หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“ศานนท์” รองผู้ว่า กทม. ชู Traffy Fondue เป็น Smart City พลิกโฉมเมือง แก้ไขเรื่องร้องเรียนเมืองหลวง 1.1 ล้านเรื่อง ความพึงพอใจ ร้อยละ 81%
(วันที่ 3 กันยายน 2569) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้รับมอบหมายจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขึ้นกล่าวบรรยาย ในหัวข้อ “Smart Enough City: เมืองที่ ‘พอดี’ คือเมืองที่ดีที่สุด” ภายในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026  โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า กรุงเทพมหาคร ได้ทำงานร่วมกับ เนคเทค สวทช. ในเรื่อง Traffy x Bangkok แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมืองผ่าน LINE ประชาชนสามารถแจ้งปัญหา เช่น ถนนชำรุด ไฟฟ้าดับ และขยะล้น รองรับการส่งภาพและระบุพิกัดของปัญหาเพื่อประกอบการแจ้งเหตุ หน่วยงานสามารถรับเรื่อง ดำเนินการแก้ไข และติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ สนับสนุนการบริหารจัดการเมืองโดยเชื่อมโยงประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบัน Traffy Fodue กรุงเทพมหานครได้รับเรื่องแล้วกว่า 1,426,551 เรื่องร้องเรียน (ข้อมูลวันที่ 3 กันยายน 2569) ได้รับการแก้ไขเสร็จแล้ว 1,155,830 เรื่อง คิดเป็น ร้อยละ 81 มีความพึงพอใจ 376,710 เคส คิดเป็นร้อยละ 81 ซึ่งสำนักงานเขตที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด 3 อันดับ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) คือ 1.เขตยานนาวา 4.9 คะแนน 2. เขตหนองจอก 4.7 คะแนน และ 3.เขตลาดพร้าว 4.66 คะแนน นอกจากนี้กรุงเทพมหานคร ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน และ สวทช. ในโครงการ BKK Food Bank โดยการบริจาคเพื่อช่วยให้การดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และจัดสรรสิ่งของจำเป็นให้กับกลุ่มเปราะบางตามความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำเยี่ยมชมบูธนิทรรศการประกอบด้วย นิทรรศการ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง พัฒนาโดยทีมนักวิจัยเนคเทค สวทช. เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ Thai School Lunch ระบบสนับสนุนโรงเรียนในการวางแผนและจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ มีฐานข้อมูลเมนูอาหารมากกว่า 1,000 รายการและสามารถจัดสำรับอัตโนมัติ คำนวณคุณค่าทางโภชนาการ ปริมาณวัตถุดิบ และประมาณการค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เชื่อมโยงข้อมูลกับ KidDiary เพื่อสนับสนุนการติดตามโภชนาการและพัฒนาการเด็ก เชื่อมโยงกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อบริหารผลผลิตและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน Acamp (Automated Carbon Accounting Management Platform) แพลตฟอร์มบริหารจัดการบัญชีคาร์บอนแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังเยี่ยมชมผลงานวิจัยในโซน Grow เพื่อผลงานวิจัยและพัฒนาที่นำไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. ฉายภาพเทคโนโลยีอนาคต ชวนสำรวจความเป็นไปได้ของ Quantum – Space Communication – Physical AI ต่อยอด Frontier Tech ตอบโจทย์ประเทศ ในงาน NECTEC-ACE 2026
วันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน - ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” พร้อมฉายภาพทิศทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต เสนอแนวคิด 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่น่าจับตามอง ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI เพื่อร่วมค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสำรวจโอกาสที่จะนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำทีมผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยจัดแสดงนำนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมของประเทศ • Power up Thailand with Frontier Technologies ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” โดยกล่าวว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร ผลักดัน 4 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ (1) Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อสร้างระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง ไปจนถึงการทดสอบ และเปิดทางสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (2) Quantum Technology ที่ต้องเตรียมทั้งกำลังคน พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสที่พร้อมรับยุคควอนตัม (PQC) (3) เศรษฐกิจสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ (4) Space Economy ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้าง’ และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทค สวทช. สั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ • 40 ปี เนคเทค จาก Deep Tech สู่ความเป็นไปได้ในการแก้โจทย์ประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปี เนคเทค สวทช. ได้พิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหิ้ง แต่ได้เข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการ มาแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้โจทย์จริงของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีอุบัติใหม่ ทั้ง AI และดิจิทัลขั้นสูง เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ภารกิจของ สวทช. ในฐานะ National Research Engine ซึ่งมีเนคเทคเป็นเครื่องยนต์หลักด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล คือ การเร่งสร้างความพร้อมให้ประเทศตั้งแต่วันนี้ ทั้งศักยภาพของคน โครงสร้างพื้นฐาน และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อทำให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเข้ามาใช้ แต่ต้องถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ซึ่งประสบการณ์และผลงานวิจัยตลอด 40 ปีของเนคเทค ถือเป็นรากฐานและมรดกทางเทคโนโลยี หรือ ‘Legacy’ ที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ ‘Beyond’ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน • ฉายภาพ 3 Frontier Tech เปิดมุมมองใหม่เพื่อต่อยอดโจทย์ประเทศ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า วาระครบรอบ 40 ปีเนคเทคถือเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จและบทเรียนตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เนคเทคมีบทบาทตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานด้านดิจิทัล การผลักดันแผนไอทีระดับประเทศ ไปจนถึงการพัฒนางานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น ‘Thai School Lunch’ แพลตฟอร์มดูแลโภชนาการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ‘KidBright’ นวัตกรรมการเรียนโค้ดดิ้งของเยาวชน ‘DentiiScan’ เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติฝีมือคนไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำบริการการแพทย์ ไปจนถึง ‘TPMAP’ เครื่องมือสำคัญในการชี้เป้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ เป็นต้น สำหรับก้าวต่อไป เนคเทค สวทช.ได้เริ่มศึกษาทิศทางเทคโนโลยีที่ประเทศควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ (1) เทคโนโลยีควอนตัม มุ่งวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม (PQC) และ Quantum Sensing บางประเภท (2) การสื่อสารผ่านอวกาศ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เข้ามาใกล้ชีวิตประจำวัน ซึ่งไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน เช่นเดียวกับที่เคยทำในยุคคอมพิวเตอร์และ IoT และ (3) Physical AI สำรวจแนวโน้มการก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงรอบตัวได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมภาคการผลิตและบริการในอนาคต เป้าหมายของการเริ่มศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ คือ การทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ผลงานวิจัยของเนคเทคจะต้องเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญและทิศทางของเนคเทค สวทช. ในอนาคต NECTEC-ACE 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ยังคงได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรภาครัฐมากกว่า 30 หน่วยงาน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน โดยเปิดพื้นที่ให้ร่วมค้นหาบทต่อไปของเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมสังคมไทย พร้อมสัมผัสโซลูชันที่นำไปใช้งานจริงจากเนคเทคและพันธมิตรที่ครอบคลุมตั้งแต่ AI, ควอนตัม, นวัตกรรมเพื่อการเกษตรและการแพทย์ ไปจนถึงโลกการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0 ภายหลังการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ สามารถติดตามสรุปและบันทึกการสัมมนาย้อนหลัง ได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2026
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกกำลังร่วมทีม อว. ปล่อยคาราวาน “อว. เพื่อประชาชน” เร่งส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ
วันที่ 3 กันยายน ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเร่งด่วน โดยจัดพิธีปล่อยคาราวานลำเลียงสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ บริเวณหน้าอาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) พิธีปล่อยคาราวานในครั้งนี้ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงฯ และ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงฯ ตลอดจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดที่มาร่วมแสดงพลังอย่างพร้อมเพรียง สำหรับคาราวานดังกล่าว เป็นการรวบรวมถุงยังชีพซึ่งภายในบรรจุสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างครบครัน ทั้งอาหารพร้อมทาน อาหารแห้ง เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และยารักษาโรค โดยจะถูกลำเลียงตรงไปยัง "อว. ส่วนหน้า" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในการกระจายความช่วยเหลือลงสู่มือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคเหนือต่อไป ในโอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมส่งมอบถุงยังชีพจำนวน 100 ชุด เพื่อเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการบรรเทาความเดือดร้อนในครั้งนี้ด้วย วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทว่ายังเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของทุกภาคส่วน การผนึกกำลังระหว่าง สวทช. กระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จึงเป็นภาพสะท้อนที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐพร้อมหยัดยืนเคียงข้างและเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประชาชนในทุกสถานการณ์ โดยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกความช่วยเหลือที่ส่งมอบผ่านคาราวาน “อว. เพื่อประชาชน” จะเป็นดั่งน้ำใจที่ช่วยซับน้ำตา บรรเทาความทุกข์ร้อน และเป็นพลังใจสำคัญให้ผู้ประสบภัยสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งในเร็ววัน [video width="960" height="540" mp4="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2026/09/7_nstda-mhesi-flood-relief-northern-thailand.mp4"][/video]
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กว่าจะเป็น “ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ” เปิดเบื้องหลังมาตรฐานความปลอดภัยที่คุณไม่เคยรู้ !
สรุปใจความสำคัญ ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. คือ หนึ่งในบุคลากรเบื้องหลังที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากงานวิจัยไปสู่การผลิตและการจำหน่ายได้อย่างปลอดภัย โดยดูแลตั้งแต่ห้องปฏิบัติการ โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพพัฒนาแนวทางปฏิบัติ (guideline) ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การผลิต ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่มีหน่วยงานนำไปใช้แล้วมากกว่า 30 องค์กร และมีผู้ใช้งานแนวทางปฏิบัติมากกว่า 24,000 คน ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพมีบทบาทประเมินความปลอดภัยของอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ตั้งแต่การประเมินจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในกระบวนการผลิต ไปจนถึงความเป็นพิษและการก่อภูมิแพ้ เพื่อใช้ประกอบการขอรับรองจาก อย. ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพดูแลโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการ BSL-2 และ BSL-3 สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์และเชื้อก่อโรคในระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อปกป้องทั้งผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม จากระบบมาตรฐาน องค์ความรู้ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพมีเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้นักวิจัยสามารถวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพได้อย่างปลอดภัย นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพสักชิ้น เช่น ขนมปังเนื้อนุ่มฟู นมปราศจากแล็กโทส เนื้อจากพืช เบียร์ ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์รูปแบบต่าง ๆ ที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านขายยา เบื้องหลังของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต แต่ยังมีบุคลากรอีกกลุ่มที่มีส่วนทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นผลิตและจำหน่ายได้จริง นั่นคือ “ผู้ดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพ” ซึ่งดูแลตั้งแต่กระบวนการวิจัยและพัฒนาในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ก่อนจัดจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค โดยหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ คือ ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) [caption id="attachment_90051" align="aligncenter" width="750"] ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ[/caption] ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ กล่าวถึงบทบาทสำคัญของฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพว่า มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือตั้งแต่ห้องปฏิบัติการที่ดำเนินงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โรงงานที่ใช้ในการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยรวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพที่มีการทำงานกับจุลินทรีย์หรือสารชีวภาพที่มีความเสี่ยงก่อให้เกิดโรคในสิ่งมีชีวิตหรืออาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะหากขาดการประเมินความเสี่ยงและไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานตลอดห่วงโซ่การผลิต และผู้บริโภคที่รับประทานหรือใช้งานผลิตภัณฑ์นั้น ๆ นอกจากนี้หากเชื้อหรือสารชีวภาพมีการหลุดออกสู่ภายนอก ก็อาจสร้างผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้างได้ “ที่ผ่านมาทีมงานได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติ (guideline) ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือตั้งแต่ห้องวิจัย โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์ชีวภาพมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปใช้งานแล้วมากกว่า 30 องค์กร รวมผู้ใช้งานแนวทางปฏิบัติมากกว่า 24,000 คน และยังมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ” หนึ่งในภารกิจของฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพที่มีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมหาศาล คือ การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีชีวภาพหรือมีการใช้วัตถุดิบที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพเป็นส่วนประกอบ ดร.ชาลินี อธิบายว่า ตัวอย่างอาหารและอาหารเสริมที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิต หรือมีการใช้วัตถุดิบที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นส่วนประกอบ เช่น เอนไซม์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ขนมปัง นมปราศจากแล็กโทส เบียร์ สารช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัสที่ใช้ในผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์รูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างเนื้อสัตว์ที่ผลิตด้วยกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cultured meat) “การที่ผู้ประกอบการจะผลิตและจำหน่ายอาหารเหล่านี้ได้จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น การประเมินความปลอดภัยของจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการประเมินความปลอดภัยในการใช้เป็นอาหารซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการก่อพิษและการก่อภูมิแพ้ ก่อนนำเอกสารผลการตรวจไปใช้ประกอบการขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เป็นหนึ่งในหน่วยประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพ ให้แก่ อย.” นอกจากภารกิจพัฒนาแนวทางปฏิบัติและการตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการให้บริการห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ BSL-2 ซึ่งรองรับการทำงานวิจัยจุลินทรีย์ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง เช่น จุลินทรีย์ที่ก่อโรคได้แต่ไม่รุนแรง และห้องปฏิบัติการฯ BSL-3 ซึ่งรองรับการทำงานกับเชื้อก่อโรคที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเชื้อที่ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ ห้องปฏิบัติการทั้งสองได้รับการดูแลตามมาตรการความปลอดภัยระดับสากล เพื่อปกป้องผู้ปฏิบัติงาน และป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก และพร้อมรองรับทั้งการปฏิบัติภารกิจวิจัยของบุคลากรภายในองค์กร และการให้บริการวิจัยแก่บุคคลภายนอก ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ยา รวมถึงการใช้ในภารกิจการแพทย์และสาธารณสุข จากการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างแข็งขันตลอดมา ในปีนี้ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยรางวัล Thailand Biosafety Award ประจำปี 2569 ประเภททีม จากสมาคมชีวนิรภัย (ประเทศไทย) ดร.ชาลินี กล่าวทิ้งท้ายถึงหัวใจสำคัญของงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพที่ทีมยึดมั่นว่า คือการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างปลอดภัย นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 หรืออีเมล biosafety@biotec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. เปิดตัว “Cookbook” คู่มือปรุงอาหารส่วนเกิน สู่ “เมนูระดับเชฟ” ผนึกพันธมิตรหนุน “ครัวรักษ์อาหาร” เปลี่ยน ‘วัตถุดิบเหลือเฟือ’ เป็น ‘อาหารมื้อพิเศษ’
(วันที่ 2 กันยายน 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และ 5 หน่วยงานพันธมิตร เปิดตัว “คู่มือรวบรวมสูตรอาหารจากวัตถุดิบอาหารส่วนเกิน (Cookbook)” อย่างเป็นทางการ โดยรวบรวม 23 เมนูสร้างสรรค์จากเชฟและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เพื่อส่งต่อสูตรอาหารและองค์ความรู้สู่เครือข่ายอาสาสมัคร Thailand’s Food Bank โดยเฉพาะ “ครัวรักษ์อาหาร” นำไปประยุกต์ใช้ปรุงอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และส่งมอบความสุขให้แก่ผู้รับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศให้อร่อยอย่างยั่งยืน ภายในงานมี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีตัวแทนเชฟ อาทิ เชฟแจ๊คกี้ – Tse Chi Wai เชฟจากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เชฟผู้พิชิตเชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทย ปี 2025 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบอาหารส่วนเกินเป็นเมนูสุดพิเศษ ให้ผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชนได้ชิมรสชาติอาหารแห่งความยั่งยืน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมนั้น สวทช. ไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกที่ช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกัน และนำทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดคุณค่าต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเปิดคู่มือ Cookbook เล่มนี้จึงเป็นเครื่องมือเปลี่ยนมุมมองของสังคมและนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการ Thailand’s Food Bank มุ่งเน้นการแก้ปัญหาอาหารส่วนเกินตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการบริโภค พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมว่า อาหารส่วนเกินหากได้รับการจัดการ คัดเลือก ขนส่ง และเก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะตามหลักความปลอดภัยอาหาร จะยังคงเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเลิศรสได้ ซึ่งช่วยลดการเกิดขยะอาหาร (Food Waste) และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน ดร.ปัทมาพร กล่าวต่อว่า นอกจากการทำงานร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) อย่างเหนียวแน่น วันนี้ สวทช. มีพันธมิตรภาคเอกชนทั้ง 5 ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่มีแนวคิดเดียวกันที่อยากชวนสังคมเปิดมุมมองใหม่ของเมนูอาหารส่วนเกิน ให้เป็นอาหารที่อร่อยได้อย่างยั่งยืน หรือเป็นการสร้าง ‘การกินดีอยู่ดี’ ร่วมกัน ซึ่งพันธมิตรภาคเอกชนทั้ง 5 ส่งเชฟและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจำนวน 18 คน ร่วมกับเชฟอิสระอีก 1 คน รวมเป็น 19 คน มาร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบอาหารส่วนเกินพร้อมรวบรวมสูตรไว้ใน Cookbook เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า วัตถุดิบที่อาจถูกมองข้ามสามารถเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีคุณภาพและน่ารับประทานได้ เมื่อได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและผสานเข้ากับองค์ความรู้ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ ได้เมนูอาหาร 23 เมนู ได้แก่ 1.โครงเป็ดทอดกระเทียมพริกไทยสไตล์ฮ่องกง 2.ซุปไก่เวียดนามไข่มุกขาว 3.ต้มยำหัวปลาแซลมอนสมุนไพรไทย 4.เต้าหู้ทองกรอบซอสกะเพรา 5.พาสต้าหมูสับซอสแดงสไตล์ไทย 6.หัวปลาแซลมอนตุ๋นซีอิ๊วญี่ปุ่น 7.จับฉ่ายทรงเครื่อง 8.ถุงทองไส้ผักรวม 9.สลัดมันฝรั่ง 10.แฮมเบิร์กสเต็ก 11.ครอแก็ตเต้าหู้ชีสเต้าหู้ชีส (Tofu Cheese Croquette) 12.คุกกี้ลิ้นแมว (Langue de chat) 13.ซุปเยื่อไผ่เต้าหู้น้ำแดง 14.ตับเป็ดกระเทียมพริกไทยผัดพริกสด 15.เบเกิลไข่กวน (Bagel Scrambled) 16.เบรด (เบเกิล) พุดดิ้ง (Bread Pudding) 17.หัวปลาแซลมอนคาบูโตนิ (ต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น) 18.ก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ 19.ดาวทรงเครื่อง 20.เส้นใหญ่ราดหน้า 21.ข้าวผัดรุ่นเก่า (ข้าวผัดโบราณ) 22.พาสตาซอสมะเขือเทศและเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด และ 23.หมี่คลุกแห้งทรงเครื่อง ภายในงานตัวแทนจากหน่วยงานพันธมิตรหลักทั้ง 4 ภาคส่วน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้รับเป็นสำคัญ นายวุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการด้านการบริการและอาหาร เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการคัดแยกและบริหารจัดการวัตถุดิบส่วนเกินในครัวของโรงแรมด้วยมาตรฐานสุขอนามัยสูงสุดเทียบเท่าอาหารปกติ พร้อมสนับสนุนเชฟมืออาชีพมาร่วมรังสรรค์เมนูคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกมื้ออาหารที่ส่งต่อไปยังผู้รับผ่านเครือข่าย Food Bank จะสะอาด ปลอดภัย อร่อย และช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการสูญเสียอาหารในภาคธุรกิจบริการได้อย่างแท้จริง นายอัตถสิทธิ์ เจียมฉวี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และประสานรัฐกิจ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารส่วนเกินตลอดห่วงโซ่ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก โดยมีระบบคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพอาหารสดและสินค้าที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างเข้มงวด การร่วมมือกับ สวทช. และเครือข่ายในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของเราในการลดอาหารส่วนเกินจากหน้าร้านเพื่อคืนทรัพยากรสู่สังคม พร้อมทั้งส่งเสริมสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับในชุมชนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศ นางสาววลัยรัตน์ อภินัยนาถ GM of corporate planning บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด (MaxValu) กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนโครงการ Thailand’s Food Bank และ Cookbook ในครั้งนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่ออาหารส่วนเกิน เราเชื่อมั่นว่าการส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพดีที่ผ่านกระบวนการจัดการที่ถูกสุขลักษณะ จะช่วยลดปริมาณขยะอาหารฝังกลบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณค่าทางโภชนาการที่ดีแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมอย่างยั่งยืน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนพัฒน์ แสงรุ่งเรือง คณบดีโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำองค์ความรู้ทางวิชาการและทักษะฝีมือของคณาจารย์เชฟมาร่วมพัฒนาสูตรอาหารจากวัตถุดิบส่วนเกินใน Cookbook ฉบับนี้ เราใส่ใจในทุกขั้นตอนการปรุงเพื่อให้ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร โภชนาการครบถ้วน และนำไปปฏิบัติได้จริงใน “ครัวรักษ์อาหาร” เพื่อให้ผู้รับได้รับประทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และอิ่มเอมใจในคุณค่าของมื้ออาหาร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นครสวรรค์โมเดล ต้นแบบธนาคารอาหาร ผนึกกำลัง สวทช.-จังหวัด-มูลนิธิ SOS เดินหน้า “Nakhon Sawan Food Bank” ขยายครบ 15 อำเภอ ลดขยะอาหารพุ่งทะยาน 51 ตัน
จังหวัดนครสวรรค์เดินหน้าขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารและแก้ปัญหาขยะอาหารอย่างยั่งยืน ผนึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย จังหวัดนครสวรรค์ สวทช. และมูลนิธิ SOS ยกระดับ “Nakhon Sawan Food Bank” สู่ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับจังหวัดที่ปลอดภัย-ตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม เผยผลงานสะสม 2 ปี กอบกู้อาหารกว่า 51 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (วันที่ 1 กันยายน 2569) ณ โรงแรมโฟทูซี เดอะชิค โฮเทล จังหวัดนครสวรรค์: จังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อขยายผลโครงการการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ขับเคลื่อนการลดขยะอาหาร ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การส่งต่ออาหารที่ยังมีคุณค่าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้บริหารระดับสูง ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร ของ สวทช. และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยกลไกความร่วมมือระดับจังหวัด นายเศวต เพชรนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จังหวัดนครสวรรค์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับจังหวัดนครสวรรค์คุณภาพชีวิตของประชาชนและการบริหารจัดการทรัพยากรภายในจังหวัด การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของจังหวัดนครสวรรค์ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมี พมจ. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อขับเคลื่อนทั้ง 15 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ ช่วยเปลี่ยนอาหารส่วนเกิน เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และเป็นจังหวัดต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ ถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งความร่วมมือในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอาหารที่มั่นคง นำอาหารที่ปลอดภัยไปถึงมือกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคม ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างระบบนิเวศอาหารระดับประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เป้าหมายของ สวทช. ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวน Food Bank แต่คือการสร้าง “ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศ” โดย สวทช. ได้นำองค์ความรู้จากศูนย์แห่งชาติมาประยุกต์ใช้ครบวงจร ทั้งด้านความปลอดภัยอาหารโดย BIOTEC ที่ร่วมผลักดันแนวปฏิบัติระดับประเทศ, แพลตฟอร์มดิจิทัล NECTEC (Thailand’s Food Bank Digital Platform) สำหรับติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ, การประเมินคาร์บอนเครดิตจาก MTEC และ อบก., ตลอดจนงานวิจัยเชิงนโยบายเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางภาษีภายใต้แนวคิด “การบริจาคไม่ควรเสียเปรียบการทำลาย” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังมีกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลนเข้าถึงอาหาร และหากทิ้งไว้จะกลายเป็นขยะอาหารสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สวทช. จึงได้เข้ามาพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือสนับสนุน ร่วมกับมูลนิธิ SOS และเครือข่ายในพื้นที่จนเกิดเป็นความสำเร็จของ “Nakhon Sawan Food Bank” ในวันนี้ กอบกู้อาหาร 51 ตัน สู่มื้ออาหาร 218,000 มื้อ ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร กล่าวเสริมว่า จากเดิมที่นครสวรรค์มีอาสาสมัครรักษ์อาหารเพียง 42 คน ปัจจุบันภายใต้การหนุนเสริมของโครงการฯ ทำให้มีอาสาสมัครเพิ่มขึ้นเป็น 292 คน ครอบคลุมพื้นที่ครบทั้ง 15 อำเภอ ส่งผลให้ปริมาณอาหารที่กอบกู้ได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หรือกว่า 12,000 กิโลกรัมต่อเดือน และหากนับสะสม 2 ปี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 จังหวัดนครสวรรค์สามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินได้แล้วกว่า 51,900 กิโลกรัม หรือกว่า 51 ตัน คิดเป็นกว่า 218,000 มื้ออาหาร ช่วยลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสำเร็จของกลไกการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ที่มีคณะกรรมการระดับจังหวัดและสำนักงาน พมจ.นครสวรรค์ เป็นกลไกหลักในการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ มาตรฐานความปลอดภัยและสะพานบุญสู่ชุมชน นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS) กล่าวว่า มูลนิธิ SOS มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อและยกระดับการทำงานร่วมกับจังหวัดนครสวรรค์และ สวทช. ในครั้งนี้ การลงนาม MOU จะช่วยเชื่อมโยงผู้บริจาค อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานพลังกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเชื่อมั่นว่าบทเรียนและความสำเร็จจาก “นครสวรรค์โมเดล” จะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยต่อไปในอนาคต ด้าน นายนพนันต์ ทับทิม ผู้ประสานงานเครือข่าย SOS จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยถึงการทำงานภาคสนามว่า เครือข่ายอาสาสมัครทำหน้าที่เสมือน “สะพานบุญ” ในการกอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งอาหารพร้อมทาน ผัก ผลไม้ ขนมปัง และอาหารปรุงสุก จากผู้บริจาคภาคเอกชนรายใหญ่ในเมืองนครสวรรค์ อาทิ บิ๊กซี ร้านสะดวกซื้อ แม็คโคร และเอสแอนด์พี เฉลี่ยวันละ 150–200 กิโลกรัม ความโดดเด่นของอาสาสมัครชุดนี้คือการทำงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากมูลนิธิ SOS และนักวิจัยโครงการ Foodbank สวทช. ที่มอบชุดตรวจอย่างง่ายเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพอาหารระหว่างการขนส่ง สร้างความมั่นใจว่าอาหารทุกชิ้นมีความสะอาด ปลอดภัย และผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้รับ“พวกเราทำงานด้วยใจเพราะเห็นประโยชน์ที่ช่วยลดขยะอาหารและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ปัจจุบันจำนวนสมาชิกอาสาสมัครเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อาหารจากผู้บริจาคในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้รับ จึงอยากเชิญชวนภาคเอกชนมาร่วมสมทบเพิ่มเติม เพื่อให้เราสามารถส่งต่ออาหารคุณภาพดีนี้ ไปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้แก่พี่น้องกลุ่มเปราะบางได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” นายนพนันต์ กล่าวทิ้งท้าย สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways) เป้าหมาย: สวทช. จ.นครสวรรค์ และมูลนิธิ SOS ร่วมผลักดัน "Nakhon Sawan Food Bank" ขยายพื้นที่ครอบคลุม 15 อำเภอผลลัพธ์: ตลอด 2 ปี กอบกู้อาหารส่วนเกินได้กว่า 51 ตัน แปลงเป็นอาหารกว่า 218,000 มื้อ ลดก๊าซเรือนกระจก 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเทคโนโลยี สวทช.: บูรณาการองค์ความรู้จาก ไบโอเทค (ความปลอดภัยอาหาร), เนคเทค (แพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับ) และ เอ็มเทค (การประเมินคาร์บอน)ต้นแบบสู่ระดับประเทศ (Nakhon Sawan Model): มุ่งหวังให้ความสำเร็จของนครสวรรค์เป็นกลไกต้นแบบในการจัดตั้งและขยายผลระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและธนาคารอาหารไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ  ข้อมูลเพิ่มเติม / ติดตามรายละเอียดต่อได้ที่โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งประเทศไทย (Thailand’s Food Bank): https://www.nstda.or.th/foodbank/ หรือ Facebook Page: Thailand's Food Bankมูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand): https://www.scholarsofsustenance.org/th หรือ Facebook Page: SOS Thailand (สำหรับภาคเอกชนที่ประสงค์ร่วมบริจาคอาหารส่วนเกินเข้าสู่ระบบ) 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.-EECi ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูง ระบบการผลิตบัวบกแบบ Medical Grade Production System (MGPS) พร้อมต้นแบบการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าจากการปลูกสู่การสร้างอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง
(วันที่ 26 สิงหาคม 2569) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค -สวทช.) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ผนึกกำลังจัดกิจกรรมการถ่ายทอดและสาธิตเทคโนโลยี การปลูกสมุนไพรคุณภาพสูง: บัวบก สำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการเกษตร ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อตอกย้ำบทบาทการร่วมขับเคลื่อน “สมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติคุณ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ บรรยายถ่ายทอดความรู้ และเสวนาให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมกันนี้มีเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง และ บริษัทหน่ำเซียน ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาต้นแบบห่วงโซ่คุณค่า สมุนไพรบัวบก ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ไบโอเทค - สวทช. ได้พัฒนา บัวบก สายพันธุ์ ไบโอบก-143 และ ไบโอบก-296 เป็นบัวบกสายพันธุ์ดี ที่ได้รับการคัดเลือก สามารถให้ผลผลิต ผลผลิตบัวบกไม่น้อยกว่า  3.5 กก.นน.สด ต่อ ตรม.พื้นที่ปลูก และปริมาณสารสำคัญ (Centelloside content) ในปริมาณ 75-85 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งพืช หรือสูงขึ้น 1.5 เท่า ในสภาพไฮโดรโปรนิกส์ ในโรงเรือน เทียบกับสายพันธุ์อ้างอิงที่มี Centelloside content ในปริมาณ 45-50 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งพืช ในสภาพปลูกแบบดั้งเดิม ดร.กนกวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกในสภาพไฮโดรพอนิกส์จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านปัจจัยสำคัญในสภาพแวดล้อมของการปลูกเลี้ยงบัวบกที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและปริมาณสารสำคัญ ซึ่งทีมวิจัยได้มีการศึกษาในเบื้องต้นเป็นผลงานอนุสิทธิบัตรเกี่ยวกับการให้คุณภาพแสงจำเพาะ ในช่วงการปลูกเลี้ยงบัวบกเพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญ  โดย ระบบการผลิตบัวบกภายใต้สภาพโรงเรือนอัจฉริยะด้วยระบบปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์แนวตั้ง สวทช. ได้รับการรับรองให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร หรือ GAP (Good Agricultural Practice: รหัสรับรอง กษ 03-3502-21-361-000001) มีการควบคุมคุณภาพของผลผลิตบัวบก ลดปัญหาด้านการปนเปื้อนสารเคมี เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันในตลาดโลกได้ นำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตบัวบกเกรดการแพทย์ (Medical Grade Production System: MGPS) ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนงาน Pre-Battle AgriNEXT: การผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ ในฐานะต้นแบบการผลิตพืชยุคใหม่ที่เน้นความแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และพร้อมให้บริการ/คำปรึกษาถ่ายทอดเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับและขยายขนาดการผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรมด้านสมุนไพรได้อย่างยั่งยืน สำหรับพื้นที่โดยรอบเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ได้ดำเนินงานขยายผลเป็นแหล่งผลิตและกระจายพันธุ์บัวบกคุณภาพสูง สายพันธุ์ "ไบโอบก-143" และ "ไบโอบก-296" พร้อมให้คำแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมี คุณเบญญาภา ณ รังษี เกษตรกรต้นแบบจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงทั้งด้านการปลูก การแปรรูป การตอบรับของตลาด และแนวทางการยกระดับธุรกิจเกษตรสู่ระดับอุตสาหกรรม คุณเบญญาภา ได้เปิดเผยถึงแนวทางการเติบโตว่า "อุตสาหกรรมขั้นต้นที่มีศักยภาพและเกษตรกรสามารถเริ่มต้นได้ทันที คือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเบื้องต้น เพื่อสร้างฐานผู้บริโภคและสร้างรายได้ในระยะแรก และเมื่อมีตลาดรองรับที่มั่นคงแล้ว จึงค่อยขยายผลต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเวชสำอางตามมาตรฐานสากลในลำดับถัดไป" ในด้านขยายผลการผลิตบัวบกคุณภาพสูงสู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด รองผู้จัดการแผนกวิจัยและพัฒนา บริษัท หน่ำเซียน ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากบัวบกตามมาตรฐาน Medical Grade Production System (MGPS) พร้อมให้แนวทางด้านข้อกำหนด (Specification) สำคัญสำหรับเกษตรกรที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับอุตสาหกรรม โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือการมีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ หากกลุ่มเกษตรกรสามารถยกระดับแปลงปลูกจนได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GAP) ก็จะเป็นสะพานเชื่อมต่อเข้าสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเรียบร้อยและมั่นคง นอกจากนี้ ดร.ธงชัย ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพการเติบโตของสมุนไพรไทยว่า "บัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม และยา ซึ่งยังมีอุปสงค์ในตลาดอยู่อีกมาก หัวใจสำคัญคือการควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพตามที่อุตสาหกรรมต้องการ ซึ่งหากสามารถรักษาคุณภาพของสารสำคัญและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าบัวบกไทยจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในตลาดระดับสากลได้อย่างแน่นอน" กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากหน่วยงานส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง อาทิ วิสาหกิจชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพลู และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมิตรสัมพันธ์    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ENTEC สวทช. เดินหน้าขยายความร่วมมือระดับนานาชาติกับเปรู ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและระบบคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ
คณะผู้บริหารศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ และ ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการ เดินทางเยือนสาธารณรัฐเปรู ระหว่างวันที่ 24-30 สิงหาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Future of Smart Mobility: Driving Resource-Efficient Transportation with Cutting-Edge Technologies” ภายใต้กรอบความร่วมมือ APEC Policy Partnership on Science, Technology and Innovation (PPSTI) พร้อมเข้าคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู และหารือกับหน่วยงานวิจัยชั้นนำของเปรู เพื่อขยายความร่วมมือวิจัยด้านพลังงานสะอาดและการคมนาคมแห่งอนาคต ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คณะผู้บริหาร ENTEC ได้เข้าคารวะนางสาวเอกอร คุณาเจริญ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู โดยได้รายงานบทบาทและภารกิจของ ENTEC ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนนโยบายและงานวิจัยด้านพลังงานของประเทศไทย ตลอดจนแนวทางการขยายความร่วมมือกับประเทศเปรูภายใต้กรอบความร่วมมือเอเปค (APEC) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศไทย และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2050 รวมถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างไทยและเปรู สำหรับภารกิจด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยพลังงาน คณะผู้บริหาร ENTEC ได้เข้าหารือกับ 3 หน่วยงานสำคัญในประเทศเปรู โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิมา ในการประสานงานและนัดหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะผู้บริหาร ENTEC ได้เข้าหารือกับสมาคมไฮโดรเจนแห่งเปรู (H2 Perú – Peruvian Hydrogen Association) จากนั้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ได้เข้าหารือความร่วมมือกับสถาบันธรรมชาติ โลก และพลังงาน (Instituto de la Naturaleza, Tierra y Energía: INTE) แห่งมหาวิทยาลัย Pontificia Universidad Católica del Perú (INTE-PUCP) และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์แห่งชาติ (Universidad Nacional de Ingeniería: UNI) การหารือกับทั้ง 3 หน่วยงานมุ่งสำรวจแนวทางความร่วมมือในการพัฒนางานวิจัยทั้งในเชิงประยุกต์และเชิงนโยบาย ครอบคลุมมิติด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) และการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) สำหรับ INTE-PUCP คณะผู้บริหาร ENTEC ได้หารือกับ Dr. rer. nat. Ana Sabogal Dunin-Borkowski ผู้อำนวยการฯ ถึงแนวทางความร่วมมือที่เน้นงานวิจัยเชิงนโยบายแบบบูรณาการ (Multidisciplinary Policy Research) เช่น การศึกษานโยบายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนเพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ส่งผลต่อชุมชน เศรษฐกิจ และการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมโดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตลอดจนการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการออกแบบนโยบายและมาตรการด้านพลังงานที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ขณะที่ UNI เป็นมหาวิทยาลัยวิศวกรรมสำคัญของเปรูที่มีอายุกว่า 150 ปี โดยงานวิจัยพลังงานขับเคลื่อนผ่าน Centro de Energías Renovables (CER-UNI) เน้นการวิจัยประยุกต์ การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ และการสร้างบุคลากร มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ คณะผู้บริหาร ENTEC ได้หารืองานวิจัยด้าน Green Hydrogen กับ Prof. Arturo Fernando Talledo Coronado อธิการบดี และ Prof. César M. Castromonte F. ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานทดแทน โดย CER-UNI ได้ดำเนินการนำร่อง Green Hydrogen Pilot Plant ที่ใช้ระบบ Proton Exchange Membrane (PEM) Electrolyzer ในการผลิต Green Hydrogen ความบริสุทธิ์ 99.9999% ที่กำลังผลิตประมาณ 65 กิโลกรัมไฮโดรเจนต่อวัน ด้าน H2 Perú คณะผู้บริหาร ENTEC ได้หารือกับ Mr. Fernando Maceda ผู้อำนวยการฯ เสริมความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศไฮโดรเจนของเปรู เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจน (Hydrogen Supply Chain) ที่มีในประเทศเปรูมาเป็นเวลานานตั้งแต่โรงงาน Cachimayo ที่มีการผลิตแอมโมเนียมไนเตรตในปี ค.ศ. 1983 เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับวัตถุระเบิดในงานเหมือง ความร่วมมือนี้จะเป็นแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไฮโดรเจนในไทยผ่านสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) ที่ ENTEC เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรมของเปรูในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภารกิจของ ENTEC ด้าน Green Hydrogen และ Energy Transition เข้ากับการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แห่งอนาคต หรือ Smart Mobility โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนและระบบกักเก็บพลังงานกับการขนส่งที่มีความต้องการพลังงานสูงในภาคขนส่ง ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและเปรู เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมกันของประชาคมโลก
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิจัย สวทช. รับรางวัลเกียรติยศมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น บนเวที NIPPON HAKU BANGKOK 2026
เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 น. ณ เวทีงาน NIPPON HAKU BANGKOK 2026 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) นำโดย ดร.ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ นักวิจัยอาวุโส ENTEC สวทช. และรองนายกสมาคมเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งประเทศไทย (TESTA) เข้ารับมอบรางวัลเกียรติยศมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ประจำปี พ.ศ. 2569 (Thailand-Japan Friendship Honorary Award 2026) จากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ มิตรภาพ และความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม สะพานเชื่อมสัมพันธ์และความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น การมอบรางวัลครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดย ดร.ณัฐนัย เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ด้านเทคโนโลยีวัสดุและเคมี (Material and Chemical Technology) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Tech หรือปัจจุบันคือ Institute of Science Tokyo) อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TSAJ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ เชี่ยวชาญเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานและนวัตกรรมแบตเตอรี่ ดร.ณัฐนัย เป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงลึกด้านระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Lithium-ion Battery) เทคโนโลยีการฟื้นฟูขั้วแบตเตอรี่ใช้แล้วโดยตรงเพื่อนำกลับมารีไซเคิล (Direct Battery Regeneration) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของไหลซูเปอร์คริติคอล (Supercritical Fluid Technology) ในการสกัดและสังเคราะห์วัสดุพลังงานสะอาด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต ในฐานะผู้นำวิจัยรุ่นใหม่ ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันนโยบายพลังงานยั่งยืน ทั้งการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว (End-of-life Battery Management) การพัฒนาระบบหนังสือเดินทางแบตเตอรี่ (Battery Passport) และแพลตฟอร์มแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ (Swappable Battery Platform) เพื่อเร่งขับเคลื่อนภูมิภาคสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ รางวัลเกียรติยศมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ไม่เพียงเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเชี่ยวชาญและความอุตสาหะของ ดร.ณัฐนัย เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น การสร้างสรรค์นวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 31 ส.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569“ยศชนัน” ส่งมอบนวัตกรรม “น้ำสะอาด” จากงานวิจัยสู่ชุมชนริมกก            กระทรวง อว. โดย สวทช. - ซินโครตรอน ส่งระบบผลิตน้ำประปากำจัดสารหนู สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน 'นาโนเทค' นำร่องพัฒนาระบบครอบคลุมกว่า 700 ครัวเรือน ยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านสู่มาตรฐานกรมอนามัย  >> อ่านต่อสวทช. ขนทัพเทคโนโลยีหนุนแรงงานแห่งอนาคต ต้อนรับคณะรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน          สวทช. เสนอผลงานวิจัยในแนวคิด “Empowering the Future Workforce” แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนากำลังคนของภูมิภาค ตั้งแต่ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์-เซมิคอนดักเตอร์-AI-ทดสอบความปลอดภัย-ยานยนต์ไฟฟ้า  ... >> อ่านต่อสวทช. ร่วมฉลอง 80 ปี KSL: ชูนวัตกรรม ต่อยอดความหวานยั่งยืน: ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมแสดงความยินดีกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น (KSL Group) ตอกย้ำความร่วมมือวิจัยและนวัตกรรม แปรรูปวัสดุเหลือใช้ เพิ่มมูลค่าผลผลิต และต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ เพื่อความยั่งยืนของชาวไร่อ้อยตามแนวทาง BCG  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช.-สพฉ.-สวรส. เปิดตัว “Digital EMS” ชูมาตรฐานรถพยาบาล ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินไทยสู่สากล เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วยวิกฤต
(วันที่ 31 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และตัวแทนผู้ผลิตรถพยาบาลจัดงานจัดกิจกรรมนักวิจัยพบสื่อมวลชน “NSTDA x Press Interviews” เผยโฉมนวัตกรรมพลิกวงการสาธารณสุขไทยภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อทุกวินาทีชีวิต: ผสานนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินไทย” ขับเคลื่อน Digital EMS และระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ NDEMS (National Digital Emergency Medical Service Platform: NDEMS) พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถพยาบาลไทยสู่ระดับสากล ณ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงบทบาท สวทช. กับการขับเคลื่อน Digital EMS: จากงานวิจัยสู่การยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทย ว่า สวทช. มุ่งมั่นนำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยี มาบูรณาการร่วมกับ สพฉ. และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อน Digital EMS จากงานวิจัยสู่การยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือที่เข้มแข็งนี้ ทีมวิจัย สวทช. ได้ผสานพลังองค์ความรู้ทั้งด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและวิศวกรรมความปลอดภัย เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของประเทศมีความเข้มแข็ง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนในยามวิกฤต ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ในยุคที่ทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยวิกฤต การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและงานวิจัยวิศวกรรมเข้ากับการปฏิบัติงานแพทย์ฉุกเฉินถือเป็นหัวใจสำคัญ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาแถวหน้าของประเทศ ได้ร่วมมือกับ สพฉ. และ สวรส. ในการขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล (Digital EMS) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศให้รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ สพฉ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. ทั้งระบบ Digital EMS และแพลตฟอร์ม NDEMS มายกระดับการปฏิบัติงานจริง ภายใต้ key message สำคัญคือ ‘เชื่อมต่อทุกวินาทีชีวิต: ผสานนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินไทย’ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยปฏิบัติการและโรงพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อแบบเรียลไทม์ ทำให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์ ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาความเป็นธรรมด้านสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  กล่าวว่า สวรส. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยมีความยินดีและภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างรถพยาบาลปลอดภัยและการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพ การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง Research Utilization (RU) ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าองค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถต่อยอดเป็นนโยบายสาธารณะและมาตรฐานระดับประเทศ ที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยวิกฤตและบุคลากรทางการแพทย์หน้างานได้อย่างยั่งยืน เจาะลึก 2 นวัตกรรมหลัก: แพลตฟอร์ม NDEMS และมาตรฐานรถพยาบาลใหม่ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. กล่าวถึงภารกิจพัฒนา NDEMS: สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ว่า ตลอดระยะเวลากว่าเกือบ 1 ทศวรรษ สวทช. และ สพฉ. ได้งานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ‘ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ’ NDEMS ได้ถูกพัฒนาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลักของประเทศ ระบบนี้โดดเด่นด้วยความสามารถในการระบุตำแหน่งจุดเกิดเหตุแม่นยำผ่านหลากหลายเทคโนโลยี, การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยผ่าน Video Call แบบเรียลไทม์ ขณะรอรถพยาบาล การส่งต่อข้อมูลสัญญาณชีพอัตโนมัติจากรถพยาบาล, ตลอดจนการสนับสนุนการเบิกจ่ายแบบไร้เอกสาร (Paperless) และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Big Data เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. (MTEC) กล่าวถึงการพลิกโฉมมาตรฐานรถพยาบาลไทย: จากความร่วมมือ สู่ระบบบริการสุขภาพและการใช้งานจริง ว่า เอ็มเทค สวทช. ได้นำนวัตกรรมวิศวกรรมความปลอดภัยและการจำลองการทดสอบเชิงทำลายด้วยเทคนิคขั้นสูงที่เรียกว่า “Crashworthiness simulation” มายกระดับความแข็งแรงของโครงสร้างรถพยาบาลร่วมกับตัวแทนผู้ผลิตรถพยาบาลในประเทศหลายรายและได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่องจาก สวรส. จนเกิดเป็น ‘มาตรฐานรถพยาบาลฉุกเฉินระดับประเทศ’ ที่เปลี่ยนรถดัดแปลงทั่วไปให้กลายเป็นห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่ที่มีความคุ้มกันปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล ทั้งการยึดเหนี่ยวอุปกรณ์ในห้องโดยสารและการกระจายแรงกระแทกของโครงสร้างภายนอก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก สพฉ. ที่จะนำแนวทางในการผลิตไปประกาศใช้จริงเพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศผลิตได้จริงในต้นทุนที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ ลดการนำเข้าและสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. รับมอบเงินสนับสนุนจาก บริษัท สยาม พรีซิชั่น คอมโพเน้นส์ จำกัด เข้า ‘กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ มุ่งยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไทย
28 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนเข้า "กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" จาก บริษัท สยาม พรีซิชั่น คอมโพเน้นส์ จำกัด เพื่อส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และขับเคลื่อนผลงานนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุม CO-101 อาคารสำนักงานกลาง สวทช. ภายในงาน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนรับมอบเงินสนับสนุน พร้อมกล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณทางบริษัทฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ขณะที่คณะผู้บริหารและผู้แทนจาก บริษัท สยาม พรีซิชั่น คอมโพเน้นส์ จำกัด นำโดย คุณภาณุพงษ์ ฤทธิสมจิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนกองทุนฯ เพื่อร่วมต่อยอดงานวิจัยและสร้างความร่วมมือทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืนระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ทั้งนี้ บริษัท สยาม พรีซิชั่น คอมโพเน้นส์ จำกัด ได้เริ่มให้การสนับสนุนกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน มียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 13,089,146 บาท ซึ่งนับเป็นแบบอย่างความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางปัญญาและเครื่องยนต์หลักในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) กับภาคอุตสาหกรรม โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไทย สร้างบุคลากรวิจัยระดับสูง และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระดับสากล  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์