หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. โดย Food Innopolis ร่วมกับ สอวช. และ AIT จัด ASEAN Plant-Based Foods Research and Policy Forum 2026 เชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม พร้อมวาง Roadmap ความร่วมมือด้านอาหารจากพืชในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ โรงแรม สยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพ สวทช. โดย Food Innopolis ร่วมกับ สอวช. และ AIT จัดเวทีประชุมวิชาการ ASEAN Plant-Based Foods Research and Policy Forum 2026 เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบาย ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้าน Plant-Based Food เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการและผู้บริหารสายงานสายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) สวทช. และ Professor Pai-Chi Li อธิการบดี AIT ให้เกียรติร่วมเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม Professor Anil Kumar Anal Dean, Faculty of Food, Agriculture and Natural Resources (F-FANR), AIT ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ ASEAN Consumer and Market Trends: Opportunities for Plant-Based Food Products จากนั้น Dr. Mercy Sombilla Director of Southeast Asian Regional Center for Graduate Study and Research in Agriculture (SEARCA), Philippines และ ดร. สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. ร่วมฉายภาพมุมมองเชิงนโยบายภาครัฐในการส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย พัฒนา ผลิตภัณฑ์ Plant-Based Food ช่วงบ่าย Dr. Taufik Hidayat Director, National Research and Innovation Agency (BRIN), Indonesia ให้การบรรยายเกี่ยวกับภาพรวมของเทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชที่ต้องบูรณาการการทำงาน ทั้งมิติของความหลากหลายของวัตถุดิบพืช การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ต่อจากนั้น เป็นการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชโดยนักวิชาการ และนักวิจัยจากหน่วยงานชั้นนำของประเทศไทย นำโดย Dr. Sandi Darniadi จาก AIT นำเสนอเทคโนโลยี Cold Plasma ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างวัตถุดิบจากพืชให้เหมาะสมและดีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดร. นิสภา ศีตะปันย์ MTEC, สวทช. นำเสนอเทคโนโลยีด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-Based Food ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ดีและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยี Extrusion และ 3D Printing รศ. ดร. ปิติยา กมลพัฒนะ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอมุมมองความก้าวหน้าและความปลอดภัยของเทคโนโลยีต่อผลิตภัณฑ์ Plant-Based Food โดยเฉพาะเทคโนโลยี OHMIC HEATING และปิดท้ายโดย รศ. ดร. นิรมล อุตมอ่าง คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำผลงานวิจัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Protein Hydrolysate ในผลิตภัณฑ์ Plant-Based Food ที่ช่วยให้ได้ฟังก์ชั่นที่ดีต่อผู้บริโภค ช่วงท้ายของการสัมมนา เป็นการเสวนาเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของ Plant-Based Food ตั้งแต่ระดับงานวิจัยสู่การออกสู่ตลาด โดยผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก โดยได้รับเกียรติจาก คุณภณธกร วงศ์เจริญ บริษัท เบทาโกร จํากัด (มหาชน) คุณวิวรรธน์ เหมมณฑารพ บริษัท ต้นกล้าฟ้าใส ฟู้ดแคร์ เซ็นเตอร์ จำกัด คุณภัณชยา รักษาสกุล บริษัท ฟิวเจอร์ ฟู้ด เอเชีย จำกัด และ รศ. ดร. ปิติยา กมลพัฒนะ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับ Plant-Based Food ที่ไม่ใช่เพียงแค่การมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี หรืองานวิจัยที่ดีที่สุด แต่ต้องมุ่งเน้นการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ความเป็นไปได้และความยั่งยืนทางธุรกิจร่วมด้วย และในวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรม สยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพ สวทช. โดย Food Innopolis ร่วมกับ สอวช. และ AIT ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียนร่วมประชุมหารือแนวทางและโอกาสในการบูรณาการการทำงานด้าน Plant-Based Food ร่วมกัน และวางแผนการพัฒนาแผนที่นำทาง (Roadmap) ความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อกำหนดเป็นนโยบายการพัฒนาอาหารจากพืชร่วมกันต่อไปในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“SQUAT” บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐาน ปลดล็อกสู่การใช้งานจริง “ทดสอบความเป๊ะ เช็กความถูกต้อง การันตีความมั่นใจ”
สรุปใจความสำคัญ SQUAT ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ของเนคเทค สวทช. ให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าซอฟต์แวร์ทำงานได้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ครอบคลุมบริการทดสอบผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม ทั้ง ซอฟต์แวร์, ไอโอที, ระบบปัญญาประดิษฐ์, ซอฟต์แวร์ชีวมิติ, ยานยนต์ไฟฟ้า, เครื่องมือแพทย์, ไปจนถึงหุ่นยนต์สำหรับงานบริการ โดยเป็นการทดสอบผ่าน 3 มิติหลัก คือ ความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ผลการทดสอบจาก SQUAT สามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นขอรับรองมาตรฐานและการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ ตั้งแต่ปี 2562–2568 SQUAT ให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากกว่า 150 หน่วยงาน และออกรายงานผลการทดสอบกว่า 440 ฉบับ SQUAT เดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้านมาตรฐานซอฟต์แวร์ครบวงจร ทั้งร่วมพัฒนาเกณฑ์ทดสอบ AI ทางการแพทย์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนากำลังคน เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ต้องมีการใช้บริการซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวัน เช่น การสแกนหน้าหรือลายนิ้วมือเพื่อเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟน การเข้าแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อโอนค่าอาหารและค่าเดินทาง การตั้งค่าการทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้ทำงานตามเงื่อนไขแบบอัตโนมัติหรือกดสั่งงานจากทางไกล แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนที่ผู้พัฒนาจะนำซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะระบบบริการที่มีความเสี่ยงในการใช้งานมาให้บริการได้ จะต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดไว้อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์เหล่านั้นทำงานได้ถูกต้อง แม่นยำ มีประสิทธิภาพตามที่ผู้ให้บริการระบุไว้ และใช้งานได้อย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์หรือ SQUAT (สควอต) ขึ้น เพื่อให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสากล หรือตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่มีซอฟต์แวร์เป็นส่วนประกอบประเภทนั้น ๆ กำหนด SQUAT ให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสากล SQUAT เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก. 17025 ที่ให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสากลในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่น ซอฟต์แวร์และซอฟต์แวร์ของระบบ IoT (software and IoT system software), ซอฟต์แวร์ด้านชีวมิติ (biometric software), ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) , ซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ (medical device software), ระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (computer log systems), เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เป็นระบบสมาร์ตหรือมีซอฟต์แวร์ฝังอยู่ในตัว (smart or software-embedded household appliances), ซอฟต์แวร์ในยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle software), หุ่นยนต์ดูแลมนุษย์และหุ่นยนต์สำหรับงานบริการ (personal care robot and mobile servant robot) SQUAT ให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานผ่าน 3 ด้านหลัก คือ ทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ (functionality suitability) เพื่อดูว่าซอฟต์แวร์ทำงานได้ถูกต้องและตรงตามคุณสมบัติหรือความสามารถที่ผู้พัฒนากำหนดไว้หรือไม่, ทดสอบประสิทธิภาพ (performance) เพื่อดูว่าซอฟต์แวร์ตอบสนองและรองรับการใช้งานได้ตามเงื่อนไขหรือประสิทธิภาพที่กำหนดไว้หรือไม่ และทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) เพื่อดูว่าซอฟต์แวร์มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมีความปลอดภัยตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ผลการทดสอบจาก SQUAT นำไปใช้ประกอบการยื่นขอรับรองมาตรฐานหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ เช่น ผลการทดสอบซอฟต์แวร์ที่ฝังภายในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ใช้ยื่นต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ผลการทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ ใช้ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลการทดสอบของซอฟต์แวร์ด้านชีวมิติ ใช้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ผลการทดสอบอุปกรณ์ IoT ใช้ประกอบการยื่นขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และผลการทดสอบซอฟต์แวร์ยานยนต์ไฟฟ้า ใช้ประกอบการยื่นขอการพิจารณาสนับสนุนการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เสริมความพร้อมผู้พัฒนา สร้างกำลังคนทดสอบซอฟต์แวร์ ตั้งแต่ปี 2562–2568 ทาง SQUAT ได้ให้บริการทดสอบซอฟต์แวร์แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมแล้วมากกว่า 150 หน่วยงาน และออกรายงานผลการทดสอบมากกว่า 440 ฉบับ นอกจากบทบาทด้านการให้บริการทดสอบมาตรฐาน SQUAT ยังดำเนินกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวางแผนการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องตามที่มาตรฐานกำหนดด้วย หนึ่งในตัวอย่างโครงการเด่น คือ AI Software as a Medical Device หรือ AISaMD (เอไอแซมดี) เป็นโครงการที่ SQUAT ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ สทนว. และรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (รสท.) พัฒนาหลักเกณฑ์ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ที่นำระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้งาน โดยการทดสอบประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ วงจรชีวิตซอฟต์แวร์ (software life cycle), ประสิทธิภาพ (performance) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) SQUAT ยังได้จัด AISaMD Forum เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของ อย. แนวทางกระบวนการทดสอบ รวมถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การทดสอบให้แก่ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ โดยทีมงานยังได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีความพร้อมเข้ารับการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ อย. กำหนดไว้ด้วย ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ได้รับการทดสอบหรือขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์สำเร็จแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์ AICEDA BreastX v1.0 หรือไอเซด้า เบรสต์เอ็กซ์ โดยบริษัทไอเซด้า (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์สำหรับตรวจหามะเร็งเต้านมในระดับเบื้องต้น ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งตัวอย่างคือผลิตภัณฑ์ AI For Hip Fracture Detection หรือปัญญาประดิษฐ์สำหรับตรวจจับกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และบริษัทฟิกซ์ เอไอ จำกัด ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จาก อ.ย. นอกจากการสนับสนุนผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและกระบวนการทดสอบแล้ว SQUAT ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรด้านการทดสอบซอฟต์แวร์ (software testing) โดยได้จัดค่ายพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ที่สนใจทำงานด้านการทดสอบมาตรฐานซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายที่ผ่านการทดสอบไปเข้ารับการทดสอบกับ International Software Testing Qualifications Board (ISTQB) เพื่อขอรับใบรับรองความรู้และทักษะด้านการทดสอบซอฟต์แวร์ในระดับสากล ขณะเดียวกัน SQUAT ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น พัฒนาหลักสูตรการทดสอบซอฟต์แวร์ระยะสั้นสำหรับนักศึกษาและอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และครุศาสตร์ ก่อนร่วมกับอาจารย์ที่ผ่านการอบรมพัฒนาหลักสูตรการทดสอบซอฟต์แวร์ สำหรับใช้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านการทดสอบซอฟต์แวร์ให้แก่นักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานด้านการพัฒนาและทดสอบมาตรฐานซอฟต์แวร์ในอนาคต รวมทั้งได้จัดการอบรม AISaMD Testing Workshop เพื่ออบรมเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและกระบวนการทดสอบของซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ ในการเตรียมเอกสารหลักฐานการทดสอบสำหรับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ แก่ นักวิจัย ผู้พัฒนา ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ จะเห็นได้ว่า SQUAT ไม่ได้เป็นเพียงห้องปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ทดสอบซอฟต์แวร์ แต่ยังมีบทบาทในการร่วมพัฒนากระบวนการตรวจสอบเพื่อยกระดับคุณภาพซอฟต์แวร์ไทย รวมถึงการสนับสนุนและพัฒนากำลังคนทั้งด้านการผลิตและการทดสอบซอฟต์แวร์ เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนด พัฒนา และสนับสนุนด้านมาตรฐานซอฟต์แวร์ ติดต่อสอบถามหรือลงทะเบียนขอรับบริการทดสอบซอฟต์แวร์ได้ที่ อีเมล squat@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2070, 2502, 2066 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SQUAT ได้ที่ www.squat.in.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
KETI หารือ สวทช. และศูนย์วิจัย เดินหน้าความร่วมมือวิจัยและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี
วันที่ 7 กันยายน 2569 คณะผู้บริหารและนักวิจัยจาก Korea Electronics Technology Institute (KETI) สาธารณรัฐเกาหลี เดินทางเยือนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค), ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอนเทค), ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค และคณะนักวิจัยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านศักยภาพงานวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสในการพัฒนาโครงการร่วมกัน ประเด็นความสนใจครอบคลุมหลายสาขาเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและการใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ชีวมวลและคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนสาขาเซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญไม่เพียงงานวิจัยร่วมเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเชื่อมโยงผลงานวิจัยกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ตลอดจนแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอนุญาตใช้สิทธิ การสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทสปินออฟ และการสร้างกลไกความร่วมมือที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปสู่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังการหารือในระดับหน่วยงานวิจัย คณะ KETI ได้เข้าพบผู้บริหาร สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC)  ซึ่งกำกับดูแลด้านความร่วมมือต่างประเทศ เพื่อสรุปประเด็นความสนใจร่วมกันและหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือในระดับองค์กร ประเด็นสำคัญของการหารือระดับผู้บริหาร คือ การต่อยอดความร่วมมือจากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล Portfolio ด้านเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่เทคโนโลยีกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การคัดเลือกโครงการนำร่องที่มีศักยภาพ และการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการบริหารจัดการ IP การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลงานวิจัยร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงโอกาสในการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องร่วมกัน อาทิ การหารือเชิงเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาโครงการนำร่องในสาขาที่มีศักยภาพ และการจัดกิจกรรมแสดงเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยกับภาคธุรกิจและผู้ใช้ประโยชน์ การเยือนครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจร่วมกันของ สวทช. และ KETI ในการสร้างความร่วมมือที่เชื่อมโยงทั้งมิติการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการนำผลงานไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับนักวิจัยและระดับผู้บริหาร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ! เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ
มุ่งเน้นแจ้งเตือนรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูล Real-time ตั้งเป้าแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพในพื้นที่เฉพาะอย่างยั่งยืน (วันที่ 7 กันยายน 2569)  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ ห้องประชุม Eternity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เป็นตัวแทน ลงนามความร่วมมือ โดยเปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์ สถิติเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำ ปี พ.ศ. 2568 (กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค) โรคไข้หวัดใหญ่: 50 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 6,795 ราย) โรคโควิด-19: 18 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,960 ราย) โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง: 7 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,869 ราย) รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่น ๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม รมว.สาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า "นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570" ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง: 6 คุณลักษณะขั้นสูงของ Traffy Fondue สำหรับเรือนจำ ระบบระบุตัวตนด้วย QR Code เฉพาะ: แก้ปัญหาการเปิดเผยพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GPS) และข้อจำกัดอินเทอร์เน็ตในเรือนจำ มองเห็นข้อมูลคู่ขนาน: จำกัดสิทธิ์ตามสายบังคับบัญชาทั้งกรมราชทัณฑ์และกรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์แบบ Real-time แจ้งเตือนอัตโนมัติพร้อม SLA: ประเมินและยกระดับการแจ้งเตือนทันทีหากการดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนด บันทึก Timestamp ละเอียดระดับวินาที: ติดตามประวัติการทำงานและส่งออกข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพ Executive Dashboard: ประเมินการกระจายตัวของโรคผ่านแผนที่จุดเสี่ยง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สูง: ทำงานในระบบปิด (Closed System) ไม่บังคับเก็บตัวตนผู้ป่วย เคารพกฎหมาย PDP
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เชิญร่วมงาน Eco Expo Asia 2026 ณ ฮ่องกง สมัครภายใน 15 กันยายน 2569 พร้อมสิทธิ์สนับสนุนการเดินทาง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญชวนนักธุรกิจ ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาที่สนใจ เข้าร่วมงาน Eco Expo Asia 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ จัดโดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) และ Messe Frankfurt (HK) Ltd และร่วมจัดโดย Environment and Ecology Bureau of the Government of the Hong Kong Special Administrative Region ระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคม 2569 ณ AsiaWorld-Expo เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน งานดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจในการศึกษาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย และพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ โดยครอบคลุมเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ด้าน New Energy and Energy Efficiency, Green Building Technology and Services, Green Finance & ESG-related Services, Circular Economy and Waste Management, Green and Smart Mobility และ Start-up ทุนสนับสนุนเหลือไม่มากแล้ว! ผู้สมัครสามารถเลือกรับ Hotel Sponsorship หรือ Travel Reimbursement ตามเงื่อนไข “Benefits of Mission Members by HKTDC” กำหนดรับสมัครภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ [ใส่ลิงก์ลงทะเบียน] หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. อีเมล brc@nstda.or.th โทร. 02 564 7000 ต่อ 81855 นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีงาน HKTDC Hong Kong International Lighting Fair (Autumn Edition) ระหว่างวันที่ 27–30 ตุลาคม 2569 ณ HKCEC, Wan Chai และงาน HKTDC Hong Kong International Outdoor and Tech Light Expo ระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคม 2569 ณ AsiaWorld-Expo ซึ่งผู้เข้าร่วมสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพิ่มเติมได้ อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมงานสำคัญด้านนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ สมัครภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
ปฏิทินกิจกรรม
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 7 ก.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 256940 ปี เนคเทค จัดใหญ่ NECTEC-ACE 2026 ดันเทคฯ อนาคตแก้โจทย์ไทย              ชวนสำรวจความเป็นไปได้ของ ควอนตัม-การสื่อสารผ่านอวกาศ-Physical AI ดัน Deep Tech สู่การใช้งานจริง ยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย ... >> อ่านต่อสวทช. ชู “นครสวรรค์โมเดล” ต้นแบบ Food Bank กู้อาหารส่วนเกินทะลุ 51 ตัน!        ผนึกกำลังจังหวัดและมูลนิธิ SOS ขยายผลคลุม 15 อำเภอ เปลี่ยนขยะอาหารเป็นมื้อคุณภาพเพื่อกลุ่มเปราะบางกว่า 2 แสนมื้อ พร้อมดึงเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับเสริมความปลอดภัย ปูทางสู่ระบบบริหารจัดการระดับประเทศ  ... >> อ่านต่อ   เปิดตัว Digital EMS ยกระดับรถพยาบาลไทย: สวทช. จับมือ สพฉ. และ สวรส. เปิดตัว “Digital EMS” ชูแพลตฟอร์มกลาง NDEMS เชื่อมข้อมูลฉุกเฉินเรียลไทม์ พร้อมยกระดับมาตรฐานโครงสร้างรถพยาบาลไทยสู่สากล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยวิกฤต  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
เนคเทค รับมอบใบรับรองเป็นหน่วยรับรองความมั่นคงปลอดภัยระบบคลาวด์ “รายแรก” ที่ สกมช. ยอมรับ
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พร้อมด้วยบุคลากรสถาบันประเมินและรับรองเทคโนโลยีดิจิทัล (DTEC) รับมอบใบรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับรองขอบข่ายความมั่นคงปลอดภัยระบบคลาวด์ (Cloud Security) "รายแรก" ที่สกมช. ให้การยอมรับ จาก พลอากาศตรี อมร ชมเชยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 สกมช. ใบรับรองการขึ้นทะเบียนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของ DTEC ในการตรวจประเมินผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Provider: CSP) และผู้ใช้บริการคลาวด์ (Cloud Service Customer: CSC) เพื่อยกระดับบริการคลาวด์ของประเทศไทย ให้มีความมั่นคงปลอดภัย และพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ สกมช. ตามประกาศ มาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567 ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้ (check mark) มาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567 https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/43184.pdf (star)สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://nectec.or.th/dtec อีเมล dtec@nectec.or.th โทร. 02 564 6900 ต่อ 2080…3
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน EECi จังหวัดระยอง หารือผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน วทน. เมืองนวัตกรรมชีวภาพ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมของประเทศ
วันพุธที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 14.00–17.00 น. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดย นายชูชีพ เอื้อการณ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่เพื่อรับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมเมืองนวัตกรรมชีวภาพ (EECi Biopolis) ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมี นางสาวสลารีวรรณ ทัพทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายวุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและผู้อำนวยการ EECi รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านการเกษตร ให้การต้อนรับ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยมาใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ภาคการผลิตและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง EECi มีหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ สนามทดสอบ และเครื่องมือวิจัย รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าใช้และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การทดสอบ และการรับรองมาตรฐาน ซึ่งช่วยสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การทดลองผลิตในโรงงานต้นแบบ และขยายผลไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน EECi มุ่งเน้นการปรับใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคเกษตรและชุมชน โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบ Smart Farming, IoT และระบบควบคุมสภาพแวดล้อม มาใช้ในการบริหารจัดการการผลิตอย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถปรับสภาวะการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดในแต่ละระยะการเจริญเติบโตได้อย่างแม่นยำ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งานเทคโนโลยี แต่ยังสร้างความร่วมมือระหว่างนักพัฒนา เกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และระบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในอำเภอวังจันทร์ให้รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนเห็ดเยื่อไผ่ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการแปรรูปสารสกัดจากเห็ดเยื่อไผ่ เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน บทบาทสำคัญอีกประการ คือ การส่งเสริมการนำผลผลิตทางการเกษตรและวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพิ่มมูลค่า โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery) เพื่อแปรรูปชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับการทดลอง การขยายกำลังการผลิต ไปจนถึงการประเมินความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตจริง นอกจากนี้ เป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรจากการจำหน่ายในรูปสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เช่น สารเติมแต่งอาหารและโภชนเภสัช เวชสำอาง ตลอดจนเคมีชีวภาพและวัสดุชีวภาพ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงภาคเกษตร งานวิจัย เทคโนโลยี การแปรรูป และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ช่วยลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลผลิตและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้อย่างครบวงจร อีกทั้ง EECi ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขยายผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับก่อนเชิงพาณิชย์ (Pre-Commercial Scale) โดยให้บริการโรงงานต้นแบบสำหรับการขยายขนาดและการตรวจซ้ำกระบวนการเทคโนโลยีก่อนเข้าสู่การผลิตจริง เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Tidy Bio Plus ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัย การพัฒนาสูตร การขยายการผลิตในโรงงานต้นแบบระดับ 750 ลิตร การทดสอบประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ รวมทั้งต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสนี้ ได้นำคณะฯ เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของประเทศด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Platform) ของเมืองนวัตกรรม EECi Biopolis ดังนี้ ห้องปฏิบัติการเซลล์เทคโนโลยีด้านพืชและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และยังช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาการผลิตพืชสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด โรงงานผลิตพืชและโรงเรือนอัจฉริยะ : ระบบปลูกพืชทั้งระบบปิดและระบบกึ่งปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับการให้น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ EECi หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงพื้นที่เยี่ยมชมของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ในครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงสนับสนุนที่จะผลักดันการพัฒนา EECi ให้เป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปลี่ยนไอเดีย… สู่ข้อเสนอโครงงานสุดปัง! กับค่าย Research Proposal Bootcamp
🔬💡 มีไอเดียโครงงานวิจัยแล้ว…เปลี่ยนไอเดียให้เป็น “ข้อเสนอโครงงาน” ที่น่าสนใจกัน! 🚀 Research Proposal Bootcampค่ายที่จะช่วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.4–ม.6 พัฒนาไอเดียโครงงานให้ คม ชัด ลึก พร้อมรับคำแนะนำจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเครือข่าย ✨ เรียนรู้และลงมือทำจริงกับ🔹 Research Design Canvas และเทคนิค Star Bursting🔹 เทคนิคการเขียนบทคัดย่อ (Abstract) ให้ทรงพลัง🔹 ชำแหละและวิเคราะห์โครงงานอย่างตรงจุด🔹 ค้นคว้าวรรณกรรมและใช้ AI ช่วยสืบค้นงานวิจัยอย่างชาญฉลาด🔹 เรียนรู้จริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง🔹 เตรียมผลงานสู่เวทีประกวดโครงงานระดับชาติและนานาชาติ 🌏 👩‍🔬 เหมาะสำหรับนักเรียน ม.4–ม.6 จำนวน 30 คน📅 21–22 ตุลาคม 2569📍 ห้องบรรยาย 1 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร💰 ค่าลงทะเบียน 4,280 บาท/คน (รวม VAT 7%) 📌 รับสมัครและชำระค่าลงทะเบียน วันนี้ – 9 ตุลาคม 2569📣 ประกาศรายชื่อทางอีเมล 12 ตุลาคม 2569 🎯 ถ้ามีไอเดีย…อย่าปล่อยให้เป็นแค่ไอเดีย!มาเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นข้อเสนอโครงงานที่พร้อมก้าวสู่เวทีวิจัยไปด้วยกัน 👉 สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/KLbinZCXDCwCUY3X6 📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคุณเสาวณีย์ โสภณนันทวัฒน์โทร. 0 2529 7100 ต่อ 77220 / 08 1848 0949📧 saowanee@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมงาน “Super AI Engineer: The 6th National Workforce Transformation” หนุนพัฒนากำลังคน AI ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
3 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ได้พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร อว. และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมงาน “Super AI Engineer: The 6th National Workforce Transformation”  ภายในงานมีการจัด พิธีมอบเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer Season 6 เพื่อเชิดชูผู้ผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ร่วมมอบเหรียญรางวัล ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โซน SCBX NEXT TECH ชั้น 4งาน “Super AI Engineer: The 6th National Workforce Transformation” จัดโดยสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand : AIAT) โดยทุนสนับสนุนจาก บพค. ดำเนิน “โครงการพัฒนา บุคลากรสมรรถนะสูงและนักพัฒนาแบบจำลองโมเดลด้านปัญญาประดิษฐ์” นับเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation  มุ่งหวังให้ผู้ที่ผ่านโครงการมีงานทำ สามารถเพิ่มรายได้ และสร้างเครือข่ายวิชาชีพ  และพัฒนาแบบจำลองโมเดลด้านปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลโครงการนี้ เนคเทค สวทช. ร่วมผลักดันยุทธศาสตร์ภายใต้แผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และนโยบาย ‘AI Love U’ ของกระทรวง อว.  โดยร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง ทั้งการให้บริการแพลตฟอร์ม ‘AI for Thai’ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ‘LANTA’ รวมถึงการส่งมอบองค์ความรู้จากทีมนักวิจัย สวทช. เพื่อร่วมแสดงพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมรวมถึงการสร้างเครือข่ายกำลังคน AI ที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืนSuper AI Engineer Season 6  เป็น ค่ายพัฒนาทักษะ AI ขั้นสูง ที่จะนำความรู้ไปปรับใช้กับองค์กร อย่างยั่งยืน และเป็นโอกาสการ Upskill และ Reskill ด้าน AI ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งแบบออนไลน์ และลงมือปฏิบัติด้วยโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสผู้ร่วมกิจกรรมได้แสดงฝีมือในสถานประกอบการ สร้างฐานกำลังคน กลุ่ม AI Engineer / AI Model Developer ในระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ และส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล มุ่งสร้างทักษะ AI Hard Skills และ Soft Skills ก้าวสู่การเป็นคนดีและเก่ง ในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อย่างรวดเร็วSuper AI Engineer Season 6 ปีนี้ มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การทำงานกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ และหน่วยงานวิจัยชั้นนำ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังสำคัญของโครงการคือ การสร้าง “ทักษะสูง รายได้ดี และโอกาสงานใหม่” ให้กับคนไทยในเศรษฐกิจยุค AI  การจัดงาน “The 6th National Workforce Transformation” จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของโครงการ ยกย่องผู้เข้าร่วมที่มีผลงานโดดเด่น และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเครือข่ายบุคลากร AI ของประเทศในอนาคตต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือเครือข่ายเปิดการประชุม “คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย” มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชีย (Seed Hub of Asia)
(วันที่ 27 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จัดการประชุม “คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย” ณ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยและยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยสู่ระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้า โดยเผยแพร่ผลงานและเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ล่าสุดที่พัฒนาภายใต้เครือข่ายคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัย ทิศทาง และเป้าหมายที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และกำหนดแนวทางความร่วมมือ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชีย (Seed Hub of Asia) อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อนำงานวิจัยและเทคโนโลยีไปยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากลอีกด้วย อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยในตลาดโลก ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย เปิดเผยทิศทางอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยภาพรวมตลาดเมล็ดพันธุ์ไทยในปัจจุบันมีมูลค่า 24,000 ล้านบาท (ส่งออก 55% ใช้ในประเทศ 45%) โดยมีสินค้าหลักคือข้าวโพดและเมล็ดผัก ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้วางเป้าหมายยุทธศาสตร์ 10 ปี (พ.ศ. 2570–2579) เพื่อผลักดันมูลค่าอุตสาหกรรมเติบโตสู่ 50,000 ล้านบาท โดยเน้นการขยายตลาดส่งออกใหม่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา พร้อมเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Asian Seed Congress 2027 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงปลายปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล ท่ามกลางความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศและโรคพืชใหม่ ๆ ในโอกาสนี้ ดร.บุญญานาถ ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การปฏิรูปกฎระเบียบและนโยบาย 2.การยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคน และ 3.การจัดทำระบบรายงานโรคพืช SeedX: เทคโนโลยีด้านเมล็ดพันธุ์เพื่อยกระด้บการวิจัยพัฒนา อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเมืองร้อนชั้นนำของโลก ซึ่งส่งออกกว่า100 ประเทศทั่วโลก โดยไทยติดอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และอันดับ 8 ของโลกในกลุ่มเมล็ดพันธุ์ผัก ไบโอเทค สวทช. พร้อมให้บริการนวัตกรรมและโซลูชันด้านชีวเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Integrated Biotechnology Solutions) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ โดยครอบคลุมบริการสำคัญ อาทิ การตรวจสอบความบริสุทธิ์และระบุสายพันธุ์, การตรวจวินิจฉัยโรคพืชและการปรับปรุงพันธุ์แม่นยำและชีวควบคุม และการจัดการทรัพยากรพันธุกรรม นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนและ SME ไทย ผ่านโครงการ ITAP ซึ่งให้ทุนสนับสนุนงบประมาณวิจัยและผู้เชี่ยวชาญสูงสุด 50% (ไม่เกิน 400,000 บาทต่อโครงการ) รวมถึงมาตรการสนับสนุนการวิจัยเอกชน (PSR) เช่น การยกเว้นภาษีรายจ่ายเพื่อการวิจัย 200% และการรับรองสิทธิประโยชน์ BOI เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ช่วงท้ายกิจกรรมมีการเสวนาหัวข้อ “จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย: ทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็น Seed Hub ที่แข่งขันได้ในตลาดโลก” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากผู้ร่วมงาน เพื่อหาแนวทางร่วมกันต่อไป ทั้งนี้คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนผ่าน ยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2550–2554) และ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2555–2559) เพื่อพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ของประเทศ สร้าง Thailand Brand ยกระดับการส่งออก และช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สวทช. และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ "ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub)" และนำไปสู่การจัดทำ แผนแม่บทยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ พ.ศ. 2558–2567 สำหรับ สวทช. ได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากเมล็ดพันธุ์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) และเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิตเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพันธุ์พืชที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเท
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ปฐมนิเทศนักเรียนทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์ฯ ประจำปี 2569 มุ่งผลิตกำลังคนขั้นสูงตอบโจทย์วิกฤตโลกและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จัด “กิจกรรมสัมมนาและปฐมนิเทศนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2569 (ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)” เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนทุนก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะทั้งด้านวิชาการ การปรับตัว และการสร้างเครือข่ายนักวิจัย เพื่อเติบโตในเส้นทางอาชีพในอนาคตดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานในกิจกรรม และกล่าวแสดงความยินดีและเน้นย้ำแก่ผู้ได้รับทุน ว่า การเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก ในต่างประเทศครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็น "พันธสัญญา" ที่มีต่อประเทศชาติ ในฐานะ "ผู้แทนของคนไทยทั้งประเทศ" ดังนั้นนักเรียนทุนไม่ควรมุ่งเน้นเพียงปริญญาบัตรหรือความสำเร็จในห้องเรียนเท่านั้น แต่ควรตักตวงประสบการณ์ สังเกตรูปแบบระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมของประเทศมหาอำนาจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Connection) กับนักวิจัยและสถาบันสากลเพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความต้องการในบริบทของประเทศไทย เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้มีความพร้อมต่อยอดนำองค์ความรู้มาช่วยกันพัฒนาประเทศและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอีกหลายสิบล้านคน“นักเรียนทุนต้องคำนึงถึง "ผู้ใช้ประโยชน์" (Stakeholders) เป็นหลัก โดยระหว่างศึกษาต่ออาจเริ่มต้นจากโจทย์วิจัยขนาดย่อยเพื่อเรียนรู้กระบวนการวิจัยอย่างรอบด้าน ก่อนนำความรู้กลับมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป” ดร.พัชร์ลิตา กล่าวสำหรับการพัฒนาบุคลากรในครั้งนี้ดำเนินตามนโยบายของ ศาสตรจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นย้ำว่าปัจจุบันต้องสามารถนำงานวิจัยและองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่หยุดอยู่แค่ในกระดาษ และสอดรับกับทิศทางของปลัดกระทรวง อว. ที่มุ่งผลักดันกำลังคนขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์