ผลการค้นหา :
สวทช. เปิดเวทีเสริมแกร่งผู้ประกอบการอาหาร ร่วมแบ่งปันแนวคิดพัฒนาธุรกิจยุค Covid-19 ในงาน Next step networking & sharing Food Accelerate 2021
ณ อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) เปิดพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเสริมแกร่งความรู้ทางด้านตลาดทุน ในงาน Next step networking & sharing Food Accelerate 2021 โดยมีนางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช. และคุณอดิสัน กันชาติ ผู้บริหารงานฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเข้าร่วมงานในครั้งนี้
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. กล่าวว่า กิจกรรม Next step networking & sharing Food Accelerate 2021 จัดภายใต้โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) ประจำปี 2564 เป็นเวทีสำหรับการพบปะของผู้ประกอบการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 10 บริษัท เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมให้เกิดพันธมิตรทางธุรกิจ ให้ข้อมูลการสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านตลาดทุนและโอกาสการเติบโตของธุรกิจการให้บริการ SMEs และการพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการโดยกลไกจากภาครัฐ สร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจรวมทั้งบทเรียนและประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป
งาน Next step networking & sharing Food Accelerate 2021 ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและหน่วยงานพันธมิตร ที่มาร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช. ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สวทช. และฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ (IKD) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในช่วงสถานการณ์ Covid-19 เพื่อนำไปปรับใช้พัฒนาธุรกิจต่อไป ซึ่งงานในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดเครือข่ายผู้ประกอบการด้านอาหาร และเกิดการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสู่การเข้าใจปัญหาของผู้ประกอบการอาหาร พร้อมแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยความรู้และกลไกจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอาหารของไทย สามารถพัฒนาต่อยอด เติบโต และสามารถแข่งขันกับตลาดในประเทศได้อย่างยั่งยืน
//////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวรส. จับมือ เอ็มเทค สวทช. พัฒนา “เปล-เต็นท์ความดันลบ” ผลงานการต่อยอดวิจัย สู่นวัตกรรมมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบแก่โรงพยาบาลและสถานพักฟื้นช่วยแยกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานการณ์ที่ยังคงการระบาด
เมื่อเร็วๆนี้ ณ อาคาร ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมนานาชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมส่งมอบนวัตกรรม“ไฮพีท (HI PETE) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย และพีท (PETE) เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ” ผลงานจากการ ต่อยอดงานวิจัยพัฒนาชุดอุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศแบบเคลื่อนย้ายได้ ให้แก่สถานพักฟื้นและดูแลสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ : MJU Well-Being Hospitech และโรงพยาบาลสันทราย
เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยและดำเนินงานวิจัยพัฒนา ร่วมส่งมอบนวัตกรรม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บัญญัติ มนเทียรอาสน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนายแพทย์ยุทธศาสตร์ จันทร์ทิพย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แทนรับมอบ และได้รับเกียรติจาก นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารโรงพยาบาลสันทราย นายอำเภอสันทราย และทีมงานเข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี
ดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นหน่วยงานให้การสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะกับช่วงการแพร่ระบาดที่จำเป็นจะต้องมีห้องแยกผู้ป่วย (Isolation Room) เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ซึ่งทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ผลิตและพัฒนานวัตกรรม “ไฮพีท (HI PETE) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วยติดเชื้อ” ขึ้นสำหรับใช้ที่บ้านหรือชุมชนที่มีพื้นที่จำกัดที่ไม่สามารถมีห้องแยกผู้ติดเชื้อออกจากคนทั่วไปได้ หรือใช้สำหรับศูนย์พักคอยหรือโรงพยาบาลสนาม ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวมีการพัฒนาด้านการออกแบบให้เหมาะกับบริบทการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น รวมทั้งการนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบจนได้มาตรฐานทั้งด้านประสิทธิภาพการกรองเชื้อ และความปลอดภัยทางไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งนวัตกรรมงานวิจัยนี้ยังสามารถขยายผลการใช้งานไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตามสถานการณ์การระบาดได้อีกด้วย
ดร.จุไรรัตน์ กล่าวอีกว่า การสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ สวรส. บนเป้าหมายของการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและเกิดการขยายผลสู่การพัฒนาระบบสุขภาพในภาพรวมได้ต่อไป สวรส. จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยชิ้นนี้ เพื่อให้เครือข่ายนักวิจัยสามารถพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตใช้เองในประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาทำให้เกิดการต่อยอดการใช้ประโยชน์ ซึ่งในแง่ของการลดความรุนแรงจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 นั้น นวัตกรรมนี้ยังสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งในครอบครัว ชุมชน ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์หน้างานที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ในทุกๆ วัน ได้อีกด้วย
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้นของสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เอ็มเทค สวทช. ได้ทำงานร่วมกันกับหน่วยงานพันธมิตร เร่งพัฒนานวัตกรรม PETE (พีท) เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด และอำนวยความสะดวกในการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์-ซีที สแกนได้โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเปล ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งในสถานพยาบาล หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล ซึ่งได้ส่งมอบเปล PETE (พีท) ดังกล่าวให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานผู้ใช้ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 70 ชุดในล็อตแรก“หลังจากนั้น เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับ สวรส. และ สกสว. ในฐานะหน่วยสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม HI PETE (ไฮพีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย (Patient Isolation Chamber for Home Isolation) โดยทีมวิจัยได้ต่อยอดองค์ความรู้จากการพัฒนาเปล PETE เป็นเต็นท์ความดันลบที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้กับผู้ป่วยสีเขียว ที่จำเป็นต้องทำ Home Isolation ที่บ้าน แต่ไม่มีห้องแยกในที่อยู่อาศัย หรือใช้สำหรับโรงพยาบาลสนาม เพื่อแยกหรือกักผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อทางเดินหายใจ จุดเด่นที่พัฒนาต่อยอดงานชิ้นนี้ แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก โดยการพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานสากล กล่าวคือ มีการทดสอบผลิตภัณฑ์จนได้มาตรฐานทั้งด้านประสิทธิภาพการกรองเชื้อ และความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ปัจจุบัน พีท (PETE) เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนบาท/ชุด (โดยยังไม่รวมค่าอะไหล่ ค่าซ่อมบำรุง) และ ไฮพีท (HI PETE) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาท/ชุด โดยในอนาคตจะทำการลดต้นทุน ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ให้ พีท (PETE) เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ มีต้นทุนต่ำกว่า 1 แสนบาท/ชุด และ ไฮพีท (HI PETE) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย มีต้นทุนไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ชุด ซึ่งจะทำให้สถานพยาบาล และหน่วยการแพทย์ฉุกเฉินทั่วไปจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น รวมทั้งมีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายง่าย สามารถย้ายไปติดตั้งเป็นห้องรักษาพยาบาลที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อเป็นการชั่วคราวได้ มีช่องหน้าต่างสำหรับสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน ลดระยะเวลาลดภาระงาน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากร ตลอดจนชิ้นงานทำความสะอาดได้ง่าย สามารถปรับเลือกขนาดเต็นท์ได้เหมาะสมตามขนาดพื้นที่ ทั้งนี้การส่งมอบครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท อีสเทิร์นโพลิเมอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนเตียงสนามและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อใช้งานร่วมกับเต็นท์ความดันลบ HI PETE” ดร.ศราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บัญญัติ มนเทียรอาสน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ในการรับมือการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นการสนองนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ที่ให้มหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม โดยได้ทำงานร่วมมือประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โรงพยาบาลสันทราย ทีมแพทย์ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ยังคงพบผู้ป่วยติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงร่วมกับอำเภอสันทราย และโรงพยาบาลสันทราย ได้ดำเนินการเปิด MJU Well-Being Hospitech เป็นศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 สีเขียว (Community Isolation หรือ CI) เพื่อแยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากผู้ใกล้ชิดที่ไม่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในครอบครัวที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่เนื่องจากศูนย์พักคอยไม่มีห้องแยกผู้ป่วย ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อทางเดินหายใจภายในศูนย์ได้
ทั้งนี้ เต็นท์ความดันลบ HI PETE จำนวน 5 ชุด ซึ่งได้รับมอบจาก เอ็มเทค สวทช. ที่ร่วมกับ สวรส. และ สกสว. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานวิจัยจนเป็นนวัตกรรมในครั้งนี้ มีประโยชน์อย่างมากสำหรับศูนย์พักคอยในการช่วยแยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากผู้ที่ไม่ติดเชื้อ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัวตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีหน้าที่ดูแลและรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานในศูนย์พักคอย รวมทั้งช่วยลดสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวมของจังหวัดไปพร้อมกันด้วย ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อและเกิดเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้มากถึง 8 คน หรือหากสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ แน่นอนว่าก็จะสามารถกระจายเชื้อให้กับทุกคนในครอบครัวได้ ดังนั้น จึงขอขอบคุณทาง เอ็มเทค สวทช. , สวรส. และ สกสว.ที่ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมชิ้นสำคัญ ตลอดจนขอขอบคุณทางบริษัท อีสเทิร์นโพลิเมอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนเตียงและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อใช้งานร่วมกับเต็นท์ HI PETE ในครั้งนี้ด้วย
ด้าน นายแพทย์ยุทธศาสตร์ จันทร์ทิพย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เปลความดันลบมีความจำเป็นอย่างมากต่อทุกโรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ยังไม่มีเปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ ในวันนี้ โรงพยาบาลได้รับมอบนวัตกรรมดังกล่าว จะช่วยสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับบุคลากรผู้อยู่หน้างานได้อย่างมาก เนื่องจากจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และสะดวกในการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์-ซีที สแกนปอด หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ เพราะไม่ต้องนำผู้ป่วยออกจากเปล ทั้งนี้หากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โรงพยาบาลสามารถใช้เปลดังกล่าวกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ได้ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
รพ.สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ รับมอบโล่ชูเกียรติหน่วยงานสนับสนุนบริการถ่ายทอดการสื่อสารดีเด่น
21 ธ.ค. 2564 ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายวีรพนธ์ ศรีนวล ผู้อำนวยการส่วนจัดให้มีบริการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ทางสังคม สำนักงาน กสทช. และศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
ร่วมเป็นประธานขึ้นมอบรางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานสนับสนุนบริการถ่ายทอดการสื่อสารดีเด่น จำนวน 27 หน่วยงาน ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้ขึ้นรับมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานสนับสนุนบริการถ่ายทอดการสื่อสารดีเด่น
"โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ" ซึ่งเป็นความร่วมมือดำเนินงานของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. – บ.ธนัทธร เปิดตัว ‘กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ ขานรับภาคอุตสาหกรรม ผสมยางพารา 30 % ‘ทนทาน-ไม่แตกหักง่าย-ลดการใช้พลาสติก’กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก
21 ธันวาคม 2564 ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว. : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
เปิดตัวกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ที่ได้จากการผสมยางธรรมชาติและพลาสติก ทดแทนกรวยจราจรแบบเดิมที่ผลิตจากพลาสติก ทำให้ใช้เวลาในการฉีดขึ้นรูปกรวยจราจรต่อรอบต่อชิ้นน้อยลงกว่าเดิม สามารถแกะชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ฉีดได้ง่ายกว่า ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ได้กรวยจราจรที่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักเมื่อถูกรถชนหรือทับ ทั้งยังช่วยลดของเสียในกระบวนการผลิตขณะนี้ผ่านการทดสอบการใช้งานจริงจากผู้ประกอบการ อีกทั้งได้เข้าสู่กระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายแล้ว
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG Economy Model ที่ต้องการให้อุตสาหกรรมไทยหันมาใช้วัสดุสีเขียว (Green Materials) ซึ่งได้มาจากธรรมชาติมากขึ้น “ยางพารา หรือยางธรรมชาติ” ถือเป็นวัสดุที่อุตสาหกรรมให้ความสนใจ และในกรณีนี้คือ ด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่ เอ็มเทค สวทช. มีอยู่ในรูปความลับทางการค้า จึงสามารถตอบโจทย์ของบริษัทเอกชนที่ต้องการผลิตกรวยจราจรที่มียางธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ เพื่อผลิตเป็นกรวยจราจรเกรดพิเศษโดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic Natural Rubber, TPNR) จากเดิมที่ผลิตจากพลาสติกประเภทเอทิลีนไวนิลแอซีเทตโคพอลิเมอร์ (Ethylene Vinyl Acetate Copolymer, EVA)
“จากที่ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้ยางพาราหรือยางธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้เพิ่มชนิดและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มากขึ้น จึงเกิดการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในการคมนาคมภายในประเทศมากขึ้น เช่น หลักกิโลเมตร แนวกันโค้ง และแผ่นยางกันชนครอบแบริเออร์คอนกรีต เป็นต้น กรวยจราจรก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและมีการใช้งานแพร่หลายในปริมาณมาก และเป็นโจทย์วิจัยที่ผู้ประกอบการต้องการให้ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นกรวยจราจรที่มีส่วนผสมของยางธรรมชาติ มีสมบัติยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่ายเมื่อถูกรถเหยียบ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตอบโจทย์ภาคเอกชนและต่อยอดไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้” ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าว
นายวษุวัต บุญวิทย์ ผู้บริหาร บริษัท ธนัทธร จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาของ บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์จราจรฯ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามาบริษัทพยายามสนับสนุนการใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ต่างๆ หากทำได้ เช่น การผลิตหลักกิโลเมตรจากยางพารา ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่จะผลิตกรวยจราจรซึ่งมีส่วนผสมของยางพารา เพื่อสร้างความแตกต่างและปรับปรุงสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น เนื่องจากกรวยจราจรผลิตอยู่นั้นทำจากพลาสติก 100% ถึงแม้จะเลือกใช้พลาสติกที่มีความยืดหยุ่น เช่น EVA แต่หากสามารถผลิตกรวยจราจรจากยางธรรมชาติได้ น่าจะทำให้กรวยจราจรนั้นยืดหยุ่น และทนทานมากขึ้นหากโดนรถทับหรือเฉี่ยวชน เมื่อใช้งานจริงบนท้องถนน จึงได้ติดต่อกับทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. เพราะทราบว่า มีผลงานนี้พร้อมถ่ายทอดฯ จากนั้นจึงได้ร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ และรับถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก นำมาสู่การผลิต “กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” ซึ่งได้จัดจำหน่ายกรวยยางชนิดใหม่นี้เรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้บริษัทกำลังดำเนินการเพื่อจดแจ้งผลิตภัณฑ์ “กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” ให้อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยอีกด้วย
“บริษัทฯ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. ในการเตรียมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับผลิตกรวยจราจรเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้บริษัทได้ทดลองผลิต “กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” และได้ทดสอบการใช้งานจริง พบว่า สมบัติที่ได้ตรงตามความต้องการของบริษัท นอกจากนี้การที่ “กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” มีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น เวลารถวิ่งผ่าน ไม่ปลิวไปได้ง่ายเหมือนกรวยพลาสติก ทั้งนี้จากที่บริษัทฯ ได้ผลิตและจัดจำหน่ายกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก บริษัทได้การตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี จึงได้เพิ่มการผลิต “กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” อย่างต่อเนื่อง จึงเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต “ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” นี้ ส่งผลให้บริษัทเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการตลาดได้มากขึ้นอีกด้วย”
ดร.ภาสรี เล้ากิจเจริญ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. กล่าวถึงเทคโนโลยีการผลิตยางผสมพลาสติก หรือ ‘ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ (Thermoplastic Natural Rubber, TPNR) ว่าเป็นการผสมยางธรรมชาติและพลาสติกเข้าด้วยกันในเครื่องอัดรีดสกรูคู่ (Twin Screw Extruder) ร่วมกับเทคนิคไดนามิกวัลคาไนเซชันทำให้ได้ ‘ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ เมื่อนำไปฉีดขึ้นรูปด้วยเครื่องฉีดพลาสติก (Injection Molding Machine) จึงได้ผลิตภัณฑ์กรวยจราจรที่มีลักษณะและผิวสัมผัสเหมือนยางซึ่งมาจากส่วนผสมยางธรรมชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาได้ร่วมทดสอบสมบัติเบื้องต้นและสมบัติการใช้งานจริง กับ บริษัท ธนัทธร จำกัด ประมาณ 1 ปี ขณะนี้ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัทแล้ว และบริษัทฯ ได้เดินหน้านำไปผลิตตามมาตรฐานทันทีอีกกว่า 7 ตัน โดยผู้ประกอบการได้ซื้อยางแท่งจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พันธมิตรภาครัฐที่สำคัญของ เอ็มเทค สวทช. มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการใช้งานและแปรรูปยางพาราในประเทศไทย
“เหตุผลแรกที่ผู้ประกอบการเดินเข้ามาหา ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. เพราะต้องการหาเทคโนโลยีที่จะใช้ยางธรรมชาติมาเป็นส่วนผสมของกรวยจราจรพลาสติกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท เมื่อ ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. มีองค์ความรู้ ทั้งสูตรและกระบวนการที่สามารถทำได้ จึงทดลองปรับสูตรให้ตรงกับสมบัติที่บริษัทต้องการ ร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก จำนวน 500 กิโลกรัมได้สำเร็จ ในระหว่างนั้น บริษัทฯ ได้นำยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกไปผลิตเป็นกรวยจราจร และทดลองใช้งานจริงได้พบว่ากรวยจราจรชนิดใหม่นี้ ทนต่อการฉีกขาด และทนทานต่อการแตกหักได้สูงขึ้น เนื่องจากมีส่วนผสมของยางพารา นอกนั้นยังสามารถขึ้นรูปได้สะดวก รวดเร็วขึ้น แกะชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ได้ง่าย ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และยังเกิดของเสียในกระบวนการผลิตน้อยลง”
ดร.ภาสรี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม นวัตกรรม ‘กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ นี้ นอกจากเพิ่มความทนทานต่อการแตกหัก และพับงอ ยังทำให้กรวยจราจรยึดเกาะพื้นผิวถนนได้ดีขึ้น เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นราว 0.2 กิโลกรัมต่อชิ้น และมียางพาราหรือยางธรรมชาติที่ยืดหยุ่นเป็นส่วนผสม อีกประเด็นที่สำคัญคือ การเลือกใช้งานวัสดุประเภท “ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก” นี้ ยังสามารถทำให้ขึ้นรูปและนำกลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนพลาสติก ถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) ตามนโยบาย BCG Economy Model ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราในประเทศ โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพารา และส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำอีกด้วย
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยที่ผ่านมา กยท. ดำเนินโครงการและกิจกรรมที่สนับสนุนให้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น ได้แก่ การสนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปยาง เช่นครั้งนี้ กยท. สนับสนุนและส่งเสริมโครงการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ให้แก่ เอ็มเทค สวทช. ในปี 2565 นี้ ถือเป็นการนำยางพาราเข้าไปทดแทนพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุพอลิเมอร์ที่มาจากปิโตรเคมี ถึง 30% โดยน้ำหนัก ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานที่มุ่งผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ยางของไทยมีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ขณะนี้ กยท. มีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราโดยวางแนวทางการพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน ลดความเสี่ยงเรื่องผลผลิต รวมถึงปรับปรุงวิธีการทำสวนยางของเกษตรกรรายย่อยในประเทศ ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้องและมาตรฐานสากล เพื่อให้ผลผลิตยางของไทยเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งปัจจุบัน กยท. ดำเนินกิจกรรม Rubber Way โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสวนยางรวมถึงตัวเกษตรกรเองให้ตรงตามมาตรฐานและความต้องการของบริษัทผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่ เบื้องต้น กยท. ได้ลงนามความร่วมมือกับมิชลินแล้ว แน่นอนว่าสิ่งนี้ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถและโอกาสด้านการแข่งขันทางธุรกิจ เกิดความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกรฯ
“การพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ถือเป็นประเด็นระดับโลกที่ทุกภาคส่วนควรกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ ตั้งแต่การบริหารจัดการและสร้างมาตรฐานภายในสวนยาง (ต้นน้ำ) ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา (ปลายน้ำ) สอดคล้องกับนโยบาย BCG MODEL ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล (Green Economy) ก่อให้เกิดความยั่งยืนกับยางธรรมชาติทั้งห่วงโซ่อุปทาน”
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผลงานวิจัยเด่น
เปิดงาน NanoThailand 2021
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ อุปนายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติร่วมกับ รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวเปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี ครั้งที่ 7 (NanoThailand 2021) ที่จัดขึ้นโดย สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และคณะวิทยาศาสตร์ มจธ. ในรูปแบบออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “Nanotechnology in Times of Disruptive Transformation” ระหว่างวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2564
พร้อมไฮไลท์เรื่อง Nanotechnology in mRNA COVID-19 Vaccine” ที่ได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “Nucleoside-modified mRNA-LNP therapeutics” โดย Prof. Drew Weissman จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงหัวข้อที่น่าสนใจอีกมากภายในงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
นักวิจัยไบโอเทคพัฒนาเทคโนโลยีผลิต Cider Vinegar จากผลไม้ไทย รวดเร็ว – ประหยัดต้นทุน
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เผยความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูหมัก Cider Vinegar ที่ได้จากการหมักผลไม้หรือผลผลิตทางการเกษตรของไทย โดยพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดขั้นตอนการหมัก ทำให้ได้ผลผลิตในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของนักวิจัยไบโอเทคในการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่เหมาะสมในคลังจุลินทรีย์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันทีมนักวิจัยไบโอเทคพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Cider Vinegar ให้กับผู้ประกอบการนำไปผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่ง Cider Vinegar เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยม และมีแนวโน้มมูลค่าทางการตลาดที่สูงขึ้น.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
Para Dough ของเล่นจากยางพาราไทย พร้อมตีตลาดส่งออกของเล่นโลก
สำหรับใครที่กำลังมองหาของขวัญให้แก่เด็กๆ ในเทศกาลแสนพิเศษทั้งคริสมาสต์ ปีใหม่ รวมถึงวันเด็กที่กำลังใกล้เข้ามา ไม่ควรพลาด ‘Para Dough (พาราโด)’ ผลิตภัณฑ์ของเล่นยางสำหรับปั้น มีลักษณะคล้ายดินน้ำมัน แต่ปลอดภัย ไร้กลิ่น ปราศจากสารเคมีอันตราย ผลิตจาก ‘ยางพารา’ พืชเศรษฐกิจของไทย ผลงานวิจัย โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปัจจุบันพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรม หนุนตีตลาดของเล่นทางเลือกเพื่อสุขภาพระดับโลก
[caption id="attachment_28705" align="aligncenter" width="750"] คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง (IRM) เอ็มเทค[/caption]
คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง (IRM) เอ็มเทค อธิบายว่า Para Dough เป็นผลิตภัณฑ์ของเล่นแป้งปั้นหรือโด (Dough) ผลิตขึ้นจากยางพาราชนิดยางแท่งและยางแผ่น ซึ่งนำมาผ่านกระบวนการปรับลักษณะทางกายภาพให้มีสมบัติความหนืดที่เหมาะสม ก่อนนำมาผสานรวมเข้ากับสารจากธรรมชาติอื่นๆ อาทิ แป้งประกอบอาหาร น้ำมันพืช และสี
“Para Dough มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างกลูเตนจากแป้งสาลีและสารเคมีที่เป็นอันตราย ไม่มีโลหะหนักเป็นส่วนประกอบ ไม่มีส่วนผสมของสารกันบูด อีกทั้งยังสามารถฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อนและหลังการเล่นด้วยการฉีดพ่นแอลกอฮอล์แล้วนวดก้อนแป้งจนแอลกอฮอล์ระเหยโดยไม่ทำให้โดเสียสภาพ นอกจากนี้ Para dough ยังไม่มีกลิ่น ไม่แห้งแข็งและไม่ละลายเยิ้มเมื่อวางไว้ภายนอกบรรจุภัณฑ์อีกด้วย
Para Dough สามารถเก็บในบรรจุภัณฑ์ได้อย่างน้อย 2 ปี มีอายุการใช้งานหลังแกะบรรจุภัณฑ์อย่างน้อย 1 ปี หากไม่สัมผัสน้ำหรือความชื้น และภายหลังหมดอายุการใช้งานสามารถทิ้งผลิตภัณฑ์ลงในถังขยะเปียก เพราะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่สร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม”
[caption id="attachment_28706" align="aligncenter" width="500"] ดร.ปณิธิ วิรุณห์พอจิต นักวิจัยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง (IRM) เอ็มเทค[/caption]
ดร.ปณิธิ วิรุณห์พอจิต นักวิจัยกลุ่มวิจัย IRM เอ็มเทค เสริมว่าผลิตภัณฑ์ Para Dough เหมาะแก่ผู้ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สามารถใช้เป็นของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก กระตุ้นให้เกิดการฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor) พัฒนาทักษะการทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมอง และทักษะความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังเหมาะแก่การใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมศิลปะบำบัด เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วยบำบัดให้เกิดความผ่อนคลาย กล่าวได้ว่า Para Dough เป็นแป้งปั้นที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
“ด้วยจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ทำให้ Para Dough มีโอกาสเข้าถึงตลาดส่งออกหลักของไทย ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่มีความปลอดภัยสูง และได้มาตรฐานสากล โดยตามการรายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการส่งออกผลิตภัณฑ์ของเล่นสูง ซึ่งเมื่อกลางปี 2564 ที่ผ่านมามีการคาดประมาณว่าในปี 2564 ไทยจะมีตัวเลขมูลค่าการส่งออกของเล่นรวมสูงถึง 220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เนื่องจากการขยายตัวของตลาดออนไลน์[1]
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ปัจจุบันเอ็มเทคพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Para Dough ในระดับอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตมีราคาไม่สูง เนื่องจากใช้เครื่องจักรทั่วไปในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร รวมถึงใช้วัตถุดิบที่ผลิตและจำหน่ายทั่วไปในประเทศ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพร้อมร่วมทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เช่น การปรับระดับความแข็งและความคงรูปของผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้ในงานประเภทอื่นๆ อาทิ การทำเป็นดินปั้นสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องประดับหรือของตกแต่งบ้าน
การพัฒนา Para Dough มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทยได้สูง 5-6 เท่า ถือเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น และเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมการใช้ประโยชน์จากยางพาราไทย ส่งเสริมการยกระดับสินค้าการเกษตรไทยตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ปัจจุบัน สวทช. ได้นำร่องผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Para Dough ต้นแบบแล้วที่ศูนย์หนังสือ สวทช. ในราคา 99 บาท ปริมาณ 240 กรัม หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ http://nstdabookstore.lnwshop.com/p/214 นอกจากผลิตภัณฑ์ Para Dough แล้ว นักวิจัยยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Para Note และ Para Sand ซึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วเช่นกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://www.nstda.or.th/home/news_post/para-plearn/
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ที่
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช.
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4782-4789
E-mail: BDD-IBL@mtec.or.th
รายละเอียดเพิ่มเติม
[1]ตลาดที่ประเทศไทยส่งออกสินค้าประเภทของเล่นเป็นหลัก คือ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.30 ส่วนตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูง คือ เกาหลีใต้ร้อยละ 964.90 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 105.89 และรัสเซียร้อยละ 73.22 โดยสินค้าที่มีการขยายตัวเพิ่มอย่างน่าสนใจ คือ ของเล่นที่มีล้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.58 และของเล่นประเภทอื่นๆ ร้อยละ 20.16 ซึ่งจุดแข็งที่ทำให้ของเล่นไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลคือเป็นผลิตภัณฑ์ของเล่นที่มีความปลอดภัยสูง เป็นของเล่นเสริมพัฒนาการ ได้มาตรฐานสากล และมีคุณภาพของสินค้าที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ขอเชิญสมัครเข้ารับการอบรมเรื่อง “จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Research Ethics)” วันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2565 ผ่านระบบออนไลน์ (หมดเขตรับสมัคร 28 ม.ค. 2565)
การอบรม “จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Research Ethics)”
วันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2565 ผ่านระบบออนไลน์ Cisco Webex Meeting
หลักสูตร ที่นักวิจัยมืออาชีพทุกท่านต้องมี !! ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใดๆ หรือ ส่วนบุคคล !!
เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เกี่ยวกับหลักจริยธรรมพื้นฐาน
เพื่อทบทวนพิจารณาโครงการวิจัย ให้แก่นักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อทราบถึงวิธีปฏิบัติในการยื่นข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อขอรับการพิจารณารับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
เพื่อทราบบทบาทหน้าที่ของนักวิจัยและการดำเนินการหลังได้รับการรับรองด้านจริยธรรมการวิจัย
สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 ด่วน!! รับจำนวนจำกัด 60 คนเท่านั้น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.career4future.com/hre65
หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ คุณอริสรา โทร. 095-764-9803
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมมือพันธมิตรวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศ
(15 ธันวาคม 2564) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้าทีมวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมา รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.วิศิษฎ์ คชสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบต้า เอ็นนเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด นายวสันต์พรรษ ภูริณัฐภูมิ R&D Engineering Director บริษัท จีพี มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ดร.ธงชัย จินาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด นายฉัตรชัย ลอยบัณดิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายสมศักดิ์ ปรางทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ นายฉันทกร เดวิชญ์ กริดวิชญยาการ ประธานผู้บริหาร บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด
ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ทุนวิจัยร่วมจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อวิจัยและพัฒนา แพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศ โดยมี รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นประธานเปิดงาน และสักขีพยาน
ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้าทีมวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. หัวหน้าโครงการ ได้กล่าวรายงานถึงที่มาและขอบเขตของโครงการว่า โครงการนี้มีเป้าหมายในลดข้อจำกัดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทางทั่วโลกกำลังผลักดัน โดยเฉพาะการใช้งานในรูปแบบมอเตอร์ไซต์ที่มีการใช้งานในประเทศไทยถึงกว่า 21 ล้านคัน โดยต้องการดำเนินการการวิจัยและพัฒนารูปแบบเพื่อลดภาระทางต้นทุนของผู้ผลิตและข้อจำกัดด้านการใช้ของผู้ใช้งานมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะด้านการบำรุงรักษาและด้านระยะเวลาการชาร์จซึ่งจะส่งผลต่อความสะดวกและต้นทุนของการถือครอง โดยโครงการนี้เป็นการดำเนินการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้ในการพัฒนารูปแบบของแพ็กแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้แบบมาตรฐานหรือแพล็ตฟอร์มของแพ็กแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานในมอเตอร์ในมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และสามารถชาร์จได้กับผู้ให้บริการหลายสถานี เพื่อให้เกิดความสะดวก คุ้มค่าในการใช้งาน ลดภาระของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงง่ายในการจัดการหลังสิ้นอายุขัย โดยในโครงการแบ่งการดำเนินการงานออกเป็น 4 ขอบเขต ได้แก่ (1) การร่วมกำหนดแพลตฟอร์มแบตเตอรี่แพ็กแบบสับเปลี่ยนได้ที่เหมาะสมสำหรับมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศไทย กับผู้ร่วมโครงการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2) การพัฒนา ดัดแปลง และปรับปรุง แพ็กแบตเตอรี่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จและระบบกับผู้ผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ไซต์ และผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (3) การทดสอบการต้นแบบตามมาตรฐานและในการใช้งานจริง (4) สรุปผลและข้อเสนอแนะทั้งในด้านการกำหนดมาตรฐาน กฎระเบียบ ข้อบังคับ และ นำเสนอรูปแบบธุกิจที่เหมาะสมกับการให้บริการระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผลของการดำเนินโครงการฯ จะนำมาซึ่งบทสรุปเบื้องต้นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคส่วนการผลิต และการให้บริการในอนาคต
รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย บพข. และประธานเปิดงานกล่าวว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐถึง 3 หน่วย และเอกขนอีกถึง 6 หน่วยงานผ่านโครงการให้ทุนวิจัยของบพข. ซึ่ง บพข. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่จัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการ ทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการให้บริการด้านคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ การให้ทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ อาทิ SMEs และภาคอุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ และการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยภาครัฐ และภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อการสนับสนุนที่ บพข. มุ่งเน้น และคาดหวังว่าโครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศจะประสบความสำเร็จ สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพ และเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ในประเทศไทยได้ต่อไป
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและเป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการดำเนินการในโครงการนี้ กล่าวว่า ทาง สวทช. มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศด้านการไปสู่ carbon neutrality ผ่านศักยภาพด้านการวิจัยพัฒนาด้านยานยนต์สมัยใหม่ทั้งด้านแบตเตอรี่และยานยนต์ โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม ซึ่งโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือนี้ มองเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมไปกับการพิจารณาการจัดการในภาพรวมของการใช้เทคโนโลยีในการยกระดับการให้บริการระบบประจุไฟฟ้าสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการผลิตในระดับ 360,000 คันในอีกสี่ปีข้างหน้า และในระดับ 675,000 คันในปี 2030 โดยนำเสนอเทคโนโลยีการประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน ที่มีความรวดเร็ว คล่องตัว และตอบสนองความต้องการการใช้งานได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งในมุมของการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบประจุไฟฟ้า ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตและให้บริการอีกด้วย จะเห็นได้จากแนวความคิดในการพัฒนาระบบร่วมกันระหว่างผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน และผู้ให้บริการระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน ที่มีความหลากหลาย มาร่วมมือกันพัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดรูปแบบการผลิตและให้บริการที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ทั้งนี้โครงการฯ มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาชิ้นส่วนสำคัญในระบบแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และสร้างเทคโนโลยีแพล็ตฟอร์มมาตรฐานสำหรับแพ็กแบตเตอรี่ที่มีคุณลักษณะสามารถสับเปลี่ยนได้ในหลายรูปแบบของการใช้งาน จากการดำเนินการโครงการฯ คาดหวังว่าจะเป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนาแพลตฟอร์มการประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน ที่จะถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย และหากประสบความสำเร็จคาดหวังว่าจะขยายไปถึงในระดับภูมิภาคต่อไป
ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมา รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม รวมทั้งให้ความสำคัญทางด้านวิจัยที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นของคณาจารย์ที่เป็นองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมทั้งการให้การสนับสนุนงบประมาณ และมีการจัดตั้งหน่วยงานวิสาหกิจเพื่อให้คณาจารย์รุ่นใหม่ได้ร่วมกันทำวิจัยเพื่อการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง หนึ่งในหน่วยงานที่เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยฯ คือ โรงงานต้นแบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณอุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความพร้อมในการการผลิตต้นแบบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ สามารถทดสอบเซลล์แบตเตอรี่ตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการผลิตและทดสอบแพ็กแบตเตอรี่ ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะการร่วมพัฒนาและผลักดันแพลตฟอร์มแบตเตอรี่แพ็กแบบสับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นภายใต้โครงการฯ
รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษา มุ่งมั่นจะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ซึ่งปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ เองได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE เพื่อสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไทย สำหรับการเข้าร่วมโครงการการวิจัยนี้ทางทีม มจธ. เป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบและพัฒนาระบบแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหวังว่าผลลัพธ์ของโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศได้เป็นอย่างดี และ มจธ. เองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนบุคลากรและองค์ความรู้ที่มี เพื่อให้โครงการฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ และสร้างผลกระทบที่ดีให้กับ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นายฉันทกร เดวิชญ์ กริดวิชญยาการ ประธานผู้บริหาร บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนา โซลูชันด้านสมาร์ทกริด ที่ปรึกษาทางวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน บริษัทฯ สะสมประสบการณ์และพัฒนาความเชี่ยวชาญจากการการผสมผสานการออกแบบ UX สมัยใหม่ การบูรณาการเชื่อมต่อระบบ งานวิจัยและงานพัฒนาโซลูชันที่ยอดเยี่ยมในด้านวิศวกรรมไฟฟ้าพลังงานและเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบไมโครกริด สำหรับทั้งระบบไฟฟ้าในรูปแบบโครงสร้างเดิมและโครงสร้างไฟฟ้ากระจายศูนย์กลางรูปแบบใหม่ รวมถึงโซลูชันในด้านระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทนและแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ หนึ่งในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ คือ ระบบนิเวศครบวงจรพร้อมแพลตฟอร์มเครือข่ายระบบประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และเครือข่ายสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าในชื่อ “PUMPCHARGE” ระบบนิเวศปั๊มชาร์จเป็นศูนย์กลางระบบบริหารจัดการและคลังข้อมูลขนาดใหญ่ สำหรับข้อมูลออนไลน์และออฟไลน์ที่เกี่ยวข้องกับสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศไทย บริษัทฯ มีความยินดีที่จะร่วมพัฒนาโปรโตคอลการสื่อสาร พัฒนาเครื่องสลับแบตเตอรี่แนวคิดใหม่ และทดสอบแพลตฟอร์มโครงข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ ภายใต้โครงการฯ
ดร.ธงชัย จินาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “i-motor” ปัจจุบันมีการผลิตมากกว่า 10 รุ่น โดย บริษัทฯ ตั้งเป้าผลิตล็อตแรก 1,000-2,000 คัน/เดือน คาดความต้องการจะเพิ่มใน 5-6 เดือน และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 8,000 คัน/เดือน โดยใช้หุ่นยนต์ AI ช่วยประกอบรถต้นแบบในโรงงานที่ชลบุรีก่อนย้ายไปที่ย่านบางนา และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มีสัดส่วนใช้วัตถุดิบในการผลิตจากในประเทศสูงถึง 85% และมีแนวคิดในการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่สมันใหม่ อาทิ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นกราฟีนแบตเตอรี่ (Graphene battery) และออร์แกนิกเซลล์แบตเตอรี่ (Organic cell battery) การประจุแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน การชาร์จแบตเตอรี่ด้วยโซลาร์เซลล์ และชาร์จแบบไร้สาย ซึ่งอยู่ใน motor hub ครบวงจรทั้งสำหรับรถ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ซึ่งบริษัทฯ มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทฯ และร่วมทดสอบแพลตฟอร์มการประจุไฟฟ้า ภายใต้โครงการฯ
นายสมศักดิ์ ปรางทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเกิดอุตสาหกรรมการผลิตและให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนาในกลุ่มของรถโดยสารไฟฟ้า เรือไฟฟ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ กฟผ. เองมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ “ENGY” ที่มีเป้าหมายการใช้งานเบื้องต้น จำนวน 51 คัน เตรียมส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ใน 19 พื้นที่ รอบเขตเขื่อน และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. พร้อมเปิดสถานีเปลี่ยนสลับแบตเตอรี่ไฟฟ้าอีก 3 สถานี รองรับการใช้งาน ส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้พลังงานสะอาด กฟผ. มีความยินดีเข้าร่วมและสนับสนุนการดำเนินการภายใต้โครงการฯ และร่วมทดสอบแพลตฟอร์มการประจุไฟฟ้า ภายใต้โครงการฯ
นายฉัตรชัย ลอยบัณดิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท บางจากฯ มีความตระหนักในด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มีการลงทุนนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากทั่วโลกเข้ามายกระดับธุรกิจ และยังสนับสนุนให้เกิดแนวคิดการดำเนินธุรกิจพลังงานสีเขียวในรูปแบบใหม่ๆ หนึ่งในการส่งเสริมนั้น คือ Winnonie ซึ่งเป็นนวัตกรรมธุรกิจพลังงานสีเขียว เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันประกอบกิจการในนาม บริษัท วินโนหนี้ จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และ ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มให้บริการจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Motorbike Sharing Platform) พร้อมเครือข่ายสถานีบริการสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจทุกสาขาอาชีพ มีความยินดีเข้าร่วมและสนับสนุนการดำเนินการภายใต้โครงการฯ ในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาแพลตฟอร์มแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน และการร่วมทดสอบแพลตฟอร์มการประจุไฟฟ้า ภายใต้โครงการฯ
นายวสันต์พรรษ ภูริณัฐภูมิ R&D Engineering Director บริษัท จีพี มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สัญชาติไทย ภายใต้แบรนด์ “GPX” มีแนวทางในการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาด สิ่งแวดล้อม และการ disrupt ของ supply chain จึงมีแผนที่จะเปิดตัวและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในอนาคตอันใกล้ และบริษัทฯ เองก็มีแนวคิดในการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ให้เหมาะสกับบริบทการใช้งานของกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และขยายตลาดไปสู่ระดับโลก ต่อไป บริษัทฯ มีความยินดีจะสนับสนุนแนวคิดการประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยายนต์ไฟฟ้าในกลุ่มเฉพาะ และยินดีที่จะร่วมดัดแปลงต้นแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทฯ ให้สามารถทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ และระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการฯ
ดร.วิศิษฎ์ คชสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบต้า เอ็นนเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท ทัสโก้ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้นำธุรกิจด้านพลังงาน ได้ลงนามสัญญาซื้อขายเทคโนโลยีผลิตเซลล์ลิเทียมไอออนแบตเตอรี่ชนิด NMC (นิเกิล แมงกานีส โคบอลต์) ซึ่งเป็นนวัตกรรมแหล่งกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ทรงประสิทธิภาพจาก บริษัท New Resources Technology Pte. Ltd. ประเทศสิงคโปร์ โดยคาดหวังว่า จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาการผลิตแหล่งกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อรองรับการพัฒนาการผลิตยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่คาดว่าจะมีการนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต และ บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมดำเนินโครงการฯ ในฐานะ ผู้ออกแบบและผลิตต้นแบบแบตเตอรี่แพ็กสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมทดสอบการทำงานของแบตเตอรี่แพ็ก อีกทั้งยังจะร่วมทดสอบแพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการฯ อีกด้วย
การร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศ มีความคาดหวังว่าจะเป็นความร่วมมือการทำงานในลักษณะเครือข่ายขนาดใหญ่ ของผู้ผลิตและผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและแฟลตฟอร์มการประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยน ที่มีข้อตกลง เห็นพ้องต้องกัน ด้วยเหตุและผลในทางวิชาการ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและให้บริการ รวมถึงสร้างระบบนิเวศน์ที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเกิดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยตามนโยบายภาครัฐ ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
พม. สวทช. ร่วมกับ สสส. พัฒนาแพลตฟอร์ม “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว” ช่วยคนพิการ-ผู้สูงอายุ ลดพึ่งพาผู้อื่น พร้อมขยายพื้นที่ จัดการเมืองยั่งยืน Inclusive City
(13 ธ.ค. 64) ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “แพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ” เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้สูงอายุในสังคมไทย ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Line Chatbot เมืองใจดีเที่ยวทุกวัย ภายใต้แนวคิด “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว”
โดยมี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล องค์กรคนพิการ ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน
นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม) โดยกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) ได้รับทุนสนับสนุน จากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนิน “โครงการให้บริการ ฐานข้อมูลและช่องทางการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อ ทุกคน” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานที่สาธารณะที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ และผู้สูงอายุ ผ่านแพลทฟอร์ม Line Chatbot เมืองใจดี เที่ยวทุกวัย ภายใต้แนวคิด “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว” เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ประโยชน์ในการปรับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพเพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ผู้ที่ร่วมส่งข้อมูลและภาพถ่ายสถานที่สาธารณะที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุผ่าน Line Chatbot ดังกล่าวจะได้รับคะแนนสะสมเพื่อแข่งขันชิงเงินรางวัลและโล่ประกาศเกียรติคุณ จำนวนทั้งสิ้น 13 รางวัล และรางวัลสูงสุด 20,000 บาท โดยเริ่มต้นกิจกรรมนี้ ในวันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2564 ถึง วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 รวมระยะเวลาในการสะสมคะแนน จำนวน 70 วัน
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสได้นำเทคโนโลยี นวัตกรรม ของ สวทช. มาต่อยอดประยุกต์ใช้งานให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งแพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue ที่พึ่งได้รับ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2560 โดยมีการรับแจ้ง ปัญหาไปแล้วมากกว่า 18,445 ครั้ง จาก 1,903 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมถึงการรับแจ้งภัยพิบัติ 15 ประเภทของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย แจ้งปัญหา ทุจริตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ในโอกาสนี้ Traffy Fondue ถูกนำมาต่อยอดเพื่อขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าของพื้นที่ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สามารถร่วมกันเพิ่มข้อมูลสิ่งอำนวย ความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ตนเองพบเจอหรือเป็นเจ้าของ ผ่าน LINE OA jaidee city โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติม ระบบสามารถพูดคุย เพื่อรับข้อมูลสิ่งอำนวยสะดวกได้โดยอัตโนมัติ และประมวลผลเป็นฐานข้อมูล สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุของประเทศ ซึ่งสามารถดูได้ ที่ http://ud.traffy.in.th ที่มีชีวิตสามารถเพิ่ม ลด และปรับปรุงให้ทันสมัย ได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ทุกคนสามารถค้นหา เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคตเราหวังจะเปิดให้นักพัฒนาสามารถ เข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อสาธาณะในวงกว้างยิ่งขึ้น
เนคเทค สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐนำนวัตกรรมพร้อมใช้นี้ ไปประยุกต์ใช้งานเพื่อให้บรรลุพันธกิจ ของหน่วยงานและเป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ในการนี้ หากหน่วยงานของท่านหรือหน่วยงานอื่น มีความสนใจนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้ประโยชน์ในการสำรวจและสร้างฐานข้อมูลในภารกิจอื่น เนคเทค สวทช. ยินดีให้ร่วมมือ เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. จับมือ ส.อ.ท. พร้อมพันธมิตรเอกชนร่วมยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแพลตฟอร์มสารสนเทศขั้นสูงพร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)
13 ธันวาคม 2564 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ(มทร.กรุงเทพ) และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC–ACE 2021) ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” มุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services”
เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม ไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายเพื่อแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและประยุกต์ใช้งานได้จริงในสายการผลิต พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0
รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า อุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคเศรษกิจของไทย แต่ในช่วงที่ผ่านกลับเติบโตช้าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสามารถด้านแข่งขันและความเข้มข้นของการใช้เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทย ประกอบกับสถานการณ์จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อการแข่งขันภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย บวกกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับสายการผลิตเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ในปัจจุบันได้เข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ตามแนวทางการพัฒนาประเทศ Thailand 4.0 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 10-40 % และสร้างรายได้ 10-20 % แต่ผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ อุตสาหกรรม 4.0
จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME ให้สามารถยกระดับองค์กรให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ พร้อมรองรับการเข้าสู่ยุคความปกติใหม่หลัง COVID-19 ขึ้น อย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวทางบันได 3 ขั้น คือ 1.การประเมินความพร้อมในปัจจุบัน และการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องดำเนินการตามทิศทางของธุรกิจ (Initiation) 2.การจัดทำแผนดำเนินการและการจัดหาเทคโนโลยีโซลูชั่น (Solutioning) 3.การติดตั้งเทคโนโลยีโซลูชั่นและการประยุกต์ใช้งานในโรงงาน (Implementation & Operation) เมื่อภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถประเมินความพร้อมได้ จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจำนวนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณากำหนดนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในการยกระดับความพร้อมของสถานประกอบการให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการพัฒนากำลังคนอุตสาหกรรม และการพัฒนา Technology Solution Provider/System Integrator (SI) ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการ ในการยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ต่ำลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศอีกด้วย
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการของเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC - ACE 2021) ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการส่งมอบผลงานให้กับประเทศไทย เป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย การสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศและเครือข่ายพันธมิตร โดยในปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายและพันธมิตรที่สำคัญ คือ ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน
ซึ่งปีนี้ เนคเทค สวทช. ได้จับมือร่วมกับพันธมิตรสำคัญได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และผู้สนับสนุนการจัดงานจากภาคเอกชน 8 องค์กร ภาครัฐ 1 องค์กร ร่วมกันจัดงานในรูปแบบออนไลน์ มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 13-16 ธันวาคม 2564 และมีพิธีเปิดงาน ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” โดยมุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services” เพื่อแสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมในยุคดิจิทัลที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0 เป็นสำคัญ รวมทั้ง
ภายในงานจะมีการนำเสนอองค์ความรู้จากผลงานวิจัยของเนคเทค และผลงานที่ร่วมกับพันธมิตร มานำเสนอในรูปแบบการสัมมนาวิชาการ และการจัดนิทรรศการแบบOnline โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผล งานและบริการที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล เพื่อแสดงศักยภาพและเทคโนโลยีจากภาครัฐและเอกชนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาค อุตสาหกรรม และนำเสนอความก้าวหน้าทางวิชาการทางด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิสก์ และสารสนเทศขั้นสู โดยในปีนี้จะมีการจัดงานในรูปแบบ Online มีระยะเวลาจัดงาน 4 วัน , มี 4 Keynote , 17 หัวข้อสัมมนา, 50 บูธนิทรรศการ, 10 ห้องเจรจาธุรกิจ ที่สำคัญ คือ Virtual Exhibition ทั้ง 50 บูธ ยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปรับชมและศึกษาข้อมูลได้ตลอด 3 เดือนภายหลังวันจัดงาน
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 35 ปี ในการก่อตั้งเนคเทค สวทช. ได้สะสมองค์ความรู้และผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์สำคัญ โดยมุ่งเน้นสร้างฐานรากเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงให้กับประเทศ ที่ผ่านมาได้ส่งมอบผลงานในหลายด้าน อาทิ AIFORTHAI, KidBright, NETPIE2020, HandySense Smart Farming Open Innovation, Open-D และในวันนี้สิ่งหนึ่งที่เนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ประกอบกับมีโจทย์สำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปี 2564 เนคเทค สวทช. จึงส่งมอบ Smart Factory Platform ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภายใต้แผนพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จึงมีโอกาสขยายต่อยอดเพื่อประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมทุกระดับต่อไป พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0”
ภาคอุตสาหกรรมจะได้เตรียมความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมอุตสาหกรรม 4.0 คือ การรู้จักตัวเองด้วยดัชนีชี้วัดความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 (Thailand I4.0 Index) ช่วยในการสนับสนุนตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นกระบวนการการประเมินศักยภาพความพร้อมของผู้ประกอบการ โรงงาน เเละบริษัท โดยทำการลำดับการปรับปรุงโรงงานในด้านต่าง ๆ เมื่อภาคอุตสาหกรรมมีความเข้าใจก็สามารถเริ่มต้นง่ายๆ เพื่อก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในราคาที่จับต้องได้ ด้วยแพลตฟอร์ม IDA หรือ Industrial IoT and Data Analytics Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไอโอที(IoT) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักรการผลิตและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์พลังงานให้ดีที่สุด”
นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ ส.ท.อ. พร้อมพันธมิตร ร่วมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ณ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ
SMC ช่วยปลดล็อกปัญหาในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการทั้ง 5 ด้าน 1) การประเมินความพร้อมของโรงงาน ว่ามีประเด็นใด ที่ต้องพัฒนาไปสู่ industry 4.0 ด้วย Thailand I4.0 Index 2) การพัฒนากําลังคนร่วมกับพันธมิตรเพิ่มทักษะรองรับการเปลี่ยนแปลง 3) การเลือกใช้เทคโนโลยีและการให้คําปรึกษาเรื่องแหล่งเงินทุนรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับอุตสาหกรรมการผลิตแบบ One Stop Shop 4) ให้บริการแพลตฟอร์มพื้นฐาน เพื่อตอบโจทย์โรงงานขนาดเล็กและกลางที่มีเงินลงทุนจำกัด 5) ให้บริการเครื่องมือทดสอบ (Testbed) เบื้องต้นสามารถเข้ามาใช้บริการศูนย์การเรียนรู้ SMC Learning Center เพื่อเรียนรู้และรับบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สามารถรับคำแนะนำจากบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 ในด้านต่างๆ กว่า 100 ท่าน
(more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
สตาร์ทอัพร่วมทุนไทย-จีน “Cannabi Biotech” เสริมแกร่งธุรกิจสุขภาพการแพทย์ไทยสู่ศูนย์กลางบริการด้านการแพทย์ของโลก
บริษัท Cannabi Biotech เป็นบริษัท NSTDA Startup ก่อตั้งภายใต้โครงการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นบริษัทที่ร่วมลงทุนโดยบริษัท Cannabi Biosciences ประเทศจีน และ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่ สุขภาพ และ การพัฒนายาใหม่ เพื่อดึงเงินลงทุนจากประเทศจีนอีกทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้านการแลกเปลี่ยนงานวิจัย นวัตกรรม การตลาด
เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ที่ผ่านมาบริษัท Cannabi Biotech ได้ให้การสนับสนุนด้านทุนวิจัยแก่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในหลายโครงการวิจัย อีกทั้งพัฒนาความร่วมมือด้านการต่อยอดการตลาดในระดับนานาชาติให้แก่บริษัท SMEs ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ-มหาวิทยาลัยนเรศวรและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในปีหน้าบริษัท Cannabi Biotech และ Cannabi Biosciences ได้เซ็นต์สัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท VividKorea ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลีในการดำเนินธุรกิจด้านคลินิกความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบริการด้านการแพทย์ของโลก และ Waza Internation Group ในการนำเงินลงทุนจากประเทศจีนเพื่อเน้นธุรกิจด้านคลินิกเสริมความงามและชะลอวัย และ นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่าง Waza International Group, Cannabi Biotech และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้าน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการนำส่งแบบ Atomization ให้แก่ประเทศไทยและประเทศจีนเพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันในตลาดโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์


