ผลการค้นหา :
SUTD ร่วมกับ สวทช. เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์(Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับปริญญาเอก ปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 3 ทุน ใน 4 สาขาวิชาคือ
(1) Engineering Product Development (EPD) (2) Engineering Systems and Design (ESD) (3) Information Systems Technology and Design (ISTD) และ (4) Science, Mathematics and Technology (SMT) โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 18 กุมภาพันธ์ 2565 ศึกษาข้อมูลและวิธีสมัครได้ที่ https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
NTU ร่วมกับ สวทช. เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University: NTU) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University: NTU) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับปริญญาเอก ปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ทุน ใน 7 สาขาวิชาคือ ใน 7 สาขา ได้แก่ (1) Mechanical & Aerospace Engineering (2) Materials Science & Engineering (3) Biomechanics (4) Human Factors (5) Rehabilitation Engineering (6) Artificial Intelligence & Machine Learning และ (7) Robotics โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 18 กุมภาพันธ์ 2565 ศึกษาข้อมูลและวิธีสมัครได้ที่ https://www.princess-it.org/th/scholarship/ntu/ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
กระทรวง อว. สวทช. ผนึก 21 พันธมิตรด้านวิเคราะห์ทดสอบชั้นนำของไทย เตรียมความพร้อมก้าวสู่ “ฮับด้านศูนย์ทดสอบ” (Testing Hub) มาตรฐานระดับอาเซียน
วันที่ 21 มกราคม 2565 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSP-CC) สวทช. จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเครือข่ายศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSEN) ครั้งที่ 2 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSEN) รวม 21 หน่วยงาน
โดยมี ผศ.ดร.สยาม ภพลือชัย ประธาน TSEN ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ. ดร.ภูวดล บางรักษ์ รองประธาน TSEN ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ เลขานุการ TSEN ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ สวทช. (NCTC) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้ง 21 หน่วยงานร่วมพิธีลงนามในครั้งนี้ รวมถึงการแสดงนิทรรศการโชว์ศักยภาพเครื่องมือทดสอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย
ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) ในฐานะเลขานุการ TSEN กล่าวถึง ผลการดำเนินการของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานใน TSEN 5 ปี ที่ผ่านมา ในระยะแรก 17 หน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ "ฮับด้านศูนย์ทดสอบ” (Testing Hub) ที่มีมาตรฐานระดับอาเซียน โดยการทำงานในรูปแบบเครือข่ายศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ประเทศไทย หรือ TSEN ซึ่งมีวัตถุประสงค์ความร่วมมือเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ของศูนย์เครื่องมือภายในประเทศรอบด้าน อันได้แก่ การบริหารจัดการ การดำเนินการวิเคราะห์ทดสอบ สอบเทียบและบริการวิชาการ การพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการ การสร้างฐานข้อมูลเครื่องมือวิทยาศาสตร์ การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ การพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา สร้างความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเครื่องมือและการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงาน ได้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการพัฒนา 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มวิจัยเชิงพาณิชย์ (2) กลุ่มพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการ และวิธีวิเคราะห์ (3) กลุ่มบริหารจัดการความรู้การจัดหาครุภัณฑ์ (4) กลุ่มฐานข้อมูลทางด้านความสามารถของห้องปฏิบัติการ (5) กลุ่มซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาสตร์และกลุ่มส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายและพัฒนาบุคลากร และ (6) กลุ่มความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ รวมถึงมีการจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญทางด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ร่วมกันของหน่วยงานเครือข่าย TSEN ที่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ผ่าน www.tsen.in.th
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสให้สมาชิกของเครือข่ายศูนย์เครื่องมือวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ภายในประเทศได้พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้ สนับสนุนการยกระดับมาตรฐานของห้องปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนได้รับทราบความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมของเครื่องมือวิจัยขั้นสูง รวมถึงการให้คำปรึกษารายละเอียดการใช้เครื่องมือวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบภายในประเทศ
ผอ. ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามครั้งนี้เป็นความร่วมมือกับ 21พันธมิตรทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย (1) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (3) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (4) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (5) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (6) มหาวิทยาลัยทักษิณ (7) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (8) มหาวิทยาลัยนเรศวร (9) มหาวิทยาลัยบูรพา (10) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (11) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (12) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (13) มหาวิทยาลัยมหิดล (14) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (15) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (16) มหาวิทยาลัยศิลปากร (17) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (18) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (19) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (20) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ (21) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) จากความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการดำเนินงานแบบศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service ในด้านการบริการวิเคราะห์ทดสอบร่วมกันกับหน่วยงานศูนย์เครื่องวิทยาศาสตร์ทุกภูมิภาคของประเทศ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก ตลอดจนสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการการวิเคราะห์ทดสอบที่มีมาตรฐาน ผ่านห้องปฏิบัติการและศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ภายในประเทศที่ได้รับการยอมรับทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทำให้ศักยภาพการวิเคราะห์ทดสอบในประเทศเทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายเป็น Testing Hub ระดับอาเซียนในอนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. แจงเหตุชะลอการรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ปี 2565 เพื่อคัดเลือกรับทุนในปีการศึกษา 2566
สวทช. แจงเหตุชะลอการรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ปี 2565 เพื่อคัดเลือกรับทุนในปีการศึกษา 2566
.
ตามที่ได้มีการลงประกาศไม่เปิดรับสมัครโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน Junior Science Talent Project (JSTP) รุ่นที่ 25 ทาง Facebook ของโครงการ JSTP นั้น สวทช. ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผู้ที่จะรับทุน JSTP (ระยะยาว) สำหรับปีการศึกษา 2565 ได้ดำเนินการคัดเลือกเสร็จสิ้นแล้ว มีผู้ได้รับคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 10 คน โดยจะเริ่มรับทุน JSTP ในปีการศึกษา 2565 ส่วนที่ประกาศว่าไม่เปิดรับสมัครเป็นเพียงการชะลอกิจกรรมการเข้าค่าย (เรียกว่าค่าย JSTP ระยะสั้น) เพื่อค้นหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมรับทุน JSTP (ระยะยาว) ในปีการศึกษา 2566 เนื่องจากสถานการณ์งบประมาณ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สวทช. จึงพิจารณาทบทวนแนวทางในการดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันในการรับสมัครคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมรับทุน JSTP รุ่นที่ 25 ที่จะเริ่มรับทุนในปีการศึกษา 2566 ซึ่งจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
.
สวทช. ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในกิจกรรมการพัฒนาเยาวชนผู้มีอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สวทช. ยังคงยึดมั่นในภารกิจส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทยที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม 2565
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ข่าวประชาสัมพันธ์
Traffy Fondue นวัตกรรม Smart City จบปัญหาเมืองในแพลตฟอร์มเดียว
ตอนนี้ไม่ว่าเมืองไหนในโลกต่างก็ตั้งเป้าสู่การเป็น ‘Smart City’ เมืองที่ผ่านการพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยในช่วงเวลานี้ การจะก้าวสู่ Smart City คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากการแจ้งความต้องการหรือปัญหาเกี่ยวกับเมืองให้ผู้ดูแลรับผิดชอบยังทำได้ยาก เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่าย
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตระหนักถึงความลำบากของประชาชนในการแจ้งความต้องการหรือปัญหาไปยังหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่ต่างๆ และเข้าใจถึงอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการสำรวจปัญหาเมือง จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับแจ้งปัญหา พร้อมทั้งส่งตรงถึง ‘หน่วยงานผู้รับผิดชอบ’ ช่วยให้เจ้าหน้าที่แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ปัญหาไม่ลุกลาม ตรงตามความต้องการของประชาชน ที่สำคัญตรวจสอบได้
ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองได้ง่ายผ่านสมาร์ตโฟน
สภาพปัญหาเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละวันทั้งถนนชำรุด ไฟฟ้าไม่ส่องสว่าง ทางเท้าไม่สะอาด ฝาท่อน้ำถูกเปิดทิ้งไว้ โรงงานส่งกลิ่นเหม็น ฯลฯ แจ้งปัญหาที่พบเพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองได้ง่ายๆ ผ่าน Traffy Fondue ไม่ต้องมีเบอร์หน่วยงาน ไม่ต้องเสียเวลา ค่าโทรศัพท์ และค่าเดินทาง
[caption id="attachment_29528" align="aligncenter" width="500"] ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม เนคเทค สวทช[/caption]
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ (ITS) เนคเทค สวทช. อธิบายว่า Traffy Fondue เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางระหว่างประชาชนกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ ทำหน้าที่รับแจ้งปัญหา (Ticketing system) ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ซึ่งมีระบบแชตบอต (Chatbot) หรือระบบตอบอัตโนมัติในการสอบถามรายละเอียดของปัญหาและข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ ตำแหน่งที่ตั้งและภาพถ่ายของปัญหา จากนั้น AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหานั้นๆ แล้วจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแบบเรียลไทม์ โดยผู้ดูแลรับผิดชอบปัญหาสามารถส่งรายงานความคืบหน้าการแก้ไขให้ประชาชนรับทราบผ่านระบบด้วยเช่นกัน
“สำหรับปัญหาเมืองที่ประชาชนสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue มี 16 ด้านหลัก คือ ไฟฟ้า/แสงสว่าง ประปา จราจร/รถยนต์ ถนน ทางเท้า ระบบสื่อสาร กลิ่น เสียง ความสะอาด ความปลอดภัย ต้นไม้สาธารณะ อาคารชำรุด วัสดุชำรุด ห้องประชุม ระบบปรับอากาศ และสัตว์ ซึ่งหากจุดที่เกิดเหตุยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบลงทะเบียนไว้ในแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ระบบจะดำเนินการแจ้งให้ผู้แจ้งเหตุรับทราบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้แจ้งดำเนินการแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการใช้ Traffy Fondue อย่างแพร่หลายแล้วในหลายพื้นที่ของหลายจังหวัด เช่น ในจังหวัดอุบลราชธานี ปทุมธานี และชลบุรี"
Traffy Fondue ใช้งานง่าย ไม่มีมีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เพียงประชาชนเข้าแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเพิ่มเพื่อน ID @traffyfondue หรือคลิก https://lin.ee/nwxfnHw ก็จะสามารถพิมพ์แจ้งปัญหาได้ทันทีที่หน้าแชต เช่น พิมพ์แจ้งว่า ‘พบปัญหาถนนชำรุด’ หรือ ‘ได้กลิ่นสารเคมี’ เป็นต้น ระบบจะสอบถามรายละเอียดที่จำเป็นเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ หลังจากแจ้งปัญหาแล้ว ผู้แจ้งสามารถติดตามการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ได้ผ่านหน้าแชตเดิม รวมถึงประเมินความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย
ดร.วสันต์ อธิบายว่าหน่วยงานผู้ดูแลรับผิดชอบอาคารสถานที่หรือเมืองทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถใช้บริการระบบ Traffy Fondue เพื่อรับแจ้งปัญหาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงเพิ่มเพื่อน ID @fonduemanager แล้วดำเนินการสร้างพื้นที่ที่ดูแลและกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของหน่วยงาน ก็จะสามารถเริ่มดำเนินการรับแจ้งปัญหาได้ทันที โดยในส่วนของเทศบาลและ อบต. ล่าสุดทีมผู้พัฒนาระบบได้จัดเตรียมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานให้แก่ภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถขออนุมัติผ่านทางไลน์เพื่อเข้าใช้งานได้โดยไม่ต้องดำเนินการสร้างขอบเขตพื้นที่ที่ดูแล
“หลังจากลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลแล้ว เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบการรับแจ้งปัญหาจากประชาชน และ รายงานสถานะพร้อมรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาแต่ละขั้นตอนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ระบบจะดำเนินการส่งข้อมูลให้ผู้แจ้งปัญหาได้รับทราบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้แจ้งสามารถติดตามการแก้ไขและประเมินความพึงพอใจในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ได้ ทั้งนี้ Traffy Fondue ยังมีระบบ Dashboard ให้เจ้าหน้าที่ ผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ ใช้ตรวจสอบภาพรวมปัญหาที่ได้รับแจ้ง สถานะการดำเนินงานแก้ไขปัญหา ความรวดเร็วในการทำงาน รวมถึงความพึงพอใจจากผู้แจ้ง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสรุปผลการดำเนินงาน เปิดเผยความโปร่งใสในการทำงาน รวมถึงใช้ในการบริหารงานทั้งระดับหน่วยงานและระดับภาพรวมประเทศ”
ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับแจ้งปัญหาแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดเนคเทคได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำหรับขยายผลการใช้งานระบบ Traffy Fondue ไปสู่เทศบาลและ อบต. ทั่วประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อหนุนเสริมการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Smart City
ดร.วสันต์เสริมว่านอกจากการให้ความสำคัญเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ความยั่งยืนของแพลตฟอร์ม’ จึงได้มีการออกแบบให้ระบบ Traffy Fondue จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลการทำงานผ่านระบบคลาวด์ ทำให้สามารถขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูล รวมถึงพัฒนาความฉลาดให้กับระบบประมวลผลได้อยู่เสมอ ระบบจึงมีความพร้อมในการให้บริการในระยะยาว
ด้วยจุดแข็งทั้งหมดนี้ทำให้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้วหลายรางวัล อาทิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเภทหน่วยงานภาครัฐ จากเวที “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี 2564” และรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติที่มีผลกระทบสูง ปี 2565 ระดับดี จากเวที “Prime Minister’s TRIUP Award for Research Utilization with High Impact 2022”
Traffy Fondue รองรับความต้องการของเมืองที่หลากหลาย
แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไม่ได้มีดีแค่การรับแจ้งปัญหาหลักของเมืองที่ครอบคลุมถึง 16 ด้าน แต่ด้วยการออกแบบระบบให้มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ Traffy Fondue ให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือความต้องการของผู้รับแจ้งได้อีกด้วย
ดร.วสันต์ ยกตัวอย่างสำคัญในการปรับระบบ Traffy Fondue ให้สามารถรับแจ้งปัญหาเร่งด่วนของประเทศได้ เช่น ในปี 2563 ช่วงเริ่มต้นการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ใช้บริการระบบ Traffy Fondue ในการเปิดให้บริการรับแจ้งความเสี่ยงในการติดโควิด-19 แจ้งขอความช่วยเหลือให้ผู้ป่วยที่ติดโรค แจ้งเรียกรถพยาบาล แจ้งส่งต่อผู้ป่วย แจ้งจองคิวการตรวจโรค รวมถึงแจ้งเบาะแสให้ตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการติดหรือแพร่กระจายโรค
“นอกจากการเพิ่มฟังก์ชันเฉพาะกิจเพื่อรับแจ้งเหตุด่วนแล้ว ทีมวิจัยยังเปิดให้บริการวิจัยและออกแบบแพลตฟอร์มเพื่อรับแจ้งปัญหาเฉพาะทางของแต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างการให้บริการที่ผ่านมา เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อใช้ในการรับแจ้งและบริหารจัดการเหตุสาธารณภัย ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผ่านไลน์ ID @1784DDPM โดยประชาชนสามารถแจ้งภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งภัยแล้ง วาตภัย ภัยหนาว ไฟป่า อัคคีภัย แผ่นดินไหว ดิน/โคลนถล่ม อาคารถล่ม/ทรุด ภัยจากการก่อความไม่สงบ/วินาศภัย ภัยทางถนน ฯลฯ อีกตัวอย่างที่สำคัญคือการใช้เป็นแพลตฟอร์มรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนของรัฐบาล ซึ่งประชาชนสามารถทั้งร้องทุกข์ เสนอข้อคิดเห็น และติชมการทำงานได้ผ่านไลน์ ID @psc1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน”
แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เกิดขึ้นจากการผสานการทำงานของ 2 เทคโนโลยีหลัก คือ Geographical Information System (GIS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อการจัดเก็บรายละเอียดข้อมูล ตำแหน่งของสถานที่ รวมถึงรูปภาพของสถานที่ และเทคโนโลยี AI ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล Big Data ออกมาเป็นข้อมูลที่พร้อมใช้งาน รวมถึงการมีจุดแข็งที่การมีแพลตฟอร์มให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้ง่าย ทำให้สามารถประยุกต์ใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อส่งเสริมการเป็น Smart City ในด้านอื่นๆ ให้กับประเทศได้อีกหลากหลาย
ดร.วสันต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ล่าสุดในปีที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปปรับใช้กับการพัฒนายกระดับ Smart City ในด้านสุขภาวะของคนพิการและผู้สูงวัย โดยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการทำแพลตฟอร์ม ‘เมืองใจดี เที่ยวได้ทุกวัย’ เพื่อใช้ขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีความต้องการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ป่วย ประชาชนสามารถช่วยกันระบุรายละเอียดที่สำคัญ เช่น ประเภทของสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ที่จอดรถ ห้องน้ำ และทางลาด ฯลฯ จำนวนและตำแหน่งของสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงช่วยกันประเมินว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้มาตรฐานหรือไม่ และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร โดยฐานข้อมูลนี้จะนำไปสู่การพัฒนายกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ที่มีความต้องการใช้งานเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งของสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายและรวดเร็วต่อไปในอนาคต รวมถึงเป็นการช่วยสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัจจุบันการทำงานของแพลตฟอร์มนี้อยู่ในระยะที่ 1 คือการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวก เจ้าของอาคารสถานที่หรือผู้ที่พบเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถร่วมขึ้นทะเบียนได้ที่ไลน์ ID @jaideecity ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เมืองใจดี เที่ยวได้ทุกวัย
ดร.วสันต์ ทิ้งท้ายว่า เนคเทค สวทช. พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในรูปแบบเฉพาะที่หน่วยงานต้องการ ติดต่อขอรับบริการได้ที่ไลน์ ID @fonduehelp หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Traffy Fondue ได้ที่ www.traffy.in.th
คำว่า ‘Smart City’ จะไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเมืองไทยอีกต่อไป ร่วมกันยกระดับ ‘หน่วยงาน’ ของคุณให้ ‘สมาร์ต’ จัดการปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และคุณก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองให้น่าอยู่ขึ้นได้ง่ายๆ เพียงหยิบมือถือมาแอดไลน์ @traffyfondue แล้วบอกเราว่าคุณเจอปัญหาเมืองที่ตรงไหน
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
นาโนเทค สวทช. จับมือ GPSC นำสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวเซลล์แสงอาทิตย์หนุนเกิดศูนย์เรียนรู้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของ วษท.สระแก้ว
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC นำนวัตกรรมสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวเซลล์แสงอาทิตย์ ช่วยลดการจับเกาะของฝุ่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ทนทานต่อสภาพอากาศในเมืองไทย ลดภาระในการทำความสะอาดและบำรุงรักษา ร่วมในโครงการ Light for a Better Life ที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารแผนกวิชาช่างกลเกษตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จ.สระแก้ว เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสู่ศูนย์เรียนรู้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของวิทยาลัยฯ ต่อไป
ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยฯ ทำการพัฒนาสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพื้นผิวตามความต้องการ โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมผลิตพลังงาน อุตสาหกรรมสิ่งก่อสร้าง พลาสติก กระดาษ รวมถึงพื้นผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มสมบัติพิเศษให้กับวัสดุได้ตามต้องการ “สำหรับสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวเซลล์แสงอาทิตย์นี้ เป็นสูตรสารเคลือบที่พัฒนาขึ้นจากการสังเคราะห์อนุภาคนาโน และออกแบบให้อนุภาคมีการจัดเรียงตัวตามแบบที่กำหนดอย่างเป็นระเบียบ ยึดเกาะพื้นผิวได้ดี โดยทีมวิจัยได้ทำการเปลี่ยนหมู่ฟังก์ชั่นของอนุภาคนาโนให้มีสมบัติเฉพาะ ได้แก่ การกันฝุ่น สะท้อนน้ำ และยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ โดยสารเคลือบนาโนสูตรสำหรับเซลล์แสงอาทิตย์นี้ ทีมวิจัยได้พัฒนาสารเคลือบให้อยู่ในรูปแบบสารละลาย ใช้งานได้ง่าย สามารถทำการเคลือบได้ทั้งก่อนติดตั้ง หรือว่าหลังติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์” ดร.ธันยกรอธิบาย
นักวิจัยนาโนเทคได้พัฒนาสารเคลือบนาโนจากอนุภาคซิลิกา ที่มีความโปร่งใส ยึดเกาะบนพื้นผิวเซลล์แสงอาทิตย์ได้ดี และลดการจับเกาะของฝุ่นอันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง ทนทานต่อสภาพอากาศในเมืองไทย ช่วยลดภาระในการทำความสะอาดและบำรุงรักษา นอกจากนี้สารเคลือบนาโนสำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ ผู้ที่ทำการเคลือบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
นวัตกรรมนี้ สามารถต่อยอดใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้หลากหลาย อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง หรือกลุ่มธุรกิจบริการซ่อมบำรุงอาคารสถานที่ เพื่อคงสภาพคอนกรีตหรือสีทาภายนอกอาคาร ให้ใหม่อยู่เสมอ, อุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุโลหะ เพื่อเคลือบป้องกันสนิม, อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันฝุ่น ช่วยรักษาสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์ หรืออุตสาหกรรมสิ่งทอหนังและพลาสติก เพื่อเพิ่มสมบัติการสะท้อนน้ำและสิ่งสกปรก กันฝุ่น หรือยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ เป็นต้น
ล่าสุด ได้มีความร่วมมือกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ภายใต้โครงการ Light for a Better Life ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 30 กิโลวัตต์ บนหลังคาอาคารแผนกวิชาช่างกลเกษตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จ.สระแก้ว โดย ดร.ธันยกร และทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน ลงพื้นที่ร่วมกับคุณณรงค์ชัย วิสูตรชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสรัฐกิจสัมพันธ์และกิจการสาธารณะ จาก GPSC เพื่อนำนวัตกรรมเคลือบนาโนฯ ดังกล่าวไปเคลือบเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง โดยมีคุณเกียรติสยาม ลิ้มตระกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้วร่วมต้อนรับ ซึ่งโครงการ Light for a Better Life ของ GPSC นี้จะสนับสนุนให้พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของวิทยาลัยฯ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า และต่อยอดกิจกรรมด้านการเกษตรสร้างรายได้สำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และสร้างประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
Food Innopolis ขอเชิญชวนเข้าร่วมค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารระดับประเทศ (ออนไลน์) Thailand Food Innovation Nationwide Online BootCamp 2022
📣📣📣 เมืองนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ขอเชิญชวนเข้าร่วมค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารระดับประเทศ (ออนไลน์) Thailand Food Innovation Nationwide Online BootCamp 2022
พิเศษสำหรับ
• นักเรียน นิสิต/นักศึกษา ทุกสาขาวิชา ที่สนใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอาหาร, โภชนาการ, คหกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ, เกษตรศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การตลาด การออกแบบหรืออื่น ๆ
• อาจารย์ นักวิจัย ผู้ประกอบการด้านอาหาร และผู้ที่มีความสนใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร
มาร่วมเรียนรู้:
• การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร
• การสร้างนวัตกรรมอาหารผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ
• การพัฒนาโมเดลธุรกิจสำหรับธุรกิจนวัตกรรมอาหาร
• การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากอาหารหมักดองพื้นถิ่น
และการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจาก Street Food
สู่ผู้บริโภคในยุค New Normal
อบรมออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 19 - 20 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป
ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเข้าร่วมกิจกรรม ฟรี! ตามลิงก์ด้านล่าง
ตั้งแต่วันนี้ - 18 กุมภาพันธ์ 2565
https://forms.gle/Qn78mbSFvRFS6sSi9
สามารถติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Page : FI Innovation Contest (fb.com/Foodinnopolisinnovationcontest)
ปฏิทินกิจกรรม
สัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ“เจาะตลาดการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และ supporting Industry ใน อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา”
กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง เตรียมตัวให้พร้อม!! จับตามองโอกาสทองสู่ต่างแดนกับการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSP) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และบริษัท ซีไอพี แวลู จำกัด (CIP Value)
ขอเชิญผู้ประกอบการร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ“เจาะตลาดการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และ supporting Industry ใน อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา”
วันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 13.00 – 15.30 น. ในรูปแบบออนไลน์ผ่าน WebEx
พบกับไฮไลท์การบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ
กลยุทธ์การเจาะตลาดเอเชียใต้
แนวโน้มการลงทุนในตลาด อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา
เสวนาแบ่งปันประสบการณ์การสร้างโอกาสการค้าการลงทุน ด้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และ supporting Industry
.
รับจำนวนจำกัด สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://forms.gle/AfWiak1V8ExRXkGe8
ผู้ลงทะเบียนจะได้รับลิงก์เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : bcd@nstda.or.th , Tel. 0852892669, Line ID : maiys19 (คุณใหม่)
ปฏิทินกิจกรรม
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”
ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๒.๓๐ น. : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด “ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” โดยมี นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน ผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และคณะกรรมการอำนวยการศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ คณาจารย์และบุคลากร เฝ้าฯ รับเสด็จ
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะ และเสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ทูลเกล้าฯ ถวายเอกสารสถิติผู้ป่วย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ทูลเกล้าฯ ถวายเอกสารสถิติการใช้เทคโนโลยีของ สวทช. ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมรายงานความเป็นมาของการจัดตั้งศูนย์แก้ไขความพิการบนในหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกราบบังคมทูลเบิกคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้แทนคณะกรรมการอำนวยการศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ เข้ารับพระราชทานเข็มที่ระลึก จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังแท่นทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” เสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณด้านหน้าอาคารสุจิณโณ ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะรูปเหมือนหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการ ผู้บริหารและบุคลากรของศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนิน ไปยังสำนักงานศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ บริเวณชั้น ๓ อาคารตะวัน กังวานพงศ์ ทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาและการดำเนินงานของศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ ได้แก่ การดำเนินงานด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ การดำเนินงานด้านการรักษาผู้ป่วยทางคลินิกและผลลัพธ์การรักษา การติดตามผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาตามนัดผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อเนื่อง รวดเร็ว ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และการดำเนินงานด้านเครือข่ายความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และพิการบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน จากนั้นทรงเยี่ยมผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ
การดำเนินงานด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสนับสนุนและวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มีตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดง อาทิ
• เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติลำรังสีทรงกรวยแบบเคลื่อนย้ายได้ ภายใต้ชื่อ MobiiScan (โมบีสแกน) ผลงานวิจัยและพัฒนาโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. โดยความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเครื่อง MobiiScan ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางด้านรังสีจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทางด้านไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และผ่านการทดสอบคลินิกเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 มีคุณสมบัติเด่น คือ เป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ง่ายและผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีที่น้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทางการแพทย์ ใช้ถ่ายอวัยวะภายในบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการผ่าตัดรักษา ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งเครื่อง MobiiScan ที่นำมาติดตั้งที่ศูนย์แก้ไขความพิการบนในหน้าและกะโหลกศีรษะฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเป็นงบประมาณที่ทางมูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณ ได้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เพื่อสนับสนุนการสร้างเครื่อง MobiiScan รวมทั้งอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นให้แก่ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะฯ
• การใช้เครื่องพิมพ์ ๓ มิติ (3D Printing) ในการสร้างแบบจำลอง ๓ มิติเสมือนจริงจากภาพถ่ายรังสีทางการแพทย์ของผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาและการผ่าตัด ซึ่งข้อดีของการสร้างแบบจำลอง ๓ มิติ ช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัด ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็วขึ้น และสามารถคาดการณ์ผลการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น
• โปรแกรม Thai Cleft Link เป็น Web application ที่สามารถใช้งานผ่าน Browser ทั่วไปเพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โดยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างทีมเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ในเชิงบูรณาการแบบสหวิทยาการ ซึ่งใช้ข้อมูลเดินทางแทนการเดินทางจริงของผู้ป่วย โดยทีมผู้รักษาไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแล รักษาผู้ป่วยยากไร้กลุ่มโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการอื่น ๆ บนใบหน้าหรือกะโหลกศีรษะแต่กำเนิด เช่น โรคงวงช้าง โรคใบหน้าเล็ก โรคใบหน้าแหว่ง เป็นต้น โดยศูนย์ฯได้สร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมในเขตพื้นที่ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน และพะเยา รวมทั้งขอบชายแดนไทย-เมียนมาร์ (อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) ผลการดำเนินงานนับตั้งแต่จัดตั้งศูนย์ฯ จนถึงปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการใช้นวัตกรรมเพื่อตรวจรักษาและผ่าตัดแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะให้แก่ผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ-ผู้สูงอายุ ผลงานเยาวชนไทย
รับชมต้นแบบสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเด่นจากฝีมือเยาวชนไทย ที่คว้ารางวัลในการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2564 จัดโดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. มี 8 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับรางวัล ซึ่งล้วนเป็นทีมนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน
โดยรางวัลเหรียญทอง ได้แก่ JustSigns แพลตฟอร์มสร้างแอนิเมชันภาษามือจากคำบรรยาย ของทีมนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี , เหรียญเงิน ได้แก่ SightBand อุปกรณ์สร้างการรับรู้ให้ผู้พิการทางการเห็น จากนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , และเหรียญทองแดง 2 รางวัล ได้แก่ นวัตกรรมฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ของทีมนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีอีก 4 ทีมได้รับรางวัลเป็นประกาศนียบัตร
ทั้ง 8 ทีมเยาวชนไทยที่ได้รับรางวัล จะได้นำต้นแบบผลงานไปร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 26-29 สิงหาคม 2565 อีกทั้งหลังการประกวดเสร็จสิ้น สวทช. พร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันผลงานของเยาวชนไทยที่มีความพร้อมเพื่อต่อยอดนวัตกรรมต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ร่วมกับ NEDO จัดสัมมนาออนไลน์ (ฟรี..ไม่มีค่าใช้จ่าย) เรื่อง The 1st Webinar of “Synergy of BCG Economic Model and Green Growth Strategy” ภายใต้หัวข้อ Paving the Way by Technology
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) จัดสัมมนาออนไลน์เรื่อง The 1st Webinar of “Synergy of BCG Economic Model and Green Growth Strategy” ภายใต้หัวข้อ Paving the Way by Technology ในวันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม 2565 เวลา 14.00-16.00 น. เชิญผู้ประกอบการ นักวิจัยและนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยร่วมกันหาแนวทางนโยบายที่สามารถต่อยอดจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการสอดประสานความร่วมมือระหว่างโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ - เศรษฐกิจหมุนเวียน - เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ของไทย กับยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวของญี่ปุ่น (Green Growth Strategy) ในสาขา เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีวภาพ หมุนเวียนและสีเขียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ เกษตรกรรม และอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน และยานยนต์เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ นักวิจัยและนักลงทุนที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/32NeaiD ตั้งแต่บัดนี้
ปฏิทินกิจกรรม
“UNAI” เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร เสริมแกร่งธุรกิจจัดงานอีเวนต์
ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูง “ข้อมูล” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจผู้บริโภค ไม่เว้นแม้แต่ในธุรกิจการจัดงานอีเวนต์ ทั้งงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และการประชุมนานาชาติ หรือเรียกว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทและกำลังเติบโตในประเทศไทย และล่าสุดทีมนักวิจัยไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเสริมศักยภาพธุรกิจไมซ์ของไทยให้ก้าวไกลระดับนานาชาติ
เทคโนโลยีที่ว่านี้คือ ระบบระบุตำแหน่งภายในอาคาร หรือ “แพลตฟอร์มอยู่ไหน” (UNAI platform) ผลงานวิจัยพัฒนาของทีมวิจัยที่นำโดย ดร.ละออ โควาวิสารัช หัวหน้าทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก “อยู่ไหน 3 มิติ” แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการข้อมูลตำแหน่งหรือข้อมูลเส้นทางการเคลื่อนที่ของคนหรือวัตถุสิ่งของภายในอาคารแบบออนไลน์
ดร.ละออ ให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกทีมวิจัยได้พัฒนาระบบระบุตำแหน่งภายในอาคารขึ้นสำหรับใช้ติดตามหรือระบุตำแหน่งของพัสดุต่างๆ ภายในอาคารสำนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารงานพัสดุของสำนักงาน และปัจจุบันกำลังพัฒนาต่อยอดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้จัดงานจะเก็บข้อมูลผู้เข้าชมงานทั้งในรูปแบบการลงทะเบียนหน้างาน หรือการสแกนคิวอาร์โคดด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งวิธีนี้ยังไม่สามารถบอกได้ถึงความหนาแน่นของผู้เข้าชมงานในบริเวณต่างๆ หรือแสดงให้เห็นว่าผู้เข้าชมงานให้ความสนใจบริเวณใดเป็นพิเศษ
ทีมวิจัยจึงนำต้นแบบระบบ UNAI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่ประกอบด้วยธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาองค์กร (Meetings) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentives) การประชุมนานาชาติ (Conventions) และการจัดนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้า (Exhibitions) ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้พัฒนาและทดสอบระบบ UNAI ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อพัฒนาฮาร์ดแวร์และปรับเทคนิคให้มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้น
“ระบบ UNAI จัดอยู่ในกลุ่มของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (Internet of Things) ประกอบด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ อุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สาย หรือ แท็ก (Tag) ทำหน้าที่เป็นป้ายระบุตำแหน่งโดยใช้เทคโนโลยีสมองกลฝังตัวขนาดเล็ก อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สาย หรือ แองเคอร์ (Anchor) ซึ่งออกแบบให้มีแถวสายอากาศ (Antenna Array) มีระบบสื่อสารไร้สายมาตรฐานบลูทูทพลังงานต่ำ (Bluetooth Low Energy: BLE) และใช้เทคนิค AoA (Angle of Arrival) ในการหาตำแหน่งของแท็ก และส่วนสุดท้ายคือ ระบบสื่อสารสำหรับส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ซึ่งรองรับการใช้เครือข่ายทั้ง 3G/4G Cellular Network และ 5G
การทำงานของระบบระบุตำแหน่ง แท็กจะส่งสัญญาณไปยังสายอากาศของแองเคอร์ 3 ตัวที่ใกล้ที่สุด แองเคอร์แต่ละตัวจะคำนวณมุมตกกระทบของสัญญาณที่แท็กส่งมากับแถวสายอากาศ ซึ่งจะมีความต่างเฟสที่ได้รับในแต่ละสายอากาศ และส่งข้อมูลมุมเหล่านี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์จะคำนวณหาตำแหน่งของแท็กได้อย่างแม่นยำและส่งข้อมูลตำแหน่งไปแสดงผลที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน UNAI แบบเรียลไทม์”
[caption id="attachment_29184" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายหรือแองเคอร์ (Anchor) และอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สายหรือแท็ก (Tag)[/caption]
[caption id="attachment_29187" align="aligncenter" width="750"] ภาพแสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์[/caption]
[caption id="attachment_29189" align="aligncenter" width="750"] ระบบ UNAI แสดงข้อมูลความหนาแน่นของผู้คนภายในงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ[/caption]
ดร.ละออ กล่าวว่า ระบบ UNAI จะช่วยให้ผู้จัดงานหรือผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลภาพรวมและข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ เช่น จำนวนผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน ผู้เข้าชมงานสนใจกิจกรรมใดบ้าง นิทรรศการหรือสินค้าประเภทใดได้รับความสนใจมากที่สุด ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาคุณภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น หรือนำเสนอบริการเสริมนอกเหนือจากระบบอำนวยความสะดวกที่มีอยู่แล้ว เช่น เพิ่มระบบนำทางไปยังบูทที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา ทำให้มีเวลาเลือกสินค้าหรือเจรจาธุรกิจได้มากขึ้น รวมถึงประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาตำแหน่งของผู้เข้าร่วมที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจเกิดการพลัดหลงจากผู้ดูแล
การนำระบบระบุตำแหน่งในอาคาร UNAI ไปประยุกต์ใช้ในการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า นอกจากช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้จัดงานและสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าชมงานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยที่กำลังเติบโตให้มีศักยภาพที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระดับโลก
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


