สวทช. พัฒนานวัตกรรม เพิ่มกำไร “ยาง”

ประเทศไทยส่งออกยางเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยกระบวนการการทำให้เกิดเป็นยางที่สามารถส่งออกได้นั้น มีความซับซ้อนมาก ตั้งแต่ในขั้นตอนของเกษตรกรและโรงงาน ทั้งยังเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ทำงานเป็นอย่างมาก


เริ่มต้นขั้นแรกจากการที่เกษตรกรต้องเก็บน้ำยางจากต้นยาง เกษตรกรจะต้องผสมสารแอมโมเนียเพื่อรักษาสภาพน้ำยางไม่ให้บูดเน่าก่อนนำไปส่งโรงงาน ซึ่งสารแอมโมเนียเป็นสารอันตรายที่ระคายเคืองต่อปอด ทั้งยังรักษาคุณภาพน้ำยางได้ไม่ดี สวทช.จึงคิดค้นสารรักษาน้ำยางแบบใหม่เรียกว่า TAP ที่ไม่ต้องใส่แอมโมเนียให้ระคายเคืองปอด และสามารถรักษาน้ำยางได้นานยิ่งขึ้น และเมื่อเข้าสู่โรงงาน พบว่าสามารถสกัดน้ำยางออกมาได้มากกว่าการใช้สารเดิม


และเมื่อเข้าสู่โรงงานการเอาสกัดน้ำยางส่วนที่ใช้ได้ออกมาจะมีน้ำทิ้งที่ยังมีเศษเนื้อยางเล็ดลอดออกมาด้วยอีกเป็นจำนวนมาก การใส่สารซัลฟูริกที่เป็นกรดอย่างมาก ส่งผลต่อน้ำทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นน้ำกรดที่อันตราย สวทช,จึงคิดค้นสาร GRASS 0 เพื่อทดแทนสารซัลฟูริก ทำให้ดักน้ำยางจากน้ำทิ้งได้มากกว่าเดิม น้ำทิ้งส่สิ่งแวดล้อมมีสภาพเป็นการ นอกจากนั้นเรายังคิดค้นสารดักน้ำยางที่เหลือจากโรงงานในด้านอื่นๆ อีก เช่น น้ำยางจากการล้างถัง และขี้แป้งน้ำทิ้ง ด้วยสาร GRASS 2 และ 3 ทำให้นอกจากน้ำทิ้งเรายังได้สารผสมซึ่งเป็นปุ๋ยฟอสเฟต สามารถนำไปโรยรอบโคนต้นยางเป็นปุ๋ยหมุนเวียนได้ น้ำทิ้งที่ได้สามารถนำวนกลับไปผลิตก๊าซมีเทน ทำให้ได้พลังงานชีวภสพเข้ามาใช้ในโรงงานอีกด้วย
 




น้ำยางที่ไม่ใส่แอมโมเนียจะบูดเป็นก้อน




ใส่สาร TAP เซลล์เม็ดเลือดเป็นสีแดง ใส่แอมโมเนีย เซลล์จะแพ้ระคายเคืองเป็นสีส้ม
 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

nsd

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป