ผลการค้นหา :
อว. ผนึก อก. ยกระดับมาตรฐานการผลิต ‘กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร’ สู่อุตสาหกรรมสีเขียวตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโปรแกรม ITAP สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จับมือ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ติวเข้มกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและซัพพลายเชน ในการยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ให้ได้ 100% ภายในปี 2568 ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy Model สาขาเกษตรและอาหาร
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. มีบทบาทหลักในการผลักดันประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการนำงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพ และในปีงบประมาณ 2565 สวทช. ได้ดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร ผ่าน ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP)
เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนกับผู้เชี่ยวชาญ และบริหารจัดการโครงการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ในระดับที่สูงขึ้น ให้พร้อมยื่นขอการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในการทำโครงการ วิจัย พัฒนา หรือนวัตกรรมสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการดำเนินงานอุตสาหกรรมสีเขียวที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละราย อันจะเสริมสร้างอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เข้มแข็ง และคงไว้ซึ่งการเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้น ๆ ของโลก
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model สาขาเกษตรและอาหาร กล่าวว่า กระทรวง อว. และ กระทรวง อก. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย “การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” มีระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปี เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญในการใช้ห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และเทคโนโลยี ตลอดจนการบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ระหว่างกระทรวง อก. และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ภายใต้ สวทช. รวมถึงเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการ และผลักดันความร่วมมือด้านงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสู่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
“โครงการดังกล่าวจะประกอบด้วยกิจกรรมการให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการให้มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมสีเขียวและเตรียมความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ที่สอดคล้องทั้งในแง่การบริหารจัดการ ด้านการผลิตและสิ่งแวดล้อมในโรงงาน เช่น ลดการใช้น้ำหรือพลังงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากสิ่งเหลือทิ้งหรือ by-products รวมถึงพัฒนาแนวความคิดใหม่ในการออกแบบหรือการผลิตสินค้าเพื่อลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy และสอดคล้องกับมาตรการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวง อก. ซึ่งตรงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”
นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนในความร่วมมือถึงการรวมพลังกันขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ เพื่อช่วยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ลดการใช้ทรัพยากร น้ำ และพลังงาน ลดการสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต และปรับเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ อันจะทำให้สามารถลดต้นทุนในระยะยาวได้ ทั้งยังช่วยลดการปล่อยของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการจากมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเกิดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงเป็นการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาสถานประกอบการสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (พ.ศ. 2564 – 2580) ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยในปี พ.ศ. 2568 ได้ตั้งเป้าหมายให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ต้องได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ครบ 100 % และตามแผนยุทธศาสตร์ BCG ที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นได้อย่างชัดเจนและเร่งด่วน
กระทรวง อก. โดย กรอ. จะประสานผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อนำเสนอข้อมูลความต้องการทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ อว.และร่วมกันพัฒนากลไก รวมถึงทำให้งานวิจัยมีผลในทางปฏิบัติ และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ตลอดจนทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยทาง อว. มีโครงการ “การขยายผลโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง” ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร ซึ่งมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่จะช่วยสนับสนุนในการยกระดับผู้ประกอบการ กระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตได้ตรงตามความต้องการ โดยทั้ง อว. และ อก. จะบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างกัน ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม และให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เสริมแกร่ง วิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ จ.ปทุมธานี เข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบสารสำคัญ “กัญชา-กัญชง-กระท่อม” ระดับมาตรฐานสากลได้ภายในประเทศ
(30 พ.ย. 64) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัด ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ จัดพิธีลงนามความร่วมมือ การส่งกัญชาวิเคราะห์และทดสอบหาปริมาณกลุ่มสารแคนนาบินอยด์ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความสามารถในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย ผ่านการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ ให้สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้เทียบเท่าผลิตภัณฑ์สากล โดยมี ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) และ นายสมบูรณ์ สุขสุเมฆ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ ร่วมลงนามและมี คุณยุคล สูตะบุตร ดร.นภัทร สูตะบุตร ดร.นภัค สุนทรเดชาวัฒนา คุณปฏิกรณ์ ศรีสงคราม ผู้ทรงคุณวุฒิ และคุณภัทระ สิริโรจน์นานนท์ บริษัทภัทรวี เป็นสักขีพยานและเข้าร่วมงานในครั้งนี้
ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) สวทช. กล่าวว่า ศูนย์ NCTC สวทช. เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและส่งเสริมงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสนับสนุนกลุ่มงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศ และพัฒนาขีด ความสามารถทางการทดสอบผลิตภัณฑ์กัญชง กัญชา โดยสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างขีดความสามารถ และทำให้วิสาหกิจชุมชน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย สามารถเข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบที่มีคุณภาพเทียบเท่าสากลได้ภายในประเทศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และลดข้อจำกัดจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศและการส่งตัวอย่างเพื่อทำการวิเคราะห์ทดสอบในต่างประเทศ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และกำหนดราคาสินค้าในตลาดได้ และสามารถควบคุมคุณภาพได้เทียบเท่าหรือในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์สากล ทำให้ประชาชนในประเทศไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเหมาะสม ปลอดภัย และได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของประเทศและระดับสากล
คุณสมบูรณ์ สุขสุเมฆ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทย ร่วมกับภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการปลูกสมุนไพรกัญชา กัญชงและกระท่อมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายในการยกระดับสมุนไพรไทย ดึงรายได้สู่วิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ร่วมกัน พร้อมทั้งช่วยเหลือชุมชนในนำความรู้ที่ได้รับส่งต่อเกษตรกรในชุมชน ให้สามารถปลูกและส่งมอบวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี เพื่อสร้างศักยภาพในการผลิตยาสมุนไพรกัญชา กัญชง และกระท่อมสำหรับใช้ในทางการแพทย์ และเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ต่อไป
นอกจาก พิธีลงนามความร่วมมือ การส่งกัญชาวิเคราะห์และทดสอบหาปริมาณกลุ่มสารแคนนาบินอยด์ให้ได้มาตรฐานสากล ทางศูนย์ NCTC สวทช. ได้มีการพากลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เข้าเยี่ยมชมห้องแล็บวิเคราะห์ทดสอบสารสำคัญ ที่ดำเนินงานภายใต้ระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ ISO/IEC17025 มาตรฐานสากล ในการ ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบอย่างครบวงจรเกี่ยวกับกัญชา กัญชง และกระท่อม ทั้งในเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณและตรวจสอบความปลอดภัย เช่น การหาปริมาณโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ตัวทำละลายตกค้าง สารพิษจากเชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อน รวมถึงการหาปริมาณกลุ่มสารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) ให้ได้ค่ามาตรฐาน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และกำหนดราคาสินค้าได้ตามมาตรฐานที่กำหนดได้
/////////////////////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอชพีอี ผนึก สวทช. ยกระดับ วทน. ไทย ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน
เอชพีอี ผนึกศูนย์ไทยเอสซี ภายใต้สวทช. ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไทย ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน เพื่อรองรับการวิจัยและประมวลผลข้อมูลขั้นสูง เผยผลงานล่าสุดประมวลผลข้อมูลทางพันธุกรรมของไวรัส เพื่อหาแนวทางป้องกัน และรักษาโรคโควิด หลายหน่วยงาน รวมถึงการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นPM2.5 ได้ล่วงหน้า3 วัน
(เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานของงานแถลงข่าว “เอชพีอี ผนึก สวทช. ยกระดับ วทน. ไทย ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน” เพราะว่า Supercomputer เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ซึ่งมีการริเริ่มมาตั้งแต่สมัยท่านพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรัฐมนตรีกว่ากระทรวงยุติธรรม) ที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยให้ทำ Supercomputer และได้รับการสานต่อจากท่าน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับซื้อ Supercomputer ซึ่งมีการเปิดตัวแถลงข่าวในวันนี้
“ผมมาสืบสานและต่อยอดในแง่ของการใช้ Supercomputer ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม การทำนาย คาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ PM2.5 ถือว่าเป็นการต่อยอดจากที่ทั้ง 2 ท่านได้วางรากฐานไว้ โดยมุ่งหวังให้ สวทช. วางแผนดำเนินการใช้ประโยชน์ Supercomputer จากบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) หรือ เอชพีอี ซึ่งเป็น Supercomputer ที่ดีที่สุดของโลก มาเพิ่มความสามารถของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยก้าวหน้า เช่น ด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มสมรรถนะความเร็วของคอมพิวเตอร์ และ AI ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาการทำงาน และต้องมีความกล้าที่จะเริ่มต้นพัฒนา Supercomputer ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังต้องเร่งทำความเข้าใจแก่ประชาชน หน่วยงานต่างๆ และผู้บริหารประเทศให้เห็นถึงนัยยะความสำคัญของการมี Supercomputer เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างกว้างขวาง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว
นายพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)หรือ เอชพีอี กล่าวว่า บริษัท เอชพีอี มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจ จากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูงหรือไทยเอสซี (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National S&T Infrastructure) ของ สวทช. ในการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม(วทน.)ในระดับประเทศ
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้นำเสนอระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่นที่ดีที่สุดของ Hewlett Packard Enterprise (HPE) คือ HPE Cray EX supercomputer ที่ประกอบด้วย CPU รุ่นล่าสุดจาก AMD EPYCTM เจนเนอเรชั่น ที่ 3 (Milan) จำนวน 496 CPUs/ 31,744 cores และมี 704 NVIDIA A100 GPU ที่ได้ประสิทธิภาพการประมวลผลในทางทฤษฎี (peak performance) ถึง 13 Petaflop ซึ่งจะเป็นระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพการคำนวณสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการจัดอันดับประสิทธิภาพซูเปอร์คอมพิวเตอร์ โดย top500.org และมีขีดความสามารถการคำนวณที่สูงกว่าระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่ สวทช. มีอยู่เดิม (ระบบ TARA) ถึง 30 เท่า อีกทั้งมีการระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling) ที่ให้ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไฟฟ้า (PUE) ที่ดีที่สุด โดยมีระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงอย่าง Cray ClusterStor E1000 ที่มีความจุรวม 12 เพตะไบต์ (petabytes) เชื่อมต่อด้วย HPE Slingshot Interconnect ที่ความเร็ว 200 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ระบบดังกล่าวคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2565
ด้านดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง หรือไทยเอสซี (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) เป็นหนึ่งในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National S&T Infrastructure) ของ สวทช. เพื่อสนับสนุนนักวิจัยทั้งจากสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยฯ ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน โดยที่ระบบใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับนักวิจัย อันได้แก่
· ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Artificial Intelligent & Big Data Analytics) ต้องใช้ระบบ HPC ในขั้นตอนการสอน AI โมเดล (training) ที่มีความซับซ้อนและแม่นยำสูงโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการพัฒนา
· พันธุวิศวกรรม และ ชีวสารสนเทศเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ (Genomics and Bioinformatics for medical research) ที่ต้องจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลรหัสพันธุกรรมปริมาณมหาศาลของคน พืช และสัตว์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ต่อยอดในงานวิจัยหรือการพัฒนา อาทิ การพัฒนาระบบการแพทย์แม่นยำ และการยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระของชาติในปัจจุบัน
· การจำลองอนุภาคในระดับนาโน และอะตอมสำหรับการวิจัยวัสดุขั้นสูง (Nanoscale and atomistic-scale simulations for advanced materials research) เช่น การพัฒนายา วัคซีน อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ แบตเตอรี่ และการพัฒนาวัสดุล้ำยุคต่างๆ
· การทำแบบจำลองทางวิศวกรรม สำหรับการวิจัยทางอุตสาหกรรม (Engineering simulations for industrial research) เช่น การทดสอบประสิทธิภาพของยานยนต์ในด้านความเร็วและความปลอดภัย เพื่อลดการลงทุนสร้างต้นแบบเทคโนโลยี
· บรรยากาศศาสตร์ และการจัดการภัยพิบัติ (Atmospheric science and disaster management) เช่น การคำนวณคาดการณ์สภาพอากาศ การจำลองภัยพิบัติ หรือคาดการณ์ระดับค่ามลพิษของประเทศ เพื่อแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันไทยเอสซี (ThaiSC) ให้บริการการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing: HPC) ภายใต้ระบบคลัสเตอร์ TARA HPC ที่ประกอบด้วย 4,320 cores และ 28 NVIDIA V100 GPU โดยมีพื้นที่เก็บข้อมูล 750 เทระไบต์ (TB) เชื่อมต่อบนระบบเครือข่ายความเร็ว 100 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) โดยให้บริการกับโครงการวิจัยภายใน สวทช. เป็นหลัก และได้มีการเปิดรับโครงการจากภายนอก สวทช. ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน
“ในช่วงวิกฤต โควิด-19 ทางไทยเอสซี ได้มีโอกาสช่วยสนับสนุนการวิจัยและประมวลผลข้อมูล ทางพันธุกรรมของไวรัส (Genomes) เพื่อหาแนวทางป้องกัน และรักษาโรคโควิด-19 อาทิ การสนับสนุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดำเนินโครงการคัดสรรสารออกฤทธิ์ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ด้วยเทคนิคทางเคมีคำนวณขั้นสูง เพื่อใช้ Supercomputer ในการคัดกรองสารออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในยารักษาโรคที่มีการใช้งานอยู่เดิม ว่าสามารถนำมาใช้ในการยับยั้งการทำงานของไวรัส SARS-CoV-2 หรือไวรัสก่อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการผลิตยา (ขณะนั้นยังไม่มียารักษาโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ) และได้ให้บริการแก่กลุ่มวิจัย COVID-19 Network Investigations (CONI) ในการใช้ Supercomputer เพื่อการดำเนินโครงการถอดรหัสจีโนมไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ที่ระบาดในประเทศไทย โดยใช้ Supercomputer ในการประมวลผลยืนยันสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ลดเวลาในการคำนวณจาก 1 สัปดาห์ เหลือเพียง 2 ชั่วโมง ทำให้สามารถส่งมอบข้อมูลสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ที่กำลังระบาดให้แก่หน่วยงานทางการแพทย์ สำหรับนำไปใช้ในการวางแผนรับมือการระบาดของโรคได้ทันการณ์ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ กรมควบคุมมลพิษ พัฒนาการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เฉพาะทาง ด้านมลพิษทางอากาศ (WRF-chem) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม 2.5 ได้เร็วขึ้นถึง 15 เท่า ทำให้กรมควบคุมมลพิษสามารถคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ 9 จังหวัดในภาคเหนือของประเทศ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้ล่วงหน้าถึง 3 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนรับมือได้ทันต่อสถานการณ์” ดร. ณรงค์ กล่าว
ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) สวทช. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ThaiSC มีทีมนักวิจัยและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีด้านการคำนวณขั้นสูง (HPC Specialist) ที่สามารถให้คำแนะนำเรื่องการใช้ Supercomputer กับงานวิจัยหลายด้าน โดยเฉพาะใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ ชีวสารสนเทศ (Bioinformatics), การจำลองแบบวิศวกรรม (Engineering Simulations), เคมี-ฟิสิกส์ และ AI (Artificial Intelligence) โดยศูนย์ ThaiSC ยังมีเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยพัฒนากับศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชั้นนำทั่วโลก รวมไปถึงมีพันธกิจในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ HPC ในประเทศซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและยกระดับ วทน. ให้กับประเทศในอนาคต โดยมีแผนจะเปิดให้บริการกับผู้ใช้งานทั่วประเทศในปี 2565 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อขอใช้บริการได้ที่ https://thaisc.io/ หรืออีเมล thaisc@nstda.or.th ศูนย์ ThaiSC
นายพลาศิลป์ กล่าวเสริมว่า ทางเอชพีอี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำงานร่วมกับไทยเอสซี ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางด้านไอทีเพื่อให้คนไทยได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้มีความสามารถทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ตามคำที่ว่า “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเอชพีอีได้ติดตั้งซูเปอร์คอมพิวเตอร์ให้กับโครงการต่างๆมากมาย อาทิเช่น
· U.S. Exascale system ภายใต้การดูแลของกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ถึง 4 โครงการใหญ่ รวมมูลค่า 1.5 พันล้านดอลล่าห์ สหรัฐฯ โดยการนำเสนอ HPE Cray EX Supercomputer (Shasta architecture)
· Singapore’s National Supercomputing Centre (NSCC) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 มีพลังการประมวลผลถึง 10 Petaflops (RAW) โดยใช้ CPU จาก AMD EPYCTM จำนวนเกือบ 900 CPUs และมี 352 NVIDIA A100 GPU จัดเก็บข้อมูลด้วย Cray ClusterStor E1000 ความจุ 10 เพตะไบต์เชื่อมต่อผ่าน HPE Slingshot Interconnect
· UK Meteorological Office ประเทศอังกฤษในปี 2020 ในการนำเสนอ HPE Cray EX Supercomputer ที่มีพลังการประมวลผล 60 petaflops สำหรับการวิจัยแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change modeling) โดยใช้ CPU จาก AMD EPYCTM และ AMD InstinctTM GPU
· Setonix Supercomputer ติดตั้งที่ Pawsey Supercomputing Centre ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้เริ่มติดตั้งในปี 2021 และคาดว่าสามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในปี 2022 โดยมีพลังประมวลผลถึง 50 Petaflops ที่ถูกออกแบบสำหรับประมวลผลแบบจำลอง (modeling and simulation) ที่ซับซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัยในด้านต่างๆ อันได้แก่ การศึกษาคลื่นวิทยุที่ได้รับจากอวกาศ (radio astronomy), พยาธิวิทยาของพืช (plant pathology), การวิจัยเกี่ยวกับยา และ AI เป็นต้น โดยใช้ CPU จาก AMD EPYCTM 2 แสนกว่า CPU cores และ 750 AMD InstinctTM GPU จัดเก็บข้อมูลด้วย HPE Cray Clusterstor E1000
ข่าวประชาสัมพันธ์
ฟื้นผิวด้วย LumiDart แผ่นนำแสงสามมิติ
สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้สถานเสริมความงามต่างๆ ต้องปิดให้บริการชั่วคราว ผู้บริโภคจึงเริ่มหันมาดูแลผิวพรรณในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผิวพรรณและความสวยงาม โดยเฉพาะอุปกรณ์เสริมความงามที่เน้นเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้เองเกิดการขยายตัวและมีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 900 ล้านบาทในประเทศไทย
[caption id="attachment_28301" align="aligncenter" width="750"] ดร.ไพศาล ขันชัยทิศ และนางสาวลลิตภัทร ศุภประภากร[/caption]
ดร.ไพศาล ขันชัยทิศ หัวหน้าทีมวิจัยเข็มระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ประยุกต์ความเชี่ยวชาญด้านเข็มระดับไมโครเมตรและนาโนเมตรพัฒนา “ลูมิดาร์ท (LumiDart) แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว”
“ลูมิดาร์ทพัฒนาขึ้นจากการนำแผ่นเข็มนำแสงสามมิติที่วิจัยและพัฒนาโดยนาโนเทค ซึ่งมีขนาดเล็กมากในระดับไมโครเมตร ผสานกับเทคโนโลยีการบำบัดผิวด้วยการฉายแสง หรือ Phototherapy ที่ใช้แสงจากแอลอีดี (Light Emitting Diode: LED) ส่องผ่านเข้าไปใต้ผิว เพื่อบำบัดและฟื้นฟูสภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก เทคโนโลยีนี้ใช้แสงแอลอีดีเป็นแหล่งกำเนิดแสง แสงแต่ละสีมีค่าความยาวคลื่นแสงที่ต่างกัน จึงมีคุณสมบัติให้การบำบัดที่แตกต่างกันออกไป เช่น แสงสีฟ้า (ความยาวคลื่น 470 นาโนเมตร) จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาสิว ส่วนแสงสีแดง (ความยาวคลื่น 640 นาโนเมตร) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและลดเลือนริ้วรอย
การใช้แสงในการบำบัดจำเป็นต้องใช้พลังงานสูงมาก ทำให้แสงทำปฏิกิริยากับเซลล์ผิวได้ ดังนั้นเราจึงประยุกต์ใช้ร่วมกับแผ่นเข็มนำแสงสามมิติระดับไมโครเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดโดยการนำพาแสงไปยังชั้นใต้ผิวหนังได้โดยตรง ทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และใช้พลังงานหรือความเข้มแสงน้อย ช่วยลดอันตรายจากการได้รับแสงความเข้มสูงเป็นเวลานาน ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อผู้ใช้งาน” ดร.ไพศาลกล่าว
[caption id="attachment_28295" align="aligncenter" width="750"] ลูมิดาร์ท (LumiDart) แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว[/caption]
[caption id="attachment_28303" align="aligncenter" width="750"] ลูมิดาร์ท (LumiDart) แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว[/caption]
[caption id="attachment_28302" align="aligncenter" width="750"] ลูมิดาร์ท (LumiDart) แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว[/caption]
ทั้งนี้ผลการทดสอบเมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีการบำบัดผิวด้วยการฉายแสงแบบเดิม พบว่า เทคโนโลยีการบำบัดผิวด้วยแสงด้วยลูมิดาร์ทมีประสิทธิภาพดีกว่าถึง 4 เท่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดผิวด้วยการกระตุ้นกลไกให้ผิวฟื้นฟูสภาพได้ด้วยตนเอง สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย และยังใช้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
[caption id="attachment_28294" align="aligncenter" width="750"] ลูมิดาร์ท (LumiDart) แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว[/caption]
ดร.ไพศาล กล่าวว่า นวัตกรรมลูมิดาร์ทยังผลิตได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการ มีความแม่นยำสูง และผลิตได้จำนวนมาก หากสถานการณ์ปกติสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ควบคู่กับการการฉายแสงบำบัดผิว เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวเพื่อความงามตามร่างกาย ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มของสถานเสริมความงาม นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจที่มีความสนใจในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
“เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางนวัตกรรมของเข็มไมโครนีดเดิล (Microneedle) สำหรับนวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นนี้สามารถต่อยอดไปใช้ในทางการแพทย์ โดยใช้ร่วมกับการรักษาความผิดปกติหรือโรคต่างๆ ทางผิวหนังได้ เมื่อได้รับการควบคุมการผลิตภายใต้การแนะนำของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ” ดร.ไพศาลกล่าว
ปัจจุบัน “ลูมิดาร์ท” แผ่นนำแสงสามมิติเพื่อฟื้นฟูผิว อยู่ระหว่างดำเนินการจดสิทธิบัตร และพร้อมในการเจรจาหาพันธมิตร เพื่อนำเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงต่อไป ทั้งนี้จะมีการนำมาจัดแสดงภายในงาน BCG Health Tech Thailand 2021 มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งปี ภายใต้แนวคิด “The Sustainable Solutions of Health & Wellness” จัดโดย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. และองค์กรพันธมิตร ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2564 ในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D เต็มรูปแบบบนช่องทาง www.healthtech-thailand.com
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
นักวิจัย สวทช. เดินหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด-19 แบบฉีดพ่นจมูก NASTVAC
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 แบบฉีดพ่นจมูก ในชื่อ NASTVAC ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดระดมทุนเพื่อเดินหน้างานวิจัยเตรียมทดสอบในมนุษย์ พร้อมเชิญชวนผู้ที่สนใจมาชมต้นแบบวัคซีน NASTVAC และร่วมรับฟังเสวนาการรับมือโควิดกลายพันธุ์ ในงาน BCG Health Tech Thailand 2021
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. เชิญชวนร่วมงานออนไลน์ หัวข้อ International Symposium on Chemical design of functional coating and interface; self-healing, anti-corrosion, anti-fouling, self-cleaning and nanocomposites
📢📢สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. โดย ฝ่ายโครงการความร่วมมือวิจัยขนาดใหญ่ (RBC) งานบริหารโปรแกรมสนับสนุนกลุ่มนักวิจัยแกนนำ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “International Symposium on Chemical design of functional coating and interface; self-healing, anti-corrosion, anti-fouling, self-cleaning and nanocomposites” ในรูปแบบออนไลน์ (ฟรี...ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ในวันที่ 19 มกราคม 2565 เวลา 9.00 – 15.30 น.
📌ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมแจ้งชื่อ และข้อมูดังนี้
1) ชื่อ-นามสกุล
2) อีเมล
3) สังกัด
4) ตำแหน่ง
📭มายังอีเมล makoto.ogawa@vistec.ac.th สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2644-8150 ต่อ 81882 (วนัสนันท์)4-8150 ต่อ 81882 (วนัสนันท์)
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเชิญฟังเสวนาเรื่อง “สมุนไพรไทย มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่ระดับโลก”
🌿 สมุนไพรไทยมีคุณค่า…ไม่ใช่แค่กัญชาที่ขายได้!!
มารู้เรื่องที่ทำให้เห็นถึงคุณค่าของสมุนไพรไทย และมาดูกันว่าเราจะสามารถขับเคลื่อนตลาดสมุนไพรในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่
💚Bi🌏D Talk Episode#5
🌱 เสวนา : สมุนไพรไทย มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่ระดับโลก 🌏
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564
🕑 เวลา 14.00 - 15.30 น.
💡 พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ
🔻 ภาพรวมการตลาดของสมุนไพรไทยและโลก
🔻 ชนิดสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าสร้างเศรษฐกิจ BCG ของประเทศได้อย่างยั่งยืน
🔻 แนวทางการวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับสมุนไพรไทย
🔻 กฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย
.......และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร
🔈 เสวนาออนไลน์ฟรี❗️
ผ่านโปรแกรม Webex Event Meeting number: 2516 402 6878 Password: NSTDA_Biodtalk5
📌 สนใจ.....สามารถเข้าร่วมได้ทาง 👉🏻
https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?MTID=me512b763c3f926f68c4d8d19827150b8
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่: 084-3062627 (รุ่งรวี), 085-1483890 (พรพงษ์)
BCG
ปฏิทินกิจกรรม
เนคเทค สวทช. ผนึกกำลัง 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคอีสานส่งเสริมและผลักดัน 5 นวัตกรรมเพื่อการศึกษาสำหรับภูมิภาค ตอบโจทย์โมเดล BCG เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียง เหนือจำนวน 11 มหาวิทยาลัย
ลงนามความร่วมมือการส่งเสริมและผลักดัน 5 นวัตกรรมเพื่อการศึกษาสำหรับภูมิภาคได้แก่ KidBright: บอร์ดสมองกลฝังตัว, ThaiJo หรือ Thai Journals Online: แพลตฟอร์มบริหารจัดการองค์ความรู้ (วารสาร) วิชาการของประเทศ, Massive Open Online Courses หรือ MOOC ระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน, Navanurak Platform: ซอฟท์แวร์แพลตฟอร์มเพื่อการจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ และ Museum Pool: ระบบบริหารจัดการเนื้อหานำชมพิพิธภัณฑ์ที่ประยุกต์ใช้เป็นโมไบล์แอปพลิเคชันนำชมได้ เพื่อกระจายสู่การใช้งานและพัฒนาชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า หลายครั้งที่มีโอกาสได้เห็นผลงานวิจัยที่น่าสนใจของเนคเทค สวทช. ซึ่งสามารถสนับสนุนและส่งเสริมภาคการศึกษาของชุมชนในพื้นที่ได้ นับว่าสอดคล้องกับนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ต้องการเห็น มหาวิทยาลัยราชภัฏใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของคณาจารย์และเครือข่ายนักวิจัย จากความร่วมมือในครั้งนี้ อยากเห็นความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งราชภัฏก็มีจุดแข็ง ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนและสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดเป็นรูปธรรม และมีความเป็นเลิศในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านการสอนและให้ความรู้แก่ชุมชน การทำงานได้จริง ความรักถิ่นฐาน และที่สำคัญมีความรู้ความเข้าใจด้านภูมิศาสตร์ของตน
เพื่อตอบโจทย์นโยบายและยุทธศาสตร์รัฐบาล “เตรียมคนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 พัฒนาเศรษฐกิจที่ กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง สังคมที่มั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยสร้างความเข้มแข็งทางนวัตกรรมระดับ แนวหน้าในสากล นําพาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยออกแบบให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดําเนินงานในลักษณะแพลตฟอร์ม (Platform) ความร่วมมือการพัฒนาใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนากําลังคนและสถาบันความรู้ 2) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม 3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ 4) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ โดยดําเนินงานควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ในฐานะองค์กรชั้นนำในการสร้างฐานรากสำคัญด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูงของประเทศ มีพันธกิจ เพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ของการใช้งานเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและเครือข่ายพันธมิตรภาคการศึกษา และภาคธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อรองรับประเทศไทย 4.0 นั้น ต้องการบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและสารสนเทศขั้นสูง เพื่อสร้างนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มาจากการบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่จากทุกภาคส่วนในการการขับเคลื่อนสังคม โดยปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการรวบรวมข้อมูล ยังมีบุคลากรผู้้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และการบูรณาการข้อมูลที่จำกัด ถือเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันที่มีบทบาทสำคัญ ในการผลิตบัณฑิตที่มีอัตลักษณ์ มีคุณภาพ มีสมรรถนะ และเป็นสถาบันหลักที่บูรณาการองค์ความรู้สู่นวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ มีพันธกิจผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และน้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
รองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ตัวแทนกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 11 มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดแข็งของมหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งคือ การทำงานใกล้ชิดกับชุมชนและสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดเป็นรูปธรรมและมีความเป็นเลิศในหลายๆด้าน เช่น ด้านการเรียนการสอนและให้ความรู้แก่ชุมชน การทำงานได้จริง ความรักถิ่นฐาน และที่สำคัญมีความรู้ความเข้าใจด้านภูมิศาสตร์ของตน สามารถใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของคณาจารย์และเครือข่ายนักวิจัย จากความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมและผลงานสร้างสรรค์ร่วมกัน ซึ่งทราบมาว่าก่อนเกิดเวทีความร่วมมือในครั้งนี้ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 11 แห่ง ได้ร่วมมือกันพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นใน “โครงการ Museum Pool” มาแล้วเป็นเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา โดยมีการนำร่องในพื้นที่ชุมชนจำนวน 33 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ดูแลของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 11 แห่ง
และเวทีวันนี้เป็นอีกความร่วมมือของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ทั้ง 11 สถาบัน กับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เพื่อดำเนินการ “ส่งเสริมและผลักดันนวัตกรรมเพื่อการศึกษาสำหรับภูมิภาค” ร่วมกัน
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติ่ม
นัทธ์หทัย ทองนะ เจ้าหน้าประชาสัมพันธ์เนคเทค สวทช. โทรศัพท์มือถือ 093 598 2496
=============================
ข้อมูลเพิ่มเติม
บันทึกความเข้าใจระหว่างศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติกับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 สถาบัน ได้แก่ (1) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร (2) มหาวิยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (3) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (4) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (5) มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (6) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (7) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (8) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย (9) มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (10) มหาวิยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ(11) มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี เรามีวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อ
พัฒนางานวิจัยที่ส่งเสริมการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
สนับสนุนและส่งเสริมการใช้ผลงานไปยังสถานศึกษา ชุมชนออนไลน์ให้เกิดการเข้าถึงการเรียนรู้ในวงกว้าง
ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศด้านการศึกษาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นำไปสู่การยกระดับศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย
ในความร่วมครั้งนี้ ทางเนคเทคยินดีที่จะนำร่องแพลตฟอร์มนวัตกรรมการศึกษา ที่ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยี ได้แก่
KidBright: บอร์ดสมองกลฝังตัว (Embedded Board) เสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ที่มีไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller) สามารถรับข้อมูล ประมวลผล และสั่งงานเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตามที่ต้องการได้
ThaiJo หรือ Thai Journals Online: แพลตฟอร์มบริหารจัดการองค์ความรู้ (วารสาร) วิชาการของประเทศ เพื่อยกระดับกระบวนการวารสารของประเทศ
ระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน (Massive Open Online Courses หรือ MOOC): เป็นแพลตฟอร์มสำหรับระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดที่สามารถรองรับผู้เรียนได้อย่างไม่จำกัด เพื่อการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของคนไทย
Navanurak Platform: ซอฟท์แวร์แพลตฟอร์มเพื่อการจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ชุมชนหรือหน่วยงานสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ด้วยตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ให้ข้อมูลวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพท้องถิ่น
Museum Pool: เป็นระบบบริหารจัดการเนื้อหานำชมพิพิธภัณฑ์ที่สามารถสร้างโมไบล์แอปพลิเคชันนำชมได้ โดยเป็นแอปพลิเคชันเดียวที่สามารถเข้าชมได้ทุกพิพิธภัณฑ์ในเครือข่าย
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติ่ม
นัทธ์หทัย ทองนะ เจ้าหน้าประชาสัมพันธ์เนคเทค สวทช.
โทรศัพท์มือถือ 093 598 2496
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. ได้รับทุนวิจัยเรื่อง Strategic Integration of Electric Vehicle into ASEAN Biofuel Roadmap จาก ASEAN-Korea Economic Cooperation (AKEC) Fund
ดร.นุวงศ์ ชลคุป หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ASEAN-Korea Economic Cooperation (AKEC) Fund ภายใต้ Free Trade Agreement Framework เรื่อง Strategic Integration of Electric Vehicle into ASEAN Biofuel Roadmap มูลค่า $291,900.40 หรือ ประมาณ 9,649,136.7 1 บาท เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 โดยมี ASEAN Centre for Energy (ACE) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) Ministry of Trade, Industry and Energy (MOTIE) และ Republic of Korea (ROK) เป็นหน่วยงานพันธมิตร โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์ในการรองรับเทคโนโลยีพลิกโฉม (disruptive technology ) ด้าน ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ต่อแนวทางการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในประชาคมอาเซียน โดยเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่าง สวทช. โดย ENTEC และ ACE ในการทำ ASEAN Biofuel R&D Roadmap ภายใต้เครือข่ายด้านพลังงานหมุนเวียนอาเชียน หรือ ASEAN Renewable Energy Sub-sector Network (RE-SSN) ที่มี พพ. เป็นตัวแทนประเทศไทย
ทั้งนี้การพัฒนาร่วมกันระหว่าง เชื้อเพลิงชีวภาพในยานยนต์ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas (GHG) ได้อย่างมีนัยยะสำคัญในภูมิภาคอาเซียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับการบรรลุความสำเร็จในด้าน Climate Commitment ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ตลอดจนแนวโน้มความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งประเทศไทยจะมีการประกาศเป้าหมายในที่ประชุม COP26 ที่ Glasgow
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
12 นักวิจัย สวทช. ที่มีบทความวิจัยได้รับการตีพิมพ์และอ้างอิงสูงที่สุดใน Top 2% ของโลก
สำนักพิมพ์ Elsevier บริษัท SciTech Strategies และ Stanford University มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เปิดเผยรายชื่อ World’s Top 2% Scientists by Stanford University ปี 2021 ซึ่งมีนักวิจัยของ สวทช. จำนวน 12 ท่าน อยู่ในรายชื่อดังกล่าว
สำนักพิมพ์ Elsevier บริษัท SciTech Strategies และ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายชื่อ World’s Top 2% Scientists by Stanford University ปี 2021 ในสาขาวิชาต่างๆ แบ่งออกเป็น 22 สาขาหลัก 176 สาขาย่อย รวมมากกว่า 100,000 คน รายงานโดยทีมวิจัยนำโดย 1. Jeroen Baas จาก สำนักพิมพ์ Elsevier 2. Kevin Boyack จาก บริษัท SciTech Strategies และ 3. Professor John P.A. Ioannidis จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University)
การคัดเลือกและจัดอันดับนี้ประเมินจากการวิเคราะห์ผลกระทบงานวิจัยจากการอ้างอิงบทความที่ตีพิมพ์จากฐานข้อมูล Scopus ตั้งแต่ปี 1996 – 2020 โดยใช้ตัวชี้วัดที่หลากหลาย เช่น Citation, co-authorship, และ h-index จัดลำดับนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
จำแนกตามผลกระทบการอ้างอิงตลอดอาชีพนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ (career-long citation impact) จนถึงสิ้นปี 2020
ผลกระทบการอ้างอิงเฉพาะปี 2020 (citation impact during the single calendar year 2020)
ข้อมูลการจัดลำดับสามารถดูได้ที่ Data for “Updated science-wide author databases of standardized citation indicators” https://elsevier.digitalcommonsdata.com/datasets/btchxktzyw/3
จากนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีนักวิจัย สวทช. ที่ติดอันดับจำนวน 12 ท่าน (โดยในจำนวนนี้มีนักวิจัย 3 ท่าน ที่ติดอันดับทั้งจำแนกตามผลกระทบการอ้างอิงตลอดอาชีพนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ และผลกระทบการอ้างอิงเฉพาะปี 2020)
พิจารณาจากผลกระทบการอ้างอิงตลอดอาชีพนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ (career-long citation impact) จนถึงสิ้นปี 2020 มีนักวิจัย สวทช. ที่ติดอันดับจำนวน 7 ท่าน
ศ.เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ จากทีมวิจัยวิศวกรรมโปรตีน-ลิแกนด์และชีววิทยาโมเลกุล (IPMT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ (IMBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 292 จากนักวิจัยทั้งหมด 24,819 คน ในสาขา Mycology & Parasitology
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 734 จากนักวิจัยทั้งหมด 58,351 คน ในสาขา Food Science
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) อยู่ในอันดับที่ 1,945 จากนักวิจัยทั้งหมด 108,280 คน ในสาขา Optoelectronics & Photonics
Dr.Masahiko Isaka จากทีมวิจัยเคมีอินทรีย์ชีวภาพ (IBOT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 719 จากนักวิจัยทั้งหมด 88,725 คน ในสาขา Medicinal & Biomolecular Chemistry
ดร.จินตมัย สุวรรณประทีป จากกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ (BMD) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) อยู่ในอันดับที่ 3,518 จากนักวิจัยทั้งหมด 285,331 คน ในสาขา Materials
ดร.กมล เขมะรังษี กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) อยู่ในอันดับ 3,258 จากนักวิจัยทั้งหมด 183,648 คน ในสาขา Networking & Telecommunications
ดร.วรายุทธ สะโจมแสง กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน (NHIC) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) อยู่ในอันดับ 2,118 จากนักวิจัยทั้งหมด 100,162 คน ในสาขา Polymers
พิจารณาจากผลกระทบการอ้างอิงเฉพาะปี 2020 (citation impact during the single calendar year 2020) มีนักวิจัย สวทช. ที่ติดอันดับจำนวน 8 ท่าน
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 709 จากนักวิจัยทั้งหมด 58,351 คน ในสาขา Food Science
Dr. Masahiko Isaka จากทีมวิจัยเคมีอินทรีย์ชีวภาพ (IBOT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 872 จากนักวิจัยทั้งหมด 88,725 คน ในสาขา Medicinal & Biomolecular Chemistry
ดร.วรายุทธ สะโจมแสง กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน (NHIC) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) อยู่ในอันดับ 1,309 จากนักวิจัยทั้งหมด 100,162 คน ในสาขา Polymers
ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ จากทีมวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ (AQHT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ (AAQG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 701 จากนักวิจัยทั้งหมด 32,323 คน ในสาขา Fisheries
ดร.พรกมล อุ่นเรือน จากทีมวิจัยเทคโนโลยีเอนไซม์ (IENT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 911 จากนักวิจัยทั้งหมด 52,513 คน ในสาขา Biotechnology
ดร.เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด จากทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร (APMT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ (ACBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) อยู่ในอันดับที่ 425 จากนักวิจัยทั้งหมด 24,819 คน ในสาขา Mycology & Parasitology
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย จากทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน (NMV) กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน (NCAP) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) อยู่ในอันดับที่ 2,375 จากนักวิจัยทั้งหมด 131,063 คน ในสาขา Pharmacology & Pharmacy
ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ จากฝ่ายวิจัยกราฟีนและนวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (GPERD) ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) ศูนย์วิจัยและพัฒนาเฉพาะทำง (Focus Center) สำนักงานกลาง อยู่ในอันดับที่ 1,593 จากนักวิจัยทั้งหมด 102,767 คน ในสาขา Analytical Chemistry
อ้างอิง
Baas, Jeroen; Boyack, Kevin; Ioannidis, John P.A. (2021), “August 2021 data-update for “Updated science-wide author databases of standardized citation indicators””, Mendeley Data, V3, doi: 10.17632/btchxktzyw.3
ที่มา : https://www.nstda.or.th/archives/nstda-worlds-top-2-scientists-by-stanford-uni/
ข่าวประชาสัมพันธ์
เผยโฉมนวัตกรอาหารรุ่นใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมอาหาร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ “โลกอนาคต” ในโครงการ Food Innopolis Innovation Contest 2021
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) และฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับ บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอด บริวเวอรี่ พร้อมด้วยผู้สนับสนุนหลักโดย บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการประกวดนวัตกรรมอาหารในโครงการ “Food Innopolis Innovation Contest 2021” เวทีออนไลน์ที่ให้เหล่านวัตกรอาหาร ที่มีใจรักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และไอเดียนวัตกรรมอาหารล้ำยุค ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Fly Weight) ระดับนักศึกษา (Light Weight) และระดับบุคคลทั่วไป (Heavy Weight) จำนวน 42 ทีม เข้าร่วมประชันไอเดียชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท และสร้างโอกาสในการต่อยอดสร้างธุรกิจด้านนวัตกรรมอาหารร่วมกับบริษัทชั้นนำของประเทศ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ในรูปแบบออนไลน์บนโลกเสมือนจริงแบบ Metaverse เทคโนโลยีดิจิทัลที่ผสานโลกเสมือนจริงคู่ขนานไปกับโลกจริง ผ่านทางเว็บไซต์ www.fiinnovationcontest.com
ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) กล่าวว่า กิจกรรมในปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากมีการเปิดรับผลงานเพิ่มในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Fly Weight) ภายใต้หัวข้อการแข่งขัน 2 หัวข้อ ได้แก่ Food Heritage Innovation หรือนวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร และ Future Lifestyle Food Innovation หรือนวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต ซึ่งตลอดระยะการดำเนินงานที่ผ่านมาโครงการได้ทำการบ่มเพาะผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ผ่านการอบรมและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดนวัตกรรม การพัฒนาต้นแบบ การจัดทำโมเดลธุรกิจ ตลอดจนเทคนิคการนำเสนอผลงาน โดยมุ่งหวังกระตุ้นให้เยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สามารถนำความรู้ เครื่องมือการสร้างนวัตกรรมไปพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ และนำผลงานออกสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในทั้ง 3 รุ่นนี้ ผ่านการคัดสรรจากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมดมากกว่า 200 ทีม จากทั่วประเทศ จนเหลือ 42 ทีมที่มีแนวคิดน่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในทางการตลาด โดยผู้ชนะการประกวดในครั้งนี้จะแบ่งเป็นรุ่นนักเรียนจะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่ ส่วนรุ่นนักศึกษาและบุคคลทั่วไป จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทพร้อมโล่เช่นกัน
นายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอด บริวเวอรี่ เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่เครือบุญรอดให้การสนับสนุนโครงการ Food Innopolis Innovation Contest เพราะเล็งเห็นว่าธุรกิจนวัตกรรมอาหารเป็นสิ่งที่สร้างศักยภาพให้กับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ดังคำกล่าวที่ว่า อาหารไทยสามารถส่งออกได้ทั่วโลก หรือ ครัวไทย สู่ครัวโลก ที่มีการผลักดันเป็นนโยบายของภาครัฐ ทางบริษัทมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนวัตกรรมด้านอาหาร หรือการนำศิลปะทางด้านอาหารไปสู่ระดับโลกได้ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. ส่วนที่เป็นต้นน้ำหรือแหล่งการผลิต คือการทำอย่างไรให้สามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี รวมถึงการทำให้ต้นทุนการผลิตอยู่ในการควบคุม และการสร้างสินค้าทดแทนหรือการมีแหล่งวัตถุดิบที่ดีขึ้น 2. ส่วนที่เป็นกลางน้ำ หรือ นวัตกรรมในการทำอาหาร หรือการออกสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากการแข่งขันมีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการนำเสนออย่างไรให้นวัตกรรมนั้นมีความน่าสนใจ และดึงดูดตลาดโลก 3. ส่วนที่เป็นปลายน้ำ เมื่อมีวัตถุดิบที่ดี มีนวัตกรรมที่ดีแล้ว จะขายสินค้าอย่างไร จะดึงจุดเด่นในการขายสินค้านั้นอย่างไร การจะสร้างอนาคตธุรกิจอาหารสู่ครัวโลก ต้องพัฒนาทั้ง 3 ส่วนนี้ รวมถึงมุมมองความคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดแผนการตลาดหรือแผนการนำเสนอสินค้าที่น่าสนใจและสมบูรณ์แบบมากที่สุด
สำหรับผลการแข่งขันหัวข้อ Food Heritage Innovation หรือนวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร ทีมที่ชนะเลิศรุ่นนักเรียน ได้แก่ “ทีมปลาร้าวิวัฒน์” จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กับผลงาน “ปลาร้าวิวัฒน์ น้ำปลาร้าทรงเครื่องเพื่อสุขภาพโซเดียมต่ำ” ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความสะอาด และปัญหาปริมาณโซเดียมสูงด้วยการปรุงรสจากผักไชยาที่เป็นผักพื้นบ้าน รวมถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์และตัวน้ำปลาร้าให้มีความข้นและความหนืดแบบพอดี ทีมชนะเลิศรุ่นนักศึกษา ได้แก่ “ทีม Rice gun muk” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับผลงานชื่อ “มงคล” ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมวีแกนรสข้าวแช่เพื่อสุขภาพ และผู้ชนะเลิศรุ่นบุคคลทั่วไป ได้แก่ “ทีมร้าแซ่บ” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงาน “ร้าแซ่บ ปลาร้าทอดสุญญากาศพร้อมทาน” ซึ่งช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ที่ชอบทานปลาร้าทอดให้สามารถหาซื้อทานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่วยแก้เรื่องกลิ่นรบกวนขณะปรุงสุกและกลิ่นหืนเมื่อเก็บไว้ รวมถึงปัญหาเรื่องของการพกพาอีกด้วย
สำหรับหัวข้อ Future Lifestyle Food Innovation หรือนวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต ผู้ชนะเลิศรุ่นนักเรียน ได้แก่ “ทีมน้องหนอนดุกดุ๋ยกระดึ๋บดุ๊กดิ๊ก” จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กับผลงาน “DUKDIK สเปรดสุขภาพจากดักแด้ไหมปรุงรส” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนสูง แต่มีปริมาณแคลอรี่และไขมันต่ำ ส่วนผู้ชนะเลิศรุ่นนักศึกษา ได้แก่ “ทีม 5 SHADES” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ “ผลิตภัณฑ์ VELOAF มีทโลฟวีแกน” ผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์พร้อมทานอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และผู้ชนะเลิศรุ่นบุคคลทั่วไป ได้แก่ “ทีม Trumpkin” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงาน “Trumpkin Vegan Cheese” หรือ “Vegan mozzarella cheese” สัญชาติไทยจากเมล็ดฟักทองที่มีไฟเบอร์สูง เป็นผลิตภัณฑ์ Dairy free ที่ไม่มีส่วนผสมของนม ปราศจากคอเลสเตอรอลและสารก่อภูมิแพ้ 8 ชนิด ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนทานอาหาร Vegan ที่อาจขาดสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงแก้ปัญหา Vegan cheese ทางเลือก ที่มีอยู่ในตลาดทั่วไปที่มักทำจากถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้
โครงการ Food Innopolis Innovation Contest นับเป็นหนึ่งโครงการที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการอาหารของไทยให้ก้าวหน้า อีกทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านกลยุทธ์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภค จนสามารถแข่งขันในตลาดไทยและตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่จะช่วยเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการทางด้านอาหารทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน เป็นพื้นที่ที่รวมแนวคิด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสู่การพัฒนาและพลักดันวงการอาหารไทยให้ก้าวเติบโตต่อไปได้ในอนาคต
/////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
30th Anniversary Story of NSTDA: นวัตกรรมรับมือ “สังคมผู้สูงอายุ”
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ เมื่อประเทศพัฒนาแล้วแทบทุกชาติเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศมีสัดส่วนประชากรของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังอยู่ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ซึ่งการเข้าสู่สังคมชราภาพนับเป็นความท้าทาย เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีวัยพึ่งพิงมากกว่าวัยทำงานนั้น ย่อมต้องประสบปัญหาทั้งการขาดแคลนแรงงาน สุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจและสังคม
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ความสำคัญต่อการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขณะเดียวกันยังเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรม ‘รถเข็นไฟฟ้า’ เพื่อคนพิการและผู้สูงวัย
ปัจจุบันมีผู้สูงอายุและคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกายที่ต้องการใช้รถเข็นเพิ่มมากขึ้น ทว่ารถเข็นที่ใช้งานส่วนใหญ่มักเป็นรถเข็นแบบทั่วไป ต้องอาศัยกำลังแรงคนในการใช้มือผลักดัน ในกรณีที่ผู้สูงอายุหรือคนพิการที่ไม่มีกำลังแขนก็ต้องพึ่งพาคนใกล้ชิด ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ และไม่สะดวกในการเดินทางนัก ขณะที่รถเข็นไฟฟ้าแม้จะใช้งานง่าย แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง ตั้งแต่ราคา 20,000-100,000 บาท ทำให้มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้
[caption id="attachment_28151" align="aligncenter" width="700"] M-Wheel อุปกรณ์พ่วงต่อปรับรถเข็นทั่วไปเป็นรถเข็นไฟฟ้า[/caption]
[caption id="attachment_28152" align="aligncenter" width="700"] ดร.ดนุ พรหมมินทร์ ทีมวิจัยชีวกลศาสตร์ เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ดนุ พรหมมินทร์ ทีมวิจัยชีวกลศาสตร์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้วิจัยพัฒนา ‘M-Wheel อุปกรณ์พ่วงต่อปรับรถเข็นทั่วไปเป็นรถเข็นไฟฟ้า’ ที่สะดวก ปลอดภัย และราคาไม่แพง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้รถเข็นทั่วไปไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการที่ยังใช้งานร่างกายท่อนบนได้ดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานได้ดียิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ ชุดขับเคลื่อน ชุดควบคุมการเคลื่อนที่ และชุดแหล่งพลังงาน เน้นใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด สำหรับระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ หากชาร์จไฟฟ้า 8 ชั่วโมง จะใช้งานได้ต่อเนื่องนาน 4 ชั่วโมง หรือระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งในกรณีที่แบตเตอรี่หมดสามารถสลับเปลี่ยนการใช้งานจากระบบไฟฟ้ามาเป็นระบบปกติเหมือนเดิมได้
ทั้งนี้ M-Wheel ผ่านการประเมินผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ทางไฟฟ้า ด้วยการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า การป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งผ่านการประเมินความเสี่ยงของอุปกรณ์ โดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)
Power Lift Bed เตียงนอนสุดล้ำ ลุก-นั่งปลอดภัย
ด้วยสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามวัย ทำให้หลายๆ ครั้ง การใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุมีอุปสรรคทั้งในด้านการลุก การนั่ง การยืน และเป็นสาเหตุของการพลัดตกหกล้ม
[caption id="attachment_28153" align="aligncenter" width="700"] Power Lift Bed[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค พัฒนา “Power Lift Bed” เตียงนอนสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพักฟื้นหลังการผ่าตัด ซึ่งมีกลไกช่วยให้สามารถลุก นั่ง ยืน ได้สะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูง โดยมีการออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ใช้งานและควบคุมได้ง่ายผ่านรีโมตคอนโทรล มีตัวหนังสือและสัญลักษณ์อธิบายที่ชัดเจน ทำให้สะดวกต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญเตียงยังสามารถปรับหมุนไปด้านซ้าย-ขวาได้ถึง 90 องศา ทำให้ผู้สูงอายุที่นอนอยู่สามารถกดรีโมตปรับเตียงมาอยู่ในท่านั่ง และกดคำสั่งให้เตียงหมุนมาด้านข้างเพื่อนั่งรับประทานอาหาร หรือดูโทรทัศน์ได้ทันที ช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองมากขึ้น สร้างความมั่นใจในการลุกขึ้นนั่งหรือยืน ไม่รู้สึกเป็นภาระต่อครอบครัว
ล่าสุด เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับบริษัท SB Design Square ปรับรูปลักษณ์เทคโนโลยีให้มีความสวยงาม ทันสมัย มีฟังก์ชันใช้สอยที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตอบโจทย์ผู้บริโภค สร้างความรู้สึกที่แตกต่างจากเตียงผู้ป่วยแบบทั่วไป ปัจจุบันมีวางจำหน่ายแล้วที่ SB Design Square หรือสั่งสินค้าออนไลน์ได้ที่ www.sbdesignsquare.com นับเป็นเฟอร์นิเจอร์ทางเลือกใหม่ที่สร้างความอุ่นใจในการใช้ชีวิตภายในบ้านให้กับผู้สูงอายุ
สื่อกระตุ้นความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม
โรคสมองเสื่อมเป็นปัญหาที่พบมากในผู้สูงอายุ โดยผู้ป่วยจะมีอาการลืมเลือนสิ่งต่างๆ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ซึ่งผู้ที่ดูแลนอกจากจะต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างมากแล้ว การพยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยคงความสามารถ ด้วยการหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ เช่น การทายภาพสมาชิกใครอบครัว การเล่นเกม จะช่วยพัฒนาสมองและฟื้นฟูความทรงจำได้มากขึ้น
[caption id="attachment_28155" align="aligncenter" width="700"] AKIKO ผ้ากระตุ้นสมอง[/caption]
[caption id="attachment_28156" align="aligncenter" width="700"] AKIKO ผ้ากระตุ้นสมอง[/caption]
ดร.สิทธา สุขกสิ ทีมวิจัยออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค ได้พัฒนา “AKIKO ผ้ากระตุ้นสมอง” ที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยผลงานนี้มีลักษณะเป็นผ้าห่มที่ทำจากผ้าไทย มีความสวยงาม เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม เวลาผู้สูงอายุสัมผัสเนื้อผ้าจะรู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ หรือบางครั้งเวลาที่ผู้สูงอายุรู้สึกหงุดหงิดเมื่อจับหรือสัมผัสผ้าจะช่วยให้รู้สึกว่าได้คลายความหงุดหงิด ลดความเครียด และความกระวนกระวายใจได้ นอกจากนี้ AKIKO ยังถูกออกแบบให้มีช่องใส่รูปภาพ หรือกลิ่นหอมต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความคุ้นเคยของผู้สูงอายุ ซึ่งนำมาทำเป็นเกมช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและความทรงจำที่ดีให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ ขณะนี้มีการนำไปใช้จริงในสถานดูแลผู้สูงอายุ และมีบริษัทเอกชนเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเตรียมผลิตขายเชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_28171" align="aligncenter" width="500"] MONICA เกมฝึกสมอง[/caption]
[caption id="attachment_28157" align="aligncenter" width="700"] MONICA เกมฝึกสมอง[/caption]
นอกจากนี้ยังมี “MONICA เกมฝึกสมอง” สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อให้มีสมาธิมากขึ้น โดยเกมจะช่วยกระตุ้นสมองส่วนต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้งาน ทั้งในเรื่องความจำ การตัดสินใจ การมองเห็นและตอบสนองต่างๆ รวมถึงการใช้ภาษา โดยตัวเกม MONICA จะประกอบด้วยส่วนของโปรแกรมและปุ่มกดที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ การทำงานของเกมจะมีให้เลือกความยากง่าย เน้นการใช้ภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ โดยมีตัวอย่างเกม เช่น เกมเปรียบเทียบภาพปัจจุบันกับภาพก่อนหน้าว่าเหมือนหรือแตกต่าง หากเหมือนกันให้กดเครื่องหมายถูก หากต่างกันให้กดเครื่องหมายผิด เป็นต้น เมื่อผู้สูงอายุเล่นเกมผ่านจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ มีความรู้สึกมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงมีการตัดสินใจที่ดีขึ้น
อาหารเคี้ยวกลืนง่าย ปลอดภัย ไม่สำลัก
การสำลักน้ำและอาหาร รวมถึงภาวะการกลืนยาก เป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ เกิดจากอวัยวะในช่องปากเสื่อมลงและไม่สามารถดื่มน้ำหรือบริโภคของเหลวได้เหมือนคนปกติ ซึ่งนอกจากอันตรายแล้วยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การขาดน้ำ ขาดอาหาร ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
[caption id="attachment_28158" align="aligncenter" width="500"] ผงเพิ่มความหนืด[/caption]
ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค ได้ร่วมงานกับบริษัทเอกชน พัฒนา “ผงเพิ่มความหนืด” ที่ใช้เติมในน้ำและเครื่องดื่มให้มีความหนืดเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการไหลเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น ไม่ติดอยู่บริเวณคอหอยหรือหลุดเข้าไปในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการสำลักได้ ในเรื่องการบดเคี้ยวอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ทีมวิจัยยังใช้องค์ความรู้ในการปรับโครงสร้างของเนื้อสัตว์ให้เกิดการแตกหักง่ายขึ้น เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ง่ายจากการใช้เหงือกหรือการใช้ลิ้นดุนเพื่อให้เนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ และเกิดการย่อยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D food printing) เพื่อตอบรับความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะบุคคลที่คาดว่าจะมีปริมาณมากขึ้นในอนาคต
[caption id="attachment_28159" align="aligncenter" width="700"] ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ปรับเนื้อสัมผัสให้บดเคี้ยวและกลืนง่าย[/caption]
[caption id="attachment_28160" align="aligncenter" width="700"] ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ปรับเนื้อสัมผัสให้บดเคี้ยวและกลืนง่าย[/caption]
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ปรับเนื้อสัมผัสให้บดเคี้ยวและกลืนง่าย” ผลงานวิจัยของ ดร.นิสภา ศีตะปันย์ ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค ที่ใช้เทคโนโลยีกระบวนการปรับโครงสร้างร่วมกับการใช้ตัวปรับเนื้อสัมผัส เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนื้อสัตว์ที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม” บดเคี้ยวง่ายด้วยฟันหรือเหงือก กลืนง่าย มีปริมาณไขมันสัตว์น้อย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ที่สำคัญยังคงรูปร่างได้ มีลักษณะปรากฏคล้ายอาหารที่เตรียมจากเนื้อสัตว์ทั่วไป สามารถหั่นหรือตัดเป็นชิ้นได้ จึงนำไปเตรียมเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ คั่วกลิ้ง ลาบหมู มัสมั่นหมู หมูกระเทียม ช่วยให้ความรู้สึกในการบริโภคคงเดิม
[caption id="attachment_28161" align="aligncenter" width="700"] สเต๊กเนื้อนุ่ม[/caption]
ส่วนที่พิเศษสุดคืออาหารปราบเซียนอย่างสเต๊ก ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยโพลิเมอร์ เอ็มเทค สามารถพัฒนาตัวปรับเนื้อสัมผัสอาหารสำหรับประเภทเนื้อสัตว์สู่ผลิตภัณฑ์ “สเต๊กเนื้อนุ่ม” พร้อมอุ่นร้อนจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวบดหยาบที่มีปริมาณเนื้อสัตว์มากกว่า 70% โดยน้ำหนัก และมีไขมันน้อยกว่า 5% โดยผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อชิ้นแต่นุ่มและบดเคี้ยวง่าย ช่วยลดอุปสรรคในการบริโภคของผู้สูงอายุ
ผลิตภัณฑ์จากพืช โปรตีนทางเลือก
ไม่เพียงการปรับเนื้อสัมผัสเนื้อสัตว์เพื่อให้ผู้สูงอายุรับประทานได้ง่ายและได้โปรตีนครบถ้วนแล้ว สวทช. ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร “โปรตีนทางเลือก” ทดแทนการบริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด อาทิเช่น “Ve-Chick ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากพืช” ผลงานวิจัยของ ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค ที่ได้นำความรู้เรื่องการออกแบบโครงสร้างอาหารมาผสานเข้ากับความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของโปรตีนจากถั่วเหลือง เพื่อจัดเรียงโครงสร้างของอาหารให้มีลักษณะเป็นเส้นใยเหมือนกับเนื้อไก่ ควบคู่ไปกับการปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติให้เหมือนอาหารต้นแบบ ดังนั้นเมื่อผู้บริโภครับประทาน Ve-Chick จะได้รับความรู้สึกเหมือนรับประทานเนื้อไก่จริง และยังได้รับสารอาหารในปริมาณที่แทบไม่แตกต่างกัน โดยเนื้อไก่ปกติ100 กรัม จะมีโปรตีนประมาณร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ขณะที่ Ve-Chick มีโปรตีนประมาณร้อยละ 16 ของน้ำหนัก ที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอล และปลอดภัยจากฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตที่อาจตกค้างมาในเนื้อไก่
[caption id="attachment_28162" align="aligncenter" width="500"] Ve-Chick ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากพืช[/caption]
[caption id="attachment_28164" align="aligncenter" width="500"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช.[/caption]
มีอาหารแล้วต้องมีเครื่องดื่ม ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนา “M-Pro Jelly Drink เครื่องดื่มโปรตีนสูงจากถั่วเขียว” โดยนำโปรตีนถั่วเขียวมาผ่านกระบวนการผลิตเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดโครงสร้างโปรตีนตามต้องการ ร่วมกับการใช้ไฮโดรคอลลอยด์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการพยุงโครงสร้าง และช่วยในการกระจายตัวของโปรตีนให้คงสภาพได้ดีภายหลังการให้ความร้อนระดับพาสเจอไรซ์ ทำให้ได้เครื่องดื่มโปรตีนสูงชนิดเจลจากโปรตีนพืชที่มีลักษณะปรากฏเป็นเนื้อเดียวกัน และมีเนื้อสัมผัสที่เทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลทางการค้าที่ไม่มีโปรตีนหรือมีโปรตีนในปริมาณที่ต่ำกว่า โดยผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษานาน 2 สัปดาห์ในตู้เย็น และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นโดยไม่ต้องแช่เย็น ทั้งนี้ เครื่องดื่ม M-Pro Jelly Drink มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) หรือร้อยละ 6 โดยน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ และมีการเสริมแคลเซียมกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI)
[caption id="attachment_28163" align="aligncenter" width="700"] M-Pro Jelly Drink เครื่องดื่มโปรตีนสูงจากถั่วเขียว[/caption]
[caption id="attachment_28165" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างผลงานการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตพึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข สอดคล้องกับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระของชาติ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและเตรียมพร้อมรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
30 ปี สวทช.
BCG
ข่าว
บทความ


