ผลการค้นหา :
สวทช. และพันธมิตรแถลงเปิดโครงการ ‘ชริมป์การ์ด’ มุ่งพัฒนากุ้งปลอดโรค ปลอดภัย และปราศจากยาปฏิชีวนะ ยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งในไทยและอาเซียน
6 สิงหาคม 2567 กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับทีมวิจัยจาก กรมประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข่าวเปิดโครงการความร่วมมือ ‘ชริมป์การ์ด’ (ShrimpGuard): การพัฒนาสูตรผสมของแบคทีริโอฟาจ (bacteriophage) หรือฟาจ (phage) และสารเสริมชีวนะเพื่อต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย Vibrio spp. ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกุ้งเลี้ยง’ หรือ ‘ชริมป์การ์ด’ โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 41,605,962 บาท จากศูนย์วิจัยการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Research Centre: IDRC) ประเทศแคนาดา และกระทรวงสาธารณสุขและสังคม (Department of Health and Social Care) แห่งสหราชอาณาจักร ระยะเวลาดำเนินการ 32 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ถึงเดือนธันวาคม 2569
นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยเคยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมาจากการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศมากกว่า 90% แต่ในช่วงหลังนี้ประเทศไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้ประเทศคู่แข่งเช่นเวียดนามและจีน เนื่องจากโรคระบาดในกุ้ง และนโยบายการค้าที่ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกยังทำให้การแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระหว่างการเพาะเลี้ยงมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอัตราการรอดของกุ้ง และนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง
ปัจจุบันโรค Vibriosis ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio spp. นับเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้กุ้งตายในฟาร์มเลี้ยงและโรงเพาะฟัก เกษตรกรจึงอาจใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีเพื่อควบคุมเชื้อและป้องกันโรค แต่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือเกินขนาดอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา การแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาและยีนดื้อยาในสภาพแวดล้อม รวมถึงการตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อกุ้ง
ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การพัฒนาทางเลือกเพื่อลดปัญหาดังกล่าวในการเพาะเลี้ยงกุ้งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน สวทช. นำโดย ดร. กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติหรือไบโอเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการ ‘ชริมป์การ์ด’ จึงได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรมประมง ดำเนินโครงการ ‘ชริมป์การ์ด’ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะมีส่วนช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งให้มีความยั่งยืน ด้วยการลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิม
ดร. กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค และหัวหน้าโครงการ ‘ชริมป์การ์ด’ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกันดำเนินโครงการที่มุ่งพัฒนาสารชีวภาพที่เราเรียกว่า ‘ชริมป์การ์ด’ ซึ่งเป็นแบคทีริโอฟาจ (bacteriophage) หรือไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการเข้าทำลายเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในกุ้งได้อย่างจำเพาะเจาะจง
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในระบบการเลี้ยงกุ้งและในลำไส้กุ้ง ภายใต้โครงการนี้ ‘ชริมป์การ์ด’
จะถูกพัฒนาให้ใช้ได้ทั้งในน้ำเลี้ยงกุ้งและในสูตรอาหารกุ้ง โดยใช้นาโนเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความคงตัวของ ‘ชริมป์การ์ด’
รศ.ดร.กิติญา วงษ์คำจันทร์ โอราน ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการร่วมในโครงการวิจัยนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับการพัฒนาสูตรอาหารกุ้งจะพัฒนา ‘ชริมป์การ์ด’ ร่วมไปกับการพัฒนาสารชีวภาพอื่นอีก 3 ชนิดที่มีรายงานการวิจัยว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งในการต้านการก่อโรคของเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย สูตรอาหารดังกล่าวจะนำไปใช้ระหว่างการเลี้ยงลูกกุ้งเพื่อป้องกันและควบคุมเชื้อแบคทีเรียร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยง
ดังนั้น ‘ชริมป์การ์ด’ จะเป็นสารชีวภาพที่นำมาใช้ในการป้องกันและควบคุมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระหว่างการเพาะเลี้ยงกุ้งที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งจะเป็นการช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นต้นเหตุของการเกิดเชื้อดื้อยาในการเลี้ยงกุ้ง สามารถพัฒนากุ้งพรีเมียมปลอดโรค ปลอดภัยและปราศจากยาปฏิชีวนะเพื่อยกระดับสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค
นอกจากนี้โครงการยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายการสนับสนุนแนวทางการใช้สารชีวภาพทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลร่วมกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล โดย ดร. กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ หัวหน้าโครงการ‘ชริมป์การ์ด’ กล่าวว่าโครงการวิจัยนี้จะพัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกับศูนย์เครือข่ายสุขภาพสัตว์น้ำแห่งอาเซียน (ASEAN Network on Aquatic Animal Health Centres: ANAAHC) ที่มีประเทศไทยโดยกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง เป็นผู้นำศูนย์เครือข่าย และโครงการวิจัยนี้ยังมีคณะที่ปรึกษาประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในสัตว์น้ำจากองค์กรทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ ได้แก่ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การข่ายงานศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (NACA) และศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) อีกด้วย
ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยนี้จะได้รับการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ เช่น กรมประมง และภาคเอกชน เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและข้อมูลแก่เกษตรกรในประเทศ โดยเน้นไปที่การใช้เป็นแนวทางที่สามารถทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการเพาะเลี้ยงกุ้ง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและการสร้างกระบวนการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Traffy Fondue รุกบริการถึงประชาชน เข้าร่วมงาน ‘มหกรรมงานบริการภาครัฐ ครั้งที่ 8’
(วันที่ 3-4 สิงหาคม 2567) ณ บริเวณลานน้ำพุชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต จ.นนทบุรี: ดร.วสันต์ ภัรทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สวทช. พร้อมทีมวิจัยได้เข้าร่วมออกบูธนิทรรศการแสดงผลงานใน งานมหกรรมงานบริการภาครัฐ ครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิด "Digital Gov for Better Life ภาครัฐดิจิทัล ชีวิตดีดี ทุกที่ทุกเวลา" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อการส่งเสริมและยกระดับให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาประสิทธิภาพ การทำงานและการให้บริการแก่ประชาชนให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดย Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง ถือเป็น 1 ใน 10 หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น ที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการ รวมทั้งมีการส่งเสริมการพัฒนาการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อแนะนำข้อมูลบริการภาครัฐ
โอกาสนี้ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้อำนวยการหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สวทช. ได้ร่วมเสวนากับผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กรมการจัดหางาน กรมสุขภาพจิต ในหัวข้อ "Digital For Better Life" เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนางานบริการภาครัฐ และการให้ความรู้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ตัวแทนทีมวิจัยได้ขึ้นรับโล่เกียรติคุณจากนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เพื่อเป็นการขอบคุณที่ร่วมจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ผลงานหรือให้บริการประชาชนด้วย
สำหรับ Traffy Fondue ทราฟฟี่ ฟองดูว์ แพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นช่องทางรับแจ้งและจัดการปัญหาเมืองที่พบผ่าน LINE Chatbot แบบอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยยกระดับให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาประสิทธิภาพบริการเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 2 ปี ของการให้บริการมีเรื่องแจ้งให้แก้ปัญหาแล้วกว่า 9 แสนเรื่อง และถูกแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จแล้วกว่า 7 แสนเรื่อง ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนในการแก้ปัญหาเมืองอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ประชาชนและหน่วยงานที่ต้องการใช้ Traffy Fondue สามารถใช้ LINE สแกนคิวอาร์โค้ด หรือเพิ่มเพื่อน @TraffyFondue (หรือคลิก link https://lin.ee/nwxfnHw) เพื่อแชทแจ้งปัญหา และติดตามรายงานอัพเดทการแก้ไขปัญหาได้ ผ่านการแจ้งเตือนในของ LINE Chatbot และข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.traffy.in.th/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ นำ AI ต่อยอดข้อมูลรัฐสภาไทย หนุนภารกิจภาครัฐ พัฒนาบริการประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
(5 สิงหาคม 2567) ณ อาคารรัฐสภา : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัลข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ และสนับสนุนการทำงานของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
โอกาสนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดย ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศาสตรจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ในการนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และนายศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. ร่วมลงนามเพื่อเป็นสักขีพยาน โดยภายในงานยังมีคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมพิธี
โอกาสนี้ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และกล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจาก สวทช. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีการตั้งคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะตระหนักดีว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สภาฯ นอกจากจะเป็นสถานที่ในการออกกฎหมายแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสภาฯ เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ในส่วนของสภาฯ เอง มีคลังข้อมูลขนาดใหญ่คือ คลังข้อมูลนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญ รายงานของคณะ กมธ. รายงานการประชุม ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และการต่อยอดในอนาคต แต่ศักยภาพของมนุษย์เองยังใช้ข้อมูลเหล่านี้ในจำนวนที่จำกัด หากมีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยก็จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้เป็นอย่างมาก และในแง่ของบุคลากรเองจะได้นำศักยภาพไปทำงานด้านที่จำเป็นในการใช้ทักษะของมนุษย์ วันนี้เป็นโอกาสอันดีสำหรับความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น รายละเอียดในบันทึกความตกลงร่วมกันฯ มีความละเอียดรอบคอบและมีความเป็นรูปธรรมในการเปิดเผยข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล มีการกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายรับผิดชอบประสานงานในฐานข้อมูลร่วมกัน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ในฐานะเลขานุการร่วมในการดำเนินงานและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสังคมของประเทศ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบ AI โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจและความตระหนักด้านจริยธรรมในการใช้ AI อย่างน้อย 6 แสนคน มีกฎหมาย/ข้อบังคับด้าน AI ที่จำเป็น (2) ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อให้เกิดการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี (3) ด้านกำลังคน AI มีเป้าหมายผลิตกำลังคน AI 3 หมื่นคน (4) ด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม AI ตั้งเป้าสร้าง 100 นวัตกรรม AI ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4.8 หมื่นล้านบาท และ(5) ด้านการส่งเสริมธุรกิจและการใช้ AI โดยมีการใช้นวัตกรรม AI ใน 600 หน่วยงานทั่วประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้ประกาศนโยบาย “อว. For AI” ที่พร้อมเดินหน้าทำงานทันทีใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. AI workforce development: การพัฒนาบุคลากรด้าน Al และการสร้างพื้นฐานด้าน Al ให้คนไทย ในระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน 2. AI for lifelong learning: AI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนา AI Coach and Kru ให้มีแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงชีวิต 3. AI innovation: การสนับสนุนนวัตกรรม Al สู่ตลาด การพัฒนามาตรฐานและทดสอบ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความแพร่หลาย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
ความร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนให้เห็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาต่อยอดข้อมูลภาครัฐและพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ประเทศชาติ และประชาชน โอกาสนี้ สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ที่มีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูงให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สั่งสมประสบการณ์วิจัยและพัฒนามากว่า 20 ปี ในเบื้องต้นเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาสนับสนุนภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ ‘OpenThaiLLM’ แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่ตอบสนองความต้องการด้านการประมวลผลภาษาไทย และ ‘DocChat’ เครื่องมือ AI ที่สามารถสรุปสาระสำคัญของเอกสาร ตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถพูดคุยตอบโต้หรือตั้งคำถามกับเอกสารที่กำหนดได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยอาศัยความสามารถด้านการประมวลภาษาไทยจาก ‘OpenThaiLLM’ ทั้งนี้ข้อมูลของรัฐสภาจะเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้ตอบโจทย์ภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้นำข้อมูลภาครัฐไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง สนับสนุนการทำงานของภาครัฐ การบริการประชาชน และการพัฒนาทุกภาคส่วนของสังคม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สำนักงาน กสทช. เปิดตัว ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ (Traffy Fondue) รับแจ้งปัญหาค่าโทรศัพท์ SMS บิลไม่ตรงตามจริง และปัญหาสายสื่อสาร พร้อมใช้งาน 12 ส.ค.นี้
วันนี้ (วันที่ 5 ส.ค. 2567) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้จัดงานเปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ (Traffy Fondue) หรือชื่อภาษาไทยว่า ‘ท่านพี่ฟ้องดู’ เพื่อใช้แจ้งปัญหาในด้านกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และปัญหาสายสื่อสารให้แก่ประชาชน โดยมีศาสตราจารย์ คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เป็นประธานในงาน พร้อมทั้งนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายในสำนักงาน กสทช. โดยปัจจุบัน สวทช. ได้พัฒนาเรื่องรับแจ้งให้ครอบคลุมการให้บริการประชาชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และปัญหาสายสื่อสาร โดยปีนี้ได้มอบหมายนโยบายให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ไอดี @traffyfondue เพื่อรับเรื่องแจ้งและบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้หน่วยงานที่รับแจ้งปัญหาได้บริหารจัดการปัญหาอย่างทันท่วงที
สำหรับการให้บริการประชาชนที่สามารถแจ้งปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue หากพบปัญหาในด้านกิจการโทรทัศน์ ได้แก่ การแจ้งตรวจสอบเหตุขัดข้องที่เกิดจากบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และการแจ้งให้ช่วยตรวจสอบการเรียกเก็บค่าบริการที่เกิดข้อสงสัย
ปัญหาในด้านกิจการโทรคมนาคม ได้แก่ การได้รับความข้อความรบกวนจาก SMS และต้องการให้ปิดกั้นการได้รับข้อความ SMS จากบริการที่ผู้ใช้ไม่ได้สมัครรับบริการ การคิดค่าบริการผิดพลาด การถูกเรียกเก็บค่าบริการที่ชำระแล้ว หรือถูกเรียกเก็บชำระค่าบริการหลังจากที่ได้ทำการยกเลิกบริการนั้น ๆ การแจ้งถึงความประสงค์ในการคงสิทธิเลขหมาย ‘MNP’ (Mobile Number Portability) หรือ ‘ย้ายค่ายเบอร์เดิม’ และปัญหาสายสื่อสาร
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า การใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue จะช่วยให้สำนักงาน กสทช. สามารถติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และนำมาถอดบทเรียน วิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องในปี 2568 และสามารถตอบสนองการแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการแก้ไขปัญหาจากผู้ให้บริการ และสามารถประเมินผลการดำเนินงานของผู้ให้บริการ
เพื่อกำกับดูแล ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 สิงหาคม 2567
“บริการทางด้านกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือการโทรศัพท์ ดูทีวี และสายสื่อสาร เป็นบริการที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ให้บริการเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งจะสามารถเก็บรวบรวมปัญหา และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ให้บริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการได้อย่างคุ้มค่า ถูกต้อง และเหมาะสม” ประธาน กสทช. กล่าว
Traffy Fondue เป็นแพลตฟอร์มที่วิจัยพัฒนาขึ้นโดย สวทช. สำหรับสื่อสารปัญหาของเมืองหรือชุมชน ระหว่างประชาชนและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาที่พบไปให้ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ไอดี บนมือถือ และไม่มีข้อมูลของผู้แจ้ง โดยเป็นการแจ้งปัญหาในรูปแบบที่มีข้อมูลเพียงพอให้หน่วยงานสามารถดำเนินการได้ทันที เช่น มีภาพถ่าย และตำแหน่งบนแผนที่ ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น มีการขยายผลการใช้งาน 77 จังหวัด มีหน่วยงานใช้งานแล้วมากกว่า 15,000 แห่ง (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 2567) ช่วยลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ และให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและยกระดับการมีส่วนร่วมของพลเมือง ทั้งนี้มีสถิติรับเรื่องร้องทุกข์ (มิ.ย. 2565 – ก.ค. 2567) มากกว่า 940,000 เรื่อง ดำเนินการเสร็จสิ้นมากกว่า 733,000 เรื่อง คิดเป็น 77%
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. มีแผนที่จะดำเนินการพัฒนา Traffy Fondue อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถรองรับต่อการแจ้งปัญหาจากการใช้บริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้ครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาจากการใช้บริการต่าง ๆ ให้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการใช้บริการ และไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหลังจากที่แจ้งผ่าน Traffy Fondue ประชาชนยังสามารถร้องเรียนตามกระบวนการปกติได้ที่ผู้ให้บริการโดยตรง หรือร้องเรียนมาที่ สำนักงาน กสทช. หมายเลข 1200
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ศุภมาส” นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรกระทรวง อว.พร้อมนักศึกษา-ประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อถวายความจงรักภักดี
วันที่ 4 ส.ค. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สนามกีฬาอินทรีจันทรสถิตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในปี 2567 นับเป็นปีมหามงคลที่ปวงชนชาวไทยทุกคนจะได้พร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเป็นดั่งแสงนำใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักกีฬา เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทย ในเรื่องรักษาสุขภาพ และการออกกำลังกาย ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการรวมพลังของหน่วยงานในสังกัดและกำกับของกระทรวง อว. รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ พร้อมด้วยประชาชนที่มีความสนใจในการออกกำลังกาย
รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี รวมถึงให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีโอกาสออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้พื้นที่ของสถานศึกษาและหน่วยงานราชการให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน
ทั้งนี้ การจัดงานในวันนี้ มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ประกอบด้วย การปั่นจักรยานเพื่อเฉลิมพระเกียรติเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร วิ่งเพื่อสุขภาพ 10 กิโลเมตร เดิน เฉลิมพระเกียรติ 3 กิโลเมตร นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ วาดภาพเหมือน การแสดงดนตรีสด แจกกล้าไม้และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นำร่องใช้งานแล้ว! “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัย จากปาล์มน้ำมันไทย
กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 9 หน่วยงาน แถลงเปิดนำร่องการใช้งาน "EnPAT" น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัย จากปาล์มน้ำมันไทย ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ที่คิดค้นและพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดติดไฟยาก ผลิตจากปาล์มน้ำมันไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ร่วมเสวนาหัวข้อ “Bridging Community through Innovation” ในการประชุม ATSA Conference 2024
(วันที่ 3 สิงหาคม 2567) ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เสวนาหัวข้อ "Bridging Community through Innovation" ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ คณะอนุกรรมการบริหารแพทยสภา นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ Mr. Sheji Ho, Co-Founder and Chief Executive Officer of HDCare ร่วมเสวนา โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนทุนต่างประเทศเข้าร่วมรับฟังกว่า 30 คน
สำหรับการประชุม ATSA Conference 2024: Panel Discussion Information หัวข้อการประชุมปี 2024 หัวข้อ "Bridging Community through Innovation" ในครั้งนี้ เป็นการจัดการกับแนวโน้มในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีภูมิอากาศ และภูมิทัศน์การเริ่มต้นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับผู้เข้าร่วมงาน ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงการเติบโตขององค์กรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
.
ทั้งนี้ The Association of Thai Students in America (ATSA) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เชื่อมโยงนักศึกษาไทยหลายพันคนทั่วมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และมีการเติบโตอย่างมากนับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2020 โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและเครือข่ายสำหรับการจัดงานด้านอาชีพ สังคม และวัฒนธรรม ในปีนี้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการขยายขอบเขตการดำเนินงานเพื่อสร้างโอกาสอันดีให้กับนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาในต่างประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – พันธมิตร เสริมแกร่งผู้ประกอบการส่งออกด้วยเทคโนโลยีและงานวิจัย
(วันที่ 31 กรกฎาคม 2567) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 10 C asean Ratchada ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ : ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับกล่าวเปิดงาน โครงการ "เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ" Innovation Driving Export Program (IDEx) โดยมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัท Alibaba Cloud (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พอนติส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไอเดียทูเอ็กซ์เพิร์ท จำกัด บริษัทอีเว้นท์ไทย จำกัด และผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าร่วมงาน
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการ เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ IDEx วันนี้ดำเนินงานโดย 2 หน่วยงานในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) และ ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID) โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ที่มาร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการที่มาร่วมงาน
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมไปใช้ในการพัฒนาสินค้า กระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐานการส่งออก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ รวมถึงการสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพกับเครือข่ายธุรกิจต่างประเทศ ซึ่ง สวทช. มีกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาด้านการส่งออกอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันในตลาดโลกก็มีความท้าทายมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การสร้างนวัตกรรมให้ตอบสนองความต้องการ การลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการพัฒนาในด้านการตลาดและการสร้างเครือข่ายธุรกิจ ทั้งนี้หากภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้ SMEs เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ หรือส่งออกได้มากขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งมากขึ้นจนสามารถเป็นแกนหลักและเกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้
สำหรับภายในงานเปิดตัวโครงการ IDEx ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้รับฟังการบรรยาย หัวข้อ Experience Sharing แบ่งปันประสบการณ์ และกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ จากผู้เชี่ยวชาญด้างต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้ฟังโอกาสในการรับสิทธิพิเศษ Financial Support สนับสนุนการทดสอบตลาดในประเทศเป้าหมาย พัฒนาผู้ประกอบการเพื่อการส่งออก เช่น การพัฒนาระบบมาตรฐาน การให้คำปรึกษา Product improvement, Market research โดย ITAP สนับสนุนสูงสุด 80 % ไม่เกิน 400,000 บาทต่อโครงการ ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยโครงการ IDEx เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ - 9 สิงหาคม 2567
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel : 0 2564 7000 ต่อ 71746,71748,71749 อีเมล: idex@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – วช. ปฐมนิเทศนักเรียนทุนโครงการ TAIST – Tokyo Tech ประจำปีการศึกษา 2567
(25 กรกฎาคม 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (TAIST-Tokyo Tech: Thailand Advanced Institute of Science and Technology – Tokyo Institute of Technology) ดำเนินการโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) เครือข่ายมหาวิทยาลัยไทย 5 สถาบัน (1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 5. มหาวิทยาลัยมหิดล) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดปฐมนิเทศ “TAIST – Tokyo Tech Orientation Ceremony 2024” เพื่อต้อนรับและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนทุนระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติ โครงการ TAIST-Tokyo Tech ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมี ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย Prof. Jun-ichi Takada, Chairperson of Steering Committee for TAIST-Tokyo Tech และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการปฐมนิเทศ และกล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาท
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โครงการ TAIST-Tokyo Tech ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศจากการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ที่ผ่านมามีผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการ TAIST-Tokyo Techมากกว่า 500 คน ปัจจุบันเข้าทำงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ
“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โปรแกรมที่TAIST-Tokyo Tech ขอให้นักเรียนทุกคนที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการฯ ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้และได้รับความรู้มากมายจากโครงการจากนักวิจัยของ สวทช. และจากเพื่อน ๆ ที่เข้าร่วมโครงการด้วยกัน” ดร.พัชร์ลิตา กล่าว
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. เป็นองค์กรหลักที่สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งภารกิจหลักอีกประการหนึ่ง คือ การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้โครงการ TAIST -Tokyo Tech เป็นหนึ่งในโครงการที่มีส่วนช่วยในการพัฒนามนุษย์และเสริมสร้างระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ระดับชาติ
“ขอแสดงความยินดีกับโครงการ TAIST-Tokyo tech สำหรับการทำงานหนักและมีส่วนร่วมในระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย และขอให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โปรแกรม TAIST-Tokyo Tech ประสบความสำเร็จในการศึกษา และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย รวมทั้งนักวิจัยจาก สวทช. ไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเองและประเทศ”
ดร.วิภารัตน์ กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชวนเชิญเข้าร่วมงาน “Eco-Circular-Green Energy Matchmaking Event 2024” 20 สิงหาคม 2567
ชวนเชิญผู้ประกอบการ นักวิจัย เเละผู้ที่สนใจทั่วไป เข้าร่วมงาน "Eco-Circular-Green Energy Matchmaking Event 2024" ในวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลา 13:30 - 14:45 P.M. (GMT+8) รูปเเบบออนไลน์
The Industrial Technology Research Institute (ITRI) in partnership with Business Innovation Division, National Science and Technology Development Agency (NSTDA), warmly invite you to attend the "Eco-Circular-Green Energy Matchmaking Event 2024" on 20 August 2024 from 13:30~14:45 P.M. (GMT+8)
Event Introduction: Join us to explore the latest Eco-Circular-Green Energy Technologies from the Industrial Technology Research Institute (ITRI) and leading tech companies worldwide. Discover innovations in renewable energy generation, energy storage, energy management, recycling and resource recovery, smart cities, and energy-saving building technologies.
This event is an exceptional opportunity for international tech executives to connect with Taiwan's cutting-edge innovations and forge strategic partnerships. Sign up now to participate and help accelerate industry economic development, while positioning yourself at the forefront of global technological progress.
Date of Event: 20th August 2024 (Tuesday)
Event Time: 13:30 - 14:45 (GMT+8)
Event Style: Online
• Tech Highlights from Thailand
-> Tech Talk 4: Solar N-Coat: Anti-Dust Nanocoating for Solar Panels
-> Tech Talk 8: ECUTEC’s EV Innovation: Empowering Net Zero Mobility
Registration Link: https://reurl.cc/jWXlnq
Directed by: Industrial Development Bureau, Ministry of Economic Affairs
Organizer: Industrial Technology Research Institute (ITRI)
Co-Organizer :
National Science and Technology Development Agency (Thailand
Indonesian Invention and Innovation Promotion Association (Indonesian)
Intellectual Property Office of the Philippines (Philippines)
Taiwan Association of Machinery Industry (Taiwan)
Chinese National Federation of Industries (Taiwan)
Taiwan Electrical and Electronic Manufacturers' Association (Taiwan)
Taipei Computer Association (Taiwan)
Taiwan IOT Technology and Industry Association (Taiwan)
Taiwan Advanced Automotive Technology Development Association (Taiwan)
IAPS Tech Startup Accelerator (Taiwan)
ปฏิทินกิจกรรม
ผู้บริหาร สวทช. รับรางวัล ผู้ทำคุณประโยชน์ในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
(วันที่ 2 สิงหาคม 2567) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ : นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 40 ปี ทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ภายใต้แนวคิด “การสร้างกำลังคน พสวท. เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” จากนั้นเป็นประธานในพิธีมอบเสื้อ DPST Hall of Fame มอบโล่รางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่ สสวท.และทุน พสวท. โดยงานดังกล่าวจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 สิงหาคม 2567
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. พร้อมด้วย ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ศาสตราจารย์ ดร. ศิวพร มีจู สมิธ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค สวทช.
ทั้งนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้สำเร็จการศึกษาทุน พสวท. เข้าสู่หอเกียรติยศ พสวท. หรือ “DPST Hall of Fame” ประจำปี 2567 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติผู้สำเร็จการศึกษาทุน พสวท. ที่สร้างสรรค์ผลงานวิจัยดีเด่น หรือเป็นผู้นำในการบริหารและพัฒนางานวิทยาศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมลงนามความร่วมมือ กับมหาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีแห่งโตเกียว
(วันที่ 2 สิงหาคม 2567) ณ ห้องประชุม One North อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กำกับดูแลงานความร่วมมือต่างประเทศ สวทช. พร้อมด้วย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ และคณะนักวิจัย เข้าร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สวทช. กับมหาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo University of Agriculture and Technology, TUAT) เพื่อประสานความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้และดำเนินงานวิจัยร่วมกันในพิธีลงนามดังกล่าว
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวต้อนรับและแนะนำภาพรวมของ สวทช. แก่คณะผู้ร่วมงานจาก TUAT จากนั้น ศาสตราจารย์โยดะ หัวหน้าโครงการ ได้กล่าวแสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ ต่อจากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.คาเนฮาชิ หัวหน้าทีมวิจัย SATREPS ได้กล่าวแนะนำ TUAT ในโอกาสนี้ สวทช.ได้นำคณะจาก TUAT เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ (SPVT) ของศูนย์เอ็นเทค โดยมี ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ให้การต้อนรับ และเยี่ยมชมศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย Thailand Bioresource Research Center (TBRC) และ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ NSTDA Characterization and Testing Service Center (NCTC) พร้อมกันนี้ได้มีการหารือความร่วมมือภายใต้โครงการ SATREPS ซึ่งทางเอ็นเทค สวทช. ได้ร่วมโครงการวิจัยในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันจากเมล็ดยางพารา (Rubber Seed Oil, RSO) เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


