หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
นายกรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใน 7 ปี (พ.ศ. 2564-2570)
For English-version news, please visit : BCG Policy Board approves strategic plan and policy measures to drive BCG agenda 12 กรกฎาคม 2564 - พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ครั้งที่ 2/2564 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ครั้งนี้ มีการรายงานดัชนีเศรษฐกิจสีเขียว (Global Green Economy Index) ของประเทศไทยที่ดีขึ้น จากอันดับที่ 45 ในปี 2557 มาอยู่ในอันดับที่ 27 ในปี 2561 และตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Index) ที่มีอันดับดีขึ้น จากอันดับที่ 55 ในปี 2560 มาอยู่ในอันดับที่ 43 ในปี 2563 แล้วก็ตาม ด้วย “วาระโลก” เช่น ปัญหาโลกร้อน ปัญหาขยะ ปัญหาโรคระบาด การกระจายรายได้ รัฐบาลจึงมีการกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงกับหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการสานพลังของจตุภาคีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาควิชาการ ขับเคลื่อนประเทศด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : สร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยุทธศาสตร์ที่ 3 :  ยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 และ 13 มาตรการหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ 1. พัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลของทุนความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนวัฒนธรรม และทุนทางปัญญาด้วยการพัฒนาระบบ จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูลตามมาตรฐาน ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการวางแผนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ในการใช้โมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจในชุมชน และเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว 2. เพิ่มพูนทรัพยากรชาติด้วยการผสานพลังของรัฐ เอกชน ชุมชน และหน่วยงานวิจัย โดยการส่งเสริมเอกชนในการปลูกและดูแลป่าทุกประเภทในพื้นที่ของรัฐด้วยกลไกและจัดสรรคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) รัฐ : เอกชน (ผู้ปลูกและดูแล) ในสัดส่วนโดยประมาณที่ 10 : 90 และเร่งการวิจัยพัฒนาพันธุ์ สร้างนวัตกรรม ระบบการบริหารจัดการ การดูแลรักษา การติดตามให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 3. พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ BCG โดยเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานในแต่ละภูมิภาคเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการด้วยหลักการ BCG เชื่อมโยงการเกษตรทางเลือก/เกษตรสมัยใหม่ การแปรรูป การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับประเทศและเศรษฐกิจโลก 4. ปรับระบบการเกษตร สู่ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และมูลค่าสูง เน้นเกษตรพรีเมียม เกษตรปลอดภัย เพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) จากความหลากหลายของสินค้าเกษตร เช่น เมล็ดพันธุ์ ไม้ผล ไม้ตัดดอก ไผ่ ไม้เศรษฐกิจ แมลง สมุนไพร สัตว์เศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและสามารถใช้องค์ความรู้ที่เหมาะสมได้ รวมถึงการพัฒนาระบบเกษตรแบบองค์รวม เชื่อมโยง B C และ G ทั้งจังหวัด 5. พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารริมทาง และอาหารท้องถิ่นด้วยการยกระดับด้วยเครื่องจักรผลิตอาหาร (Food Machinery) และมาตรฐานการประกอบอาหารที่ดี 6. สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วยการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าจากฐานชีวภาพให้มีขั้นนวัตกรรมที่สูงขึ้น อาทิ สารสกัด สารประกอบฟังก์ชัน อาหารฟังก์ชัน ชีวเคมีภัณฑ์ เช่น โอลิโอเคมิคอล วัสดุชีวภาพ อาทิเช่น วัสดุคาร์บอนมูลค่าสูง ยา และวัคซีน เป็นต้น 7. สร้างตลาดเพื่อรองรับนวัตกรรมของสินค้าและบริการ BCG อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลรัฐจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย สิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนและภาคประชาชน เช่น การลดภาษีให้กับโรงพยาบาลเอกชนที่จัดซื้อสินค้าที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย ส่งเสริมฉลากที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว เช่น ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ ฉลากสีเขียว ฉลากสิ่งแวดล้อม รวมถึงการผลักดันกลไกราคาคาร์บอนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันสำหรับผลิตภัณฑ์วัสดุและเคมีชีวภาพ การจัดเก็บภาษีผู้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปลดล็อกการซื้อ-ขายพลังงานชุมชน 8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืนและการท่องเที่ยวสีเขียว สร้างโมเดลการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น โมเดลอารมณ์ดีมีความสุข (Happy Model), ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืนและการท่องเที่ยวสีเขียวด้วยการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral), สร้างคลัสเตอร์การท่องเที่ยวของจังหวัดหลักและกลุ่มจังหวัดรอง รวมถึงพัฒนาระบบการใช้จ่ายแบบระบบการชำระเงินเดียว (One Payment System) สำหรับการท่องเที่ยว เพื่อจัดทำคลังข้อมูลด้านการท่องเที่ยว 9. ยกระดับสินค้าและบริการ BCG สู่มาตรฐานการผลิตยั่งยืนด้วยการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมสีเขียว และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 10. ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ BCG สู่มาตรฐานสากลด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางด้านการวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขยายขนาดการผลิต โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ เพื่อการวิเคราะห์ ทดสอบ การรับรองและขึ้นทะเบียนสินค้า BCG โดยเฉพาะสินค้าเกษตรพรีเมียม เกษตรปลอดภัย สารสกัด ชีวเคมีภัณฑ์ ยา วัคซีน เครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ 11. ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) การประกอบการรูปแบบใหม่บนฐานเศรษฐกิจ BCG การบ่มเพาะผู้ประกอบการทั้งความรู้ด้านนวัตกรรมและการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานในภาครัฐ และการส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งทุนและผู้เชี่ยวชาญในภาครัฐ 12. สร้างและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจ BCG ในทุกระดับ ตั้งแต่กลุ่มชุมชนและฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs), กลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startups) และผู้ประกอบการเทคโนโลยี 13. เชื่อมโยงกับสากลในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ การดึงดูดบุคลากร การค้า การลงทุน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายวิจัย การค้าและการลงทุนทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก รวมถึงการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุนจากต่างประเทศด้วยการให้สิทธิประโยชน์ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เหมาะสม เช่น สมาร์ทวีซ่า (Smart Visa) นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 และใช้ 13 มาตรการเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจของหน่วยงานด้วยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG โดยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในยุคหลังโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที อาทิเช่น  การผลักดันให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรด้วยรูปแบบการบูรณาการเชิงพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัด (ราชบุรี ลำปาง ขอนแก่น จันทบุรี และพัทลุง) ใน 5 ภาค โดยพิจารณาความเข้มแข็งของแต่ละพื้นที่โดยตอบโจทย์   อุปสงค์และอุปทานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว 30 ปี สวทช.
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “ปั้นแบรนด์ให้ปัง เบื้องหลังต้องเร็ว”
📢 "ปั้นแบรนด์ให้ปัง เบื้องหลังต้องเร็ว!!!" กลยุทธ์สร้างแบรนด์สุขภาพและความงามฉบับเร่งรัด จากผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ตั้งแต่สารตั้งต้น งานวิจัย พัฒนาสูตร ขึ้นทะเบียน จนออกสู่ตลาด ครบจบในที่เดียว 🏁อยากลงสนามแข่งธุรกิจ Health&Beauty ⚘ ต้องเร่งสปีดขั้นสูงสุด เพราะแค่คู่แข่งไม่เคยหยุด "รอ" 📌ฟังเคล็ดลับกลยุทธ์สร้างแบรนด์สุขภาพและความงามฉบับเร่งรัด 📌เคล็ดไม่ลับการเคลมประโยชน์ของสินค้าให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อ.ย. ✅ วิทยากร โดย ผู้ก่อตั้ง บริษัท พีช แอนด์ โค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาผลิตภัณฑ์สูตรแบบวงจร ✅ ร่วมเสวนาโดย ผู้บริหารแบรนด์ภายใต้บริษัท ทีวีไดเร็ค จำกัด (มหาชน) ✅ ผู้บริหารจาก บริษัท เกร๊ต อีสเทอร์น ดรั๊ก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดีคอลเจน (Decolgen) 🗓 อ.20 ก.ค.2564 🕑 14.00 เป็นต้นไป ✅ เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ! 📌 ลงทะเบียน https://forms.gle/AYPnqk4AY7EpNqFy5 📞 ติดต่อสอบถาม 02-5647000 ต่อ 5040 bcd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
Magik Growth ถุงห่อตัวช่วยชาวสวนทุเรียนยุคใหม่
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนา "Magik Growth" ถุงห่อผลไม้สำหรับห่อทุเรียนโดยเฉพาะ ผลิตจากวัสดุพิเศษ ช่วยปกป้องผลผลิตจากแมลงศัตรูพืช ตอบโจทย์เกษตรกรชาวสวนทุเรียนยุคใหม่ที่ต้องการลดใช้สารเคมี นอกจากนี้นักวิจัยยังอยู่ระหว่างทดลองการใช้ถุง Magik Growth สีต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบกันในเรื่องของการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลทุเรียน เนื่องจากศึกษาพบว่า ผิวของผลไม้รวมถึงทุเรียนมีปฏิกิริยาต่อ "ช่วงแสง" ที่แตกต่างกัน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Collaboration opportunities” ผ่าน LIVE ของ เพจ The Association of Thai Professionals in European Region – ATPER
สมาคมนักวิชาชีพไทยในภูมิภาคยุโรป ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Collaboration opportunities” ผ่าน LIVE ของ เพจ The Association of Thai Professionals in European Region - ATPER . วิทยากรโดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นางสาววัฒนาพร สุขพรต ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรมใหม่ สวทช. วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2564 เวลา 18.00-19.00 น. ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://atper.eu/atper2021/ รายละเอียดเพิ่มเติม https://atper.eu/acw2021/ กิจกรรมนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ #LivingWithCovid #ACW21 #ATPER2021
ปฏิทินกิจกรรม
 
🛑(Facebook Live) ชันโรง…ผึ้งจิ๋ว ฝ่าวิกฤกติโควิด
ชันโรง ผึ้งจิ๋ว ฝ่าวิกฤกติโควิด สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. ชวนคุย เล่าประสบการณ์ทำเกษตรในช่วงโควิดกับ "คุณวสันต์ ภูผา" เจ้าของสวนส้มโอและผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงชันโรง ปรับตัวอย่างไรในช่วงวิกฤตโควิด ให้ธุรกิจเกษตรยังไปได้ (ดี) ถ่ายทอดสด คืนวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2564 เวลา 19:30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook: สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และ YouTube Channel: AGRITEC Channel ลงทะเบียนรับชมทาง: https://bit.ly/2TczZmZ
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมกับ วช. พร้อมพันธมิตรภาคการศึกษา เปิดรับสมัครโครงการ Young Scientist Competition 2022 ค้นหาสุดยอดโครงงานนักวิทย์รุ่นเยาว์ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยศูนย์ประสานงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 – 6 หรือเทียบเท่า เข้าร่วมประกวดในโครงการ “การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24 (The Twenty-Fourth Young Scientist Competition:YSC 2022) เพื่อสรรหาสุดยอดนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฏาคม 2564 ที่ https://www.nstda.or.th/sims/login/  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77009 – 77010 facebookpage : YSC Thailand fanpage   ทั้งนี้ โครงการ YSC 2022 เปิดให้สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน 9 สาขา คือ วิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ วัสดุศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์ สหสาขา (เฉพาะชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์, วิทยาการข้อมูล, จุลชีววิทยา)   นักเรียนและอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ : https://www.nstda.or.th/sims/login/ -ลงทะเบียนผู้เข้าแข่งขันและอาจารย์ที่ปรึกษา ปรับปรุงข้อมูล หรือขอรับพาสเวิร์ดใหม่ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 -ส่งข้อเสนอโครงงานระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 15 กันยายน 2564 ก่อน 17.00 น. -ประกาศผลรอบข้อเสนอโครงงาน วันที่ 8 ตุลาคม 2564 หมายเหตุ: โดยนักเรียนและอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องลงทะเบียนในระบบ SIMS และเลือกเข้าร่วมกิจกรรม YSC 2022 หากมีข้อมูลอยู่ในระบบอยู่แล้ว ให้ใช้อีเมล์เดิมที่ลงทะเบียนไว้ ในการ Login เข้าระบบเพื่อทำการปรับปรุงข้อมูล หรือขอรับพาสเวิร์ดใหม่ในระบบ SIMS ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2564   และเพื่อเป็นการเตรียมการรองรับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 - น้องๆ ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องกรอกแบบฟอร์มอนุญาติเก็บข้อมูล ขอความเห็นและให้ผู้ปกครองพิจารณาลงนาม (สามารถ Download แบบฟอร์มได้ที่หน้ารับสมัครของโครงการ) และแนบไฟล์กลับเข้ามาในระบบ - สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ลงทะเบียนใหม่ และเก่า โปรดอ่านรายละเอียดนโยบายนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ใช้งานเว็บแอปพลิเคชัน “ระบบจัดการข้อมูลและกิจกรรมด้าน ว. และ ท.” ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อทราบการเก็บข้อมูลและการอนุญาตให้โครงการใช้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของท่าน - กรณีงานที่เกี่ยวข้องเป็นการทำงานเกี่ยวกับมนุษย์ (รวมถึงการทำแบบสอบถาม) ต้องมีแบบฟอร์มการทำวิจัยในมนุษย์ และ consent form เพิ่มเติม - กรณีการศึกษาในสัตว์ต้องมีแบบฟอร์มการทำวิจัยในสัตว์ เพิ่มเติม แบบฟอร์มต่างๆ Download ได้ที่หน้าระบบรับสมัครของโครงการ YSC   คุณสมบัติและเงื่อนไขในการส่งข้อเสนอโครงงาน เป็นโครงงานที่มีสมาชิกจำนวน 1-3 คน โดยนักเรียนแต่ละคนสามารถส่งโครงงานเข้าร่วมประกวดได้เพียง 1 โครงงานเท่านั้น นักเรียนที่ส่งโครงงานเข้าร่วมโครงการ YSC แล้ว จะไม่มีสิทธิ์ส่งผลงาน เข้าร่วมโครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (NSC) ในปีเดียวกัน นักเรียนที่ส่งโครงงานเข้าร่วมโครงการ YSC แล้ว และไม่ได้รับการคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนรอบแรก จะไม่มีสิทธิ์ขอเพิ่มชื่อเข้าร่วมโครงงาน YSC ที่ได้รับคัดเลือกให้รับทุนในปีเดียวกัน ระยะเวลาในการดำเนินโครงการประมาณ 3 เดือน นักเรียนผู้รับทุนสนับสนุนจาก สวทช. ต้องส่งผลงานตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด หากเป็นโครงงานต่อเนื่องต้องระยะเวลาพัฒนาผลงานในส่วนที่ส่งเข้าแข่งขันต้องอยู่ระหว่าง ม.ค. 64 เป็นต้นมา ข้อเสนอโครงงานหรือผลงาน ต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือนําเอาผลงานจากการศึกษาหรือการดําเนินการของผู้อื่นมาส่งเข้าประกวด หากนําความคิดของตนเองที่เคยส่งเข้าประกวดแล้วหรือผลงานผู้อื่นมาดําเนินการ (ให้ระบุลงในหัวข้อเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในรายงานวิจัยให้ชัดเจน) โดยในโครงการศึกษา/วิจัย ต้องระบุที่มาของโครงการต้นแบบ และจุดที่มีการปรับปรุงพัฒนาต่อยอดไปจากโครงการเดิมอย่างละเอียด ข้อเสนอโครงงานหรือผลงาน จะต้องไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ ในการประกวดทั้งในระดับประเทศหรือต่างประเทศมาก่อน ไม่ว่ามูลค่ารางวัลที่ได้รับมาจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม หากเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลระหว่างการแข่งขันในรอบการแข่งขันของ YSC จะต้องรายงานให้โครงการ YSC ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร โดยต้องชี้แจงให้ทราบถึงจุดที่มีการปรับปรุงพัฒนาต่อยอดแตกต่างจากผลงานที่เคยได้รับรางวัล โครงงานที่ได้รับทุนต้องจัดทำข้อตกลงการรับทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 และต้องระบุข้อความได้รับทุนจาก สวทช และ วช. ในหน้าปกรายงานตามรูปแบบที่โครงการกำหนด หากพ้นกำหนดทางโครงการ YSC ขอสงวนสิทธิ์ขอคืนทุน หมายเหตุ: หากไม่เป็นไปตามคุณสมบัติของโครงงานหรือผลงานข้างต้น โครงการ YSC ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24: YSC 2022 โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สิทธิประโยชน์ 1.ทุนสนับสนุนการพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร์ 2.รางวัลที่ได้รับ -รางวัลชนะเลิศ (Top Award)  ถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดในงาน Regeneron ISEF 2022 -รางวัลที่ 1 (First Award) แต่ละสาขาได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท และโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าร่วมการประกวดในงาน Regeneron ISEF 2022 และการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม นานาชาติอื่นๆ -รางวัลชมเชย และรางวัลพิเศษ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่ผู้สนับสนุนกำหนด   ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB: YSC Thailand Fanpage IG: YSCThailannd  Youtube: YSCThailand
ปฏิทินกิจกรรม
 
คณะจิตอาสาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มอบอาหารและน้ำดื่ม ให้ รพ.สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ
วันนี้ (2 ก.ค. 64) ณ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี : คณะจิตอาสาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สมาคมศิษย์เก่าจิตรลดาในพระราชูปถัมภ์ฯ และสถานประกอบการในเครือข่ายสถาบันฯ ได้เดินทางมามอบอาหารพระราชทานและน้ำดื่ม จำนวน 200 ชุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสนามฯ ในการปฏิบัติหน้าที่และทำการรักษาผู้พิการที่ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาในการทำความดี โดยมี พ.ญ.บุษกร โลหารชุน รองผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ พร้อมด้วย นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมต้อนรับคณะจิตอาสาฯ และรับมอบสิ่งของในครั้งนี้
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. มอบสิทธิผลงาน PETE เปลความดันลบให้เอกชนเร่งผลิตสู้ภัยโควิด-19
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.ลงนามร่วมกับ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด ในการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงาน "PETE เปลปกป้อง" เปลความดันลบสำหรับใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 พร้อมส่งมอบให้กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์นำไปใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์ระบาดโควิด-19
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
“Smart-BIOact” แพลตฟอร์มค้นหาสารจุลชีพสำคัญ ลดเวลาทำวิจัย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการลงทุน
  ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based product) เป็นหนึ่งในประเภทของสินค้าที่กำลังมาแรงทั่วโลก เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาโดยให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจสายกรีนไปเต็มๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์พบเห็นได้ทั่วไป เช่น อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ ยา อาหารสัตว์ และชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช แต่การจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ขึ้นมาสักชิ้น ก็ถือเป็นโจทย์หินท้าทายการทำงานของผู้ประกอบการไม่น้อย เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพโดยส่วนใหญ่จะต้องมีการทำวิจัยเพื่อค้นหาสารจุลชีพสำคัญมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งการทำวิจัยจะมีความซับซ้อนสูง ใช้เวลาในการค้นคว้าและทดลองนาน ก่อให้เกิดความล่าช้า และอาจนำมาซึ่งการสูญเสียพื้นที่ทางการตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เสนอทางเลือกใหม่ในการทำวิจัยให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นแพลตฟอร์ม “Smart-BIOact” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกคำถามสำคัญของการทำวิจัยในแพลตฟอร์มเดียว     ดร.จิตติศักดิ์ เสนาจักร์ นักวิจัยทีมวิจัยชีวศาสตร์และชีววิทยาระบบ (ISST) ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า Smart-BIOact สามารถช่วยผู้ประกอบการในการคัดเลือกสารจุลชีพที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ค้นหาสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการเพาะเลี้ยงจุลชีพ รวมถึงสามารถประเมินปริมาณผลผลิตสารเป้าหมายที่จะได้ (Production yield) ภายในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีชุดข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ทางการตลาดก่อนนำไปลงทุนจริง ช่วยลดระยะเวลาในการทำวิจัย และความเสี่ยงในการลงทุน “Smart-BIOact เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ มีการนำเทคโนโลยีหลายด้านมาบูรณาการเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมของจุลินทรีย์ อาทิ AI, Metabolic modeling และ Bioinformatics ฯลฯ ที่สำคัญปัจจุบัน Smart-BIOact เป็นเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้แบบ One-stop-service และมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตลอดการทำวิจัย”     ดร.จิตติศักดิ์ ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Smart-BIOact สามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ คือ อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ทั่วโลกมีมูลค่าการตลาดสูงถึง 5.5 ล้านล้านบาท (1.8 แสนล้าน USD) ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตสูงถึงประมาณร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมวัสดุ ที่กำลังมีความต้องการของตลาดสูงขึ้นตามนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green) Economy Model ของประเทศอีกด้วย     ดร.จิตติศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ในตอนนี้ Smart-BIOact พร้อมแล้วที่จะให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใหม่หรือพัฒนากระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม ทั้งในรูปแบบการรับจ้างวิจัย (Contract research) และการให้คำปรึกษา โดยในอนาคตทีมวิจัยยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการใช้แพลตฟอร์มในรูปแบบ Subscription และ Licensing อีกด้วย หากคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์มที่จะช่วยในการค้นหาสารสำคัญ ลดเวลาทำวิจัย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ‘Smart-BIOact’ คือคำตอบ   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึกสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น ผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมอุตสาหกรรมด้านระบบรางของไทย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2564  ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดพิธี  ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือด้านเทคนิค (Memorandum of Understanding (MoU) : Technical Cooperation) ระหว่างสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟ ประเทศญี่ปุ่น (Railway Technical Research Institute: RTRI) ประเทศญี่ปุ่น และ สวทช. ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อิคุโอะ วาตานาเบะ (Dr. Ikuo Watanabe) ประธานสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ สวทช. และ ดร. เทตสุโอะ อุซุกะ (Dr. Tetsuo Uzuka) ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายต่างประเทศ สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมในพิธีลงนาม และได้รับเกียรติจาก นายโฮโซโนะ เคสุเกะ (Mr. Hosono Keisuke) เลขานุการเอกด้านดิจิทัล สารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวคำแสดงความยินดี โดยบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการร่วมมือวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพของระบบขนส่งทางราง รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 30 มิถุนายน 2567 ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. และ RTRI  ได้มีการทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2554 โดย RTRI ได้ให้การสนับสนุนการจัดฝึกอบรม “หลักสูตรวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง (วศร.)” รวมถึง การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ “อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (The Thai Rail Industry Symposium and Exhibition: RISE) ตั้งแต่ปี 2559 จนนำมาสู่พิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือด้านเทคนิคครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างและขยายความร่วมมือของสองหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรวิจัย ซึ่งเป็นพันธกิจของ สวทช. และเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศตามนโยบายภาครัฐ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของอาเซียน รวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมกับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดร.อิคุโอะ วาตานาเบะ (Dr. Ikuo Watanabe) ประธานสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ สวทช. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาระบบรางในประเทศไทย ดังนั้นการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่าง RTRI และ สวทช. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกเหนือจากความร่วมมือทางด้านการวิจัยและพัฒนาที่จะดำเนินการกันแล้ว RTRI ยังสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่นำไปสู่การยกระดับมาตรฐานด้านการขนส่งระบบรางในกลุ่มประเทศเอเชียด้วย นายโฮโซโนะ เคสุเกะ (Mr. Hosono Keisuke) เลขานุการเอกด้านดิจิทัล สารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า ระบบการขนส่งทางรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย ซึ่งประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าในระบบขนส่งทางอย่างชัดเจน จะเห็นได้จากมีการเปิดการเดินรถไฟสายใหม่ทุกปี และได้ใช้เทคโนโลยีรถไฟของประเทศญี่ปุ่นในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองทั้งสายสีม่วงและสายสีแดง  สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จึงขอแสดงความยินดีกับ RTRI และ สวทช. ที่จะมีความร่วมมือในด้านระบบขนส่งทางราง ผ่านบันทึกความเข้าใจฯ นึ้ สวทช. ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมรองรับความต้องการใช้งานในระบบขนส่งทางมาโดยตลอด จึงได้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (Rail and Modern Transports Research Center : RMT) ซึ่งเป็นหน่วยงานในรูปแบบศูนย์วิจัยและพัฒนาเฉพาะทาง (Focus Center) ในปี 2563 เพื่อรับผิดชอบดำเนินการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสำหรับใช้งานในภาคอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางและการขนส่งสมัยใหม่ อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ การพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบแบบอัตโนมัติสำหรับรถไฟ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนทดแทนเพื่อการใช้งานในรถไฟ และการสร้างฐานข้อมูลเพื่อการวางแผนซ่อมบำรุงรถไฟ รวมถึง การพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งเชื่อมต่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ต้องการเข้าสู่การใช้งานระบบขนส่งทางรางหลัก ในส่วนของมาตรฐานและการทดสอบ  สวทช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบที่มีขีดความสามารถด้านการทดสอบและตรวจสอบผลิตภัณฑ์และสินค้าให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้สร้างระบบ และผู้ให้บริการเดินรถไฟในประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของระบบขนส่งทางรางของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ส่งโนฮาว นวัตกรรม ‘เปลความดันลบ’ ให้ บ.สุพรีร่าฯ ผลิตสู้ศึกการระบาดโควิด-19 โรคอุบัติใหม่
(30 มิถุนายน 2564) ที่ห้องประชุม 601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงาน PETE (พีท) เปลปกป้อง หรือ ‘เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19’ แบบออนไลน์ ระหว่าง เอ็มเทค สวทช. กับ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด พร้อมได้มอบเปลความดันลบ ให้แก่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อใช้ในภารกิจการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) นายไกร กาญจนวตี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ทีมวิจัยเอ็มเทค เข้าร่วมงาน ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. ได้สร้างนวัตกรรม‘PETE (พีท) เปลปกป้อง’ หรือเปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 โดยออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะ แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สามารถนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์-ซีที สแกน (CT Scan) ปอดผู้ป่วย ขณะอยู่บนเปลเพื่อคัดกรองอาการในสถานพยาบาล หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ  โดยวันนี้ เอ็มเทค สวทช. จัดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงาน PETE (พีท) เปลปกป้อง หรือ ‘เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19’ ให้กับ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด เป็นรายแรกและรายเดียว โดยได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นการผลักดันให้ผลงานวิจัยถูกนำไปสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สอดคล้องกับบทบาทและภารกิจของ เอ็มเทค สวทช. ซึ่งมีเป้าหมายใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรม ให้สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง นอกจากนั้นแล้วในวันนี้ทีมวิจัยเอ็มเทคร่วมกับบริษัท ได้ส่งมอบเปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1 ชุด ให้แก่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. เพื่อนำใช้งานในภารกิจการแพทย์ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าการระบาดของโรคโควิด-19 สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคร้ายที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดทำงานอย่างหนัก รับหน้าที่เป็นเสมือนด่านหน้าในการต่อสู้กับโรค จึงจำเป็นต้องได้รับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยเปลความดันลบที่ เอ็มเทค สวทช. พัฒนาขึ้นนอกจากจะตอบโจทย์สำหรับเป็นอุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ไปในแต่ละจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศถึง 3 เท่า ซึ่งได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกลไกในการยกระดับความสามารถอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของรัฐบาล นายไกร กาญจนวตี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท สุพรีร่าฯ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมลงนามในสัญญาอนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยเปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยยินดีเข้ามารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมนี้ พร้อมกับสิทธิเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการด้านเครื่องมือแพทย์ รวมถึงรถฉุกเฉิน รถพยาบาลแก่สถานพยาบาลทั่วประเทศมากว่า 30 ปี จึงมีความพร้อมในด้านการให้บริการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ และพร้อมที่จะร่วมต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยฝีมือคนไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล “เราทราบว่าเปลความดันลบนี้เป็นผลงานวิจัยที่ทาง เอ็มเทค สวทช. ได้ทำงานเป็นอย่างหนักในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากผู้ใช้ และแก้ปัญหาด้านที่มีอยู่ของอุปกรณ์ชนิดเดียวกันนี้ที่มีอยู่ในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งานร่วมกับรถพยาบาล การเข้าเครื่อง CT Scan การออกแบบวิธีการทำความสะอาดรวมไปถึงการใช้อะไหล่และวัสดุที่มีอยู่ในประเทศ” สำหรับแผนการผลิตและจำหน่ายบริษัท สุพรีร่าฯ จะขอเป็นส่วนหนึ่งในฐานะคนไทยที่จะร่วมกันพัฒนาเครื่องมือแพทย์จากฝีมือคนไทย 100% ให้ได้มาตรฐานระดับสากล มีราคาที่จับต้องได้และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สมเหตุสมผล เพื่อสนับสนุนงานวิจัยไทยและลดการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ซึ่งนวัตกรรมเปลความดันลบที่เอ็มเทค สวทช. พัฒนาขึ้น ทำให้เห็นบทเรียนสำคัญว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ และน่าจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนและมั่นคงที่สุด ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า เปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผลงานวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์สำหรับใช้ในประเทศนั้น สพฉ. ในฐานะหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์มีความยินดีที่ได้อุปกรณ์นี้มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางแพทย์ และเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินในภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยเฉพาะในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก จนถึงระลอกล่าสุด สพฉ. ให้การปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน ร่วมกับกรมการแพทย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์เอราวัณ กทม. ในการนำส่งผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากบ้านไปยังโรงพยาบาลสนามของหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยผลการปฏิบัติงานระลอกล่าสุดตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน จนถึง 19 มิถุนายน 2564 นำส่งผู้ป่วยไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 7,500 ราย เป็นทีมปฏิบัติการทั้งสิ้น 139 ทีม ซึ่งหากแบ่งโรงพยาบาลปลายทางที่รับผู้ป่วยโควิด-19 มากที่สุดคือ โรงพยาบาลบุษราคัม จำนวนกว่า 2,000 ราย รองลงมาคือโรงพยาบาลสนามวัฒนา Factory ประมาณ 900 ราย และโรงแรมบางกอกชฎา 700 ราย ขณะที่ศูนย์นิมิบุตรรับผู้ป่วยไปรักษาแล้วประมาณ 600 ราย “ในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย นอกเหนือจากการมีบุคลากรเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนรถพยาบาลที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตตามมาตรฐานสากลแล้ว สพฉ. เห็นความจำเป็นและประโยชน์ในการใช้งานอุปกรณ์เปลความดันลบรูปแบบนี้อย่างยิ่ง เพราะสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากจุดเกิดเหตุไปถึงจุดรักษา ไม่ว่าจะเป็นห้องฉุกเฉิน หรือเครื่อง CT scan ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทั่วไปได้แล้ว ยังสามารถลดภาระ เวลา และค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดอุปกรณ์ได้อีกด้วย” รองเลขาฯ สพฉ. กล่าวด้วยว่า เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหากอุปกรณ์นี้สามารถกระจายไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยติดตั้งไปพร้อมรถพยาบาลตั้งแต่ขั้นตอนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมถึงการใช้งานภายในสถานพยาบาล จะช่วยให้ระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินจากจุดเกิดเหตุและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล จนไปถึงขั้นตอนการรักษาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เสวนาออนไลน์ “การเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้จากความหลากหลายทางชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชุมชนตามแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG”
  "อ๊ะ อ๊ะ อย่าพึ่งทิ้ง ❗❗...... นำเศษวัสดุเหลือใช้นำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่ากันดีกว่า😃......  .....ร่วมเสวนากับวิทยากรที่สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้จากความหลากหลายทางชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ♻🌎…… 💚 BioD Talk Episode#2 🍀 เสวนา : การเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้จากความหลากหลายทางชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชุมชนตามแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG 🗓 วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 🕑 เวลา 14.00 - 15.30 น. 💡 พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ ✔️ วัสดุเหลือใช้จากเมนูอาหารยอดฮิต “จักจั่นทะเล” สู่การแปรรูปเป็นอาหารเลี้ยงปลาช่อนทะเล ✔️ พลิกวิกฤต เป็นโอกาส ฟื้นคืนวิถีชีวิตชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิด–19 ด้วยทุนทางธรรมชาติ ✔️ พลาสติกชีวภาพจากเศษวัสดุเหลือใช้       .......และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร 🔈  เสวนาออนไลน์ฟรี❗ 🖥 เสวนาออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Webex Meeting 📌 สนใจ.....สามารถเข้าร่วมได้ทาง Link 👉🏻 https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?MTID=mb7ef1288500e9368884b84fec0edfcf7 Meeting number: 184 033 2108 Password: RkBFpbGx788 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : Sunthari.sueakham@nstda.or.th (สุนทรีย์), Pornpong.nar@nstda.or.th (พรพงษ์)
ปฏิทินกิจกรรม