ผลการค้นหา :
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรความก้าวหน้าโครงการเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ หรือ โมบีสแกน ที่พระราชทานให้ศูนย์ตะวันฉาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๕ : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทอดพระเนตรความก้าวหน้าโครงการเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ หรือ โมบีสแกน (MobiiScan) ที่พระราชทานให้ศูนย์ตะวันฉาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.ทพญ.วรานุช ปิติพัฒน์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.นพ. อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รศ.ดร.ทพ.พูนศักดิ์ ภิเศก ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันฉาย คณาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. เฝ้ารับเสด็จ
จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปยังบริเวณจัดแสดงนิทรรศการทอดพระเนตรนิทรรศการ อาทิ ผลการดำเนินงานของศูนย์ตะวันฉาย ผลการใช้งานเครื่องโมบีสแกน ผลการพัฒนากระดูกเทียมสำหรับผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นต้น
โดยศูนย์ตะวันฉาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๗ ณ อาคารคลินิกทันตกรรม 1 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การดำเนินงานอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งศูนย์ตะวันฉายเป็นศูนย์กลางในการให้บริการตรวจประเมิน ดูแล รักษาผ่าตัด และฟื้นฟูสภาพ ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคใกล้เคียง โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นสองคณะสำคัญที่ร่วมดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยมีศูนย์ตะวันฉายเป็นศูนย์กลางในการประสานงานหลัก ทำงานร่วมกันกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งหมด ๑๔ สาขา และมีแนวทางที่ใช้ปฏิบัติร่วมกัน (Protocol) ในการดูแลรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ได้รับการรักษาครบถ้วนตามช่วงอายุ และเพื่อให้ได้รับการแก้ไขความพิการของใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ให้มีรูปลักษณ์ใบหน้าที่ใกล้เคียงเป็นปกติและสมบูรณ์แบบมากที่สุดล
สำหรับการศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ของประเทศไทยพบเฉลี่ย ๑.๖๒ ต่อ ๑,๐๐๐ ของทารกแรกเกิดมีชีพ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า มีอุบัติการณ์สูง ๑.๙๓ รายต่อเด็กแรกเกิด ๑,๐๐๐ ราย ศูนย์ตะวันฉาย จึงเป็นศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหน้าที่หลักในการให้บริการตรวจรักษา ผ่าตัด ฟื้นฟู และป้องกันโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ แก่ประชาชนทั่วไป ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น จากฐานข้อมูล DMIS ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาผ่าตัด ฝึกพูด และทันตกรรมจัดฟันมากที่สุดในประเทศ
ทั้งนี้ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องในการดำเนินชีวิตต่างๆ ตามช่วงวัย ทั้งในด้านการดูแลรักษาเพื่อให้เกิดประสิทธิผลจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ต้องอาศัยระยะเวลา ซึ่งบางรายต้องรักษาต่อเนื่องและยาวนานถึง ๒๐ ปี อีกทั้งครอบครัวและผู้ป่วยยังต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายทางตรง ได้แก่ ค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารและผู้ดูแลคนป่วย รวมถึงค่าใช้จ่ายทางอ้อม ได้แก่ ค่าสูญเสียรายได้ ค่าสูญเสียโอกาสจากเวลาที่รักษา เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องอาศัยบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ทันตแพทย์ ประสาทศัลยแพทย์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ จักษุแพทย์ รังสีแพทย์ กุมารแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลเชี่ยวชาญการให้นมเด็ก พยาบาลเชี่ยวชาญด้านการดูแลปากแหว่งเพดานโหว่ นักแก้ไขการพูดและนักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น
ดังนั้น การดูแลรักษาด้านการแพทย์และด้านทันตกรรมแก่ผู้ป่วยภาวะดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทางการแพทย์สามมิติ ซึ่งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ ที่ติดตั้งอยู่ในโรงพยาบาลมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการใช้งาน ศูนย์ตะวันฉาย จึงได้ทำหนังสือถึงศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสนับสนุนเครื่อง MobiiScan ให้แก่ศูนย์ตะวันฉายจำนวน ๑ เครื่อง ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ ดำเนินการสนับสนุนเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ (MobiiScan) และต่อมามูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณ ได้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เพื่อสนับสนุนการสร้างเครื่อง MobiiScan และระบบแสดงผลภาพสามมิติผ่านคลาวด์ RadiiView (เรดีวิว) ให้แก่ศูนย์ตะวันฉายสำหรับใช้ในการตรวจประเมินรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า ซึ่งได้ติดตั้งใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๕ มีผู้ได้รับการตรวจประเมินรักษาด้วยเครื่องดังกล่าวไปแล้วกว่า ๓๐ ราย
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช.ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : (16 ธันวาคม 2565) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน สวทช. และประชาคม อวท. ร่วมกิจกรรมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 31 ปี วันก่อตั้ง ในวันที่ 29 ธันวาคม 2565 และในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2566 โดยมี พระเทพวชิรมุนี (ม.ล.คิวปิด ปิยโรจโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับพันธมิตรแถลงข่าวความสำเร็จโครงการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/cassava-capacity-building-project-concludes-with-a-brighter-outlook.html
15 ธันวาคม 2565 - มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลกมีส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 68% ทั้งนี้ หากรวมผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จะพบว่ามีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึง 90%
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่ามันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ สิ่งทอ และอุตสาหกรรมพลังงาน ถือเป็นแหล่งรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 2 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 หน่วยงานราชการเช่น สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อีกทั้งองค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สมาคม และมูลนิธิต่างๆ เช่น สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ) สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลัง สร้างองค์ความรู้ ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่การผลิตหัวมันสำปะหลัง ไปจนถึงการบำบัดน้ำเสียและของเสียที่เกิดขึ้นและนำกลับมาใช้ใหม่เป็นพลังงานทดแทน”
จากองค์ความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ประกอบกับการตระหนักถึงความสำคัญของมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ไบโอเทคจึงได้ริเริ่มโครงการ Capacity Building on Circular Economy, Resource and Energy Efficiency for Productivity and Sustainability of Cassava Chain to High Value Products: Cassava Root, Native Starch, and Biogas in Mekong Countries หรือ โครงการ CCC นำโดย ดร.วรินธร สงคศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวิศวกรรมชีวเคมีและชีววิทยาระบบ
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค เปิดเผยว่า “โครงการ CCC ได้รับทุนสนับสนุนโดยกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี ผ่านกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong-Republic of Korea Cooperation Fund – MKCF) ซึ่งมีสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
หรือ Mekong Institute (MI) เป็นผู้จัดการกองทุน จำนวนงบประมาณ 12,960,105 บาท (394,005 USD) ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 กรกฎาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2565” โครงการ CCC มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านการจัดการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยหลักสูตรอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญเริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ” คือ การบริหารจัดการเทคโนโลยีการปลูกมันสำปะหลังและการปรับปรุงพันธุ์เพื่อการเพิ่มผลผลิตและทำให้มันสำปะหลังมีคุณสมบัติเหมาะกับการแปรรูปหรือใช้งานในอุตสาหกรรมเฉพาะ ต่อด้วย “กลางน้ำ” คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรในกระบวนการผลิต จนถึง “ปลายน้ำ” คือ การใช้เทคโนโลยีในการนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ได้แก่ น้ำเสียและกากมันสำปะหลังมาผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยีมันสำปะหลัง (ASEAN Cassava Center) ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านมันสำปะหลังของภูมิภาคและของโลกในอนาคต
ดร.วรินธร สงคศิริ หัวหน้าโครงการ CCC เปิดเผยว่า “จากการดำเนินโครงการ มีผู้เข้าร่วมการอบรมจาก CLMVT ทั้งหมดกว่า 102 คนจากทุกภาคส่วนของห่วงโซ่มูลค่าในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีการจัดตั้งศูนย์ ASEAN Cassava Center ในประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังหน่วยงานพันธมิตรในภูมิภาค การจัดตั้งศูนย์มันสำปะหลังแห่งชาติ (National Cassava Center) แบบ virtual center ที่กำกับดูแลโดยหน่วยงานพันธมิตรในประเทศลุ่มน้ำโขง โดยศูนย์มันสำปะหลังแห่งชาติดังกล่าวมีแผนที่จะยกระดับเป็นศูนย์ฯที่เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานพันธมิตร (physical center) ในอนาคต”
ดร.วรินธร กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 2 โครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการ CCC
คือ “โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย” ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยมีโรงงานแป้งมันสำปะหลังมากกว่า 60% จากจำนวนโรงงานทั้งหมดในประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ และ “โครงการการพัฒนาโมเดลนำร่องในการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบองค์รวมโดยผ่านกลไกมหาวิทยาลัย (CIGUS Model) อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ระยะที่ 1” ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)” โครงการทั้งสองจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค และยังมีส่วนช่วยในการขยายผลโครงการ CCC อีกด้วย
โครงการ CCC ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการยกระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ ถึงแม้โครงการจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2565 แต่ทีมวิจัยฝ่ายไทยยังคงทำงานใกล้ชิดกับพันธมิตรในโครงการจากประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ เช่นศูนย์ ASEAN Cassava Center ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแบ่งปันข้อมูลเชิงวิชาการ และบริการให้คำปรึกษาด้านเทคนิคและแก้ปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาค และผ่านโครงการ Train-the-Trainer Program under Lancang – Mekong Cooperation to Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ที่ได้รับสนับสนุนทุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญของห่วงโซ่มันสำปะหลัง
ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง นักวิชาการ บุคลากรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘SunGuard PV’ นวัตกรรมกันสาดโซลาร์ผลิตไฟฟ้า
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/sunguard-pv-solar-awning.html
นับวันค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะ ‘ไฟฟ้า’ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนเริ่มหันมาพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ด้วยการติดตั้ง ‘แผงโซลาร์เซลล์’ ตามบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ด้วยข้อจำกัดของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่มีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า น้ำหนักมาก และโค้งงอไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถติดตั้งในบางพื้นที่ อีกทั้งการติดตั้งยังจำเพาะกับหลังคาที่มีพื้นที่หลังคากว้าง เช่น หลังคาทรงจั่ว หลังคาทรงปั้นหยา และหลังคาทรงโมเดิร์น ไม่เหมาะใช้งานกับบ้านที่มีลักษณะหลังคารูปทรงแบบโค้ง หากแต่ว่าปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลังคาแบบโค้งนิยมนำมาใช้ทำหลังคากันสาดเป็นส่วนใหญ่ และเริ่มได้รับความนิยมในการออกแบบทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ เพื่อให้มีมุมสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและดูทันสมัย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) พัฒนานวัตกรรม ‘ซันการ์ดพีวี (SunGuard PV) หรือ กันสาดโซลาร์’ แผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ ที่มีน้ำหนักเบา โค้งงอได้ เหมาะสำหรับใช้เป็นกันสาดและติดตั้งได้ทันที
[caption id="attachment_38854" align="aligncenter" width="700"] ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล สิทธิพล นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล สิทธิพล นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. เล่าถึงที่มางานวิจัยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนให้ความสนใจติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือนมากขึ้น แต่ด้วยลักษณะของ Solar Roof ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อต่อการติดตั้งกับหลังคาบางรูปแบบ ประกอบกับแผงมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยมากถึง 25-30 กิโลกรัมต่อแผง ขณะเดียวกันประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ปริมาณมาก และมีอากาศร้อน บ้านเรือนส่วนใหญ่ต่างติดตั้งกันสาดแทบทุกหลังคาเรือน แต่ด้วยลักษณะแผงโซลาร์เซลล์ที่มีอยู่นำมาประยุกต์ใช้ได้ยาก หากไม่นับเรื่องความสวยงามที่จะเกิดขึ้นกับตัวบ้านหรืออาคารก็ยังติดเรื่องน้ำหนักและปัญหาการติดตั้ง ทีมวิจัยเล็งเห็นว่าการพัฒนานวัตกรรมกันสาดโซลาร์เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ ช่วยลดปัญหาข้อจำกัดการใช้งาน ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนด้วย
“ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และมีความทันสมัยเข้ากับงานออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายพอสมควร เนื่องจากไม่ได้เป็นการใช้เพียงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปะและมุมมองด้านความสวยงามเมื่อนำไปติดตั้งใช้งาน อีกทั้งยังคิดครอบคลุมถึงการจัดการหลังแผงปลดจากการใช้งานแล้ว ซึ่งทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิดที่ตั้งเป้าไว้ได้สำเร็จและยื่นจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว
“สำหรับกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ในองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ คือ กระจกด้านหน้า เซลล์แสงอาทิตย์ และแผ่นป้องกันที่อยู่ด้านหลังแผง (Back Sheet) ซึ่งทำจากวัสดุพอลิไวนิล ฟลูออไรด์ (Polyvinyl Fluoride: PVF หรือ ชื่อทางการค้า Tedlar) ในส่วนของกระจกทีมวิจัยเลือกใช้วัสดุพอลิเอทิลีน เทอเรปทาเลต (Polyethylene Terephthalate: PET) ที่นิยมใช้ทำขวดพลาสติก โดยใช้เกรดเพื่อผลิตแผงโซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ เนื่องจาก PET มีลักษณะโปร่งแสงเทียบเท่ากระจกแต่มีน้ำหนักเบากว่า และสามารถปรับให้โค้งงอได้ ในขณะที่แผ่น PVF เลือกใช้วัสดุอะครีโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน เมทีเรียล (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene Material: ABS) ทดแทน เพราะมีข้อดีคือน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงและความเหนียว ช่วยเสริมแผงให้ทนแรงกระแทกและทนต่อสภาพอากาศ ที่สำคัญทีมวิจัยยังคำนึงถึงการผลิตแผงจึงได้คิดค้นเทคนิคการผลิตที่ไม่กระทบขั้นตอนการผลิตเดิมของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ตามไลน์การผลิตที่มี”
[caption id="attachment_38857" align="aligncenter" width="700"] กันสาดโซลาร์[/caption]
ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล เล่าว่า จุดเด่นของนวัตกรรมกันสาดโซลาร์ คือมีน้ำหนักต่อพื้นที่เบากว่าแผงโครงสร้างทั่วไปมากกว่า 50% โค้งงอได้ และยังคงความทนทานต่อสภาพแวดล้อม รับแรงกระแทกได้ดี สามารถเพิ่มเติมสีสันให้เข้ากับสถาปัตยกรรมอาคาร บ้านเรือน หรือร้านค้าได้ ที่สำคัญคือติดตั้งง่าย โดยตัดหรือเจาะได้โดยตรง โดยไม่ทำให้แผงโซลาร์เซลล์เสียหาย ยึดติดกับโครงสร้างผนังหรือหลังคาได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อซื้ออุปกรณ์เสริมหรือต่อเติมโครงสร้างเฉพาะ ซึ่งด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง ทำให้สามารถนำกันสาดโซลาร์ไปติดตั้งแทนกันสาดที่เป็นวัสดุพอลิคาร์บอเนตเดิมได้ทันที เพราะมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน และไม่ต้องปรับโครงสร้างกันสาดที่มีอยู่เดิม และเมื่อตัวกันสาดโซลาร์หมดอายุการใช้งานก็เปลี่ยนและติดตั้งใหม่ได้โดยง่าย ในขณะที่กันสาดโซลาร์ที่ปลดจากการใช้งานแล้วยังนำกลับมารีไซเคิลได้ เนื่องจากวัสดุ PET และ ABS เป็นกลุ่มพอลิเมอร์ประเภทเดียวกันที่รีไซเคิลได้ เท่ากับว่าลดขั้นตอนการถอดชิ้นส่วนเพื่อนำกลับไปใช้ซ้ำได้ง่ายขึ้น
“ในด้านประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้า กันสาดโซลาร์มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแผงโซลาร์เซลล์แบบทั่วไปอยู่ที่ 8.5% โดยประมาณ เนื่องจากความโค้งและมุมรับแสงที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามแผงกันสาดโซลาร์มีข้อดีในส่วนอุณหภูมิใต้แผงที่ต่ำกว่าแผงแบบทั่วไป 3-5 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่ใต้กันสาดมีอุณหภูมิที่เย็นกว่าการนำแผงแบบทั่วไปมาทำเป็นกันสาด”
‘กันสาดโซลาร์’ ได้รับการจดสิทธิบัตรและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาต้นแบบให้ได้ตามมาตรฐาน International Electrotechnical Commission (IEC) ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในปี 2566 ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของทีมวิจัยที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ ที่สนับสนุนการออกแบบ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา “Happy Talented Podcast and Radio Drama Creators” รูปแบบออนไลน์ ใน ค่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น ครั้งที่ 14 ประจำปี 2565
ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา “Happy Talented Podcast and Radio Drama Creators” รูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom ให้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น จากโรงเรียนสอนคนตาบอด จำนวนทั้งหมด 17 แห่งทั่วประเทศ เป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านเสียง การสร้างเสียงในละครวิทยุ และพอดแคสต์ แล้วทดลองสร้างสื่อนิทานเสียง เพื่อรณรงค์สร้างโลกสวยด้วยมือเรา โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 รอบคือ รอบที่ 1 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 จัดกิจกรรมเพื่อเตรียมการจัดค่ายสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น โดยอบรมให้กับครูผู้สอน จำนวน 56 คน และรอบที่ 2 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำนวน 99 คน รูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom
เริ่มกิจกรรมโดย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาชีพ และเสริมทักษะด้านการแก้ไขปัญหา การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม ความรู้วิทยาศาสตร์ ในการบรรยาย “สถานการณ์โลกปัจจุบันและแนวทางสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่” และวิทยากรรับเชิญ คุณช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท Cloud & Ground มาเล่าประสบการณ์การทำงานด้านพอดแคสต์ และเน้นย้ำหลักสำคัญของการสร้างสื่อทางเสียง ในหัวข้อ "หัวใจสำคัญของการสื่อสาร”
จากนั้น นางสาวจิดากาญจน์ สีหาราช และนางสาวกนกพรรณ เสลา นักวิชาการ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ชวนนักเรียนร่วมกันระดมสมอง และมองหาปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเรื่องใกล้ๆ ตัว เช่น ขยะในโรงเรียน ฝุ่นควันจากการเผาไหม้ในชุมชนที่เด็กอยู่ ปัญหาฝนตกไม่ตามฤดูกาลส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เป็นต้น เพื่อนำมาสร้างนิทานเสียงในกิจกรรม “สร้างเรื่องราว และสร้างเสียงเพื่อรณรงค์โลกให้น่าอยู่” ยกตัวอย่างสื่อนิทาน ที่ประยุกต์ใช้เสียงในการรณรงค์ แนะนำหลักการสร้างสื่อ และแนวทางในการจัดทำสคริปต์เพื่อสร้างเรื่องราวให้สมบูรณ์ โดยก่อนที่นักเรียนเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน นางสาวสลิลรัตน์ ประสพฤกษ์ นักวิชาการ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ชวนนักเรียนทดลองสร้างเสียง พร้อมยกตัวอย่างการใช้อุปกรณ์การสร้างเสียงหลากหลายรูปแบบ และให้นักเรียนทดลองสร้างเสียงต่างๆ จากอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ง่าย รอบตัว สร้างเสียงประกอบ เช่น เสียงฝนตกจากเมล็ดข้าวที่โรยลงแผ่นกระดาษ เสียงม้าวิ่งจากการเคาะโต๊ะ เสียงไก่ขันจากการกระตุกเชือกกับแก้วกระดาษ เสียงนกร้องจากเป่าหลอดดูด เป็นต้น ในกิจกรรม “สนุกกับเสียงและการสร้างเสียงในละครวิทยุและพอดแคสต์”
จากนั้นนักเรียนร่วมกันสร้างนิทานเสียง และได้นำเสนอผ่านกิจกรรม “นำเสนอผลงานและเล่นเกม เสียงนี้ได้มาอย่างไรนะ” โดยนายอภิรัตน์ ฐิติมั่น นักวิชาการ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ได้ซักถาม และพูดคุยถึงที่มา และความหมายของสื่อที่ต้องการนำเสนอ รวมถึงวิธีการสร้างเสียงประกอบสื่อ และชวนนักเรียนร่วมกันทาย เสียงปริศนา ซึ่งเป็นเสียงที่นักเรียนควรรู้ และตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เช่น เสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการแนะนำอาชีพและงาน เช่น นักเขียนบท นักจัดรายการ นักสร้างเสียงประกอบ เป็นต้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch: การดูแลสุขภาพทางไกลในยุคถัดไป (Next–Generation of Telehealth)
ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา หลายคนอาจมีประสบการณ์ใช้งานระบบ Telehealth หรือ การดูแลสุขภาพทางไกล โดยระบบดังกล่าวเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก เพราะช่วยลดการติดเชื้อ ช่วยติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้ป่วย รวมไปถึงลดความหนาแน่นของโรงพยาบาล ประเมินกันว่าแนวโน้มเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปและน่าจะขยายตัวมากขึ้นในยุคหลังโควิด 19 เพราะผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น แอปพลิเคชันต่าง ๆ ใช้งานสะดวก และราคาค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับยอมรับได้
นอกจากนี้ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี AI, internet of things, VR, AR, robotics รวมไปถึงอุปกรณ์หรือเซนเซอร์ติดตามตัว ซึ่งจะกลายมาเป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ จะทำให้เทคโนโลยี telehealth แพร่หลายมากยิ่งขึ้นอีก เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยทำให้ “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยมีความใกล้เคียงและเสมือนจริงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบบริการชื่อ XRHealth ของสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการ “คลินิกแบบเสมือนจริง” (virtual clinic) รักษาผ่านอุปกรณ์และแอปพลิเคชัน VR ที่บ้าน
ในยุคถัดไปการใช้งานจะมีลักษณะแบบเรียลมากขึ้นอีก แพทย์กับผู้ป่วยหรือแพทย์กับแพทย์ จะได้พบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ไปจนถึงลงมือผ่าตัด รักษาร่วมกัน ผ่านเทคโนโลยี extended reality แบบต่าง ๆ ดังเช่น ระบบชื่อ Proximie ให้บริการระบบ AR ที่แพทย์ผ่าตัดผู้เชี่ยวชาญติดตามการผ่าตัดและให้คำแนะนำกับแพทย์ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้ มีเครื่องมือชื่อ digital finger ที่ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญชี้ตำแหน่งรอบพื้นที่ที่เกิดความเสียหายของผู้ป่วยและต้องผ่าตัด มีสตาร์ตอัปหลายบริษัทพยายามพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีวภาพต่าง ๆ เบื้องต้นนับสิบค่า เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยแบบทางไกลได้
ในประเทศไทยเองก็มีโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และสตาร์ตอัปหลายแห่งที่เปิดให้บริการ telehealth ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนแล้วเช่นกัน โดยเน้นการรักษาผู้ป่วยเรื้อรัง แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง อัตราค่าบริการราว 500 บาทต่อ 15 นาที ซึ่ง สปสช.ให้เบิกจ่ายการให้บริการ telehealth ได้แล้ว ส่วนในช่วงโควิด 19 ระบาด มีการนำมาใช้ดูแลผู้ป่วยทั้งในระบบโรงพยาบาลสนาม, home isolation และ community isolation อีกด้วย อย่างระบบ A-MED Telehealth ที่ สวทช. พัฒนาขึ้นก็ให้บริการผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคน
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570)
แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ฉบับ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) หมายถึง เทคโนโลยีการสร้างความสามารถให้แก่ เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ ด้วยอัลกอริทึมและกลุ่มเครื่องมือทางสถิติ เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ทรงปัญญา ที่สามารถเรียนรู้ เลียนแบบความสามารถของมนุษย์ที่ซับซ้อนได้ ในบางกรณีอาจไปถึงขั้นเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทร่วมขับเคลื่อนในแต่ละภาคส่วนจะช่วยทำให้ภาคเศรษฐกิจ และมีการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจในหลาย ประเทศตอบโจทย์มิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs) ที่ถูกตั้ง ไว้เป็นเป้าหมายของผลการดำเนินงานและมาตรฐานของทั้งภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจในหลาย ประเทศทั่วโลก
[video width="426" height="240" mp4="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2022/12/318634717_108037492084599_1728875540796485668_n.mp4"][/video]
https://www.facebook.com/aithailandcommu
ผลดัชนีชี้วัดความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาลทั่วโลก ในปี ค.ศ. 2020 ได้จัดอันดับประเทศ ไทย อยู่ในลำดับที่ 60 ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังไม่มีนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านแห่งชาติทางด้าน ปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะมีการอ้างอิงความจำเป็นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายรัฐบาลปี 2562 ทั้งนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วน อีกทั้งแนวโน้มการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในประเทศก็มีการขยายตัวอย่างมาก อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบอุตสาหกรรมให้มีความฉลาด เชื่อมโยง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรที่จะพัฒนาแผนปฏิบัติการด้าน ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ ขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรวมถึงสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการแข่งขัน ของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใน รูปแบบของการพัฒนาแบบองค์รวม ที่เรียกว่า BCG Economy ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
สำหรับการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ นี้ มีการรวบรวมการศึกษานโยบาย และยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหภาพยุโรปและอีก ๒๗ ประเทศที่ได้มีการ ตีพิมพ์ AI Strategies แล้ว ในขณะที่อีก 21 ประเทศ (ไม่รวมประเทศไทย) อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยภาพรวมแล้วนั้นยุทธศาสตร์ และ/หรือแนวนโยบายและมาตรการด้าน AI ของแต่ละประเทศมีความ แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละประเทศ แต่ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายและการสนับสนุนพัฒนาที่แตกต่างกัน ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การกำหนดนโยบาย/มาตรการของแต่ละประเทศที่ได้จัดทำจะมีความคล้ายคลึง กันในการกำหนดนโยบายและมาตรการในบางด้านของการพัฒนา ได้แก่
ด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (scientific research)
การพัฒนาผู้ที่มีศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI talent development)
ทักษะและอนาคตของการทำงาน (skills and the future of work)
การพัฒนาอุตสาหกรรมของ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (industrialization of AI technologies/ industrial strategies)
จริยธรรม ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI ethical standards)
โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและดิจิทัล (data & digital infrastructure)
ปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ (AI in the government) และ
ความครอบคลุมและความ เป็นอยู่ที่ดีทางสังคม (inclusion and social well-being)
ดาวน์โหลดเอกสาร
[pdf-embedder url="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2022/12/20220726-AI.pdf"]
ข่าวประชาสัมพันธ์
ยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง สู่ Circular Economy ด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม
สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมมือในการศึกษาวิจัย "โครงการพัฒนาระบบก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน" เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) , สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ บริษัท แอธเลติก โซลูชั่น จำกัด
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมนักวิจัยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งต่างให้ความสนใจการนำเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มประเมินค่าหมุนเวียนวัสดุ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทย ไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตามแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ BCG Economy model อย่างแท้จริง
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
นายกฯ ประชุมบอร์ดขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ รัฐบาลเดินหน้าแผนพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างคน เทคโนโลยี การเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/prime-minister-chairs-the-first-meeting-of-national-ai-committee.html
นายกฯ ประชุมบอร์ดขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ รัฐบาลเดินหน้าแผนพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างคน เทคโนโลยี การเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
วันนี้ (8 ธ.ค.65) เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 1/2565 ร่วมกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งพัฒนาทักษะของบุคลากรภายในประเทศ บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้การขับเคลื่อนการพัฒนาบรรลุผลและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งประเทศไทยและทั่วโลกต่างให้ความสำคัญอย่างมากเนื่องจากขณะนี้โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ดังนั้นประเทศไทยและทุกคนจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเรื่องใหม่ที่ภาครัฐต้องเร่งศึกษาและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะการนำไปขับเคลื่อน Next Generation Growth ตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ ในดำดับแรกภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญกับการสร้างบุคคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ AI ในสาขาต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการของภาคเอกชน ตลอดจนสร้างระบบการรับรองคุณวุฒิของบุคลากรที่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและสากล นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเน้นการสร้างสภาพแวดล้อม (Eco System) ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่องและไม่เกิดการปิดกั้นทางความคิด รวมไปถึงการออกกฎหมายหรือระเบียบเพื่อกำกับดูแล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องศึกษาความต้องการ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผลกระทบของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอย่างรอบคอบ เพื่อให้กฎระเบียบเอื้อต่อการส่งเสริมสนับสนุนการสร้าง Eco System ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการฯ ในแต่ละช่วงเวลาด้วย
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ภาครัฐเตรียมการให้พร้อมทุกด้าน เพื่อรองรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะการเร่งพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทยให้เพียงพอสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ โดยให้ภาครัฐประสานความร่วมมือในการทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันดำเนินงานขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ขณะเดียวกันการดำเนินการต่าง ๆ ก็ขอให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายร่วมกัน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานเชิงรุกตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) สู่การปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน เป็นรูปธรรม และยั่งยืน เน้นสร้างและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ในทุกระดับ ทั้งการผลิตและใช้งานเทคโนโลยี AI รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและบริการ AI เพื่อส่งเสริมการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มกลางบริการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนการใช้งานเริ่มที่ 15 ล้านครั้งในปี 2566 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนฯ จะกำกับดูแลบูรณาการการทำงานสู่การปฏิบัติ และย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงรุก เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) ให้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว ที่มุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเกิดระบบนิเวศที่ครบถ้วน และเชื่อมโยงแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในปี พ.ศ. 2570 โดยมีเป้าประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ สร้างคนและเทคโนโลยี สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการพิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 13,500 คนต่อปี ผ่านหลักสูตรการอบรมพัฒนาทักษะความรู้ที่เหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มบุคลากรปัญญาประดิษฐ์ระดับทักษะขั้นสูง คือ กลุ่มนักวิจัยและนักพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (2) กลุ่มบุคลากรปัญญาประดิษฐ์ระดับทักษะขั้นกลาง คือ กลุ่มนวัตกรและวิศวกร และ (3) กลุ่มบุคลากรปัญญาประดิษฐ์ระดับทักษะขั้นต้น คือ กลุ่มอาชีพการทำงานอื่น ๆ ที่สามารถใช้งานบริการปัญญาประดิษฐ์ขั้นต้นในกลุ่มอาชีพของตนเอง
2. จัดทำแพลตฟอร์มกลางบริการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) รองรับการให้บริการปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวในการสร้างนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้แก่ทุกภาคส่วนภายในประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบูรณาการความร่วมมือเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ 15 แผนงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1: เตรียมความพร้อมของประเทศในด้านสังคม จริยธรรม กฎหมาย และกฎระเบียบสำหรับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ การพัฒนาข้อกำหนด กฎหมาย มาตรฐาน และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ AI ของประเทศ การสื่อสาร และการสร้างการรับรู้ด้านจริยธรรม AI ยุทธศาสตร์ที่ 2: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พัฒนาศูนย์เชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ พัฒนาแพลตฟอร์มกลางระดับประเทศเชิงบูรณาการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการประมวลผลและการคำนวณขั้นสูง ยุทธศาสตร์ที่ 3: เพิ่มศักยภาพบุคลากรและการพัฒนาการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ทุกระดับการเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรสู่ภาคธุรกิจ พัฒนากลไกความร่วมมือกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 4: พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่กลุ่มสาขาเป้าหมาย พัฒนาเทคโนโลยีฐาน (Core Technology) และการวิจัยเพื่อสนับสนุนแพลตฟอร์มด้านปัญญาประดิษฐ์ และยุทธศาสตร์ที่ 5: ส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่ การใช้ AI ในภาครัฐ การใช้ AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมอุตสาหกรรมเชื่อมโยง AI สู่การใช้งาน พัฒนากลไก และ Sand Box เพื่อนวัตกรรม ทางธุรกิจ และ AI Startup
สำหรับภาพรวมผลกระทบต่อประเทศ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2570 ได้แก่ (1) มีมูลค่าที่เกิดการจ้างงานและสร้างอาชีพในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จากบุคลากรที่มีทักษะทางด้านดิจิทัล และ AI รองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ในประเทศเพิ่มมากขึ้น (2) GDP ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น จากมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการจากการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการมีจำนวนผู้ประกอบการใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศมากขึ้น (3) ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม จากการที่หน่วยงานภาครัฐนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานและการให้บริการ และ (4) ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ได้ในวงกว้าง สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยใหม่ได้เพื่อสร้างประโยชน์และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดกิจกรรมวันดินโลก เนื่องในโอกาส “วันดินโลก” เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
(8 ธันวาคม 2565) ณ พื้นที่ด้านข้างอาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “วันดินโลก” เพื่อร่วมปลูก พรวนดิน ใส่ปุ๋ย และรดน้ำต้นไม้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดิน “ดิน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยมี นางสาวศิรินาถ แถบทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และพนักงาน สวทช. เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
“ต้นก้ามปู” หรือ “ต้นจามจุรี” เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม ให้ร่มเงาสร้างความร่มรื่น โดยใบของต้นก้ามปูนั้นมีธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักในการเจริญเติบโตของพืชดินที่ผสมใบก้ามปูจึงเหมาะแก่การบำรุงรักษาต้นไม้ ซึ่งพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี มีต้นก้ามปูอยู่มากกระจายอยู่ในพื้นที่ ดังนั้นเมื่อถึงฤดูการผลัดใบ จะมีใบก้ามปูเป็นจำนวนมากหล่นทับถมบริเวณใต้ต้น ซึ่งการทับถมของใบก้ามปูทำให้มีปุ๋ยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการช่วยย่อยสลายและทำให้เกิดกระบวนการหมักตามธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ฝ่ายอาคารสถานที่ และฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร จัดให้ความรู้ เรื่อง “ปุ๋ยหมักจากใบก้ามปู (ตามธรรมชาติ) และวิธีการนำมาใช้ประโยชน์” ให้แก่พนักงานสวทช. คนสวน และผู้ที่สนใจ เพื่อให้มีความรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ทำปุ๋ยทั้งที่สำนักงานและที่บ้านได้ เป็นการการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังช่วยกำจัดเศษใบไม้ ช่วยลดปัญหามลพิษจากการเผา และช่วยลดปัญหาขยะอินทรีย์ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ “วันดินโลก (World Soil Day)” ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ตามมติขององค์การสหประชาชาติ กำหนดให้ตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องจากมีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาที่ดินในประเทศไทย และเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรดิน
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค จับมือ 3 สถาบันการศึกษา มทร. ธัญบุรี จุฬาฯ และ มจธ. ร่วมวิจัยพัฒนาระบบก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/mtec-and-universities-present-a-modular-steel-construction-system-designed-with-a-digital-platform.html
(วันที่ 6 ธันวาคม 2565) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ บริษัท แอธเลติก โซลูชั่น จำกัด ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดผลสำเร็จงานวิจัยพัฒนาระบบก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษา (Public Hearing) ในหัวข้อในวันนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้ โครงการ “การพัฒนาระบบก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน”
การก่อสร้างแบบโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป (modular steel construction) เป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ทั้งในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างประกอบติดตั้งที่รวดเร็วและมีคุณภาพ ความสามารถในการนำวัสดุก่อสร้างมาใช้ซ้ำหรือการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่หลังจากการรื้อถอน อันจะนําไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมคาร์บอนต่ำ สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะหน่วยงานผู้แทนของทีมวิจัยอีกทั้งเป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนในทุกภาคส่วนที่จะช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมผ่าน BCG model ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนประยุกต์ใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในอนาคต ให้เกิดผลดีต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อันจะนําไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ได้แก่ คุณวิกรม วัชระคุปต์ ประธานคลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณวิชัย รายรัตน์ Sustainable Development Director บริษัทเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด คุณวีรกร สายเทพ Board of Directors บริษัท บิมอ็อบเจ็คท์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคุณบุญชัย ทรัพย์อุดมกุล Head of Project Engineering & Innovation (S&A) บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จํากัด (มหาชน) ร่วมเสวนาเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ หัวข้อ “แนวโน้มและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบก่อสร้างมอดูลาร์ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย” โดยมุ่งเน้นในเรื่องของบทบาทและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค กลไกหรือการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นไปได้ในการร่วมมือหรือการดำเนินงานร่วมกันของทุกภาคส่วนภายในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน
ดร. นงนุช พูลสวัสดิ์ นักวิจัย เอ็มเทค หัวหน้าชุดโครงการวิจัย กล่าวว่า ชุดโครงการนี้จะพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อออกแบบการก่อสร้างอาคารสำเร็จรูปด้วยการจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling, BIM) เพื่อใช้ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เหมาะสมที่สุดของการก่อสร้างและพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพวัสดุ รวมทั้งนำไปสู่การประเมินค่าการหมุนเวียนของอาคารสำเร็จรูป ซึ่งพิจารณาถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ คุณภาพและอายุการใช้งาน ความสามารถในการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งเหมาะสมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โครงการนี้สำเร็จลุล่วงได้ จากการสนับสนุนงบประมาณจาก บพข. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ บริษัท แอธเลติก โซลูชั่น จำกัด ที่ให้ความสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Economy) และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ มุมมองของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของความยั่งยืนผ่านมุมมองของ BCG Economy อีกด้วย
/////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์


