ผลการค้นหา :
สรุปสาระสำคัญ งานสัมมนา “ชีวิตในโลกยุคใหม่ และการอยู่ร่วมกับ AI อย่างรู้เท่าทัน”
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมหาศาล และกำลังแทรกซึมเข้ามาอยู่ล้อมรอบตัวเราทุกคน และในอนาคต AI จะถือเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นเครื่องมือสำหรับการแข่งขันกันระหว่างประเทศในโลกยุคใหม่ ซึ่งอยู่ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึง สงครามจริง ๆ ที่มีการรบกันโดยเครื่องมือที่ใช้ AI ด้วย เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่จุดที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้าน AI เท่าเทียมกับต่างประเทศนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลากหลายภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การเริ่มสร้างความตระหนักรู้ด้าน AI และจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง ให้กับสังคมไทย เพื่อให้คนไทยรู้เท่าทัน AI และได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย (ORI) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จึงได้จัดงานสัมมนา “ชีวิตในโลกยุคใหม่ และการอยู่ร่วมกับ AI อย่างรู้เท่าทัน” ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทราบถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ของไทยในปัจจุบัน และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในอนาคต
เทคโนโลยี AI ในภาคธุรกิจ ที่มองเห็น “ข้อมูล” เป็นทรัพยากรมูลค่ามหาศาล
[caption id="attachment_32221" align="aligncenter" width="300"] คุณจรีพร จารุกรสกุล[/caption]
คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่” เนื่องจากเทคโนโลยี AI เริ่มมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา ดังนั้น AI จึงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป แต่ AI เป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถนำมาใช้ในธุรกิจของเราได้ เราจึงจำเป็นต้องรู้จักกับ AI ก่อน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ซึ่ง AI จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ต้องมีข้อมูลปริมาณมหาศาล, ผู้ประกอบการต้องแข็งแกร่ง, ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ต้องมีจำนวนมากเพียงพอ และสิ่งที่สำคัญคือต้องมีกฎระเบียบภาครัฐ
เป็นเรื่องน่ากังวล เมื่อข้อมูลของคนไทยตกไปอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ
“Data is the new oil” เมื่อข้อมูลเปรียบเสมือน “น้ำมัน” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาล บริษัทระดับโลกต่าง ๆ ที่มีการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล เช่น Google, Amazon และบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ของประเทศจีน จึงมีการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์กันอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ด้าน E-commerce มีการนำข้อมูลทั้งหมดไปใช้ในการวิเคราะห์ถึงปริมาณการสั่งซื้อ ข้อมูลการใช้เงิน นิสัยผู้บริโภค ฯลฯ ซึ่งหากข้อมูลของคนไทยตกไปอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ ก็จะทำให้บริษัทต่างชาติรู้ถึงความชอบของคนไทย สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ควรผลิตสินค้าใดออกมาแข่งขันกับบริษัทคนไทย และจะลดต้นทุนการผลิตสินค้าได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก
ดังนั้น นอกจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานที่นำ AI มาใช้ประโยชน์ในธุรกิจต่าง ๆ แล้ว เมื่อมองในภาพใหญ่ระดับประเทศ เราควรคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้าน AI ด้วย โดยการสร้างและเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นของตนเอง ไม่ปล่อยให้ข้อมูลของคนไทยตกไปอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ หรือประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐควรกำหนดแนวทาง/นโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เพื่อนำไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป็นของประเทศไทยเอง และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่จะทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลคนไทยไปยังต่างชาติ
เทคโนโลยี AI คือ เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ โดยมีการเชื่อมโยงของข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญ
[caption id="attachment_32222" align="aligncenter" width="300"] คุณประจักษ์ บุญยัง[/caption]
คุณประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายถึงลักษณะของข้อมูลภาครัฐในภาพรวม ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีปริมาณมาก มีรูปแบบและที่มาของข้อมูลที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รวมถึง ไม่ได้จัดให้อยู่ในรูปของดิจิทัลที่สามารถนำ AI หรือโปรแกรมต่าง ๆ มาใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่สามารถดึงข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในเชิงวิเคราะห์ หรือเป็นประโยชน์ในการแข่งขันในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการภายในหน่วยงาน จึงมีการประกาศนโยบายภาครัฐที่เน้นความสำคัญในเรื่องการนำเทคโนโลยี AI และ Big data มาใช้ในการขับเคลื่อนหน่วยงานภาครัฐในมิติต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานได้
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีการปรับปรุงและพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงาน เพื่อให้สอดรับกับยุค AI และ Big Data อีกทั้ง ยังเป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้นำ AI มาใช้ในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีภารกิจในการตรวจสอบบัญชี และรายงานการเงินของหน่วยงานภาครัฐ 8,368 หน่วยงาน ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่สำคัญของการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและตรวจสอบหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ได้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ และลดการใช้ทรัพยากรอีกด้วย จึงเกิดเป็นโครงการนำร่อง “การพัฒนาต้นแบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการตรวจสอบการดำเนินงาน (AI for Performance Audit)” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยในปัจจุบันได้นำระบบดังกล่าวมาใช้งาน และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมีความร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ในการนำฐานข้อมูลจากกรมบัญชีกลางมาจัดทำเป็นระบบ ACT Ai เพื่อใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Audit) โดยเป็นการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นงบประมาณสำคัญที่นำไปสู่การคอร์รัปชันได้
จริยธรรมใน AI และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน
ในการนำ AI ไปใช้ในการทำงานและการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้น หลักจริยธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้ AI เรียนรู้ ก็จะต้องดำเนินการอย่างมีจริยธรรม เพื่อให้ AI เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถประมวลผล/ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องด้วย
นอกจากนี้ ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ มักถูกจัดทำขึ้นมาด้วยวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงาน จึงทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมโยงข้อมูล รวมถึงยังเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากกับการออกแบบระบบในการทำ AI for Performance audit ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในปัจจุบัน ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญและส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ ทั้งนี้ แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ซึ่งช่วยทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้แล้ว แต่การส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐในทางปฏิบัติ อาจต้องอาศัยหน่วยงานนำร่องต่าง ๆ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ประเทศไทยมีความพร้อมด้านข้อมูล แต่ยังขาดการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์?
[caption id="attachment_32225" align="aligncenter" width="298"] ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย[/caption]
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กล่าวถึงสถานภาพด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความพร้อมด้าน AI ของภาครัฐแล้ว ประเทศไทยมีความพร้อมด้านข้อมูลมากที่สุด เนื่องจากภาครัฐและภาคเอกชนมีการเตรียมข้อมูลที่เป็นดิจิทัลจำนวนมากเรียบร้อยแล้ว แต่ยังขาดการนำข้อมูลต่าง ๆ ไปพัฒนาและใช้ประโยชน์ จึงทำให้ประเทศไทยมีดัชนีความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาล (Government AI Readiness Index) อยู่ในอันดับปานกลาง ทั้งนี้ เมื่อเราพิจารณาสถานภาพด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในด้านวิชาการจะพบว่า ประเทศไทยมีการตีพิมพ์บทความวิชาการด้าน AI เพิ่มมากขึ้นในลักษณะที่เป็น Exponential เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศ ในขณะที่เมื่อพิจารณาด้านการลงทุน ประเทศไทยก็มีการลงทุนธุรกิจด้าน AI อย่างก้าวกระโดดในระหว่างปี 2016-2017 แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้มีการชะลอการลงทุนในระหว่างปี 2018-2020 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา เราเริ่มเห็นแนวโน้มการเติบโตของการลงทุนธุรกิจด้าน AI ที่มีสูงมากขึ้น
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนา AI สัญชาติไทย และมีการนำไปทดลองใช้งานกันอย่างต่อเนื่อง โดยฉพาะในส่วนต้นน้ำ ซึ่งเป็นการพัฒนา Core Technology หรือ Service Platform และการพัฒนาบุคลากร เช่น “AI for Thai” Service Platform ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์ NECTEC โดยเป็น Core Technology ด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing) และ “CiRA Core” ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่ Spin-off มาจากบุคลากรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเป็นระบบ AI ที่เน้นเรื่อง Smart Industry ในขณะเดียวกัน ในส่วนกลางน้ำ ก็มีกลุ่มสตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยี Digital Service และ Supporting Service ขึ้นมา เช่น การใช้โดรนในภาคการเกษตร, การวิเคราะห์ภาพในทางการแพทย์ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานต่าง ๆ ขององค์กรให้เป็นอัตโนมัติและมีความชาญฉลาดมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Automation เป็นต้น
ทิศทางเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในอนาคต ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิต และการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม
ในปัจจุบันกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สวทช. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังนำเสนอแผนแม่บทปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2564-2570) เข้าสู่คณะรัฐมนตรี โดยแผนแม่บทดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิต และการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม รวมถึง การสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การตั้งกฎระเบียบ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การพัฒนาเทคโนโลยี และการนำเทคโนโลยีไปใช้งานในภาคธุรกิจ ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ร่วมกับภาคธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้ในด้านสุขภาวะและการแพทย์ (Telehealth) ด้านอาหารและการเกษตร (Digital Farming) และด้านการบริการภาครัฐ (เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประชากร) ทั้งนี้ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในอนาคต จะต้องอาศัยการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาบุคลากรด้าน AI การแบ่งปันคลังข้อมูล การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รวมถึง การมี Core Technology และ Service Platform เพื่อใช้สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะเทคโนโลยี AI เป็นเหรียญสองด้าน เราจึงต้องมี “AI Governance”
เทคโนโลยีทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีสองด้าน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า ในสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานอย่างไร สำหรับเทคโนโลยีทางด้านดิจิทัล, Machine Learning, Internet of Things (IoT) หรือ AI ส่วนใหญ่ก็กำเนิดมาจากการทหารและการทำสงครามทั้งสิ้น โดยในช่วงสงครามจะเป็นช่วงที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้จริง นำออกมาทดลองในช่วงสงคราม ดังนั้น เทคโนโลยี AI จึงมีลักษณะเป็นเหรียญสองด้าน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะต้องหาวิธีควบคุม AI และทำให้เกิดการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม หรือเรียกว่ามี “AI Governance” ซึ่งในงานวิจัยปัจจุบัน ก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก
บทสรุปส่งท้าย
[caption id="attachment_32229" align="aligncenter" width="300"] ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล[/caption]
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการ สวทช. และประธานคณะกรรมการจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ของ สวทช. ได้กล่าวโดยสรุปว่า ความสามารถและการพัฒนาด้าน AI ของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีทั้งส่วนที่จะต้องทำให้เข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น เรื่องข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อนำส่งให้ภาคเอกชนได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป และส่วนที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ คือ เรื่องการไหลของข้อมูลคนไทยไปยังบริษัทต่างชาติ ตัวอย่างเช่น การใช้แผนที่บน Google map ที่เปรียบเสมือนเป็นการป้อนข้อมูลของคนไทยให้กับบริษัท Google ซึ่งน่าเสียดายข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงควรสนับสนุนคนไทย ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาแพลตฟอร์มของคนไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคนไทยไปอยู่ในมือของต่างชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ควรมีการสนับสนุนภาคธุรกิจที่มีความเข้มแข็งด้าน AI ให้เป็นตัวแทนของประเทศ รวมถึง ยกระดับธุรกิจ SME ให้เข้าสู่ Digital Transformation ด้วย ในขณะเดียวกัน สวทช. ก็เป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการเป็นคนกลาง ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคเอกชน โดยการถ่ายทอดและนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในภาคเอกชน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยต่อไปอีกด้วย
ข่าว
บทความ
Facebook Live: พิธีมอบ HI PETE (ไฮพีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย พร้อมสาธิตการใช้งาน
กำหนดการ
พิธีมอบ HI PETE (ไฮพีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วย พร้อมสาธิตการใช้งาน
แก่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และโรงพยาบาลเซนต์เมรี่
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.30 - 12.00 น.
ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม 113 อาคารสำนักงานกลาง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
09.30 - 09.40 น.
พิธีกรกล่าวต้อนรับ
09.40 - 09.50 น.
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าว “ความเป็นมาของผลงาน HI PETE (ไฮพีท) เต็นท์ความดันลบ”
09.50 - 10.00 น.
นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าว “บทบาทของ สวรส. กับการสนับสนุนนวัตกรรมไทยช่วยรับมือสถานการณ์โควิด-19”
10.00 - 10.10 น.
ดร. ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว “บทบาทของบริษัทกับการสนับสนุนงานวิจัยไทย”
10.10 - 10.30 น.
ทีมวิจัยเอ็มเทคนำเสนอผลงาน HI PETE และแนะนำเต็นท์รูปแบบต่างๆ (ประมาณ 10 นาที)
10.30 - 10.40 น.
ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ HI PETE - เต็นท์ความดันลบสำหรับ Home Isolation พร้อมชุดเตียงสนาม และ PETE (พีท) เปลปกป้อง – เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ ให้แก่ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และโรงพยาบาลเซนต์เมรี่
10.40 - 10.50 น.
คุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวขอบคุณ
ปฏิทินกิจกรรม
ติดอาวุธอุตสาหกรรมสุขภาพ-ความงามด้วยนวัตกรรม ทางรอดยุคโควิด-19
โควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางสุขภาพตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและทั่วโลก แต่ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมเรื่องของสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามขยายตัวต่อเนื่องทั้งในและตางประเทศ ผู้ประกอบการไทยอย่าง “อาร์ แอนด์ ดี รีเสิร์ช อินโนเวชั่น แอนด์ ซัพพลาย” และ “นารา แฟคทอรี่” ขยับตัว จับมือนาโนเทค สวทช. ใช้นวัตกรรมยกระดับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม รับมือการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและตลาดในช่วงวิกฤตโรคโควิด-19
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการโปรแกรมนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติเพื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากสารสกัดสมุนไพร เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีมูลค่าสูง และสามารถถ่ายทอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
“สวทช. เองก็มีความพร้อมในการร่วมผลักดันงานวิจัยในกลุ่มนวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม โดยการนำสมุนไพรไทยมาประยุกต์ใช้กับนาโนเทคโนโลยีและบูรณาการศาสตร์ต่างๆ โดยมีโปรแกรมนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติเพื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีขอบเขตครอบคลุม 4 แผนงาน ได้แก่ แพลตฟอร์มการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ, แพลตฟอร์มการพัฒนานวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติและระบบนำส่งสารสำคัญ, แพลตฟอร์มการพัฒนาระบบทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของสารสกัดธรรมชาติและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และส่วนสุดท้ายด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งจะตอบความต้องการของภาคเอกชน รวมถึงเทรนด์หรือแนวโน้มทางด้านสุขภาพและความงามอีกด้วย” ดร.อุรชากล่าว
มองอุตฯ สุขภาพและความงามในมุมที่เปลี่ยนไป
ข้อมูลจากคุณชยภัทร รัชตวิภาสนันท์ Senior Research Analyst – Beauty and Personal, บริษัท มินเทล (ประเทศไทย) จำกัด (Mintel) ที่พูดถึงเทรนด์หรือแนวโน้มทางด้านการดูแลสุขภาพและความสวยความงามใน 5 ปี (2022-2027) จากการวิเคราะห์ผู้บริโภคอุตสาหกรรมและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในสัดส่วนของตลาดโลกและตลาดท้องถิ่นของบริษัท Mintel ซึ่งมีนักวิเคราะห์และนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านอาหารหรืออุตสาหกรรมความงาม มากกว่า 300 คน พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกมีการดูแลตัวเองในเรื่องของความสวยงามมากขึ้น ในช่วงของล็อคดาวน์ของการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพิ่มขึ้น รวมทั้งประเด็นความตื่นตัวด้านจริยธรรมของแบรนด์ว่าสิ่งที่ผู้บริโภคใช้อยู่เป็นไปได้จริงตามแบรนด์ได้กล่าวอ้างหรือไม่ ผู้บริโภคจึงมีการความสนใจและตรวจสอบกันมากขึ้นอีก อีกทั้งในด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่มีการระบาดของโควิด-19 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการชอปปิ้งมีการจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ใช้เงินสด
ในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้านจริยธรรมและความยั่งยืน จะเกิดความต้องการมากขึ้น ผู้บริโภคมองหาสินค้าและบริการที่มีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้ง การแสดงออกของผู้บริโภคในเรื่องของความงาม ในโลกความเป็นจริงและโลกดิจิตอลจะเริ่มเหมือนกันมากขึ้น และความสวยงามจะไม่มีกฎเกณฑ์อีกต่อไป ไร้ขอบเขตและไร้พรมแดน และในอีก 5 ปีข้างหน้า เรื่องของดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในวงการความงามมากขึ้น นอกจากจะอยู่ในโลกความเป็นจริงจะก้าวเข้าสู่พื้นที่ของ metaverse ที่เริ่มเป็นกระแสในช่วงปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและความคิด ผู้บริโภคมีความเป็นตัวเองมากขึ้น มีความเชื่อถือในคุณค่าของตัวเองมากขึ้น และการนำวัฒนธรรมดั้งเดิมโบราณกลับมาใช้ใหม่หรือมาตรฐานทางด้านความงามที่เปลี่ยนไป เช่น รอยสักที่เดิมมักถูกมองเป็นบุคลิกของคนไม่ดีตามความเชื่อของคนสมัยก่อนปัจจุบันนี้กลับมองว่าเป็นศิลปะและกลับมาได้รับความนิยมในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงการนำตำรับทางวัฒนธรรมอายุรเวทมาใช้เพื่อความสวยความงาม ซึ่งในประเทศไทยมีการใช้ตำรับไทยหรือแพทย์แผนไทยมานาน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามได้ในอนาคต
นวัตกรรม: สร้างโอกาสใหม่ให้เอกชนไทย
"บริษัทมีความสนใจสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสุขภาพและความงาม โดยประธานบริษัท คุณอาวุธ เจริญวัฒนานนท์ มีความสนใจด้านนวัตกรรมไมโครนีดเดิล บริษัทได้พยายามติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และพยายามทำเข็มไมโครนีดเดิลนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี จนทราบว่าทางนาโนเทคมีเทคโนโลยีนี้ จึงได้ติดต่อมาและพบกับทางทีม ดร.ไพศาล ที่มีความสนใจทำงานวิจัยด้านไมโครนีดเดิล อยู่แล้ว จึงได้มีการปรึกษาหารือจนทำให้มันเกิดขึ้นได้สำเร็จแล้วจึงขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี" คุณสุพร เจริญวัฒนานนท์ กรรมการ บริษัท นารา แฟคทอรี่ จำกัด เอกชนผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีตัวเข็มไมโครนีดเดิล กล่าว
เนื่องจากเพิ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีตัวเข็มไมโครนีดเดิล ซึ่งเป็นเข็มที่ขนาดเล็กสำหรับใช้ในบริเวณที่มีปัญหา เช่น ช่วงใต้ตา หรือร่องแก้ม เพื่อช่วยให้ผิวผลัดเซลล์ผิวใหม่ และเพิ่มความกระชับมากขึ้น สามารถใช้กับสารสำคัญเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพได้ คุณสุพรชี้ว่า ในช่วงโควิดก็ยังต้องประสานงานกับทางนักวิจัยผู้พัฒนาอยู่และมีอุปสรรคบ้าง แต่ในมุมการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือตลาดสุขภาพยังคงไปได้ เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านความงาม อาจโดนผลกระทบบ้างเนื่องจากการล็อคดาวน์ คนต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่และ Work from Home ทำให้ไม่จำเป็นที่ต้องใช้เครื่องสำอาง บริษัทต้องศึกษาว่าควรจะพัฒนาอย่างไร เพื่อช่วยให้ตลาดด้านความงามกลับมาฟื้นตัวหลังโควิดได้ ซึ่งประกอบกับการที่เพิ่งได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีไมโครนีดเดิล น่าจะเป็นอีกช่องในการหาตลาดและให้บริการทางด้านนี้ได้
เช่นเดียวกับ ดร.เดวิด มกรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่นวัตกรรมและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ แอนด์ ดี รีเสิร์ช อินโนเวชั่น แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ที่มุ่งเน้นสารสำคัญจากทรัพยากรการเกษตรของไทย เมื่อเจอวิกฤตโควิด-19 เขาชี้ว่า บริษัทฯ ได้รับผลกระทบโดยแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ การจัดการโลจิสติกส์ (Logistics supply chain) ที่ต้องปรับแผนให้มีความรัดกุม เรื่องของบุคคลากร ซึ่งต้องดำเนินการป้องกันโรคระบาดภายในโรงงาน และแม้ว่ายอดขายของบริษัทจะลดลงในช่วงโควิด แต่ได้มีการบริหารพนักงานให้เข้าใจและไม่ให้ใครออกเลย สุดท้ายคือ ลูกค้า ที่แม้ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้ออยู่ แต่ต้องปรับวิธีการเข้าถึงเข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น เนื่องจากลูกค้าอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิม ต้องปรับปสู่ช่องทางออนไลน์ และลูกค้ามีเวลามากกว่าเดิมที่จะดูข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ทั้งในกลุ่มเครื่องสำอางหรืออาหารเสริม ดังนั้น หากภาคธุรกิจสามารถทำสินค้าที่มีคุณค่ามากกว่าเดิมและมีการนำเสนอข้อมูลที่ดี จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ดียิ่งขึ้น
"ย้อนกลับไปถึงปี 2019 เป็นช่วงที่บริษัทได้พัฒนาสารสำคัญได้สำเร็จ และมีโครงการร่วมระหว่าง สวทช. กับ TCELS ภายใต้โครงการ CIB ในการผลักดันผู้ประกอบการไทยที่มีสารสำคัญ ผ่านการคัดเลือกผลงานเป็นตัวแทนของประเทศไทย ไปเข้าร่วมงาน Cosmetic360 ที่ประเทศฝรั่งเศส จนได้รับการยอดเข้าสู่โครงการ CIB ปี 2020-2021 ในการนำสารสำคัญมาร่วมทดสอบกับทางนักวิจัยของนาโนเทค เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการบ่งชี้ว่าสารสำคัญนั้นมีประสิทธิภาพมากหรือน้อยเพียงใด โดยได้นำมุมมองจากทางต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนา ทั้งในเรื่องของงานวิจัยและการตลาด ซึ่งผลการทดสอบสาระสำคัญที่ได้ทางนาโนเทคทดสอบนั้น น่าประทับใจ และสามารถใช้ต่อยอดให้กับทางบริษัทได้ในอนาคต" เขากล่าว
การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ภาคเอกชนต่างขยับตัวอย่างรวดเร็ว ดร.เดวิดชี้ว่า ในยุค New Normal ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ส่วนสำคัญที่สุด คือ ลูกค้ามีพฤติกรรมในการดูข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อ ซึ่งจะเหมือนในช่วงแรกที่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาก็เริ่มมีการซื้อขายของออนไลน์ จึงต้องทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเข้าใจข้อมูลของเราได้มากขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ และช่องทางการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี บริษัทได้สร้างออฟฟิศเสมือน metaverse ให้ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เข้าไปซื้อสินค้าบริการในโลกเสมือนได้ คาดว่า จะสามารถมีการซื้อขายจริงในเร็ว ๆ นี้ โดยเราน่าจะเป็นบริษัทแรก ๆ ของประเทศทางด้านเครื่องสำอางที่มีออฟฟิศเสมือนจริง เพื่อเป็นศูนย์กลางทางด้านเกี่ยวกับเครื่องสำอางและเสริมอาหาร ซึ่งเป็นการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา หน้าที่ของเราคือต้องเข้าใจและต้องก้าวล้ำไปพร้อมกับเจนใหม่ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้
ในขณะที่คุณสุพรเผยว่า ผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีนวัตกรรม คือจุดแข็ง ด้วยตอนนี้ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งไปได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง และผู้บริโภคก็มีความสามารถไม่แพ้กับผู้ผลิตอย่างเรา ผู้บริโภคทราบดีว่า อะไรดีหรือไม่ดี ดังนั้น หากมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์หรือมีนวัตกรรมที่ไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบได้ง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าอื่น ๆ ที่มีในท้องตลาด จะช่วยให้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะทำงานร่วมกัน นำไปสู่การต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ร่วมกันได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค และการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาช่วยยกระดับ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้บริโภคได้มากขึ้น
จับมือ สวทช. ก้าวข้ามวิกฤต
คุณสุพรเผยว่า การมีพันธมิตรเป็นหน่วยงานวิจัยระดับชาติ และนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญมีส่วนช่วยอย่างมาก ยิ่งในช่วงวิกฤตโควิดก็ยังทำงานต่อเนื่องไม่มีหยุด ทั้งทางทีมนักวิจัยและทีมสนับสนุนในการประสานงานส่งข้อมูลหรือแม้กระทั่งตอนที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว ก็ยังมีการอธิบายกระบวนการขั้นตอนในรายละเอียด ทำให้เรามีความเข้าใจมากขึ้นและทำให้สามารถเซ็ทระบบได้ จากเดิมที่เราไม่ได้มีความรู้ทางด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีในตัวนี้ ต้องขอขอบพระคุณทางนาโนเทคที่เล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น
เช่นเดียวกับ ดร.เดวิดที่มองว่า ในมุมธุรกิจนั้น พันธมิตรด้านการวิจัยจะสามารถสร้างโอกาสในการต่อยอดในเชิงระดับสากลได้แน่นอน ทำให้การทำธุรกิจในระดับนานาชาติโตได้แบบรวดเร็ว จากการมี Eco System ด้านการวิเคราะห์ทดสอบสารสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในด้านนี้แล้ว ทำให้สารสำคัญของเรามีแตกต่าง มีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานในระดับสากล เพื่อให้ผู้ซื้อที่อยู่ในสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาสามารถซื้อสินค้าของเราได้อย่างสะดวกใจ และในมุมด้านการวิจัย จะเห็นได้ว่า แนวโน้มของตลาดโลกในมุมของลูกค้าสามารถนำมาใช้เป็นโจทย์วิจัยได้ จากการปรับเปลี่ยนกระบวนการวิจัยหรือการทดสอบสารให้ตอบโจทย์พฤติกรรมและเทรนด์ของอุตสาหกรรม การมีงานวิจัยรองรับเป็นสิ่งสำคัญทำให้เราสามารถตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการและต่อยอดสร้างจุดขายในทางอุตสาหกรรมได้
" ที่ผ่านมา สวทช. ทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงร่วมมือกันต่อยอดให้ผลงานเผยแพร่ในวงกว้าง และการมีพันธมิตรเป็นภาคเอกชน ช่วยให้งานวิจัยดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะทั้ง 2 บริษัทนี้ เป็นภาคเอกชนตัวอย่างที่มีการจับมือกับนักวิจัยอย่างเข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างของความร่วมมือใน 2 รูปแบบ ทั้งการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีของบริษัทนารา ซึ่งจะเป็นรูปแบบของภาครัฐมีเทคโนโลยีอยู่แล้ว และถ่ายทอดให้ภาคเอกชนใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และในรูปแบบของคุณเดวิดที่เป็นการร่วมมือผ่านโครงการต่าง ๆ โดยภาคเอกชนมีผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว นำมาใช้กับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าตัวผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ตามที่มีการเคลมจริง ๆ นอกจากนี้ ในปัจจุบันนี้ สวทช. ยังมีการทำงานเชิงรุกในการจับมือกับภาคเอกชนเพื่อขอทุนวิจัยระหว่างฝ่ายวิจัยกับภาคเอกชน เพื่อการต่อยอดนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึง กลไกการสนับสนุนของ สวทช. ในการทำงานระหว่างนักวิจัยกับภาคเอกชนในรูปแบบอื่น ๆ ในการส่งเสริมการทำงานร่วมกัน" ดร.อุรชา ผู้อำนวยการโปรแกรมนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติเพื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ สวทช. กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NCTC สวทช. เปิดแล็บบริการตรวจวิเคราะห์พืช “กระท่อม”ต่อจาก “กัญชา-กัญชง”หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกให้ได้มาตรฐานปลอดภัยก่อนการแปรรูป
For English-version news, please visit : New testing services for kratom now available
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) เปิดแล็บให้บริการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญและหาสารปนเปื้อนในพืช “กระท่อม” ต่อจาก “กัญชา-กัญชง” หนุนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเพาะปลูกให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยก่อนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. เปิดเผยว่า ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและส่งเสริมงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล ภายใต้ระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ ISO/IEC17025 โดยให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสนับสนุนกลุ่มงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศอย่างครบวงจร โดยภายหลังที่พืชกัญชาและกัญชงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสารสำคัญในพืชคือ Cannabidiol (CBD) และ Tetrahydrocannabinol (THC) สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร NCTC จึงพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการที่มีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือทันสมัยอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์และทดสอบสารสำคัญจากพืชกัญชาและกัญชง ที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC17025 ก่อนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ล่าสุด NCTC ได้ขยายขีดความสามารถในการวิเคราะห์ทดสอบพืช “กระท่อม” เนื่องจากเป็นพืชที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตกรกำลังนิยมปลูกต่อจาก “กัญชา-กัญชง” โดยปัจจุบัน NCTC เปิดบริการวิเคราะห์ทดสอบทั้งใบกระท่อมสดและใบกระท่อมแห้ง รวมถึงสารสกัดกระท่อม และผลิตภัณฑ์ที่มีกระท่อมเป็นส่วนผสม ตรวจวิเคราะห์ได้ทั้งในเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัย เช่น การตรวจหาปริมาณโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ตัวทำละลายตกค้าง สารพิษจากเชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อน ปริมาณความชื้น สารเทอร์ปีนเชิงคุณภาพ รวมถึงการหาปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ Mitragynine และ 7-Hydroxy mitragynine ในพืชกระท่อมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอีกด้วย
“ตั้งแต่ปี 2564 หรือในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา NCTC ได้สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเริ่มหันมาให้ความสนใจในการเพาะปลูกพืชกัญชา กัญชง และกระท่อมให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพรเพลาเพลินเพื่อชุมชน จ.บุรีรัมย์ , วิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ดเบิร์ดตามรอยเท้าพ่อ จ.ปทุมธานี เป็นต้น โดย NCTC ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกกัญชา กัญชง และกระท่อมให้ได้คุณภาพ ไปจนถึงการบริการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในผลผลิตพืช ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเหล่านี้ถือเป็นต้นน้ำที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ในขณะที่ NCTC ทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์คุณภาพของผลผลิตเพื่อให้ได้สารสำคัญที่เป็นมาตรฐานและปลอดภัย ก่อนที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป”
ดร.ณฏฐพล กล่าวด้วยว่า การวิเคราะห์ทดสอบสารสำคัญในพืชทั้งกัญชา กัญชง และกระท่อม ถือเป็นส่วนสำคัญที่สามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และกำหนดราคาสินค้าได้ตามมาตรฐานที่กำหนดได้ สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งเสริมและช่วยสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์โดยภาครัฐ นอกจากนี้ยังทำให้วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบที่มีคุณภาพเทียบเท่าสากลได้ภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและลดข้อจำกัดจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ รวมถึงการส่งตัวอย่างเพื่อทำการวิเคราะห์ทดสอบหาปริมาณสารสำคัญในต่างประเทศ ส่งผลให้สามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้เทียบเท่าหรือในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์สากล สามารถกำหนดราคาสินค้าในตลาดได้ และตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด โทร. 0 2117 6850, 0 2117 6864, 06 5531 4514, 06 4989 6362 E-mail : nctc@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
งานสัมมนา “Professional Composite Product Creation by 3D Printing Technology”
มาร่วมพลิกโฉม เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ สู่การสร้างผลิตภัณฑ์คอมโพสิต
•เจาะลึกกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้กับงานด้านต่างๆ
•แนวทางในการนำไปปรับใช้กับงานอุตสาหกรรมสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
•สัมผัสการสร้างชิ้นงานสามมิติจากวัสดุคอมโพสิต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์สามมิติ
ขอเชิญทุกท่านร่วมงานสัมมนา “Professional Composite Product Creation by 3D Printing Technology” พบกับ
- “พลิกโฉมชิ้นงานเดิม เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยเทคนิคกระบวนการคิดเชิงออกแบบ” โดย อาจารย์กิตติเศรษฐ์ เก่งการค้า ศูนย์นวัตกรรมด้านการออกแบบอุตสาหกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการออกแบบอุตสาหกรรมจาก Design Doctrine
- “สุดยอดเทคนิคการวิเคราะห์งานทางวิศวกรรม เปลี่ยนปลาเล็กให้เป็นปลาเร็ว ด้วย CAE Technology” โดย อาจารย์นิทัศน์ ปานอ่อน ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม สวทช. ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบวิศวกรรม
-"Trick and Trips แนะนำเทคโนโลยีสุดล้ำ พร้อมทั้งประโยชน์ ตัวอย่างการใช้งาน และ การใช้งานรวมทั้งพร้อมทั้งเทคนิคการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติจากวัสดุ Composite Markforged X7 โดย คุณอสิพล อนันตอัมพร ผู้เชี่ยวชาญการใช้เครื่อง Markforged X7 บริษัท พลวัตร จำกัด
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565
เวลา 13.00-16.00 น.
ห้อง 220-221
ณ งาน INTERMACH 2022 ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา
รับจำนวนจำกัด ไม่มีค่าใช้จ่าย!!
ลงทะเบียนได้ที่ https://ers.ubmthailand.com/itm22?cid=Conference
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.
E-mail : bcd@nstda.or.th
Line ID : maiys19,(incoming call) โทร. 085 289 2669 (คุณใหม่)
ปฏิทินกิจกรรม
เชิญร่วมตอบแบบสอบถาม ผลักดันสร้างการรับรู้ “นโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะเลขาคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมตอบแบบสอบถามการรับรู้ต่อการประชาสัมพันธ์ “นโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG” ของผู้มีส่วนได้เสียและผู้รับบริการ สำหรับนำไปใช้ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เกิดกระจายโอกาส สร้างรายได้และความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
ตอบแบบสอบถามออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/BCG-survey
ระยะเวลา : ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565
ตัวอย่างสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อพิจารณาประกอบการตอบแบบสอบถาม : https://web.facebook.com/BCGinThailand/ และ www.bcg.in.th
สอบถามเพิ่มเติม : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทร. 0-2564-7000
ด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการจัดทำแบบแบบสอบถามการรับรู้ต่อการประชาสัมพันธ์ “นโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG” ดังรายละเอียด https://bit.ly/BCG-survey ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะดำเนินการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามประกาศสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ URL https://www.nstda.or.th/th/97-about-us/about-us/547-nstda-privacy-policy”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. และ ทีมก่อการครู จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมการนำเสนอผลงานวิชาการ SHOW & SHARE สอดคล้องกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC สู่หลักสูตรสถานศึกษา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ ทีมก่อการครู จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมการนำเสนอผลงานวิชาการ SHOW & SHARE การพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สู่หลักสูตรสถานศึกษา ในวันที่ 8 เมษายน 2565 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม Zoom เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยครูผู้สอนในระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในพื้นที่ EEC (จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) จำนวน 180 คน
มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาการเขียนแผนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยใช้ “CBE Executor Canvas” เครื่องมือที่ช่วยออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ฐานสมรรถนะอย่างง่ายในหน้าเดียว ครูผู้สอนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ร่วมทำกิจกรรมห้องเรียนสาธิต Demo Class เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การออกแบบกิจกรรมฐานสมรรถนะ และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลงานวิชาการ SHOW & SHARE
เริ่มต้นด้วยการชี้แจงภาพรวมการอบรม นำโดย ดร.อมร สุดแสวง ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ อาจารย์ชานิศรา แสงอินทร์ ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงการอบรมครั้งที่แล้ว ครูผู้สอนได้รับองค์ความรู้จาก สวทช. จำนวน 4 หลักสูตร 1) หลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ 2) หลักสูตรอาหารและอาหารเพื่ออนาคต 3) หลักสูตรเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และ 4) หลักสูตรเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่ทันสมัย สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักในเขตพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC โดยได้ชี้แจงแผนการขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ต่อยอดจัดทำเป็นรายวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรสถานศึกษา นำไปสู่ขยายผลสู่การจัดกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้ผู้เรียนในห้องเรียน และยังกล่าวเชิญชวนครูผู้สอนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรฐานสมรรถนะ เตรียมความพร้อมการนำเสนอผลงานวิชาการ SHOW & SHARE เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น
กิจกรรมเตรียมความพร้อม “ปลุกสมรรถนะในตัวคุณ” โดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุดารัตน์ ประกอบมัย โดยให้ครูแบ่งกลุ่มย่อย กลุ่มละ 10 คน ทำกิจกรรม “รู้จักฉัน รู้จักสมรรถนะ” โดยให้ครูแนะนำตัว พูดคุย และตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ (1) ชอบ/สนใจทำอะไร? (2) ทำอะไรได้ดี? และ (3) รู้ได้อย่างไร? จากนั้นครูนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน นำไปสู่การพูดคุยถึงความหมายของสมรรถนะ (Competency)
ผศ.ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ และทีมวิทยากรก่อการครู ชวนครูเรียนรู้ กิจกรรมห้องเรียนสาธิต Demo Class หัวข้อ “สารชำระล้างกับความแตกต่าง” โดยสมมติให้ครูลองเปลี่ยนแปลงบทบาทเป็นผู้เรียนที่กำลังเรียนในรูปแบบออนไลน์ แล้วให้ครูทดลองทำกิจกรรม ตั้งคำถาม และสืบค้นข้อมูล เพื่อตัดสินใจเลือกสารทำความสะอาดที่เหมาะสม โดยแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อยแล้วนำเสนอให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน หลังจากจบกิจกรรมครูช่วยกันถอดประสบการณ์การเรียนรู้และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียนต่อไป
จากนั้นชวนครูรู้จักกับ “CBE Executor Canvas” เป็นเครื่องมือที่ช่วยออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ฐานสมรรถนะอย่างง่ายในหน้าเดียว ประกอบได้ด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) Learner (2) Objective (3) Learning และ (4) Evaluation/Evidence
ต่อด้วยให้ครูร่วมกันถอดบทเรียน Demo Class หัวข้อ สารชำระล้างกับความแตกต่าง ด้วย CBE Executor Canvas ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อค้นพบจากคำถาม “บทเรียน Demo Class มีลักษณะดังต่อไปนี้หรือไม่?” แล้วให้ครูตอบคำถามด้วยวิธีการแสดงภาษากายผ่านทางหน้าจอ จากนั้นวิทยากรแนะนำเว็บไซต์ “CBE Thailand” ซึ่งเป็นช่องทางที่ให้ครูศึกษาข้อมูลหรือศึกษาตัวอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ
Workshop “การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยใช้ CBE Executor Canvas” โดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุดารัตน์ ประกอบมัย และทีมวิทยากรก่อการครู โดยให้ครูแยกทำกิจกรรมในกลุ่มย่อย กลุ่มละ 10 คน แล้วช่วยกันออกแบบกิจกรรมฐานสมรรถนะแบบบูรณาการร่วมกัน โดยเลือกกิจกรรมจากรายวิชาเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการอบรมจากทาง สวทช. มาเป็นต้นแบบ โดยมีกรอบสมรรถนะหลัก 6 ด้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรม
คุณศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แบล็คบ็อกซ์ ทีม หนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งก่อการครู ชวนครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยให้ครูช่วยกันวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะกิจกรรมของเพื่อน เพื่อพัฒนากิจกรรมให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างการนำเสนอ โดยคุณครูศรายุทธ สงมูลนาค โรงเรียนระยองวิทยาคม ตัวแทนกลุ่มที่ 1 ได้นำเสนอ CBE Executor Canvas ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ solar cell ในชีวิตประจำวัน” เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืนและ คุณครูปาณิศา รัตนโกศล โรงเรียนบางละมุง ตัวแทนกลุ่มที่ 13 ได้นำเสนอ CBE Executor Canvas ในหัวข้อ “การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในท้องถิ่น” เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน การคิดขั้นสูง และการสื่อสาร
จบท้ายด้วยการชี้แจง การขยายผล และเวที CBE Show & Share โดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุดารัตน์ ประกอบมัย โดยให้ครูนำกิจกรรมจากรายวิชาเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการอบรมจากทาง สวทช. มาออกแบบ CBE Executor Canvas โดยสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมกับทีมวิทยากรได้ในช่องทางไลน์ ในระหว่างวันที่ 8 เม.ย. – 16 พ.ค. 2565 จากนั้นนำแผนไปทดลองใช้จริงในห้องเรียน ในระหว่างวันที่ 16 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2565 แล้วส่งไอเดียหรือแผนการสอนในรูปแบบการเขียนหรือสื่อวีดิโอลงบนเว็บไซต์ InsKru ภายในวันที่ 20 มิ.ย. 2565 และจะมีนิทรรศการ “ครู show เด็ก share”ในวันที่ 25 มิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นนิทรรศการเสมือนจริงรูปแบบ Metaverse เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนระหว่างกลุ่มครูและผู้ที่สนใจ โดยครูที่มีไอเดียเป็นเลิศจะได้รับรางวัลพิเศษจาก สวทช. และ ทีมก่อการครู
เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม
“ได้เรียนรู้วิธีการสอนที่ช่วยให้นักเรียนสนุก วิทยากรน่ารักทุกคน”
คุณครูวัลลา มะลูลีม โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา
“ชอบกิจกรรมการเรียนรู้ที่วิทยากรวางระบบได้ดี”
จากคุณครูอภิญญา สีดี โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา
“ชอบการถ่ายทอดความรู้ของวิทยากรทุกท่าน การเตรียมบทเรียนอัดแน่นมาก ได้รับความรู้ที่อยากรู้และไม่เคยรู้มากขึ้นจริง ๆ”
จากคุณครูพรพิสุทธิ์ ลาภอุดมพันธ์ โรงเรียนบ่อทองวงษ์จันทร์วิทยา จังหวัดชลบุรี
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับเยาวชนไทย ประจำปี 2565
ปีการศึกษา 2565 นี้ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรขอเชิญชวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่มีความสนใจเรียนรู้และฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการที่พร้อมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ จากการปฏิบัติจริง นำไปสู่การจุดประกายแนวคิดเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
โดยสามารถสมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะทางด้านพันธุศาสตร์โมเลกุลพืชและจุลชีววิทยาสำหรับเยาวชนไทย ประจำปี 2565 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้
1. กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร “มหัศจรรย์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอ”
(กิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์)
https://www.nstda.or.th/ssh/news-prssh/310-basic-dna-65.html
2. กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร “การทดสอบคุณสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย”
(กิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์)
https://www.nstda.or.th/ssh/news-prssh/309-antibacterial-assay-65.html
3. กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร “แบคทีเรียเรืองแสง”
(กิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์)
https://www.nstda.or.th/ssh/news-prssh/311-glowing-bacteria-65.html
4. กิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร “ATCG : DNA for Beginner”
(กิจกรรมหนึ่งวัน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์)
https://www.nstda.or.th/ssh/news-prssh/308-atcg-dna-65.html
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมของงานพัฒนากำลังคน
ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Open Innovation Evening
“Quantum Technology เพื่อ AI และ Big data กับโอกาสเชิงพาณิชย์”
“Quantum Technology เพื่อ AI และ Big data กับโอกาสเชิงพาณิชย์”
เรียนเชิญนักวิจัยและผู้ประกอบการที่สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Open Innovation Evening
วันที่ 5 พฤษภาคม 2565
เวลา 19.00 – 20.30 น.
หัวข้อ: Quantum Technology เพื่อ AI และ Big data กับโอกาสเชิงพาณิชย์
วิทยากร:
ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์
CEO & Co-founder, Quantum Technology Foundation Thailand (QTFT)
สนใจลงทะเบียนได้ที่
https://forms.gle/vMoFhtat7yNSeQS28
ติดต่อสอบถาม brc@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมกับ JAXA พร้อมหน่วยงานพันธมิตร จัดแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 3 ชิงแชมป์ประเทศไทย ค้นหาสุดยอดทีมเยาวชนไทย ส่งโปรแกรมประมวลผลบนสถานีอวกาศนานาชาติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น และหน่วยงานพันธมิตร จัดแข่งขัน The 3rd Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในทุกระดับชั้นการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีเข้าร่วมการแข่งขัน มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยในด้านสะเต็มศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมทรัพยากรบุคคลรองรับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทยในอนาคต โดยทีมชนะเลิศจะได้เข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกทางออนไลน์ร่วมกับเยาวชนจากต่างประเทศในเดือนกันยายน 2565
[caption id="attachment_31703" align="aligncenter" width="500"] นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีสมาชิกจำนวน 3 คน และกำลังศึกษาไม่เกินระดับปริญญาตรี โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ทั้งนี้สามารถสมัครทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc2022/ ภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ก่อนเวลา 24.00 น.
“ในการแข่งขันผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตที่ทางแจ็กซากำหนด เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโตรบี (Astrobee) ในระบบ Simulation ซึ่งจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินมีอุกกาบาตพุ่งชนสถานีอวกาศนานาชาติจนได้รับความเสียหาย ผู้เข้าแข่งขันต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษา JAVA เพื่อสั่งการให้หุ่นยนต์แอสโตรบีเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่กำหนด โดยจะต้องเคลื่อนเข้าไปอ่าน QR Code ตามจุดที่กำหนด และยิงเลเซอร์เข้าเป้าหมายเพื่อซ่อมแซมสถานีอวกาศนานาชาติ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความแม่นในการยิงเลเซอร์สู่เป้าหมายของหุ่นยนต์แอสโตรบี และเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจ ขณะนี้ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสามารถเข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเซิร์ฟเวอร์ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp สำหรับการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป
[caption id="attachment_31699" align="aligncenter" width="500"] ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.[/caption]
ด้าน ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. กล่าวเสริมว่า สำหรับหุ่นยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันในครั้งนี้ คือหุ่นยนต์แอสโตรบี พัฒนาโดย NASA Ames Research Center ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ขั้นสูงและเทคโนโลยีที่ใช้กับยานอวกาศ
[caption id="attachment_31696" align="aligncenter" width="750"] หุ่นยนต์แอสโตรบี (Astrobee)[/caption]
[caption id="attachment_31698" align="aligncenter" width="750"] หุ่นยนต์แอสโตรบี (Astrobee)[/caption]
“หุ่นยนต์แอสโตรบีคือหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่ใช้งานอยู่จริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ คอยสนับสนุนและช่วยเหลือการทำงานของนักบินอวกาศ ซึ่งโครงการ The 3rd Kibo Robot Programming Challenge ในปีนี้จะมีเยาวชนจาก 12 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และไทย เข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงแชมป์โลก โดยมีนักบินอวกาศเป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติและถ่ายทอดสดลงมาที่พื้นโลกด้วย”
ผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดข้อมูลและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ The 3rd Kibo Robot Programming Challenge ได้ที่ E-mail: spaceeducation@nstda.or.th, Website: https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc2022/ และ Facebook page: NSTDA SPACE Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่งมอบสิ่งของพระราชทาน “หมวกควบคุมแรงดันลบ (nSPHERE-)” โดยนาโนเทค สวทช. ให้กับ 3 โรงพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือ
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่งมอบสิ่งของพระราชทาน “หมวกควบคุมแรงดันลบ (nSPHERE-)” นวัตกรรมจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในรูปแบบออนไลน์ ให้กับโรงพยาบาลฝาง, โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลพะเยา จังหวัดพะเยา โดยการสนับสนุนของ เพื่อใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการฟอกไต
ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดซื้อหมวกควบคุมแรงดันลบให้แก่โรงพยาบาลเพื่อใช้สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ด้วยทรงเล็งเห็นถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ รับภาระในการดูแลผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานพยาบาลต่างๆ ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล โดยเฉพาะเพื่อใช้ในผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การฟอกไต ฟอกเลือด
"นาโนเทค สวทช. ได้ประสานมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดซื้อหมวกควบคุมแรงดันลบให้แก่โรงพยาบาล เนื่องจากได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพะเยา จังหวัดพะเยา โรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ แจ้งความประสงค์ว่า ต้องการหมวกแรงดันลบสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตซึ่งมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการใช้งานนวัตกรรมหมวกควบคุมแรงดันลบเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดทุนทรัพย์ในการจัดซื้อ” ศ.ดร.ไพรัชกล่าว
หลังได้รับพระราชทานพระราชานุญาตฯ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาหมวกแรงดันลบ จำนวน 140 ใบสำหรับโรงพยาบาล 3 แห่งดังกล่าว ที่จะนำไปสู่การบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ลดความเสี่ยงของประชาชนชาวไทย และเพิ่มศักยภาพในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมของไทย
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า หมวกควบคุมแรงดันบวกลบ (nSPHERE Pressurized Helmet) เป็นนวัตกรรมที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์ส่วนบุคคลที่สามารถใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ ที่ใช้งานได้สะดวก โดยหมวกดังกล่าวสามารถป้องกันละอองไอจามและฝุ่นด้วยการกรองที่มีประสิทธิภาพ ร่วมกับการควบคุมแรงดันให้เหมาะกับประเภทของกลุ่มผู้ใช้งาน คือ หมวกแรงดันบวก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีแรงดันภายในหมวกสูงกว่าภายนอก และหมวกแรงดันลบ สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ ซึ่งมีแรงดันภายในหมวกต่ำกว่าภายนอก
นวัตกรรมนี้ เป็นอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเบาและสามารถนำอุปกรณ์ควบคุมกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยผ่านการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานต่างๆ ได้แก่ การทดสอบประสิทธิภาพการกรองและปราศจากรอยรั่วของ HEPA Filter (ISO 14644-3) การทดสอบด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการแพทย์ เช่น การป้องกันกระแสรั่ว การทนต่อศักย์และกำลังไฟฟ้า และการประเมินความปลอดภัยของส่วนประกอบต่างๆ (IEC 60601-1) วัสดุที่ใช้ในการประกอบผ่านการทดสอบการซึมผ่านของละอองน้ำและก๊าซ โดยนาโนเทค สวทช. ได้อนุญาตให้บริษัท เวลล์เนส อินโนเวชั่น บียอนด์ จำกัด นำผลงานนวัตกรรมนี้ไปผลิตเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์แล้ว
ดร.วรรณีกล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. ได้ส่งมอบหมวกควบคุมแรงดันบวกลบจำนวนมากกว่า 1000 ใบ ให้แก่โรงพยาบาลมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ, สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร, โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และสถาบันบำราศนราดูร เป็นต้น จากการสนับสนุนด้านงบประมาณขององค์กร หน่วยงาน และบริษัทต่างๆ ซึ่งนวัตกรรมนี้ นอกจากจะนำไปใช้กับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันแล้ว ยังถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องเคลื่อนย้าย เข้ารับการรักษา หรือทำหัตถการที่จำเป็น เช่น การฟอกเลือด ฟอกไต เป็นต้น
“ในนามผู้บริหาร สวทช. ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นอย่างสูงที่มีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณ และที่สำคัญสนับสนุนให้เกิดการนำนวัตกรรมไทยไปใช้ประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ช่วยควบคุมการแพร่กระจายเชื้อของโรคติดต่อได้เป็นอย่างดี ช่วยบรรเทา และลดปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ช่วยเพิ่มความมั่นใจการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าในการรับมือวิกฤตนี้ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญคนรักสุขภาพร่วมอบรมออนไลน์ “มาเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพดีตลอดไป“
อยากมีสุขภาพดีจะเริ่มยังไง …? แล้วจะสร้างแรงจูงใจใน การออกกำลังกาย ยังไงดีนะ ? ขอเชิญชวนทุกท่าน
.
"มาเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพดีตลอดไป“
.
เราได้เชิญแพทย์และผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ มาให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ให้มีสุขภาพดีตลอดไป
.
วันอังคารที่ 26 เมษายน 2565 เวลา 13:30 -16:30 น.
.
เตรียมพร้อมสู่การมีสุขภาพที่ดีกัน กรอกแบบฟอร์ม https://forms.gle/6CZLKCxJHakHb7Ew9 แล้วสามารถรับชมผ่านช่องทาง Live Facebook: Thaisook ไทยสุข กันได้เลย !!
.
ผู้เข้าร่วมอบรมสุขภาพดีที่ลงทะเบียนทุกท่าน จะได้รับ e-Certificate สุขภาพดี หลังจบการอบรมเป็นที่ระลึกกันด้วยนะค่ะ
.
อบรมสุขภาพดี จัดโดย โครงการ NSTDA x ThaiSook Virtual Challenge รายละเอียดการแข่งขัน https://www.facebook.com/Thaisookapp/posts/139488451974355
.
#อบรมสุขภาพดี #สร้างสุขภาพดี #Thaisook #NSTDAxThaiSook #VirtualChallenge
ปฏิทินกิจกรรม


