ผลการค้นหา :
FleXARs นวัตกรรมฟิล์มป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) เนคเทค สวทช. พัฒนา FleXARs ฟิล์มป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต เป็นชั้นฟิล์มพอลิเมอร์ที่สร้างด้วยวัสดุที่มีค่าพลังงานเชิงผิวต่ำ มีสมบัติน้ำและน้ำมันไม่เกาะแบบยิ่งยวด (Superamphiphobic surface) ที่สามารถป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต(Antifouling film)บนพื้นผิววัสดุต่างๆได้ (Antifouling surface) มีชั้นกาวด้านหลังเพื่อให้สามารถแปะและยึดติดกับผิววัสดุ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้งานทางการแพทย์ งานทางทะเล และพื้นผิววัสดุในระบบขนส่งมวลชนและพื้นที่สาธารณะได้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
‘ฟู้ดแฟคเตอร์’ ผนึก ‘เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช.’สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ
(7 ตุลาคม 2565) เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และ บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมอาหาร ร่วมกันแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรมและนวัตกรด้านอาหาร โดยมี ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. และนายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ร่วมแถลงข่าว เพื่อให้เกิดการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมด้านอาหารของประเทศเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีนโยบายให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยนำความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการเกษตรและอาหารให้สามารถดำเนินงานได้ดีและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิต การส่งออก การสร้างผู้ประกอบการ การจ้างงาน รวมถึงการใช้วัตถุดิบภายในประเทศโดยมีการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมในห่วงโซ่อุปทานจากทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ตอัป เกษตรกร และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย สวทช. มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีการค้าโลก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. กล่าวว่า เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis เป็นหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นและมีความเชี่ยวชาญในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของประเทศผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศ ผ่านการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (one stop service) และ Service Platform เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม ของเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร ได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
“เมืองนวัตกรรมอาหาร ได้ดำเนินงานร่วมกันกับบริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ปีนี้เป็นปีที่ 4 ในการสนับสนุนด้านนวัตกรรมอาหาร ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการพัฒนาศักยภาพนวัตกรด้านอาหารทุกระดับ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่ทันสมัยระดับโลก ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ โครงการประกวดนวัตกรรมอาหาร ภายใต้โครงการ Food Innopolis Innovation Contest การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหาร ภายใต้ โครงการ PADTHAI และอื่นๆ ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม”
ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ความร่วมมือในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรม และนวัตกรด้านอาหาร มีวัตถุประสงค์หลัก 6 ข้อ ได้แก่ 1.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนา รวบรวม และบริหารจัดการองค์ความรู้ ด้านนวัตกรรมอาหารของไทย นวัตกรรมอาหารท้องถิ่น รวมถึงนวัตกรรมอาหารคุณค่าสูง ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. สร้างนวัตกรในทุกระดับให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในด้านการคิดค้นและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้านอาหารที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 3. ส่งเสริมและสนับสนุน การคิดค้น พัฒนา และยกระดับนวัตกรรมอาหารของไทย ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 4. ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มความแข็งแกร่งของเครือข่ายนวัตกรรมในอุตสาหกรรมด้านอาหารของประเทศไทย 5. ส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างโอกาสและต่อยอดทางธุรกิจ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในห่วงโซ่คุณค่าของนวัตกรรมอาหาร และ 6. ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านอุตสาหกรรมอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมอาหารของประเทศ
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศแข็งแรงมากขึ้น สามารถส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมอาการของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลได้ ส่งผลถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ด้าน นายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ฟู้ดแฟคเตอร์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ทั้งคิดค้น ผลิต และจัดจำหน่าย อีกทั้งยังเตรียมพร้อมนวัตกรรมด้านอาหารใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างยั่งยืนโดยมีเป้าหมายหลัก F 3 ตัว คือ “Food – Form – Future” โดยเริ่มจาก “Food” ซึ่งเป็นเสาหลักของบริษัทที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก โดยบุญรอดฯ เริ่มทำธุรกิจอาหารจากร้านอาหาร ซึ่งจากเป้าหมายใหญ่ด้านอาหารเมื่อหลายสิบปีก่อนมาสู่ “Form” ขยายธุรกิจด้านอาหารในเครือของบุญรอดเข้าด้วยกัน มาเป็น Food Factors ที่เป็น Integrated Food Business ธุรกิจอาหารครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมุ่งมั่นที่จะ Form ธุรกิจด้านอาหารให้แข็งแกร่งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง Form ผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ รวมถึง Form พันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา Startup SMEs ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อ Connect Ecosystem ของบุญรอดเข้ากับ Ecosystem อื่น ๆ ที่กว้างขึ้น และเป็นธุรกิจอาหารครบวงจร อย่างแท้จริง
และตัวสุดท้าย “Future” อนาคต คือ นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของทั้งวิถีชีวิตผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องเตรียมพร้อมนวัตกรรมด้านอาหารใหม่ ๆ อย่างจริงจัง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องยกระดับ Food Innovations Center (FIC) ศูนย์นวัตกรรมด้านอาหารของเราเอง ต้องทำ Open Innovation สร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม รวมถึงต่อยอดธุรกิจ โดยร่วมมือพันธมิตรอย่าง Food Innopolis และ สวทช. ผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมและนวัตกรด้านอาหาร
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมด้านอาหารของประเทศเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
############
ข่าวประชาสัมพันธ์
FOODe’ care น้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ปลอดภัยสำหรับอาหาร
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พัฒนา FOODe´care ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างสารพิษและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ปลอดภัยทางอาหาร เป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ ผลิตขึ้นจากธรรมชาติที่ได้จากชุด ENcase system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการกระตุ้นน้ำเกลือ ผลิตและปรับสภาพ จนเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) เป็นองค์ประกอบหลัก มีประสิทธิภาพในการล้างสารพิษและฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อโรคที่พบส่วนใหญ่ในอาหาร
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
Prolifera นวัตกรรมแผ่นแปะปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน
นักวิจัยศูนย์นาโนเทค พัฒนา Prolifera แผ่นแปะปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยี ไมโครนีดเดิล หรือเข็มจิ๋ว ทำงานด้วย แนวคิด microninjury โดยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังทำให้ผู้ใช้ไม่มีความเจ็บปวด และช่วยให้ผิวฟื้นฟูตามกระบวนการธรรมชาติ
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
อร่อยสมจริง! ‘กินใจ (GIN Zhai)’ เนื้อไก่จากโปรตีนพืช
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชคือหนึ่งในนวัตกรรมอาหารที่มาแรงในช่วงปีนี้ และคาดว่ามูลค่าตลาดโลกจะเติบโตถึง 3 แสนล้านบาทภายในปี 2568 เพราะนอกจากจะเป็นโปรตีนทางเลือกที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำยังทำให้นักวิจัยสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความสมจริงทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติในราคาที่ย่อมเยาได้อีกด้วย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับบริษัทเอกชนผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เนื้อไก่จากโปรตีนพืช (Plant-based Chick)” ที่พร้อมวางจำหน่ายให้ประชาชนได้ลิ้มลองรสชาติแล้ว
[caption id="attachment_36851" align="aligncenter" width="700"] ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า เอ็มเทคให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์มาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารเคี้ยว กลืน และย่อยง่ายสำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช ซึ่งล่าสุดเอ็มเทคได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเนื้อไก่จากโปรตีนพืช หรือ ‘Ve-Chick’ ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 3 ราย รายแรกคือ โรงงานรับจ้างผลิต (OEM) อาหารทางเลือก รายที่สองคือ บริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด บริษัทสตาร์ตอัปด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในปีหน้า และล่าสุดรายที่สามคือ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด ที่พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์ ‘GIN Zhai (กินใจ)’ ให้ผู้บริโภคได้ทดลองรับประทานโปรตีนจากพืชแล้วในวันนี้
จุดแข็งสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีการผลิตเนื้อไก่จากโปรตีนพืชหรือ ‘Ve-Chick’ เป็นที่หมายตาของผู้ประกอบการตั้งแต่การเปิดตัวเทคโนโลยีในช่วงต้นปี 2564 คือ ‘เทคนิคการจัดเรียงโครงสร้างให้ได้ลักษณะเส้นใยคล้ายกับเนื้อจริง’
[caption id="attachment_36852" align="aligncenter" width="700"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบโครงสร้างอาหารมาผสานเข้ากับความรู้ด้านคุณสมบัติของโปรตีนจากถั่วเหลือง เพื่อออกแบบ ‘การจัดเรียงโครงสร้างของอาหารให้ออกมามีลักษณะเป็นเส้นใย’ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัมผัสและรสคล้ายเนื้อไก่จริง โดยผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิดที่ทีมพัฒนา คือ ผลิตภัณฑ์ Precook เนื้อไก่ขึ้นรูปที่ผ่านการปรุงรสเป็นเมนูอาหารแช่แข็งต่างๆ และผลิตภัณฑ์ Premix ที่ผู้บริโภคสามารถนำผงวัตถุดิบมาตีผสมกับน้ำและน้ำมันเพื่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อไก่ได้ตามปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้ยังมีจุดแข็งคือผง Premix (ผลิตภัณฑ์ก่อนผสม) เก็บรักษาได้นานเป็นปีโดยไม่ต้องแช่แข็ง ทำให้ผู้ผลิตอาหาร อาทิ ร้านอาหาร หรือผู้ให้บริการแคเทอริง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พื้นที่จัดเก็บ และการทิ้งอาหารที่มากเกินความต้องการได้เป็นอย่างดี
“ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick เป็นโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยจากฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ไม่มีคอเลสเตอรอล และปราศจากกลูเตน (เฉพาะผลิตภัณฑ์ Premix) ที่สำคัญวัตถุดิบตั้งต้นส่วนใหญ่มีการผลิตภายในประเทศ ทำให้การผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้มีราคาย่อมเยา” ดร.กมลวรรณ กล่าวเสริม
[caption id="attachment_36850" align="aligncenter" width="700"] Ve-Chick เมนูไก่ย่าง[/caption]
[caption id="attachment_36848" align="aligncenter" width="700"] Ve-Chick เมนูแกงกะหรี่ไก่ทอด[/caption]
วันนี้เนื้อไก่จากโปรตีนพืช ‘Ve-Chick’ โดยนักวิจัยเอ็มเทคจะอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์ GIN Zhai (กินใจ) ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำเอาความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายอาหารเจมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารต่างๆ ให้นักชิมได้ลิ้มลอง
[caption id="attachment_36853" align="aligncenter" width="700"] ธนินท์รัฐ เมธีวัชรรัตน์ กรรมการ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด[/caption]
ธนินท์รัฐ เมธีวัชรรัตน์ กรรมการ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด เล่าว่า บริษัทมีประสบการณ์ด้านการผลิตและจำหน่ายอาหารเจมากว่า 20 ปี จึงมีความมั่นใจในด้านการรังสรรค์เมนูอาหารต่างๆ ให้ถูกใจผู้บริโภค เมื่อเอ็มเทคเปิดตัว ‘Ve-Chick’ บริษัทจึงไม่รอช้าคว้าโอกาสในการขยายตลาดอาหารเจทันที
“ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของอาหารเจอาจไม่ได้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพนัก เพราะภาพที่ใครหลายคนนึกถึงมักเป็นผัดผักน้ำมันเยิ้ม หรือผัดหมี่ที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบปริมาณมาก แต่ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช เหมาะกับผู้รักการลิ้มรสอาหารอร่อยและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เป็นอาหารทางเลือกเมนูใหม่ให้ผู้คนหันมาเปิดใจรับประทานอาหารเจมากยิ่งขึ้น ในวันนี้บริษัทพร้อมเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช คือ ‘กินใจ แพลนต์เจ พรีคุก (GIN Zhai Plant J - PreCook)’ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืชที่ขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อรูปแบบต่างๆ เช่น น่องไก่ ชิ้นเนื้อไก่ พร้อมให้ผู้บริโภคนำไปปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์ ‘กินใจ แพลนต์เจ พรีมิกซ์ (GIN Zhai Plant J – PreMix)’ ผลิตภัณฑ์รูปแบบผงสำหรับนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้บริโภคปรุงแต่งรสชาติ เติมสารอาหาร และขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อได้ตามต้องการ ช่วยเพิ่มสีสันในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ GIN Zhai Plant J เพื่อลิ้มลองรสชาติความอร่อยได้แล้วผ่าน 7-11 Delivery App ราคาเริ่มต้นเพียง 59 บาทเท่านั้น”
[caption id="attachment_36849" align="aligncenter" width="700"] กินใจ แพลนต์เจ พรีคุก (GIN Zhai Plant J - PreCook)[/caption]
นอกจาก 2 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว บริษัทยังได้เปิดตัวแฟรนไชส์ ‘GIN Zhai’ คีออสจำหน่ายอาหารจาก GIN Zhai Plant J และ GIN Zhai จากพืชในรูปแบบพร้อมรับประทาน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดคีออสจำนวน 100 สาขา ภายใน 1 ปีหลังจากนี้ และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมียอดขายผลิตภัณฑ์กินใจ แพลนต์เจ ทั้ง PreMix และ PreCook 200 ล้านบาท ภายในปี 2567
[caption id="attachment_36855" align="aligncenter" width="500"] GIN Zhai เมนูน่องไก่ทอดเจ จิ้มแจ่ว ข้าวเหนียว[/caption]
[caption id="attachment_36854" align="aligncenter" width="500"] GIN Zhai เมนูเต้าหู้ทอด[/caption]
ธนินท์รัฐ เสริมว่า เป้าหมายของบริษัทไม่เพียงต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยด้วย บริษัทจึงลงพื้นที่สำรวจการเพาะปลูกในประเทศ คัดเลือกเกษตรกรที่เพาะปลูกได้มาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี เพื่อทำสัญญารับซื้อในราคาที่เหมาะสมโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบให้แก่บริษัทวางใจได้ว่าจะไม่ต้องทิ้งผลผลิต และไม่ต้องสู้รบกับราคาจำหน่ายที่ตกต่ำในแต่ละปี
“อยากให้ผู้บริโภคได้ลองพิสูจน์ว่าอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพแบรนด์ ‘GIN Zhai’ อร่อยสมจริงตามคำโฆษณาหรือไม่ครับ” คำทิ้งท้ายของธนินท์รัฐ
ปัจจุบันบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด เปิดรับผู้ลงทุนแฟรนไซส์ร้าน Gin Zhai ทั้งผู้ที่มีทำเลที่ตั้งร้านอยู่แล้ว หรือต้องการให้บริษัทเสนอทำเลให้ รวมถึงรับจัดอาหารแบรนด์ GIN Zhai สำหรับงานเลี้ยงด้วย ติดต่อได้ที่ Facebook: Gin Zhai-กินใจ, Line: @ginzhai หรือโทรศัพท์ 09 4885 9228 และสำหรับผู้ที่ต้องการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ‘Ve-Chick’ หรือขอรับบริการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพติดต่อสอบถามได้ที่เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรือ E-mail: chanitw@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงาน
ผลงานวิจัยเด่น
รัฐบาลชูผลงาน สวทช.ปีงบฯ 64 ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 524 รายการ เป็นอันดับ 1 ของประเทศ-สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ จากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์กว่า 7 หมื่นล้านบาท
วันที่ 5 ตุลาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ผลงานประจำปี 2564 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สวทช. ได้ดำเนินงานวิจัย พัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม และพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อโจทย์ประเทศ โดยมุ่งเน้นเพิ่มการลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากภาครัฐและภาคเอกชน บูรณาการเป็นโจทย์ขนาดใหญ่ร่วมกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบจตุภาคี โดยเน้นฐานเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งเสริม Deep-tech Company และ Inclusive Innovation ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร รวมทั้งดึงดูด Talents เพื่อพัฒนาฐานองค์ความรู้ใหม่ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเพื่อผลักดันและขับเคลื่อน BCG Model ซึ่งได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 - 2570 และผ่านการเห็นชอบจาก ครม. เมื่อ 19 มกราคม 2564 ให้การขับเคลื่อน BCG Model เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ซึ่งผลการดำเนินงาน ของ สวทช. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 724 เรื่อง ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 524 รายการ เป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ 357 รายการ ให้แก่บริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ รวม 333 แห่ง
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานสำคัญเชิงประจักษ์ ได้แก่ การนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาช่วยแก้ไขปัญหาและต่อสู้ต่อการระบาดของโรคโควิด 19 ประกอบด้วย
1) การป้องกัน เฝ้าระวัง และการควบคุมโรคโควิด 19 เช่น ระบบบริการทางการแพทย์ทางไกล (A-MED Telehealth) เพื่อบุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วย Home Isolation แบบทางไกล แอปพลิเคชันเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-Care) บริหารจัดการสุขภาพของพนักงานในบริษัท/โรงงานในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 แบบพ่นจมูก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองในด้านวัคซีนต่อไปได้ในอนาคต
2) การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 เช่น ชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 (NanovCOVID-19 Antigen Rapid Test)
3) การลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 เช่น รถส่งของบังคับทางไกล “อารี” เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัยโควิด 19 เพื่อใช้ขนส่งสัมภาระ ยา อาหาร ให้แก่ผู้ป่วยโควิด 19 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ เปลปกป้อง PETE เปลความดันลบห่อหุ้มร่างกายผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยโควิด 19 นวัตกรรมซิงก์ไอออนสู่ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสู้วิกฤตไวรัส ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่ระคายเคืองผิวหนัง และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
4) การรักษาโรคโควิด 19 เช่น การสังเคราะห์สารตั้งต้นยาฟาวิพิราเวียร์ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบยาต้านโรคโควิด 19 จากต่างประเทศ โดยพัฒนากระบวนการผลิตสารตั้งตันออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมในการผลิตยารักษาโรคโควิด 19 ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยาให้สามารถผลิตยาครบวงจรได้ด้วยตนเอง ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบยาต้านโรคโควิด 19 จากต่างประเทศ
นายอนุชาฯ กล่าวต่อไปว่า สวทช. ยังได้นำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และ AI ในด้านต่าง ๆ ได้แก่
1) ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food) เช่น ปุ๋ยคีเลตเสริมธาตุอาหารพืชทางใบ ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พริกขี้หนูผลใหญ่เกสรตัวผู้เป็นหมัน ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ 22 สายพันธุ์ ทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์พริกลูกผสมที่มีคุณภาพถ่ายทอดให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น
2) ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Health and Wellness) เช่น เครื่องตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้นอัตโนมัติ (8-Life Check) ติดตามความคืบหน้าสุขภาพประชาชนที่เป็นระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) BodiiRay R (บอดีเรย์อาร์) ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เข้ากับการใช้งานในโรงพยาบาลได้ แสดงผลภาพเอกซเรย์ได้ทันที และปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์แบบเดิม นวัตกรรมแผ่นกรองอากาศต้านรา-แบคทีเรีย อนุภาคนาโนที่เคลือบบนแผ่นกรองอากาศในรถยนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อราได้ แผ่นแปะเข็มขนาดไมโครเมตรเพื่อการนำส่งสารผ่านชั้นผิวหนัง เข็มนำส่งสารออกฤทธิ์เข้าสู่ร่างกายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 แห่งเดียวในประเทศไทย
3) ด้านพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ (Energy, Materials and Biochemicals) เช่น ชุดแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานด้านความมั่นคง แพ็กแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและเครื่องชาร์จ มีประสิทธิภาพความจุสูงกว่าเดิม 3 เท่า ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องชาร์จ ลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศ ผ้าเคลือบกราฟีนอัจฉริยะ ผ้าที่มีเทคโนโลยีการเคลือบนาโนคาร์บอน ถ่ายเทความร้อนและควบคุมอุณหภูมิ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย นำมาผลิตเครื่องแบบทางทหารให้แก่กองทัพ เป็นต้น
4) ด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ (Digital and Electronics) เช่น ระบบตรวจหาและวิเคราะห์ข้อมูลอุปกรณ์ชำรุดแบบยืดหยุ่นได้บนคลาวค์คอมพิวติง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนำไปใช้ตรวจและวิเคราะห์ข้อมูลอุปกรณ์ชำรุด เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สูงกว่าวิธีเดิมและใช้ทรัพยากรคำนวณอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ระบบตรวจวัดการสั่นสะเทือนของรถไฟอัจฉริยะแบบฝังตัวบนรถไฟฟ้า บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด นำไปใช้กับรถไฟที่ให้บริการเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง เครื่องกรองอากาศแบบไฟฟ้าสถิต ช่วยบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ดักจับฝุ่นละออง และสร้างอากาศบริสุทธิ์รองรับพื้นที่ที่มีปริมาตรขนาดใหญ่แบบที่เครื่องกรองหรือฟอกอากาศทั่วไปไม่สามารถทำได้ เป็นต้น
นายอนุชาฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สวทช. มีผลงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัยของประเทศ (National S&T Infrastructure : NSTI) เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประเทศ โดยให้บริการด้านเทคนิค วิชาการ ที่มีมาตรฐานด้วยเครื่องมือทันสมัย และด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากล อาทิ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ สนับสนุนการทำวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งเสริมบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิเคราะห์ทดสอบชีวเภสัชภัณฑ์ สารสกัดจากสมุนไพรกัญชา กัญชง ด้วยเครื่องมือขั้นสูงและขยายขอบข่ายการทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติเกี่ยวกับเส้นใยกัญชงและคอมโพสิต เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนากลไกสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น อาทิ สร้างธุรกิจสตาร์ทอัพจากผลงานวิจัยและพัฒนาโดยบุคลากร สวทช. นำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีการจดทะเบียนจัดตั้งสำเร็จ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัทเบรนนิฟิต จำกัด (BrainiFit) บริษัทบิ๊กโก อนาไลติกส์ จำกัด (BICGO) และบริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ขณะที่ผลงานด้านการพัฒนาและสร้างเสริมบุคลากรวิจัย มีการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพให้กับประเทศ ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาในระดับต่าง ๆ 870 คน รวมทั้งสนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศูนย์แห่งชาติ 600 คน
“การดำเนินงานของ สวทช.กับพันธมิตร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 73,692 ล้านบาท รวมทั้งผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการทั้งสิ้น 25,224 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลโดย อว. สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมคนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 ให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในทุกมิติ” นายอนุชาฯ กล่าว
ที่มาของข่าว: https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/60052
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Mastigone สมุนไพรรักษาเต้านมอักเสบในโคนม ทำจาก “ฝาง-ว่านหางจระเข้”
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนา MASTIGONE Milking cow therapy ยาสอดเต้ารักษาโรคเต้านมอักเสบในโคนม ทำจากสมุนไพรธรรมชาติฝางและว่านหางจระเข้ เพื่อช่วยลดความรุนแรงและรักษาโรคเต้านมอักเสบในโคนม เหมาะกับฟาร์มปศุสัตว์ที่ต้องการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ช่วยลดปัญหาคุณภาพนมโคที่อาจได้รับจากยาปฏิชีวนะได้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
7 – 9 ตุลาคม 2565 นี้ เตรียมพบกับ การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ “FoodInnopolis Innovaion Contest 2022 Demo Days”
✨ Book Your Calendar!!!
7 - 9 ตุลาคม 2565 นี้ เตรียมพบกับ
การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ
“FoodInnopolis Innovaion Contest 2022 Demo Days” ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ และผู้สนับสนุน โดย ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ (iGTC), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA), บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท พลังผัก จำกัด
เชิญชวนทุกท่าน
🚀ร่วมลุ้นและเชียร์การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 รุ่น (รุ่นมัธยม มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป) ในโครงการ "FoodInnopolis Innovation Contest 2022 Demo Days" ปีที่ 5
🥫 ร่วมทดสอบ 40 นวัตกรรมอาหารที่คุณจะไม่เคยได้ลิ้มรสที่ไหนมาก่อน
💡 รับฟังไอเดียธุรกิจสุดล้ำจากนวัตกรเจ้าของธุรกิจ Tann:D Egg White Noodles และ Ampersand Gelato
🧪 เรียนรู้วิทยาศาสตร์แสนอร่อยกับ “เชฟทักษ์” นักวิทยาศาสตร์อาหารที่จะมาแบ่งปันเทคนิคแพรวพราวให้เราไปสร้างอาหารสุดล้ำได้เองที่บ้าน
🍄ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดและลุ้นรับของที่ระลึกจากผู้ร่วมจัดงาน Food Factor อีกทั้งผู้สนับสนุนหลัก KCG และ พลังผัก
🎶 สนุกกับ mini concert จาก Yes Indeed! ศิลปินเปิดหมวกสุด Hot!
และเกมชิงรางวัลมากมาย
📅 พลาดไม่ได้!!! พบกัน 7-9 ตุลาคมนี้
⏰ เวลา 10.30 – 19.00น.
📍 ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G
ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับกำหนดการและการแจ้งเตือนได้ที่นี่
https://bit.ly/3SisHqu
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ IASP World Conference 2022 แสดงศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย พร้อมเชิญชวนต่างชาติมาลงทุน
For English-version news, please visit : NSTDA demonstrates its potential at IASP World Conference 2022
ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) พร้อมกับผู้บริหารเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ IASP World Conference 2022 ครั้งที่ 39 ในหัวข้อ "Green and digital change powered by innovation ณ เมือง Seville ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดย International Association of Science Parks and Area of Innovation หรือ IASP
โดยในงานนี้ได้พบประชุมหารือกับ Ms.Ebba Lund, CEO ของ IASP เกี่ยวกับความร่วมมือของอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยกับ IASP รวมทั้งสมาชิกของ IASP ซึ่งมี 350 แห่ง ใน 77 ประเทศ ทั่วโลก มีบริษัทหรือองค์กรวิจัยในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ที่เป็นสมาชิกมากกว่า 115,000 บริษัททั่วโลก ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบนิเวศน์นวัตกรรมและส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีในประเทศไทยให้เจริญเติบโต รวมทั้งได้พบปะหารือกับผู้บริหารอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ ที่มาร่วมงานครั้งนี้ในการเชิญชวนธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นสมาชิกของอุทยานวิทยาศาสตร์เหล่านั้นให้มาลงทุนในประเทศไทยเพื่อขยายตลาดไปทางอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน โดยจัดตั้ง R&D Center หรือ Technology Center ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยซึ่งเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ขณะนี้ อวท. มีสมาชิกมากกว่า 110 บริษัท เป็นบริษัทต่างชาติประมาณ 38% โดย อวท.ได้จัดให้มีบริการใหม่ๆ ได้แก่ ConneX ศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ ที่จะให้บริการครบวงจร พื้นที่พิเศษ Inno-X รองรับการทำ Soft Landing สำหรับบริษัทจากต่างประเทศที่ต้องการมาศึกษาดูลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย TD-X Center ศูนย์เร่งรัดต้นแบบรวดเร็ว รองรับการทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบสำหรับธุรกิจโดยมีเครื่อง 3-D Composite ที่ทันสมัย ทั้งหมดนี้จะมีนักวิจัยและบุคลากรของสวทช.จำนวนมากกว่า 3000 คน พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศที่จะช่วยภาคธุรกิจให้เจริญเติบโต
📢 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คือ พันธมิตรธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ นวัตกรรม
🔬 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📌 The Integrated Ecosystem where Innovation Grows
🎯 Faster Better Prosper
🌐 www.sciencepark.or.th
📞 02-5647200
📧 customerrelation@sciencepark.or.th
🚙https://goo.gl/maps/GHtjhg1NoJWpAbN99
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โรงพยาบาลทหาร 3 เหล่าทัพนำร่องใช้นวัตกรรม “ลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch”
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ พลโทสมเกียรติ สัมพันธ์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ร่วมกันแถลงข่าวการส่งมอบนวัตกรรม "MagikTuch ระบบปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1" ให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกรมแพทย์ทหาร 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า สังกัดกรมแพทย์ทหารเรือ , โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สังกัดกรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สังกัดกรมแพทย์ทหารอากาศ
โดยโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง ได้นำร่องทดลองใช้แล้วต่างตอบรับว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงโรคติดเชื้อจากการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้มารับบริการในโรงพยาบาล
ลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดยทีมนักวิจัย NSD สวทช. ที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมลดการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์โดยสารสาธารณะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่นๆ โดยได้ออกแบบเป็นอุปกรณ์เซ็นเซอร์ สามารถนำไปติดตั้งปรับแปลงกับปุ่มกดลิฟต์ที่มีอยู่เดิมได้ทุกรุ่น โดยไม่กระทบกับโครงสร้างเดิม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่ต้องการขยายผลนวัตกรรม MagikTuch ไปสู่การใช้ประโยชน์และใช้งานจริงในวงกว้างต่อไป
สำหรับหน่วยงานใดที่สนใจนวัตกรรม MagikTuch สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 0 2564 6900 ต่อ 2650
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการอบรมครูแกนนำ “การสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโรงเรียนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการอบรมครูแกนนำ “การสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโรงเรียนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG” ระหว่างวันที่ 16 – 18 กันยายน 2565 ณ โรงแรมรอแยลเบญจา สุขุมวิท กรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะ สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำไปสู่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษา เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเกิดทักษะ สมรรถนะ เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG พัฒนาต่อยอดเป็นทักษะทางอาชีพ ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ ชุมชนเข้มแข็ง มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้แก่เด็กและเยาวชนได้ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ที่รับผิดชอบสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 76 คน และบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมสังเกตการณ์
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวต้อนรับ และแนะนำภาพรวมกิจกรรมโดยกล่าวถึงหัวใจของ BCG Model อันเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะช่วยส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้โดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงการนำความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เชื่อมโยงสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์และการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 เรียนรู้ BCG กับความหลากหลายทางชีวภาพ นำโดย ดร. วียะวัฒน์ ใจตรง และ นายทัศนัย จีนทอง นักวิชาการจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เริ่มด้วยการบรรยายในหัวข้อ ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย และความหลากหลายทางชีวภาพของมดที่เชื่อมโยงไปสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้านเศรษฐกิจและอาหาร เรียนรู้วิธีการเลี้ยงมดในหลอดทดลอง และการเลี้ยงมดเป็นอาหารเพื่อสร้างรายได้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเช่น ไข่มดแดงกระป๋อง
กิจกรรมที่ 2 เรียนรู้ BCG เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดย ดร. ปิยวิทย์ คุ้มพงษ์ ผู้จัดการงานวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนชนบท และทีมงานจาก สวทช. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการทดสอบคุณสมบัติของพลาสติกชนิดต่าง ๆ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่าน 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) พิจารณาส่วนประกอบ 2) จำแนกชนิดตามสัญลักษณ์ recycle 3) ทดสอบการจม - ลอยในน้ำ 4) การหดของพลาสติกบางชนิดเมื่อได้รับความร้อน เพื่อประดิษฐ์พวงกุญแจ
กิจกรรมที่ 3 เรียนรู้ BCG เรื่องนวัตกรรมอาหาร โดย น.ส.สุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. เป็นการบรรยายให้ความรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมอาหารที่นำมาใช้ตอบยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเรียนรู้ผ่านกิจกรรมย่อยที่หลากหลาย เช่น การแปรรูปอาหารเพิ่มมูลค่าโปรตีนทางเลือกจากพืช (plant-based protein)นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “ถ้วยร้อน” และการทดลองทำ “อาหารโมเลกุล”
กิจกรรมที่น่าสนใจ กิจกรรมที่ 4 เรียนรู้ BCG เรื่องเกษตรกรรมสมัยใหม่ โดย น.ส.จิดากาญจน์ สีหาราช นักวิชาการ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. เป็นการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรม ผสานกับภูมิปัญญาเพื่อการผลิตให้ได้มาตรฐานทั้งด้านโภชนาการ มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง ระบบการผลิตยั่งยืน มีประสิทธิภาพ โดยนำเสนอโรงงานผลิตพืช การปลูกพืชไมโครกรีน แล้วทดลองปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มเพื่อประกอบอุปกรณ์แจ้งเตือนการรดน้ำต้นไม้ ต่อยอดระดมความคิดออกแบบชุดปลูกไมโครกรีน
ต่อด้วย กิจกรรมกลุ่มระดมสมองการนำองค์ความรู้ BCG มาเชื่อมโยงสู่กิจกรรมในชั้นเรียน โดยวิทยากร รศ.ดร. ชาตรี ฝ่ายคำตา และนายณภัทร สุขนฤเศรษฐกุล ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน พร้อมนำเสนอผลงานรายกลุ่ม
วันแรกปิดท้ายด้วยกิจกรรม “BCG Ambassador” ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมได้นำเสนอผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่โดดเด่นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์สำคัญของชุมชนตนเอง แยกจัดเป็นนิทรรศการตามภูมิภาคแสดงให้เห็นความหลากหลายของทรัพยากรจากแต่ละจังหวัด พร้อมกันนี้ ได้ส่งภาพผลงานพร้อมแคปชั่นโดนใจลงใน Padlet เพื่อร่วมกันโหวต
วันที่ 2 เป็นกิจกรรมกลุ่มย่อย “กิจกรรมที่ 6 เทคนิคนำแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้ในการสร้างสรรค์โครงงานและสิ่งประดิษฐ์ระดับโรงเรียน/หนึ่งจังหวัดหนึ่งโครงการ BCG” เป็นการลงมือพัฒนา Conceptual โครงงานและสิ่งประดิษฐ์สะเต็มศึกษาตามแนวทางความคิดเชิงออกแบบ โดยคำนึงถึงบริบทท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์สำคัญในชุมชน นำเสนอแนวคิด สรุปเพิ่มเติมเสริมด้วยคำแนะนำ สะท้อนผลงานจากคณะวิทยากร เพื่อให้เป็นแนวทางการดำเนินการ ปรับปรุง พัฒนา ต่อยอดและนำไปประยุกต์ใช้จริงในสถานศึกษาอันเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมอบรมต่อไป
ตัวอย่างผลงานแนวทางการพัฒนาโครงงานตามแนวทางเศรษฐกิจใหม่ BCG เช่น เสื้อนาโนเคลือบสารยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์จากเปลือกมังคุด หม่ำจิ๋วคีโตเพื่อคนรักสุขภาพ แอพลิเคชั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม คุณครูวิวิศน์ ธนะจิตต์สิน โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า “ดีใจที่ได้มาเรียนรู้ในเรื่องของ BCG พอได้มารู้จักแนวคิด BCG รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สนใจมากสำหรับแนวคิดการนำเรื่องที่ใกล้ตัวมามองในมุมของความยั่งยืนและบริบทความหลากหลายในท้องถิ่น จากการมาร่วมอบรมในครั้งนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้มุมมองการทำโครงงานตามแนวทาง BCG ร่วมกับคุณครูจากหลายจังหวัด และสนใจนำแนวคิดการคิดเชิงออกแบบไปต่อยอดกับโครงงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน”
“ก่อนมาอบรมไม่รู้จักแนวคิด BCG มาก่อน เมื่อได้มาร่วมอบรมการทำโครงงานตามแนวทาง BCG เป็นความรู้ที่แปลกใหม่และมีประโยชน์มาก การอบรมสนุกมีกิจกรรมให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ เกิดไอเดียที่จะนำไปต่อยอดกับการจัดกิจกรรมในโรงเรียนซึ่งตอนนี้ทางโรงเรียนของคุณครูมีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น อุทยานธรณีโลกสตูล และคุณครูกับเด็กๆ กำลังทำโครงงาน eco printing จากใบไม้พืชท้องถิ่น คุณครูจะนำหลักการ BCG เรื่องของพัฒนาโครงงานให้ออกมาเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดึงจุดเด่นของบริบทชุมชน การอนุรักษ์ใบไม้ท้องถิ่นและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า ที่ได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดต่อให้กับเด็กๆ เพื่อพัฒนาโครงงานให้สามารถขยายผลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป” จาก คุณครูวัลลัดดา สุขหรรษา โรงเรียนบ้านหาญ จ.สตูล
ข่าวประชาสัมพันธ์
Ve-Chick ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืช รสชาติ-เนื้อสัมผัสเหมือนไก่แท้!
เอ็มเทค สวทช. แถลงเปิดตัว Ve-Chick ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืช พัฒนาโดยทีมนักวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ที่อาศัยความเชื่ยวชาญนำเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์อาหารมาประยุกต์ใช้กับองค์ความรู้เกี่ยวกับโปรตีนพืช มาพัฒนาเนื้อสัมผัสอาหารโดยเสริมเส้นใยจากการสกัดวัตถุดิบทางการเกษตร จนมีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากที่สุด
ปัจจุบัน เอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยี Ve-Chick ให้กับผู้ประกอบการเอกชนแล้ว 3 ราย ล่าสุดถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ บริษัท บี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด นำไปออกเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Gin Zhai เป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ต้องการทานเนื้อสัตว์ แต่ยังได้โปรตีนทดแทนครบถ้วน และยังได้รสชาติ เนื้อสัมผัสเหมือนเนื้อไก่
ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี Ve-Chick สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค สวทช. โทร. 02 564 6500 ต่อ 4788
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


