หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“TPMAP”จัดการความยากจนแบบชี้เป้าและตรวจสอบได้
"TPMAP"จัดการความยากจนแบบชี้เป้าและตรวจสอบได้ "ใครคือคนจน คนจนอยู่ที่ไหน ปัญหาของคนจนคืออะไร และจะแก้ไขปัญหาคนจนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร" หากเรายังไม่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้... แล้วเราจะแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติและระดับโลกได้อย่างไร ด้วยมองว่า ... "การแก้ปัญหาแบบปูพรม ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืนและตรงจุด" สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จึงร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯนำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า (Big data) มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ โดยพัฒนาเป็น "TPMAP" (ทีพีแมป) ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า TPMAP 1.0 (Thai Poverty Map and Analytics Platform) หรือทีพีแมปเวอร์ชันแรก ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2561 มีการประยุกต์ใช้การนำเข้าข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า นำร่องในการให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาความยากจน โดยมุ่งตอบโจทย์ปัญหาข้างต้นไปพร้อม ๆ กัน จากโจทย์ปัญหา.... เพื่อให้สามารถระบุได้ว่า "ใครคือคนจนที่แท้จริง" ซึ่งความยากจน หรือความขัดสนของประชาชนไม่ได้มีแค่มิติของ "รายได้" เท่านั้น TPMAP ได้นำหลักดัชนี่ความยากจนหลายมิติ หรือ Multidimensional Poverty Index: MPI ซึ่งคิดค้นโดย Oxford Poverty & Human Development Initiative และ United Nation Development Programme (UNDP) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) จากกรมการพัฒนาชุมชนเพื่อหาคนจนหรือคนที่ขัดสนใน 5 มิติตามบริบทของประเทศไทย คือ "ด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การศึกษา รายได้ และการเข้าถึงบริการรัฐ" จากข้อมูล จปฐ. ซึ่งเป็นแกนกลาง มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการลงทะเบียนภาครัฐของกระทรวงการคลัง เพื่อหาคนจนเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน นอกจากข้อมูลแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่ได้มา ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าอนาไลติกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เครือข่ายข้อมูล มีการบูรณาการข้อมูลเพื่อเป็นการตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกัน และแสดงผลในรูปแบบแผนที่เป็น Dashboard ทำให้เข้าใจฐานข้อมูลความยากจนเชิงพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ได้ ปัจจุบันระบบมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนคนพิการจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ข้อมูลการรับเบี้ยคนพิการและผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อมูลสิทธิการรักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพ(สปสช.) นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการข้อมูลอื่น ๆ จากแต่ละภาคส่วน เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์มากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาในมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากความยากจน และนำไปสู่การพัฒนาเป็นระบบสำหรับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต หรือ TPMAP 2.0 (Thai People Map and Analytics Platform) ระบบ TPMAP นี้ เปิดให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงหน่วยงานที่ต้องการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงข้อมูลในระดับภาพรวมของประเทศจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านได้ ผ่านทาง https://www.tpmap.in.th/ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลรายครัวเรือนหรือรายบุคคลนั้นจะรั่วไหล เพราะระบบจะให้สิทธิเฉพาะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยเข้าผ่านระบบ "TPMAP Logbook" (ทีพีแมป ล็อกบุ๊ก) หรือ "ระบบแฟ้มบ้านพัฒนาคนไทย" ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายแรกของประเทศที่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาได้ทั้งครัวเรือนและบุคคล ทีมวิจัยจากเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดพัฒนา "TPMAP Logbook" ขึ้น เพื่อเป็น"เครื่องมือ" สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานได้สะดวกรวดเร็ว และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว บันทึกแก้ไขปรับปรุงข้อมูลให้ตรงตามข้อเท็จจริงในพื้นที่ ใช้สอบถามสาเหตุของปัญหาติดตามการแก้ปัญหารายครัวเรือน บันทึกข้อมูลปัญหาและกิจกรรมการให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังสามารถรายงานผลการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยตรวจสอบความคืบหน้าของการช่วยกันแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ปัจจุบันหลายจังหวัดเริ่มนำระบบ TPMAP และ TPMAP Logbook ไปใช้งานตัวอย่างเช่น สกลนคร สมุทรสงคราม ขอนแก่น มุกดาหาร และนครราชสีมาได้มีการนำเอาช้อมูลจากทั้ง 2 ระบบมาวิเคราะห์ หาข้อมูล ปัญหา และความต้องการเชิงลึกในแต่ละพื้นที่ อันนำไปสู่การจัดทำแนวทางแก้ไขที่สอดคล้อง เหมาะสมกับความต้องการและบริบทการพัฒนาในพื้นที่อย่างแท้จริง เรียกได้ว่าระบบนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ในการชี้เป้าที่ลงลึกได้ถึงรายบุคคล สามารถช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการพัฒนาคนได้ตลอดในทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่มากขึ้น และสามารถออกแบบนโยบาย หรือโครงการที่ตรงกับความต้องการเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาปัญหาความซ้ำซ้อนของการรับสวัสดิการรวมทั้งปัญหา "ภาวะรั่วไหล" ในคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแต่ได้รับสวัสดิการ และ "ภาวะตกหล่น" หรือการเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงระบบบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาคนแบบชี้เป้าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดการใช้เงินงบประมาณ ส่งผลต่อความยั่งยืนทางการคลังของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“ไข่ออกแบบได้”สารเสริมอาหารเพิ่มคุณภาพในไข่ไก่
“ไข่ออกแบบได้”สารเสริมอาหารเพิ่มคุณภาพในไข่ไก่ ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และนาโนเทคโนโลยีผนวกกับองค์ความรู้ด้านการเกษตร ทำให้แม้แต่ “ไข่” ที่ทุกคนคุ้นเคยและเป็นอาหารของคนในทุกช่วงวัย ก็สามารถออกแบบให้มีคุณภาพสูงขึ้น จากปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ขาดทุนจากการทำฟาร์มไก่เป็นจำนวนมากทั้งจากสภาพการแข่งขัน ต้นทุนในการผลิตไข่ไก่ และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด รวมถึงไข่ไก่ที่ผลิตได้ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เพื่อสร้างจุดแข็งด้วยสินค้าที่แตกต่างและมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะการลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยใช้สมุนไพรซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติทดแทน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับบริษัทเกรนาเดส ไบโอเทค จำกัด (บริษัทคลีน กรีนเทค จำกัด เดิม) วิจัยและพัฒนา“ไข่ออกแบบได้” หรือ “สารเสริมอาหารสำหรับไก่เพื่อเพิ่มคุณภาพไข่ไก่” ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบนำส่งยาหรือสารสำคัญในรูปแบบ Self-Emulsifying Drug Delivery Systems หรือ SEDDS ของน้ำมันโหระพาและน้ำมันออริกาโนให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ได้สะดวกต่อการเป็นสารเสริมอาหารในไก่ “ไข่ออกแบบ” นี้เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมระดับโลก” และเป็นครั้งแรกที่มีการใช้นาโนเทคโนโลยีในการนำพาสารสู่อวัยวะเป้าหมายมาพัฒนาเป็นระบบการนำส่งสารสมุนไพรเพื่อพัฒนาคุณภาพของไข่ไก่ตั้งแต่อยู่ในฟอง ด้วยการต่อยอดองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบนำส่งมาประยุกต์ใช้ในการนำส่งสารสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติให้สามารถออกฤทธิ์ได้ดีในไก่ เพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจาก “ไก่” เป็นสัตว์ที่มีลำไส้สั้น การจะให้สารสกัดจากสมุนไพรผ่านวิธีการทานอาหารหรือน้ำ สารสำคัญจะมีเวลาในการออกฤทธิ์ภายในลำไส้ของไก่ได้น้อย ทำให้ประสิทธิภาพต่าง ๆ ลดลง ดังนั้นทีมนักวิจัยฯ จึงออกแบบระบบนำส่งสารสำคัญซึ่งสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสรีระของไก่ โดยการเลือกใช้ “สารสกัดโหระพา” ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อบิดในลำไส้ไก่ และ “สารสกัดออริกาโน่” ที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นให้สัตว์อยากกินอาหารปกติสารสกัดทั้งสองชนิดนี้จะละลายได้ในไขมัน เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานเป็นอาหารเสริมในไก่ จึงมีการพัฒนาเป็นสูตรตำรับ Self-Emulsifying Drug DeliverySystem หรือ SEDDS ร่วมกับสารลดแรงตึงผิวและสารลดแรงตึงผิวร่วม เพื่อให้สามารถเกิดเป็นอิมัลชันชนิดน้ำมันในน้ำได้ด้วยตัวเอง มีความคงตัวทางกายภาพสูง และดูดซึมได้เร็ว ผลิตภัณฑ์จากระบบดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นสารเสริมสมรรถนะการผลิตไข่ไก่ ที่มีค่าชีวประสิทธิผลเมื่อให้ทางการกินได้สูงสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มากมาย ความโดดเด่นของผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่จะสร้างระบบและการปฏิรูปทำให้ธุรกิจเกษตรและอาหารเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ “ไข่ออกแบบได้” ได้รับรางวัลชนะเลิศผลงานนวัตกรรมแห่งชาติด้านเศรษฐกิจประจำปี พ.ศ. 2559 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นวัตกรรม “ไข่ออกแบบได้” นี้ นับเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มความสามารถให้แก่การแข่งขันให้เกษตรกรไทย สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นและเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนยาปฏิชีวนะ ซึ่งทิศทางนี้สำคัญต่อการผลิตปศุสัตว์ทั่วโลก ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
eMENSCR นวัตกรรมติดตามผลช่วยพัฒนาประเทศ
eMENSCR นวัตกรรมติดตามผลช่วยพัฒนาประเทศ หน่วยงานภาครัฐมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำโครงการต่าง ๆ ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม สารารณะ และประเทศชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำเครื่องมือที่เรียกว่า "eMENSCR" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบสารสนเทศที่สามารถติดตามการทำงาน ประเมินผล และสามารถนำมาช่วยในการวิเคราะห์โครงการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่จุดหมายและบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมถึงการลดอุปสรรค ข้อจำกัด และกับดักเดิม ๆ ของภาครัฐที่ต่างคนต่างทำงาน "eMENSCR"หรือ Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform เป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานผ่านแผนงาน โครงการหรือการดำเนินการต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเป็นระบบข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนราชการต่าง ๆ ได้อย่างบูรณาการ นอกจากนี้ eMENSCR ยังเป็นระบบ Paperless system เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเผยแพร่รายงานสรุปผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนทราบ ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามประเมินผล และเป็นระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างบูรณาการ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมทั้งช่วยลดภาระการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการชี้แจงต่าง ๆ ของหน่วยงานอีกด้วย จุดเริ่มต้นของ eMENSCR เกิดขึ้นจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมหารือกันในการนำระบบที่ตอบโจทย์เรื่องนโยบายทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการการจัดทำโครงการ ขั้นตอนการติดตามผล สู่ผลลัพธ์ระยะยาว โดยสามารถสร้างให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันได้ ทุกภาคส่วนสามารถเห็นข้อมูลร่วมกัน เห็นความซ้ำซ้อนของโครงการเพื่อจัดสรรงบประมาณการดำเนินงานที่เหมาะสม หรือสร้างโครงการใหม่ที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น โดย eMENSCR จะเป็นระบบ Open data มีเนื้อหาและเครื่องมือใน 7 หัวข้อหลัก ที่ประกอบด้วย ส่วนรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามแผนระดับที่ 1 และ 2 แสดงข้อมูลของแผนแม่บทระดับชาติ ส่วนรายงานผลการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งแสดงโครงการที่มีความสอดคล้องกับแต่ละเป้าหมายของแผนแม่บทฯ ส่วนสรุปจำนวนโครงการตามยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศส่วนรายงานจำนวนโครงการที่สอดคล้องกับแผนแต่ละระดับ ส่วนแสดงจำนวนโครงการจำแนกตามสถานะการอนุมัติโครงการ ส่วนแสดงโครงการทั้งหมด และส่วนแสดงข้อมูลสถานการณ์รายงานความก้าวหน้าของโครงการ เนคเทค สวทช. มีเป้าหมายที่จะให้ eMENSCR เป็นจุดศูนย์กลางของข้อมูลที่แสดงถึงสถานการณ์หรือตัวชี้วัดของระบบรวมทั้งได้วางแผนในอนาคตของ eMENSCRคือ การบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เป็น One stop service เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลได้ในระบบเดียวกัน ด้วยการสร้างโครงการใหม่จะมีข้อมูลเกิดใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการบริหารจัดการโครงการ (Operation) ข้อมูลสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลผลกระทบ และผลลัพธ์ ทั้งนี้การเปิดเผยข้อมูลโดย eMENSCR จะเป็นการสร้างความโปร่งใส พร้อมได้รับแนวความคิดใหม่ ๆ จากภาคประชาชนและสังคมเพื่อตอบโจทย์ประชาชนได้ eMENSCR สามารถตรวจสอบโครงการที่รองรับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เมื่อระบบสารสนเทศติดตามประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) สามารถติดตามและประเมินผลของโครงการภาครัฐต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สามารถเป็นกลไกหลักในการติดตามประเมินผลการทำงานของส่วนราชการได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติอย่างแท้จริงต่อไป ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชหนุนเกษตรปลอดภัย
ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชหนุนเกษตรปลอดภัย แมลงศัตรูพืชถือเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความเสียหายอย่างมากกับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืช เกษตรกรจึงมีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชอย่างแพร่หลาย เพราะได้ผลที่รวดเร็ว แต่ในระยะยาวกลับส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของตัวเกษตรกรเอง ขณะเดียวกันในปัจจุบันผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพและคำนึงถึงความปลอดภัยในอาหารมากขึ้น การทำ “เกษตรปลอดภัย” ด้วยการใช้ชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่สามารถก่อโรคอย่างจำเพาะในแมลง เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย หรือว่าไวรัส ที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทดแทนการใช้สารเคมีอันตรายในการกำจัดแมลงศัตรูพืชจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ต่อยอดงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเกษตรกรไทยในการกำจัดแมลงศัตรูพืชทดแทนสารเคมีอันตรายที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างเช่น การผลิตไวรัสเอ็นพีวี (Nuclear Polyhedrosis Virus: NPV)ซึ่งเป็นไวรัสที่เกิดโรคกับแมลงบางชนิด เป็นผลงานวิจัยจากการคัดเชื้อไวรัสที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในประเทศไทยมาทดสอบภาคสนามทั้งด้านความปลอดภัยกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม พบว่าเชื้อไวรัส NPV นี้จะทำให้หนอนบางชนิดเท่านั้นที่ได้รับเชื้อเข้าไปแล้วป่วยตาย โดยที่มีความจำเพาะสูงมาก คือหนอนกระทู้หอมและหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งเป็นหนอนสำคัญที่ได้ทำลายพืชทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น องุ่น หอมแดงหอมหัวใหญ่ ส้ม มะเขือเทศ หรือไม้ดอกอย่างกุหลาบ เบญจมาศ ดาวเรือง ปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตไวรัส NPV ของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิด คือ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้าย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู้ผัก นอกจากนี้ทีมนักวิจัยของไบโอเทค สวทช. ยังได้พัฒนาชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืชจากเชื้อราบิวเวอเรีย บาเซียนา (Beauveria bassiana) ซึ่งเป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงหลายชนิด โดยจะสร้างเส้นใยและสปอร์สีขาวแพร่กระจายในธรรมชาติและทำลายแมลงทุกระยะ โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง หนอนศัตรูพืช และแมลงปากกัดปากดูดทุกชนิด ทำให้ควบคุมการแพร่ระบาดแมลงศัตรูพืช และยังสามารถทำลายปลวก มดคันไฟได้อีกด้วย ทั้งนี้ทีมนักวิจัยฯ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสปอร์ราที่มีคุณภาพสูงสามารถถ่ายทอดให้หน่วยงานภาครัฐ กลุ่มเกษตรกร และภาคเอกชน นำไปผลิตเพื่อขยายผลการใช้ให้แพร่หลาย โดยชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืชจากเชื้อราบิวเวอเรียบาเซียนา มีจุดเด่นคือ ต้นทุนการผลิตต่ำ ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่มีอันตรายต่อสัตว์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถใช้ได้กับแมลงที่ดื้อยาอีกด้วย สำหรับการผลิตชีวภัณฑ์จากแบคทีเรีย ทีมนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืชเพื่อเกษตรปลอดภัยขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “วิปโปร (VipPro) พัฒนาจากโปรตีน Vip3A (Vegetative insecticidal protein)ซึ่งเป็นโปรตีนฆ่าแมลงที่พบได้ในแบคที-เรียบีที (Bacillus thuringiensis) บางสายพันธุ์ โดยโปรตีนจะถูกสร้างและหลั่งออกนอกเซลล์ในระยะที่เซลล์กำลังเจริญก่อนเข้าสู่การสร้างสปอร์ โปรตีนในกลุ่มนี้สามารถออกฤทธิ์ฆ่าหนอนแมลงในกลุ่มหนอนผีเสื้อและหนอนผีเสื้อกลางคืนซึ่งเป็นแมลงศัตรูหลักของพืชเกือบทุกชนิด จากการค้นหา Vip3A ตัวใหม่จากบีทีสายพันธุ์ที่คัดแยกได้ในประเทศไทยจำนวนมากกว่า 500 ตัวอย่าง ทำให้ได้โปรตีนที่ออกฤทธิ์ได้ดีต่อหนอนกระทู้หอม (Spodoptera exigua) และหนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura) ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญและก่อความเสียหายอย่างมากกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดของประเทศไทย โดยชีวภัณฑ์ VipPro เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์สัตว์ และสิ่งแวดล้อม สามารถออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างเร็ว แมลงหยุดกินอาหารภายในหนึ่งชั่วโมง ลดความสูญเสียและร่องรอยตำหนิบนใบพืช และออกฤทธิ์เสริมกับชีวภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) และโปรตีนผลึกจากบีที (Cry toxins) ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้ชีวภัณฑ์เหล่านั้นอย่างน้อยสิบเท่า เมื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ VipPro และสามารถใช้ได้กับแมลงที่ดื้อต่อสารเคมีหรือดื้อต่อโปรตีนผลึก ผลการทดสอบภาคสนามพบว่า ผลิตภัณฑ์ VipPro สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ดีมากในทุกแปลงทดสอบ และได้ผลผลิตเทียบเท่ากับการใช้สารเคมี งานวิจัยเหล่านี้เป็นการสร้างทางเลือกและรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยที่สนใจทำการเกษตรแบบปลอดภัยและยั่งยืน. ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“What2Grow-FAARMis” แพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตร
“What2Grow-FAARMis”แพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตร การยกระดับเกษตรกรไทยให้เป็น “สมาร์ตฟาร์มเมอร์” (Smart farmer) หรือ “เกษตรกรอัจฉริยะ” นั้น นอกจากจะอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสารและส่งผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ไปสู่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็วปัจจุบันหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้บูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการเกษตรของเกษตรกรไทย เช่น ผลงาน “What2Grow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร” ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาขึ้น“What2Grow” เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อบูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม เช่น ข้อมูลการผลิต ผลผลิต สภาพพื้นดินข้อมูลแผนที่ พื้นที่ชลประทาน อุปสงค์/อุปทาน ต้นทุน และราคาขายของผลผลิตทางการเกษตร ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแบบจำลองในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมที่เหมาะสม บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและบริหารผลผลิตได้ดีขึ้นนอกจากนี้ระบบยังสามารถใช้เก็บข้อมูลรายแปลงของเกษตรกร ทำให้ทราบข้อมูลการผลิตนำไปเชื่อมโยงกับการคาดการณ์ราคาล่วงหน้าและภัยธรรมชาติที่อาจจะส่งผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรแต่ละราย ลดความเสี่ยง ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและลดภาระรัฐบาลในการจำนำอุดหนุน และชดเชยความสูญเสียให้แก่เกษตรกรได้ทั้งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมหรือโซนนิง (Zoning) และอะกรี-แมป (Agri-Map) หรือการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เชิงรุกในระดับพื้นที่ด้วยการบูรณาการข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ทีมนักวิจัยจากเนคเทค สวทช. ได้นำเสนอระบบ What2Grow ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ในทิศทางเดียวกันกับ “Agri-Map” โดยระบบ What2Grow สามารถรับข้อมูลต่าง ๆ จากการบูรณาการให้สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ ด้วยการใช้งานในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งระบบ Agri-Map ก็มีการพัฒนาแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงออนไลน์เช่นกัน What2grow ได้รับการตอบรับให้เป็นระบบที่มีการใช้งานร่วมกับ Agri-Map โดยใช้ชื่อว่า “Agri-Map Online” หรือ “ระบบแผนที่เชิงรุกออนไลน์” และได้มีการต่อยอดพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน รองรับทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอส เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศด้านการเกษตร เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลและสามารถเลือกปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนให้เหมาะสมตามขั้นความเหมาะสมของดิน ตำแหน่งที่สนใจไปยังเฟซบุ๊กและไลน์ได้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลพร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมการนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเพาะปลูกผลผลิตด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคต ทำให้สามารถใช้งานได้จากทุกที่ ทุกเวลา และสามารถแชร์ข้อมูลนอกจากนี้เนคเทค สวทช. ยังได้พัฒนา “FAARMis” (ฟามิส) แอปพลิเคชันสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแบบเชิงรุกที่พัฒนาต่อยอดจากระบบ TAMIS รุ่นที่ 1 เพื่อใช้ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรด้วยสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตแอนดรอยด์ โดยมุ่งเน้นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรตามเงื่อนไขของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรหรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน โดยใช้เป็นเครื่องมือทำงานในพื้นที่แบบเชิงรุกในการดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรในกลุ่มผู้ปลูกพืช ทำนาเกลือและเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เพื่อต้องการทราบสถานการณ์การเพาะปลูกของเกษตรกรประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วแอปพลิเคชัน FAARMis ที่พัฒนาขึ้นนี้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแบบทันที ซึ่งมีเงื่อนไขการตรวจสอบรายการข้อมูลที่เข้มงวด รองรับการอ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิ์กับกรมที่ดิน กรมการปกครอง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชตของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และกูเกิลแมป ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ทราบตำแหน่งกิจกรรมที่แท้จริงพร้อมกับวาดแปลงกิจกรรมที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ส่งกลับเข้ามายังระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถทราบสถานะของข้อมูลได้ตลอดเวลาแบบทันท่วงที ทั้งแพลตฟอร์ม What2Grow และแอปพลิเคชัน FAARMis ที่ สวทช.โดยเนคเทค ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาขึ้นนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับภาคการเกษตรของไทยและถือเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกษตรกรไทยก้าวสู่การเป็นสมาร์ตฟาร์มเมอร์ได้เร็วขึ้นอีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Thai School Lunch จากดิจิทัลสู่เมนูอาหารกลางวันในโรงเรียน
Thai School Lunch จากดิจิทัลสู่เมนูอาหารกลางวันในโรงเรียน เนื่องจากการจัดโภชนาการอาหารให้ถูกหลักและเพียงพอเป็นสิ่งที่ภาครัฐตระหนักเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาพบว่าอาหารกลางวันขาดแคลน คุณภาพและปริมาณไม่เพียงพอ อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ทำให้ภาวะการเจริญเติบโตของเด็กไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยให้โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพถูกหลักโภชนาการให้แก่เด็ก ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงร่วมมือกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา "ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ" หรือ "Thai School Lunch" ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแต่ละโรงเรียนในการคิดเมนูอาหารที่เหมาะสม และมีประโยชน์สูงสุดกับเด็กนักเรียนที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนาทั้งด้านร่างกายและสมอง ระบบ Thai School Lunch ใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าอนาไลติกส์ (Big dataanalytics) กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการช่วยวิเคราะห์ ประมวลผลสารอาหารและแสดงผลเป็นเมนูมื้อกลางวันได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างเมนูอาหารขึ้นได้เอง หรือให้ระบบจัดสำรับอาหารอัตโนมัติจากข้อมูลเมนูอาหารในระบบที่มีมากกว่า 1,000 ชนิด ระบบจะคำนวณคุณค่าสารอาหาร ประเมินคุณค่าทางโภชนาการจากสำรับที่จัดขึ้น และคำนวณปริมาณของวัตถุดิบในการจัดซื้อแต่ละครั้ง ทำให้สามารถประมาณค่าใช้จ่ายได้ล่วงหน้า และสรุปค่าใช้จ่ายจริงตามราคาวัตถุดิบในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยในการวางแผนจัดการงบประมาณ และจัดทำรายงานประเมินคุณภาพอาหารกลางวันของแต่ละโรงเรียนได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และรวดเร็ว ปัจจุบัน Thai School Lunch ได้รับความร่วมมือกับพันธมิตรหน่วยงานต่าง ๆเช่น กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กรมอนามัย สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการขยายผลการใช้งานระบบให้ครอบคลุมโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ. โดยโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่สนใจระบบดังกล่าว สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.thaischoollunch.in.th ส่วนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.) เปิดให้ลงทะเบียนที่ https:/register.kiddiary.in.th/user/register_Childhoodนอกจากนี้ Thai School Lunch ยังได้รับการพัฒนาให้เชื่อมต่อกับระบบติดตามพัฒนาการของนักเรียนที่เรียกว่า "KidDiary" ทำให้สามารถบันทึกน้ำหนักส่วนสูงของเด็กนักเรียน ช่วยให้การดูแลสุขภาพและภาวะโภชนาการของเด็กไทยทำได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเชื่อมโยงข้อมูลไปยังผู้ปกครองได้ โดยผู้ปกครองก็จะรู้ว่าบุตรหลานของตนรับประทานอะไรเป็นอาหารกลางวัน ได้รับสารอาหารอะไรบ้างผลงานวิจัยที่เนคเทค สวทช. และพันธมิตรร่วมกันพัฒนาขึ้นนี้ได้สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี พร้อมกันนี้ได้คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด Public Sector andGovernment จากการประกวดซอฟต์แวร์ดีเด่นแห่งชาติ ThailandICT Awards 2019 อีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Plant Factory”ยกระดับการปลูกพืชสู่เกษตรแม่นยำ
“Plant Factory”ยกระดับการปลูกพืชสู่เกษตรแม่นยำ “Plant factory” หรือ “โรงงานผลิตพืช” คือผลผลิตของความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีหลากหลายสาขามาประยุกต์ใช้เพื่อพลิกโฉมการปลูกพืชจากดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ มาสู่การปลูกในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ทำให้ปลอดภัยสูง ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง มีปริมาณผลผลิตที่คงที่ และยังสามารถปลูกได้ทั้งปีโดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล ด้วยข้อดีของ “Plant factory” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการทำการเกษตรทั่วโลก การขาดแคลนแรงงานและความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีและใช้ในการปลูกพืชมาแล้วกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ Big Rockสนับสนุนงบประมาณให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในการจัดทำ “โครงการโรงงานผลิตพืช” ขึ้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี มุ่งเน้นการปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงอย่าง “สมุนไพรไทย” เพื่อให้สามารถสร้างสารออกฤทธิ์สำคัญต่าง ๆได้ในปริมาณสูง Plant factory เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่าง ๆรวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงที่นำมาใช้แทนแสงอาทิตย์คือแสงจากหลอดไฟ LED ที่ให้ความร้อนน้อยกว่าและประหยัดไฟมากกว่าหลอดฟลูออเรสเซนซ์ สิ่งที่สำคัญของ Plant factory ก็คือการเลือกสีและความยาวคลื่นแสงตามความเหมาะสมของชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต ซึ่งจะช่วยให้พืชที่ปลูกให้ผลผลิตสูงและสามารถผลิตสารสำคัญได้ตามต้องการ ไบโอเทค สวทช. ได้ใช้เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชด้วยแสงไฟเทียม (Plant Factories with Artificial Lighting: PFALs) เทคโนโลยีระดับโลกที่ได้รับการถ่ายทอดจากมหาวิทยาลัยชิบะประเทศญี่ปุ่น โดยมี “ศาสตราจารย์โทโยกิ โคไซ” ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาของเทคโนโลยี Plant factory ของโลก ให้เกียรติมาเป็นที่ปรึกษาในโครงการ ปัจจุบันโรงงานผลิตพืชของ สวทช.สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบกฟ้าทะลายโจร รวมถึงพืชมูลค่าสูงชนิดอื่น ๆ โดยไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินงานวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยการเพาะปลูกที่ทำให้พืชสมุนไพรสร้างสารออกฤทธิ์สำคัญต่าง ๆ ได้ในปริมาณสูง ภายในโรงงานผลิตพืช มีพื้นที่ปลูกพืช 1,200 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนวิจัยและโซนการทดลองระดับ Production scale โดยการทดลองปลูกพืชในโซนวิจัยจะมีการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากการวิจัยของไบโอเทค สวทช.เกี่ยวกับการจัดการสารอาหารพืช เพื่อเพิ่มเติมอาหารเสริมและวิตามินบางชนิดเข้าไปในระบบสารอาหารหลัก สารอาหารรองร่วมกับการปรับค่า pH ตามความต้องการ ทำให้สามารถออกแบบสูตรสารอาหารที่เหมาะสมตามการเจริญเติบโตของพืช โรงงานผลิตพืชแห่งนี้ได้มีการบูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ ทั้งด้านพันธุ์พืชสรีรวิทยาพืช การผลิตและวิศวกรรม และการจัดการเทคโนโลยี ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้สามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถปลูกพืชในชั้นปลูกซึ่งซ้อนกันได้สูงสุดถึง 10 ชั้น ทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10 เท่า ที่สำคัญการปลูกพืชในระบบปิดและมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชทำให้ได้ผลผลิตที่สะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 1.3 เท่า ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองปลูกพืชในโรงงานผลิตพืชนี้ ได้มีถ่ายทอดไปยังภาคเกษตร ชุมชน และอุตสาหกรรม โดยไบโอเทค สวทช. มี Plant factory ต้นแบบระดับชุมชนอยู่ที่ตำบลนาราชควาย จังหวัดนครพนม ซึ่งช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรของจังหวัดนครพนม ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสำหรับผลิตยาให้แก่โรงพยาบาลเรณูนคร เพื่อใช้ในโรงพยาบาลและกระจายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัดนครพนม อีกทั้งยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชนนาราชควายของกลุ่มผู้สูงอายุจากโรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลนาราชควาย เพื่อส่งเสริมสังคมสุขภาพและเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอาย mattis, pulvinar dapibus leo. โรงงานผลิตพืช (Plant factory) ของ สวทช. นี้เป็นต้นแบบทางเลือกในการผลิตพืช และนำประเทศไทยเข้าสู่ฐานการผลิตสารสำคัญของสมุนไพรแบบพรีเมียมเกรดที่มีมูลค่าสูง ซึ่งได้มีการส่งต่อองค์ความรู้และกระจายไปสู่ภาคประชาชน เพื่อยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรแบบแม่นยำในอนาคต ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“KidBright” สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต
"KidBright" สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนทำให้เกิดการเรียนรู้และคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นระบบซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านต่าง ๆ ในอนาคตต่อไป ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงพัฒนาบอร์ดสมองกลฝังตัว ที่เรียกว่า "Kid Bright" (คิดไบรท์) ขึ้น โดยเน้นให้เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายเป็นบล็อก แค่ลากมาต่อ แม้เด็ก ๆ ที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อนก็สามารถทำได้ KidBright ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการนำไปให้เด็ก ๆ ทดลองใช้ และนำมาปรับปรุงจนกระทั่งได้รับการผลักดันจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ปัจจุบันเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ให้เป็นหนึ่งในโครงการบิ๊กร็อกที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล โดยดำเนินการเป็นโครงการ "KidBright: Coding at School" ขึ้น เพื่อสร้างเครื่องมือช่วยสอนโค้ดดิ้งและสะเต็ม รวมถึงการสร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวในโรงเรียนมัธยม โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทและโรงเรียนด้อยโอกาส ทั้งนี้ Kid Bright มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิดเชิงตรรกะร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดการเรียนรู้สู่การพัฒนาแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีด้วยตนเองในอนาคต โดยผู้เรียนสามารถสร้างชุดคำสั่งควบคุมการทำงานของบอร์ดผ่านโปรแกรมสร้างชุดคำสั่งที่ใช้งานง่าย เพียงการลากบล็อกคำสั่งมาวางต่อกัน (Drag and drop) รวมถึงมีการนำ Blockly มาผสมผสานเป็นบล็อกคำสั่งอย่างง่าย มีให้เลือกภาษาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ช่วยลดความกังวลเรื่องการพิมพ์ชุดคำสั่งผิด ชุดคำสั่งที่ถูกสร้างดังกล่าวจะส่งไปที่บอร์ดให้ทำงานตามที่กำหนดไว้ เช่น รดน้ำต้นไม้ตามระดับความขึ้นที่กำหนด หรือเปิด-ปิดไฟตามเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ KidBright ยังเป็นบอร์ดที่พัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นศักยภาพการคิดเชิงระบบและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในเด็กวัยเรียนผ่านการเรียนรู้แบบ Learn and Play บอร์ดได้รับการออกแบบให้มีการแสดงผลและเซนเซอร์แบบง่าย โดยผู้เรียนสามารถออกแบบและสร้างชุดคำสั่งแบบ Block-structured programming ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนจุดเด่นทางด้านเทคโนโลยีของ KidBright ก็คือ เซนเซอร์พื้นฐาน จอแสดงผล Real-time clock ลำโพง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย และการสร้างชุดคำสั่งแบบ Block-structured programming ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ชุดคำสั่งส่งไปยังบอร์ดสมองกลฝังตัวผ่านเครือข่ายไร้สาย ทำให้ใช้งานได้ง่ายไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสาย สำหรับองค์ประกอบของ KidBright ประกอบด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วนหลัก ที่มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ คือ 1. บอร์ด KidBright ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับเป็นเครื่องมือการเรียนโค้ดดิ้งและสะเต็มในอุปกรณ์เดียว โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มและสอดคล้องกับการเรียนรู้ในวิชาวิทยาการคำนวณ 2. Firmware ส่วนควบคุมการทำงานของบอร์ดKidBright ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่บริหารจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งบนบอร์ดKidBright และบริหารจัดการการเชื่อมต่อกับเซนเซอร์และอุปกรณ์ภายนอก และ 3. โปรแกรมสร้างชุดคำสั่ง KidBright IDE ออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย โดยออกแบบบล็อกให้ใช้งานง่าย ลดความซับซ้อน มีส่วนดูแลการรับส่งข้อมูลจากเซนเซอร์ อย่างไรก็ดีในโครงการ "KidBright: Coding at School" ได้มีพัฒนาบอร์ดKidBright จำนวน 200,000 ชุด ส่งมอบให้แก่โรงเรียนมัธยมและสถานศึกษานำร่องจำนวน 2,200 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ ) และวิทยาลัยอาชีวศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัยเครือข่าย พร้อมอบรมการสอนโค้ดดิ้งให้แก่บุคลากรผู้ฝึกสอน (Trainer) และคุณครูตามภูมิภาคจำนวนกว่า 4,000 คน เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการเรียนการสอนโค้ดดิ้งในโรงเรียนประถมและมัธยมของไทย รวมถึงได้มีการจัดทำเครื่องมือในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนสะเต็ม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประกวดโครงงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์ใช้งานบอร์ด KidBrightนอกจากนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาบอร์ด ขยายความสามารถในกลุ่มนวัตกรไทย เนคเทค สวทช. มีการส่งเสริมให้เกิดเป็น "คิดไบรท์ คอมมูนิตี้" (KidBright Community) ในรูปแบบความร่วมมือจากเมกเกอร์ใน 4 ภาค ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่เมกเกอร์คลับ ภูเก็ตเมกเกอร์คลับ ขอนแก่นเมกเกอร์คลับ และเมืองหลวงเมกเกอร์คลับ ซึ่งเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาบอร์ดขยายความสามารถเพื่อเชื่อมต่อกับ KidBright IDEซึ่งเมกเกอร์ทั้ง 4 ภาคนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมเพื่อรวมกลุ่มนวัตกรไทยในแต่ละพื้นที่ แล้วนำพลังของคอมมูนิตี้ มาสร้างให้เกิด "KidBright: Community base STEM Education Platform" ของประเทศ นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าอุปกรณ์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ก่อเกิดรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการที่โครงการได้เปิด Open source ทั้งส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้แก่นักพัฒนาที่สนใจพัฒนาบอร์ดขยายความสามารถ และ Plugins มาเชื่อมต่อกับบอร์ด KidBright และ KidBright IDE แล้วผลิตจำหน่ายภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาและขยายการใช้งานบอร์ด KidBright อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพในกระบวนการคิดพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยกระดับการศึกษาของประเทศให้ทัดเทียมประเทศต่าง ๆ กระตุ้นให้เกิดสังคมนวัตกรรม และส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ อีกทั้งยังลดการนำเข้ามากกว่า 600 ล้านบาทKidBright จึงนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการเรียนการสอนสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เยาวชนไทยสามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายแบบไม่มีขีดจำกัดดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Size Thailand”สร้างมาตรฐานรูปร่างคนไทย
"Size Thailand"สร้างมาตรฐานรูปร่างคนไทย บ่อยครั้งที่เราไปซื้อเสื้อผ้าแล้วพบว่า ในแต่ละยี่ห้อ ทั้งที่ผลิตในประเทศไทยและต่างประเทศ ขนาดที่กำหนดมักจะไม่ตรงกัน สร้างความสับสนและทำให้ขาดความแม่นยำในการเลือกซื้อให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ใช้งาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จึงพัฒนาโครงการ"Size Thailand" ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อสำรวจและวิจัยมาตรฐานขนาดรูปร่างของคนไทย ซึ่งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวติ้ง เพื่อสร้างและจัดเก็บข้อมูลรูปร่างประชากรของประเทศ จากการสำรวจวัดเรือนร่างประชากรกลุ่มตัวอย่างด้วยเทคโนโลยี 3D Body Scanning ที่ทันสมัย โดยเครื่อง 3D Body Scanner ทำงานโดยการฉายริ้วแสงสีขาว (Light stripe) ไปที่ร่างกายผู้รับการสแกน โดยมีเซนเซอร์ 12 ตัว เป็นตัวจัดเก็บข้อมูลรูปร่าง และส่งผลไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลภาพที่ได้ สร้างเป็นโครงร่างจุดสำคัญต่าง ๆ และเชื่อมโยงจุดทั้งหมดเข้าด้วยกันจนเห็นเป็นพื้นผิวแบบ 3 มิติ จากนั้นซอฟต์แวร์จะกำหนด Landmark บนร่างกาย และวัดสัดส่วนของร่างกายโดยอัตโนมัติ ทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วกว่าการวัดด้วยมือเหมือนที่เคยทำมา หลังจากที่สแกนด้วยเครื่อง มีการนำข้อมูลที่ได้จากการสแกนมาร่วมกับเทคโนโลยีการประมวลผลที่เรียกว่า "Swarm intelligence" ได้เป็นตารางมาตรฐาน "SizeThai" โครงการ Size Thailand นี้ นับเป็นครั้งแรกที่เนคเทค สวทช. ได้ร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ โรงพยาบาลรามาธิบดี สมาคมช่างตัดเสื้อไทย สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์การอบรมแพทเทิร์น อุตสาหกรรมแพทเทิร์น ไอที ไทยวโก้ โตโยต้า เทสโก้ โลตัส และธนูลักษณ์ พัฒนาขนาดรูปร่างต่าง ๆ (Size chart) ที่เป็นมาตรฐานสำหรับรูปร่างของคนไทยโดยเฉพาะ ทั้งนี้มาตรฐานสำหรับรูปร่างของคนไทยซึ่งได้จากการทำการสำรวจวัดเรือนร่างกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงอายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 13,442 คนทั่วประเทศพร้อมวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ พบว่า มาตรฐานไซส์ของผู้ชายมี 9 ไซส์ ได้แก่ ไซส์ 32, 34, 36 , 38, 40, 42, 44, 46 และ 48 โดยกำหนดจากรอบอกและรอบเอว ส่วนมาตรฐานไซส์ของผู้หญิงมี 10 ไซส์ ได้แก่ ไซส์ 8, 30, 32, 34, 36, 38, 40, 42, 44 และ 46 โดยกำหนดจากรอบอก รอบเอว และรอบสะโพก ขนาดมาตรฐานรูปร่างของคนไทยที่ได้นี้มีการนำไปเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านทางเว็บไซต์ www.sizethailand.org ซึ่งประชาชนทั่วไป นอกจากจะได้ประโยชน์เป็นฐานข้อมูลเชิงสุขภาพที่สามารถเปรียบเทียบขนาดรูปร่างของตนเองกับข้อมูลคนไทยทั้งประเทศพร้อมวิเคราะห์สุขภาพแล้ว ภาคธุรกิจรวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปต่อยอดได้ ทั้งด้านอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ ผู้ผลิตเสื้อผ้าสามารถออกแบบและกำหนดไซส์ของเสื้อผ้า เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดรูปร่างของลูกค้าแต่ละกลุ่มการใช้เทคโนโลยี 3D Body Scanning จะช่วยให้นักออกแบบเสื้อผ้าประหยัดเวลาและงบประมาณในการสำรวจ และเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่มของไทย อุตสาหกรรมยานยนต์สามารถกำหนดตัวแปรสำหรับการออกแบบเพื่อเพิ่มความพอดีและสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่รถยนต์ เช่น เบาะรองนั่ง สำหรับด้านการยศาสตร์ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการจัดวางรูปแบบของที่ทำงานและออกแบบอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ให้เหมาะสม สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยมีการต่อยอดพัฒนาเป็นโครงการต่าง ๆ อีกจำนวนมาก เช่น ระบบติดตามสุขภาพและสรีระ (SizeThailand e Health) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างคลังข้อมูลสุขภาพของพนักงานในองค์กรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพพนักงาน โดยระบบสามารถค้นหาและคัดเลือกผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ และเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างคนไข้กับแพทย์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งผู้รับการตรวจและแพทย์ผู้ให้คำปรึกษา นอกจากนี้ระบบยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับเครื่อง 3D Body Scanner และเครื่องวัดองค์ประกอบในร่างกายได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้เข้ารับการตรวจได้ตระหนักถึงรูปร่างที่แท้จริง และสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างและสุขภาพได้ทันที นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ค่าเฉลี่ยรูปร่างของจุดวัดหลัก 30 ตำแหน่งในแต่ละไซส์ เพื่อผลักดันให้ข้อมูลขนาดรูปร่างหรือไซส์ไทยสามารถนำไปใช้ออกแบบแพทเทิร์นเสื้อผ้าได้จริง ซึ่งได้มีการนำร่องสร้างหุ่น SizeThailand Mannequinsเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลองเสื้อผ้าบนหุ่นที่ผลิตตามไซส์ไทย และยังมีความร่วมมือกับบริษัทเอพีพี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในการทดสอบการสวมใส่เสื้อผ้าแบบสามมิติก่อนตัดจริงอีกด้วย เทคโนโลยี 3D Body Scanning ที่ใช้ในการสำรวจจัดทำมาตรฐานรูปร่างคนไทยนี้ ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทัดเทียมกับเทคโนโลยีที่ใช้ในประเทศชั้นนำต่าง ๆ โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้ผลจากการสำรวจด้วยเทคโนโลยี 3D Body Scanningเพื่อกำหนดไซส์มาตรฐานของประเทศได้สำเร็จ ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เซนเซอร์-ไอโอทีเทคโนโลยีตัวเร่ง “สมาร์ตฟาร์มเมอร์”
เซนเซอร์-ไอโอทีเทคโนโลยีตัวเร่ง “สมาร์ตฟาร์มเมอร์” เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ก็คือ การยกระดับเกษตรกร “สมาร์ตฟาร์มเมอร์” ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่ “การเกษตรสมัยใหม่” หรือ “Smart farm” ที่เน้นการบริหารจัดการและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานเกษตรกรรมไทย ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตรของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ปัจจุบันมีการหลอมรวมหลากหลายเทคโนโลยีจากความเชี่ยวชาญของศูนย์แห่งชาติฯ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพตลอดจนสร้างรายได้ ทำให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ “สมาร์ตฟาร์มเมอร์” ได้อย่างรวดเร็วก็คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการระบบการผลิตการเกษตรรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ช่วยลดข้อจำกัดในภาคการเกษตร ทั้งในเรื่องแรงงานคน พื้นที่ และความต้องการของตลาด ทั้งนี้ สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนด้านการเกษตรสมัยใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมุ่งเน้นทำให้เกิดการวางแผนจัดการการผลิตที่ดี ทั้งปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด และการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งจะมีทั้งแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลสภาพแวดล้อมทางด้านการเกษตร ระบบควบคุมการเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจสอบสภาพของพืชและสภาพแวดล้อม และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ที่มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาช่วย ที่ผ่านมาเนคเทค สวทช. ได้มีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น อย่างเช่น สถานีวัดอากาศ อุปกรณ์สำหรับผลิตภัณฑ์ระบบควบคุมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่องควบคุมวาล์วให้น้ำ และโซลาร์ปั้มอินเวอร์เตอร์มาประกอบรวมเป็นต้นแบบนวัตกรรมพร้อมใช้ให้กับเกษตรกร ที่เรียกว่า “NECTEC FAARM series หรือฟาร์มเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านการเกษตร” ปัจจุบันมีการต่อยอดไปสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะต่าง ๆ ที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรผู้ใช้งานจริงในพื้นที่ เช่น “HandySense” (แฮนดี้เซนส์) ระบบเกษตรแม่นยำที่นำเทคโนโลยีเซนเซอร์ (Sensor) ผนวกเข้ากับอุปกรณ์ไอโอที (Internet of Things: IoT)พัฒนาเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผล ตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำให้ปุ๋ย ป้องกันแมลง รวมทั้งควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสง โดยระบบจะเก็บบันทึกผลสภาวะแวดล้อม สามารถควบคุมและสั่งการอุปกรณ์ให้ทำงานอัตโนมัติได้ผ่านแอปพลิเคชันทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์พีซีผู้ใช้งานหรือเกษตรกรสามารถเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการบริหารจัดการ ช่วยการตัดสินใจในกระบวนการเพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการทดสอบใช้งานจริงพบว่าสามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณของผลผลิตในกระบวนการเพาะปลูกพืชโดยเฉลี่ย 20% ของผลผลิตที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังใช้แรงงานโดยเฉลี่ยลดลง 52% ระบบนี้มีการนำไปใช้งานในพื้นที่ปลูกผักปลอดภัยสูงและฟาร์มสมายเมล่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะที่ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนคเทค สวทช. ได้พัฒนา “Aqua Grow” (อะควาโกรว์) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ช่วยเกษตรกรติดตามดูแลคุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยใช้ 3 เทคโนโลยีหลัก คือ ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ อุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณสารเคมี และอุปกรณ์ตรวจวัดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย มีการบันทึกและรวบรวมข้อมูลทั้ง 3 ด้านแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายไอโอทีระบบสามารถนำข้อมูลที่บันทึกมาวิเคราะห์เพื่อแจ้งเตือน พร้อมทั้งให้คำแนะนำการปรับสภาพบ่อเลี้ยงในเบื้องต้นให้แก่ผู้ใช้เมื่อบ่อเลี้ยงอยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยงขณะเดียวกันผู้ใช้หรือเจ้าของฟาร์มสามารถติดตามข้อมูล บริหาร และจัดการฟาร์มได้อย่างสะดวกรวดเร็วแบบทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ตโฟน ด้วยการยกระดับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องเนคเทค สวทช. ได้ดำเนินงานโครงการระบบและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์น้ำ และขยายผลสู่ “โครงการยกระดับผู้ประกอบการสัตว์น้ำด้วยระบบติดตามแจ้งเตือนสภาพบ่อเพาะเลี้ยงทั้งทางกายภาพ เคมีและชีวภาพด้วยเทคโนโลยี IoT ในพื้นที่ภาคตะวันออก (Aqua-IoT ภาคตะวันออก)” ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยในการเฝ้าระวัง ส่งเสริมศักยภาพในการผลิตสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที และสามารถวางแผนป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะต่าง ๆ ในบ่อเลี้ยงได้ โดยเฉพาะในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และปลากะพง สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ซอฟต์แวร์ภาษาลดช่องว่างของการสื่อสารข้ามพรมแดน
ซอฟต์แวร์ภาษาลดช่องว่างของการสื่อสารข้ามพรมแดน การพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านภาษาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการติดต่อสื่อสาร เพราะนอกจากจะเป็นตัวกลางที่แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารโดยเฉพาะกับต่างประเทศประสบความสำเร็จหรือไม่แล้วยังสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ทุกคน เนื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ จะช่วยให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านการสื่อสารสามารถที่จะสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านภาษาของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ริเริ่มวิจัยและพัฒนาการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) เป็นรายแรก ๆ ในประเทศไทย โดยการประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือ NLP นี้ เป็นวิทยาการแขนงหนึ่งของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและตีความการใช้งานภาษาปกติที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อสื่อสารได้ ในยุคแรก ๆ เนคเทค สวทช. ได้ร่วมมือกับภาคีทั้งภายในและภายนอกประเทศ จัดตั้งโครงการแปลภาษาด้วยคอมพิวเตอร์ขึ้น โครงการนี้ได้พัฒนาไปเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยภาษาและวิทยาการความรู้ (Linguistics and Knowledge Science Laboratory: LINKS) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการวิจัยภายในเนคเทค สวทช. การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาระบบที่ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมด้านภาษาต่าง ๆ ( ทั้งซอฟต์แวร์แปลภาษา ระบบพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีระบบตัดคำ ฟอนต์ภาษาไทยและการตรวจคำผิด และขยายไปสู่ซอฟต์แวร์ ที่ใช้สำหรับการสืบค้นต่าง ๆ ทั้งพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ผลงานในปี พ.ศ. 2536 ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทวันไทย คอมพิวเตอร์ จำกัด และบริษัทถาวรคอมพิวเตอร์ จำกัด ได้นำไปใช้ในภาคธุรกิจได้สำเร็จ รวมไปถึงระบบแปลภาษาบนเว็บไซต์สุภาษิตดอทคอม และโปรแกรมพจนานุกรมเล็กซิตรอน (LEXITRON) ผลงานในปี พ.ศ. 2538 ทั้งยังมีการพัฒนาการวิจัยไปสู่ระบบสืบค้นข้อมูล OCR (Optical Character Recognition) และ Speech (Speech recognition) อีกด้วย ทั้งนี้ผลงานเด่นทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ภาษาของเนคเทค สวทช. ที่เป็นที่รู้จักกันดีจนถึงปัจจุบันก็คือ ภาษิต (PARSIT) วาจา (VAJA) และพาที (PARTY) ที่สามารถรองรับการสื่อสารของบุคคลในทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การสื่อสารสามารถเข้าถึงบุคคลในทุกกลุ่ม ทุกเพศ และทุกวัย โดย ภาษิต (PARSIT) เป็นชอฟต์แวร์แปลภาษาที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. กับบริษัทเอ็นอีซี ประเทศญี่ปุ่น ให้บริการแปลภาษาจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถกำหนดให้แปลได้ทั้งข้อความสั้น ๆ และข้อความของเว็บเพจทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษิตทำงานโดยมีโปรแกรมทำการแยกข้อความออกจากรูปแบบของเว็บเพจ แล้วส่งเพียงข้อความอย่างเดียวไปแปล โดยอาศัยกฎทางไวยากรณ์และพจนานุกรมจากนั้นภาษิตจะนำข้อความที่แปลได้รวมเข้ากับรูปแบบของเว็บที่แยกไว้ตอนต้นแล้วส่งกลับไปแสดงผล ผลที่ได้คือ ผู้ใช้จะสามารถเรียกดูเว็บเพจต่าง ๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษได้ โดยมีการแสดงผลเป็นภาษาไทยทั้งหมด และยังคงรูปแบบของต้นฉบับไว้ทุกประการปัจจุบันเนคเทค สวทช. ยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์ภาษิตเพื่อรองรับการแปลภาษาจีนเป็นภาษาไทยอีกด้วย สำหรับ วาจา (VAJA) เป็นซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงพูดภาษาไทย ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการติดต่อสื่อสาร โดยพัฒนาจากเทคโนโลยีสร้างเสียงพูดจากข้อความ (Text-to-Speech synthesis: TTS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือช่วยประชาสัมพันธ์ข่วสารได้ในทุกพื้นที่ สามารถสื่อสารเข้าถึงได้ทั้งกรณีเฉพาะบุคคล หรือการประกาศแบบวงกว้างในที่สาธารณะ โดยให้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างเสียงคำพูดเพื่ออ่านข้อความตามที่กำหนดแบบอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองผู้รับสารหรือลูกค้าแบบทันทีทันใด ปรับเปลี่ยนได้ทันต่อเหตุการณ์ และเหมาะสมตามสถานการณ์ซึ่งมีจุดเด่นที่เหนือกว่าการใช้เสียงที่บันทึกไว้ล่วงหน้าซอฟต์แวร์วาจานี้ได้มีการวิจัย พัฒนา ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงกระบวนการสร้างเสียงพูดที่ใช้งานอยู่ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนประมวลผล์ข้อความที่เส้นอการใช้งานหน่วยย่อยพื้นฐานของการอ่านมาช่วยในการตัดแบ่งเพื่อสร้างเสียงอ่านให้ถูกต้อง ที่เรียกว่า พยางค์เสมือน (Pseudo sylable) ในส่วนของการแปลงข้อความเป็นสัญรูปหน่วยเสียง ได้วิจัยและนำเสนอแนวทางใหม่โดยอาศัยเทคนิคการรู้จำสายอักษรและคาดเดาสายสัญรูปเสียง (Sequence-to sequence) ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพการใช้งานซอฟต์แวร์วาจา สามารถนำมาใช้ในการนำทางการขับรถด้วยเสียง (Voice navigation) อ่านชื่อของผู้โทรศัพท์เข้ามา รวมถึงข้อความ SMS หรืออ่าน E-book โดยใช้เป็นเสียงของผู้ช่วยเสมือนจริง รวมถึงใช้เป็นเสียงอ่านหน้าจอสำหรับผู้พิการทางสายตาจุดเด่นของซอฟต์แวร์วาจาคือช่วยปรับการออกเสียงของคำได้ตามต้องการสามารถตั้งภาษาที่อยากให้ออกเสียงได้ ปรับความดังของเสียงพูดได้ และสามารถสังเคราะห์เสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการอัปเดตเพื่อปรับคุณภาพเสียงและการออกเสียงอย่างสม่ำเสมอ รองรับข้อความทั้งภาษาไทยและอังกฤษด้วยการติดตั้งเพียงครั้งเดียว ติดตั้งง่ายโดยระบบอัตโนมัติ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ VAJA เวอร์ชัน 8.0มีความสามารถในการสร้างเสียงใหม่ได้อีกด้วย ส่วน พาที (PARTY) ระบบรู้จำเสียงพูดภาษาไทย เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ หรือการรู้จำเสียงพูด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เป็นที่น่าสนใจ และมีการนำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกับสมาร์ตโฟน รวมถึงการถอดความเสียงพูดในโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆแม้ในประเทศไทยจะมีงานวิจัยด้านนี้ตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมา แต่งานวิจัยยังสามารถนำมาต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างจำกัด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนสูงเพื่อสร้างคลังข้อมูลที่ครอบคลุมการใช้งาน แต่ประสิทธิภาพและความถูกต้องของการรู้จำที่ได้ยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเทคโนโลยีราคาสูง และเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถต่อยอดนวัตกรรมได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ เนคเทค สวทช. ได้มีการต่อยอดงานวิจัยพาทีที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 มาเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาบริการระบบรู้จำเสียงพูดภาษาไทย โครงการเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2558 โดยช่วยลดข้อจำกัดของระบบเดิม เช่น จำกัดจำนวนคำศัพท์ จำกัดไวยากรณ์ จำกัดสภาวะแวดล้อมของการใช้งาน และจำกัดความสามารถในการขยายบริการขยายความสามารถไปสู่ระบบรู้จำเสียงพูดภาษาไทยแบบไม่จำกัดเนื้อหา ความถูกต้องของการรู้จำทัดเทียมเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยเฉพาะการใช้งานผ่านสมาร์ตโฟน สามารถตอบสนองได้รวดเร็วสามารถขยายขนาดของบริการ และต่อยอดไปเป็นระบบประยุกต์ได้ตามต้องการพื้นฐานเทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด พาทีได้ใช้วิทยาการใหม่ที่สร้างขึ้น โดยมีพจนานุกรมในระบบขนาดเพียง40,000 คำ มีความแม่นยำ 80% ภายใต้การทดสอบกับเสียงพูดผ่านช่องทางข้อมูล(Data channel) ด้วยสมาร์ตโฟน และเนคเทค สวทช. ยังได้เพิ่มคำในฐานข้อมูลจำนวน 5 ล้านคำ เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ภาษาจึงนับว่ามีประโยชน์อย่างมากในการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างบุคคลแล้ว ยังสามารถทำให้การสื่อสารผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เทคโนโลยีเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมกุ้งไทย
เทคโนโลยีเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมกุ้งไทย “กุ้ง” เคยเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศ แต่หลังจากประสบปัญหาทั้งเรื่องของโรคตายด่วน ปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้ประเทศไทยจากที่เคยเป็นแชมป์ด้านการส่งออกกุ้งมายาวนาน ต้องเลื่อนอันดับอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นแต่ผลผลิตก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ก็คือการมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ทั้งด้านค่าแรงงาน อาหารกุ้ง และค่าใช้จ่ายจากผลกระทบวิกฤตโรคระบาดต่าง ๆ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทย ซึ่งจัดเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงทั้งการผลิตเพื่อบริโภคในประเทศและผลิตเพื่อส่งออก ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง วิจัยและพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ เริ่มตั้งแต่ “การผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งปลอดโรค” โดยในปี พ.ศ. 2546ไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมมือมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และกองทัพเรือ จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (Shirmp GeneticImprovement Center: SGIC)” แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรคให้เกษตรกร ศูนย์วิจัยฯ ดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตและคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพสูง ปลอดโรค รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรคจากรุ่นสู่รุ่นและลูกกุ้งที่ผ่านการคัดเลือกจะส่งไปยังส่วนที่ 2 ที่อยู่ในพื้นที่ของกองทัพเรือที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราชจะทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาต้นแบบการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เบื้องต้นเริ่มจากการเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำปลอดโรค เพื่อใช้ทดแทนพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติที่มีน้อย แก้ปัญหาคุณภาพลูกกุ้ง และการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดกับแม่พันธุ์ธรรมชาติได้ ซึ่งการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำปลอดโรคของศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง จะทำในระบบปลอดภัยทางชีวภาพ มีการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการนำกุ้งกุลาดำจากที่ต่าง ๆ ในธรรมชาติมาเข้ากระบวนการ ตั้งแต่หน่วยกักกันโรคที่มีหน้าที่กรองและคัดทิ้งกุ้งที่ติดโรคเพื่อสร้างความมั่นใจว่ากุ้งที่นำมาสู่ระบบจะไม่มีเชื้อโรคติดต่ออย่างน้อย 2 รุ่น หลังจากนั้นจะส่งไปยังศูนย์ผสมและคัดเลือกสายพันธุ์ และศูนย์เพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์กุ้ง เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำแล้ว ได้มีการนำไปคัดเลือกหาพ่อแม่พันธุ์ที่ดีที่สุดในรุ่นนั้น ๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงสายพันธุ์กุ้งที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นจึงค่อยนำไปสู่ขั้นตอนการคัดเลือกลูกกุ้งจากครอบครัวที่ดี และส่งไปยังศูนย์เพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่จะมีหน้าที่เลี้ยงลูกกุ้งจนโตเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แล้วจึงส่งให้โรงเพาะฟักนำไปผลิตเป็นลูกกุ้งเพื่อส่งให้กับเกษตรกรต่อไป เทคโนโลยีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำของศูนย์วิจัยแห่งนี้ ช่วยทำให้กุ้งกุลาดำเติบโตเร็วขึ้น ต้านทานโรค และยังมีความอึด ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจนเป็นที่พอใจของเกษตรกรทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ไบโอเทค สวทช. ยังมีการตั้งทีมวิจัยและพัฒนาบริการด้านเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Service Development Research Team: AQST)ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีการสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้ง เช่น ให้คำปรึกษาแก่เอกชนในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำชนิดอื่นเพื่อศึกษาต่อยอดงานวิจัย รวมถึงการให้บริการรับจ้างวิจัย สำหรับอาหารในการเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเมื่อปี พ.ศ. 2561 พบว่า อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกุ้งและปลามีความจำเป็นต้องใช้ปริมาณอาหารในการเพาะเลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมอาหารเลี้ยงกุ้งถึง 19,000 ล้านบาท และอาหารเลี้ยงปลา 13,000 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันการให้อาหารสัตว์น้ำ มักพบปัญหาสัตว์น้ำในวัยอนุบาลต้องการสารอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว แต่สารสำคัญหลายชนิดมีความไม่คงตัว มักจะละลายไปกับน้ำเมื่อให้อาหาร นอกจากนี้อาหารสัตว์น้ำที่เติมเอนไซม์หรือฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต มักจะไม่เสถียรในกระบวนการผลิตดั้งเดิมที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง ประกอบกับนโยบายของสหภาพยุโรปที่ลดการใช้ปลาเป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ ผู้ประกอบการหลายรายพยายามในการพัฒนาสูตร แต่มักมีข้อจำกัดทั้งทางด้านต้นทุนและวัตถุดิบทดแทนปลา สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จึงได้มีการพัฒนา “ไฮโดรเจลกักเก็บโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์น้ำ” พัฒนาเป็นสูตรอาหารเลี้ยงลูกกุ้งแบบไร้ปลาป่นในรูปแบบไฮโดรเจล ซึ่งใช้เทคโนโลยีการกักเก็บสารสำคัญในโครงสร้างแบบเจลมาใช้ในการเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย และช่วยยืดอายุของอาหารไม่ให้เน่าเสียอย่างรวดเร็ว สูตรอาหารเลี้ยงลูกกุ้งดังกล่าวใช้กากถั่วเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนปลาป่น ซึ่งสามารถเติมสารสำคัญอื่น ๆ รวมถึงไขมันเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำได้มากกว่าอาหารที่มีขายในท้องตลาด ผ่านการทดสอบเลี้ยงลูกกุ้งในภาคสนามมาแล้วกว่า 6 ล้านตัว โดยเปรียบเทียบกับอาหารลูกกุ้งที่เป็นผู้นำตลาดโลก พบว่ามีอัตราการรอดและอัตราการเจริญเติบโตสูง ใกล้เคียงกับอาหารกุ้งวัยอนุบาลที่มีขายในท้องตลาด แต่มีอัตราการสิ้นเปลืองลดน้อยลงกว่า 20%เพราะเป็นอาหารเม็ดที่ไม่สลายตัวในบ่อเลี้ยง อีกทั้งดูดซึมได้เร็ว ไม่สูญเสียสารสำคัญในระหว่างการย่อยเหมือนอาหารกุ้งทั่วไป อาหารไฮโดรเจลสูตรไร้ปลาป่นดังกล่าว ปัจจุบันมีได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ ต่อยอดใช้งานกับการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบครบวงจร นอกจากการพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงลูกกุ้งที่ตอบโจทย์นโยบายทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว ในช่วงที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยประสบปัญหาวิกฤตโรคตายด่วน หรือโรคกุ้งอีเอ็มเอส สวทช. โดยไบโอเทค ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พัฒนา “ชุดตรวจเชื้อก่อโรคตับตายฉับพลันสาเหตุหนึ่งของโรคกุ้งอีเอ็มเอส” หรือ “Amp-Gold” ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการผู้เพาะเลี้ยงหรือกลุ่มเกษตรนำไปใช้เพื่อป้องกันการระบาดของโรคด้วยเทคนิคที่ใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว และไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล ชุดตรวจ “Amp-Gold” เป็นการพัฒนาวิธีตรวจเชื้อแบคทีเรียวิบริโอพาราฮีโมไลติคัสด้วยการใช้เทคนิคแลมป์ ซึ่งเป็นเทคนิคเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอที่มีความจำเพาะต่อยีนที่สร้างสารพิษของเชื้อดังกล่าว โดยอาศัยการทำงานของเอ็นไซม์ที่อุณหภูมิ 65องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที ต่อจากนั้นนำสารละลายที่ได้มาตรวจจับกับดีเอ็นเอที่ติดฉลากด้วยอนุภาคทองคำนาโน ทำให้ใช้เวลาในการตรวจรวมทุกขั้นตอนเพียงแค่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งมีความไวกว่าเทคนิคเดิมคือ พีซีอาร์ (PCR) ถึง 100% ช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิต เพราะไม่ต้องนำเข้าจากชุดตรวจโรคกุ้งจากต่างประเทศผลงานวิจัย “Amp-Gold” นี้ ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นระดับดีมากในสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาจากสภาวิจัยแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2560 ด้วยผลงานวิจัยในการแก้วิกฤตโรคระบาดให้กับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต การนำเข้าชุดตรวจจากต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมกุ้งต่อไป ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น