หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เปิดใจ! 2 เยาวชนไทย เสนอไอเดียวิทยาศาสตร์ได้ทดลองจริงบนสถานีอวกาศ
เปิดใจ 2 เยาวชนไทย หลังได้บินลัดฟ้าไปประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2022 ระหว่างวันที่ 15-20 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา เพื่อรับชมการถ่ายทอดสดนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่นำ "แนวคิดการทดลองวิทยาศาสตร์" จากไอเดียของ 2 เยาวชนไทย ขึ้นไปทดลองจริงบน "สถานีอวกาศนานาชาติ" ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง โดยรับชมการถ่ายทอดสดอย่างใกล้ชิดผ่านห้องบังคับการที่ศูนย์อวกาศสึคุบะ ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)   สำหรับเยาวชนหรือผู้ที่สนใจโครงการ Asian Try Zero-G สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : NSTDA SPACE Education
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ร่วมกับองค์กรพันธมิตร อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยี เตรียมแผนรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ต้องระวัง ปี 66
(9 กุมภาพันธ์ 2566) ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้แก่ สถาบันไอเอ็มซี สมาคมอุตสาหกรรมชอฟต์แวร์ไทย สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท เออาร์ไอที จำกัด จัดงานสัมมนาหัวข้อ "Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates 2023" เพื่ออัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจับตามองในปี 2566 รวมถึงแนวทางการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ต้องระวัง โดยเฉพาะประเด็น “มิจฉาชีพแฮกเข้าแอปธนาคาร” ที่เป็นข่าวดังเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เผยทักษะด้านดิจิทัลที่บุคลากรในสายดิจิทัลควรมีติดตัวในปี 2566 ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้าน Coding หรือ Graphic Design โดยภายในกิจกรรมสัมมนาได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานเปิดงาน ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีภารกิจในการพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนประเทศผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับ พัฒนา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง สวทช. มีเครื่องมือ บุคลากร และบริการที่พร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันการสร้างผู้ประกอบการ การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และ Food Innopolis อีกทั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนและยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งบุคลากร SME สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้สามารถแข่งขันบนเวทีระดับโลกได้ โดยในปีนี้ สวทช. วางแผนงานหลักในการขับเคลื่อน NSTDA Core Business ประกอบไปด้วย Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มแก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของประเทศ  FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional ingredient) ในรูปแบบ One stop service และ Thailand i4.0 Platform แพลตฟอร์มให้บริการ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การขับเคลื่อนองค์กร และต้องให้ภาคส่วนต่าง ๆ นำความรู้ เครื่องมือ เพื่อนำงานวิจัยแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ และที่สำคัญคือ ประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง ด้าน ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า ซอฟต์แวร์พาร์คเป็นองค์กรภายใต้ สวทช. ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนากำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลรวมถึงสายอาชีพด้านไอที โดยการสัมมนาหัวข้อ Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ร่วมกับองค์กรพันธมิตร มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตแนวทาง แบ่งปันและถ่ายทอดความรู้เรื่องแนวโน้มของเทรนด์เทคโนโลยี และภัยคุกคามทางดิจิทัลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียทั้งต่อตัวบุคคลและองค์กร รวมไปถึงให้ความรู้ด้านอาชีพและทักษะที่ตลาดแรงงานของอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นที่ต้องการในปี 2566 เพื่อให้องค์กรและบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ได้มีแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ วางแผน และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา ทางซอฟต์แวร์พาร์คได้มีการจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนา เพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลมากกว่า 2,500 ราย ผ่านหลักสูตรและโปรแกรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารระดับสูง นักพัฒนา หรือกลุ่มผู้ที่ต้องการได้รับประกาศนียบัตรในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมสนับสนุนผู้ประกอบการทางธุรกิจเทคโนโลยี ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและมีศักยภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลของประเทศ และรวมไปถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการพื้นที่สำนักงาน ห้องอบรม/สัมมนา และ ARI Co-InnoSpace ทั้งนี้ภายในงานยังได้วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี ได้เล่าถึงความน่าสนใจเกี่ยวกับ Top 10 Technology และแนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลปี 2023 ที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อม คุณสมหมาย กรังพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี เอ็น พี โซลูชั่น จำกัด และกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมชอฟต์แวร์ไทย (ATSI) คุณรัชต์ รองหานาม Graphic Design Specialist บริษัท เออาร์ไอที จำกัด คุณไพบูลย์ พนัสบดี นายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย คุณปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาครัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน สำหรับผู้สนใจในบริการทางด้านการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาผู้ประกอบการ หรือกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงบริการด้านพื้นที่ของทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก: Software Park Thailand เว็บไซต์ www.swpark.or.th  หรือ โทร. 02-583-9992, 02-564-7000
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “Sustainability in Food Industry”
สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “Sustainability in Food Industry” ภายใต้โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate)   วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระราม 6 พบกับการบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ ดังนี้ Deep Tech Trends Shaping the Future of Food Industry The Way of Sustainability in Food Products FoodSERP “New Engine for Food Sustainability” รับฟัง เสวนาหัวข้อ “Sustainability in Food Industry” . สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://forms.gle/GkWZ1wmt4p5bxYmx9 สอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 81490, 81492 และ 71745
ปฏิทินกิจกรรม
 
คณะรัฐบาลกรุงมอสโก ลงพื้นที่สำนักงานใหญ่ EECi จ.ระยอง หารือโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนานวัตกรรมระหว่างสองประเทศ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/eeci-welcomes-the-visit-of-moscow-delegation.html (วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566) นาย Alexey Anatolievich Fursin รัฐมนตรีด้านการพัฒนาผู้ประกอบการและนวัตกรรมแห่งรัฐบาลกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งรับผิดชอบภารกิจส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พัฒนาการทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการสร้างสรรค์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงมอสโกด้วยนวัตกรรม นำคณะฯ ลงพื้นที่สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรมร่วมกัน ทั้งนี้ ได้มีผู้แทนจากสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ร่วมนำเสนอข้อมูลด้วย ทั้งนี้หลังการนำเสนอภาพรวมการดำเนินการพื้นที่ EECi เสร็จสิ้น ดร.เจนกฤษณ์ ได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายในพื้นที่ ดังนี้ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center, SMC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนวัตกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะ (ARIPOLIS) มีภารกิจหลักในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้และการทดลองปฏิบัติจริง รวมไปถึงกิจกรรมวิจัยเพื่อการสร้างนวัตกรรม โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) เพื่อสนับสนุนด้านนวัตกรรมการเกษตรของเมืองนวัตกรรมชีวภาพ (EECi BIOPOLIS) ภายในปลูกพืชสมุนไพร อาทิ ฟ้าทะลายโจร บัวบก ขมิ้นชัน และกระชายดำ มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งทดสอบการปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อให้ได้ข้อมูลผลผลิต และวิธีการผลิตที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ EECi ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการนำนวัตกรรมเข้าไปผลักดันอุตสาหกรรมและพัฒนาประเทศด้วยการปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีผ่านการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและกลไกที่จะรองรับงานวิจัยขยายผล (Translational Research) ตลอดจนการปรับแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับบริบทของไทย (Technology Localization) สำหรับกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ EECi มีพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ภายในพื้นที่ประกอบไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนา โดยในปัจจุบันมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเปิดให้บริการ ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน และโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ และจะทยอยเปิดโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อาทิ โรงเรือนฟีโนมิกส์ (Phenomics Greenhouse) โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery Pilot Plant) และโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่ทางเลือก (Alternative Battery Pilot Plant) ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดย สวทช. แล้ว ภายในพื้นที่ EECi ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตซึ่งดำเนินการโดยพันธมิตร อีก 3 รายการ ประกอบด้วย (1). สนามทดสอบยานยนต์ไร้คนขับ ดำเนินการโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ (2). เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ระดับพลังงาน 3 กิกะอิเล็กตรอนโวลต์ ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตอน (องค์การมหาชน) และ (3). สนามทดสอบอากาศยานไร้คนขับ ดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา EECi ให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผ่านการพัฒนาคลัสเตอร์นวัตกรรมใหม่ ที่เกิดจากการผสานความร่วมมือระหว่างบริษัทใหญ่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันวิจัย สถาบันศึกษา และภาคประชาสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศให้กับหน่วยงานและผู้ประกอบการในประเทศไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2566”
ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับงาน วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 (Thailand Inventors’ Day 2023) จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา   โดยตลอดการจัดงาน สวทช. ได้ร่วมจัดบูธกิจกรรมสำหรับเยาวชน ประกอบด้วย กิจกรรมประดิษฐ์ รถแข่งแรง g และกิจกรรม เพ้นท์สีกระเป๋าผ้าด้วยแป้งพิมพ์สีธรรมชาติ รวมทั้งมีนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทยใน โครงการนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ หรือ YSC ของ สวทช. ไปจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย   ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ให้ความสนใจมาเยี่ยมชมบูธกิจกรรมและนิทรรศการของ สวทช. พร้อมร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังร่วมแสดงความยินดีกับนักวิจัย สวทช. ที่ได้รับ รางวัลการวิจัยแห่งชาติประจำปี 2566 รวม 16 รางวัล ซึ่งมีพิธีรับมอบรางวัลภายในงานวันนักประดิษฐ์ครั้งนี้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ผนึกกำลัง สสน. หนุนระบบนิเวศวิจัย ด้านการบริหารจัดการน้ำ เกษตร และพลังงานของประเทศ
(วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566) ณ ห้องบัญชาการ 2 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) จตุจักร กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาวิทยาการระบบและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ เกษตร และพลังงานของประเทศ โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สสน. ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ รองผู้อำนวยการ สสน. พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เข้าร่วมงาน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. พร้อมสนับสนุนความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาวิทยาการระบบและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ เกษตร และพลังงานของประเทศ  ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีการพัฒนาขึ้นมากในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา โดย สวทช. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยดังกล่าว ทำให้ประเทศสามารถสร้างเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำ เกษตรและพลังงานโดยสามารถขยายเครือข่ายงานวิจัยได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืน ทั้งนี้ความร่วมมือล่าสุดของสองหน่วยงาน จะร่วมมือภายใต้โครงการแพลตฟอร์ม Thailand Agricultural Data Collaboration Platform (THAGRI) เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ภาคการเกษตร ซึ่ง สสน.ได้อนุเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์น้ำระยะกลาง (1 - 3 เดือน) มาแบ่งปันให้กับนักพัฒนาบนระบบ THAGRI เพื่อให้นักพัฒนาหรือผู้สนใจนำข้อมูลการคาดการณ์น้ำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ขณะที่ สวทช. มีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA อันดับหนึ่งในอาเซียน ด้วยประสิทธิภาพในการคำนวณที่สูงถึง 8.1 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาที ที่สามารถรองรับการใช้งานได้กับหัวข้อวิจัยที่สำคัญและหลากหลาย เพื่อสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างนวัตกรรมให้กับภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม อาทิ  การจำลองสภาพภูมิอากาศตามเวลาจริงโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม  และความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยาของไทย เป็นต้น “ที่ผ่านมา สสน.และ สวทช. มีความร่วมมือในโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาลปลูกด้วยข้อมูลทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม (RiceFit)  โดย สวทช. ได้ใช้ข้อมูลด้านปริมาณน้ำจาก สสน. มาประกอบในการคัดเลือกพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมต่อสถานที่และฤดูกาล เพื่อลดความเสี่ยงในการผลิต นอกจากนี้ในโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร (What2Grow) ซึ่งได้จัดทำแผนที่เกษตรเชิงรุก หรือ ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (AgriMap) ยังได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบโทรมาตรของ สสน. มาแสดงผลในชั้นแผนที่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้เกษตรกรสามารถเลือกพืชที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่ต้องการปลูกได้สะดวกขึ้น” ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุ ด้าน ดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการ สสน. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ สสน. มีแนวทางดำเนินงานให้เกิดความร่วมมือ ด้วยการเพิ่มศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย งานพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการน้ำ เกษตร และพลังงานในทุกภาคส่วน พร้อมส่งเสริม สนับสนุน แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจะขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ เกษตร และพลังงาน ร่วมกับ สวทช. ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดกลไกการดำเนินงานที่เชื่อมโยง สอดรับแนวนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ ให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างมั่นคงและยั่งยืน /////////////////////////////
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิจัย สวทช. รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-researchers-receive-nrct-awards-at-thailand-inventors%E2%80%99-day-2023.html วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา: สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566" (Thailand Investor’s Day 2023) และพระราชทานเกียรติบัตรให้แก่ผู้ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2566 จำนวน 165 คน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีกับนักวิจัย สวทช. ที่ได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ รวม 16 รางวัล ดังนี้ สำนักงานกลาง ดร.จันทร์เพ็ญ ครุวรรณ์ และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากผลงานวิจัย “นวัตกรรมอุปกรณ์วิเคราะห์ไมโครพลาสติกแบบพกพาโดยใช้สีย้อมฟลูออเรสเซนต์ไนล์เรด-กราฟีนร่วมกับเทคนิคปัญญาประดิษฐ์” ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากผลงานวิจัย “MagikTuch – ระบบลิฟต์แบบไร้สัมผัส” ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล และคณะ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากผลงานวิจัย “ระบบวิธีการจัดสรรทรัพยากรมนุษย์โดยปัญญาประดิษฐ์ ดร.ปัถย์ ศักดิ์ธนากูล ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี จากผลงานวิจัย “การเพิ่มความสามารถในการเขียนโปรแกรมสำหรับหน่วยเร่งการประมวลผลผ่านรูปแบบการเขียนโปรแกรมและการเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรมด้วยคอมไพเลอร์” ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ดร.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ และดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดีมาก จากผลงานวิจัย “บทบาทของโปรตีน ORF3 ในการควบคุมการเพิ่มจำนวนและความรุนแรงของเชื้อไวรัสพีอีดี สำหรับการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนแรงเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคท้องเสียในสุกร” ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ และคณะ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากผลงานวิจัย “การถอดรหัสจีโนมของกุ้งกุลาดำเพื่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา และคณะ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากผลงานวิจัย “การพัฒนากระบวนการแยกลิกนินและผลิตภัณฑ์ร่วมจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยวิธีออร์กาโนโซล์ฟระดับโรงงานกึ่งนำร่องสำหรับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม BCG” ดร.พนิตา ชุติมานุกูล ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดีมาก จากผลงานวิจัย “การระบุยีนทนเค็มในข้าวโดยใช้สายพันธุ์ที่มีการแทนที่ชิ้นส่วนของโครโมโซมที่มีพื้นฐานพันธุกรรมของข้าวขาวดอกมะลิ 105” ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี จากผลงานวิจัย “บทบาทของไลโซโซมชนิดพิเศษประเภทมีช่องไอออนมิวโคลิปิน” คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากผลงานวิจัย “PigXY-AMP” ชุดตรวจหาเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ไวและรวดเร็วด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว” ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ดร.วนิดา พงศ์ศักดิ์สวัสดิ์ และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากผลงานวิจัย “ระบบเว็บสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงอัตราการกัดกร่อนของเหล็กกล้าโครงสร้างในประเทศไทย” ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.พงษ์ธนวัฒน์ เข็มทอง และคณะ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากผลงานวิจัย “บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการวิเคราะห์สำหรับพัฒนาและออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะฟอสไฟด์ที่จำเพาะต่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเหลวแห่งอนาคต” ดร.ธีระ บุตรบุรี และดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากผลงานวิจัย “การปลูกโครงสร้างนาโนของไททาเนียมไดออกไซด์แบบผลึกเดี่ยวที่มีรูพรุนสูงลงบนซับสเตรทตัวนำโดยตรง เพื่อประยุกต์ใช้ในงานเกี่ยวกับการเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง” ดร.สุรัฐ ธีรพิทยานนท์ ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี จากผลงานวิจัย “เครือข่ายปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ” ดร.ไพศาล ขันชัยทิศ และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก จากผลงานวิจัย “กระบวนการผลิตเข็มขนาดไมครอนบนผืนผ้าแบบรวดเร็วและสามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์” ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ และคณะ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จากผลงานวิจัย “ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตผลิตจากเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้ง”   “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566” (Thailand Inventors’ Day 2023) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และยังเป็นเวทีสำคัญระดับชาติและนานาชาติ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ในด้านการประดิษฐ์คิดค้นต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพออกสู่สายตาคนไทยและประชาคมโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. ผนึกพันธมิตรจัดงานวันรวมพลคน KidBright ครั้งที่ 4 หวังชู “KidBright” เป็นแพลตฟอร์มการศึกษา เตรียมพร้อมเยาวชนไทยสู่พลเมืองดิจิทัล
3 กุมภาพันธ์ 2566 : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานวันรวมพลคน KidBright (KidBright Developer Conference 2023 : KDC23) ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “KidBright at Home : อยู่ที่ไหน ก็เรียนรู้ได้” มุ่งสนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาอย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ควบคู่การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กและเยาวชนไทย ต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกร ผ่าน KidBright Education Platform ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า KidBright Education Platform มีทั้ง บอร์ดส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งและสะเต็ม เว็บแอปพลิเคชันสอนวิทยาการข้อมูล และแพลตฟอร์มสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) คิดค้น และพัฒนาขึ้น ได้แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการส่งเสริมภาคการศึกษา ตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ ของกระทรวงฯ อันได้แก่  (1) การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้  (2) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม (3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน  (4) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ KidBright ได้พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการสอนวิทยาศาสตร์และทคโนโลยีของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา ในลักษณะการเรียนรู้แบบ Learn and Play ที่ทำให้เด็กมีแรงจูงใจ เกิดความสนใจอยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ได้สนุกกับการฝึกฝนกระบวนการคิดวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับสร้างสรรค์จินตนาการ เชื่อมโยงองค์ความรู้ ประดิษฐ์คิดค้นเป็นผลงานสร้างสรรค์ รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพ และทักษะที่จำเป็นอื่น ๆ ในการก้าวสู่พลเมืองในยุคดิจิทัล ต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกร นักพัฒนา เป็นกำลังบุคลากรที่สำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต KidBright บอร์ดสมองกลฝังตัวอัจฉริยะ ผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่พัฒนาโดย เนคเทค สวทช. ซึ่งได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้น ด้วยความมุ่งหวังอยากให้เด็กไทยมีอุปกรณ์การเรียนโค้ดดิ้งอย่างง่าย โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมาในปี 2560 – 2561  โครงการฯ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลภายใต้โครงการ Big Rock เพื่อการพัฒนาประเทศ  จึงได้ผลิตและกระจายบอร์ด KidBright จำนวน 200,000 บอร์ด ไปสู่การใช้งานในโรงเรียนกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ ตอบรับกับกระแสการเรียนการสอนด้าน STEM Education ของประเทศไทย จากนั้นทีมวิจัย ได้ขยายผลความสามารถของ KidBright Platform อย่างต่อเนื่อง  เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างองค์ความรู้พัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงตรรกะ ร่วมกับการใช้จินตนาการสร้างสรรค์ผลงาน   ผ่านโครงการต่างๆ ประกอบด้วย (1) โครงการสอนโค้ดดิ้งในโรงเรียน (Coding at School) (2) โครงการสอนวิทยาการข้อมูลในโรงเรียน (Data Science at School) (3) โครงการสอนปัญญาประดิษฐ์ในโรงเรียน (AI at School) และยังรวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ  ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ครู/ อาจารย์ กลุ่มนักพัฒนา, จัดเวทีประกวดแข่งขันในกลุ่มนักเรียน เปิดโอกาสให้ได้ประลองความรู้ความสามารถ การจัดงาน “วันรวมพลคน KidBright หรือ KidBright Developer Conference : KDC) จึงถือเป็นเวทีในการรายงานผลความก้าวหน้า เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดจากการขยายผลความสามารถของ KidBright Platform เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของนักเรียน กลุ่มนักพัฒนา เครือข่ายหน่วยงานด้านการศึกษาที่ได้นำ KidBright Platform ไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ในแต่ละปีก็จะมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไปให้สอดคล้องตามทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของ KidBright  ซึ่งจากสถานการณ์การโรคระบาดโควิด – 19 ทําให้รูปแบบการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบ Online แนวทางการเรียนรู้ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแต่ในห้องเรียน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวถึง  ผลความสำเร็จ ของการพัฒนา Education Platform ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึงปัจจุบัน  ได้จัดอบรมความรู้ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่ง สร้างบุคลากรจากกิจกรรมเทรนเดอะเทรนเนอร์ ไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ผ่านการอบรม KidBright Coding จำนวน 2,815 คน  KidBright Data Science  จำนวน 1,541 คน   KidBright AI จำนวน 1,910 คน  อบรมครูในพื้นที่ EEC จำนวน 1,957 คน ร่วมกับพันธมิตรจัดอบรมในหัวข้อต่างๆ จำนวน 1,820 คน เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบอร์ดสมองกลฝังตัวจากการนำ KidBright ไปพัฒนาขยายความสามารถ สร้างผลกระทบให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท เช่น ส่งเสริมความเข้มแข็งเอกชน บริษัทเอกชนนำผลงานไปผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 2 ราย พันธมิตรร่วมจัดทำ Plugins เพื่อใช้งานกับบอร์ด KidBright มากกว่า 25 Plugins ลดความเลื่อมล้ำอบรมโค้ดดิ้งให้กับกลุ่มโรงเรียนคนพิการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชต.) และ เกาะแก่ง คิดเป็น 5% ของโรงเรียนที่ได้รับบอร์ด สร้างความตระหนักให้เกิดการเรียนเทคโนโลยีในเยาวชน เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีผ่าน KidBright Platform จากสถิติการเข้าเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ 530,000 ครั้ง   นอกจากนี้ ได้พัฒนาองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการจัดทำแผนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณด้วยบอร์ด KidBright ในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4 และคู่มือหลักสูตร Coding, Data Science, AI ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนนำคู่มือไปใช้ในการเรียนการสอนเป็นจำนวนมาก จากยอดการดาวน์โหลดหนังสือ 14,347 ครั้ง และคู่มือสอน 16,809 ครั้ง  มีพันธมิตรร่วมจัดทำวิดีโอสอนการใข้งาน จำนวน 5 แหล่ง  มียอดเข้าชมวิดีโอแนะนำความรู้ จำนวน 462,737 ครั้ง ความพิเศษของการจัดงานในปีนี้ นำเสนอภายใต้แนวคิด “KidBright at Home : อยู่ที่ไหน ก็เรียนรู้ได้” โดยเป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์ม KidBright Series at Home ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้โรงเรียน คุณครู นักเรียน และผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ ก็สามารถเรียนรู้ได้ โดยผ่านเว็บไซต์ https://www.kid-bright.org/ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ KidBright Series at Home ประกอบด้วย KidBright Coding Simulator ได้เพิ่ม Feature ต่าง ๆ เช่น ใช้เทคโนโลยี AR (Augmented reality) ในการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อเสริมจินตนาการให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น KidBright AI Web และ Simulator ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน โดยสามารถนำเข้าภาพและเสียงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ และแสดงผลผ่าน AI simulator และอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานรวมพลคน KidBright ในปีนี้ กับครั้งแรกในการจัดกิจกรรมการแข่งขัน KidBright Coding & AI Simulator รอบชิงชนะเลิศ Online เต็มรูปแบบ ซึ่งมีนักเรียนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วม 300 ทีม คิดเป็นจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 900 คน  โดยมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 12 ทีม และมีโรงเรียนลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม และร่วมเป็นกองเชียร์แบบ Online ในวันนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน จาก 100 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยผลการแข่งขันรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม SEP-MBT  โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  ได้แก่ ทีม Ro-SKB โรงเรียนชลบุรี “สุขบท”ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2  ได้แก่ ทีมปิยะพงษ์สั่งลุย  จากโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัยได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท รางวัลชมเชย  2 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 1,500 บาท ได้แก่ ทีมภาณุแอนด์เฟรนด์ เทศบาล 6 จังหวัดเชียงราย และ ทีมป่ามะพร้าว จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยองกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์   นอกจากนี้ยังมีในส่วนการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากกลุ่ม KidBright Community ที่ได้นำ KidBright Platform ไปขยายผลการใช้งาน ได้แก่ โรงเรียนที่เข้ากิจกรรมการประกวดแข่งขันในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา, ผู้ประกอบการภาคเอกชน และ Maker ประกอบด้วย KidBright UtuNoi by EEC, KidBright Forecasting with GLOBE, KidBright Onstage, HomeSchool Network และ Co-Founder CoderDojo Thailand, สื่อการเรียนการสอน จาก บริษัท inex, ชมรมเมกเกอร์คลับ เชียงใหม่ และ สมาคม IoT, โครงการสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวที่พัฒนาโดยกลุ่มโรงเรียนโสตศึกษา และผลงานวิจัยจากกลุ่ม KidBright  การจัดงานในครั้งนี้ เนคเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สนับสนุนเครือข่ายโรงเรียนในสังกัดเข้าร่วมกิจกรรม, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมจัดทำคู่มือสอนเทคโนโลยี, ชมรมเมกเกอร์คลับ เชียงใหม่ ร่วมพัฒนา KidBright AI web version และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนได้เข้าร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “การพัฒนา KidBright Coding & AI Web Simulator” และ “การขับเคลื่อนและการพัฒนาหลักสูตร KidBright Education Platform” “KidBright จะไม่ได้เป็นเพียงแค่บอร์ดสมองกลอีกต่อไป แต่จะก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มการศึกษา (Education Platform) ของประเทศที่เข้ามาช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนของเด็กไทย ในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตทางด้านเทคโนโลยีที่จำเป็น ทั้งในด้านการเขียนโค้ดดิ้ง ทักษะด้านวิทยากรข้อมูล วิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูล ทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ และทักษะที่จำเป็นอื่น ๆ  และที่มากไปกว่านั้น คือ เป็นแพลตฟอร์มการศึกษา ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนทุกคนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ สามารถเข้ามาเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองได้อย่างเท่าเทียมกัน” ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวทิ้งท้าย ////////////////////////
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คึกคัก! บรรยากาศบูทกิจกรรม สวทช. ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2566”
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก! สำหรับบูทกิจกรรมของ สวทช. ในงาน #วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 (Thailand Inventors’ Day 2023) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค อีเว้นท์ ฮอลล์ 100-102 . โดย สวทช. มี 2 กิจกรรมสนุกๆ สำหรับเยาวชนภายใต้หัวข้อ #นักประดิษฐ์วิจิตรศิลป์ ประกอบด้วย กิจกรรม #รถแข่งแรงg ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้มาประดิษฐ์รถแข่งแบบ DIY ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำไปแข่งขันประลองความเร็วในรางแข่งตามแรงโน้มถ่วง และกิจกรรมเพ้นท์กระเป๋าด้วย #แป้งพิมพ์สีธรรมชาติ ผลงานของนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ที่สกัดสีต่างๆ มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ เด็กๆ สามารถแต่งแต้มระบายสีได้อย่างเพลิดเพลินและปลอดภัย นอกจากจะได้รับความสนุกและความรู้แล้ว น้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ของที่ระลึกติดมือกลับบ้านไปทุกคนด้วย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เปิดรับสมัคร JSTP รุ่นที่ 26 ประจำปี 2566
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เปิดรับสมัครนักเรียนที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าร่วม โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project - JSTP) รุ่นที่ 26 ประจำปี 2566 โอกาสที่จะได้รับ เปิดโลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ กิจกรรมฝึกทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการทดลองด้านวิทยาศาสตร์ การบรรยายพิเศษและกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ รับทุนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จำนวน 10,000 บาท/โครงงาน มีนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงและนักเทคโนโลยีพี่เลี้ยงชั้นนำของประเทศ (Mentor) คอยให้คำปรึกษาการทำงานทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ มีโอกาสได้รับคัดเลือกเพื่อรับทุนการศึกษาและทุนวิจัยจนจบปริญญาเอก โดยไม่ผูกพันการรับทุน   ผู้มีสิทธิ์สมัคร นักเรียนที่กำลังศึกษา ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 – 5 ในปีการศึกษา 2565 และกำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ในปีการศึกษา 2566   กรอบเวลาและแผนการดำเนินงาน เปิดรับสมัคร (ออนไลน์) >> กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม 2566 พิจารณาใบสมัครและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์  >>เมษายน 2566 สัมภาษณ์และประกาศผลการคัดเลือก >> พฤษภาคม 2566 กิจกรรมพัฒนาศักยภาพ >> มิถุนายน 2566 กิจกรรมเสริมประสบการณ์ >> ตุลาคม 2566 ติดตามความก้าวหน้า   >> ธันวาคม 2566 – เมษายน 2567 นำเสนอผลการดำเนินงานโครงงานวิทยาศาสตร์ >> พฤษภาคม 2567 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับทุนระยะยาว >> มิถุนายน 2567   Link คำแนะนำในการกรอกใบสมัครโครงการ JSTP https://shorturl.asia/JPWf8 Link แบบฟอร์มใบสมัครนักเรียนเข้าร่วมโครงการ JSTP https://forms.gle/8vH9HjCyZqTcLvbF8 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1436, 1434 โทรสาร 0 2564 7141 e-mail: yst@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมในงาน“วันนักประดิษฐ์
(เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์) ณ อีเว้นท์ ฮอลล์ 100-102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสนับสนุนผลงานสู่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักประดิษฐ์ นักวิจัยไทยพร้อมก้าวสู่เวทีในระดับโลก การจัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566” (Thailand Inventors’ Day 2023) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และยังเป็นเวทีสำคัญระดับชาติและนานาชาติ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ในด้านการประดิษฐ์คิดค้นต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพออกสู่สายตาคนไทยและประชาคมโลก นำโดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ชาติไทยมีนวัตกรรมหรือไม่” โดยมี ศ. ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหาร อว. และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00-17.00 น. ทั้งนี้ สวทช. ได้ร่วมกิจกรรมในงานวันนักประดิษฐ์ 2566 ภายในงานชวนน้อง ๆ ร่วมเสริมสร้างจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์กับกิจกรรมที่คัดมาพิเศษ “นักประดิษฐ์วิจิตรศิลป์” ที่จะให้น้อง ๆ ได้ลองประดิษฐ์รถแข่งแบบ DIY และท้าทายความเจ๋งว่ารถของใครจะเร็วที่สุดกับกิจกรรม "รถแข่งแรง g" และมาปลุกความเป็นศิลปินสร้างสรรค์จินตนาการด้านศิลปะผ่านการเพ้นท์กระเป๋าจาก “แป้งพิมพ์สีธรรมชาติ” ซึ่งทั้ง 2 กิจกรรมได้รับการตอบรับจากอาจารย์และเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
น้ำยาเคลือบโซลาร์เซลล์ลดการเกาะของน้ำและฝุ่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nano-coating-protects-solar-panels-from-dirt-deposition,-improving-electricity-generation-efficiency.html วันที่อัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติม (ท้ายบทความ) : 17 เมษายน 2567   โซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อกระจกหน้าแผงสะอาดและได้รับพลังงานแสงอย่างเต็มที่ แต่ในช่วงฤดูแล้งที่มีแสงแดดจ้าเหมาะต่อการผลิตไฟฟ้าได้มาก ผู้ใช้งานกลับต้องเผชิญปัญหา ‘ฝุ่น’ ปริมาณมหาศาลที่ลดประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลงถึงร้อยละ 10 ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยและพัฒนา ‘น้ำยาเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ลดการเกาะของน้ำและฝุ่น’ ปัจจุบันพร้อมขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ เปิดตัวในฐานะผลิตภัณฑ์แรกของบริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด หนึ่งในบริษัทสตาร์ตอัปที่เกิดขึ้นภายใต้กลไกการส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจของ สวทช.   [caption id="attachment_40149" align="aligncenter" width="750"] ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. และนรินทร์ โฉมเจริญ ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด[/caption]       ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) นาโนเทค สวทช. และ MD บริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด เล่าว่า ปัญหาของผู้ใช้โซลาร์เซลล์เพื่อการผลิตไฟฟ้าในระดับโรงงานอุตสาหกรรมหรือการทำโซลาร์ฟาร์มที่ต้องติดตั้งแผงจำนวนมาก คือ ในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนที่โซลาร์เซลล์ควรผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มกำลังเพื่อคืนทุนค่าแผง กลับเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับฝุ่นปริมาณมหาศาล ส่งผลให้แผงผลิตไฟฟ้าได้ลดลงร้อยละ 6-8 ภายในระยะเวลา 2 เดือน (หากขาดการทำความสะอาดแผงให้สะอาดอยู่เสมอ) และจะยิ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 9-10 ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเขม่าควันหรือละอองน้ำมันจับที่หน้าแผง ถึงกระนั้นการล้างแผงโซลาร์เซลล์เป็นประจำเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าอยู่เสมอก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนที่สูงหรือหลังคา ซึ่งต้องว่าจ้างผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านการทำงานบนที่สูงมาปฏิบัติงาน อีกทั้งหากผู้ล้างขาดความชำนาญก็อาจทำให้แผงเกิดรอยขีดข่วนหรือความชำรุดที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการ ‘ผลิตสารเคลือบนาโน’ มาพัฒนานวัตกรรมสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับการเคลือบแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการเกาะตัวของฝุ่น ลดภาระการบำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ดร.ธันยกร อธิบายถึงผลิตภัณฑ์ ‘น้ำยาเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์’ ว่า เป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบสำหรับปรับค่ามุมสัมผัสของน้ำบนวัสดุ (Water contact angle) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการลดการเกาะของฝุ่นให้แก่พื้นผิว รวมถึงทำให้น้ำ น้ำมัน หรือของเหลวที่ตกกระทบผิววัสดุมีลักษณะเป็นก้อนกลมกลิ้งไหลออกจากแผ่น ลดการยึดเกาะและชำระล้างฝุ่นรวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากแผงโดยไม่ทิ้งคราบน้ำ ทำให้แผงผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย   [caption id="attachment_40147" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น โดยพื้นที่ตรงกลางคือพื้นที่ที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา[/caption]   [caption id="attachment_40151" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบประสิทธิภาพในการลดการเกาะของน้ำบนแผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการเคลือบน้ำยา น้ำที่ไหลผ่านจะมีลักษณะเป็นก้อนกลมเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว[/caption]   [caption id="attachment_40152" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบประสิทธิภาพในการลดการเกาะของน้ำบนแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบน้ำยา น้ำที่ไหลผ่านจะมีลักษณะแผ่กระจายตัวบนแผง[/caption]   นอกจากความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการจับเกาะของฝุ่นบนแผงได้ดีแล้ว ทีมวิจัยออกแบบและพัฒนาสูตรน้ำยาเคลือบให้ใช้งานง่ายและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพพื้นผิววัสดุ โดยสารเคลือบสามารถชำระล้างออกตามธรรมชาติได้ภายใน 1-2 ปี ไม่ส่งผลต่อการรับประกันแผง อีกทั้งผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร.ธันยกร เสริมว่า ปัจจุบันบริษัทฯ พร้อมให้บริการน้ำยาเคลือบแผงแก่ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมและโซลาร์ฟาร์มแล้ว ทั้งในรูปแบบการสั่งซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ (มีเจ้าหน้าที่สอนวิธีการเคลือบ) และการให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การประเมินสภาพแวดล้อม ณ สถานที่ติดตั้งแผง ไปจนถึงการดำเนินการเคลือบจนเสร็จงาน ซึ่งจากการให้บริการเคลือบพื้นผิวแผงโซลาร์เซลล์แก่โรงงานอุตสาหกรรมประเภทอาหาร วัสดุก่อสร้าง และปิโตรเลียม ที่ผ่านมา พบว่าช่วยลดความถี่ในการทำความสะอาดแผงได้เป็นอย่างดี (ความถี่ในการทำความสะอาดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของที่ตั้งแผง) สำหรับการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวางแผนธุรกิจและการขยายกำลังการผลิต คาดว่าจะพร้อมให้บริการได้ในช่วง 1-2 ปีหน้า นอกจาก “น้ำยาเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ลดการเกาะของน้ำและฝุ่น” ผลิตภัณฑ์เรือธงที่บริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด เปิดให้บริการแก่บริษัทชั้นนำของประเทศและบริษัทในเครือหลายแห่งแล้ว ปัจจุบันบริษัทฯ ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบนาโนสำหรับใช้ปกป้องพื้นผิววัสดุสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ดร.ธันยกร เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ต่อไปที่บริษัทฯ วางแผนจะจำหน่ายและให้บริการในอนาคตอันใกล้ คือ ‘น้ำยาเคลือบพื้นผิววัสดุสิ่งก่อสร้าง’ ประเภทคอนกรีต ไม้ และกระจก เพื่อลดการเกิดคราบน้ำ ตะไคร่ และการเกาะตัวของฝุ่น สำหรับปกป้องพื้นผิววัสดุก่อสร้าง ลดความถี่ในการทำความสะอาด และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังมีบริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบพื้นผิววัสดุตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการด้วย   [caption id="attachment_40148" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบประสิทธิภาพน้ำยาเคลือบพื้นผิววัสดุก่อสร้าง[/caption]   โซลาร์เซลล์เป็นพลังงานทางเลือกแห่งอนาคตที่หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้งาน สำหรับประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นจาก 6,000-7,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็น 12,725 เมกะวัตต์ภายในปี 2580 ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและยืดอายุการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์จึงมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่มุ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นที่น่าจับตาในตลาดโลกด้วย หากสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทติดต่อได้ที่ บริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด อีเมล nanocoatingtech.thailand@gmail.com     อัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติม (17 เมษายน 2567) ปัจจุบันบริษัทนาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด (NSTDA Start-up) จำหน่ายผลิตภัณฑ์และให้บริการแก่ลูกค้า 2 กลุ่มหลัก คือ   1) สำหรับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมหรือโซลาร์ฟาร์ม บริษัทมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบโซลาร์เซลล์เพื่อการใช้งานในปริมาณมากแล้ว และมีการให้บริการประเมินสภาพแวดล้อมสถานที่ติดตั้งแผง เพื่อวางแผนการเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์ รวมถึงบริการเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วย   2) สำหรับลูกค้ารายย่อย ปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงทดลองตลาดผลิตภัณฑ์ 'สเปรย์เคลือบเซลล์แสงอาทิตย์และวัสดุก่อสร้างแบบ 2 อิน 1 เพื่อกันฝุ่นและตะไคร่น้ำ'   ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการได้ที่ www.nanocoatingtech.co.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น