ต้นวิจัย ใบเศรษฐกิจ ผลิตผลสังคม

 

ต้นวิจัย ใบเศรษฐกิจ ผลิตผลสังคมสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม  (วทน.) ของประเทศ สวทช. เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สวทช. ไม่ได้เป็นองค์กรแสวงหากำไร ทำหน้าที่ด้านวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดความรู้สู่ภาคเอกชน/ชุมชน พัฒนาคน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวทน.  สวทช. มีห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นจำนวนกว่า 50 ห้อง โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อิงความรู้  รวมทั้งให้การสนับสนุนภาคเอกชนทางการเงิน การลงทุน ด้วยกลไกทางภาษีร่วมกับ BOI และกรมสรรพากร และการสร้างเครือข่ายการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ

หนังสือเล่มนี้ ตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อให้บุคคลทั่วไป ได้รับทราบถึงผลงานของสวทช. ในเรื่องสำคัญๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป้าหมายที่อยากเห็นคือ ประชาชนทั่วไป ที่อาจจะไม่เข้าใจบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการพัฒนาชาติไทยมากนัก สามารถรับรู้ได้ว่า คนไทย สังคมไทย ได้ประโยชน์อะไรบ้างจากงานของ สวทช.  ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่พัฒนาและขับเคลื่อนงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และมีนักเรียนทุนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศปฏิบัติงานอยู่เป็นจำนวนมาก  ผลงานต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน  และสถาบันการศึกษา จำนวนมาก เพื่อให้งานที่ออกจากห้องปฏิบัติการวิจัย สามารถส่งมอบสู่สังคมหรือผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

สวทช. พร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชน ที่ตั้งใจจะนำ วทน. ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประเทศไทยในเวทีโลก เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกท่าน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างสรรค์มากขึ้น  และภาคเอกชนและสังคมไทย ได้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์จนเป็นที่ประจักษ์

pdf ดาวน์โหลดเอกสาร PDF    [Size : 7 MB]

    

อุปนิสัยการสร้างสรรค์และรู้จักเลือก

คำว่า Be Proactive เป็นคำที่ปรากฏในหนังสือชื่อ “The 7 Habits of Highly Effective People” ซึ่งเขียนโดยนักเขียนชื่อดังอย่าง สตีเวน อาร์โควีย์ ( Stephen R. Covey) นับเป็นผู้ให้แนวคิดเรื่องนี้โดยตรง ทั้งนี้หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 15 ปี และถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 15 ล้านเล่ม

เนื้อหาในหนังสือได้กล่าวถึงนิสัย 7 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จ อันประกอบด้วยเนื้อหาย่อยเกี่ยวกับแผนที่ในการดำเนินชีวิตเพื่อไปสู่ความสำเร็จ วิธีการยกระดับคุณภาพจิตใจ เนื่องจากผู้เขียนได้ให้แง่คิดว่ามนุษย์มีสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานอยู่  3 อย่างคือ

  1. มีสามัญสำนึกรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี
  2. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
  3. มีพลังจิต

ดังนั้นการเอาใจใส่และหมั่นฝึกฝนคุณลักษณะดังกล่าว จนกลายเป็นนิสัย จะทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ผู้เขียนได้กล่าวว่า กรอบในการมองโลก (paradigm) หรือนิสัยของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะถูกปลูกฝังมาจากการสั่งสอนของคนรอบข้าง การใช้ชีวิตในสังคม และจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และด้วยความเคยชินทำให้คนเรานั้นไม่เคยฉุกคิดว่ามุมมองที่มีอยู่นั้นถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่ จึงก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและไม่เข้าใจผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเอาความคิดของตนเองเป็นตัวตัดสิน

ดังนั้น ผู้แต่งจึงแนะนำให้หยุดทบทวนแนวความคิด มุมมองและคติธรรมในใจที่เคยยึดถือตลอดมาว่า สิ่งเหล่านั้นถูกต้องแล้วจริงหรือ ให้พิจารณาตามความเป็นจริง สิ่งไหนคิดผิดให้คิดใหม่แก้ไขที่ต้นเหตุ เมื่อเข้าใจตนเองจึงจะเข้าใจผู้อื่นได้ นอกจากนั้นผู้เขียนยังเชื่อว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการมีสมองข้างขวาที่ทรงประสิทธิภาพสามารถควบคุมการทำงานของสมองด้านซ้ายได้ สมองข้างขวามีหน้าที่เตือนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี การมีจินตนาการ และการมีอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้น การฝึกใช้จินตนาการและมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นการพัฒนาการทำงานของสมองด้านขวาได้เป็นอย่างดี

จากเหตุผลข้างต้น องค์กรต่างๆ จึงเลือกนำเนื้อหานี้มาเป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้กับบุคลากร โดยเฉพาะบุคลากรในกลุ่ม “ผู้นำ หรือผู้บริหาร” เพราะคําว่า “ ผู้นํา หรือผู้บริหาร” เป็นมากกว่าคําเรียกตําแหน่ง เพราะองค์กรจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องอาศัย “ความเป็นผู้นำ” จาก “บุคลากรทุกคน” โดยการบ่มเพาะอุปนิสัยที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นกับบุคลากรทุกคน อันจะนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

ลักษณะนิสัยแรกจาก 7 ประการที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง คือ อุปนิสัยการสร้างสรรค์และรู้จักเลือก (Be Proactive) 

อุปนิสัยการสร้างสรรค์และรู้จักเลือก (Be Proactive)  คือการมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และผลที่เกิดจากการกระทำนี้คืออะไร  รู้ว่าขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด สถานการณ์ปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั้น มีผลอะไรต่อตัวเราบ้าง และเรามีการตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังเผชิญอย่างไร ตอบสนองด้วยกิริยาใดด้วยอารมณ์แบบไหน

บุคลที่มีอุปนิสัยที่ 1 นี้คือคนที่เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะทำ คือคนที่ “รู้ตัวว่าเลือกได้” คนที่มีนิสัยแบบนี้ จะมีความกระตือรือล้น เป็นคนที่ Active เป็นคนที่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร คนที่ Proactive จะไม่รอให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับตัวเขา แต่เขาจะเป็น คนทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ด้วยตัวเขาเอง เพราะเมื่อเขาเลือกที่จะเป็น เมื่อเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เขาก็จะมีความริเริ่มที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในทันที สรุป Be Proactive คือ อะไรไม่เคยทำ ต้องเรียนรู้ ทำให้ได้ ทำให้เกิดความชำนาญ

อุปนิสัยที่ 1 จะเป็นพื้นฐานของของอุปนิสัยที่ 2 – 7 ถ้าไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 1 ได้ก็จะไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 2 – 7 ได้

สรุปผลการศึกษามูลค่าตลาดอุปกรณ์และระบบนำทางของประเทศไทย พ.ศ. 2555 และประมาณการ 2556

สมาคมระบบขนส่งและจราจรอัฉริยะไทย (Thai Intelligent Transport Systems Association: ITS-Thailand) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดให้มีการสำรวจมูลค่าตลาดระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ด้านตลาดอุปกรณ์และระบบนำทาง (Navigator) ของประเทศไทย ประจำปี 2555 และประมาณการปี 2556 เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ในประโยชน์การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม ITS ต่อไป

 

Thai Intelligent Navigation Report from National Science and Technology Development Agency (NSTDA) – Thailand

รู้จักกับ AEC ในมุมมองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เอกสารเผยแพร่ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารประกอบการประชุม วิชาการประจำปี 2556 (NAC2013) ในหัวข้อ รู้จักกับ AEC ในมุมมองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลในระดับมหภาคที่ สำคัญ คือ

– ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งขัอมูลเชิงเปรียบเทียบที่แสดงถึงระดับการพัฒนาและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ข้อมูลทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับกลุ่มประเทศคู่ค้าหลัก รวมถึงข้อมูลการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับสมาชิกอาเซียน

– ขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศสมาชิกอาเซียนในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านทรัพยากรที่จำเป็นต่อการวิจัยและพัฒนา อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา หรือผลผลิตในรูปแบบของบทความ ลิขสิทธิ์ การส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง

– การขับเคลื่อนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันของกลุ่มประเทศอาเซียน ภายใต้กลไกของอาเซียนที่นำมาสู่ KrabiInitiative รวมถึงข้อตกลงด้านอื่นๆ ที่มีนัยสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 

pdf ดาวน์โหลดเอกสารฉบับ  [size : 10.9 MB]
 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารเผยแพร่ฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสร้างความตระหนักและประสานความเข้าใจระหว่างภาคเศรษฐกิจ และชุมชนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงการทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ AEC ในปี 2558 ได้อย่างสง่างาม

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการรวบรวม การสงวนรักษา และการถ่ายทอดสารสนเทศไปสู่ความรู้ ที่สามารถเข้าถึงได้เพื่อนำไปปรับปรุงการปฏิบัติงานในองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การนำสินทรัพย์ความรู้ (Knowledge Assets) ไปสร้างคุณค่า (Value Creation) หรือเพิ่มผลิตผล (Productivity) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหรือตอบสนองการดำเนินการขององค์กร

การจัดการความรู้ จึงเป็นกระบวนการในการนำความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในบุคคลขององค์กร รวมทั้งความรู้ที่อยู่ในรูปของเอกสารสื่อต่างๆ มาจัดการให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำความรู้ดังกล่าวที่มีไปใช้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ข้างต้น ยกตัวอย่าง การจัดการความรู้ของบริษัท Schlumberger ซึ่งดำเนินการโดยมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าองค์กรและพนักงาน สามารถรู้ทุกอย่างที่แต่ละคนทั้งหมดในองค์กรรู้ ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิ์ภาพและส่งผลให้เกิดกำไรมากขึ้น เนื่องจากความรู้สำคัญด้านประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ที่เก็บไว้นั้น สามารถทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสํงได้ ถ้ามีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่กลุ่มที่มีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ และเนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เป็นการดำเนินการที่ไม่เหมือนธุรกิจประเภทอื่น ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานธรรมชาติที่อาจมีอยู่จำกัด แต่ปัญหาผู้เชี่ยวชาญทางเทคนคิก็มีจำกัดเช่นกัน การควบรวมกิจการของบริษัททำให้สูญเสียพนักงาน  ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่า 20,30 ปี เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว ควรมีช่องทางให้พนักงานได้เรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน และความรู้เหล่านั้น ต้องสามารถที่จะจัดเก็บ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เหล่านี้นให้กับคนรุ่นใหม่ได้

การจัดการกับองค์ความรู้ที่มีการเขียนหรือเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกว่า เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) นั้น สามารถติดตามและรวบรวม มาจัดเป็นระบบได้ง่าย แต่ในทางกลับกันการจัดการกับองค์ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) นั้น จะดำเนินการได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ไม่ได้มีการถอดหรือเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร มักจะเป็นความรู้ที่อยู่ในคนทำงาน และมักจะเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญ อาจจะยากในการถ่ายทอด ทั้งนี้ การจะจัดการกับความรู้ประเภทนี้ได้นั้น จะต้องมีกลไกต่างๆ ในการดึงเอาความรู้ ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในองค์กรโดยอยู่บนความไว้วางใจกัน องค์กรจึงมีหลากหลายวิธีในการดึงความรู้จากแต่ละบุคคลออกมา เช่น การสร้างองค์ความรู้ในองค์กร สามารถใช้วิธีการต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ การระดมสมอง (Brainstorming) การมีชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practices-CoP) การใช้โปรแกรม เช่น วิกิ บล็อก ในการให้บุคลากรเขียนสิ่งที่ตนรู้ออกมา หรือการมีระบบพี่เลี้ยง (Mentor) เป็นต้น นอกเหนือจากวิธีการสร้างองค์ความรู้ในองค์กรแล้ว สามารถใช้วิธีการต่างๆ เหล่านี้ในการให้บุคลากรหรือพนักงานในองค์กรได้แลกเปลี่ยน ความรู้ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันได้ เช่น ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer assist) การเล่าเรื่อง (Storytelling) การใช้โปรแกรม เช่น วิกิ บล็อก และ Social network อื่นๆ มาเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น หรือแม้แต่การจัดบรรยากาศให้อยู่ในสภาพที่อยากคุย หรือจัดช่วงเวลาที่ให้บุคลากรหรือพนักงานได้แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ในการกระตุ้นกิจกรรมการแบ่งปันความรู้ในองค์กร บางแห่งมีการจูงใจพนักงานด้วยการให้รางวัลตอนแทน เช่น บริษัท JTC Corporation มีรางวัล Knowledge Activist Award เพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่พนักงานที่มีผลงานโดดเด่นในการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้

ในหลายๆ องค์กร เห็นความสำคัญของการรวมกันระหว่างเครือข่ายทางสังคมและกระบวนการในการบ่งหา ผู้เชี่ยวชาญ จึงมีการนำระบบ Expertise Locator Systems หรือ ELS มาบูรณาการความสัมพันธ์ระหว่าง คน กระบวนการ และเทคโนโลยี ดังนี้

  1. เชื่อมคนกับคน
  2. เชื่อมโยงคนกับข้อมูลบุคคล
  3. บ่งชี้คุณลักษณะของคนกับความเชี่ยวชาญและเชื่อมโยงไปถึงโจทย์ หรือปัญหาหรือคำถาม
  4. บ่งชี้ความสามารถหรือศักยภาพของพนักงานเพื่อให้เหมาะสมกับโครงการที่มอบหมาย
  5. ช่วยพัฒนาทางอาชีพ
  6. สนับสนุนทีมทำงานและชุมชนนักปฏิบัติ

บริษัท Shell เห็นความสำคัญของบุคลากรในองค์กร เช่นเดียวกัน โดย Shell มีกลยุทธ์ Ask-Learn-Share แนะนำให้พนักงานสอบถามผู้ฝึกสอน เพื่อนร่วมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มทำงาน โดยการถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงการใช้เครื่องมือเท่าใดนัก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรด้วยกันเอง สำหรับกลยุทธ์การจัดการความรู้ของ บริษัท Accenture นั้น มุ่งเน้นไปที่ “people to people”  โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ ความร่วมมือขององค์กรในการสร้างแผนงานอย่างละเอียดจะเป็นตัวจัดการ ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงคนข้ามองค์กรได้ ผู้นำระดับอาวุโสก็คาดหวังว่าการใช้แผนงานที่ละเอียดนี้จะถูกสนับสนุนไปทั่ว ทั้งองค์กร เช่นเดียวกับบริษัท Schlumberger ถือว่า Focal point ของการจัดการความรู้ในบริษัท คือ คนและความสัมพันธ์ของคนกับปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  1. ความเชื่อมโยงคนกับคน บริษัทให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และมีความเชื่อมั่นว่า การสร้างชุมชนความรู้ สิ่งที่มาเป็นอันดับแรก คือ คนและการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จึงมี 2 ระบบที่ทำให้พนักงานรู้จักพนักงานคนอื่นๆ ด้วย ชื่อ ตำแหน่ง ความเชี่ยวชาญ ความสนใจ ประสบการณ์ การทำงานในอดีต ตำแหน่งหน้าที่ในองค์กร
  2. การเชื่อมโยงคนกับสารสนเทศ เป็นก้าวที่สองของการจัดการความรู้ เป็นการเชื่อมโยงคนกับสารสนเทศ ถ้าการตัดสินใจต้องเกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วน ข้อมูลต้องถูกจัดการเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะต้องการในเวลาใดก็ตาม
  3. การเชื่อมโยงคนกับชุมชนนักปฏิบัติ ก้าวที่สามของการจัดการความรู้ คือ การสร้างและสนับสนุนให้เกิดชุมชนนักปฏิบัคิ แนวความคิดของชุมชนนักปฏิบัติเชื่อมโยงกับคนที่มีความสนใจในเรื่องที่คล้ายกันและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเดียวกัน
  4. การเชื่อมโยงคนกับความรู้ ก้าวที่สี่ของการจัดการความรู้ คือ การเชื่อมโยงคนกับความรู้ ความรู้ที่สำคัญขององค์กรต้องสามารถให้ได้ไม่ว่ากับใครในบริษัท ไม่ว่าเวลาใด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม
  5. การเชื่อมโยงคนกับการเรียนรู้ ก้าวที่ห้าของการจัดการความรู้ คือ การเชื่อมโยงคนกับการเรียนรู้ พนักงานของบริษัท เป็นที่ถูกคาดหวังว่าไม่เคยหยุดการเรียนรู้ พนักงานแต่ละคนต้องเข้ารับการเรียนหลักสูตรการพัฒนาทางวิชาชีพหลายหลักสูตรในแต่ละปี และอยู่กับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขากับหลายหลักสูตรในแต่ละปีเช่นกัน

ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่รวบรวม จัดเก็บได้นั้น จะต้องมีเครื่องมีอในการจัดหมวดหมู่และการทำดัชนี การจัดหมวดหมู่เป็นพื้นฐานในการจัดเนื้อหาให้เป็นระบบ  การทำดัชนีช่วยในการจัดเอกสารและลงรายการเอกสาร  ด้วยการรวมทั้งหัวเรื่องและแหล่งที่อยู่ของเอกสารเข้าด้วยกัน ถ้าการทำดัชนีมีประสิทธิภาพ จะต้องทำให้ผู้ใช้รู้ว่าต้องใช้คำสำคัญคำใดเพื่อที่จะหาสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกันได้ ด้วยการใช้คำศัพท์ควบคุม โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ taxonomy หรือศัพท์สัมพันธ์เข้ามาช่วย

องค์กรใดที่มีการจัดการความรู้ ควรมีการสื่อสารเรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจนกับบุคลากรหรือพนักงานในองค์กร เพราะอาจมีคำถามเกิดขึ้น เมื่อเริ่มการจัดการความรู้ในองค์กร คือ

  1. How is relevant to me?
  2. What am I specifically expected to do?
  3. What is it for me (Benefit)

จากคำถามทั้ง 3 คำถามดังกล่าว องค์กรต้องเตรียมคำตอบเพื่อให้พนักงานเข้าใจ เห็นด้วย และคล้อยตามกับการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นในองค์กร นอกจากนี้ ต้องเน้นให้กลุ่มผู้บริหารตั้งแต่ระดับสูง ระดับกลางที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองในการจัดการความรู้ ซึ่งประกอบด้วย 4C คือ เก็บ (Capyure) ประมวลผล (Codify) ร่วมมือ (Collaborate) และ จัดหมวดหมู่ (Classify) โดยความรู้เหล่านั้น ต้องเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขององค์กร เป็นความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายขององค์กร ควรมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร และคณะกรรมการผู้บริหารเพื่อให้เกิดความสนับสนุนในการจัดการความรู้จากระดับสูงลงมา มีการกำหนดทีม KM รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดซึ่งกันและกัน

บรรณานุกรม:

Asian Productivity Organization. Knowledge Management Tools and Tecniques Manual. Japan : Asian Productivity Organization, 2010

Etkind, Josh et al. 2003. Knowledge Portals Support Widely Distributed Oilfield Projects. Professional Communication Conference, 2003. IPCC 2003. Proceedings. IEEE International. 21-24 Sept 2003. : 189- 200.

O’Dell, Carla. 2008. Web 2.0 and Knowledge Management : Themes from an APQC Consortium Benchmarking Study. [Online] :http://wiki.sla.org/download/attachments/11371006/APQC+2008+Web+2+and+KM.pdf?version=1 Accessed: 15 Apr 2013

กรณีศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการแบ่งปันความรู้ของ Xerox และ NASA (ตอนจบ)

ตอนที่ 2 ของกรณีศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการแบ่งปันความรู้ของ Xerox และ NASA เน้นนำเสนออุปสรรคของการแบ่งปันความรู้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากองค์กร และเทคโนโลยี รวมถึงชุมชนนักปฏิบัติ (CoP)

Continue reading “กรณีศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการแบ่งปันความรู้ของ Xerox และ NASA (ตอนจบ)”

กรณีศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการแบ่งปันความรู้ของ Xerox และ NASA

บทความนี้เน้นนำเสนอบางความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการสารสนเทศ (Information management) และ การจัดการความรู้ (Knowledge management) โดยเชื่อมโยงกับกรณีของ The National Aeronautics and Space Administration (NASA) และ บริษัท Xerox Corporation  โดยเฉพาะการแบ่งปันความรู้ (Knowledge sharing) ซึ่งครอบคลุมการจัดหาหรือรวบรวมความรู้ (Capturing) การสื่อสาร การแบ่งปันความรู้ และการเรียนรู้ รวมถึงชุมชนนักปฏิบัติ (Communities of Practice : CoP) และวัฒนธรรมองค์กร 

Continue reading “กรณีศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการแบ่งปันความรู้ของ Xerox และ NASA”

สภาพการณ์นวัตกรรมโลก ปี 2011

บริษัท Thomson Reuters ได้จัดทำรายงานประจำปีแสดงนวัตกรรมโลก 12 สาขาหลัก ของปี 2011 ในชื่อเรื่อง “2011 State of  Innovation : Twelve Key Technology areas and their states of  Innovation” เป็นรายงานต่อเนื่องจากปี 2009  และ 2010 ด้วยวิธีการวิเคราะห์จากจำนวนเอกสารสิทธิบัตรและนำเสนอเทคโนโลยีหลัก 12 สาขาพร้อมให้รายละเอียด ชื่อบริษัทอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสาขาย่อย ชื่อประเทศ และ จำนวนเอกสารสิทธิบัตร

รายงานนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของอุตสาหกรรมภาคต่างๆ ที่มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่โดยแสดงข้อมูลเปรียบเทียบปี 2010 ด้วย จึงทำให้ทราบว่าสาขาใดมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดหรือลดลง รวมทั้งแสดงรายชื่อบริษัทเจ้าของสิทธิ์นวัตกรรม (Assignee)  ตามภูมิภาคหลักของโลก 3 แห่งคือสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ด้วย

สรุปเนื้อหาหลักของรายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลกิจกรรมนวัตกรรมของโลกได้อย่างชัดเจน
 คือ
หมวดเทคโนโลยีที่มีการเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี 2011 ได้แก่

หมวดเครื่องใช้ในครัวเรือน (Domestic Application) และอุปกรณ์การแพทย์ (Medical devices) โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 12
หมวดเทคโนโลยีด้านยานอวกาศ มีอัตราลดลงจากปี 2010 แต่อย่างไรหมวดย่อย Propulsion Plants มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 202
ในส่วนของหมวดยานยนต์ พบว่า สาขา Alternate powered vehicles มีการเติบโตสูงสุด
หมวดเทคโนโลยีชีวภาพ ถือเป็นสาขาใหม่ในปี 2012 นี้ ทีมงานวิเคราะห์พบว่ามีความสำคัญมากขึ้นเป็นสาขาเกิดใหม่ทดแทนสาขาเดิมคือ Agrochemical and Agriculture ที่มีกิจกรรมด้านนวัตกรรมลดลงมาก
ในหมวดเครื่องสำอาง พบว่าหมวดย่อย สารลดการขับเหงื่อ (antiperspirant) มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 โดยบริษัท รอลิอัลเป็นผู้นำเครื่องสำอางค์ของโลก
ผลการวิเคราะห์พบนวัตกรรมในเรื่องยาสูบมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 ในอุตสาหกรรม อาหาร ยาสูบ เครื่องดื่ม การหมัก
เทคโนโลยีปิโตรเลียม มีอัตราลดลงทุกหมวดย่อย ยกเว้นหมวดการสำรวจปิโตรเลียมและก๊าซ การขุดเจาะ การผลิตและการแปรรูป ที่มีอัตราเพิ่มร้อยละ 1
ในสาขาอนินทรีย์ในเภสัชกรรมและอุปกรณ์แยกส่วนของสารกึ่งตัวนำ (Semiconductors)  ทั้ง 2 สาขานี้มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 31

ข้อมูลดิบที่ใช้ในการวิเคราะห์ในจัดทำรายงานฉบับนี้ได้จากแหล่งข้อมูล / ฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters ชื่อ Derwent World Patents Index (DWPI) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับของสำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลก มีทีมงานบรรณาธิการทำการเรียบเรียงเนื้อหาในสิทธิบัตรแต่ละฉบับขึ้นมาใหม่ เช่นในส่วนชื่อเรื่อง บทคัดย่อ รหัสจำแนกเทคโนโลยี รหัสของบริษัทอุตสาหกรรม ทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น  ทีมงาน Thomson Reuters Intellectual Property (IP)
ทำการวิเคราะห์สรุปเป็นรายงานฉบับนี้และ ให้บริการจัดทำรายงานแก่หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจทั่วโลกด้วย

ตารางแสดงเทคโนโลยีหลัก 12 สาขาปี 2011 (2011 Patent Activity ) ได้แก่

 เทคโนโลยีหลัก 12 สาขา 2011 Volume 2011 Ranking % of  Total 2010 Volume % Change in Volume   (2011 v 2010)
A Computers & Peripherals 216,858 1 30% 212,622 2 %
B Telecommunications 92,131 2 13% 87,920 5%
C Automotive 86,788 3 12% 86,479 0%
D Semiconductors 86,427 4 12% 88,867 -3%
E Medical Devices 58,592 5 8% 52,117 12%
F Pharmaceuticals 57,132 6 8% 59,350 -4%
G Domestic Appliances 41,198 7 6% 36,816 12%
H Aerospace 36,002 8 5% N/A N/A
I Biotechnology 25,648 9 4% N/A N/A
J Petroleum 13,652 10 2% N/A N/A
K Food, Tobacco, Beverage Fermentation 9,545 11 1% N/A N/A
L Cosmetics 6,082 12 1% 6,438 -6%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

แสดงรายละเอียดย่อยของเทคโนโลยีหลัก 12 สาขา เรียงลำดับตามตัวอักษร

ตารางที่ 1.1  เทคโนโลยี AEROSPACE แสดงเทคโนโลยีย่อย 6 อันดับแรก

SUBSECTORS 2011 Volume 2010 Volume  % Change
20% Advanced Materials 5,260 5,937 -1%
10% Instrumentation 2,758 2,786 -1%
41% Propulsion Plants 10,777 3,566 202%
14% Production Techniques 3,714 9,726 -62%
13% Structures & Systems 3,531 3,612 -2%
2% Space Vehicles & Satellite Technologies 602 N/A N/A

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

ตารางที่ 1.2 แสดงบริษัทผู้นำ 10 อันดับของเอเชียแปซิฟิก  ยุโรป สหรัฐอเมริกา
ในหมวดเทคโนโลยีย่อย SPACE VEHICLES & SATELLITE TECHNOLOGIES

บริษัท เอเชียแปซิฟิก ยุโรป สหรัฐอเมริกา
1 Korea Aerospace Research Institute (KR) 23 EADS (NL) 37 Boeing (17)
2 Harbin Institute of  Technology (CN) 15 Energiya Rocket Cosmic  Corporation (RU) 21 NASA(8)
3 Beijing University of Aeronautics and Astronautics (CN)11 Thales (UK) 9 Honeywell International(6)
4 Mitsubishi Electric Corporation (JP)9 Information Satellite Systems  Reshetnev (RU) 8 Lockheed Martin(5)
5 IHI Corporation (JP)8 Deutsches Zentrum Fur Luft-und Raumfahrt (DE) 7  Raytheon(5)
6 Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. (JP)7 Rockets Cosmic Research Production Center (RU) 7 Hamilton Sundstrand (4)
7 Mitsubishi Chemical Corporation (JP)5 Cosmic Science Production Center (RU) 5 Qualcomm (4)
8 NEC Corporation (JP)5  CNES, Centre National d’ E’ tudes  Spatiales (FR) 4 United States Secretary of  the Navy(4)
9 Nanjing University of Aeronautics and Astronautics (CN)4 Lavochkin Research Production  Association (RU) 4 Composite Technology Development(3)
10 Korea Institute of Science and Technology (KR)3 Mechanical Engineering Research  Institute (RU) 4 United States Secretary of  the Airforce(2)

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

ตารางที่ 2  เทคโนโลยียานยนต์ (AUTOMOTIVE) แสดงเทคโนโลยีย่อย 12 อันดับแรก

SUBSECTORS 2011 Volume 2010 Volume % Change
20% Alternative Powered Vehicles 19,078 15,913 20%
6% Security Systems 5,840 5,752 2%
12% Navigation Systems 11,279 12,060 -6%
10% Safety 9,858 10,263 -4%
3% Entertainment Systems 2,576 3,052 -16%
6% Steering Systems 6,305 6,327 0%
8% Seats, Seatbelts and Airbags 8,212 7,769 6%
4% Braking Systems 4,174 3,908 7%
12% Transmission 11,413 11,577 -1%
6% Suspension Systems 6,145 5,924 4%
5% Engine design and Systems 5,183 5,336 -3%
8% Pollution Control 7,548 8,376 -10%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

โดยบริษัทผู้นำ อันดับ 1 ของเทคโนโลยีในหมวด ย่อย Alternative Powered Vehicles ของภูมิภาคแถบ เอเชีย ยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ได้แก่

Toyota Motor Corporation (JP) ยื่นสิทธิบัตร 1,669 เรื่ิอง   Daimler (DE) 286    General Motors (US) 310


ตารางที่ 3 เทคโนโลยีชีวภาพ (BIOTECHNOLOGY) แสดงเทคโนโลยีย่อย 5 อันดับแรก

Subsector 2011 Volume
19% Diagnosis of  Disease 5,154
13% Cancer Treatment 3,549
6% Genetically Modified Crops 1,550
5% Drug Discovery 1,269
58% General Biotechnology 15,858

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

โดยบริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  CANCER TREATMENT  ได้แก่   The University of Tokyo (JP) 19     Roche (CH) 59    Genentech (US)    56

 

ตารางที่ 4 เทคโนโลยี COMPUTING and PERIPHERALS แสดงเทคโนโลยีย่อย 6 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
76% Computing 184,134 178,509 3%
9% Printers 22,879 25,079 -9%
2% Scanners 4,190 6,372 -34%
3% Screens 6,109 6,471 -6%
4% Smart media 9,434 9,757 -3%
7% Other peripherals 16,705 26,317 -37%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

โดยบริษัทอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  SMART MEDIA  ได้แก่

Samsung (KR) 229    Giesecke & Devrinet (DE) 48    Broadcom (US)  34

 

ตารางที่ 5  เทคโนโลยี COSMETICS แสดงเทคโนโลยีย่อย 5 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
21% Hair 1,787 1,879 -5%
42% Make-up 3,706 3,833 -3%
31% Skin 2,652 2,859 -7%
3% Antiperspirant 213 174 22%
3% Perfume 212 216 -2%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  MAKEUP

ได้แก่  KAO Corporation (JP) 147    L’Oreal(FR) 322    Procter & Gamble (US)  44

 

ตารางที่ 6  เทคโนโลยี DOMESTIC APPLIANCES  แสดงเทคโนโลยีย่อย 5 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
45% Kichen 19,422 17,235 13%
9% Household Cleaning 3,970 3,414 16%
8% Human Hygiene 3,530 3,193 11%
9% Laundry 3,839 3,543 8%
29% Heating/Air Conditioning 12,834 11,680 10%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง   ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  KITCHEN ได้แก่

Panasonic Corporation (JP)  675    Bosch and Siemens (DE) 415   Whirlpool (US) 115

 

ตารางที่ 7  เทคโนโลยี FOOD, TOBACCO AND BEVERAGE FERMENTATION  แสดงเทคโนโลยีย่อย 5 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
27% Bakery 2,625 2,628 0%
24% Meat 2,407 2,090 15%
3% Sugar & Starch 326 338 -4%
22% Tobacco 2,197 1,512 45%
24% Beverage Fermentation 2,367 n/a n/a

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัท อันดับหนึ่ง ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  BEVERAGE FERMENTATION  ได้แก่

Kirin Holdings Company, Ltd. (JP) 14    Novozymes (DK) 11    Qteros (US)  7

 

ตารางที่ 8  เทคโนโลยี MEDICAL DEVICES แสดงเทคโนโลยีย่อย 4 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Chnage
34% Diagnosis, Surgery 22,864 20,076 14%
19% Dentistry, Bandages, Prosthesis 12,361 10,746 15%
17% Medical Aids, Oral Administration 11,367 9,714 17%
30% Sterilizing, Syringes, Electrotherapy 20,312 17,788 14%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  Diagnosis, Surgery ได้แก่

Toshiba Corporation (JP) 883    Siemens (DE) 381    Covidien (US) 359

ตารางที่ 9  เทคโนโลยี PETROLEUM  แสดงเทคโนโลยีย่อย 4 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
58% Petroleum & Gas Exploration, Drilling, Production and Processing 8,386 7,554 11%
2% Petroleum & Gas Transportation And Storage 281 311 -10%
1% Petroleum Refining 131 194 -32%
39% Petroleum & Gas Fuels and other products 5,544 5,787 -4%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  PETROLEUM & GAS EXPLORATION, DRILLING, PRODUCTION AND PROCESSING

ได้แก่  China Petrochemical (CN) 837     Schlumberger Technology (NL) 1058    Schlumberger Technology (US) 1058

 

ตารางที่ 10 เทคโนโลยี PHARMACEUTICALS  แสดงเทคโนโลยีย่อย 5 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
1% Steroids 539 654 -18%
12% Heterocyclivks 7,946 10,013 -21%
63% Organics 41,926 42,845 -2%
2% Inorganics 1,290 986 31%
22% General 14,957 15,404 -3%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  HETEROCYCLICS  ได้แก่

Takeda Pharmaceutical Company, Ltd. (JP) 57    Roche (CH) 108 Merck (US)  97

 

ตารางที่ 11 เทคโนโลยี SEMICONDUCTORS  แสดงเทคโนโลยีย่อย 4 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
45% Semiconductor Materials and Processes 47,942 50,812 -6%
23% Discrete Devices 24,535 18,709 31%
4% Integrated Circuits 4,789 5,127 -7%
28% Memories, Film and Hybrid Circuits 25,506 30,995 -5%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง  ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  SEMICONDUCTOR MATERIALS AND PROCESSES  ได้แก่

Samsung (KR) 1331    ASML (NL) 201    IBM (US) 750

 

ตารางที่ 12 เทคโนโลยี TELECOMMUNICATIONS  แสดงเทคโนโลยีย่อย 8 อันดับแรก

Subsectors 2011 Volume 2010 Volume % Change
4% Telephone Exchange Systems 6,144 6,251 -2%
8% Digital Information Transmission Systems 13,902 12,504 11%
8% Multiplex & Multiple Access  Information Transmission Systems 14,321 14,031 2%
26% Data Transmission Networks 43,321 39,367 10%
20% Telephone Subscriber Equipment 32,567 34,834 -7%
3% Telephone Communications Systems & Installations 4,750 6,511 -27%
6% Telemetry & Telecontro 9,353 7,638 25%
25% Mobile Telephony 41,836 42,836 -3%

Source: Thomson Reuters Derwent World Patents Index (DWPI)

 

บริษัทผู้นำอันดับหนึ่ง ในหมวดเทคโนโลยีย่อย  MOBILE TELEPHONY ได้แก่

Samsung (KR) 1613    Ericsson (SE) 459    Qualcomm  (US)  843

 

รายละเอียดฐานข้อมูล Derwent World Patents Index (DWPI)
คือฐานข้อมูลสิทธิบัตรนานาชาติ ที่ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรทั่วโลก มีการจัดทำดัชนีอย่างเชี่ยวชาญในเนื้อหาสิทธิบัตร ในแต่ละเรื่อง(ฉบับ) ผู้ที่สืบค้น DWPI จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากในการค้นหาข้อมูลส่วนที่แสดงนวัตกรรม (Novelty) ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
คุณลักษณะของฐานข้อมูล DWPI
– ครอบคลุมเนื้อหาในเอกสารสิทธิบัตรทั่วโลก  ที่แสดงถึงกิจกรรมนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ และการเติบโตของตลาด
– มีการแปลภาษาต่างๆ จากเอกสารสิทธิบัตร  30 ภาษาเป็นภาษาอังกฤษ
– รวบรวมสิทธิบัตรจากประเทศกลุ่มเอเซียแปซิฟิก
– มีคุณลักษณะที่ช่วยให้เข้าถึง เนื้อหาส่วนเทคโนโลยีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
– ครอบคลุมสิทธิบัตรในจำนวน มากกว่า 45.2 ล้านเรื่อง ทั่วโลก ที่คิดเป็น 20.7 ล้านครอบครัวสิทธิบัตร (families)
– แสดงเทคโนโลยีจากภาคอุตสาหกรรมทุกประเภท

DWPI มีทีมงานกองบรรณาธิการ (Editorial Team) ที่มีคุณภาพสูง ผ่านการฝึกอบรมในการตรวจสอบเนื้อหาข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทำการวิเคราะห์และขยายความ (enhance) ทำให้เข้าถึงเนื้อหาสิทธิบัตรที่เราสนใจได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในสิทธิบัตรแต่ละเรื่องของ DWPI ประกอบด้วย
– ชื่อเรื่องและบทคัดย่อที่ชัดเจน (Clear)
– บรรณานุกรมของสิทธิบัตรที่มีการปรับแก้ไขข้อความ
– ทีมบรรณาธิการของ DWPI มีกฏ ระเบียบและกำหนดคำศัพท์เฉพาะทางของอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ  ทำให้ผลการสืบค้นถูกต้องมากยิ่งขึ้น (accurate retrieval)
– DWPI กำหนดมาตรฐานในชื่อบริษัท ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ์ในสิทธิบัตร (Standardized Assignee Names)
– DWPI มีระบบดัชนีที่แม่นยำ เที่ยงตรง (precision) ด้วยรหัส (coding) ที่ประยุกต์เขียนให้แก่เอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ ทำให้เกิด unsurpassed searchability
– DWPI มีระบบ Unique coding และ Index system ช่วยให้เกิดความแม่นยำ ในการสืบค้นและได้ผลลัพธ์ที่เข้าเรื่องมากที่สุด (Relevant)
– ให้รายละเอียด ดัชนีเชิงลึก ของเนื้อหาด้านเคมี สามารถสืบค้นโครงสร้างทางเคมีของสารประกอบ Markush

 

เอกสารอ้างอิง

Thomson Reuters  Derwent World Patents Index : 2011 State of  Innovation : Twelve key Technology Areas and their States of Innovation.
Available at : http://img.en25.com/Web/ThomsonReutersScience/StateofInnovation2011.pdf –  As of  April 2012