หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ผนึกกำลัง อบจ.ปทุมธานี ส่งมอบนวัตกรรมจุลินทรีย์ ENVI-MICROBE ลงพื้นที่บำบัดน้ำเสียและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน
ปทุมธานี, 22 ตุลาคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) จัดกิจกรรมส่งมอบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจุลินทรีย์ภายใต้เทคโนโลยี ENVI-MICROBE ชนิด TIDY BIO ORGANIC (ไทดี้ ไบโอ ออร์แกนิค) จำนวน 2,000 ลิตร พร้อมลงพื้นที่สาธิตการฉีดพ่นเพื่อบำบัดน้ำเสียและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมขังเน่าเสีย กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี โดยมี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนส่งมอบผลิตภัณฑ์ และมี พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจุลินทรีย์แบบมุ่งเป้ามาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ โดยผลิตภัณฑ์ TIDY BIO ORGANIC มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ไขมัน และน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาน้ำเสียและกลิ่นเหม็น นอกจากพิธีส่งมอบแล้ว ทีมนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค นำโดย ดร.พิษณุ ปิ่นมณี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้ลงพื้นที่ เพื่อสาธิตวิธีการเตรียมผลิตภัณฑ์และขั้นตอนการฉีดพ่นที่ถูกต้องให้แก่เจ้าหน้าที่ อบจ. และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ เทคโนโลยี ENVI-MICROBE ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ช่องทางการติดต่อสำหรับผู้สนใจนวัตกรรม (สั่งซื้อผลิตภัณฑ์): บริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด ที่อยู่: 134/379 ถนนสนามบินน้ำ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์: 065-842-5419 เว็บไซต์: https://a1plusthailand.com
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กสอ. ผสานพลัง สวทช. เปิดกิจกรรม “นิคม SME Awareness” ดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับ SME ไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
(วันที่ 20 ตุลาคม 2569) ณ โรงแรมจัสมิน ซิตี้ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร: กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “นิคม SME Awareness: การสร้างความตระหนักและสร้างแรงจูงใจ เพื่อพัฒนาสู่การเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรมพัฒนาศักยภาพสร้างความเข้มแข็งเพื่อการเชื่อมโยง โดยมี ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด และ ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ นายคณพศ ขุนทอง รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ปฏิบัติการ 1) ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์ในกิจกรรมฯ โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมอย่างคับคั่ง เสริมแกร่ง SME รับมือการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ในสภาวะที่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่ง กสอ. ให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการมองเห็นศักยภาพของตนเอง เข้าใจความท้าทาย และสามารถเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชน ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติจริง ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความยินดีนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดมุมมองใหม่ สร้างความร่วมมือ และสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจร่วมกันในอนาคตได้อย่างแท้จริง นายคณพศ ขุนทอง รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ปฏิบัติการ 1) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์โดยเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการ SME เป็นกำลังสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต้องมุ่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน ประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี และการตอบสนองตลาด ทั้งนี้ กนอ. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโต ผ่านการผนึกกำลังกับ กสอ. และ สวทช. เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งระหว่าง SME ด้วยกัน การจับคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับนวัตกรรมและกระบวนการผลิตให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขับเคลื่อน “From Awareness to Connection” ด้วย Thailand i4.0 Index ดร.ภัชดา สันตวาจา หัวหน้าโครงการฯ ฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สวทช. เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ SME ไทย ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ ตลาด และแหล่งทุน ผ่านกระบวนการประเมิน ให้คำปรึกษา และสร้างเครือข่ายธุรกิจ ในการดำเนินงานครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมรวม 22 กิจการในกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหาร และเครื่องดื่ม โดยใช้ดัชนี Thailand i4.0 Index ประเมินความพร้อมเทคโนโลยีเพื่อวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “From Awareness to Connection” โครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความร่วมมือ 3 มิติ ได้แก่การเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ SME กับอุตสาหกรรมรายใหญ่การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ SME ด้วยกันเองการประสานความร่วมมือระหว่าง SME กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุน“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งได้รับแรงบันดาลใจ ตลอดจนสามารถนำองค์ความรู้และเครือข่ายความสัมพันธ์ไปต่อยอดสู่การเติบโตของธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต” ดร.ภัชดา กล่าวสรุป ต่อยอดองค์ความรู้ สู่โรงงานอัจฉริยะและความยั่งยืน สำหรับกิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง:ช่วงเช้า: การบรรยายพิเศษ เรื่อง “Roadmap สู่โรงงานอัจฉริยะด้วย Thailand i4.0 Index” โดย นายอุ่นพงศ์ สุภัคชูกุล หัวหน้าทีมนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ EECi สวทช., การเสวนา เรื่อง “Sharing Success Stories & Inspiration” ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด และผู้แทน SME ในโครงการ ได้แก่ บริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด เกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการผลิต มาตรฐาน และการเติบโตเชิงอุตสาหกรรม, และการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI)” โดย นายกิตติณัฐ โสภา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)ช่วงบ่าย: กิจกรรม Workshop เรื่อง “Business Ecosystem Design” โดย ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ที่ปรึกษาอาวุโส และผู้จัดการ Platform FI Accelerator, Food Innopolis สวทช., การเสวนา เรื่อง “Unpack the Future: ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมการออกแบบและบรรจุภัณฑ์” โดย นายนันทวัฒน์ พร้อมภูมิ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรม สถาบันพลาสติก และปิดท้ายด้วยกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ “Strategic Networking Dinner” (Facilitated Networking) เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในโครงการฯ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต (24ตุลาคม 2569)
วันที่ 22 ตุลาคม 2569: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบรอบ 1ปีโดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ศวิต กาสุริยะ (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมพิธี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมปักหมุด “มหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569”
วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร: สวทช. ชูนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต 4 โซนไฮไลท์ โชว์ศักยภาพในพื้นที่จัดแสดงกว่า 600 ตารางเมตร เชื่อมโยงเทคโนโลยีชีวภาพ–เกษตรอัจฉริยะ พร้อมส่งต่อโมเดล Legacy ขับเคลื่อนการศึกษาและเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมวิชาการเกษตร จังหวัดอุดรธานี และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ประกาศความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพืชสวนและการท่องเที่ยวระดับโลก ภายใต้แนวคิดหลัก “Diversity of Life: ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต” บนพื้นที่จัดงานรวมเกือบ 2,000 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพด้านการเกษตรพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความงดงามของวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมนานาชาติ งานมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาภาคการเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมในการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภายใต้แนวคิดหลัก “NSTDA Future Farming for Sustainable Living: นวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ตอบโจทย์ความหลากหลายทางชีวภาพและยกระดับชีวิตเกษตรกรไทย ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ . · Zone 1: พันธุ์ข้าวใหม่ผลผลิตสูงทนสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม – จัดแสดงพันธุ์ข้าวทนทานต่อสภาวะโลกรวนและให้ผลผลิตสูง อาทิ สุวรรณภูมิ 1, หอมสยาม, น่าน 59, หอมนาคา, หอมชลสิทธิ์ 2 และไรซ์เบอร์รี่ 2 · Zone 2: นวัตกรรมการปลูกพืชอัจฉริยะ (Smart Farming) – สาธิตโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำหรับผักสลัด บัวบก มะเขือเทศเชอรี่ และต้นอ่อนพืช พร้อมระบบโรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์ (Agrivoltaics / SEESOLAR) ผสานระบบควบคุมอัตโนมัติ HandySense, ระบบ WiMaRC และเทคโนโลยีวัสดุคลุมพืช Magik Growth สำหรับพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มะม่วง เคล และขมิ้นชัน · Zone 3: บริการ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี สวทช. เพื่อการเกษตร – นำเสนอศักยภาพคลังอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT), ศูนย์ตรวจเอกลักษณ์พันธุ์พืช (NOC), ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช, ปุ๋ยนาโน, ชุดตรวจโรคพืช และสารสกัดพืช (PhytoEx) ควบคู่กับกิจกรรมสัปดาห์เฉพาะเรื่อง (Theme Week) สับเปลี่ยน 6 มิติ เช่น เทคโนโลยีโอมิกส์ ข้าวไทยรับมือโลกรวน และเกษตรคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนโดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) · Zone 4: พื้นที่การเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ – เวิร์กช็อปฝึกอาชีพสำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เช่น เทคนิคการผลิตชีวภัณฑ์ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการดูแลปทุมมา ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน เช่น Mini Green Lab และ Floral Craft นอกจากนี้ สวทช. ยังให้ความสำคัญกับ แผนการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ระยะยาว (Legacy Plan) เพื่อส่งต่อคุณค่าหลังปิดฉากงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานในวันที่ 14 มีนาคม 2570 สวทช. จะดำเนินการส่งมอบครุภัณฑ์ต้นแบบเทคโนโลยีให้แก่สถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อขยายผลด้านการวิจัยและการเรียนการสอน ประกอบด้วย “ต้นแบบโรงงานผลิตพืช (Plant Factory)” และ “ต้นแบบโรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์ (Agrivoltaics)” เพื่อยกระดับสู่ศูนย์บริการวิชาการแก่เครือข่ายชุมชนใน 4 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทั้งนี้ งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จะมีพิธีเปิดรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 และพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยคาดว่าจะกลายเป็นต้นแบบการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน วทน. สู่วิถีชุมชน และผลักดันศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพระดับนานาชาติต่อไป โดยงานมหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569 ถือเป็นงานระดับโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งแรกของโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละ 20,000–30,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแตะ 20,000 ล้านบาท
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ชูความสำเร็จนวัตกรรมจากไบโอเทค “ENVI-MICROBE” ผนึกกำลังลุยฉะเชิงเทรา ฟื้นฟูวิกฤตน้ำเน่าเสียชุมชน-กู้วิกฤตบ่อกุ้งหลังน้ำลด
ฉะเชิงเทรา, 19 ตุลาคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งมอบและสาธิตการฉีดพ่นนวัตกรรมจุลินทรีย์จากไบโอเทค “ENVI-MICROBE” รวมกว่า 9,000 ลิตร เพื่อเร่งบำบัดน้ำเน่าเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเหตุอุทกภัย มุ่งเป้าฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม ไบโอเทค สวทช. กล่าวถึงการสนับสนุนในครั้งนี้ว่า "สวทช. มีพันธกิจสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาแก้ปัญหาของประเทศ การลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราในครั้งนี้ เป็นการนำงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาใช้งานจริง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ แหล่งทุน และภาคเอกชน ที่ร่วมกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สิ่งสำคัญคือเราไม่ได้มาเพียงเพื่อมอบสิ่งของ แต่เราต้องการส่งมอบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชุมชนและเกษตรกรสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้และกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง" สำหรับการปฏิบัติการลงพื้นที่ ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ การฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนเมือง อำเภอเมือง และ การฟื้นฟูพื้นที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนสส.ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้นำทีมลงพื้นที่ชุมชนเมือง กล่าวว่า "สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชน ส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเสียและกลิ่นเหม็นสะสมอย่างหนัก ซึ่งกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน การที่ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร นำนวัตกรรมจุลินทรีย์ TIDY BIO ORGANIC จำนวน 5,000 ลิตร ลงมาสาธิตและฉีดพ่นในพื้นที่จริง ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี และกลับมาสะอาดน่าอยู่ดังเดิม" เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยผู้พัฒนานวัตกรรม ENVI-MICROBE อธิบายว่า " ENVI-MICROBE ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่แตกต่างกัน โดยผลิตภัณฑ์ TIDY BIO ORGANIC เป็นนวัตกรรมชีวบำบัดรูปแบบน้ำที่มีศักยภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ไขมัน และน้ำมัน ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และแก้ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในพื้นที่ชุมชนเมือง ซึ่งการลงพื้นที่ชุมชนในวันนี้ เราได้นำผลิตภัณฑ์มาสนับสนุนรวม 5,000 ลิตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก ไบโอเทค สวทช. จำนวน 4,000 ลิตร ผนึกกำลังร่วมกับ บริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับอนุญาตใช้สิทธิเทคโนโลยี ภายใต้ทุน บพข. อีก 1,000 ลิตร "ในขณะเดียวกัน เรายังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ TIDY AQUATIC สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลา และสัตว์น้ำโดยเฉพาะ ซึ่งจุลินทรีย์จะเข้าไปจัดการสารอินทรีย์สะสมและปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยไม่กระทบต่อสัตว์น้ำ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์แล้ว เรายังเน้นการสาธิตวิธีฉีดพ่นอย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิผลสูงสุด" สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ 2 คือ การฟื้นฟูพื้นที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง บริเวณวัดจุกกระเฌอ ตำบลคลองจุกกระเฌอ อำเภอเมือง และตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า การดำเนินงานในพื้นที่นี้เกิดขึ้นจากการที่ ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค ได้รับทราบโจทย์ความเดือดร้อนจากเกษตรกรในพื้นที่ จึงประสานนำผลิตภัณฑ์ TIDY AQUATIC จำนวน 4,000 ลิตร มาช่วยเหลือในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยการสนับสนุนจากไบโอเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรเครือข่าย (วช. สวก. และ Hub of Shrimp) สอดคล้องกับที่ คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้สะท้อนปัญหาว่า "เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมที่พัดพาสารอินทรีย์มาสะสมในบ่อ ทำให้คุณภาพน้ำแย่ลง กุ้งช็อกน้ำ และเสี่ยงตายยกบ่อ การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ TIDY AQUATIC ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการต่อลมหายใจให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้กลับมาเหมาะสม และเดินหน้าประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไปได้" ความสำเร็จของกิจกรรมส่งมอบนวัตกรรมจุลินทรีย์ของไบโอเทค “ENVI-MICROBE” ในครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร ในการนำผลงานวิจัยระดับประเทศมาแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ พร้อมสร้างความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อนำพาจังหวัดฉะเชิงเทราก้าวผ่านวิกฤตและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับมาสมบูรณ์ต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมจุลินทรีย์ของไบโอเทค ENVI-MICROBE ENVI-MICROBE เป็นผลงานวิจัยของไบโอเทค สวทช. ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลิตและจัดจำหน่าย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้แก่: 1.TIDY BIO ORGANIC (ไทดี้ ไบโอ ออร์แกนิค) / TIDY BIO PLUS: ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัดรูปแบบน้ำ ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ศักยภาพสูงในกลุ่มที่ปลอดภัยสูงสุด ช่วยย่อยสลายไขมัน น้ำมัน โปรตีน และกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยลดค่าความสกปรกของน้ำเสีย (BOD, COD) และป้องกันการอุดตันของท่อระบายน้ำ 2.TIDY AQUATIC (ไทดี้ อควาติก): นวัตกรรมจุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำสำหรับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยลดของเสีย สารอินทรีย์สะสม และเพิ่มคุณภาพน้ำให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ปลอดภัยต่อคนและสัตว์ ช่องทางการติดต่อสำหรับผู้สนใจนวัตกรรม (สั่งซื้อผลิตภัณฑ์): บริษัท เอวัน พลัส พรีเมี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด ที่อยู่: 134/379 ถนนสนามบินน้ำ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์: 065-842-5419 เว็บไซต์: https://a1plusthailand.com
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดกิจกรรมปฐมนิเทศ (Orientation Day) โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่มาตรฐานโลกด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure-NQI): Global Quality Plus (Q+)
 สวทช. จัดกิจกรรมปฐมนิเทศ (Orientation Day) โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่มาตรฐานโลกด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure-NQI): Global Quality Plus (Q+).เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุม CC306 ชั้น 3 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. กิจกรรมครั้งนี้มีผู้ประกอบการนำร่องเข้าร่วมจำนวน 10 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมและจัดทำ Roadmap การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการ 5 Stations:Station 1: Customer Problem & Value Proposition - ปักหมุดปัญหาผู้ใช้ และกำหนดคุณค่าหลักของผลิตภัณฑ์Station 2: Regulatory Trap & Governance Context - สแกนข้อกำหนดทางกฎหมาย สถานที่ใช้งาน จัดจำหน่าย และนโยบายสิทธิประโยชน์Station 3: Product Deconstruction - แยกองค์ประกอบผลิตภัณฑ์เพื่อค้นหาประเด็นสำคัญStation 4: Testing Matrix & Lab Specifications - กำหนดหัวข้อทดสอบ มาตรฐานอ้างอิง เลือกศูนย์ทดสอบ NQI และเตรียมตัวอย่างส่งตรวจStation 5: Testing Roadmap & Timeline - วางแผนการทดสอบและกำหนดไทม์ไลน์สู่เป้าหมายพร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและการสนับสนุนจาก 6 ศูนย์บริการ NQI ของ สวทช. เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมงานพัฒนาธุรกิจดิจิทัลและเครือข่ายความร่วมมือ (DBP)อีเมล: swp-dbp@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมสนับสนุนก้าวแรกสู่สายงานกฎหมาย ในงาน TU Law Internship Fair 2026
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล (งานสรรหาคัดเลือก) ร่วมกับฝ่ายกฎหมายและสัญญา เข้าร่วมงาน TU Law Internship Fair 2026 ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสนี้ สวทช. ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ สาวตรี สุขศรี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเยี่ยมชมบูธกิจกรรมของ สวทช. การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับภาคการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานฝึกงานในฝ่ายกฎหมายและสัญญา รวมถึงทำความเข้าใจเส้นทางอาชีพ (Career Path) ในองค์กรวิจัยและพัฒนาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษานิติศาสตร์ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนิติศาสตร์ควบคู่กันไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมงานสรรหาคัดเลือก ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล สวทช.โทร. 0-2564-7000
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ปี 2569 ชู MOFs วัสดุขั้นสูงดักจับ CO2 และไอน้ำครบวงจร ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม
(วันที่ 20 ตุลาคม 2569) ณ C asean Ratchada กรุงเทพมหานคร: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Unfinished Business ภายในงาน Outstanding Technologist Awards & Techinno Forum 2026 การจัดงานในปีนี้ดำเนินงานภายใต้แนวคิด  “Unfinished Business” เพื่อเป็นเวทีทบทวนและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญในระบบนวัตกรรมของไทย โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เข้าร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษและร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลสำหรับผลรางวัลในปีนี้ ดร.บุญรัตน์ รุ่งทวีวรนิตย์ นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวง อว. ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2569 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จากผลงาน “เทคโนโลยีวัสดุพรุน Metal–Organic Frameworks (MOFs) สำหรับการดักจับ CO2 และไอน้ำแบบครบวงจร” โดยมี รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้มอบรางวัล นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ สวทช. ที่สะท้อนศักยภาพของบุคลากรวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2593 ด้วยเทคโนโลยี CCUS ฝีมือคนไทย จากปัญหาสภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจากการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดการปล่อยแก๊ส CO2 สู่ชั้นบรรยากาศ โดยประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Dioxide Capture, Utilization, and Storage: CCUS) เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลด CO2 จากแหล่งกำเนิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้ยาก (hard-to-abate sector) การพัฒนาวัสดุและระบบดักจับแก๊ส CO2 ที่มีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ถอดรหัสความสำเร็จ “MOFs” นวัตกรรมวัสดุพรุนนาโนแบบครบวงจร ดร.บุญรัตน์ กล่าวว่า วัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ หรือ Metal–Organic Frameworks (MOFs) เป็นวัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโน สามารถออกแบบโครงสร้างและสมบัติทางเคมีให้เลือกดูดซับโมเลกุลเป้าหมายได้อย่างจำเพาะ และใช้พลังงานต่ำในการคายซับเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ทีมวิจัยพัฒนา MOFs สำหรับดักจับแก๊ส CO2 ตั้งแต่ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ถึงร้อยละ 20 เพื่อให้ครอบคลุมแหล่งแก๊สไอเสียต่าง ๆ ของไทยจุดเด่นของผลงานอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การทดสอบสมบัติการดูดซับแก๊สในสภาวะเสมือนจริง การขยายกำลังการผลิตด้วยกระบวนการสังเคราะห์แบบไหลต่อเนื่อง การขึ้นรูป MOFs จากผงเป็นเม็ดวัสดุดูดซับ สารเคลือบที่ใช้งานได้บนวัสดุต่าง ๆ ไปจนถึงการพัฒนาระบบต้นแบบสำหรับใช้งานจริง ภายใต้แนวคิด “Drop-in Upgrade” เพื่อให้สามารถนำวัสดุไปทดแทนหรือยกระดับระบบเดิมของโรงงานได้ โดยลดความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลักปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต MOFs ที่พัฒนาขึ้นสามารถขยายกำลังการผลิตได้มากกว่า 50 เท่า และอยู่ในระหว่างการต่อยอดสู่ระบบผลิตวัสดุที่ผลิตได้ในระดับไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัมต่อวัน ในขณะที่เทคโนโลยีขึ้นรูปวัสดุแบบเม็ดมีกำลังการผลิตมากกว่า 20 กิโลกรัมต่อวัน และมีการพัฒนาต้นแบบระบบดักจับแก๊ส CO2 ด้วยกระบวนการแยกแก๊สแบบสลับความดัน หรือ Vacuum Pressure Swing Adsorption (VPSA) สำหรับขยายผลสู่การทดสอบกับแก๊สไอเสียจริง ผลการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในโรงไฟฟ้า ดร.บุญรัตน์ เผยว่า ผลการทดสอบระบบต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าสามารถแยกแก๊ส CO2 จากแก๊สไอเสียที่มี CO2 ร้อยละ 15 ได้ CO2  ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 93 ขณะนี้ได้ขยายผลสู่การจัดสร้างต้นแบบระดับสนามสำหรับการดักจับแก๊ส CO2 เพื่อทดสอบการดักจับจากแก๊สไอเสียจริงจากปล่องไอเสียของโรงไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้นำเทคโนโลยีแบบครบวงจรที่พัฒนาขึ้นมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการลดความชื้นต่ำยิ่งยวด ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์ โดยอยู่ในขั้นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น นอกจากใช้กับแก๊ส CO2 แล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับแก๊สอื่น ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ มีศักยภาพลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างยิ่งที่ผลงานวิจัยได้รับการยอมรับ รางวัลนี้เป็นกำลังใจสำคัญให้ทีมวิจัยมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการพัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีสามารถผลิตได้จริง ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ในระยะต่อไป เราจะเร่งทดสอบและขยายขนาดระบบต้นแบบร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งด้านการดักจับแก๊ส CO2 และการควบคุมความชื้น ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานวิจัยไทยและสนับสนุนการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของประเทศ” — ดร.บุญรัตน์ รุ่งทวีวรนิตย์ผลงานนี้สะท้อนบทบาทของนาโนเทค สวทช. ในการผลักดันงานวิจัยวัสดุขั้นสูงจากระดับห้องปฏิบัติการสู่เทคโนโลยีที่พร้อมนำไปต่อยอดในภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร อาทิ บริษัท ครูเกอร์ เอเซีย อินดัสทรีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด และบริษัท โอโบตรอนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อขยายผลนวัตกรรมไทยให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“Pathumma Connect” ระบบ “Agentic AI สัญชาติไทย” มุ่งลดเวลาทำงานภาครัฐ ยกระดับการให้บริการประชาชน
สรุปใจความสำคัญ Pathumma Connect (ปทุมมา คอนเน็กต์) คือ แพลตฟอร์ม Agentic AI สัญชาติไทย สำหรับสนับสนุนให้ภาครัฐทำงานได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นระบบบริการสำหรับอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลเปิดของรัฐให้แก่ประชาชนไทย Pathumma Connect มีกลไกการทำงานแบบ Agentic AI หรือเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมโยงระบบบริการ AI หลายตัวเข้าด้วยกัน โดยมีกลไกการทำงาน คือ หลังจากผู้ใช้งานมอบหมายโจทย์ ระบบ AI จะเริ่มวางแผนแล้วลงมือทำงาน เช่น สืบค้น คิดวิเคราะห์ ตอบคำถาม สร้างเอกสาร ด้วยเครื่องมือ AI ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจนเสร็จงานด้วยตนเอง แล้วจึงส่งงานให้ผู้สั่งงานตรวจสอบความถูกต้องในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ยังคงไว้ซึ่งความถูกต้อง คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของงาน Pathumma Connect ผ่านการออกแบบให้ติดตั้งระบบบนโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (on-premises) เพื่อควบคุมการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ ปัจจุบันอยู่ในช่วงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Pathumma Connect ให้รองรับบริการ 7 ด้าน ได้แก่ ภาครัฐ เกษตร การบริหารจัดการน้ำ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และคลังข้อมูลเฉพาะภายในองค์กร ทำไมประเทศไทยต้องพัฒนา AI สัญชาติไทย ในเมื่อทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต่างก็เข้าถึงระบบบริการ AI ได้ง่าย และยังมีผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์มากมาย ? คำตอบสำคัญก็คือประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง AI ที่ใช้งานได้ แต่ต้องการ AI สัญชาติไทยที่เข้าใจภาษาไทย เข้าถึงบริบทของสังคมไทย สามารถปรับแต่งโมเดลให้ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางของแต่ละองค์กร รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลและระบบบริการของภาครัฐเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนได้ โดยการมีโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงเป็นของตนเอง นอกจากช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยในการใช้งาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานในระยะยาว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา “Pathumma Connect (ปทุมมา คอนเน็กต์)” แพลตฟอร์ม Agentic AI หรือผู้ช่วยอัจฉริยะที่รวมระบบบริการ AI สัญชาติไทยหลายรูปแบบ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลเปิดของภาครัฐไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมุ่งเป้าเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ภาครัฐทำงานได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นระบบบริการสำหรับอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลเปิดของรัฐให้แก่ประชาชนไทย จาก LLM สัญชาติไทย สู่ Pathumma Connect Large Language Model (LLM) คือ โมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ให้มีความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารแบบมนุษย์ โดยหนึ่งในฟังก์ชันที่มีการใช้งานแพร่หลาย คือ Generative AI หรือเอไอแบบรู้สร้าง เช่น ChatGPT, Gemini, Claude [caption id="attachment_92429" align="aligncenter" width="750"] ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์, ดร.วาทยา ชุณห์วิจิตรา และ ดร.ศราวุธ คงยัง ทีมวิจัยผู้พัฒนา Pathumma Connect[/caption] ดร.วาทยา ชุณห์วิจิตรา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า เนคเทค สวทช. เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโมเดล LLM สัญชาติไทยมาโดยตลอด โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ร่วมพัฒนาในช่วงปี 2568–2569 คือ ThaiLLM หรือโมเดลฐาน (foundation model) ที่ผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลภาษาและบริบทไทยมากกว่า 1 แสนล้านโทเคน เพื่อให้ภาครัฐ เอกชน รวมถึงหน่วยงานวิจัยนำโมเดล AI นี้ไปปรับแต่งใช้งานเฉพาะทางได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งทรัพยากรและเวลาในการพัฒนาโมเดล AI ได้เป็นอย่างดี “จากความสำเร็จในการพัฒนาโมเดล ThaiLLM ทีมวิจัยได้นำโมเดลมาต่อยอดความสามารถของ Pathumma (ปทุมมา) หรือ Generative AI สัญชาติไทยที่ได้พัฒนาก่อนหน้าและเปิดให้ทดสอบใช้บริการตั้งแต่ปี 2567 ให้มีความเชี่ยวชาญภาษาไทยและเข้าใจบริบทไทยมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยล่าสุดในปีนี้ทีมวิจัยได้ยกระดับ Pathumma สู่ Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่ขยายขอบเขตการให้บริการไปอีกขั้น ด้วยการรวบรวมระบบบริการ AI ทั้งหมดจาก Pathumma มาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว รวมทั้งยังเชื่อมโยงข้อมูลเปิดของหน่วยงานภาครัฐสำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลในการให้บริการด้วย “เป้าหมายของทีมวิจัยคือการทำให้ Pathumma Connect เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่แบ่งเบาภาระงานและลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นของบุคลากรภาครัฐ โดยนำ AI มาใช้ทำงานในส่วนที่ปฏิบัติงานแทนได้ เพื่อให้บุคลากรนำเวลาไปใช้ดูแลประชาชนหรืองานส่วนอื่น ๆ ที่มีความสำคัญมากกว่า ขณะเดียวกันการพัฒนา Pathumma Connect ให้เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงข้อมูลเปิดของภาครัฐมาไว้ในที่เดียวกัน จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสืบค้นข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น” ตัวอย่างระบบบริการ AI ภายใต้ Pathumma ที่นำมาให้บริการแบบ Agentic AI ใน Pathumma Connect เช่น DocChat (ด็อกแชต) AI สืบค้นและตอบคำถามข้อมูลจากเอกสาร, DocGen (ด็อกเจน) AI ช่วยสร้างเอกสารตามรูปแบบขององค์กร, DocTOR (ด็อกทีโออาร์) AI ช่วยสร้างเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง, PartiiNote (พาทีโน้ต) ระบบถอดเทป สรุปใจความสำคัญ และตอบคำถามข้อมูลจากไฟล์เสียงหรือคลิปวิดีโอ, LangMind (แลงมายด์) แพลตฟอร์มสำหรับสร้างแชตบอตเพื่อตอบข้อมูลเฉพาะขององค์กร ดร.วาทยา เสริมว่า ทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนา Pathumma Connect ให้ครอบคลุมการเชื่อมต่อข้อมูลและระบบบริการ 7 ด้านหลัก ประกอบด้วย Pathumma Connect Gov สำหรับภาครัฐ, Pathumma Connect Agri สำหรับภาคการเกษตร, Pathumma Connect Water สำหรับภาคการบริหารจัดการน้ำ, Pathumma Connect Travel สำหรับภาคการท่องเที่ยว, Pathumma Connect Culture สำหรับภาควัฒนธรรม, Pathumma Connect Education สำหรับภาคการศึกษา และ Pathumma Connect Insight สำหรับให้บริการการคลังข้อมูลเฉพาะภายในองค์กร โดยเป็นระบบที่มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล Pathumma Connect มุ่งลดเวลาทำงานภาครัฐ ยกระดับการให้บริการประชาชน Pathumma Connect เป็นแพลตฟอร์มที่มีกลไกการทำงานแบบ Agentic AI หรือเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมโยงระบบบริการ AI หลายตัวเข้าด้วยกัน โดยมีกลไกการทำงาน คือ หลังจากผู้ใช้งานมอบหมายโจทย์ ระบบ AI จะเริ่มวางแผนแล้วลงมือทำงาน เช่น สืบค้น คิดวิเคราะห์ ตอบคำถาม สร้างเอกสาร ด้วยเครื่องมือ AI ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจนเสร็จงานด้วยตนเอง แล้วจึงส่งงานให้ผู้สั่งงานตรวจสอบความถูกต้องในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ยังคงไว้ซึ่งความถูกต้อง คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของงาน ทั้งนี้สามารถติดตั้งระบบ Pathumma Connect บนโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (on-premises) เพื่อควบคุมการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ ดร.ศราวุธ คงยัง หัวหน้าทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เล่าถึงตัวอย่างระบบบริการที่กำลังพัฒนาภายใต้ Pathumma Connect โดยยกตัวอย่างเป็น Pathumma Connect Gov ว่า Pathumma Connect Gov คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานให้แก่บุคลากรภาครัฐ รวมถึงประชาชนที่ใช้บริการหน่วยงานรัฐ ตัวอย่างงานที่ให้บริการ เช่น สรุปการประชุม ร่างเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง ออกใบอนุญาต รับเรื่องร้องเรียน ตอบคำถามเกี่ยวกับระเบียบและกลไกการทำงานภายในหน่วยงาน ตอบข้อซักถามของประชาชน ซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่ใช้ Agentic AI ในการช่วยปฏิบัติงานแทนได้เป็นอย่างดี ทำให้บุคลากรรัฐนำเวลาส่วนนี้ไปใช้ให้บริการประชาชนหรือทำงานที่สำคัญกว่าแทนได้ ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เสริมว่า อีกตัวอย่างหนึ่งที่กำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ Pathumma Connect Agri หรือระบบ AI ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตรแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์มเดียว ตัวอย่างข้อมูลที่จะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเปิดระหว่างองค์กรเพื่อนำมาให้บริการ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ การแนะนำประเภทของพืชที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ การแนะนำแนวทางการรับมือโรคพืชและศัตรูพืช การติดตามราคาจำหน่ายผลผลิต โดยระบบนี้มุ่งเน้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้าถึงข้อมูลเพื่อวางแผนการทำการเกษตรหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว Pathumma Connect นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี AI สัญชาติไทยที่เข้ามาช่วยให้ทุกภาคส่วนทำงานและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานภาครัฐสามารถลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน ภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลรัฐเพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจ ขณะที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นับเป็นอีกก้าวขั้นของการนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่สนใจใช้งาน Pathumma และ Pathumma Connect ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารระบบบริการได้ที่ pathumma.in.th [caption id="attachment_92428" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยผู้พัฒนา Pathumma Connect[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ร่วมพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2569
(19 ตุลาคม 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2569โดยมี นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางศรินยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวง อว. ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” โดยทรงพระกรุณาบัญชาการปฏิบัติการสาธิตการทำฝนหลวงด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ณ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้แก่ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ, ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร และ ดร.ศวิต กาสุริยะ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ความสำคัญของ “วันเทคโนโลยีของไทย” “วันเทคโนโลยีของไทย” ตรงกับวันที่ 19 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เห็นชอบกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่จารึกความสำเร็จของ “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” สวทช. สานต่อพระราชปณิธาน ขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวง อว. มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานด้วยการพลิกโฉมงานวิจัยสู่วาระขับเคลื่อนหลัก S&T Implementation for Sustainable Thailand (STIST) มุ่งยกระดับบทบาทของ สวทช. สู่การเป็น "เครื่องยนต์วิจัยของชาติ" เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับการแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 19 ตุลาคม 2569
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 สวทช. ผนึกอาเซียน! ขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก สวทช. ยกทัพผู้บริหาร 5 ศูนย์แห่งชาติ ร่วมประชุม ASEAN COSTI-90 ที่เวียดนาม ขับเคลื่อนแผน APASTI 2026–2035 เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานวิจัยอาเซียน เสริมกลไกความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา และผลักดันการพัฒนาด้านไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับศักยภาพวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค ... >> อ่านต่อ ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เปิดเวทีโลก “FARM The Transition” ลุยลดเคมีเกษตร         ไบโอเทค ผนึก UNEP โชว์นวัตกรรมแก้ปัญหาพลาสติกและสารตกค้างในไร่นา ชูจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยสู่ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช มุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ... >> อ่านต่อ สวทช. ส่งนวัตกรรมฟื้นฟูหลังน้ำลด : ศ. ดร.ศิวพร มีจู สมิธ รักษาการรอง ผอ.นาโนเทค สวทช. นำทีมนักวิจัยนาโนเทค ส่งมอบ 2 นวัตกรรมนาโน "N-Zyme Clean" น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และ "Laai" สเปรย์ไล่ยุง สนับสนุนการดูแลสุขอนามัยผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด โดยมี นายอรรถกร ศิริสุวรรณ ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. เป็นผู้รับมอบที่ อวท. จ.ปทุมธานี เพื่อนำไปรวบรวมและส่งต่อผ่านความร่วมมือของกระทรวง อว. ไปยังผู้ประสบภัยต่อไป ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร จับมือ HKSTP เดินหน้าปีที่ 2 คัดเลือก 13 สตาร์ทอัพฟู้ดเทคไทย เข้าโครงการ Soft-Landing Programme บุกตลาดฮ่องกงและเอเชีย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) ประกาศรายชื่อ 13 ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ "Food Innopolis x HKSTP: Soft-Landing Programme for Food Tech Startups" ประจำปีที่ 2 ตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการปั้นผู้ประกอบการฟู้ดเทคไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และพร้อมเติบโตในตลาดต่างประเทศ จากห้องแล็บสู่ตลาดโลก จุดแข็งที่ Food Innopolis สวทช. สร้างมาอย่างต่อเนื่อง: การเดินหน้าโครงการเข้าสู่ปีที่ 2 สะท้อนความสำเร็จและความเชื่อมั่นที่ HKSTP หนึ่งในอุทยานวิทยาศาสตร์ชั้นนำของเอเชีย มีต่อศักยภาพของ Food Innopolis สวทช. ในการคัดกรองและบ่มเพาะผู้ประกอบการคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกล้วนมี Core Technology ที่แข็งแรง ตั้งแต่สารสกัดและส่วนผสมฟังก์ชัน เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นผลจากระบบนิเวศนวัตกรรมที่ สวทช. วางรากฐานไว้ ทั้งองค์ความรู้จากนักวิจัย โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา โรงงานต้นแบบ และกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการครบวงจร แต่สิ่งที่ทำให้ Food Innopolis สวทช. แตกต่าง คือการไม่หยุดอยู่แค่เทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับการตลาด การสร้างธุรกิจ และการขยายสู่ต่างประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้นวัตกรรมไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง และแข่งขันได้ในเวทีโลก Soft-Landing ในฮ่องกง ประตูสู่ตลาดเอเชีย: ผู้ประกอบการทั้ง 13 รายจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งบริษัทและเข้าถึงตลาดฮ่องกง ซึ่งเป็นประตูสำคัญสู่จีนแผ่นดินใหญ่ เขต Greater Bay Area และภูมิภาคเอเชีย ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนรู้ตลาดและกฎระเบียบ การจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรและนักลงทุน การเยี่ยมชมอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ทำงานใน HKSTP เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและย่นระยะเวลาในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ รายชื่อ 13 ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกสำหรับปีที่ 2 มีดังนี้: 1. Zapjeed 2. Molly Ally 3. DMOST International 4. Thai Golden Sunshine 5. FLOWR 6. Vetnova 7. Alliance Food Expert Co., Ltd. 8. March Mondae 9. Baiya Phytopharm 10. LOCOL 11. KatliTech 12. Wannavee 13. DD Ingredient Co., Ltd. มุมมองผู้บริหาร: ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis กล่าวว่า "ความร่วมมือกับ HKSTP ที่เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 2 เป็นเครื่องยืนยันว่า สวทช. ไม่ได้สร้างแค่เทคโนโลยี แต่สร้างผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล Food Innopolis คือกลไกสำคัญที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาด และพาฟู้ดเทคไทยก้าวสู่เวทีโลก" ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ที่ปรึกษาอาวุโส ทำหน้าที่ในการเร่งรัดพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหาร เมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า " ทั้ง 13 ทีมผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ทุกทีมมีเทคโนโลยีหลักที่แข็งแรงและมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน เราเชื่อว่าโปรแกรมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่พาพวกเขาไปสู่การเติบโตในต่างประเทศและแป็นตัวอย่างให้กับฟูดเทคของเมืองไทย" Food Innopolis สวทช. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่อนาคต: โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ สู่การเป็นครัวนวัตกรรมของโลก และสร้างผู้ประกอบการไทยที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ