หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 11 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565
ข่าว เด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”  นาโนเทค สวทช. จับมือ GPSC นำสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวเซลล์แสงอาทิตย์หนุนเกิดศูนย์เรียนรู้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของ วษท. สระแก้ว  กระทรวง อว. สวทช. ผนึก 21 พันธมิตรด้านวิเคราะห์ทดสอบชั้นนำของไทย เตรียมความพร้อมก้าวสู่ "ฮับด้านศูนย์ทดสอบ” (Testing Hub) มาตรฐานระดับอาเซียน  นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ FIMECS, Inc. ประเทศญี่ปุ่น ใช้เทคโนโลยี PROTAC หวังช่วยพัฒนายาต้านมาลาเรียแบบใหม่ โดยได้รับทุนวิจัยกว่า 27 ล้านบาท จากกองทุน Global Health Innovative Technology Fund (GHIT)  ขยายผลสู่การใช้งานจริง ‘MagikTuch’ ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส นวัตกรรมลดการระบาดเชื้อโควิด-19  ขยายผลส่งมอบ “PETE เปลปกป้อง” เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ  สวทช. นำผู้ประกอบการร่วมโครงการ อว. BCG Market ในงานเกษตรแฟร์’ 65 บทความ ‘เอนฮานซ์ ไลโซไซม์’ สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว สร้างความปลอดภัยจากฟาร์มเลี้ยง สู่จานอาหาร  Download เอกสารฉบับเต็ม (12.7MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. ต้อนรับบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด พร้อมหารือแนวทางการร่วมมือด้านการแพทย์
ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. พร้อมด้วยทีมนักวิจัย สวทช. ให้การต้อนรับ คุณอำพร เจริญสมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด พร้อมรับฟังการบรรยายตัวอย่างผลงานด้านการแพทย์และสุขภาพของ สวทช. ณ ห้องโถง Business Center INC2D-Hall (อาคาร 19) ชั้น 1 เพื่อหารือถึงแนวทางการร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดต้นแบบ ENcase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี “ใช้แค่น้ำกับเกลือ” ทดแทนแอลกอฮอล์ได้
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. เผยความสำเร็จการพัฒนาเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมีในชื่อ ENcase ที่ใช้เพียงส่วนผสมระหว่างเกลือกับน้ำบริสุทธิ์ เพื่อทำเป็นสารละลายเกลือแกง ก่อนใช้กระบวนการทางไฟฟ้าทำปฏิกิริยาเคมี จนได้น้ำยาออกมา 2 ชนิดพร้อมกัน คือกรดและด่าง โดยในส่วนที่เป็นกรดมีองค์ประกอบของไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทีมนักวิจัยจึงตั้งชื่อน้ำยาในส่วนที่เป็นกรดไฮโปคลอรัสว่า ENERclean   ผลงานดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนาเครื่อง Encase สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันได้นำร่องส่งมอบและติดตั้งเครื่องต้นแบบให้กับโรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 4 จังหวัด โดยโรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยา ENERclean ใช้ได้เองและนำไปใช้ฆ่าเชื้อในขยะมูลฝอยหรือขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล   น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean ที่ผลิตได้จากเครื่อง ENcase ยังสามารถนำไปปรับส่วนผสมเพื่อลดความเข้มข้นของคลอรีน สำหรับนำไปใช้ความสะอาดในลักษณะอื่น ๆ เช่น การล้างมือ หรือใช้ทดแทนแอลกอฮอล์ได้โดยไม่เป็นอันตรายกับผู้ใช้งาน เนื่องจากเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติไม่มีส่วนประกอบของสารเคมี อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการจัดหาอุปกรณ์หรือสารเคมีฆ่าเชื้อของโรงพยาบาล เพราะใช้ทดแทนแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สมัครเข้าร่วม “โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม (TechBiz Starter)” ประจำปี 2565
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ขอเชิญผู้ประกอบการใหม่/นักวิจัย ที่สนใจจะสร้างธุรกิจหรือขยายธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนผู้สนใจที่มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบและต้องการจัดตั้งธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรม สมัครเข้าร่วม “โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม "(TechBiz Starter)" ประจำปี 2565 เพื่อเสริมสร้างทักษะและสมรรถนะที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยแนวคิดนวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจทั้งด้านการตลาด การเงิน วางแผนธุรกิจ การบริหารจัดการ และเพิ่มความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจเริ่มต้นในช่วงก่อตั้งกิจการ (3 ปีแรก) ให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีทิศทางและสร้างโอกาสขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ­• สมัครเข้าร่วมโครงการ TechBiz Starter คลิกที่นี่ ดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม • ข้อมูลโครงการ TechBiz Starter คลิกที่นี่ หมายเหตุ: เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 (ด่วน! รับจำนวนจำกัด) ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) โทร : 081 122 2428 (คุณพลอย) E-mail : techbiz.starter@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration)
22 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพและมาตรฐานในการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม พร้อมสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 200% สำหรับรายจ่ายในการวิจัยได้ด้วยตนเอง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (สพช.) ร่วมผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ได้มีการประยุกต์ใช้ระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือเรียกอย่างย่อว่า ระบบ RDIMS นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบ RDIMS และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับ สวทช. สามารถรับรองตนเองโดยไม่ต้องขอการรับรองเป็นรายโครงการ แล้วยื่นใช้สิทธิยกเว้นภาษี 200% ในรูปแบบ Self-Declaration ได้อีกช่องทางหนึ่ง นอกจากสร้างความสะดวกและมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิยกเว้นภาษีแล้ว การนำระบบดังกล่าวไปใช้ในกิจการ จะทำให้ผู้ประกอบการมีการบริหารงานวิจัยที่เป็นระบบและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อพัฒนาเป็นสินค้า หรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ผ่านการตรวจประเมินและรับรองจากคณะกรรมการรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ สวทช. แล้ว ซึ่งการที่บริษัทฯ ได้รับการรับรองระบบ  นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารและความร่วมมือร่วมใจของพนักงานในระดับต่าง ๆ ในการสร้างองค์ความรู้ของการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่การคิดค้น พัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการให้้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและบริการด้านดิจิทัลครบวงจร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า (Price) และคุณค่า (Value) ในการบริการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้องค์กรได้ โดยการดำเนินการดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงความเป็นผู้นำของธุรกิจท่ามกลางความต้องการใหม่ ๆ ของลูกค้า และการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก ตามนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และสร้างคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การมอบใบรับรองฯ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงศักยภาพของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า สวทช. มุ่งสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ให้ผู้ประกอบการเอกชนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย สวทช. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ และคาดหวังว่าบริษัทฯ จะเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในอนาคต ในส่วนของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยคุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอขอบคุณ สวทช. ที่มอบใบรับรองฯ และได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การรับมอบใบรับรองในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างความเป็นนวัตกรรมผ่าน Innovation Culture ซึ่งมี 4 CORE DISCIPLINE AREAS ได้แก่ BIOTECH, NANOTECH, DIGITAL/AI และ ROBOTICS/EV เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล ขับเคลื่อนและส่งต่อคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. ร่วมสภากาชาดไทย บุกเชิงรุกลงพื้นที่เป้าหมาย ตลาดกลางกุ้ง ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร นำระบบบันทึกข้อมูลยืนยันตัวตนแก่กลุ่มแรงงานต่างด้าว ด้วยภาพใบหน้า (Face Verification) หลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19
วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2565 สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมด้วยโรงพยาบาลสมุทรสาคร หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม พร้อมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ร่วมลงพื้นที่ออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พร้อมระบบบริการบันทึกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา (Iris Scan) และถ่ายภาพใบหน้า (Face Verification) ให้แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในตลาดกลางกุ้ง และตลาดทะเลไทย อ.มหาชัย จ. สมุทรสาคร รวมถึงบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้อยู่ในสถานประกอบการ ตามมาตรการเชิงรุกของจังหวัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ภายใต้โครงการ “ตลาดอาหารทะเลต้นแบบ สร้างภูมิต้านทานโควิด เพื่อเศรษฐกิจสมุทรสาคร” ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ เนคเทค สวทช. โดยทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ และงานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้เทคโนโลยีด้านการประมวลผลภาพใบหน้า ด้วยการเก็บข้อมูลจากการบันทึกภาพถ่ายใบหน้า นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบภาพจากขั้นตอนการตรวจจับใบหน้า พัฒนาขึ้นเป็นระบบบริการยืนยันตัวตนด้วยภาพใบหน้า (Face Verification) สำหรับการระบุตัวตน ร่วมกับการเชื่อมโยงข้อมูลสแกนม่านตาของสภากาชาดไทย จากระบบ iRespond เพื่อรับวัคซีนโควิด-19 ที่จัดสรรโดยสภากาชาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จัดทำขึ้นเพื่อลงทะเบียนฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้หนีภัยการสู้รบ แรงงานต่างด้าว โดยใช้วิธีกำหนดรหัสประจำตัวด้วยหมายเลข 13 หลักเป็นการชั่วคราวให้กับผู้รับวัคซีนฯ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการลงบันทึกข้อมูลบุคคล และประวัติการรับวัคซีน เมื่อแรงงานมีการย้ายที่ทำงานหรือถิ่นที่อยู่อาศัย ก็สามารถสืบค้นประวัติการรับวัคซีนได้ง่าย โดยภายหลังจากที่กลุ่มแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ตลาดกลางกุ้ง ตลาดทะเลไทย จ. สมุทรสาคร เข้ารับบริการฉีดวัคซีน ซึ่งมีทั้งผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ผู้ที่มารับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 ได้มาร่วมลงทะเบียนเก็บข้อมูลในระบบบริการยืนยันตัวตนด้วยภาพใบหน้า (Face Verification) และการสแกนม่านตาจากระบบ iRespond จำนวนทั้งสิ้น 2,151 คน แบ่งเป็น ตลาดกลางกุ้ง จำนวน 513 คน (พม่า 506 คน กัมพูชา 6 คน ลาว 1 คน) ตลาดทะเลไทย จำนวน 1,638 คน (พม่า 1,605 คน กัมพูชา 7 คน ลาว 22 คน ไม่ระบุ 4 คน) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย นำโดย พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ หน่วยงานภาคีเครือข่าย และเนคเทค สวทช. ได้ร่วมออกหน่วยนำระบบบริการยืนยันตัวตนด้วยภาพใบหน้า และการสแกนม่านตานี้ ลงพื้นที่ให้บริการแก่กลุ่มชาติพันธ์ ผู้หนีภัยการสู้รบ แรงงานต่างด้าว ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อบันทึกข้อมูลภายหลังจากรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยได้จัดเก็บข้อมูลลงในระบบแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 8,041 คน ได้แก่ - แรงงานด้อยสิทธิ ในกรุงเทพฯ ณ สำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร จำนวน 788 คน - กลุ่มชาติพันธุ์ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ บ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 1,649 คน - ศูนย์พักพิงบ้านใหม่ในสอย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 2,763 คน - ศูนย์พักพิงแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 690 คน - ตลาดอาหารทะเลสด จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 2,151 คน   ซึ่งระบบบริการยืนยันตัวตนด้วยภาพใบหน้า และการสแกนม่านตา จะทำการเก็บข้อมูลครั้งแรกของผู้ที่มารับวัคซีน  เมื่อมารับการฉีดวัคซีนครั้งถัดไป ระบบฯ จะตรวจสอบจากภาพใบหน้าและยืนยันตัวตน เพื่อเข้ารับวัคซีนจากการดำเนินการผ่านมาแล้ว 5 เดือน สามารถให้บริการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มดังกล่าว ไปแล้วกว่า 13,300 โดส โดยมีทั้ง เข็ม 1, 2 และเข็มกระตุ้น ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงาน นำโดย สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินงานตามหลักมนุษยธรรม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากแก่เพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อนและไร้โอกาส ให้สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน และการให้บริการวัคซีนฯ อย่างครอบคลุมและรวดเร็ว เป็นปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสพัฒนาเป็นคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ ช่วยลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย และเสียชีวิต รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของคนในประเทศไทยได้อีกด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. หนุนชาวสวนทุเรียน เพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยนวัตกรรม
สวทช. หนุนชาวสวนทุเรียน จ.ระยอง เพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยนวัตกรรม พร้อมมอบถุงห่อ Magik Growth ตัวช่วยชาวสวนยุคใหม่ลดใช้สารเคมี สวทช. ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนทุเรียนใน จ.ระยอง หารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตทุเรียน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวนทุเรียนสู่การเป็น Smart Farmer ซึ่ง สวทช. มีงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ชาวสวนสามารถนำมาปรับใช้ในการปลูกทุเรียนได้หลากหลาย เช่น ระบบ "รักษ์น้ำ" เทคโนโลยีการให้น้ำอัจฉริยะสำหรับแปลงเปิด , "ไวมาก" ระบบตรวจวัดสภาวะแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีไอโอที (IoT) และ "ปุ๋ยคีเลต" นวัตกรรมปุ๋ยธาตุอาหารรองเสริม   นอกจากนี้ สวทช. ยังนำนวัตกรรมถุงห่อผลไม้ Magik Growth มอบให้กับกลุ่มชาวสวนทุเรียนใน จ.ระยอง นำไปทดลองใช้ห่อผลทุเรียนในขั้นตอนการปลูก โดย Magik Growth พัฒนาโดยนักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ทำจากวัสดุผ้าที่มีความทนทาน และมีสีที่ให้ช่วงแสงเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผลไม้ จากการทดลองใช้ของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนพบว่า เมื่อนำไปใช้ห่อผลทุเรียนแล้วผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาแมลงศัตรูพืชได้ดี และตอบโจทย์ชาวสวนทุเรียนที่ต้องการลดใช้สารเคมีได้อีกด้วย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ENTEC สวทช. ร่วม วช. ส่งมอบ ENcase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ ด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี แก่ 10 โรงพยาบาล ใน 4 จังหวัด
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาคารพระจอมเกล้า กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมแถลงข่าวส่งมอบนวัตกรรม “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมีให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 4 จังหวัด เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ “ENERclean” ได้เอง สำหรับใช้ทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อภายในโรงพยาบาลและใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ COVID-19 ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ก่อให้เกิดปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นอย่างมาก สาเหตุมาจากการควบคุมและป้องกันที่ทำได้ค่อนข้างยาก เชื้อจึงมีโอกาสแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง สถานประกอบการด้านสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน ตลอดจนห้องปฏิบัติการแพทย์ ถือเป็นแหล่งของการแพร่กระจายและกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อจำนวนมาก ดังนั้นการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อที่แหล่งกำเนิด จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อป้องกันอันตรายหรือผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลต่อสัดส่วนปริมาณมูลฝอยติดเชื้อและมูลฝอยทั่วไปที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่สอดคล้องกับพื้นที่กักเก็บและประสิทธิภาพการทำงานของเตาเผากำจัดขยะที่ทำได้ต่อวัน ก่อให้เกิดการคงเหลือมูลฝอยติดเชื้อต่อวันที่ไม่ได้ถูกกำจัดในระบบ จนอาจเกิดการปะปนรวมไปกับ   มูลฝอยทั่วไปในชุมชน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรค  โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นพัฒนาเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบ ด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี หรือ “ENcase” เพื่อผลิตน้ำยา       ฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ “ENERclean” ที่มีความพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงกับสถานประกอบการด้านสาธารณสุข สำหรับทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อที่แหล่งกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ SARs-CoV-2 โครงการวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานวิจัยและพัฒนา โดย ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล และทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมกับ ดร.ฐนียา รอยตระกูล และทีมวิจัยชีววิทยาโมเลกุลของไวรัสเด็งกี่และฟลาวีไวรัส ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล และคุณภัททิยา ลักษณะเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์เชิงหน้าที่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาชุดผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี สำหรับบำบัดขยะมูลฝอยติดเชื้อภายในสถานประกอบการสาธารณสุข” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปัจจุบันทีมวิจัยได้ดำเนินการติดตั้งเครื่อง “ENcase” ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้ว 10 โรงพยาบาล ใน 4 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางชุมใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผักขะ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลปากน้ำหลังสวน จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และทีมวิจัย หวังว่า “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยา       ฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ จะเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อได้เองและนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนของโรงพยาบาลเองด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนงานวิจัย  สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)  ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาชุดผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี สำหรับบำบัดมูลฝอยติดเชื้อภายในสถานประกอบการด้านสาธารณสุข” ซึ่งทีมนักวิจัย สวทช. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์“ENERclean” มีความพร้อมสำหรับนำไปใช้งานจริงในสถานประกอบการด้านสาธารณสุข ในการทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อ โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การส่งมอบ Encase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี ให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่งใน 4 จังหวัดครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อได้เองและนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยให้ระบบการจัดการมูลฝอย  ติดเชื้อภายในโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวว่า ENcase เป็นนวัตกรรมเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ ถูกออกแบบให้สามารถผลิตน้ำยาได้ทั้งกรดและด่างจากการทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี โดยมีน้ำและเกลือโซเดียมคลอไรด์เป็นวัตถุดิบสำคัญ ภายในเครื่องมีการติดตั้งเซลล์ประจุไฟฟ้าบวกทำให้เกิดน้ำยาที่เป็นกรด และประจุไฟฟ้าลบทำให้เกิดน้ำยาที่เป็นด่าง รวมทั้งยังมีการติดตั้งระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อปรับสภาพน้ำให้บริสุทธิ์ก่อนทำปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้ากับเกลือหรือโซเดียมคลอไรด์ ทำให้เครื่องสามารถผลิตน้ำยาออกมาได้ทั้งที่เป็นกรดและด่างในเวลาเดียวกัน มีกำลังผลิตน้ำยาได้ถึง 30 ลิตรต่อชั่วโมง แบ่งเป็นกรด 15 ลิตร และด่าง 15 ลิตร  โดยกรดที่ผลิตออกมาจะเป็นกรดอ่อนในช่วง pH 4-6 ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีคุณสมบัติเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ประกอบด้วยกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous  acid,  HOCl) เป็นองค์ประกอบหลัก มีปริมาณคลอรีนมากกว่า 400 ppm  และค่า Oxidation-Reduction Potential (ORP) ในช่วง 900-1200 mV ส่วนน้ำยาที่เป็นด่าง ประกอบด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium  hydroxide,  NaOH) หรือโซดาไฟเป็นองค์ประกอบหลัก สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดพื้นผิวหรือล้างคราบไขมันได้ โดยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เป็นกรดที่ได้จากกระบวนการผลิตของเครื่อง ENcase ทีมนักวิจัยตั้งชื่อว่า ENERcleanเนื่องจากผ่านการทดสอบแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพในการยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่พบในโรงพยาบาล ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานทดสอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค (AOAC 955.14, 955.15, 955.17  และ 964.02) ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา และมีประสิทธิภาพในการยับยั้ง/ฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) บนพื้นผิวสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีรูพรุนได้ 99.9% ตามมาตรฐาน ASTM E1053-20 ทำให้สามารถประยุกต์ใช้งานด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหารได้ และจุดประสงค์สำคัญของการผลิตน้ำยา ENERclean ก็เพื่อใช้ฆ่าเชื้อขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลก่อนนำไปทิ้งหรือกำจัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคต่างๆ นอกจากนี้ ENERclean ยังสามารถนำไปใช้ฆ่าเชื้อทดแทนแอลกอฮอล์    ล้างมือ ทดแทนสารฆ่าเชื้อที่เป็นอันตราย จำพวกสารฟอกขาวคลอรีน สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวบริเวณอาคาร รวมถึงฆ่าเชื้อในอาหาร เช่น ผักผลไม้ ปลา และอาหารทะเล ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณความเข้มข้นของคลอรีน เช่น การผสม ENERclean กับน้ำในสัดส่วน (1:1) หรือคิดเป็นความเข้มข้นคลอรีน 150-200 ppm เหมาะสำหรับฆ่าเชื้อทดแทนแอลกอฮอล์ล้างมือ การผสม ENERclean กับน้ำในสัดส่วน (1:10) หรือคิดเป็นความเข้มข้นคลอรีน 10-50 ppm เหมาะสำหรับฆ่าเชื้อในอาหาร ขณะที่การใช้งาน ENERclean ที่ระดับ 300-500  ppm เหมาะสำหรับ ฆ่าเชื้อกับขยะติดเชื้อ ด้าน นายณัฐพล เดชสายบัว ผู้อำนวยการโรงพยายาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านผักขะ ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มีผู้ป่วยโควิด-19 เดินทางเข้ามาในพื้นที่ตำบลลิ้นฟ้าเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจัดการขยะติดเชื้อและการใช้แอลกกอฮอล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงเล็งเห็นว่าหากต้องการลดค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล โดยเข้าร่วมโครงการใช้เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์กับทาง สวทช. ซึ่งภายหลังจากที่นักวิจัยและทีมงานมาติดตั้งเครื่องและอบรมการใช้งาน ทำให้สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อขยะมูลฝอยติดเชื้อ รวมทั้งการนำไปใช้กับคนหรือผู้ป่วยโควิด-19 ในการล้างมือได้ดี ลดการใช้แอลกอฮอล์ โดยใช้วัตถุดิบตั้งต้นเพียงแค่เกลือบริโภคและน้ำเป็นส่วนผสมเท่านั้น ทำให้ต้นทุนจะน้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้แอลกอฮอล์ในการฆ่าเชื้อ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขยายเวลารับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565
ประกาศขยายเวลารับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) ระดับปริญญาเอก หลักสูตรภาษาอังกฤษ ตามที่มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้มีประกาศลงวันที่ 18 มกราคม 2565 เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) ระดับปริญญาเอก หลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยมีทุนจำนวน 3 ทุน มีรายละเอียดทุนและเงื่อนไขการศึกษาตามเอกสารแนบท้ายประกาศ โดยกำหนดปิดรับสมัครในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 นั้น บัดนี้ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ได้พิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและมหาวิทยาลัย จึงเห็นควรให้ขยายเวลารับสมัครทุนดังกล่าว โดยกำหนดปิดรับสมัคร จากเดิมวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/2022/extended1-recruit-18022565.html
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Accelerate in New Opportunity”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Accelerate in New Opportunity” ภายใต้โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) ในวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น. ผ่านทาง Live Facebook เพจ : ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. Business Innovation Center,BIC พบกับการบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ ดังนี้ Trendy Technology and innovation for Food Industry การแนะนำข้อมูลเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ Food Accelerate บริหารความเสี่ยงอย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลง รับฟัง เสวนาหัวข้อ Between Opportunity and Challenge ท่ามกลางโอกาสและการเปลี่ยนแปลง สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://forms.gle/h2fz8RQxF62RnHuq5 ผู้ลงทะเบียนจะได้รับลิงค์เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล สอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 81490, 81494 และ 71745 Email: foodac@nstda.or.th    
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. – อบจ.ระยอง ขยายผลพื้นที่สาธิตเทคโนโลยีถุงห่อทุเรียน Magik Growth ให้กลุ่มเกษตรกรสวนทุเรียนนำร่องต้นแบบ จ.ระยอง
17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้องประชุม2 ชั้น 3 องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง: เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำ ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และทีมงานเข้าพบ นายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ที่ปรึกษา อบจ. ระยอง นายสมศักดิ์ เกตุสาคร เลขานุการ นายก อบจ. ระยอง นางนวรถ ปะรักมะสิทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักแผนภาพรวม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นายโชติชัย บัวดิษ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ผล จ.ระยอง และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จ.ระยอง เพื่อนำเสนอกิจกรรมนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth สวนทุเรียนนำร่องต้นแบบพื้นที่จังหวัดระยอง นายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ที่ปรึกษา อบจ. ระยอง กล่าวว่า รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้เห็น สวทช. นำนวัตกรรม ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ที่นักวิจัยไทยคิดค้นเป็นถุงห่อทุเรียนสีแดงผลิตจากเทคโนโลยีการขึ้นรูปแบบนอนวูฟเวน ซึ่งทราบจากนักวิจัย สวทช. ว่าสาเหตุที่คิดค้นทำเป็นสีแดงนั้นยังเป็นการเพิ่มความยาวคลื่นแสงสามารถคัดเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมกับเซลล์รับแสงที่ผิวผลไม้ ทำให้ผลทุเรียนสร้างสารสำคัญ เช่น แป้ง น้ำตาล วิตามิน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ดี เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพไม้ผลอย่างทุเรียนและช่วยลดต้นทุนได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังมี นวัตกรรมที่สนับสนุนเกษตรกรไปสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทั้งระบบรักษ์น้ำ ที่เป็นเทคโนโลยีการให้น้ำอัจฉริยะสำหรับแปลงเปิด เทคโนโลยีไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดสภาวะแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ไอโอที (IoT) และการให้ปุ๋ยต่างๆ ซึ่งเป็นความฝันของเกษตรกรยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดระยอง ทั้งนี้จังหวัดระยองและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง พร้อมให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุนในทุกมิติ ที่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการชาวสวน และประชาชนในพื้นที่ในทุกๆ ด้าน นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ถุงห่อ Magik Growth ที่นักวิจัย สวทช. นำมาขยายผลพื้นที่สาธิตเทคโนโลยีเพื่อการทดสอบประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะเดียวกัน สวทช. ยังดำเนินการในส่วนของพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) รวมถึงการมุ่งขับเคลื่อนนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นวาระของชาติ การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของ EECi ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นพื้นที่นวัตกรรมในจ.ระยอง ที่ สวทช. ดูแลอยู่ เพื่อนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาร่วมกับ อบจ. ระยอง เป็นความร่วมมือแบบจตุภาคีเพื่อหวังให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนทุเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวสวนทุเรียนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ให้ชาวสวนทุเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความรู้ในการพัฒนาสวนบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์และยั่งยืน “สวทช. เข้าไปมีส่วนร่วมกับหลายภาคส่วนในความร่วมมือแบบจตุภาคี ไม่เฉพาะเรื่องทุเรียนเท่านั้น ยังมีระบบเลี้ยงปลาหนาแน่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทีมวิจัยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้นหากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกษตรกรได้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างกาวกระโดด สร้างความเข้มแข็งให้กับจังหวัดและประชาชนในพื้นที่” ด้าน นางนวรถ ปะรักมะสิทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักแผนภาพรวม สกพอ. กล่าวว่า สินค้าเกษตรในพื้นที่ EEC ติด 1 ใน 5 ของสินค้าเกษตร ซึ่งการจัดอันดับเป็น 1 ใน 5 นั้นถือว่ามีศักยภาพในระดับสูง นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแปรรูป โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรมาทำการผลิต อีกทั้งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการขนส่งเพื่อส่งออกทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ดังนั้นการวางแผนพัฒนาสินค้าเกษตร EEC ดูครอบคลุมทั้งหมดไปจนถึงประชากรในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นนั้น มีความต้องการสินค้าเกษตรมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนให้ประชาชนในพื้นที่ในอนาคต “ปัญหาในพื้นยังมีการผลิตแบบดั้งเดิมอยู่มาก การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ยังมีน้อยมาก มีการใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูง แต่รายได้ยังต่ำ ดังนั้น EEC จะต้องค้นหาศักยภาพและโอกาสทางการตลาดเพื่อจะพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างเช่น จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงอุตสาหกรรม ทั้งกุ้งและปลากะพง โดยถือเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากะพงอันดับ 1 ขณะที่จังหวัดชลบุรีเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชพลังงาน และมีอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่สามารถมาเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรได้ ส่วนจังหวัดระยอง เหมาะเป็นแหล่งพื้นที่เพาะปลูกผลไม้จำนวนมากและอาหารทะเลเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามในแผนการเกษตร ของ EEC ยังเปิดช่องให้ศึกษาสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วให้มูลค่าต่ำ หากเกษตรกรพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการการผลิต ทาง EEC พร้อมที่จะใช้หลักการคุณภาพนำการตลาด เพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับของตลาดต่อไป” ผอ. สำนักแผนภาพรวม สกพอ. ระบุ  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘eLysozyme’ สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว สร้างความปลอดภัยทั้งในอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์
  เมื่อต้นทางของอาหารส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ การทำให้วัตถุดิบสะอาด ปลอดภัย ไร้การปนเปื้อนตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการสูญเสียสัตว์เศรษฐกิจจากโรคต่างๆ ในฟาร์มด้วย ล่าสุดนับเป็นความสำเร็จอีกขั้นของนักวิจัยไทย เมื่อผลงานวิจัยเรื่อง “eLysozyme (เอนฮานซ์ ไลโซไซม์) สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์” ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประเภทผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ในงานวันนักประดิษฐ์แห่งชาติ 2564-2565 พัฒนาโดย ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหงชาติ (สวทช.) และคณะวิจัยไบโอเทค ประกอบด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล นางจันทิมา จเรสิทธิกุลชัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์เชิงหน้าที่ กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร นายสุรพล เค้าภูไทย บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด และ Dr. Fabien De Meester บริษัทดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด   [caption id="attachment_30120" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัย eLysozyme สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์[/caption]   ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ เปิดเผยว่า ผลงานดังกล่าวเป็นการพัฒนาสารยับยั้งแบคทีเรียจากธรรมชาติ โดยใช้ไลโซไซม์ที่แยกจากไข่ไก่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ทำการปรับปรุงคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียให้ดีขึ้นจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ eLysozyme ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนและเปปไทด์หลายชนิดที่เสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ช่วยในการยับยั้งแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ โดยแบคทีเรียแกรมลบ เช่น เชื้ออีโคไล เชื้อซาลโมเนลลา เชื้อวิบริโอ ยังเป็นปัญหาใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์ ขณะที่ไลโซไซม์ที่มีจำหน่ายทั่วไปในปัจจุบันยังไม่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมลบเหล่านี้ได้ โดยฟังก์ชันเดิมของไลโซไซม์จะเร่งการย่อยสลายผนังเซลล์แบคทีเรียอย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยองค์ความรู้ของทีมวิจัยไบโอเทค สามารถศึกษาและคิดค้นดัดแปลงให้ไลโซไซม์ออกฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียผ่านกลไกอื่นนอกเหนือจากการเร่งการย่อยสลายผนังเซลล์แบคทีเรียได้ด้วย เช่น การเจาะและสร้างรูพรุนบนผนังเซลล์แบคทีเรีย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมลบได้ดีทั้งในอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์ โดย eLysozyme ที่ทีมวิจัยคิดค้นขึ้นขณะนี้มี 2 สูตร ได้แก่ eLysozyme-T2 (eLYS-T2) สำหรับใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในการเพาะเลี้ยงสัตว์ สามารถผสมกับอาหารสัตว์ เพื่อใช้ลดปริมาณเชื้อวิบริโอในลำไส้กุ้ง กระตุ้นการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและการต้านอนุมูลอิสระในกุ้ง เพิ่มอัตราการรอด และควบคุมอาการขี้ขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ   [caption id="attachment_30121" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบ eLysozyme ในห้องปฏิบัติการ[/caption]   “ช่วงที่ทีมทำวิจัยนั้น กุ้งในฟาร์มเลี้ยงเป็นโรคตายด่วนค่อนข้างมาก ซึ่ง eLysozyme-T2 ที่เราพัฒนาขึ้นมา สามารถยับยั้งเชื้อวิบริโอในลำไส้กุ้งที่เป็นสาเหตุของโรคตายด่วนในกุ้งได้ด้วย แม้ภายหลังโรคตายด่วนในกุ้งลดลงจนไม่ได้เป็นปัญหาในอุตสาหกรรมแล้ว แต่ก็มีโรคขี้ขาวเข้ามาแทน ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อวิบริโอเช่นกัน ทำให้ทีมวิจัยประยุกต์ใช้ eLysozyme-T2 ไปจัดการโรคขี้ขาวในกุ้งในฟาร์มเลี้ยงทั้งภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยทดลองให้กุ้งที่มีอาการขี้ขาวได้กินอาหารที่มีส่วนผสมของ eLysozyme-T2 พบว่าช่วยหยุดอาการขี้ขาวได้ภายใน 3-5 วัน จากการเก็บข้อมูลหลายฟาร์ม ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของกุ้งได้ 200 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเทียบกับบ่อกุ้งที่ไม่ได้ใช้ eLysozyme-T2 ในการแก้ไขปัญหาโรคขี้ขาว ที่สำคัญ eLysozyme-T2 ยังทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันของกุ้งเลี้ยงทำให้กุ้งแข็งแรงและป้องกันเชื้อโรคใหม่ที่จะเข้ามาได้ดีขึ้น”   [caption id="attachment_30122" align="aligncenter" width="750"] การทดลองใช้ eLysozyme กับกุ้งขาว[/caption]   [caption id="attachment_30123" align="aligncenter" width="750"] การทดลองใช้ eLysozyme ในบ่อเลี้ยงกุ้งขาว[/caption]   ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ให้แก่ บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด เป็นผู้ผลิต และบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย ภายใต้ผลิตภัณฑ์ ‘เมจิค ดีพลัส’ (Magic DePlus) ช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์ โดยสามารถเพิ่มมูลค่าส่วนผสมฟังก์ชันจากโปรตีนไข่ขาว 400 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มผลตอบแทนให้แก่การเพาะเลี้ยงกุ้งขาวกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นแล้วอย่างน้อย 36.5 ล้านบาท ซึ่งทีมวิจัยและผู้ประกอบการเตรียมนำทดลองไปใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น ไก่ สุกร ต่อไป   [caption id="attachment_30124" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   [caption id="attachment_30125" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   [caption id="attachment_30126" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   ดร.วีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา eLysozyme อีก 1 สูตร โดยร่วมวิจัยกับ บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด คือ eLysozyme-T1 (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร มีประสิทธิภาพยับยั้งแบคทีเรียสูงกว่าไลโซไซม์ที่พบได้ในไข่ขาวทั่วไป 2–100 เท่า (ขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรีย) สามารถทดแทนวัตถุกันเสียเพื่อใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรียในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์ โดยสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไข่รวมเหลวพาสเจอร์ไรซ์ในระหว่างการเก็บรักษาแบบแช่เย็นจากเดิม 4 สัปดาห์ เป็น 8 สัปดาห์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของไข่รวมเหลวพาสเจอร์ไรซ์ “ไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์ คือ การนำไข่ไก่ไปผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในอุณภูมิพอเหมาะ ช่วยให้การเก็บรักษาไข่เหลวอยู่ได้ประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากครบกำหนดแล้วอาจมีเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เจริญเติบโตขึ้น แต่ทีมวิจัยอาศัยความเชี่ยวชาญโดยใช้ eLysozyme ซึ่งมีต้นกำเนิดจากไข่ไก่ ผสมกลับไปเพื่อช่วยควบคุมไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ จากการทดลองพบว่าช่วยยืดอายุไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 4 สัปดาห์ รวมเป็น 8 สัปดาห์ ทำให้ยืดอายุสินค้าวางขายบนเชลฟ์วางสินค้าได้นานขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไปใช้ในครัวเรือนได้นานขึ้น โดยไม่ต้องรีบใช้ให้หมดในครั้งเดียว ถือเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ลดการใช้สารเคมีกันเสียหรือสารกันบูด สร้างความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร โดยใช้ไลโซไซม์ซึ่งเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์มาช่วยยืดอายุอาหาร” eLysozyme นับเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในสัตว์เพื่อทำให้สุขภาพสัตว์ดี มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางที่ฟาร์มเพาะเลี้ยง สู่ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง  
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น