หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. หนุนชาวสวนทุเรียน เพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยนวัตกรรม
สวทช. หนุนชาวสวนทุเรียน จ.ระยอง เพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยนวัตกรรม พร้อมมอบถุงห่อ Magik Growth ตัวช่วยชาวสวนยุคใหม่ลดใช้สารเคมี สวทช. ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนทุเรียนใน จ.ระยอง หารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตทุเรียน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวนทุเรียนสู่การเป็น Smart Farmer ซึ่ง สวทช. มีงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ชาวสวนสามารถนำมาปรับใช้ในการปลูกทุเรียนได้หลากหลาย เช่น ระบบ "รักษ์น้ำ" เทคโนโลยีการให้น้ำอัจฉริยะสำหรับแปลงเปิด , "ไวมาก" ระบบตรวจวัดสภาวะแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีไอโอที (IoT) และ "ปุ๋ยคีเลต" นวัตกรรมปุ๋ยธาตุอาหารรองเสริม   นอกจากนี้ สวทช. ยังนำนวัตกรรมถุงห่อผลไม้ Magik Growth มอบให้กับกลุ่มชาวสวนทุเรียนใน จ.ระยอง นำไปทดลองใช้ห่อผลทุเรียนในขั้นตอนการปลูก โดย Magik Growth พัฒนาโดยนักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ทำจากวัสดุผ้าที่มีความทนทาน และมีสีที่ให้ช่วงแสงเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผลไม้ จากการทดลองใช้ของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนพบว่า เมื่อนำไปใช้ห่อผลทุเรียนแล้วผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาแมลงศัตรูพืชได้ดี และตอบโจทย์ชาวสวนทุเรียนที่ต้องการลดใช้สารเคมีได้อีกด้วย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ENTEC สวทช. ร่วม วช. ส่งมอบ ENcase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ ด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี แก่ 10 โรงพยาบาล ใน 4 จังหวัด
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาคารพระจอมเกล้า กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมแถลงข่าวส่งมอบนวัตกรรม “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมีให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 4 จังหวัด เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ “ENERclean” ได้เอง สำหรับใช้ทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อภายในโรงพยาบาลและใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ COVID-19 ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ก่อให้เกิดปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นอย่างมาก สาเหตุมาจากการควบคุมและป้องกันที่ทำได้ค่อนข้างยาก เชื้อจึงมีโอกาสแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง สถานประกอบการด้านสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน ตลอดจนห้องปฏิบัติการแพทย์ ถือเป็นแหล่งของการแพร่กระจายและกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อจำนวนมาก ดังนั้นการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อที่แหล่งกำเนิด จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อป้องกันอันตรายหรือผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลต่อสัดส่วนปริมาณมูลฝอยติดเชื้อและมูลฝอยทั่วไปที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่สอดคล้องกับพื้นที่กักเก็บและประสิทธิภาพการทำงานของเตาเผากำจัดขยะที่ทำได้ต่อวัน ก่อให้เกิดการคงเหลือมูลฝอยติดเชื้อต่อวันที่ไม่ได้ถูกกำจัดในระบบ จนอาจเกิดการปะปนรวมไปกับ   มูลฝอยทั่วไปในชุมชน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรค  โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นพัฒนาเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบ ด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี หรือ “ENcase” เพื่อผลิตน้ำยา       ฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ “ENERclean” ที่มีความพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงกับสถานประกอบการด้านสาธารณสุข สำหรับทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อที่แหล่งกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ SARs-CoV-2 โครงการวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานวิจัยและพัฒนา โดย ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล และทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมกับ ดร.ฐนียา รอยตระกูล และทีมวิจัยชีววิทยาโมเลกุลของไวรัสเด็งกี่และฟลาวีไวรัส ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล และคุณภัททิยา ลักษณะเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์เชิงหน้าที่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาชุดผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี สำหรับบำบัดขยะมูลฝอยติดเชื้อภายในสถานประกอบการสาธารณสุข” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปัจจุบันทีมวิจัยได้ดำเนินการติดตั้งเครื่อง “ENcase” ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้ว 10 โรงพยาบาล ใน 4 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางชุมใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผักขะ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โรงพยาบาลปากน้ำหลังสวน จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และทีมวิจัย หวังว่า “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยา       ฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ จะเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อได้เองและนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนของโรงพยาบาลเองด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนงานวิจัย  สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)  ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาชุดผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนเป็นส่วนประกอบด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี สำหรับบำบัดมูลฝอยติดเชื้อภายในสถานประกอบการด้านสาธารณสุข” ซึ่งทีมนักวิจัย สวทช. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์“ENERclean” มีความพร้อมสำหรับนำไปใช้งานจริงในสถานประกอบการด้านสาธารณสุข ในการทำลายเชื้อโรคในขั้นตอนการบำบัดมูลฝอยติดเชื้อ โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การส่งมอบ Encase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี ให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่งใน 4 จังหวัดครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อได้เองและนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยให้ระบบการจัดการมูลฝอย  ติดเชื้อภายในโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวว่า ENcase เป็นนวัตกรรมเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ ถูกออกแบบให้สามารถผลิตน้ำยาได้ทั้งกรดและด่างจากการทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี โดยมีน้ำและเกลือโซเดียมคลอไรด์เป็นวัตถุดิบสำคัญ ภายในเครื่องมีการติดตั้งเซลล์ประจุไฟฟ้าบวกทำให้เกิดน้ำยาที่เป็นกรด และประจุไฟฟ้าลบทำให้เกิดน้ำยาที่เป็นด่าง รวมทั้งยังมีการติดตั้งระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อปรับสภาพน้ำให้บริสุทธิ์ก่อนทำปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้ากับเกลือหรือโซเดียมคลอไรด์ ทำให้เครื่องสามารถผลิตน้ำยาออกมาได้ทั้งที่เป็นกรดและด่างในเวลาเดียวกัน มีกำลังผลิตน้ำยาได้ถึง 30 ลิตรต่อชั่วโมง แบ่งเป็นกรด 15 ลิตร และด่าง 15 ลิตร  โดยกรดที่ผลิตออกมาจะเป็นกรดอ่อนในช่วง pH 4-6 ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีคุณสมบัติเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ประกอบด้วยกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous  acid,  HOCl) เป็นองค์ประกอบหลัก มีปริมาณคลอรีนมากกว่า 400 ppm  และค่า Oxidation-Reduction Potential (ORP) ในช่วง 900-1200 mV ส่วนน้ำยาที่เป็นด่าง ประกอบด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium  hydroxide,  NaOH) หรือโซดาไฟเป็นองค์ประกอบหลัก สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดพื้นผิวหรือล้างคราบไขมันได้ โดยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เป็นกรดที่ได้จากกระบวนการผลิตของเครื่อง ENcase ทีมนักวิจัยตั้งชื่อว่า ENERcleanเนื่องจากผ่านการทดสอบแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพในการยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่พบในโรงพยาบาล ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานทดสอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค (AOAC 955.14, 955.15, 955.17  และ 964.02) ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา และมีประสิทธิภาพในการยับยั้ง/ฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) บนพื้นผิวสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีรูพรุนได้ 99.9% ตามมาตรฐาน ASTM E1053-20 ทำให้สามารถประยุกต์ใช้งานด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหารได้ และจุดประสงค์สำคัญของการผลิตน้ำยา ENERclean ก็เพื่อใช้ฆ่าเชื้อขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลก่อนนำไปทิ้งหรือกำจัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคต่างๆ นอกจากนี้ ENERclean ยังสามารถนำไปใช้ฆ่าเชื้อทดแทนแอลกอฮอล์    ล้างมือ ทดแทนสารฆ่าเชื้อที่เป็นอันตราย จำพวกสารฟอกขาวคลอรีน สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวบริเวณอาคาร รวมถึงฆ่าเชื้อในอาหาร เช่น ผักผลไม้ ปลา และอาหารทะเล ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณความเข้มข้นของคลอรีน เช่น การผสม ENERclean กับน้ำในสัดส่วน (1:1) หรือคิดเป็นความเข้มข้นคลอรีน 150-200 ppm เหมาะสำหรับฆ่าเชื้อทดแทนแอลกอฮอล์ล้างมือ การผสม ENERclean กับน้ำในสัดส่วน (1:10) หรือคิดเป็นความเข้มข้นคลอรีน 10-50 ppm เหมาะสำหรับฆ่าเชื้อในอาหาร ขณะที่การใช้งาน ENERclean ที่ระดับ 300-500  ppm เหมาะสำหรับ ฆ่าเชื้อกับขยะติดเชื้อ ด้าน นายณัฐพล เดชสายบัว ผู้อำนวยการโรงพยายาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านผักขะ ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มีผู้ป่วยโควิด-19 เดินทางเข้ามาในพื้นที่ตำบลลิ้นฟ้าเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจัดการขยะติดเชื้อและการใช้แอลกกอฮอล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงเล็งเห็นว่าหากต้องการลดค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล โดยเข้าร่วมโครงการใช้เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์กับทาง สวทช. ซึ่งภายหลังจากที่นักวิจัยและทีมงานมาติดตั้งเครื่องและอบรมการใช้งาน ทำให้สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อขยะมูลฝอยติดเชื้อ รวมทั้งการนำไปใช้กับคนหรือผู้ป่วยโควิด-19 ในการล้างมือได้ดี ลดการใช้แอลกอฮอล์ โดยใช้วัตถุดิบตั้งต้นเพียงแค่เกลือบริโภคและน้ำเป็นส่วนผสมเท่านั้น ทำให้ต้นทุนจะน้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้แอลกอฮอล์ในการฆ่าเชื้อ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขยายเวลารับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565
ประกาศขยายเวลารับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) ระดับปริญญาเอก หลักสูตรภาษาอังกฤษ ตามที่มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้มีประกาศลงวันที่ 18 มกราคม 2565 เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2565 (ค.ศ. 2022) ระดับปริญญาเอก หลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยมีทุนจำนวน 3 ทุน มีรายละเอียดทุนและเงื่อนไขการศึกษาตามเอกสารแนบท้ายประกาศ โดยกำหนดปิดรับสมัครในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 นั้น บัดนี้ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ได้พิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและมหาวิทยาลัย จึงเห็นควรให้ขยายเวลารับสมัครทุนดังกล่าว โดยกำหนดปิดรับสมัคร จากเดิมวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/2022/extended1-recruit-18022565.html
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Accelerate in New Opportunity”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Accelerate in New Opportunity” ภายใต้โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) ในวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น. ผ่านทาง Live Facebook เพจ : ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. Business Innovation Center,BIC พบกับการบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ ดังนี้ Trendy Technology and innovation for Food Industry การแนะนำข้อมูลเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ Food Accelerate บริหารความเสี่ยงอย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลง รับฟัง เสวนาหัวข้อ Between Opportunity and Challenge ท่ามกลางโอกาสและการเปลี่ยนแปลง สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://forms.gle/h2fz8RQxF62RnHuq5 ผู้ลงทะเบียนจะได้รับลิงค์เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล สอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 81490, 81494 และ 71745 Email: foodac@nstda.or.th    
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. – อบจ.ระยอง ขยายผลพื้นที่สาธิตเทคโนโลยีถุงห่อทุเรียน Magik Growth ให้กลุ่มเกษตรกรสวนทุเรียนนำร่องต้นแบบ จ.ระยอง
17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้องประชุม2 ชั้น 3 องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง: เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำ ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และทีมงานเข้าพบ นายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ที่ปรึกษา อบจ. ระยอง นายสมศักดิ์ เกตุสาคร เลขานุการ นายก อบจ. ระยอง นางนวรถ ปะรักมะสิทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักแผนภาพรวม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นายโชติชัย บัวดิษ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ผล จ.ระยอง และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จ.ระยอง เพื่อนำเสนอกิจกรรมนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth สวนทุเรียนนำร่องต้นแบบพื้นที่จังหวัดระยอง นายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ที่ปรึกษา อบจ. ระยอง กล่าวว่า รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้เห็น สวทช. นำนวัตกรรม ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ที่นักวิจัยไทยคิดค้นเป็นถุงห่อทุเรียนสีแดงผลิตจากเทคโนโลยีการขึ้นรูปแบบนอนวูฟเวน ซึ่งทราบจากนักวิจัย สวทช. ว่าสาเหตุที่คิดค้นทำเป็นสีแดงนั้นยังเป็นการเพิ่มความยาวคลื่นแสงสามารถคัดเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมกับเซลล์รับแสงที่ผิวผลไม้ ทำให้ผลทุเรียนสร้างสารสำคัญ เช่น แป้ง น้ำตาล วิตามิน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ดี เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพไม้ผลอย่างทุเรียนและช่วยลดต้นทุนได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังมี นวัตกรรมที่สนับสนุนเกษตรกรไปสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทั้งระบบรักษ์น้ำ ที่เป็นเทคโนโลยีการให้น้ำอัจฉริยะสำหรับแปลงเปิด เทคโนโลยีไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดสภาวะแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ไอโอที (IoT) และการให้ปุ๋ยต่างๆ ซึ่งเป็นความฝันของเกษตรกรยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดระยอง ทั้งนี้จังหวัดระยองและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง พร้อมให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุนในทุกมิติ ที่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการชาวสวน และประชาชนในพื้นที่ในทุกๆ ด้าน นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ถุงห่อ Magik Growth ที่นักวิจัย สวทช. นำมาขยายผลพื้นที่สาธิตเทคโนโลยีเพื่อการทดสอบประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะเดียวกัน สวทช. ยังดำเนินการในส่วนของพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) รวมถึงการมุ่งขับเคลื่อนนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นวาระของชาติ การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของ EECi ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นพื้นที่นวัตกรรมในจ.ระยอง ที่ สวทช. ดูแลอยู่ เพื่อนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาร่วมกับ อบจ. ระยอง เป็นความร่วมมือแบบจตุภาคีเพื่อหวังให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนทุเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวสวนทุเรียนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ให้ชาวสวนทุเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความรู้ในการพัฒนาสวนบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์และยั่งยืน “สวทช. เข้าไปมีส่วนร่วมกับหลายภาคส่วนในความร่วมมือแบบจตุภาคี ไม่เฉพาะเรื่องทุเรียนเท่านั้น ยังมีระบบเลี้ยงปลาหนาแน่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทีมวิจัยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้นหากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกษตรกรได้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างกาวกระโดด สร้างความเข้มแข็งให้กับจังหวัดและประชาชนในพื้นที่” ด้าน นางนวรถ ปะรักมะสิทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักแผนภาพรวม สกพอ. กล่าวว่า สินค้าเกษตรในพื้นที่ EEC ติด 1 ใน 5 ของสินค้าเกษตร ซึ่งการจัดอันดับเป็น 1 ใน 5 นั้นถือว่ามีศักยภาพในระดับสูง นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแปรรูป โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรมาทำการผลิต อีกทั้งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการขนส่งเพื่อส่งออกทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ดังนั้นการวางแผนพัฒนาสินค้าเกษตร EEC ดูครอบคลุมทั้งหมดไปจนถึงประชากรในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นนั้น มีความต้องการสินค้าเกษตรมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนให้ประชาชนในพื้นที่ในอนาคต “ปัญหาในพื้นยังมีการผลิตแบบดั้งเดิมอยู่มาก การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ยังมีน้อยมาก มีการใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูง แต่รายได้ยังต่ำ ดังนั้น EEC จะต้องค้นหาศักยภาพและโอกาสทางการตลาดเพื่อจะพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างเช่น จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงอุตสาหกรรม ทั้งกุ้งและปลากะพง โดยถือเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากะพงอันดับ 1 ขณะที่จังหวัดชลบุรีเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชพลังงาน และมีอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่สามารถมาเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรได้ ส่วนจังหวัดระยอง เหมาะเป็นแหล่งพื้นที่เพาะปลูกผลไม้จำนวนมากและอาหารทะเลเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามในแผนการเกษตร ของ EEC ยังเปิดช่องให้ศึกษาสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วให้มูลค่าต่ำ หากเกษตรกรพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการการผลิต ทาง EEC พร้อมที่จะใช้หลักการคุณภาพนำการตลาด เพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับของตลาดต่อไป” ผอ. สำนักแผนภาพรวม สกพอ. ระบุ  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘eLysozyme’ สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว สร้างความปลอดภัยทั้งในอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์
  เมื่อต้นทางของอาหารส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ การทำให้วัตถุดิบสะอาด ปลอดภัย ไร้การปนเปื้อนตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการสูญเสียสัตว์เศรษฐกิจจากโรคต่างๆ ในฟาร์มด้วย ล่าสุดนับเป็นความสำเร็จอีกขั้นของนักวิจัยไทย เมื่อผลงานวิจัยเรื่อง “eLysozyme (เอนฮานซ์ ไลโซไซม์) สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์” ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประเภทผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ในงานวันนักประดิษฐ์แห่งชาติ 2564-2565 พัฒนาโดย ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหงชาติ (สวทช.) และคณะวิจัยไบโอเทค ประกอบด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล นางจันทิมา จเรสิทธิกุลชัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์เชิงหน้าที่ กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร นายสุรพล เค้าภูไทย บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด และ Dr. Fabien De Meester บริษัทดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด   [caption id="attachment_30120" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัย eLysozyme สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์[/caption]   ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ เปิดเผยว่า ผลงานดังกล่าวเป็นการพัฒนาสารยับยั้งแบคทีเรียจากธรรมชาติ โดยใช้ไลโซไซม์ที่แยกจากไข่ไก่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ทำการปรับปรุงคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียให้ดีขึ้นจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ eLysozyme ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนและเปปไทด์หลายชนิดที่เสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ช่วยในการยับยั้งแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ โดยแบคทีเรียแกรมลบ เช่น เชื้ออีโคไล เชื้อซาลโมเนลลา เชื้อวิบริโอ ยังเป็นปัญหาใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์ ขณะที่ไลโซไซม์ที่มีจำหน่ายทั่วไปในปัจจุบันยังไม่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมลบเหล่านี้ได้ โดยฟังก์ชันเดิมของไลโซไซม์จะเร่งการย่อยสลายผนังเซลล์แบคทีเรียอย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยองค์ความรู้ของทีมวิจัยไบโอเทค สามารถศึกษาและคิดค้นดัดแปลงให้ไลโซไซม์ออกฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียผ่านกลไกอื่นนอกเหนือจากการเร่งการย่อยสลายผนังเซลล์แบคทีเรียได้ด้วย เช่น การเจาะและสร้างรูพรุนบนผนังเซลล์แบคทีเรีย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมลบได้ดีทั้งในอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์ โดย eLysozyme ที่ทีมวิจัยคิดค้นขึ้นขณะนี้มี 2 สูตร ได้แก่ eLysozyme-T2 (eLYS-T2) สำหรับใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในการเพาะเลี้ยงสัตว์ สามารถผสมกับอาหารสัตว์ เพื่อใช้ลดปริมาณเชื้อวิบริโอในลำไส้กุ้ง กระตุ้นการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและการต้านอนุมูลอิสระในกุ้ง เพิ่มอัตราการรอด และควบคุมอาการขี้ขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ   [caption id="attachment_30121" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบ eLysozyme ในห้องปฏิบัติการ[/caption]   “ช่วงที่ทีมทำวิจัยนั้น กุ้งในฟาร์มเลี้ยงเป็นโรคตายด่วนค่อนข้างมาก ซึ่ง eLysozyme-T2 ที่เราพัฒนาขึ้นมา สามารถยับยั้งเชื้อวิบริโอในลำไส้กุ้งที่เป็นสาเหตุของโรคตายด่วนในกุ้งได้ด้วย แม้ภายหลังโรคตายด่วนในกุ้งลดลงจนไม่ได้เป็นปัญหาในอุตสาหกรรมแล้ว แต่ก็มีโรคขี้ขาวเข้ามาแทน ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อวิบริโอเช่นกัน ทำให้ทีมวิจัยประยุกต์ใช้ eLysozyme-T2 ไปจัดการโรคขี้ขาวในกุ้งในฟาร์มเลี้ยงทั้งภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยทดลองให้กุ้งที่มีอาการขี้ขาวได้กินอาหารที่มีส่วนผสมของ eLysozyme-T2 พบว่าช่วยหยุดอาการขี้ขาวได้ภายใน 3-5 วัน จากการเก็บข้อมูลหลายฟาร์ม ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของกุ้งได้ 200 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเทียบกับบ่อกุ้งที่ไม่ได้ใช้ eLysozyme-T2 ในการแก้ไขปัญหาโรคขี้ขาว ที่สำคัญ eLysozyme-T2 ยังทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันของกุ้งเลี้ยงทำให้กุ้งแข็งแรงและป้องกันเชื้อโรคใหม่ที่จะเข้ามาได้ดีขึ้น”   [caption id="attachment_30122" align="aligncenter" width="750"] การทดลองใช้ eLysozyme กับกุ้งขาว[/caption]   [caption id="attachment_30123" align="aligncenter" width="750"] การทดลองใช้ eLysozyme ในบ่อเลี้ยงกุ้งขาว[/caption]   ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ให้แก่ บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด เป็นผู้ผลิต และบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย ภายใต้ผลิตภัณฑ์ ‘เมจิค ดีพลัส’ (Magic DePlus) ช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์ โดยสามารถเพิ่มมูลค่าส่วนผสมฟังก์ชันจากโปรตีนไข่ขาว 400 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มผลตอบแทนให้แก่การเพาะเลี้ยงกุ้งขาวกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นแล้วอย่างน้อย 36.5 ล้านบาท ซึ่งทีมวิจัยและผู้ประกอบการเตรียมนำทดลองไปใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น ไก่ สุกร ต่อไป   [caption id="attachment_30124" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   [caption id="attachment_30125" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   [caption id="attachment_30126" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ eLysozyme[/caption]   ดร.วีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา eLysozyme อีก 1 สูตร โดยร่วมวิจัยกับ บริษัทโอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด คือ eLysozyme-T1 (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร มีประสิทธิภาพยับยั้งแบคทีเรียสูงกว่าไลโซไซม์ที่พบได้ในไข่ขาวทั่วไป 2–100 เท่า (ขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรีย) สามารถทดแทนวัตถุกันเสียเพื่อใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรียในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์ โดยสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไข่รวมเหลวพาสเจอร์ไรซ์ในระหว่างการเก็บรักษาแบบแช่เย็นจากเดิม 4 สัปดาห์ เป็น 8 สัปดาห์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของไข่รวมเหลวพาสเจอร์ไรซ์ “ไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์ คือ การนำไข่ไก่ไปผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในอุณภูมิพอเหมาะ ช่วยให้การเก็บรักษาไข่เหลวอยู่ได้ประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากครบกำหนดแล้วอาจมีเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เจริญเติบโตขึ้น แต่ทีมวิจัยอาศัยความเชี่ยวชาญโดยใช้ eLysozyme ซึ่งมีต้นกำเนิดจากไข่ไก่ ผสมกลับไปเพื่อช่วยควบคุมไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ จากการทดลองพบว่าช่วยยืดอายุไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 4 สัปดาห์ รวมเป็น 8 สัปดาห์ ทำให้ยืดอายุสินค้าวางขายบนเชลฟ์วางสินค้าได้นานขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไปใช้ในครัวเรือนได้นานขึ้น โดยไม่ต้องรีบใช้ให้หมดในครั้งเดียว ถือเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ลดการใช้สารเคมีกันเสียหรือสารกันบูด สร้างความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร โดยใช้ไลโซไซม์ซึ่งเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์มาช่วยยืดอายุอาหาร” eLysozyme นับเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในสัตว์เพื่อทำให้สุขภาพสัตว์ดี มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางที่ฟาร์มเพาะเลี้ยง สู่ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง  
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
คณะผู้บริหารสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เยี่ยมชมงาน สวทช.
วันที่ 11 ก.พ.2565 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) , นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. , ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) , ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) และผู้บริหาร สวทช. ให้การต้อนรับ พลเอก พอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ , พลเอก ชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พร้อมคณะผู้บริหารจากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมชมสถานที่ปฏิบัติงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประกอบด้วย ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ศูนย์ทดสอบสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ ตามมาตรฐาน Military Standard MIL-STD 461 MIL-STD 810 และศูนย์ทดสอบสำหรับผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ ตามมาตรฐาน Military Standard MIL-STD 461 MIL-STD 810 ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ ดร.ณรงค์ ได้แนะนำหน่วยงานและพันธกิจหลักของ สวทช. จากนั้นคณะผู้บริหาร สวทช. และ สทป. ได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านการบริการรับรอง ทดสอบ และสอบเทียบยุทโธปกรณ์ทางทหาร (Military Equipment) รวมทั้งผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทาง (Duo-use Technology) หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศทุกรูปแบบ ขณะเดียวกันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ลดการนำเข้า สร้างทั้งรายได้และความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประเทศ ซึ่งจะมีความร่วมมือกันในอนาคตต่อไป.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผู้ว่าฯ “ณรงค์ศักดิ์” ชื่นชมนวัตกรรมไทย MagikTuch ลิฟต์ไร้สัมผัส
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch พร้อมเดินหน้าส่งมอบและติดตั้งให้กับสถานที่อาคารของหน่วยงานต่างๆ เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยลดการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์ที่ต้องใช้ร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19   ล่าสุด วช. ร่วมกับ สวทช. ได้นำนวัตกรรมปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch ส่งมอบและติดตั้งที่ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี โดยมีนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้รับมอบ ซึ่งกล่าวชื่นชมนักวิจัยไทยที่คิดค้นพัฒนานวัตกรรมปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. เปิดรับสมัครอบรมออนไลน์ หัวข้อ “ความเข้าใจข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียว”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) โดย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP)  ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)  ขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมการอบรมในหัวข้อ “ความเข้าใจข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียว” ในวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 – 16.30 น. ผ่านระบบออนไลน์ โดยการอบรมในครั้งได้รับเกียรติจาก คุณพัฒน์พงษ์ บุตรราช ผู้เชี่ยวชาญด้าน Green Industry บรรยายเรื่อง ความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับจากอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG พร้อมด้วยภาพรวมข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์กำหนดอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 1-5 และขั้นตอนการให้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมแบ่งการจับกลุ่มเพื่อฝึกปฏิบัติทบทวน และนำเสนอกิจกรรมต่อไป ทั้งนี้ผู้ประกอบและผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการอบรมออนไลน์ในครั้งนี้สมัครที่ได้ bit.ly/3Ll6Jaw หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 1371 , 1301 เบอร์มือถือ 096 128 8826 (คุณภาวิณี) หรือ 063 915 6656 (พนิตา) E-mail : pavinee@nstda.or.th , panita@nstda.or.th   ข้อมูลประกอบ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตที่เป็นฐานการผลิตเดิม เช่น เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหรือนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (Eco-design & Zero-Waste)  ส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse, Refurbish, Sharing) และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Recycle, Upcycle) ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสีย (Linear Economy)
ปฏิทินกิจกรรม
 
วช. – สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม MagikTuch ‘ลิฟต์ไร้สัมผัส’  แก่ผู้ว่าจังหวัดปทุมฯ เพื่อลดความเสี่ยง เลี่ยงสัมผัสเชื้อโควิด
9 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. พร้อมด้วยนางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำ นวัตกรรม MagikTuch ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 ส่งมอบพร้อมติดตั้งภายในอาคาร ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี โดยมีนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และคณะรับมอบนวัตกรรมพร้อมขอบคุณนักวิจัยและผู้บริหารหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวง อว. ที่คิดค้นและผลิตนวัตกรรมปุ่มกดลิฟต์แบบไร้สัมผัสเพื่อช่วยลดความเสี่ยง เลี่ยงการสัมผัสเชื้อโควิดแก่ประชาชนที่ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ ที่เข้ามาทำงานภายในอาคารศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า กว่า 2 ปีที่สังคมไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวง อว. ได้มีส่วนร่วมในการคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 โดย วช. ได้รวบรวมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คน มาทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยลดผลกระทบจากโควิด-19 มุ่งเน้นผลงานเชิงสุขภาพให้หลากหลาย โดยผลงานนวัตกรรม “MagikTuch” ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 ถือเป็นหนึ่งในผลงาน ที่ วช. ให้การสนับสนุนนักวิจัย สวทช. เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงเพื่อบรรเทาวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19 ในประเทศ ด้วยการแปลงระบบลิฟต์ทั่วไปให้เป็นลิฟต์แบบไร้สัมผัส เนื่องจากลิฟต์ในที่สาธารณะมีประชาชนใช้งานจำนวนมาก ดังนั้นการมีนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของประชาชนในการสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรคระบาดเกิดขึ้นจำนวนมาก และหลายโรคสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่มีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคจากผู้ป่วยติดค้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของต่างๆ ที่มีคนใช้งานร่วมกัน เช่น ที่จับประตู ราวบันไดเลื่อน ก๊อกน้ำ รวมถึงปุ่มกดลิฟต์โดยสารซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีผู้คนใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมเมจิกทัช (MagikTuch) เพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ลดการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคความเสี่ยงจากการสัมผัสกับปุ่มกดลิฟต์ที่อาจมีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคต่างๆ ของผู้ป่วยติดค้างอยู่ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายโรคโควิด-19 ได้ “MagikTuch มีจุดเด่น 3 ข้อ คือ 1. Touchless เป็นระบบการทำงานแบบไร้สัมผัส สั่งการด้วยเซนเซอร์ วิธีใช้งานง่ายคือใช้นิ้วมือวางเหนือปุ่มลิฟต์ของชั้นที่ต้องการระยะห่าง 1-3 เซนติเมตร เซนเซอร์จะตรวจจับข้อมูลชั้นที่ต้องการเลือกและสั่งการลิฟต์โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีระบบการตรวจจับเพื่อป้องกันการสั่งการพร้อมกันหลายปุ่ม ขณะเดียวกันหากระบบเกิดการขัดข้อง หรือผู้ใช้งานไม่สะดวกใช้งานแบบไร้สัมผัส สามารถใช้วิธีกดปุ่มลิฟต์แบบเดิม เนื่องจากระบบออกแบบให้ทำงานได้ 2 แบบ คือ แบบไร้สัมผัสและการกดปุ่ม 2. Safe from Infection ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่มีการสัมผัสจะลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในลิฟต์ 3. Easy Installation คือติดตั้งได้ง่ายและมีความยืดหยุ่น โดยชุดอุปกรณ์ MagikTuch สามารถติดตั้งเข้าไปบนลิฟต์ตัวเดิม โดยไม่ต้องดัดแปลงหรือเชื่อมต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของตัวลิฟต์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการรับประกันระบบของบริษัทผู้ติดตั้งและผู้ดูแลลิฟต์ อีกทั้งยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถรองรับจำนวนชั้นได้ตามที่ต้องการสำหรับลิฟต์โดยสารหลากหลายยี่ห้อ อีกทั้งมีระบบป้องกันทางไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และผ่านการทดสอบมาตรฐานด้าน EMC/EMI” ดร.ศิวรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สวทช. ได้ดำเนินการติดตั้งใช้งานระบบ MagikTuch ตามสถานที่ต่างๆ แล้วมากกว่า 10 แห่ง เช่น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ และจากการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก วช. ทำให้เกิดการขยายผลและอยู่ระหว่างการติดตั้ง MagikTuch ให้มีการนำไปใช้งานเพิ่มเติมในสถานที่ที่มีคนไปใช้งานจำนวนอีกกว่า 12 จุดติดตั้ง อาทิ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตเร่งด่วนของประเทศได้พอสมควร ปัจจุบันทีมวิจัยได้ขยายผลการพัฒนานวัตกรรม MagikTuch สำหรับแปลงระบบลิฟต์ทั่วไปให้เป็นระบบลิฟต์แบบไร้สัมผัสเพื่อบรรเทาปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากการใช้ลิฟต์ในที่สาธารณะที่มีประชาชนมาใช้จำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยเเห่งชาติ (วช.)  ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2521 E-mail: siwaruk.siw@nstda.or.th  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. จับมือเครือข่ายพันธมิตร เสริมแกร่งเยาวชนในยุค New Normal เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรน้อยด้านเกษตรอัจฉริยะ HandySense ตามเศรษฐกิจใหม่ BCG Model
(7 กุมภาพันธ์ 2565) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดประกวดโครงการประยุกต์ใช้ระบบเกษตรอัจฉริยะ HandySense ใช้งานได้จริงในโรงเรียนรอบชิงชนะเลิศในรูปแบบออนไลน์ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ชิงรางวัลอุปกรณ์ HandySense พร้อมทุนพัฒนาโครงการฯ หวังเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีเกษตรที่ช่วยเติมเต็ม ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียน และชุมชนอย่างยั่งยืน คุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของสวทช. คือการนำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการดำเนินงานให้เกิดผล ตอบโจทย์ไปสู่การใช้งานจริง ในรูปแบบ BCG economy Model ซึ่งเป็นโมเดลที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำทางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่รระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้สังคมต้องปรับเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต การบริโภค รวมทั้งการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ทั้งคนเมืองและต่างจังหวัด การนำเอาแนวBCG Economy Model ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) คือการใช้ทรัพยากรชีวภาพที่มีมากมายและหลากหลายอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างที่สุดด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นำมาสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ การนำวัสดุต่าง ๆ  กลับมาใช้ใหม่หรือใช้ให้ยาวนานที่สุดอย่างคุ้มค่า และสุดท้ายก็คือเรื่องของ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกันนั้น สวทช.จึงได้นำผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการดำเนินงานให้เกิดผลบรรลุดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ การส่งเสริมเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งผลงานวิจัยและพัฒนาที่ชื่อว่า HandySense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ โดย เนคเทค สวทช. ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า “โครงการส่งเสริมสวนเกษตรอัจฉริยะในโรงเรียนยุคปกติใหม่ (New Normal) มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการปลูกฝังแนวความคิด สร้างแรงจูงใจของการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรไปประยุกต์ใช้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วัยเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รู้จัก เข้าใจ และทดลองปฏิบัติจริง โดยเริ่มต้นจาก HandySense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. ได้ตั้งเป้าหมายให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจทั่วไปนำไปผลิตเพื่อใช้หรือจำหน่ายได้ โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ (License Fee) และค่าตอบแทนการใช้สิทธิรายปี (Royalty Fee) ภายใต้แนวคิด Smart Farming Open Innovation มุ่งหวังให้เกษตรกรไทยยุคใหม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัย ใช้งานในราคาที่จับต้องได้ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือทางด้านสมาร์ตฟาร์มโดยผู้ประกอบการไทย เพื่อขับเคลื่อน Smart Farm สู่สังคมไทย สร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ ตอบโจทย์ BCG Model HandySense เป็นชุดอุปกรณ์ที่ผนวกเทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อมทางการเกษตรและระบบควบคุมการทำงานอัตโนมัติ ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม จึงเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นของนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อนำไปสู่การสร้างทัศนคติ หรือ มุมมองใหม่ ที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ หรือบูรณาการเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกับกิจกรรมในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน โครงการฯ นี้ได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าในระยะแรกจะกำหนดพื้นที่โครงการในภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเท่านั้น โดยมีโรงเรียนส่งข้อเสนอโครงการเข้ามาร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 36 ทีม 24 โรงเรียน จาก 17 จังหวัด และคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้งสิ้น 31 ทีม จาก 20 โรงเรียน 14 จังหวัด โดยทุกข้อเสนอโครงการที่ส่งเข้ามาแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรที่โรงเรียนมีอยู่เดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณนิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนในโครงการดีๆ เช่นนี้ ก่อนอื่นต้องขอเล่าถึงวัตถุประสงค์หลักทั้ง 4 ข้อของสมาคมไทยไอโอที คือ 1) สร้างการรับรู้ในด้านเทคโนโลยีไอโอทีให้สังคม ไม่ว่าท่านจะอยู่ในบทบาทไหน นิสิต นักศึกษานักพัฒนานักวิจัยคณาจารย์ ให้รับรู้ประโยชน์และความสำคัญของเทคโนโลยีไอโอที 2) สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคทักษะต่างๆ ทางด้านเทคโนโลยี เพื่อมุ่งมั่นที่จะสร้างผู้เชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป 3) การสร้างเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหรือหน่วยงานทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 4) มุ่งมั่นที่จะสร้าง Use case สร้างงานให้เกิดขึ้นได้จริงไม่ว่าจะเป็นโครงการจากภาครัฐและเอกชน หลังจากการจัดตั้งสมาคมไทยไอโอที ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น และในครั้งนี้สมาคมฯ ได้พิจารณาและเห็นศักยภาพของนักวิจัย เนคเทค สวทช. ที่ได้วิจัยออกแบบและพัฒนา HandySense ที่ปัจจุบันได้เปิดเป็น Open Hardware Open Platform ซึ่งมีคุณประโยชน์ในหลายๆ บริบท ไม่ว่าจะใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการเกษตรให้เป็นการเกษตรอัจฉริยะ หรือนำมาใช้ในการศึกษาทดลองให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาซึ่งสามารถเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดในหมู่นักพัฒนาโดยมีการตั้งกลุ่มนักพัฒนาและผู้สนใจทาง Social Network ที่เรียกว่า HandySense Community ทางสมาคมฯ ตั้งใจสนับสนุนโครงการนี้ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการร่วมพัฒนาและผลิตงานให้พร้อมสำหรับเชิงพาณิชย์ หรือการประชาสัมพันธ์ผลงานผ่านช่องทางสื่อต่างๆของสมาคมฯ สำหรับกิจกรรมการประกวดโครงงานในครั้งนี้ทางสมาคมไทยไอโอทีและบริษัทซีนเนอร์ยี่เทคโนโลยีจำกัด บริษัทซูปร้าเทคโนโลยีจำกัด ได้ร่วมสนับสนุนของรางวัลทั้งหมดเป็นมูลค่า 10,000 บาท     ผลการแข่งขัน รางวัลชนะเลิศ โครงการเกษตรอัจฉริยะด้วย HandySense จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์วิทยาเขตกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้รับอุปกรณ์ HandySense ครบชุด ประกอบด้วย บอร์ด เซนเซอร์แสง อุณหภูมิ ความชื้น และทุนสนับสนุน จำนวน 3,000 บาท     รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงการตู้เย็นมีชีวิต จากโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี ได้รับอุปกรณ์ HandySense ประกอบด้วย บอร์ด และ เซนเซอร์ความชื้น และทุนสนับสนุน จำนวน 2,000 บาท     รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการสวนเกษตรอัจฉริยะอนาคตใหม่ของโรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จากโรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จังหวัดนครปฐม ได้รับบอร์ด HandySense และทุนสนับสนุนจำนวน 1,000 บาท     รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล โครงการพัฒนาระบบ Smart Farm บูรณาการร่วมกับโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงและโรงเรียนปลอดขยะ จากโรงเรียนวังโมกข์พิทยาคม จังหวัดพิจิตร โครงการระบบอัตโนมัติในการปลูกสะระแหน่จากน้ำทิ้งตู้เลี้ยงปลาควบคุมด้วย HandySense จากโรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร ได้รับ ได้รับทุนสนับสนุนรางวัลละ 1,000 บาท สามารถศึกษารายละเอียด https://handysense.io สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นัทธ์หทัย ทองนะ (เน) 093 598 2496
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เชิญชวนร่วม Workshop ออนไลน์ เรื่อง“การปลูกมะเขือเทศแบบครบวงจรให้ได้คุณภาพ” วันที่ 14-16 มีนาคม 2565
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (สท.) ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศและผู้สนใจปลูกมะเขือเทศ โดยการส่งเสริมความรู้ทางการเพาะปลูกมะเขือเทศในสายพันธุ์ที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี รวมทั้งการให้ความรู้ในด้านการดูแลบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งในและนอกโรงเรือน รวมถึงการให้ความรู้ทางด้านโรคและแมลงศัตรูในมะเขือเทศอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและยกระดับองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร จึงได้จัดการอบรมออนไลน์ เรื่อง“การปลูกมะเขือเทศแบบครบวงจรให้ได้คุณภาพ” ซึ่งเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2565 โดยหวังให้เกษตรกรและผู้สนใจ รู้และเข้าใจในการผลิตมะเขือเทศผลสดในระบบแปลงเปิด และระบบโรงเรือนอัจฉริยะ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและหลักวิชาการร่วมกับการใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม รวมถึงเข้าใจในด้านโรคและแมลง มีการบริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ขอเรียนเชิญเกษตรกรและผู้ที่สนใจร่วมสมัครได้ที่ bit.ly/3L9L3HE ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2565
ปฏิทินกิจกรรม