หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ผลิตภัณฑ์ครีมบรรเทาอาการปวดจากนาโนอิมัลชันบรรจุสารสกัดพริก
ที่มาความสำคัญ : ต้นแบบผลิตภัณฑ์ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ด้วยทั้งสองหน่วยงานมีความมุ่งหวังที่จะนำความรู้ทางด้านนาโนเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพร ยกระดับผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงเพื่อให้สามารถลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย สมุนไพร ที่ทางทีมวิจัยเล็งเห็นถึงศักยภาพที่สามารถจะนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรนาโน คือ พริก เนื่องจาก พริกเป็นสมุนไพรที่ปลูกได้ง่าย พบได้ทั่วไป และมีกรรมวิธีในการสกัดได้เองในประเทศไทย นอกจากนี้ พริกยังถูกบรรจุไว้ในบัญชี ยาสมุนไพร พ.ศ.2549 ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของสมุนไพรชนิดนี้ โดยในบัญชียาสมุนไพร กำหนดให้เจลพริก ที่มีปริมาณ capsaicin 0.025% ทาเวลาที่ปวด 3 – 4 ครั้งต่อวัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อโดยข้อจำกัด ของผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน คือความถี่ในการบริหารยาที่ต้องทาวันละ 4 ครั้ง ซึ่งสร้างความไม่สะดวกให้กับผู้ป่วย และผลข้างเคียงที่เกิดกับผู้ป่วยจากการใช้ครีมพริก คือ อาการแสบร้อนและคัน จุดเด่นของผลงาน/อธิบายรายละเอียดผลงาน : การใช้เทคโนโลยีการเก็บกัก (Encapsulation) ชนิดนาโนอิมัลชั่น (Nanoemulsion) มาใช้ในการเก็บกักสารออกฤทธิ์แคบไซซิน (capsaicin) ในสารสกัดพริก โดยมีความต้องการให้สามารถควบคุมการปลดปล่อยอย่างช้าๆตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะเดียวกันสามารถช่วยเพิ่มการซึมผ่านและสะสมบนผิวหนังชั้นหนังแท้ ที่มีปลายประสาทอยู่ โดยแคบไซซินมีฤทธ์กระตุ้น vanilloid receptor หรือ TRPV1 ที่ปลายประสาทรับความรู้สึกปวดการใช้ตอนแรกจะกระตุ้น TRPV1 เปิด calcium channel ทำให้รู้สึกแสบร้อน แต่เมื่อใช้ติดต่อกันนานจะทำให้กิด down regulation ของ TRPV1 ทำให้หายปวด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสามารถลดความถี่ในการใช้ผลิตภัณฑ์จากเดิมวันละ 4 ครั้ง เป็นวันละ 1 ครั้ง เพิ่มความสะดวกในการบริหารยา และประสิทธิศักย์ในการรักษาทางคลีนิค
ผลงานวิจัยเด่น
 
คู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย (ฉบับผู้ประเมิน)
ที่มาความสำคัญ : การประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco efficiency, EE) เป็นแนวคิดที่ริเริ่มโดย สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development, WBCSD) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศ และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม (Earth Summit) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ให้เป็นเครื่องมือการจัดการให้ภาคธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น มีนวัตกรรมมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำว่า Eco-efficiency มาจากการรวมกันของคำว่า Ecology ที่แปลว่าระบบนิเวศ และ Economy ที่แปลว่าเศรษฐกิจ กับคำว่า Efficiency ที่แปลว่าประสิทธิภาพ เป้าหมายหลักสำคัญของ Eco-efficiency คือ การสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการปกป้องรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆ กัน ด้วยวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรและภาคธุรกิจทั้งการผลิตและการบริการ เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันอีกทางหนึ่ง คณะกรรมการประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้กำหนดให้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการประเมินผลการดำเนินงานประจำปีของรัฐวิสาหกิจ และได้ทยอยนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่การประเมินผลในระยะแรก 18 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็นระยะจนครบทุกแห่งภายใต้การกำกับดูแลของ สคร. ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในการพัฒนาคู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย (ฉบับผู้ปฏิบัติ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานให้กับทางหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสามารถนำไปใช้ในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจขององค์กร รวมถึงเพื่อจัดทำเป็นตัวชี้วัดในการประเมินองค์กรที่ตอบโจทย์ของ สคร. ได้ โดยทาง สวทช. ได้ดำเนินการจัดทำคู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย (ฉบับผู้ปฏิบัติ) ซึ่งร่วมพัฒนากับคณะกรรมการเทคนิคด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต และ ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ โดยดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วในปีงบประมาณ2563 การประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco efficiency, EE) ที่ทางคณะกรรมการประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้กำหนดให้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญในการประเมินผลการดำเนินงานประจำปีของรัฐวิสาหกิจ และ สคร. กำหนดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 ดังนั้นในการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน จะมีรัฐวิสาหกิจที่ทยอยเข้าร่วมดำเนินการในแต่ละปีตามที่ทาง สคร. กำหนดไว้ในแผนการประเมิน โดยในจะมีทั้งที่ดำเนินการในปีแรก ปีที่ 2 และปีที่ 3 ไปแล้ว จุดเด่นของผลงาน/อธิบายรายละเอียดผลงาน : แนวทางหรือวิธีการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ที่ใช้ประเมินหน่วยงาน รส. นี้ จะอ้างอิงตามกรอบการดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 14045 Eco-efficiency assessment of product systems-Principles, requirements and guidelines ซึ่งจะพิจารณาควบคู่ไปกับแนวคิดการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LifeCycle Asessment, LCA) แต่เนื่องจากเทคนิคด้านการประเมิน ISO14045 รวมถึงข้อมูลที่จะนำมาสนับสนุนการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจทั้งด้าน หรือการประเมิน LCA และด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นเรื่องี่ต้องใช้ทักษะและข้อมูลด้านเทคนิคมาประกอบการประเมิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในประเทศยังมีอยู่ในวงจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในการพัฒนาคู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย (ฉบับผู้ประเมิน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานให้กับทางหน่วยงานผู้ประเมินผล สามารถเข้าใจในกรอบแนวคิดของการดำเนินการ และนำไปใช้ประกอบการประเมินหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจขององค์กรแล้วในระยะต่างๆ เพื่อประเมินผลองค์กรด้วยตัวชี้วัดที่ตอบโจทย์ของ สคร. ได้ คู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย (ฉบับผู้ประเมิน) นี้ร่วมพัฒนาโดยคณะกรรมการเทคนิคด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต และ ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ โดยในกระบวนการประเมินฯ นั้น สามารถเชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LCI database) ที่ทาง TIIS ได้พัฒนา อีกด้วย นอกจากนี้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เตียมความพร้อมสำหรับการประเมินผลปลายปี สามารถนำคู่มือฉบับนี้ไปใช้ในการเตรียมความพร้อมเบื้องต้นก่อนการประเมินผลจากหน่วยงานตรวจประเมินได้อีกทางหนึ่ง โดยในคู่มือฯ ได้อธิบายและยกตัวอย่างข้อมูลที่ใช้ประกอบการตรวจประเมินตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในคู่มือฯฉบับผู้ปฏิบัติด้วย
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Smart-BIOact” แพลตฟอร์มค้นหาสารจุลชีพสำคัญ ลดเวลาทำวิจัย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการลงทุน
  ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based product) เป็นหนึ่งในประเภทของสินค้าที่กำลังมาแรงทั่วโลก เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาโดยให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจสายกรีนไปเต็มๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์พบเห็นได้ทั่วไป เช่น อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ ยา อาหารสัตว์ และชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช แต่การจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ขึ้นมาสักชิ้น ก็ถือเป็นโจทย์หินท้าทายการทำงานของผู้ประกอบการไม่น้อย เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพโดยส่วนใหญ่จะต้องมีการทำวิจัยเพื่อค้นหาสารจุลชีพสำคัญมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งการทำวิจัยจะมีความซับซ้อนสูง ใช้เวลาในการค้นคว้าและทดลองนาน ก่อให้เกิดความล่าช้า และอาจนำมาซึ่งการสูญเสียพื้นที่ทางการตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เสนอทางเลือกใหม่ในการทำวิจัยให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นแพลตฟอร์ม “Smart-BIOact” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกคำถามสำคัญของการทำวิจัยในแพลตฟอร์มเดียว     ดร.จิตติศักดิ์ เสนาจักร์ นักวิจัยทีมวิจัยชีวศาสตร์และชีววิทยาระบบ (ISST) ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า Smart-BIOact สามารถช่วยผู้ประกอบการในการคัดเลือกสารจุลชีพที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ค้นหาสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการเพาะเลี้ยงจุลชีพ รวมถึงสามารถประเมินปริมาณผลผลิตสารเป้าหมายที่จะได้ (Production yield) ภายในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีชุดข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ทางการตลาดก่อนนำไปลงทุนจริง ช่วยลดระยะเวลาในการทำวิจัย และความเสี่ยงในการลงทุน “Smart-BIOact เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ มีการนำเทคโนโลยีหลายด้านมาบูรณาการเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมของจุลินทรีย์ อาทิ AI, Metabolic modeling และ Bioinformatics ฯลฯ ที่สำคัญปัจจุบัน Smart-BIOact เป็นเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้แบบ One-stop-service และมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตลอดการทำวิจัย”     ดร.จิตติศักดิ์ ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Smart-BIOact สามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ คือ อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ทั่วโลกมีมูลค่าการตลาดสูงถึง 5.5 ล้านล้านบาท (1.8 แสนล้าน USD) ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตสูงถึงประมาณร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมวัสดุ ที่กำลังมีความต้องการของตลาดสูงขึ้นตามนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green) Economy Model ของประเทศอีกด้วย     ดร.จิตติศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ในตอนนี้ Smart-BIOact พร้อมแล้วที่จะให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใหม่หรือพัฒนากระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม ทั้งในรูปแบบการรับจ้างวิจัย (Contract research) และการให้คำปรึกษา โดยในอนาคตทีมวิจัยยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการใช้แพลตฟอร์มในรูปแบบ Subscription และ Licensing อีกด้วย หากคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์มที่จะช่วยในการค้นหาสารสำคัญ ลดเวลาทำวิจัย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ‘Smart-BIOact’ คือคำตอบ   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
30th Anniversary Story of NSTDA: สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเกษตรของคนไทย
  ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในด้านการเกษตร เพื่อช่วยให้คนไทยทำการเกษตรได้ผลดีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการเลือกปลูกพืชให้เหมาะสม ดูแลด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด กำจัดแมลงศัตรูพืชแบบรักษ์โลก และพาผลผลิตไปให้ถึงมือผู้บริโภคด้วยคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุด   เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดี สิ่งสำคัญคือการเลือกปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ทั้งดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งการจะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ “Agri-Map Online” ที่พัฒนาโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และหน่วยงานภาคี     “Agri-Map Online” คือ ระบบแผนที่เชิงรุกแบบออนไลน์ เป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกการเข้าถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศด้านการเกษตรด้วยเทคโนโลยี What 2 Grow เพื่อให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน สภาพดิน และพืชเศรษฐกิจที่แนะนำให้เพาะปลูกในพื้นที่ ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์อนาคต อีกทั้งยังมีข้อมูลด้านการตลาด แหล่งรับซื้อ และข้อมูลกลุ่มสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ให้เกษตรกรได้ใช้ประกอบการตัดสินใจ สำหรับการใช้งาน นอกจากจะสามารถใช้ Agri-Map Online ผ่านทางเว็บไซต์ http://agri-map-online.moac.go.th/ แล้ว นักวิจัยยังพัฒนา “Agri-Map Mobile” แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ซึ่งรองรับทั้งระบบ Android และ iOS ทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกทุกที่และทุกเวลา ไม่เพียงมีแอปพลิเคชันช่วยเกษตรกรเลือกเพาะปลูกให้สอดคล้องกับพื้นที่และการตลาด สวทช. ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการเกษตร อาทิ TAMIS ระบบสารสนเทศเพื่อการเกษตรแบบพกพา ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแปลงเกษตรโดยภาครัฐ และ FAARMis แอปพลิเคชันสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแบบเชิงรุก เป็นต้น   รายละเอียดเพิ่มเติม : https://bit.ly/3umt8nc ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agri-Map Mobile ได้ผ่าน : Play Store (https://bit.ly/34eavav) และ App Store (https://apple.co/3fgdBkA)   Smart Farming พัฒนาการปลูกพืชด้วยเกษตรแม่นยำ เทรนด์การทำเกษตรยุคใหม่มาแรงในปัจจุบัน คือ การปลูกพืชด้วย “ระบบเกษตรแม่นยำ” หรือระบบการทำการเกษตรที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการของพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้พัฒนา “โรงเรือนอัจฉริยะ หรือ SMART Greenhouse Knockdown Double Roof GH-1” นวัตกรรมโรงเรือนปลูกพืชที่สามารถควบคุมระบบการปลูกพืชผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรทำงานได้สะดวกมากขึ้น     จุดเด่นของโรงเรือนอัจฉริยะ คือเป็นโรงเรือนแบบน็อกดาวน์ สามารถขึ้นโครงและติดตั้งได้ในทุกพื้นที่ มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 5.6 เมตร มีหลังคา 2 ชั้นพร้อมพัดลมระบายอากาศ และมีประตูกันแมลง 2 ชั้น เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของแมลง การทำงานของโรงเรือนใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ในการตรวจวัดปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และควบคุมการทำงานด้วยเทคโนโลยีไอโอที (Internet of Things หรือ IoT) ผู้ใช้งานจึงสามารถตรวจสอบและควบคุมการทำงานของโรงเรือนได้สะดวกผ่านสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เซนเซอร์ที่ควบคุมการทำงานภายในโรงเรือนประกอบด้วย เซนเซอร์วัดความเข้มแสงควบคุมการทำงานของม่านพรางแสง เซนเซอร์วัดความชื้นดินควบคุมการทำงานของระบบน้ำหยด เซนเซอร์วัดความชื้นอากาศควบคุมการทำงานของระบบพ่นหมอก และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิควบคุมการทำงานของพัดลมใต้หลังคา ข้อมูลการตรวจวัดและการทำงานทั้งหมดจะมีการบันทึกในระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำมาใช้พัฒนาการปลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการทดสอบปลูกเมลอนร่วมกับบริษัทเอกชนได้ผลประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต สำหรับเกษตรกรที่มีโรงเรือนอยู่แล้วสามารถทำฟาร์มอัจฉริยะได้ด้วยเทคโนโนโลยี “HandySense”​ ผลงานวิจัยพัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เป็นระบบเกษตรแม่นยำที่นำเซนเซอร์ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีไอโอที ทำให้สามารถตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะปลูกได้จากทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ ปุ๋ย การควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสง     ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลสภาพแวดล้อมและสั่งการทำงานได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนหรือ คอมพิวเตอร์ และสามารถนำข้อมูลการทำงานทั้งหมดไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อวางแผนการเพาะปลูกรอบต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการทดสอบใช้งานจริงพบว่า นอกจากผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพดีขึ้นแล้ว ปริมาณผลผลิตยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20 รวมถึงใช้แรงงานลดลงเฉลี่ยร้อยละ 52 ปัจจุบัน HandySense เตรียมเปิดพิมพ์เขียวให้ประชาชนนำไปใช้ทำการเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “Smart Opening Innovation” หรือ “นวัตกรรมอัจฉริยะแบบเปิด” เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรไทยยุคใหม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัยใช้งานในราคาที่จับต้องได้ หากคุณสนใจจองสิทธิ์การใช้งานได้ที่ https://bit.ly/3fg7yfO   รายละเอียดเพิ่มเติม โรงเรือนอัจฉริยะ (https://bit.ly/3gHGpDt) ‘โรงเรือนอัจฉริยะ’ ความหวังผลิตพืชอาหาร ในโลกยุคหลังโควิด (https://bit.ly/3vKNO9f) HandySense (https://handysense.io/)   โรงงานผลิตพืช นวัตกรรมปลูกผักอัจฉริยะ   ด้วยปัจจุบันทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนพื้นที่การเพาะปลูก ทำให้มีการพัฒนานวัตกรรมการทำเกษตรรูปแบบใหม่ คือ “Plant Factory” หรือ “โรงงานผลิตพืช” ซึ่งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้จัดตั้งโรงงานผลิตพืช พื้นที่ขนาด 1,200 ตารางเมตรที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชด้วยแสงไฟเทียม หรือ Plant Factories with Artificial Lighting (PFALs) จากมหาวิทยาลัยชิบะ ประเทศญี่ปุ่น โรงงานผลิตพืชเป็นการปลูกพืชในห้องควบคุมระบบปิดหรือกึ่งปิดที่มีการควบคุมปัจจัยในการเจริญเติบโตของพืชทั้งหมด ทั้งชนิดของคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น และแร่ธาตุ เพื่อให้ได้ผลผลิตและสารสำคัญตามต้องการ ที่สำคัญการปลูกพืชในชั้นปลูกสามารถปลูกซ้อนกันได้สูงสุดถึง 10 ชั้น ทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10 เท่า อีกทั้งการปลูกพืชในระบบปิดและมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้ได้ผลผลิตที่ได้สะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับการผลิตพืชมูลค่าสูงนอกฤดูกาล และพืชสมุนไพรเพื่อใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยา เวชสำอาง และอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งนี้ไบโอเทค สวทช. ยังมีโรงงานผลิตพืชต้นแบบระดับชุมชนที่ตำบลนาราชควาย จังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรของจังหวัด ให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสำหรับผลิตยาให้แก่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัด   รายละเอียดเพิ่มเติม : Plant Factory (https://bit.ly/2SrBywd)     วัสดุเพาะปลูกคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย   นอกจากการดูแลดิน น้ำ แสงสว่าง และอุณหภูมิให้เหมาะสมแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการเพาะปลูก คือ “วัสดุเสริมการเพาะปลูก” ได้แก่ ถุงปลูกพืช ถุงห่อผลไม้ และวัสดุคลุมดิน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนา “Magik Growth” วัสดุเสริมการเพาะปลูกชนิดนอนวูฟเวนชนิดสปันบอนด์ที่ขึ้นรูปด้วยสูตรเฉพาะ มีโครงสร้าง 3 มิติในลักษณะของเส้นใยที่สานกันไปมา ทำให้มีโครงสร้างแข็งแรงและมีรูพรุนช่วยถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี รวมทั้งยังคัดกรองช่วงแสงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชได้ ช่วยให้การปลูกได้ผลผลิตคุณภาพและมีปริมาณเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถใช้งานซ้ำเพื่อลดการสร้างขยะได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการพัฒนา Magik Growth ไปใช้เป็นถุงปลูก เช่น ปลูกเมลอน พบว่าช่วยลดอัตราการสูญเสียเหลือเพียง 1 ใน 5 ช่วยเพิ่มผลผลิตร้อยละ 20-30 ส่วนถุงห่อผลไม้ มีการนำไปใช้ห่อผลไม้เศรษฐกิจ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กล้วยหอม และทุเรียน พบว่าช่วยให้ผลไม้มีผิวสวย ไม่มีรอยโรคและแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมี สุดท้ายคือถุงวัสดุคลุมดิน จากการทดลองใช้ปลูกสตรอว์เบอร์รี นอกจากจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนไหลที่ใช้ในการขยายพันธุ์ยังเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย   รายละเอียดเพิ่มเติม : Magik Growth นอนวูฟเวน เพื่อการเพาะปลูก (https://bit.ly/3cYu5fH) ถุงปลูก "Magik Growth" ใช้ซ้ำ นวัตกรรมรักษ์โลก (https://bit.ly/3cWvHGZ)    เติมปุ๋ยธาตุรองเสริมสู้โรค หยุดแมลงบุกด้วยสารชีวภัณฑ์   ปัญหาหนึ่งที่ทำให้พืชไม่แข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรค และการรุกรานของแมลง คือ การขาดธาตุอาหารรองเสริม อาทิ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก และแมงกานีส ฯลฯ สาเหตุสำคัญมาจากธาตุอาหารรองเสริมที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดไม่มีการใช้เทคโนโลยีห่อหุ้ม ทำให้เมื่อธาตุอาหารเหล่านั้นไปสัมผัสกับค่า pH ที่ไม่เหมาะสมในน้ำหรือดินโดยตรงจะเกิดการตกตะกอน พืชดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ และส่วนที่เหลือตกค้างในดินยังก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพอีกด้วย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. พัฒนา “ปุ๋ยคีเลต (Plant micronutrient chelate fertilizer)” โดยใช้เทคโนโลยีคีเลชัน (Chelation) นำกรดอะมิโนมาเป็นตัวห่อหุ้มธาตุอาหารรองเสริม เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุอาหารรองเสริมมีการสัมผัสกับค่า pH ที่ไม่เหมาะสมในน้ำหรือดินโดยตรง จึงทำให้ปุ๋ยคีเลตละลายน้ำได้ดีไม่เกิดการตกตะกอน พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้พืชแข็งแรงทนต่อโรคและการรุกรานของแมลง ที่สำคัญกรดอะมิโนที่นำมาห่อหุ้มยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเร่งให้พืชมีการเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย ปุ๋ยชนิดนี้เป็นปุ๋ยฉีดพ่นทางใบสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดที่ต้องการธาตุอาหารรองเสริม ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนประกอบ ปัจจุบันมีการนำปุ๋ยคีเลตไปใช้กับสวนทุเรียนแล้ว 5,000 ไร่ ใน 3 จังหวัด จากต้นทุเรียนที่เคยอ่อนแอ มีการเจริญเติบโตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเพิ่มผลผลิตทุเรียนต่อไร่มากถึงร้อยละ 20 และช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและอาหารเสริมได้มากถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัท เทค ซายน์ จำกัด และวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “นาโนส (Nanose)”     นอกจากนี้เพื่อต่อสู้กับแมลงร้ายที่นับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ไบโอเทค สวทช. ยังได้วิจัยพัฒนาชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือ Biocontrol ใช้จุลินทรีย์ที่มีในธรรมชาติควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชต่างๆ โดยมี 3 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีการนำไปใช้งานจริงแล้ว คือ “ไวรัส NPV” (Nuclear Polyhedrosis Virus: NPV) ไวรัสสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผัก “ราบิวเวอเรีย” (Beauveria bassiana) เชื้อราสำหรับกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง หนอนศัตรูพืช และแมลงปากกัดดูดทุกชนิด รวมถึงสามารถทำลายปลวก และมดคันไฟ สุดท้ายคือ “VipPro” ผลิตภัณฑ์จากโปรตีน Vip3A (Vegetative insecticidal protein) โปรตีนฆ่าหนอนแมลงในกลุ่มหนอนผีเสื้อและหนอนผีเสื้อกลางคืน ซึ่งเป็นแมลงศัตรูหลักของพืชเกือบทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์เร็วสามารถทำให้แมลงหยุดกินอาหารใน 1 ชั่วโมง ช่วยลดความเสียหายและรอยตำหนิบนใบพืชได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังออกฤทธิ์เสริมกับชีวภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไวรัสเอ็นพีวี และราบิวเวอเรีย ทำให้ลดปริมาณการใช้ชีวภัณฑ์เหล่านั้นได้อย่างน้อยสิบเท่า และยังสามารถใช้กับแมลงที่ดื้อต่อสารเคมีหรือดื้อต่อโปรตีนผลึกได้อีกด้วย ผลการทดสอบพบว่า VipPro สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ดีมากในทุกแปลงทดสอบ และมีปริมาณผลผลิตที่ได้เทียบเท่าการกำจัดแมลงด้วยสารเคมี นอกจากผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด จะสามารถกำจัดศัตรูของพืชเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดีแล้ว ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ยังมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม   รายละเอียดเพิ่มเติม นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต สำหรับพืชไร้ดินและพืชทั่วไป (https://bit.ly/2Pwl5Gg) นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต เพิ่มผลผลิตสวนทุเรียน ลดต้นทุน 20-30% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม(https://bit.ly/3xAbIWq) นาโนเทค สวทช. ตอบโจทย์ BCG ส่ง ‘นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต’ ลงสวนทุเรียน จังหวัดระยอง (https://bit.ly/3aH6cbA) ไวรัส NPV (https://bit.ly/3ujjJwH) ราบิวเวอเรีย (https://bit.ly/3ugzogb) VipPro (https://bit.ly/3fgyP1D)   ถนอมรสชาติยืดอายุผลผลิตด้วยบรรจุภัณฑ์คุณภาพ   เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวและนำออกจำหน่าย คงไม่ดีแน่ถ้าผลิตภัณฑ์มีอายุการวางจำหน่าย (Shelf life) สั้น เพราะนั่นเป็นการตัดโอกาสการวางขายในร้านค้าชั้นนำหรือส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เอ็มเทค สวทช. พัฒนา “ActivePAKTM” หรือ “ถุงหายใจได้” นวัตกรรมการขึ้นรูปฟิล์มบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติยอมให้ก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึมผ่านเข้าออกได้ดี สอดคล้องกับอัตราการหายใจของผักและผลไม้สดที่บรรจุอยู่ภายใน ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ ยืดอายุการเก็บรักษาผักผลไม้สดให้นานขึ้น 2-5 เท่า โดยคงคุณภาพและรสชาติที่ดี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังมีลักษณะใส ไม่เกิดฝ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถมองเห็นสินค้าได้ชัด สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ และช่วยให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันจาก ActivePAKTM  ได้มีการพัฒนาต่อยอดเป็น “ActivePAKTM Ultra” สำหรับผลิตผลสดที่มีอัตราการหายใจสูง เช่น หน่อไม้ฝรั่งและเห็ด ซึ่งมักเน่าเสียอย่างรวดเร็วภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยากต่อการกระจายสินค้าเพื่อจำหน่าย โดย ActivePAKTM Ultra จะช่วยให้ผลิตผลสดมีอัตราการหายใจลดต่ำลง สามารถยืดความสดได้นานถึง 9 วัน ที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส จากเดิมเก็บได้เพียง 3 วันเท่านั้น   รายละเอียดเพิ่มเติม ActivePAKTM (https://bit.ly/3vlbhhZ) ActivePAKTM Ultra (https://bit.ly/3vpByvG)     ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ สวทช. พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการเกษตรให้แก่คนไทยตลอด 30 ปี สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับการทำการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากสนใจเทคโนโลยีการเกษตรอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่หนังสือ 3 ทศวรรษ สวทช. กับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่มเกษตรและอาหาร (https://bit.ly/2SrBywd)
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“TGIST” ความสําเร็จยกกําลังสาม เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่
"TGIST" ความสำเร็จยกกำลังสาม เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่             สำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดตั้ง “โครงการทุนสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” (Thailand Graduate Institute of Science and Technology program) หรือที่เรียกว่า “ทุน TGIST” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพและผลิตบัณฑิตวิจัยคุณภาพสูงให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ยั่งยืนของประเทศ            โดยโครงการฯ สนับสนุนทุนให้แก่นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ทำวิทยานิพนธ์ภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติของ สวทช. เป็นรูปแบบการสร้างความสำเร็จยกกำลังสาม รวมถึง สวทช. มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่พร้อมทั้งด้านสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือในการทำวิจัย ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยซึ่งมีกลุ่มวิจัย/ศูนย์วิจัยเฉพาะทางมากกว่า 30 กลุ่ม/ศูนย์รวมทั้งห้องปฏิบัติการวิจัยที่ตั้งอยู่ ณ หน่วยปฏิบัติการ เครือข่ายของสวทช. ภายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ 32 แห่ง และมีบุคลากรวิจัยระดับปริญญาเอกมากกว่า 300 คน ที่พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษางานวิจัยให้กับนักศึกษา            โครงการ “ทุน TGIST” ได้เริ่มสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อวิทยานิพนธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 โครงการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพิ่มเป็น 23 สถาบัน มีโครงการวิจัยรวม 1,000 โครงการ มีผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษา แล้วจำนวนกว่า 812 คน (ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2563) ส่วนใหญ่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเข้าสู่การเป็นนักวิจัย นักเทคโนโลยี หรือ อาจารย์ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนจำนวน 392 คน และศึกษาต่อต้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจำนวน 221 คน และทำงานด้านอื่น ๆ 199 คน            นอกจากนี้โครงการยังสร้างโอกาสในการส่งต่อผู้รับทุนในระดับการศึกษาที่สูง ขึ้นผ่านโครงการทุนต่างๆ ของสวทช. จนผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดในระดับบัณฑิตศึกษา รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้นักศึกษาที่ดูแล โดยสนับสนุนให้นักศึกษาสมัครขอรับทุนของโครงการเพื่อเข้าร่วมงานวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์กับนักวิจัยของ สวทช. เพื่อส่งต่อโอกาสจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวอย่างของความสำเร็จยกกำลังสามเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ ดังนี้             รองศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ ทองใบ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าของรางวัลทางวิชาการ อาทิ รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ สาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2556 รางวัล 2019 TRF-OHEC-SCOPUS Research Awards For Mid-career Scholar สาขา Physical Sciences และรางวัล 2017 The World Academy of Science (TWAS) สาขาฟิสิกส์ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ เป็นศิษย์เก่าโครงการทุน TGIST ที่กลับมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาทุนที่เกิดจากความร่วมมือพัฒนากำลังคน ประกอบด้วย นักศึกษาทุน TGIST ระดับปริญญาเอก 2 คน ระดับปริญญาโท 4 คน ร่วมกับนักวิจัย สวทช. ได้แก่ ดร.ธีระพนธ์ แย้มวงษ์ และ ดร.ศุภมาส ด่านวิทยากุล             รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพล จันทร์พาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ตัวอย่างศิษย์เก่าทุนของ สวทช. ที่มีการส่งต่อบัณฑิตคุณภาพจากโครงการสร้างปัญญาวิทย์ ผลิตนักเทคโน (YSTP) ในระดับปริญญาตรีสู่โครงการทุน U-IRC ในระดับปริญญาโท (โครงการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาและการแข่งขัน ของภาคอุตสาหกรรม โดยกลไกความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย) และโครงการทุน TGIST ในระดับปริญญาเอก โดยมีผลงานวิจัยร่วมกับ ดร.กฤษณ์ไกรพ์ สิทธิเสรีประทีป (สวทช.) และรองศาสตราจารย์ ดร.นพ.บัญชา ชื่นชูจิตต์ และทีมวิจัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเหรียญเงินจากรางวัลประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเรื่อง “แกนเหล็กเพื่อตัดแนวกระดูกในการทำผ่าตัดข้อไหล่เทียมรายบุคคล” จากงานประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติครั้งที่ 43 ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ เมืองเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และกลับมาร่วมมือกับ ดร.ประเสริฐ เฉลิมการนนท์ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาทุนประกอบด้วย นักศึกษาทุน YSTP 2 คน และนักศึกษาทุน STEM ระดับปริญญาโท 3 คน โดยนักศึกษาสำเร็จการศึกษาเข้าสู่วิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น            ได้รับเหรียญเงินจากรางวัลประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเรื่อง “แกนเหล็กเพื่อตัดแนวกระดูกในการทำผ่าตัดข้อไหล่เทียมรายบุคคล” จากงานประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติครั้งที่ 43 ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ เมืองเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และกลับมาร่วมมือกับ ดร.ประเสริฐ เฉลิมการนนท์ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาทุนประกอบด้วย นักศึกษาทุน YSTP 2 คน และนักศึกษาทุน STEM ระดับปริญญาโท 3 คน โดยนักศึกษาสำเร็จการศึกษาเข้าสู่วิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น             สพ.ญ.สิริกร กิติโยดม นิสิตปริญญาเอก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของศิษย์เก่าโครงการทุน YSTP คือ ตร.ธีรพงศ์ยะทา (ขณะเป็นนักวิจัยที่นาโนเทค สวทช.) และ ดร.คทาวุธ นามดี ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.นพดล พิฬารัตน์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมกันพัฒนางานวิจัยเพื่อแก้ไขและป้องกันโรคเหงือกเน่าให้แก่เกษตรกร จึงเป็นที่มาของงานวิจัย “วัคซีนแช่นาโน แบบเกาะติดเยื่อเมือกต้านโรคเหงือกเน่าในปลา” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับดีเด่นและเหรียญทอง จากการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาปี พ.ศ. 2563             และรางวัลระดับดี การประกวดข้อเสนอโครงการสายอุดมศึกษาปี พ.ศ. 2563 กลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรจากการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี พ.ศ. 2563 จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประเภทกลุ่มประจำปี พ.ศ. 2563 ทั้งนี้มีผลงานที่จดสิทธิบัตรและได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทเอกชนเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์แล้ว            TGIST ได้ขยายผลสู่โครงการพัฒนาบัณฑิตวิจัยคุณภาพสูงด้าน ว และ ท ระหว่าง สวทช. กับมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบัณฑิตวิจัยคุณภาพสูงระดับปริญญาเอกและปริญญาโท ด้วยกลไกการความร่วมมือวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญของอาจารย์และนักวิจัยของ สวทช. ที่ตรงตามหัวข้องานวิจัยในยุทธศาสตร์เป้าหมายของประเทศ และมีเครือข่ายสถาบันการศึกษา/สถาบันการวิจัยที่มีชื่อเสียงต่างประเทศควบคู่ไปกับกระบวนการผลิตนักวิจัยอาชีพรุ่นเยาว์คุณภาพสูงให้แก่ประเทศ             จากโปรแกรมการศึกษาที่มุ่งเน้นการทำวิจัย (Research based) ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองฝ่ายคือ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยและนักวิจัย สวทช. ที่มีผลงานและประสบการณ์การทำวิจัยสูง และมีความเชี่ยวชาญ ที่จะดูแลนิสิต/นักศึกษาในการทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ร่วมกัน โดยมีปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ ความร่วมมือด้านงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยที่ลงนามบันทึกข้อตกลงกับ สวทช. แล้ว จำนวน 8 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันวิทยสิริเมธี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล            TGIST นอกจากจะสามารถสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจำนวนมาก เข้าสู่การเป็นนักวิจัย นักเทคโนโลยีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร รวมถึงอาจารย์ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนแล้ว รูปแบบความร่วมมือและการเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยรูปแบบความสำเร็จยกกำลังสามนี้ ยังสร้างผลกระทบและเปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดการเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศได้มากขึ้นอีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“YSTP” จากปริญญานิพนธ์สู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและสู่เส้นทางอาชีพวิจัย
“YSTP” จากปริญญานิพนธ์สู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และสู่เส้นทางอาชีพวิจัย             จากกลไกการให้ทุนต้นทางตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้นจนไปสู่การคัดเลือกให้ได้ทุนต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาเอกของโครงการ JSTP ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการสามารถพัฒนาเยาวชนที่มีอัฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ส่วนหนึ่งและเพื่อให้การพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครอบคลุมถึงการส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทั่วถึงโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา             สวทช. จึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศริเริ่ม “โครงการนำร่องเพื่อผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากผู้มีความสามารถพิเศษ” หรือ “YSTP" (Young Scientist and Technologist Program) ขึ้นในปี พ.ศ. 2548 เพื่อพัฒนา ส่งเสริม และขยายฐานสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมให้รองรับกับกลุ่มเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับอุดมศึกษา รวมถึงในกลุ่มเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นมากในอนาคตด้วย           ซึ่งต่อมาโครงการนำร่องฯ ได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการสร้างปัญญาวิทย์ผลิตนักเทคโน” ในปี พ.ศ. 2550             โครงการสร้างปัญญาวิทย์ฯ เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีผลการเรียนดี และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิจัยอาชีพ ได้รับการสนับสนุนให้ได้ทำวิจัยอย่างจริงจัง ร่วมกับนักวิจัยใน สวทช. ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายและขอบเขตของงานวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ            ปัจจุบันโครงการ YSTP สนับสนุนการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคมรวม 15 รุ่น มีสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 38 สถาบัน มีนักศึกษาที่จบการศึกษาทั้งหมดจำนวน 629 คน และกำลังศึกษาอยู่ (พ.ศ. 2563) จำนวน 42 คน  ผู้ได้รับทุนของโครงการฯ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้ศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา 45% ด้วยกลไกการให้ทุนนี้ ส่งผลให้ผู้ได้รับทุนได้รับการพัฒนาทักษะวิจัย รวมทั้งได้เห็นถึงความชัดเจนของเส้นทางอาชีพวิจัยและการศึกษาต่อในอนาคต อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดบุคลากรที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ในหลากหลายสาขา เช่น             อาจารย์ ดร.ธีรพงศ์ ยะทา อาจารย์หน่วยชีวเคมี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้รับรางวัลสาขา Entrepreneurial Award หรือผู้ประกอบการยอดเยี่ยมของ UK Alumni Awards 2019 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น Imperial College กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้รับประกาศเกียรติคุณ “การนำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยร่วมประกวด และจัดแสดงในเวทีนานาชาติ” สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี พ.ศ. 2562 จากผลงานวิจัย “ตัวพา อนุภาคนาโน เพื่อการนำส่งยาในร่างกายอย่างแม่นยำ” รวมถึงรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประเภทกลุ่มประจำปี พ.ศ. 2563 นำทีมโดย ดร.คฑาวุธ นามดี นักวิจัย NANOTEC ร่วมกับ สพ.ญ.สิริกร กิติโยดม นิสิตปริญญาเอก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยผลงานวิจัย “นาโนวัคซีนแบบจุ่ม โดยเลียนแบบเชื้อก่อโรคในปลา" จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในงานการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 46 โดยรับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อีกทั้งในขณะที่เป็นนักวิจัย สวทช. ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัย พี่เลี้ยงให้แก่นักศึกษาทุนโครงการ TAIST-Tokyo Tech 1 คน โครงการ TGIST 2 คน (ปริญญาโท 1 คน ปริญญาเอก 1 คน) และ โครงการ STEM 1 คน             นายปรมินทร์ อินโสม จากมหาบัณฑิตด้าน Cyber Security มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ สู่การทำงานเป็นวิศวกรใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา ต่อมาได้นำความรู้จากงานวิจัยระดับปริญญาโท มาต่อยอดระดมทุนพัฒนาและให้กำเนิดสกุลเงินดิจิทัล Zero Coin หรือ Zcoin เหรียญ Cryptocurrency สัญชาติ ไทย รวมถึงสร้าง Thailand Digital Asset Exchange (TDAX) เป็นช่องทางให้บริการโอน และซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และได้ก่อตั้งและเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 โดยให้บริการ Satang Pro เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Satang App. กระเป๋าสตางค์คริปโตฯ เป็นต้น ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย นักศึกษาจะได้รับประสบการณ์เพิ่มเติมและได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกับนักวิจัยมืออาชีพ ทำให้โครงการนี้ นอกจากจะสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพตรงความต้องการของภาคการผลิตและบริการแล้ว ยังทำให้เกิดความร่วมมือด้านวิจัยและวิชาการร่วมกันอย่างแท้จริงดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Career for the Future”เพิ่มทักษะและความสามารถให้แรงงานไทยสู่อาชีพอนาคต
"Career for the Future"เพิ่มทักษะและความสามารถให้แรงงานไทยสู่อาชีพอนาคต "มุ่งยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภาคการผลิตและบริการไทยให้เป็นมืออาชีพ"นี่คือวิสัยทัศน์ (Vision) ของ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต หรือ Career for the Future Academy หน่วยงานด้านการพัฒนากำลังคนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่มีพันธกิจสำคัญในการให้บริการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางวิชาการและเทคนิค เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของบุคลากรในภาคการผลิตและบริการของประเทศไทยรวมถึงกระตุ้นให้เกิดการวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์ด้าน วทน.ของประเทศ ผ่านกลไกและส่งต่อผลงานของ สวทช. ไปสู่หน่วยงานรัฐ และเอกชนในภาคการผลิตและบริการ พร้อมทั้งเสนอทางเลือกใหม่ให้หน่วยงานดังกล่าวเตรียมความพร้อมต่อการบริหารจัดการที่ใช้ วทน.อย่างมืออาชีพ ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ประเด็นทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันฯ แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการพัฒนาคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์เพื่ออุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และพัฒนามาเป็นสถาบันฝึกอบรมของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) สวทช. ในปี พ.ศ. 2537 ก่อนพัฒนามาเป็นสถาบันวิทยาการ สวทช. ในปี พ.ศ. 2553 ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2562 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต หรือ Career for the Future Academy เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา บริการของสถาบันแห่งนี้ มีทั้งหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคตแบบสาธารณะ (Public Class) ระบบการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เลิร์นนิง โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพด้านไอที บริการฝึกอบรมเฉพาะกลุ่ม (In-house Class) และบริการเช่าห้องอบรม ทั้งนี้สถาบันฯ มีหลักสูตรที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย มีองค์ความรู้ที่แสดงให้เห็นการนำเทคโนโลยีไปใช้ในธุรกิจหลากหลาย มีความรู้ที่เป็นการจัดการที่ดีเยี่ยม (Best practices) จำนวนมากสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมที่จัด สำหรับตัวอย่างหลักสูตรเด่น ๆ เช่น รู้จริงระบบการปลูกพืชแนวตั้งใน 2 วัน (Mastering Vertical Farming System in 2 Days) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้เทคโนโลยี การจัดการและความเข้าใจและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชสมัยใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพที่ดีใกล้เคียงกันในทุกรอบการผลิต และใช้แรงงานน้อย สามารถปลูกได้ทั้งปี ทุกหลักสูตรฝึกอบรมมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์โดยวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณาวุฒิจากศูนย์แห่งชาติ ภายใน สวทช. ตลอดจนเครือข่ายวิทยากรจากทั้งสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ หน่วยงานรัฐ และเครือข่ายผู้ประกอบการจากภาคเอกชน โดยใช้ช่องทางการจัดกิจกรรมทั้งแบบออฟไลน์ที่เป็นปกติใช้ห้องอบรม สถานที่ที่สะดวกและบริการดีเยี่ยม หรือแบบออนไลน์ผ่านช่องทางอี-เลิร์นนิ่ง นอกเหนือจากการยกระดับความสามารถของคนไทยด้วยการฝึกอบรมแล้วทางสถาบันฯ ยังเป็นผู้ดำเนินการโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มภาคี 7 ประเทศคือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า มองโกเลีย และไทย ภายใต้ชื่อ Information Technology Professionals Examination Council (ITPE) โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากล ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค และร่วมกันจัดสอบเพื่อวัดระดับความรู้และทักษะพื้นฐานด้านไอทีแบบไม่อิงผลิตภัณฑ์ใด ๆ การสอบนี้เหมาะสำหรับชาวไอที นักวิเคราะห์ทุกสาขา นักวิชาการ อีกทั้งในกลุ่มตำแหน่งอื่น ที่สนใจสอบเทียบความรู้ด้านไอที รวมถึงพัฒนาศักยภาพของตนเองอีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
NSC-YSC-RDC ปั้นนักวิทย์-เทคโนฯ รุ่นเยาว์จากเวทีแข่งขันระดับชาติ
NSC-YSC-RDC ปั้นนักวิทย์-เทคโนฯ รุ่นเยาว์จากเวทีแข่งขันระดับชาติ คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ "ไอที" ที่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ทุกคนขาดแทบไม่ได้ การสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดบุคลากรด้านไอทีขึ้นในประเทศ จึงเป็นนโยบายที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) รวมถึงหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ในวงการไอที่ไทยต่างให้ความสำคัญและร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การใช้รูปแบบการประกวดแข่งขันก็เป็นอีกหนึ่งกลวิธีที่สำคัญ ที่จะจุดประกายให้เยาวชนไทยค้นพบความสามารถด้านเทคโนโลยีและไอที และมีการพัฒนาตนเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดังเช่น "การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย" หรือ "National Software Contest: NSC" เวทีการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เรียกได้ว่าเป็น "ตำนาน" และจุดเริ่มต้นในสายไอทีของหลาย ๆ คน ในปัจจุบัน โครงการนี้ต่อยอดมาจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาชอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่เนคเทค สวทช. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ต่อมาได้เปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินโครงการและยกระดับให้เป็นเวทีการประกวดระดับประเทศ และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น "NSC" ในปี พ.ศ. 2542 "NSC" เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนนิสิต และนักศึกษาได้มีโอกาสพัฒนาทักษะการพัฒนาซอฟต์แวร์ และนำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งทางโครงการมีการสนับสนุนเงินทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษาพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่การเป็นนักพัฒนา ทั้งนี้ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการนี้ยังมีการสนับสนุนผู้ที่ได้รับรางวัลให้ไปแข่งขันต่อในเวทีระดับนานาชาติ เช่น งาน Asia Pacific ICT Alliance Awards (APICTA) ซึ่งเป็นการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์ในด้านต่าง ๆ สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากการประกวดการพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์แล้ว เนคเทค สวทช.ยังได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดการประกวด "โครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition)" หรือ "YSC" ขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยเริ่มจากสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อมาได้เพิ่มสาขาวิศวกรรมศาสตร์และการประกวดประเภททีม ซึ่งเปิดกว้างสำหรับทุกสาขาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น โดย "YSC " เป็นการสนับสนุนให้เยาวชนในระดับมัธยมศึกษามีโอกาสแสดงความสามารถและทักษะที่เป็นนวัตกรรมและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้วิธีการจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกในแต่ละภูมิภาคเพื่อเฟ้นหาตัวแทนมาเข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศที่กรุงเทพฯ และผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยให้ไปแข่งขันต่อในรายการ "Intel InternationalScience and Engineering Fair" หรือ "Intel ISEF" ที่สหรัฐอเมริกา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "Regeneron ISEF" เนื่องจากบริษัท Regeneron เป็นผู้สนับสนุนหลักตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563) ซึ่งเป็นเวทีการประกวดแข่งขันผลงานทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับโลก ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานและผลักดันผลงานของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถของเยาวชนไทยให้ครอบคลุมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ICT ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนคเทค สวทช.จึงดำเนินการจัดงาน "มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (Thailand ICT Contest Festival)" ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยรวมการประกวดแข่งขันสุดยอดผลงานนวัตกรรมด้าน ICT จากเยาวชนไทยจากทั่วประเทศทั้ง 2 กิจกรรมเข้าไว้ด้วยกัน และเพื่อให้ผลงานที่โดดเด่นของเยาวชนไทยไม่หยุดอยู่แค่การได้รับรางวัล เนคเทค สวทช. ได้ร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง "โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่" ขึ้นในปี พ.ศ. 2556 เพื่อต่อยอดการพัฒนาเยาวชนจากโครงการ YSC และNSC ให้สามารถสานต่อผลงานสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้จริง ปัจจุบันโครงการ YSC, NSC และโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่สังกัด สวทช. หนึ่งในตัวอย่างเยาวชนที่ผ่านเวทีการประกวดของ สวทช. และได้รับการต่อยอดในโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ จนสามารถขยายผลงานไปสู่ภาคธุรกิจได้ คือ "นายยุทธพงศ์ อุณหทวีทรัพย์" เจ้าของผลงาน "ระบบตรวจวัดและวิเคราะห์น้ำหนักกดบริเวณฝ่าเท้าอัจฉริยะ" ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 จากการแข่งขันโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (NSC) ครั้งที่ 13 ประจำปี พ.ศ. 2554 และเข้าร่วมในโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ โดยได้รับทั้งทุนสนับสนุนและโอกาสในการขยายผล นำอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบใช้งานจริง และสามารถสร้างเครือข่ายการใช้งานจนสามารถประกอบเป็นธุรกิจได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ สวทช. ยังสนับสนุนให้เยาวชนพัฒนาด้านหุ่นยนต์ในโครงการพัฒนาทักษะการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย (Thailand Robot Design Camp: RDC Thailand) หรือชื่อเดิมว่าการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2562 โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะ และวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ RDC Thailand เป็นโครงการสำหรับเยาวชนทั่วประเทศที่มีความสนใจพิเศษด้านหุ่นยนต์จากหลากหลายสาขา เพื่อพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้การจำลองการทำงานจริงร่วมกันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์พิชิตโจทย์ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด ใช้รูปแบบเหมือนกับการแข่งขันระดับนานาชาติ RoBocon International Design Contest (IDC Ro Bo Con) ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ เช่น Massachusetts Institute of Technology(MIT) สหรัฐอเมริกา และ Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) ญี่ปุ่นในระยะเวลากว่า 12 ปีมีเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ RDC Thailand รวม 1,813 คนจาก 76 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และมีเยาวชนที่ได้ประสบการณ์ในการแข่งขันเวทีระดับนานาชาติจำนวน 78 คน ความสำเร็จของการดำเนินโครงการ RDC Thailand ได้สร้างบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่หน่วยงานและเอกชนของประเทศ นอกจากนั้นโครงการได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพนักวิจัย พัฒนารูปแบบกิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ให้มุ่งเน้นทักษะทางด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม พัฒนาสื่อและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ การประกวดและแข่งขันสร้างผลงานของเยาวชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรคนด้านไอที ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสวทช. ไปแล้วมากกว่า 10,000โครงการ จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นับเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของบุคลากรด้านไอทีในระดับเยาวชน ที่พร้อมจะพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นนักวิจัย นักพัฒนา นวัตกรหรือผู้ประกอบการด้านไอที ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุค "ประเทศไทย4.0" ในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เทคโนโลยีไอทีคือเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนในทุกภาคส่วน ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
มหาวิทยาลัยเด็กจุดประกายสร้างเด็กไทยหัวใจวิทย์
มหาวิทยาลัยเด็กจุดประกายสร้างเด็กไทยหัวใจวิทย์ แม้ว่าจะมีกลไกในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศที่ทุกภาคส่วนต่างต้องอาศัย วทน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนที่สำคัญขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเรียนรู้ "วิทยาศาสตร์" ที่ทำให้รู้จักคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศการสร้างรากฐานนี้จำเป็นที่จะต้องปูพื้นฐานตั้งแต่เยาว์วัยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จัดทำ "โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย (Thailand Children's University)" ขึ้น เพื่อปูพื้นฐานเด็กไทยให้รักและสนใจการเรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย ตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคตโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ภายหลังที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมโครงการมหาวิทยาลัยเด็กที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี พ.ศ. 2553 ซึ่ง สวทช. ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านวิชาการและการเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร์ เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยเครือข่าย กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางวิชาการแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี จัดทำ "โครงการนำร่องมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย" ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 โดยปรับใช้หลักสูตรมาจากโครงการ "มหาวิทยาลัยเด็ก เยอรมนี" ที่พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ดร.คัทธารีนา โคห์เชอ เฮออิงเฮาส์ (Prof. Dr. Katharina Kphse-Hoinghaus) แห่งทอยโทแล็บมหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในปี พ.ศ. 2547 และในเวลาต่อมาโครงการนี้ได้ขยายผลไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงประเทศไทยโดยโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึงปัจจุบันมีเครือข่ายพันธมิตรได้แก่ มหาวิทยาลัย 19 แห่งทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค สสวท. และ สวทช. ได้มีการปรับกิจกรรมการทดลองต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย จัดเป็นกิจกรรมการจำลองการเรียนรู้เหมือนในมหาวิทยาลัยให้เยาวชนในระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นได้ร่วมทดลองวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานในสาขาวิชาต่าง ๆ รวมถึงคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ สร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์และได้พัฒนาทักษะการสังเกต รู้จักตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำระหว่างทำกิจกรรม ซึ่งจะมีความหลากหลายและจัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยที่ร่วม จากการดำเนินงานโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานร่วมและมหาวิทยาลัย เครือข่ายรวม 21 แห่ง กระจายทั่วประเทศ โดยแต่ละหน่วยงานจัดกิจกรรมการทดลองให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยบูรพามหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สำหรับ สวทช. ที่ผ่านมา ได้นำกิจกรรมทดลองชุดต่าง ๆ ของโครงการมหาวิทยาลัยเด็กฯ ไปใช้ในการจัดกิจกรรมกับนักเรียนอย่างต่อเนื่องที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี รวมถึงมีการพัฒนาไปเป็นกิจกรรมทดลองสำหรับเยาวชนผู้พิการอีกด้วย ในช่วงที่มีวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 สวทช. ได้รวบรวมการทดลองสนุก ๆ ในกิจกรรมจากเครือข่ายโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย มาให้เด็ก ๆ และเยาวชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์และทำการทดลองเองที่บ้านพร้อมกับครอบครัวได้ที่ Fun Science @Home by NSTDA ทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/sciencecamp.fanpage/ และเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/sciencecamp/funscience"โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย" จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ทุกฝ่ายร่วมกันในการสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความชอบในวิทยาศาสตร์ และเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก ๆ และเยาวชนไทย ในการที่จะเลือกก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยมืออาชีพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร” แรงบันดาลใจผ่านค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร
"บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร" แรงบันดาลใจผ่านค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร "ค่ายวิทยาศาสตร์" คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความรักในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เด็ก ๆ และเยาวชน ซึ่งจะสามารถบ่มเพาะและพัฒนาต่อยอดเป็นบุคลากรวิจัยมืออาชีพในอนาคตได้ จากความมุ่งมั่นบ่มเพาะพัฒนาเยาวชนด้วยกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2548 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร (Permanent Science Camp) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดกิจกรรมพัฒนาเยาวชน และ สวทช.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ-พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี" พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อ "บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร" (Sirindhorn Science Home) เป็นชื่อโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร และเริ่มเปิดดำเนินการ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ฝึกทักษะ และพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งที่มีความสนใจและมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่กระตุ้นความสนใจ สร้างเครือข่ายกับครูและอาจารย์ทั่วประเทศ รวมถึงการค้นหา ส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด สวทช. ได้ใช้ความพร้อมทั้งบุคลากร สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมทักษะความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเยาวชน โดยได้จัดสร้างห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพพืช โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม(Fabrication Lab: FabLab) ซึ่งเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องมือวิศวกรรมศาสตร์ที่ทันสมัย มีความปลอดภัย เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝนเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริงกับนักวิจัยและนักวิชาการของ สวทช. สำหรับกิจกรรมมีรูปแบบหลากหลายเน้นความเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ สวทช. มีความเชี่ยวชาญ โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรมีการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี ทั้งกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์แบบค่ายหนึ่งวัน ค่ายค้างคืน และค่ายเฉพาะทาง รวมถึงโครงการเสริมสร้างทักษะการทำโครงงานวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาการทำโครงงานฯ ด้วยวิธีระเบียบวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม และมีคุณภาพในระดับชาติหรือนานาชาติ ซึ่งแต่ละปีมีเด็กเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมที่จัด ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรกว่า 10,000 คนตัวอย่างผลงานที่สำคัญเช่น การสร้างเครื่องบิน CozyMark IV ชนิด Composite4 ที่นั่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมฝึกทักษะทางวิศวกรรมศาสตร์ที่เข้มข้นใช้เวลาการสร้างกว่า 7 ปีและมีนักเรียนกว่า 3,105 คน ได้มีโอกาสเข้ามาฝึกฝนและปฏิบัติจริงที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งมีการทดสอบการวิ่ง(Taxi) ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นับเป็นเครื่องบินลำแรกของประเทศไทยที่ประกอบโดยเยาวชนไทย และสามารถใช้งานจริงได้และ สวทช. ได้มอบเครื่องบินลำนี้ให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพในปี พ.ศ. 2560 เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA PART 66 CAT B1 ต่อไป ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2563 สวทช. บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรได้จัดทำ Face shield ที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการช่วยป้องกันโรคกว่า 3,000 ชิ้น นอกจากนี้บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรได้รับความไว้วางใจในการเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเยาวชนนานาชาติ อาทิ เทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 (AYSF 2011) Asian Science Camp 2015 ในปี พ.ศ. 2558 และ The 15th Asia Pacific Conference on Giftedness (APCG2018) ในปี พ.ศ. 2561 อาจกล่าวได้ว่า "บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช." เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและครบวงจรในการสร้างบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ที่ต้องเริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ ทักษะในการเป็นนวัตกรหรือนักวิจัยตั้งแต่วัยเยาว์ และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพนักวิทยาศาสตร์ต่อไป โดยสวทช. คาดหวังว่าบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรจะเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบของประเทศ ที่จะมีหน่วยงานอื่นนำไปขยายผลการดำเนินงานสู่ภูมิภาคต่อไปในอนาคตดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ความร่วมมือเซิร์น-เดซี-ลินเดา โอกาสนักวิจัยไทยในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับโลก
ความร่วมมือเซิร์น-เดซี-ลินเดา โอกาสนักวิจัยไทยในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับโลก การส่งเสริมให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไทยได้มีโอกาสแสดงความสามารถบนเวทีระดับโลก เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาตินั้น นอกจากการส่งผลงานเข้าประกวดหรือร่วมแข่งขันในเวทีต่างๆ แล้ว การได้ทำงานร่วมกับโครงการวิจัยระดับโลกก็ถือว่าเป็นโอกาสที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์และประเทศไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ "สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี" ทำให้เยาวชนและนักวิจัยไทยมีโอกาสร่วมมือและทำงานกับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก อย่างเช่น เซิร์น หรือองค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research: CERN) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ที่เมืองเจนีวาสมาพันธรัฐสวิสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนเชิร์นหลายครั้ง และมี พระราชกระแสรับสั่งกับ "ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช รัชยพงษ์" ว่า "หากนักวิทยาศาสตร์ไทยมีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับเซิร์นก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเป็นอันมาก" ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้ประสานงานเพื่อให้มีการหารือร่วมกันระหว่างทีมผู้บริหารของเซิร์นกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับความร่วมมือในสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งมีการลงนามแสดงเจตจำนงระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ประเทศไทย กับสถานีวิจัยซีเอ็มเอส (CMS) ของเซิร์น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักศึกษา 2 คน และครูฟิสิกส์ไทย 2 คนได้เข้าร่วมโครงการภาคฤดูร้อนเซิร์น ได้เข้าร่วมทำการทดลองด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงและมีความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเซิร์นอีกด้วยนอกจากนี้ในครั้งที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถาบันเดซี่ องค์กรวิจัยชั้นนำของโลกด้านแสงซินโครตรอนและด้านฟิสิกส์อนุภาคมูลฐาน ณ เมืองฮัมบูร์กสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2545 สถาบันเดซีได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี เพื่อให้นักศึกษาไทยในสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเข้าร่วมกิจกรรมวิจัยในห้องปฏิบัติการของสถาบันร่วมกับนักศึกษาทั่วโลกที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สวทช. และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนคัดเลือกเยาวชนไทยเข้าร่วมกิจกรรมวิจัยดังกล่าว จนถึงปัจจุบันมีนักศึกษาไทยเข้าร่วมโครงการ 49 คนอย่างไรก็ดีนอกจากเยาวชนไทยจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สถาบันเดซี และนักวิทยาศาสตร์ไทยจะได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการและวิศวกรชั้นนำในเซิร์นแล้ว สวทช. ยังรับสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ของไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการ อีกทั้งได้มีโอกาสเรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ ๆ จากประสบการณ์จริงของนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลในอดีตจำนวนมาก ที่ได้รับเชิญให้มานำเสนอผลงานในการประชุมดังกล่าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา สวทช. ได้ดำเนินการประกาศรับสมัครและคัดเลือกนิสิต นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมดังกล่าว หลังจาก สวทช. และผู้แทนสมาชิกมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้คัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในขั้นต้นแล้ว จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป จนถึงปัจจุบันมีผู้แทนประเทศไทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ซึ่งประกอบด้วยนิสิต นักศึกษา อาจารย์นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่รวมทั้งสิ้น 69 คนที่ผ่านมาภายหลังจากการประชุมที่ลินเดา ตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าประชุมจะมีภารกิจในการไปบรรยายเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ตามสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นการส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากเวทีการประชุมระดับโลกให้แก่เด็กและเยาวชนไทยอีกด้วย การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สถาบันเดซีของเยาวชนและนักศึกษาการที่นักวิทย์รุ่นใหม่ไทยได้พบปะนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่เมืองลินเดา และนักวิทยาศาสตร์ไทยยังได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับเซิร์นล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ การสร้างมิตรภาพและเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ทำงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการนำมาต่อยอดพัฒนางานวิจัยของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคตต่อไป ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
พัฒนาบุคลากร STEM รองรับภาคอุตสาหกรรมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พัฒนาบุคลากร STEM รองรับภาคอุตสาหกรรมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามโมเดล "ประเทศไทย4.0" ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ที่จะช่วยยกระดับให้ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง หรือประเทศพัฒนาแล้วได้ภายใน ปี พ.ศ. 2575 ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ แต่เนื่องจาก 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตและบริการ รวมถึงภาคการสนับสนุนที่จำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ฯลฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงจัดทำ "โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับภาคอุตสาหกรรม" ขึ้น เพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่มีความสนใจในการทำโครงการหรืองานวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย สามารถสมัครเข้ารับทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้โดยมีระยะเวลารับทุน 6-12 เดือน โดย 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของประเทศ ได้แก่ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ที่ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S Curve) ประกอบด้วยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรทั้งนี้ผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการศักยภาพบุคลากร STEM เช่น อาจารย์หรือมหาวิทยาลัยที่มีผู้ช่วยวิจัยระดับปริญญาโท-เอก จะได้ใช้ประโยชน์ในการร่วมทำวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสนับสนุนให้งานวิจัยสำเร็จเร็วขึ้น และพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานจริง มีโอกาสได้รับการจ้างงานและได้รับค่าตอบแทนระหว่างการทำโครงการ สำหรับภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนในการจ้างผู้ช่วยนักวิจัย และมีโอกาสคัดเลือกนักศึกษา (ผู้ช่วยนักวิจัย) ที่มีศักยภาพเพื่อร่วมงานในอนาคต นอกจากนี้ยังช่วยให้งานวิจัยสำเร็จเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากการช่วยสนับสนุนของอาจารย์และนักศึกษาอีกทั้งยังมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของประเทศร่วมกับมหาวิทยาลัยและ สวทช. โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของ สวทช. ในปี พ.ศ. 2560-2561ในการพัฒนาบุคลากรวิจัยด้าน STEM เผื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมของประเทศแบบเร่งด่วนจำนวน 273 คน และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาคการผลิตและบริการระหว่าง สวทช. กับสถาบันการศึกษารวมถึงกระตุ้นให้เกิดการนำองค์ความรู้ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการอีกด้วยดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม Open PDF Open e-Book
30 ปี สวทช.
 
งานวิจัย 30 ปี สวทช.
 
ผลงานวิจัยเด่น