หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. นำผู้ประกอบการร่วมโครงการ BCG Market ในงานเกษตรแฟร์’ 65
(31 ม.ค. 2565) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2565 ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรมโครงการ อว. BCG Market เลือกชิม เลือกช้อป พร้อมรับฟังเสวนาพิเศษ หัวข้อ ล้อมวงแชร์ Success Story “นวัตกรรมขับเคลื่อน BCG” ด้วยได้รับเกียรติจาก นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย น.ส วิลานี แซ่แต้ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจผู้ประกอบการรายย่อยและองค์กรชุมชน ธนาคารออมสิน และนายธวีโรจน์ ธนธรธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท โบทานิคส์ ไลฟ์ จำกัด ORGA Organic ร่วมเสวนาในครั้งนี้ นอกจากนี้ สวทช. ยังได้มีการนำสินค้านวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับBCG ที่ผ่านการร่วมงานวิจัยจากหน่วยงาน มาออกบูทเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ เลือกชิม เลือกช้อป ผลิตภัณฑ์ในราคาสุดพิเศษ อาทิ BIG Healthy Plant (ปุ๋ยอินทรีย์ อาหารเสริมพืช) บริษัทกรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี สินค้านวัตกรรมปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพื่อการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ของ จี.ไอ.บี.เทรดดิ้ง บริษัทจากประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ มีทั้งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานและเสริมการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ สารปรับปรุงดิน และผลิตภัณฑ์สารเสริมการเจริญเติบโตสำหรับสัตว์ ORGA ORGANIC แชมพูออแกนิคสำหรับสัตว์เลี้ยง บริษัทโบทานิคส์ไลฟ์ จำกัด เป็นสินค้าออแกนิคสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยนำคุณสมบัติของพืชและสมุนไพรที่สามารถทดแทนสารเคมีที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุปโภคได้ เช่น สารให้ฟอง สารลดแรงตึงผิว สารลดคราบสกปรก สารปรับสภาพผิว ฯลฯ นำมาสู่การวิจัยและทดสอบ จนพัฒนามาเป็นแชมพู โฟมอาบน้ำ และน้ำยาทำความสะอาดกรงหรือพื้นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงแสนรักเช่นสุนัขและแมว cider vinegar น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด บริษัทซินอาบริว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผสมนำดื่มลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลใช้สูตรน้ำส้มสายชูหมัก 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่าหรือโซดา 1 แก้ว ดื่มวันละครั้ง เป็นต้น มะนีมะนาว น้ำมะนาวคั้นสด 100% แช่เยือกแข็ง บริษัทเชียงใหม่ไบโอเวกกี้ ผลิตจากมะนาวไร้เมล็ด จากแหล่งผลิตในภาคกลาง ภายใต้การควบคุมการเพาะปลูกที่ปลอดภัย มะนาวไร้เมล็ดส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่และมีเปลือกหนา แต่มะนีมะนาวคัดเลือกขนาดผลที่พอดี มีเปลือกบาง สามารถเก็บรักษาได้นานกว่ามะนาวทั่วไป มีความเป็นกรดน้อย ไม่มีรสขม และมีวิตามินซีสูง เหมาะสำหรับการนำมาใช้ทำเครื่องดื่มหรือนำมาปรุงอาหาร ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมและครัวเรือน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยนาโนเทค โดยการใช้เทคนิคการควบคุมเฟสผลึกน้ำแข็ง Herb Miracle Intensive Firming Moisturizing Serum บริษัทเฮิร์บมิราเคิล จำกัด เป็นผลงานการอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผลงานวิจัยนาโนเทค และผลิตโดยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอางซึ่งทำให้คืนความชุ่มชื้นผิวพรรณกระจายใส กระชับผิวและลดริ้วรอย SANTIARA เจลแต้มสิว โฟมล้างหน้า ครีมกันแดด บริษัทสมาร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้คุณค่าจากสารสกัดใบบัวบกที่นอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยลดอาการอักเสบและอาการระคายเคืองของสิวได้อย่างดีเยี่ยม มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบ ลดเลือนรอยแดงและรอยดำที่เกิดจากสิว และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ผลิตโดยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง PACKLEAN ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ Packlean บริษัทแพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ โดยใช้กับตัวเครื่องภายใน เพื่อทำความสะอาดฝุ่น และคราบที่ติดอยู่กับแผงคอยล์เย็น สามารถเพิ่มคุณภาพอากาศสะอาด และลดกลิ่นอับชื้นภายในห้อง มีทั้งชนิดสเปรย์ แผ่น และก้อน เพื่อให้เลือกใช้ตามประเภทของเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม ซินเนอร์จี หน้ากากอนามัยกราฟีน บริษัทเฮเดล เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด นวัตกรรมหน้ากากผ้า ช่วยปกป้องฝุ่นละอองขนาดเล็กและเชื้อโรคและแบคทีเรียได้มากกว่า 99% ตามมาตรฐาน AATCC เป็นหน้ากาก 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นพอลิเอสเทอร์เคลือบกราฟีน ชั้นกลางเป็นผ้านอนวูฟเวน และชั้นในเป็นผ้าฝ้ายมัสลินกันน้ำ สายคล้องหูปรับระดับได้ มีลวดล็อคจมูก ใส่แล้วกระชับใบหน้า หายใจสะดวก ซักแล้วใช้ซ้ำได้ (สังเกตจากสีดำของหน้ากากชั้นนอก จะค่อย ๆ ซีดลงเมื่อผ่านการซักหลายครั้ง) มี 3 ขนาดคือ สำหรับเด็ก - มาตรฐาน – ใหญ่พิเศษ OVF ผลิตภัณฑ์จากไข่ ไข่สด บริษัทโอโว่ฟู้ดเทค จำกัด เป็นผู้ประกอบการผลิตไข่เหลวคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐานสากล สินค้าของบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือกับไบโอเทค สวทช. เป็นการเพิ่มมูลค่าไข่ในทุกชิ้นส่วน (zero waste) ให้เป็นสารมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ เช่น - eLysozyme - ไลโซไซม์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนสำหรับสัตว์ - biocalcium from egg shell - ไบโอแคลเซียมจากเมมเบรนเปลือกไข่ - hydrolysed egg shell mebrane – คอลลาเจนไฮโดรไลเสทจากเปลือกไข่ 3BECOME 1 ทรายแมว ผงล้างผัก ผงดับกลิ่น สบู่ชาร์โคล และสมุด-เครื่องเขียนจากฟางข้าว (ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ย่อยสลายได้ 100%) บริษัท 3 BECOME 1 เป็นธุรกิจที่เกิดจากความร่วมมือ 3 นักธุรกิจสาว 3 เจเนอเรชัน ที่มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม W&M BIOPASSION น้ำยาทำความสะอาด เครื่องย่อยเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ย บริษัทคีนน์ จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากสารชีวบำบัดภัณฑ์ ที่ใช้นวัตกรรมไบโอ-ออร์แกนิคเทค มี "คีโนไซม์" เอนไซม์สูตรเฉพาะ และส่วนประกอบหลักได้จากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก NSF ผ่านการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพ ไร้สารตกค้าง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กลิ่นไม่ฉุน ไม่แสบผิว ทั้งนี้ สวทช. ยังร่วมกับธนาคารออมสิน และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด นำรถเข็นรักษ์โลก Street food ซึ่งได้ริเริ่มและคิดค้นหาทางยกระดับสตรีทฟู้ดไทย ให้ก้าวไกลโดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานให้ สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล มาไว้ในงานเกษตรแฟร์นี้อีกด้วย และอีกนวัตกรรมที่น่าสนใจ Para Dough (พาราโด) ยางปั้นไร้สารอันตราย เป็นยางประสานที่มีความปลอดภัย เป็นวัสดุแข็งหรือนิ่มเป็นพิเศษ พาราโด เป็นหนึ่งในนวัตกรรมยางพาราจากงานวิจัยที่มีความปลอดภัยสูง ปั้นขึ้นรูปง่าย ทนความร้อน-เย็นได้ดี ไม่เสียรูป ไม่เยิ้ม และไม่แห้งแข็งแม้ทิ้งไว้นานๆ เหมาะจะใช้เป็นของเล่นเสริมพัฒนาการ หรือเสริมจินตนาการ สำหรับเด็กและคนทุกเพศทุกวัย พาราโดมีวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์หนังสือ สวทช. หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ที่ http://nstdabookstore.lnwshop.com ราคาชุดละ 99 บาท ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน ณ ตลาดใหม่ อว. BCG Market ในงานเกษตรแฟร์ (ใกล้ประตูทางเข้าออก BTS )  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 22.00 น.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) ประจำปี 2565
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) ประจำปี 2565 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ขอเชิญผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สมัครเข้าร่วม “โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate)” ประจำปี 2565 เพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด โดยเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมอาหารที่มีมูลค่าสูง เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการตลาดและโอกาสขยายธุรกิจ ซึ่ง สวทช. ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในลักษณะเงินสนับสนุนรูปแบบ matching fund ไม่เกิน 75% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 800,000 บาท สำหรับการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการตามแผนกิจกรรม โดยมีระยะเวลาการสนับสนุนไม่เกิน 8 เดือน ตลอดจนได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว การออกตลาดในรูปแบบการออกบูธนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ ดาวน์โหลดใบสมัครโครงการ Food Accelerate ดาวน์โหลดแบบฟอร์มแผนการดำเนินงาน   ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและส่งมาที่อีเมล foodac@nstda.or.th ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการฯ สวทช. โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 81490, 81494 และ 71745
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
พลิกโฉมการรักษาด้วยวิวัฒนาการล้ำยุค กับ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกผู้คิดค้น เทคโนโลยี mRNA และ วัคซีนโควิด-19
สื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ เรื่อง พลิกโฉมการรักษาด้วยวิวัฒนาการล้ำยุค กับ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกผู้คิดค้น เทคโนโลยี mRNA และ วัคซีนโควิด-19 โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อประชาสัมพันธ์มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปภัมภ์ กำหนดการจัดงานประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2565
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
UNAI เทคโนโลยีระบุพิกัดคนหรือสิ่งของภายในอาคาร ตัวช่วยการจัดงาน Event ยุคใหม่
นักวิจัยเนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์มระบุตำแหน่งภายในอาคาร ในชื่อ UNAI (อยู่ไหน) พร้อมพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณไร้สายโดยใช้เทคนิค Angle of Arrival ที่สามารถประมวลข้อมูลเพื่อระบุพิกัดที่อยู่ของอุปกรณ์พกพาที่อยู่ในรูปแบบของป้าย Tag ได้อย่างแม่นยำ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ระบุพิกัดของบุคคลหรือสิ่งของที่อยู่ภายในอาคารได้ ปัจจุบันทีมนักวิจัยต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยี และนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดงานนิทรรศการขนาดใหญ่ หรือการจัดงานมหกรรมภายในอาคารที่มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก โดย UNAI สามารถแสดงผลได้ทั้งจำนวนทำให้เห็นความหนาแน่นของผู้เข้าชมงาน รวมถึงแสดงการเคลื่อนที่หรือการเดินของผู้เข้าชมได้แบบ Real Time เป็นข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้จัดงานทราบถึงความสนใจของผู้เข้าชมงานแต่ละคน และความนิยมของแต่ละบูทนิทรรศการภายในงาน ตลอดจนเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยตามหาเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจพลัดหลงภายในงานได้อีกด้วย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
“PETE เปลปกป้อง” เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ  
การระบาดของ ‘โรคโควิด-19’ สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคร้ายที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดย 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 2 ล้านราย มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 0.9 ซึ่งความสูญเสียนี้ยังไม่นับรวมการแพร่กระจายของโรคในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ อาทิ ‘วัณโรค’ ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาโรคนี้สูงที่สุด ด้วยเหตุนี้อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อที่ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพื่อป้องกันอันตรายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยอื่นๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปจึงมีความสำคัญมาก ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “PETE เปลปกป้อง (Patient Isolation and Transportation Chamber)” อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการผลิตและส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการขยายผลส่งมอบ PETE เปลปกป้องให้แก่สถานพยาบาล จำนวน 16 แห่ง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือการระบาดโรคโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันมีการส่งมอบแล้วจำนวน 100 ชุด ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม (DIST) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. อธิบายถึงการทำงานของอุปกรณ์ว่า PETE เป็นเปลความดันลบที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นท่อพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และระบบสร้างความดันลบ (Negative pressure unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก อากาศภายในเปลจะผ่านการกรองเชื้อโรคด้วยแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C ก่อนปล่อยสู่ภายนอก ซึ่งนอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย จุดเด่นของ PETE เปลปกป้อง ไม่เพียงมีการออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะที่แข็งแรงและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังสามารถทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด “สามความพิเศษแตกต่างของ PETE เปลปกป้อง อันดับแรกคือมีระบบ ‘Smart controller’ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในเปล ทำให้ใช้งานได้ทั้งบนภาคพื้นและบนอากาศ สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของอากาศสู่ภายนอก และแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ​เมื่อถึงกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อให้ได้มาตรฐาน ส่วนที่สองคือ ‘นำเปลเข้าเครื่อง CT scan ได้’ เนื่องจากไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ต้องพาผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบเหมือนกับอุปกรณ์อื่น ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังเครื่องและระบบปรับอากาศของโรงพยาบาล ส่วนสุดท้ายคือ ‘ตัวเปลพับเก็บลงกระเป๋าและมีน้ำหนักเบา’ ทำให้พกพาสะดวกและติดตั้งง่าย เหมาะสมกับการใช้งานในรถพยาบาล ดังนั้นแล้วหากนำ PETE มาใช้ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากที่พัก เจ้าหน้าที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี” ปัจจุบันเอ็มเทคได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต PETE ให้แก่บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด เพื่อผลักดันให้เกิดการขยายผลไปสู่การใช้งานในวงกว้างเพื่อสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ศราวุธ เสริมว่า ด้วยการออกแบบและพัฒนาให้สามารถผลิตได้ในประเทศ ทำให้ปัจจุบัน PETE มีราคาจำหน่ายที่ชุดละประมาณ 200,000 บาท ซึ่งถูกกว่าตลาดโลก 2-3 เท่า ในขณะที่มีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล จึงช่วยสร้างความมั่นคงทางการแพทย์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพให้แก่คนไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดีจากการสำรวจความต้องการในปัจจุบัน ยังมีสถานพยาบาลที่ต้องการใช้งานเปลแรงดันลบอยู่มาก และมีการตั้งเป้าหมายว่าต่อไปในอนาคตควรมีเปลแรงดันลบติดตั้งอยู่ในทุกยานพาหนะสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อให้สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคในระบบทางเดินหายใจได้อย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนการส่งมอบ “PETE เปลปกป้อง” ให้แก่สถานพยาบาล ติดต่อได้ที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. หรืออีเมล์ pete@mtec.or.th เพื่อร่วมยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘MagikTuch’ ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส นวัตกรรมลดการระบาดเชื้อโควิด-19
กว่า 2 ปีแล้ว สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าการแพร่ระบาดจะลดน้อยลง เมื่อไวรัส SARS-CoV-2 มีการปรับตัวกลายพันธุ์สู่กลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคือสายพันธุ์ “โอมิครอน (Omicron)” ที่ระบาดได้รวดเร็ว และหลบหลีกภูมิต้านทานได้มากขึ้น ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่วิถี “New Normal หรือ ฐานวิถีชีวิตใหม่” จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม MagikTuch ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสกับปุ่มกดลิฟต์ที่อาจมีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคต่างๆ ของผู้ป่วยติดค้างอยู่ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายโรคโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงเพื่อบรรเทาวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19 ในประเทศ ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรคระบาดเกิดขึ้นจำนวนมาก และหลายโรคสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่มีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคจากผู้ป่วยติดค้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งของต่างๆ ที่มีคนใช้งานร่วมกัน เช่น ที่จับประตู ราวบันไดเลื่อน ก๊อกน้ำ รวมถึงปุ่มกดลิฟต์โดยสาร หนึ่งในระบบขนส่งที่มีผู้คนใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทั้งในโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล และสถานที่ทำงาน ต่างๆ ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมเมจิกทัช (MagikTuch) เพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ลดการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค “MagikTuch มีจุดเด่น 3 ข้อ คือ 1. Touchless เป็นระบบการทำงานแบบไร้สัมผัส สั่งการด้วยเซนเซอร์ วิธีใช้งานง่ายคือใช้นิ้วมือวางเหนือปุ่มลิฟต์ของชั้นที่ต้องการระยะห่าง 1-3 เซนติเมตร เซนเซอร์จะตรวจจับข้อมูลชั้นที่ต้องการเลือกและสั่งการลิฟต์โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีระบบการตรวจจับเพื่อป้องกันการสั่งการพร้อมกันหลายปุ่ม ขณะเดียวกันหากระบบเกิดการขัดข้อง หรือผู้ใช้งานไม่สะดวกใช้งานแบบไร้สัมผัส สามารถใช้วิธีกดปุ่มลิฟต์แบบเดิม เนื่องจากระบบออกแบบให้ทำงานได้ 2 แบบ คือ แบบไร้สัมผัสและการกดปุ่ม  2. Safe from Infection ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่มีการสัมผัสจะลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในลิฟต์ และ 3. Easy Installation คือติดตั้งได้ง่ายและมีความยืดหยุ่น โดยชุดอุปกรณ์ MagikTuch สามารถติดตั้งเข้าไปบนลิฟต์ตัวเดิม โดยไม่ต้องดัดแปลงหรือเชื่อมต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของตัวลิฟต์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการรับประกันระบบของบริษัทผู้ติดตั้งและผู้ดูแลลิฟต์ อีกทั้งยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถรองรับจำนวนชั้นได้ตามที่ต้องการสำหรับลิฟต์โดยสารหลากหลายยี่ห้อ อีกทั้งมีระบบป้องกันทางไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และผ่านการทดสอบมาตรฐานด้าน EMC/EMI ปัจจุบันทีมวิจัยได้ขยายผลการพัฒนานวัตกรรม MagikTuch สำหรับแปลงระบบลิฟต์ทั่วไปให้เป็นระบบลิฟต์แบบไร้สัมผัสเพื่อบรรเทาปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากการใช้ลิฟต์ในที่สาธารณะที่มีประชาชนมาใช้จำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยเเห่งชาติ (วช.) ดร.ศิวรักษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. ได้ดำเนินการติดตั้งใช้งานระบบ MagikTuch ตามสถานที่ต่างๆ จำนวน 14 จุดติดตั้ง เช่น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ และจากการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก วช. ทำให้เกิดการขยายผลและอยู่ระหว่างการติดตั้งและส่งมอบ MagikTuch ให้มีการนำใช้งานเพิ่มเติมในสถานที่มีคนไปใช้งานจำนวนมากอีกกว่า 10 แห่ง อาทิ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตเร่งด่วนของประเทศได้พอสมควร “MagikTuch เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยลดการลดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนที่มาใช้บริการสถานที่ต่างๆ และเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศยามเกิดภัยจากโรคระบาดในอนาคต” ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2521 E-mail: siwaruk.siw@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ระบุตัวเสือโคร่งในกรงเลี้ยงด้วยรหัสพันธุกรรม
  ย่างเข้าสู่ปีขาล ยิ่งต้องขานรับการอนุรักษ์ “เสือ” เมื่อนับวันสัตว์ป่านักล่าต่างตกเป็นเหยื่อของการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และมีจำนวนลดน้อยลงทุกที กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ใช้เทคนิคการค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลที่บ่งบอก “รหัสพันธุกรรมเพื่อระบุตัวเสือโคร่ง (DNA fingerprint)” เพื่อจัดทำฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมเสือโคร่งในกรงเลี้ยงกว่า 2,400 ตัวทั่วประเทศ ป้องกันการสวมทะเบียนเสือโคร่งในป่าธรรมชาติ ลดปัญหาอาชญากรรมเสือโคร่งในประเทศไทย ดร.กณิตา อุ่ยถาวร กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติของประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 200-250 ตัว เท่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่บางแห่ง ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ภายในพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อติดตามสร้างระบบฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่สวนสัตว์สาธารณะพบว่ามีเสือโคร่งที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองได้อย่างถูกกฎหมายมากถึง 1,200 ตัว แต่ยังไม่มีระบบฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานรองรับสำหรับติดตามและให้ความคุ้มครองเท่าที่ควร ทำให้เมื่อพบการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย บ่อยครั้งไม่สามารถจำแนกแหล่งที่มาได้ชัดเจนว่ามาจากประเทศใดหรือแหล่งใด   [caption id="attachment_29672" align="aligncenter" width="700"] เสือโคร่ง[/caption]   “ที่ผ่านมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดทำฐานข้อมูลเสือโคร่งในกรงเลี้ยงโดยการใช้ภาพถ่ายเพื่อเปรียบเทียบลายเสือโคร่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้โปรแกรม Extract Compare ช่วยในการวิเคราะห์จำแนกเสือรายตัวได้อย่างถูกต้อง หากแต่ว่าวิธีนี้ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถติดตามลูกเสือโคร่งแรกเกิดได้ ดังนั้นการจัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมร่วมด้วย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การจัดทำฐานข้อมูลของเสือโคร่งในกรงเลี้ยงมีความรัดกุมหนักแน่นมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาความร่วมมือกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ในการจัดทำโครงการการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอเพื่อตรวจพิสูจน์พันธุกรรมของเสือโคร่งในเชิงนิติวิทยาศาสตร์”     [caption id="attachment_29671" align="aligncenter" width="700"] ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช.[/caption]   ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. กล่าวถึงการดำเนินงานในการตรวจพันธุกรรมเพื่อระบุตัวเสือโคร่งว่า ทางกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เป็นผู้เก็บตัวอย่างเลือดของเสือโคร่งในกรงเลี้ยงกว่า 2,400 ตัวทั่วประเทศ และสกัดดีเอ็นส่งมาให้ทางศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สำหรับใช้จำแนกเสือ รวมทั้งยังทำการศึกษาเปรียบเทียบฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมของเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันมีสายพันธุ์ย่อยทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ได้แก่ เสือโคร่งไซบีเรีย เสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งอินโดไชนิส เสือโคร่งสุมาตรา เสือโคร่งจีนใต้ และเสือโคร่งมลายู เพื่อเลือกเครื่องหมายโมเลกุล (molecular marker) ที่สามารถแยกความเป็นเอกลักษณ์ระหว่างเสือโคร่งแต่ละสายพันธุ์ได้     “ทีมวิจัยนำเครื่องหมายโมเลกุลที่ถูกคัดเลือกมาออกแบบสังเคราะห์ตัวตรวจจับ (probe) ซึ่งมีลักษณะเป็นดีเอ็นเอสายสั้นๆ ที่มีความจำเพาะต่อโมเลกุลเป้าหมาย จากนั้นนำไปใช้ในการตรวจหาเครื่องหมายโมเลกุลจากตัวอย่างเลือดของเสือโคร่งในกรงเลี้ยงแต่ละตัว ด้วยเครื่อง SNP Genotyping MassArray เทคโนโลยีที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสารพันธุกรรมด้วยเทคนิคการวัดน้ำหนักมวล เนื่องจากในสายพันธุกรรมจะประกอบด้วยลำดับเบส 4 ตัว คือ Adenine, Cytosine, Guanine และ Thymine (A, C, G และ T) ซึ่งแต่ละตัวมีน้ำหนักมวลโมเลกุลไม่เท่ากัน จึงทำให้วิเคราะห์โมเลกุลของดีเอ็นเอที่ตรวจจับได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว สามารถค้นพบลำดับเบสในดีเอ็นเอ หรือ “รหัสพันธุกรรมเพื่อใช้ระบุตัวเสือโคร่ง (DNA fingerprint)” ได้อย่างจำเพาะเจาะจง ไม่ต่างจากการตรวจลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคล” ความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อระบุตัวเสือโคร่งในกรงเลี้ยงครั้งนี้ นับเป็นการบูรณาการการทำงานครั้งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลพันธุกรรม เพื่อจัดทำระบบทะเบียนประชากรของเสือโคร่งในกรงเลี้ยงได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบเสือโคร่งของกลางในคดีต่างๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการสวมทะเบียนจากเสือโคร่งในป่าธรรมชาติ และลดปัญหาการลักลอบค้าเสือโคร่งลงได้ในอนาคต ที่สำคัญยังตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ที่เป็นวาระของชาติ โดยตั้งเป้ามุ่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อคุ้มครอง ป้องกัน ทรัพยากรสัตว์ป่าของประเทศไทยให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ The 2nd International Conference on Sustainable Aquaculture: Health and Disease Management (Virtual Conference)  วันที่ 17-18 มีนาคม 2565
ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ The 2nd International Conference on Sustainable Aquaculture: Health and Disease Management (Virtual Conference)  วันที่ 17-18 มีนาคม 2565 . สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://op.nstda.or.th/r/u3Q/m/259742 สนใจลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://www2.mtec.or.th/aqua/user/regisnow.aspx...  
ปฏิทินกิจกรรม
 
เอนก เร่งเครื่อง BCG พลิกฟื้นทุ่งกุลาร้องไห้ด้วย วทน.
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพหน่วยงานในสังกัด อาทิ สวทช. วว. สสน. หน่วยให้ทุน บพท. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ จับมือกับ กระทรวงมหาดไทยและภาคี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และยโสธร ดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เมื่อเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อน “โปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ได้ร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ZOOM MEETING เพื่อมอบนโยบายและแนวคิดการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยมี ดร.ณรงค์  ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ นำเสนอโครงการเร่งด่วน หรือ Quick Win project ต่อผู้บริหารจังหวัดและมหาวิทยาลัยในพื้นที่จากทั้ง 5 จังหวัด ประกอบด้วย นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายธัญญวัฒน์ ชาญพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายชัยวัฒน์ แสงศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และนายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ โดยการประชุมออนไลน์ในแต่ละจังหวัดมีหัวหน้าส่วนราชการ , ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมทั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และจากภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมรับทราบนโยบาย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้มอบนโยบายให้เร่งแก้จนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมุ่งเป้าการขับเคลื่อนงานให้สำเร็จภายใน 1 – 2 ปี เช่น เน้นการทำเกษตรปลอดภัย เกษตรประณีต เกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ (Branding) ของทุ่งกุลาเปลี่ยนจากความยากจนเป็นรุ่งเรือง สร้างสรรค์ ผลิตสินค้าแบรนด์ทุ่งกุลาให้คนในพื้นที่ทุ่งกุลามีความภูมิใจในการเป็นคนทุ่งกุลา สร้างผู้นำ BCG สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ทรหด อดทน มุมานะ รู้จักรับและปรับใช้เทคโนโลยี สามารถพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสวทช. และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ที่มีรายได้น้อย อย่างน้อยร้อยละ 50 ในพื้นที่ให้มีรายได้ก้าวพ้นเส้นความยากจน (มากกว่า 38,000 บาทต่อคนต่อปี) และยกระดับเกษตรกรต้นแบบอย่างน้อยร้อยละ 10 ของเกษตรกรในพื้นที่ และด้านประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพมาตรฐาน ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 10 ตามแนวทางการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เน้นการใช้ฐานทรัพยากรที่โดดเด่นและหลากหลาย และยังเป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่ ยกระดับให้ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอาหารไทยที่มีคุณภาพครบวงจร  เน้นการทำเกษตรพรีเมียม เกษตรมูลค่าสูง การผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดของเสียในกระบวนการผลิตน้อยที่สุด หรือเป็น zero waste และสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้กลไกตลาดนำการผลิต เน้นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานศิลปะวัฒนธรรมภูมิปัญญาของท้องถิ่น และนวัตกรรม สร้างแบรนด์ทุ่งกุลาร้องไห้ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ 5 จังหวัดได้กำหนดคนจนพื้นที่เป้าหมายใน 7 อำเภอ 26 ตำบล และเกษตรกรต้นแบบใน 10 อำเภอ 39 ตำบล นำร่องโครงการเร่งด่วน (Quick win project) เพื่อการยกระดับสินค้าหลักในพื้นที่ อาทิ ข้าว พืชหลังนา โคเนื้อ ประมง ผักอินทรีย์ พืชสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่ ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และมูลค่าเพิ่ม โดยคาดหวังผลลัพธ์ที่จะนำไปสู่การยกระดับรายได้ เกิดอาชีพ การจ้างงานตลอดห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ เกิดแบรนด์สินค้าพรีเมียมไปสู่ตลาดสากล เกิดเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงตลาด เกิดผู้ประกอบการใหม่ในพื้นที่ เกิดตลาดกลางในพื้นที่เชื่อมโยงกับตลาดสากล นอกจากนั้นแล้วที่ประชุมได้รายงานให้ทราบถึงการจัดตั้งคณะทำงานในระดับพื้นที่ คือ คณะทำงานขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 5 จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธาน มีหน้าที่จัดทำเป้าหมายและแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัด ให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมาย ในระดับนโยบาย และการผลักดันให้เกิดความต่อเนื่องของกิจกรรมต่างๆ เพื่อเร่งแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
FoodInnopolis เปิดรับสมัครผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมด้านนวัตกรรมเกษตรอาหารเข้าร่วมโครงการ PADTHAI Social Enterprise #1
PADTHAI Social Enterprise #1 โครงการพัฒนากิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ด้านนวัตกรรมเกษตรอาหาร 📣📣📣 เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย FI Accelerator ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ (PSUSP) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดรับสมัครผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมด้านนวัตกรรมเกษตรอาหารที่ต้องการยกระดับกิจการ เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ   >>สิ่งที่ท่านจะได้รับ ∙ การอบรมและเวิร์คชอปอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนากิจการเพื่อสังคมด้านนวัตกรรมเกษตรอาหารกว่า 10 ท่าน ∙ การถอดบทเรียนการพัฒนาผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ∙ โอกาสเข้าถึงแหล่งสนับสนุนด้านทุน ตลาด และการนำเสนอแผนธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ∙ การสนับสนุนผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ด้านนวัตกรรมเกษตรอาหาร ด้วยบริการแบบครบวงจร โดย One Stop Service จาก FoodInnopolis และหน่วยงานเครือข่าย ∙ เข้าเป็นผู้ประกอบการในเครือข่ายของ FoodInnopolis และโอกาสในการเข้าร่วมโครงการอื่น ๆ ของ FI Accelerator   >> สมัครเลย หากท่านมีคุณสมบัติดังนี้ ∙ ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอาหารที่มีวิธีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Social Enterprise ∙ ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอาหารที่กำลังปรับรูปแบบธุรกิจ ให้มีกลไกของ Social Enterprise ∙ ผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป ที่มีแนวคิดและต้องการสร้างธุรกิจเกษตรอาหารในรูปแบบ Social Enterprise ∙ ผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศของการพัฒนาธุรกิจเกษตรอาหารใน รูปแบบ Social Enterprise เช่น ภาคการศึกษา หน่วยงานวิจัยพัฒนา หน่วยงานให้ทุน เป็นต้น   กำหนดการโครงการ ∙ เปิดรับสมัครและสัมภาษณ์เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้ - 11 กุมภาพันธ์ 2565 ∙ ประกาศผลผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 12 กุมภาพันธ์ 2565 ∙ ชำระค่าลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก : 14 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2565 ∙ อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเข้มข้น 5 วัน 5 คืน ณ โรงแรม Kantary Beach จังหวัดพังงา : 7 - 11 มีนาคม 2565 ∙ ศึกษาดูงานกิจการเพื่อสังคมในพื้นที่ภาคใต้ 2 วัน : 12 - 13 มีนาคม 2565   >>ค่าลงทะเบียนฝึกอบรม* ∙ 1 ท่าน 18,000 บาท ∙ 2 ท่าน 25,000 บาท ∙ มากกว่า 2 ท่าน ติดต่อผู้ดูแลโครงการ * รวมค่าที่พัก 1 ห้อง ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายตลอดการฝึกอบรม * ไม่รวมค่าเดินทาง   สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการตามลิงค์ด้านล่าง https://forms.gle/L6sX6KJCkHkr3owo9   หรือ Facebook Page: Padthai by Food Innopolis   ติดต่อผู้ดูแลโครงการ 091-7135433 (กรองจิตร สมใส)
ปฏิทินกิจกรรม
 
นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ FIMECS, Inc. ประเทศญี่ปุ่น ใช้เทคโนโลยี PROTAC หวังช่วยพัฒนายาต้านมาลาเรียแบบใหม่ โดยได้รับทุนวิจัยกว่า 27 ล้านบาท จากกองทุน Global Health Innovative Technology Fund (GHIT)
ข้อมูลขององค์กรอนามัยโลกเปิดเผยว่าในปัจจุบันมีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรียทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านคนต่อปีและมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 400,000 คน การรักษาโรคมาลาเรียที่ผ่านมาสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้ยาต้านมาลาเรีย แต่ในปัจจุบันปรสิตที่ทำให้เกิดมาลาเรียพัฒนาตนเองจนต้านยารักษาได้สำเร็จ หากไม่มีการคิดค้นเป้าหมายยาและยาชนิดใหม่อย่างเร่งด่วนมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จะมีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกหลายล้านคน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ FIMECS, Inc. ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการการค้นหาและประเมินศักยภาพของเอนไซม์ไลเกสชนิด E3 ของเชื้อมาลาเรียเพื่อใช้ในเทคโนโลยีฐาน PROTAC (Identification and Validation of Potential Plasmodium E3 Ligases for PROTAC Platform) เพื่อใช้ในการพัฒนาเป็นยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ได้ในอนาคต ดร.นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ นักวิจัย ทีมวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลขั้นแนวหน้า ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า PROteolysis-TArgeting Chimeras หรือ PROTACs เป็นโมเลกุลยาขนาดเล็กรูปแบบใหม่ที่สามารถย่อยสลายโปรตีนเป้าหมายผ่านกลไก ubiquitin/proteasome ภายในเซลล์ได้ ซึ่งความสามารถในการย่อยสลายโปรตีนนี้ ทำให้ PROTACs มีศักยภาพในการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการของโรคได้ การใช้ PROTAC เป็นยานั้นถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการออกแบบยาที่สามารถมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายยาได้หลากหลาย แม้กระทั่งเป้าหมายเก่าที่เคยใช้เป็นเป้าหมายยามาก่อนก็สามารถใช้วิธีนี้ในการทำได้ กลไกการทำงานของ PROTACs จะเป็นการเชื่อมต่อ E3 ubiquitin ligase เข้ากับโปรตีน E3 ligase สามารถเข้าย่อยสลายโปรตีนเป้าหมายโดยการทำให้โปรตีโซม (proteosome) แตกตัว  ปัจจุบันมีการพัฒนาการใช้ PROTAC ในการพัฒนายาต้านมะเร็งในระดับคลินิก แต่ยังไม่มีการประยุกต์ใช้ PROTAC ในโรคติดเชื้อมาก่อน ดร.นิติพล ให้ข้อมูลต่อไปว่า เชื้อมาลาเรียมีกลไกของ ubiquitin/proteasome เช่นเดียวกับโรคไม่ติดต่อ แต่ในปัจจุบันกลไกนี้ยังไม่มีการศึกษามากนัก ทีมวิจัยจึงประยุกต์ใช้เทคนิคทางเคมีและพันธุศาสตร์ในการค้นหาและตรวจสอบเอนไซม์ E3 ligase และลิแกนด์ของ E3 ligase ที่สามารถย่อยสลายโปรตีนเป้าหมายของเชื้อมาลาเรีย โดยองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้จะสามารถเป็นใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนายาต้านมาลาเรียต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ทางไบโอเทค สวทช. จะดำเนินการร่วมกับ FIMECS, Inc. ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 27,471,017 บาท (USD 838,587) จาก The Global Health Innovative Technology Fund กองทุน Global Health Innovative Technology Fund (กองทุน GHIT Fund) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่น (กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ) บริษัทยา และบริษัทชุดทดสอบเพื่อการวินิจฉัย 16 แห่ง มูลนิธิ Bill & Melinda Gates, Wellcome Trust และ United Nations Development Program (UNDP) เพื่อสนับสนุนทุนวิจัยแก่การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งการติดเชื้อ (anti-infective) และเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยสำหรับโรคที่ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนา
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 10 ประจำเดือนมกราคม 2565
ข่าว อว. ผนึก อก. ยกระดับมาตรฐานการผลิต 'กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร' สู่อุตสาหกรรมสีเขียวตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรและอาหาร  สวทช. เดินหน้านำ BCG สู่ภูมิภาค “ยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ด้วย “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” อว. เปิดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’ ดันไทยสู่เป้าหมาย ‘ศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน’ ในปี 2570 สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง สวทช. จับมือ NIMS ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขดลวดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจทำจากวัสดุทนทานแบบใหม่ แก้ปัญหาขดลวดเสื่อมสภาพ เนคเทค สวทช. จับมือ ส.อ.ท. พร้อมพันธมิตรเอกชนร่วมยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแพลตฟอร์มสารสนเทศขั้นสูงพร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) พม. สวทช. ร่วมกับ สสส. พัฒนาแพลตฟอร์ม “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว” ช่วยคนพิการ-ผู้สูงอายุ ลดพึ่งพาผู้อื่น พร้อมขยายพื้นที่ จัดการเมืองยั่งยืน Inclusive City สวทช. ร่วมมือพันธมิตรวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มระบบประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศ สวรส. จับมือ เอ็มเทค สวทช. พัฒนา “เปล-เต็นท์ความดันลบ” ผลงานการต่อยอดวิจัย สู่นวัตกรรมมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบแก่โรงพยาบาลและสถานพักฟื้นช่วยแยกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานการณ์ที่ยังคงการระบาด สวทช. ร่วมกับ 3 หน่วยงาน ผนึกกำลังพัฒนาทักษะวิชาชีพ พัฒนากำลังคนด้าน ICT/Digital ของประเทศ เอ็มเทค สวทช. - บ.ธนัทธร เปิดตัว ‘กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ ขานรับภาคอุตสาหกรรม ผสมยางพารา 30 % ‘ทนทาน-ไม่แตกหักง่าย-ลดการใช้พลาสติก’ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ รับมอบโล่เชิดชูเกียรติหน่วยงานสนับสนุนบริการถ่ายทอดการสื่อสารดีเด่น สวทช. เปิดเวทีเสริมแกร่งผู้ประกอบการอาหาร ร่วมแบ่งปันแนวคิดพัฒนาธุรกิจยุค Covid-19 ในงาน Next step networking & sharing Food Accelerate 2021 มูลนิธิโครงการหลวง - สวทช. ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนงานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาคน ยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูง สวทช. มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในประเทศ ประจำปี 2564 พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในเวทีนานาชาติ ‘ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ’ จากนาโนเทค สวทช. นวัตกรรมยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์นม สวทช. ออมสิน จับมือพันธมิตร Kick off โครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ" ภายใต้แนวคิด 4 ให้   บทความ นวัตกรรม Smart City จบปัญหาเมืองในแพลตฟอร์มเดียว    Download เอกสารฉบับเต็ม (18MB)
จดหมายข่าว สวทช.