รับสิทธิ์ไปผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาน้ำยางข้นผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนนลาดยางมะตอยที่เรียกว่า “น้ำยางโลมาร์” (LOMAR) ซึ่งเป็นน้ำยางข้นที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียไม่เกิน 0.15% ของน้ำหนักน้ำยางข้น มีเสถียรภาพทางความร้อนสูงแม้นำไปใช้งานที่อุณหภูมิ 140-160 องศาเซลเซียส โดยไม่ต้องบ่มน้ำยางในถังพักไว้ 21 วันเหมือนน้ำยางข้นทางการค้า และสามารถนำไปใช้งานทันทีภายใน 1-2 วัน หลังจากวันที่ผลิต มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน
น้ำยางโลมาร์สามารถใช้เพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์พาราเอซี ตามมาตรฐาน มอก.2731-2559 ลดมลพิษจากไอระเหยของแอมโมเนียในกระบวนการผลิตพาราเอซี จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดเงินลงทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับก๊าซแอมโมเนียและสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ปัจจุบันน้ำยางโลมาร์ที่ผลิตโดยบริษัทไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด จังหวัดชลบุรี ได้มีการนำไปผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนนลาดยางมะตอยโดยบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อกระตุ้นเกิดอุตสาหกรรมที่ใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้นไปอีก สวทช. มุ่งไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางล้อตันรถฟอร์กลิฟต์ ซึ่งเป็นยางล้อรถประเภทที่ใช้ยางธรรมชาติในการผลิตสูงเมื่อเทียบกับยางล้อประเภทใช้ลม คือใช้ยางธรรมชาติประมาณ 30 กิโลกรัมต่อเส้น ขณะที่ยางล้อประเภทใช้ลมใช้ยางธรรมชาติเพียง 8 กิโลกรัมต่อเส้นด้วยอุตสาหกรรมยางล้อตันรถฟอร์กลิฟต์ในไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก ทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนา “ยางล้อตันรถฟอร์กลิฟต์ประหยัดพลังงาน” ขึ้น โดยมีโรงงานผลิตยางล้อคือบริษัทวี.เอส.อุตสาหกรรมยาง จำกัด ร่วมออกแบบและทดสอบในโครงการจากการทดสอบยางล้อตันประหยัดพลังงานต้นแบบขนาด 7.00-12/5.00 136 AS Solid ที่พัฒนาขึ้น พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานการหมุนต่ำกว่ายางล้อตันที่นำเข้าจากต่างประเทศและยางล้อตันยี่ห้อชั้นนำในประเทศ รวมถึงยางล้อตันแบบเดิมของบริษัทวี.เอส.อุตสาหกรรมยาง จำกัด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานการหมุนเท่ากับ 18, 21, 26 และ 29 กิโลกรัมต่อตัน ตามลำดับ ทำให้ยางล้อตันที่พัฒนาขึ้นสามารถประหยัดพลังงานได้สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับยางล้อตันยี่ห้ออื่น ๆเมื่อทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริง พบว่า ยางล้อตันต้นแบบมีอายุการใช้งานของดอกยางสูงกว่ายางล้อตันแบบเดิมประมาณ 2 เท่า และใช้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อยลง ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางและค่าเชื้อเพลิงของรถฟอร์กลิฟต์ได้ 60,000 บาทต่อคันต่อปี ขณะที่ยางคอมพาวด์หรือสูตรยางผสมสารเคมีที่พัฒนาขึ้นมีต้นทุนในการผลิตเท่าเดิม
จากองค์ความรู้และงานวิจัยที่ สวทช. ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นพัฒนาอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยได้อย่างยั่งยืนดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม
Open PDF
Open e-Book
30 ปี สวทช.
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
จีโนมข้าว ตัวเร่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย
"จีโนมข้าว" ตัวเร่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย
“ข้าว” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนานในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนด้านสังคมและการเมืองซึ่งทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญในการช่วยกันพัฒนา “ข้าวไทย” ให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลกการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ถือเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ แห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งเน้นในการค้นหายีนและพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลที่ควบคุมลักษณะสำคัญ เพื่อประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าว ซึ่งได้นำความรู้และเทคนิคด้านชีววิทยาโมเลกุลนี้มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ภายใต้โครงการความร่วมมือของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ทีมนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ได้เข้าร่วม “โครงการวิจัยจีโนมข้าวนานาชาติ” ในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งทำงานร่วมกับนานาประเทศในการถอดรหัส จีโนมข้าว โดยนักวิจัยไทยรับหน้าที่ถอดรหัสโครโมโซมที่ 9 ครอบคลุมยีนทนน้ำท่วมฉับพลัน และช่วยนักวิจัยญี่ปุ่นถอดรหัสโครโมโซมที่ 8 ครอบคลุม ยีนความหอมของข้าว ที่ควบคุมการสร้างความหอมแบบข้าวหอมมะลิไทย ในขณะเดียวกันได้มีการจัดทำโครงการวิจัยจีโนมข้าวในประเทศไทยไปพร้อมกันสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล็งเห็นว่าการศึกษาจีโนมข้าวจะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาข้าวไทยในอนาคต จึงพระราชทานราชทรัพย์ 2 ล้านบาทเพื่อให้ดำเนินโครงการวิจัยต่อไป ต่อมา สวทช. ได้สนับสนุนงบประมาณ ให้กับโครงการอีกรวมเกือบ 50 ล้านบาท
ทั้งนี้ไบโอเทค สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกันจัดตั้งหน่วยปฏิบัติวิจัยค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมุ่งเน้นการค้นหายีนและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลที่ควบคุมลักษณะสำคัญเพื่อประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์
การเข้าร่วมโครงการวิจัยจีโนมข้าวนานาชาติ และดำเนินโครงการจีโนมข้าวไทยในครั้งนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มศักยภาพให้แก่นักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านจีโนม ซึ่งนำไปสู่การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นหายีนที่สำคัญในข้าวไทย และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล (Marker Assisted Selection: MAS) ที่ควบคุมลักษณะสำคัญทั้งด้านคุณภาพเมล็ด ความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น น้ำท่วม ดินเค็ม ทนแล้ง ความสามารถในการต้านทานต่อโรคและแมลง เช่น โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาวองค์ความรู้ดังกล่าวได้ช่วยลดระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้รวดเร็วกว่าวิธีการปรับปรุงพันธุ์ข้าววิธีแบบดั้งเดิม ทำให้ได้สายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะตามต้องการ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ช่วยแก้ปัญหาหรือลดความสูญเสียจากการระบาดของโรคและแมลงได้ ถือเป็นการนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับปัญหาทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการที่ไบโอเทค สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและต้านทานต่อโรคและแมลงโดยใช้เทคนิคเครื่องหมายโมเลกุลที่เกี่ยวข้องในระดับห้องปฏิบัติการและโรงเรือน รวมทั้งมีความร่วมมือกับกรมการข้าวในการปลูกทดสอบสายพันธุ์ข้าวที่ได้ปรับปรุงพันธุ์แล้วในสถานีวิจัยของศูนย์วิจัยข้าวต่าง ๆ ของกรมการข้าว และที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ทำให้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
ทั้งนี้ตัวอย่างความสำเร็จของการวิจัยที่มีจุดเริ่มต้นจากเทคโนโลยีจีโนมก็คือการจดสิทธิบัตรยีนความหอม ที่คณะนักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัยค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าวได้นำข้อมูลพันธุกรรมข้าวมาสร้างแผนที่โครโมโซมและพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อใช้บอกตำแหน่งของยีนที่มีลักษณะดี โดยพบยีนความหอมของข้าว (Os2AP) ที่ควบคุมการสร้างความหอมแบบข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งได้รับการรับรองการจดสิทธิบัตรคุ้มครองจากสหรัฐอเมริกา (Patent No. US 7,319,181 B2)โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกจากประเทศที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรทั้งสิ้น 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลที่สามารถตรวจติดตามยีนความหอม ซึ่งนำไปช่วยคัดเลือกในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้รวดเร็วและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และนำมาซึ่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ อย่างเช่นพันธุ์ข้าวหอม “ชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลันและไม่ไวต่อแสง” เป็นการผสมระหว่างพันธุ์ข้าว IR57514 ที่มีคุณสมบัติทนน้ำท่วมฉับพลันกับพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับยีนทนน้ำท่วมและยีนควบคุมคุณภาพหุงต้มในการคัดเลือก ข้าวที่ได้มีกลิ่นหอมแบบข้าวขาวดอกมะลิ 105 สามารถทนน้ำท่วมฉับพลันในทุกระยะการเจริญเติบโต ซึ่งทนอยู่ใต้น้ำโดยไม่ตายได้นาน 2-3 สัปดาห์ ไม่ไวต่อช่วงแสง ทำให้ปลูกได้มากกว่า 1 ครั้งต่อปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อไร่ ในสภาพนาปักดำ และมีกลิ่นหอมแบบข้าวขาวดอกมะลิ 105
ส่วนพันธุ์ข้าวเหนียวต้านทานโรคไหม้ “ธัญสิริน” เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ข้าวเหนียว กข6 กับ พันธุ์เจ้าหอมนิล ซึ่งมีความต้านทานโรคไหม้โดยใช้เทคนิคเครื่องหมายโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับยีนต้านทานโรคไหม้และคุณภาพหุงต้มในการคัดเลือก คุณสมบัติเด่นคือ การต้านทานโรคไหม้ ลำต้นแข็งทนต่อการหักล้ม เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวเหนียว กข6 เดิม พบว่าสามารถลดความเสียหายที่เกิดจากโรคไหม้ในนาข้าวระยะต้นกล้าประมาณ 90% และระยะออกรวงประมาณ 50% ให้ผลผลิตเฉลี่ย 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไหม้ เมื่อนำไปขัดสีเป็นข้าวสารจะได้เมล็ดเต็มสูง และหุงสุกจะเหนียวนุ่มและมีกลิ่นหอม จึงได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค และที่สำคัญได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อพันธุ์ข้าวว่า “ธัญสิริน” เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาข้าวเหนียวพันธุ์ “กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ข้าวเหนียวที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากพันธุ์ “ธัญสิริน” ให้มีขนาดต้นที่เตี้ยลงและมีความต้านทานต่อโรคเพิ่มมากขึ้น โดยข้าวเหนียวพันธุ์นี้เป็นข้าวนาปีที่มีความไวต่อช่วงแสง สามารถต้านทานต่อโรคไหม้และโรคขอบใบแห้งขนาดลำต้นสูงเฉลี่ย 130 เซนติเมตร จึงเก็บเกี่ยวได้ง่ายด้วยเครื่องจักร ลำต้นมีความแข็งทนทานต่อแรงลม ลดปัญหาการหักล้ม และสามารถแตกกอดี มีผลผลิตข้าวแห้งเฉลี่ย 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะของเมล็ดข้าวเรียวยาวเมื่อนำมาหุงต้ม มีคุณภาพและความเหนียวนุ่มคล้ายพันธุ์ กข6 จากการปลูกทดสอบพันธุ์ ข้าวเหนียวชนิดนี้ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการยอมรับพันธุ์จากเกษตรกร เนื่องจากช่วยให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตสูงสำหรับข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” พัฒนามาจากข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อให้ต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีความหอม ซึ่งยังคงลักษณะต้นเตี้ยไว้ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยข้าวพันธุ์น่าน 59สามารถต้านทานโรคไหม้แบบกว้างกับเชื้อทุกกลุ่มในประเทศไทย มีความสูงประมาณ110 เซนติเมตร ลำต้นแข็ง ไม่หักล้ม ทนทานต่อแรงลม เนื่องจากมีขนาดลำต้นเตี้ยใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวแทนแรงงานคนได้ ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 600-700กิโลกรัมต่อไร่ หากอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตสูงกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดข้าวเรียว หลังขัดสีไม่แตกหัก คุณภาพการหุงต้มดี มีความหอม และมีความเหนียวนุ่มคล้ายข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ทดลองปลูกและได้ผลผลิตดี ตอบโจทย์สร้างรายได้ให้เกษตรกรและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ชุมชน
และล่าสุด ข้าวเหนียวพันธุ์ “หอมนาคา” ข้าวเหนียวสายพันธุ์ใหม่ที่ไบโอเทค สวทช. พัฒนาขึ้นโดยนำความเชี่ยวชาญทางด้านจีโนมและเครื่องหมายโมเลกุลมาใช้ในกระบวนการคัดเลือก เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้รวดเร็วและมีระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารในพื้นที่ที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักข้าวเหนียวสายพันธุ์ใหม่ “หอมนาคา” นี้สามารถปลูกได้ตลอดปี เหมาะทั้งนาปีและนาปรังเนื่องจากเป็นข้าวที่ไม่ไวแสง มีคุณสมบัติทนต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทนแล้ง และต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็ง ไม่หักล้มง่าย ขนาดต้นสูงปานกลาง เก็บเกี่ยวได้ง่ายปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 130-140 วัน และให้ผลผลิตสูง ซึ่งผลจากการทดลองปลูกพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีผลผลิต 800-900 กิโลกรัมต่อไร่ และภาคอีสานมีผลผลิตสูงถึง 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ข้าวเหนียว "หอมนาคา" ยังมีคุณสมบัติเด่นเรื่องกลิ่นหอมและนุ่มเหนียวเมื่อหุงสุก
จากองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการปรับปรุงพันธุ์พืชที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันไบโอเทค สวทช. เป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์แนวอณูวิธี (Molecular breeding) กับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าว” ซึ่งเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ตามความต้องการของผู้ผลิต ผู้บริโภค และความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเน้นพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม
Open PDF
Open e-Book
30 ปี สวทช.
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
รู้จักวัคซีนโควิด-19 ทั้ง 6 ยี่ห้อ ที่ WHO ขึ้นทะเบียนรับรอง
รู้จักวัคซีนโควิด-19 ทั้ง 6 ยี่ห้อ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ขึ้นทะเบียนรับรองสำหรับใช้งานในกรณีฉุกเฉิน
ความรู้สู้ covid-19
พัฒนาโปรตีนถั่วเขียวสู่เครื่องดื่มโปรตีนสูงเสริมแคลเซียม “M-Pro Jelly Drink”
For English-version news, please visit : M-Pro Jelly Drink: Plant-based protein drink
นักวิจัยเอ็มเทคพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนสูงจากโปรตีนถั่วเขียว รับเทรนด์การบริโภคยุคใหม่ เน้นใส่ใจสุขภาพควบคู่รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งมุ่งใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีในประเทศ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือจากอุตสาหกรรม ตอบโจทย์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจี
[caption id="attachment_20532" align="aligncenter" width="1000"] M-Pro Jelly Drink[/caption]
เครื่องดื่มโปรตีนสูงจากถั่วเขียวที่ว่านี้มีชื่อว่า M-Pro Jelly Drink เป็นเครื่องดื่มชนิดเจลที่มีโปรตีนสูงและมีการเสริมแคลเซียมเข้าไปด้วย วิจัยและพัฒนาโดย ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
[caption id="attachment_20533" align="aligncenter" width="1000"] ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศิริกาญจน์ กล่าวว่า ถั่วเขียวเป็นพืชที่มีโปรตีนสูงและปลูกมากในประเทศไทย ขณะที่ในอุตสาหกรรมวุ้นเส้นมีผลพลอยได้เป็นกากถั่วเขียวหรือโปรตีนถั่วเขียวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์โดยไม่ได้ทำให้มีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด จึงคิดว่าหากสามารถนำโปรตีนถั่วเขียวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เครื่องดื่มโปรตีนสูง ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่กากถั่วเขียวที่เหลือจากการผลิตวุ้นเส้นได้
“ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนทั่วไปที่เรารู้จัก เช่น เวย์โปรตีน นม เป็นโปรตีนที่มาจากสัตว์ แต่เทรนด์การบริโภคสมัยใหม่ต้องการความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคจึงหันมาสนใจโปรตีนจากพืชซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกมากขึ้น แต่เครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกส่วนใหญ่มีปริมาณโปรตีนค่อนข้างต่ำ ซึ่งการพัฒนาโปรตีนจากพืชให้มีคุณภาพหรือมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ที่มีแคลเซียมสูง การใช้โนว์ฮาวแบบเก่าไม่สามารถทำได้ เราจึงต้องมีการปรับกรรมวิธีในการผลิต และมีการเพิ่มสารปรับเนื้อสัมผัสเข้าไปเพื่อช่วยคงสภาพของโปรตีนไม่ให้เกิดการตกตะกอนหรือเกิดการแยกชั้น ทำให้เครื่องดื่มมีลักษณะที่น่ารับประทาน และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม”
[caption id="attachment_20535" align="aligncenter" width="1000"] M-Pro Jelly Drink[/caption]
นักวิจัยได้นำโปรตีนถั่วเขียวมาผ่านกระบวนการผลิตเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดโครงสร้างโปรตีนตามต้องการ ร่วมกับการใช้ไฮโดรคอลลอยด์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการพยุงโครงสร้าง และช่วยในการกระจายตัวของโปรตีนให้คงสภาพได้ดีภายหลังการให้ความร้อนระดับพาสเจอไรซ์ ทำให้ได้เครื่องดื่มโปรตีนสูงชนิดเจลจากโปรตีนพืชที่มีลักษณะปรากฏเป็นเนื้อเดียวกัน และมีเนื้อสัมผัสที่เทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลทางการค้าที่ไม่มีโปรตีนหรือมีโปรตีนในปริมาณที่ต่ำกว่า โดยผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษานาน 2 สัปดาห์ในตู้เย็น และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นโดยไม่ต้องแช่เย็น
ทั้งนี้ เครื่องดื่ม M-Pro Jelly Drink มีปริมาณโปรตีนสูงมากกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) หรือร้อยละ 6 โดยน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ และมีการเสริมแคลเซียมกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI)
[caption id="attachment_20536" align="aligncenter" width="1000"] M-Pro Jelly Drink[/caption]
“ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม M-Pro Jelly Drink นี้เป็นเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกที่เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการเสริมโปรตีนให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สามารถดื่มนมวัวได้และผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตสในนมวัว รวมถึงกลุ่มนักกีฬาและคนที่ออกกำลังกายที่ดื่มเวย์เป็นหลักอยู่แล้ว และอยากจะเปลี่ยนมาดื่มผลิตภัณฑ์รักษ์โลกหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาจากสัตว์ เครื่องดื่มโปรตีนถั่วเขียวนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง” นักวิจัยให้ข้อมูล
แนวโน้มอาหารในอนาคตจะมาจากพืชมากขึ้น (Plant Based Food) เพราะเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนกว่าอาหารที่มาจากสัตว์ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้บริโภค
ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่ม M-Pro Jelly Drink หรือสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืชในรูปแบบต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เอ็มเทค สวทช.
เรียบเรียงโดย นางสาววีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์
ภาพถ่ายโดย นายชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์
กราฟิกโดย นางสาวภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ฉันฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้หรือไม่?
การฉีดวัคซีนช่วยลดเสี่ยงติดเชื้อ ลดการเจ็บป่วยรุนแรง และลดการเสียชีวิต
แต่แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ ต้องยึดหลัก 3 มาตรการสำคัญ คือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือสม่ำเสมอด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างจากสังคม
ความรู้สู้ covid-19
ลองเข้ามาดูวัคซีนโควิด-19 กัน หมอพร้อมเขาจัดให้ 2 ยี่ห้อไม่ต้องรอนาน
การฉีดวัคซีนช่วยลดเสี่ยงติดเชื้อ ลดการเจ็บป่วยรุนแรง และลดการเสียชีวิต
แต่แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ ต้องยึดหลัก 3 มาตรการสำคัญ คือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือสม่ำเสมอด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างจากสังคม
ความรู้สู้ covid-19
7 ข้อควรรู้ในการฉีดวัคซีนโควิด-19
เตรียมความพร้อมก่อนไปฉีดวัคซีนกันนะคะ
ความรู้สู้ covid-19
การฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ช่วยลดเสี่ยงติดเชื้อ ลดการเจ็บป่วยรุนแรง และลดการเสียชีวิต
แต่แม้จะฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 แล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ ต้องยึดหลัก 3 มาตรการสำคัญ คือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือสม่ำเสมอด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างจากสังคม
ความรู้สู้ covid-19
การที่มือสัมผัสพื้นผิววัสดุต่างๆ จะมีไวรัสติดอยู่แค่ไหน
ผลจะเป็นอย่างไร? เมื่อนักวิจัยชาวฮ่องกงและอเมริกันร่วมกันพิสูจน์ว่า หากมือเราไปสัมผัสบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่มีละอองฝอยของไวรัสเกาะอยู่ นิ้วมือที่สัมผัสจะมีไวรัสติดอยู่มากน้อยแค่ไหน
แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะจับวัสดุแบบไหน อย่าลืมล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันโควิด-19 กันนะคะ
ความรู้สู้ covid-19


