หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “พิริออดิกา เกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุทางเคมี”
📢 ชวนครูวิทย์...เข้าร่วมกิจกรรม "พิริออดิกาเกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุทางเคมี"! 🧪✨ . 📅 วันที่: 31 สิงหาคม 2567 📍 สถานที่: บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . 🌟 มาร่วมเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนที่สนุกสนานและไม่น่าเบื่อผ่านเกมพิริออดิกา! ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและจำชื่อธาตุทางเคมีได้อย่างง่ายดาย และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าจดจำแบบไม่จำกัด! . สมัครได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/fRC4Y 💸 ค่าลงทะเบียน: 2,200 บาท/คน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เรียบร้อยแล้ว) . 👩‍🏫คุณสมบัติ: ครูวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) จำนวน 20 คน . 📌 กำหนดการสมัคร: วันรับสมัคร: วันนี้ - 15 สิงหาคม 2567 ประกาศรายชื่อ: 20 สิงหาคม 2567 . 🎁 สิ่งที่จะได้รับ: พิริออดิกาเกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุเคมี 1 ชุด Logbook 1 เล่ม เอกสารประกอบการสอน และอุปกรณ์การสอนอื่นๆ อีกมากมาย กำหนดการ https://www.nstda.or.th/r/UMW9u . อย่าพลาดโอกาสที่จะเพิ่มความสนุกในการสอนและสร้างความประทับใจให้กับนักเรียนของคุณ! 📚🧠 . 🔗 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณเสาวณีย์ โสภณนันทวัฒน์ 📞 02 529 7100 ต่อ 77220, 081 840 8499 📧 saowanee@nstda.or.th . คุณเพชรดา เวณุนันท์ 📞 02 564 7000 ต่อ 1433 📧 pechda.wenunun@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สมาคม AIEAT และ AIAT ผนึกกำลัง สวทช. และ SCBX แถลงความพร้อมจัดงาน AI THAILAND FORUM 2024 ภายใต้แนวคิด “Sustainable Growth with AI” พบกัน 25 – 26 ตุลาคมนี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์
(1 สิงหาคม 2567) ณ ห้องโถง อาคารวิจัย สวทช. (โยธี) กรุงเทพฯ: สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) แถลงข่าวการจัดงาน AI THAILAND FORUM 2024 ภายใต้แนวคิด “Sustainable Growth with AI ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยปัญญาประดิษฐ์” ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาและสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืนทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2567 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โอกาสนี้ผู้บริหารหน่วยงานสำคัญที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานฯ ร่วมแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “Sustainable Growth with AI: ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยปัญญาประดิษฐ์” ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ อุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) กล่าวว่า การจัดงาน AI THAILAND FORUM 2023 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูงจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย สำหรับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่าน “โครงการ Super AI Engineer” ซึ่งปัจจุบันดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน สามารถสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงกว่า 600 คน โดยโครงการฯ ได้ออกแบบหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติจริงและเหมาะสมกับผู้เรียนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งยังมีหลักสูตรสำหรับประชาชนทั่วไปเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ในทุกระดับอย่างยั่งยืน ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวว่า AI Thailand Forum 2024 จะเป็นเวทีสำคัญในการแสวงหาโอกาสและความเป็นไปได้ในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านปัญญาประดิษฐ์ของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศโดยสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย มุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถและศักยภาพให้กับผู้ประกอบการทุกระดับให้สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการต่าง ๆ พร้อมให้คำปรึกษา การฝึกอบรม ไปจนถึงการสนับสนุนแหล่งเงินทุนและการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ อีกทั้งภายในงานได้จัดพิธีมอบรางวัลให้กับผู้ที่มีผลงานโดดเด่นด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักพัฒนาทุกท่านในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป" ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.)กล่าวว่า ตามที่กระทรวง อว. ประกาศนโยบาย "อว. for AI" โดยใช้ศักยภาพด้าน AI ของกระทรวง อว. มาแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการประยุกต์ใช้ AI โดยดำเนินงานใน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. AI for Education: การใช้ AI ในการเรียนการสอนให้คนไทยมีศักยภาพสูงสุด และเร็วที่สุด 2.AI workforce development: การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และการสร้างพื้นฐานด้าน AI ให้คนไทยในระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน 3. AI innovation: การสนับสนุนนวัตกรรม AI สู่ตลาด การพัฒนามาตรฐานและทดสอบ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความแพร่หลายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย สวทช. ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้รับบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2565 - 2570) เพื่อสร้างและส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ นําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนนโยบาย อว. For AI อีกด้วย ทั้งนี้จากบทบาทและวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศบนฐานของ AI ที่สอดรับกับแนวคิดการจัดงาน AI Thailand forum 2024 “Sustainable Growth with AI ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยปัญญาประดิษฐ์” จึงเป็นโอกาสอันดีที่ กระทรวง อว. โดย สวทช. จะร่วมนำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนากำลังคน ด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ เป็นต้น คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Head of SCBX R&D Innovation Lab)บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) กล่าวว่า ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมาก การสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งจึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน ร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดย SCBX มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา โดยล่าสุดได้เปิดตัว “Typhoon” Large Language Model สำหรับภาษาไทย ให้ใช้งานได้ฟรี โดยเป็นโมเดลเวอร์ชันพื้นฐานที่สามารถนำไปปรับแต่งและใช้งานต่อยอดได้ตามต้องการ หรือการร่วมมือกับพันธมิตร และให้ทุนสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนในวงกว้าง และการร่วมมือกับ AIAT, AIEAT และ สวทช. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI ของประเทศ SCBX เชื่อมั่นว่าการบูรณาการระบบนิเวศ AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต SCBX พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน และหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ให้นักวิจัย Startup คนไทย และนักลงทุนสามารถสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ในอนาคต งาน AI Thailand Forum2024 นับเป็นงานใหญ่ประจำปีของวงการ AI ประเทศไทย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2567 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ภายในงานพบกับการนำเสนอความก้าวหน้าแผนปฏิบัติการ AI ประเทศไทย หลากหลายหัวข้อสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของประเทศไทยและนานาชาติ การเปิดตัวโปรเจกต์ที่น่าสนใจของ Startup ไทย พร้อมทั้งร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถดูรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ https://www.aithailandforum.com/  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนกรกฎาคม 2567
ข่าว อว. นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2557 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี สวทช. โชว์นวัตกรรมเกษตรสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทย ในงาน “มหัศจรรย์ข้าวไทย 2024” “ศุภมาส” ชื่นชมความสำเร็จของคณะทีมเยาวชนไทยที่คว้ารางวัลโครงงานวิทย์ฯ ระดับโลก ISEF 2024 สวทช. จับมือพันธมิตร เฟ้นหา ‘สุดยอดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สู่เวที gSIC สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศผลการตัดสิน การประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2567 เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดินหน้าต่อสัญญา 10 ปี ขยายฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย พร้อมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ให้ สวทช. นำไปวิจัยด้านพลังงาน อว. โดย สวทช. จับมือพันธมิตรเปิดวงสัมมนา-ระดมสมองจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตร ด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย สวทช. ติวเข้มภาคเอกชน ยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ด้วยอุตสาหกรรม 4.0-อุตสาหกรรมสีเขียว  สวทช. จัดกิจกรรม “ค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโลก: ผ่านแง่มุมวิทยาศาสตร์ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก “ศุภมาส” นำคณะผู้บริหารระดับสูง อว. จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 สวทช. จัดกิจกรรม “Pharma ConneX 2024” จับคู่นักวิจัย-นักพัฒนา เฟ้นหางานวิจัยตอบโจทย์ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์ เด็กไทยสุดปังคว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award แข่งขันนำเสนอผลการทดลองบนอวกาศ สวทช. ผนึกหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ระดมความเห็น พัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน “ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง สวทช. พร้อมพันธมิตร ร่วมส่งเสริม แนะแนวทางยกระดับโรงงานผลิตอาหารสู่ Industry 4.0 ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ กรมป่าไม้ จัดอบรมปลูกป่าได้เห็ด หนุนความรู้เกษตรกรปลูกเห็ดป่ากินได้ อว. แถลงความพร้อมจัดงานใหญ่ “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. ระดับภูมิภาค SCI POWER FOR FUTURE THALAND สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ และ สสวท. ส่งเสริมเยาวชนให้เป็นนวัตกร ผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์ “อนุทิน – ศุภมาส” ร่วมแถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” สวทช. ร่วมพิธีเปิด “แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2024” และ ออโตโมทีฟ ซัมมิท สวทช. ได้รับการยกย่องจากวุฒิสภา ในฐานะ “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อคนพิการ” สวทช. ผนึก 5 องค์กร ยกระดับความรู้ -นวัตกรรมการแพทย์ นำไทยสู่ Medical Tourism สวทช. เนคเทค และเอ็มเทค ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดสัมมนา NSTDA Green Economy คณะกมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร พร้อม สส. ติดตามกระบวนการทำงบภาครัฐ กระทรวง อว. – กระทรวงอุตฯ ยกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดึงความเชี่ยวชาญ สวทช.- สมอ. หนุนไทยเป็น EV Hub ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก UNESCO เข้าพบ “ศุภมาส” หารือประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล จริยธรรมของ AI การศึกษาในระดับอุดมศึกษา และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อว. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค เน้นพัฒนาและจัดการทักษะการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม พร้อมหนุนธุรกิจ Startups สวทช. ส่ง 3 ชุดตรวจคัดกรอง ด้านเกษตรและสาธารณสุข ช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ชัยภูมิ-นครราชสีมา     Download เอกสารฉบับเต็ม (18.4 MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร
  นักวิจัย สวทช. พัฒนา “DAPBot” แพลตฟอร์มสุดปัง ช่วยจำแนกศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช พร้อมแนะนำการใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้องและถูกเวลา รวมทั้งยังชี้เป้าแหล่งจำหน่ายชีวภัณฑ์คุณภาพดีจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้ปราบศัตรูพืชได้อยู่หมัด ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมากเพียงแอดไลน์ @dapbot เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยตอบทุกปัญหาการเพาะปลูกภายใน 24 ชั่วโมง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการจำแนกศัตรูพืชและการเข้าถึงชีวภัณฑ์เกษตรในรูปแบบ Line Official หรือ DAPBot (แดปบอท) ให้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรจำแนกแมลงศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช และเข้าถึงแหล่งชีวภัณฑ์เกษตรที่น่าเชื่อถือได้ง่าย พร้อมทั้งแนะนำวิธีใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ทางการเกษตรทดแทนการใช้สารเคมี ยกระดับการผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน   [caption id="attachment_59454" align="aligncenter" width="750"] น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่าจากประสบการณ์การวิจัยและทดสอบใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงเกษตรร่วมกับเกษตรกรหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับและการใช้ชีวภัณฑ์ของเกษตรกรคือการเข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากแหล่งจำหน่ายมีอยู่จำกัด เกษตรกรไม่ทราบแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ ไม่มั่นใจในการสั่งซื้อออนไลน์ หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกวิธี อีกปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เข้าใจผิดว่าปัญหาในแปลงเกิดจากแมลงศัตรูพืช แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากโรคพืช เชื้อรา หรือสาเหตุอื่น รวมถึงไม่รู้จักแมลงศัตรูพืชบางชนิด ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ใช้ชีวภัณฑ์ไม่ถูกศัตรูพืช ใช้แล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ จึงขาดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และไม่กล้าใช้ต่อไป     “ทีมวิจัยพัฒนา DAPBot ขึ้นเพื่อเชื่อมต่อ 3 หัวใจหลักให้ถึงกัน คือ เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่เกษตรกรใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ราคาแพงหรือต้องเรียนรู้ระบบแอปพลิเคชันใหม่ ๆ จึงออกมาเป็นรูปแบบไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว เกษตรกรที่เพิ่ม DAPBot เป็นเพื่อนในไลน์ก็จะเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวในการวินิจฉัยโรคและแมลง พร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้อง เช่น ใช้ชีวภัณฑ์ชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ ในช่วงเวลาใด โดยเราได้รวบรวมผู้ผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานมาไว้ในระบบให้เกษตรกร คือ ผู้ผลิตที่เป็นมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และผู้ประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรยังตรวจสภาพอากาศได้ผ่านระบบ “DragonFly” จาก GISTDA เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผลมากที่สุด”     เกษตรกรใช้งาน DAPBot ง่าย ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่แอดไลน์ @dapbot และลงทะเบียนสมาชิก จากนั้นก็เริ่มต้นวินิจฉัยโรคและแมลงศัตรูพืชได้ทันที โดยถ่ายภาพหรือส่งภาพโรคหรือแมลงที่สงสัยเข้าไปในระบบและรอแอดมินตอบภายใน 5 นาที หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยทีมแอดมินที่ดูแลระบบเป็นทีมวิจัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโรคและแมลง และยังมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการเกษตรช่วยตอบปัญหาของเกษตรกร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น แต่ทุกปัญหาในแปลงเกษตรที่เกษตรกรมีข้อสงสัยก็สามารถถาม DAPBot ได้หมด เช่น ปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย หรือสภาพอากาศ และในกรณีที่เกิดโรคแมลงศัตรูพืชระบาดหรือเกิดโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ใด จะมีการแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรในพื้นที่นั้นทันที     นอกจากใช้งานง่ายและพร้อมตอบทุกข้อสงสัยของเกษตรกรแล้ว DAPBot ยังเป็นระบบสื่อสารแบบ 1 : 1 คือระหว่างแอดมินกับเกษตรเท่านั้น ช่วยให้เกษตรกรค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวนจากข้อความอื่นเหมือนกรณีกลุ่มไลน์ ปัจจุบันทีมวิจัยได้เปิดให้ใช้บริการ DAPBot มาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 2567) มีเกษตรกรลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 1,000 คน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก กลุ่มเกษตรกร 5 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดภัยจังหวัดราชบุรี อย่างไรก็ตาม DAPBot ยังเป็นระบบที่ดูแลการตอบคำถามโดยทีมแอดมิน จึงอาจต้องใช้เวลาตอบหลายนาทีหรืออาจหลายชั่วโมง แต่ในอนาคตจะทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพถ่ายเพื่อวินิจฉัยโรคและแมลง และตอบกลับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที รวมทั้งจะพัฒนาให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเกษตรอื่นของ สวทช. เช่น ไลน์บอทโรคข้าวและบอทโรคสตรอว์เบอร์รี   [caption id="attachment_59459" align="aligncenter" width="666"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “ทีมวิจัยมุ่งหวังให้ DAPBot เป็นคู่คิดติดปลายนิ้วของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้เรียนรู้พัฒนาทักษะการสังเกตและจำแนกชนิดของศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ใช้ชีวภัณฑ์ได้ถูกศัตรูพืชและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้ง่าย สามารถเลือกใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านชีวภัณฑ์เกษตรไทยได้ขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดทีมวิจัยอยากเห็นชีวภัณฑ์เกษตรค่อย ๆ เข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดสารเคมีมากขึ้น เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์อย่างแพร่หลาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พึ่งพาสารเคมีน้อยลง เสริมสร้างความเข้มแข็งการใช้ชีวภัณฑ์ในประเทศอย่างยั่งยืน และยกระดับเกษตรกรรมไทยเป็นเกษตรปลอดภัยตามนโยบาย BCG” เชษฐ์ธิดากล่าว     DAPBot พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เกษตรกรและประชาชนทุกคนที่ปลูกพืชทุกชนิดสนใจใช้งานสามารถแอดไลน์ @dapbot และสำหรับผู้ประกอบการชีวภัณฑ์เกษตรที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นเครือข่ายสามารถติดต่อทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. โทร. 0 2564 6700 ต่อ 3378, 3364 อีเมล ibct.biotec@gmail.com และเพจเฟซบุ๊ก : ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: จุลชีพในลำไส้เพื่อดูแลสุขภาพ (Human Gut Microbes for Healthcare)
  ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic)     ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง     ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic) โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจุลินทรีย์มาอย่างยาวนานและซับซ้อน ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจมีการใช้เชื้อที่ผ่านการวิศวกรรมจนได้คุณสมบัติใหม่เพิ่มเติมหรือดีกว่าเดิมเพื่อประโยชน์ด้านการเป็นอาหารเสริมสุขภาพ และการช่วยเฝ้าระวังหรือรักษาโรคอย่างเฉพาะเจาะจง     ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดังกล่าวอาจสร้างขึ้นโดยอาศัยความรู้ที่เรียกว่า 'ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology)' ซึ่งใช้หลักการทางวิศวกรรมชีวเคมีในการออกแบบและสร้างระบบชีวภาพ จนได้เป็น 'วงจรยีน (gene circuit)' ในเซลล์ ซึ่งเปิด-ปิดการทำงานของยีนบางอย่างได้อย่างจำเพาะ โดยอาศัยการตอบสนองสัญญาณหรือตัวกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้แจ้งเตือนการเกิดโรค ย่อยสลายสารพิษ หรือรักษาโรคได้     เราอาจออกแบบวงจรยีนให้เซลล์ตรวจสอบสารแปลกปลอม เช่น miRNA, ชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ไบโอมาร์กเกอร์ (biomarker) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เพปไทด์ สารเมแทบอไลต์ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะต่าง ๆ เช่น เมื่อเซลล์เจอเนื้องอกแล้วทำให้เซลล์ตายไปพร้อมกับเนื้องอก ทำให้ยาออกฤทธิ์จำเพาะที่ หรือทำให้เกิดการปล่อยสารบางอย่างเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน     ตัวอย่างงานวิจัย เช่น ปี 2017 มีนักวิจัยทำให้แบคทีเรีย อี. โคไล (E. coli) บ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หนูได้สำเร็จ โดยสร้างวงจรยีนของ E. coli เพื่อตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หรือ 'สารเตตระไทโอเนต (tetrathionate)' ซึ่งหากมีการอักเสบในลำไส้ จะมีการบ่งชี้ความผิดปกติในรูปแบบการทำให้สีของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า แบคทีเรียที่ผ่านการพัฒนาขึ้นนี้สามารถอาศัยและออกฤทธิ์ในลำไส้หนูได้นานถึง 6 เดือน จึงใช้บ่งชี้ภาวะการอักเสบได้ยาวนาน     ที่ล้ำไปกว่านั้นได้มีการวิศวกรรมแบคทีเรีย E. coli เพื่อใช้ตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะเลือดไหลในลำไส้หมู โดยแบคทีเรียดังกล่าวจะเปล่งแสงเมื่อมีเลือดไหลในลำไส้ โดยในการทดสอบมีการบรรจุ E. coli นี้ในไมโครแคปซูล (microcapsule) พร้อมกับชิป (chip) ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดแสง สัญญาณบ่งชี้ที่แสดงผลออกมาจะทำให้เกษตรกรทราบว่าหมูตัวไหนป่วย และนำไปรักษาได้ทันการ ทั้งนี้ในอนาคตเราอาจออกแบบวงจรยีนเพื่อทำให้เซลล์จุลินทรีย์จำเพาะบางชนิดทำหน้าที่ตรวจสอบสารแปลกปลอมต่าง ๆ หรือชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ออกแบบให้เป็นไบโอมาร์กเกอร์ชนิดต่าง ๆ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะทำนองเดียวกับตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น, ออกแบบให้เป็นยาที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะ หรือกระทั่งออกแบบให้เป็นตัวช่วยปล่อยสารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ข่าว
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
3 กระทรวง ลงนามความร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก-เยาวชน มุ่งลดจำนวนผู้เสพทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ บุคลากรทางการศึกษา – เจ้าหน้าที่รัฐต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
 เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมสร้างการรับรู้ และเป็นสักขีพยานความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศษ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและสักขีพยาน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ มีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มท. นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวง ศธ. และนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวรายงาน โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้ง 3 กระทรวง รวมทั้งข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ ลานกิจกรรมกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ระหว่างกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นการเห็นพ้องร่วมกันว่าปัญหายาเสพติดเป็นภัยอันตราย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม ที่บั่นทอนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่สำคัญจะต้องใช้มาตรการป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน มิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยการลดจำนวนผู้เสพ (ผู้ติดยาเสพติด/Demand) โดยเฉพาะผู้เสพหน้าใหม่ (New Face) ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในระบบการศึกษา จะต้องอาศัยความร่วมมือกับสถานศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ฯลฯ เพื่อป้องกันนักเรียน นักศึกษา เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนั้น ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่าในรูปแบบใด จึงได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ขึ้นโดยมีเจตจำนงร่วมมือกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกระทรวง อว. ได้ดำเนินการ ดังนี้ 1.กำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการสร้างภูมิคุ้มกัน และการป้องกันการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกมิติ 2.สร้างความตระหนักต่อโทษภัยของยาเสพติด และการปฏิเสธการใช้ยาเสพติดให้แก่บุคลากร รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อครอบครัว และหน้าที่การทำงานเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกมิติ 3.สร้างการมีส่วนร่วม และยินยอมเข้าร่วมกิจกรรมการป้องกันยาเสพติดในทุกรูปแบบของบุคลากรด้วยความสมัครใจ โดยปราศจากการบังคับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองและครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรืออบายมุขต่าง ๆ อันจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลในองค์กรว่า เป็นบุคคลที่ประพฤติตัว ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงรักษาภาภาพลักษณ์ของหน่วยงานของรัฐ เป็นองค์กรสีขาวปลอดยาเสพติด 4.ผลักดันให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จัดให้มีระบบการเฝ้าระวัง สอดส่อง สังเกต ตรวจตราการแพร่ระบาดของยาเสพติดทุกรูปแบบ รวมถึงหากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องจัดให้มีระบบการคัดกรอง และประเมินความรุนแรงของการติดยาเสพติด ภาวะความเสียงทางสุขภาพกาย หรือสุขภาพจิตและบำบัด ฟื้นฟูตามความเหมาะสม โดยร่วมกับสหวิชาชีพและผู้ปกครอง เพื่อวางแผนการบำบัดฟื้นฟู โดยข้อมูลการบำบัดฟื้นฟูของ นิสิต/นักศึกษาจะต้องเป็นความลับ และห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นการเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวเป็นสำคัญ 5.สนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ในสังคม เพื่อให้บริเวณรอบสถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติด และอบายมุขอย่างเป็นรูปธปรรม หากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายกับบุคคล หรือสถานประกอบการที่เป็นแหล่งอบายมุข ให้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 6.สนับสนุนองค์ความรู้และข้อแนะนำทางเทคนิคที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการตามความเหมาะสม 7.อำนวยการและสนับสนุนให้บุคลากรร่วมกันคิดค้นนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นพื้นที่ รวมถึงพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ในการนี้ นอกจากข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทุกกระทรวงจะร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบทุกรูปแบบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
PPSTI-APEC ผนึก กระทรวง อว. เอ็มเทค สวทช. จัดเวิร์กชอป การใช้ AI ประเมินการกัดกร่อนในชั้นบรรยากาศ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(วันที่ 30 - 31 กรกฎาคม 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับ APEC Policy Partnership on Science, Technology and Innovation (PPSTI) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI in Atmospheric Corrosion Assessment to Address Climate Change Impact” ซึ่งดำเนินการโดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตและซ่อมบำรุง กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ เอ็มเทค กล่าวต้อนรับ  ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก 6 เขตเศรษฐกิจเอเปค ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม นิวซีแลนด์ และประเทศไทย 10 ท่าน ตัวแทนจาก 5 เขตเศรษฐกิจเอเปค ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เปรู และประเทศไทย 10 ท่าน และผู้ร่วมสัมมนาจากประเทศไทย 45 ท่าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโครงสร้างเหล็กและอายุการใช้งานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้น  องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Machine Learning จึงได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายอัตราการกัดกร่อนในสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหากเครื่องมือนี้มีการใช้ในกลุ่มสมาชิกเอเปค ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อควบคุมการกัดกร่อนจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ที่เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการที่ได้รับทุนจากกรอบความร่วมมือด้านนโยบายด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของเอเปค(APEC-PPSTI) นับเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถและองค์ความรู้ในด้านดังกล่าว ให้กับผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค รวมทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียระหว่างสมาชิกในเขตเศรษฐกิจเอเปคด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวว่า เอ็มเทคมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่มาร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ และริเริ่มความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประสบการณ์ และมุมมองกับวิทยากร เกี่ยวกับแนวทางการศึกษาการกัดกร่อนโดยใช้ AI และ Machine Learning เป็นเครื่องมือในการจัดการ ตลอดจนหารือความร่วมมือในด้านอื่นต่อไปในอนาคตในกรอบที่กว้างขึ้น กิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายด้านเทคโนโลยีการทำนายอัตราการกัดกร่อนในบรรยากาศร่วมกับการประเมินผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ การระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือวิจัย การแสดงผลงานวิจัยการใช้งานเซนเซอร์วัดการกัดกร่อน และการวางแผนการดำเนินการในอนาคตเพื่อผลักดันการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดังกล่าวในการลดความเสี่ยงของการกัดกร่อน พร้อมยืดอายุโครงสร้างเหล็ก ในโอกาสนี้คณะนักวิจัยเอ็มเทคและ Prof. Junhua Dong จาก Institute of Metal Research, the Chinese Academy of Sciences (IMR, CAS) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยภายใต้โครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก CAS-NSTDA Joint Research Program เรื่อง “การติดตามการกัดกร่อนด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้าโดยใช้เซนเซอร์แบบสองขั้วและจำลองการเรียนรู้พฤติกรรมการกัดกร่อนในบรรยากาศชายทะเลประเทศจีนและไทย” แก่ผู้ร่วมงานในรูปแบบการบรรยาย และการสาธิตการใช้งานเซนเซอร์พร้อมกับการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ชุดข้อมูลตามหลักการ Machine Learning ในการประชุมฯ ด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Charged up : เรื่องน่ารู้ของพาวเวอร์แบงก์
  แบตเตอรี่สำรอง หรือ พาวเวอร์แบงก์ น่าจะอยู่ในลิสต์ “ของมันต้องมี” ของใครหลาย ๆ คน และสำหรับอีกหลายคนอาจจะเรียกว่าเป็น “ของที่ขาดไม่ได้” เพราะต้องใช้ชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คู่กาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หูฟัง ฯลฯ ในยามเดินทางหรืออยู่ในที่ไม่มีปลั๊กไฟ     พาวเวอร์แบงก์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองที่ประกอบด้วยแบตเตอรี่และแผงวงจรควบคุม เปิดตัวในปี พ.ศ. 2544 ที่งาน the Las Vegas International Consumer Electronics Show แม้จะเป็นเพียงต้นแบบที่มีลักษณะเป็นชิ้นงานสี่เหลี่ยมบรรจุถ่าน AA สองก้อนกับวงจรควบคุม แต่ไอเดียนี้ก็เตะตานักพัฒนาและนักลงทุนหลายเจ้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน นำไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นพาวเวอร์แบงก์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จากที่เริ่มต้นด้วยถ่าน AA สองก้อน พาวเวอร์แบงก์รุ่นพัฒนาแล้วก็เปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่แรง-อึด-ถึก-ทนขึ้น คือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและลิเทียมพอลิเมอร์ โดยแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันบ้าง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า ต้นทุนการผลิตถูกกว่า แต่ก็มีขนาดใหญ่กว่า หนักกว่า และต้องระวังเรื่องการใช้งานมากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมพอลิเมอร์ ความจุของพาวเวอร์แบงก์มีหลายขนาดให้เลือกใช้ได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2,000 ถึงมากกว่า 32,000 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมง (mAh) โดยยิ่งความจุเยอะก็ยิ่งแพง หนัก ใช้เวลาชาร์จนานขึ้น รวมถึงเสี่ยงต่อการระเบิดที่รุนแรงกว่าด้วย     สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ ไออาตา (IATA: International Air Transport Association) จึงต้องกำหนดข้อจำกัดในการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบินไว้ดังนี้ ห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง นำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ โดยต้องมีขนาดความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000 mAh (หรือน้อยกว่า 100 วัตต์-ชั่วโมง (Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 20 ก้อน นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000–32,000 mAh (หรือ 100-160 Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน ไม่อนุญาตให้นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้ามากกว่า 32,000 mAh (หรือมากกว่า 160 Wh) ขึ้นเครื่อง โดยตัวเลข 32,000 mAh คำนวณมาจากพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่สำรองขนาด 160 Wh ที่แรงดันไฟฟ้าประมาณ 5 โวลต์ (32,000 mAh x 5 V = 160 Wh) ซึ่งค่าพลังงาน 160 Wh นั้นเท่ากับ 1 ใน 7 เท่าของค่าพลังงานของระเบิดทีเอ็นทีปริมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอจะระเบิดยานพาหนะขนาดเล็กได้     แม้พาวเวอร์แบงก์อาจจะระเบิดได้ แต่ถ้าเราใช้อย่างเหมาะสม ถูกวิธี และไม่ประมาท ก็จะช่วยให้ใช้งานพาวเวอร์แบงก์ได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า ซึ่งทำได้โดย เลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ ไม่ควรใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มที่ไม่สามารถระบายความร้อนได้ขณะชาร์จ ไม่ควรชาร์จในพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายความร้อน หรือมีความร้อนสูง ไม่ควรใช้จนหมด เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น ถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานานควรชาร์จไว้เพียงครึ่งเดียว ไม่ควรชาร์จจนเต็ม เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ถ้าใช้งานเป็นประจำ ชาร์จเต็มได้ แต่ควรใช้และชาร์จสลับไปมา ไม่จำเป็นต้องให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรชาร์จและใช้งานพร้อมกัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น   แหล่งข้อมูลอ้างอิง เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ History of the Power Bank   เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
ผู้แทนหน่วยงาน ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗
(วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกรับเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยมี พลอากาศเอก ธนศักดิ์ เมตะนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน โดยเคลื่อนริ้วขบวนออกจาก ลานหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ ๑ ไปบริเวณพลับพลาพิธี ณ หน้าประตูภูธรลีลาศ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระลานพราะราชวังดุสิต ทั้งนี้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น พลอากาศเอก ธนศักดิ์ เมตะนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวรายงานการอัญเชิญ เครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงาน พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคล โอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมถวายพานพุ่มพร้อมกับผู้ร่วมพิธีฯ จากหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชน โดยพร้อมเพรียง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นายกฯ นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ
เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ พร้อมคู่สมรส คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมถวายพระพรโดยพร้อมเพรียงกัน นายกรัฐมนตรีวางพานพุ่มเงินพานพุ่มทอง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายเครื่องราชสักการะ ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567 ข้าพระพุทธเจ้า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในนามคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งที่มาชุมนุมพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาพร้อมกัน ถวายพระพรชัยมงคลแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในวาระนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย และพระปัญญาบารมี สอดส่องดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรอยู่เสมอมิได้ขาด มีแต่พระราชทานความสุขสมบูรณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น พร้อมกับทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ลดน้อยหรือคลี่คลายหายสูญไปในที่สุด ทรงเป็นประดุจดวงประทีปแก้วส่องทางแก่ประชาชาติให้อยู่ในคลองธรรมที่ควรดำเนิน เป็นความสุกใสและสว่างไพโรจน์อยู่ในดวงจิตของปวงข้าพระพุทธเจ้าผู้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารเสมอมา ในศุภวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักรถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพลานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงใด จงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้า เหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” จากนั้น ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีและภริยารับมอบโคมเทียนและร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา 2 จบ พร้อมร่วมกันเปล่งวาจาทรงพระเจริญสามครั้ง ดังกึกก้องทั่วท้องสนามหลวง โอกาสนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมถวายพานพุ่มพร้อมกับผู้ร่วมพิธีฯ จากหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชน โดยพร้อมเพรียง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นายกฯ เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันนี้ (28 กรกฎาคม 2567)  เวลา 08.00 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการ ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ มหาวิทยาลัยของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ และภาคประชาชน  เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อนายกรัฐมนตรีถึงบริเวณเวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง เดินขึ้นสู่เวที ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ความว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม 

ข้าพระพุทธเจ้า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในนามของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วประเทศ ต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567 นี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์ในพระราชวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความเจริญงอกงามของประเทศชาติ และประโยชน์สุขของอาณาราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงดำรงพระองค์ เป็นแบบอย่างแก่บรรดาข้าราชการในการปฏิบัติงาน เพื่อตอบแทนคุณของแผ่นดินด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เน้นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสืบไป ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน 

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า .......(ออกนามของผู้กล่าว แต่ละบุคคล) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและร้องเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี โอกาสนี้ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. พร้อมคณะผู้บริหารจากกระทรวง อว. ได้เข้าร่วมในพิธีด้วย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. คณะผู้บริหารและพนักงาน สวทช. ได้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว 
สำหรับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ประกอบไปด้วยกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยกิจกรรมส่วนกลาง กำหนดจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ ท้องสนามหลวง กิจกรรมส่วนภูมิภาค กำหนดจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด หรือในสถานที่เหมาะสม ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เชิญชวนหน่วยงานจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ โดยดำเนินการพร้อมกับพิธีที่จัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง หลังจากนั้น ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง อว. ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร ได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น ถวายแจกันดอกไม้ ณ โต๊ะด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว และคณะผู้บริหาร ลงนามถวายพระพร รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว และคณะผู้บริหาร ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เป็นอันเสร็จพิธี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เยี่ยมชมงาน อว. แฟร์
 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ :  คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน ได้เยี่ยมชมงาน อว.แฟร์ (SCI POWER FOR FUTURE THAILAND) ซึ่งเป็นมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ จัดขึ้นโดยกระทรวง อว. อว.แฟร์ จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆอันจะนําไปสู่การพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเราเนรมิตพื้นที่ กว่า 23,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ให้เป็นดินแดนแห่งสหวิทยาการ เติมเต็มสาระความรู้ อัปเดตเทคโนโลยีสุดลํ้า ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเต็มพื้นที่ ด้วยแนวคิดในการจัดนิทรรศการผ่าน “กระบวนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต หรือ Lifelong Learning” ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนวงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อม คณะผู้บริหารของ สวทช. ได้นำคณะ บอร์ด กวทช. เยี่ยมชมผลงาน Thailand Tech Show ซึ่งเป็นงานประจำปีของ สวทช. ที่ได้ยกทัพมาจัดแสดงภายในงาน อว. แฟร์  งาน Thailand Tech Show จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเสริมศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับผู้ประกอบการจากการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม เพิ่ม High Value และต่อยอดธุรกิจและ/หรือเกิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเติบโตได้เร็ว เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรการผลงานวิจัยพัฒนาที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวน 185 ผลงาน อันเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือพันธมิตรหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ ขับเคลื่อนเวทีนำเสนอต่อยอดผลงานวิจัยพร้อมใช้ ในรูปแบบตลาดเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายในจุดเดียว  เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อพบผู้ขายและเจรจาเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ธุรกิจนวัตกรรม  รวมทั้งเป็นเวทีเชื่อมโยงสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยี และ Tech Startup ด้วยการลงทุนในรูปแบบใหม่และ/หรือ แหล่งทุนที่เหมาะสม เพื่อเป็นกลไกการเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและอย่างรวดเร็ว  รวมถึงการขยายตลาดให้กับธุรกิจเทคโนโลยีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ งาน Thailand Tech Show 2024 ปีนี้ ร่วมเป็นกิจกรรม highlight ในงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ (อว. แฟร์: SCI-POWER For Future Thailand)  ภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์…. เพื่อยกระดับขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมสู่อนาคต  (Science for Exponential Growth)” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบครบวงจรและยั่งยืน ระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2567 ชั้น G Hall 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์