ผลการค้นหา :
อาหาร..กลืนง่าย! ได้มาตรฐาน ด้วยนวัตกรรมไทย
MTEC สวทช. ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสำหรับสังคมสูงวัย พัฒนานวัตกรรม ตรวจวัดความหนืดของเครื่องดื่ม (Flow Tester) และ ตรวจวัดเนื้อสัมผัสของอาหาร (Fork Tester) พร้อมผนึกกำลัง สถาบันอาหาร ในการนำไปให้บริการวิเคราะห์และทดสอบมาตรฐานสากล IDDSI สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารไทย ซึ่ง อย. กำหนดให้การแสดงฉลากอาหารที่มีการปรับเนื้อสัมผัส ต้องมีผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการหรือหน่วยงานที่ใช้เครื่องมือมาตรฐาน
สำหรับ IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดระดับความเหมาะสมของเนื้อสัมผัสอาหารและความหนืดของเครื่องดื่ม แบ่งออกเป็น 8 ระดับ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกอาหารให้เหมาะสมกับความสามารถในการกลืน เพิ่มความปลอดภัยในการบริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบากที่มีความเสี่ยงต่อการสำลัก
ทั้งนี้ MTEC สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester เพื่อขยายผลการใช้งาน รวมถึงเปิดให้บริการทดสอบสำหรับผู้ผลิตอาหารที่ต้องการระบุฉลากตามเกณฑ์ IDDSI เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
นักวิจัย สวทช. ได้รับการจัดอันดับในฐานข้อมูล World’s Top 2% Scientists ประจำปี 2026
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยของ สวทช. ที่ได้รับการจัดอันดับในฐานข้อมูล World’s Top 2% Scientists ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานวิจัยได้รับการอ้างอิงในระดับสูงของโลก โดยข้อมูลฉบับปรับปรุงดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
ฐานข้อมูลนี้จัดทำโดย John P.A. Ioannidis และคณะ จาก Stanford University และเผยแพร่ผ่าน Elsevier Data Repository โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Scopus ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 และข้อมูลการอ้างอิงผลงานวิจัยจนถึงสิ้นปี 2568 ครอบคลุม 20 สาขาวิชาหลัก และ 174 สาขาวิชาย่อย ตามการจำแนกของ Science-Metrix
การจัดอันดับครั้งนี้ อาศัยตัวชี้วัดเชิงผสม (composite indicator: c-score) ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลการอ้างอิงผลงานวิจัยร่วมกับดัชนีสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ h-index, hm-index ที่ปรับตามการมีผู้ร่วมเขียน ตลอดจนการอ้างอิงตามตำแหน่งผู้เขียน โดยนำเสนอผลการจัดอันดับออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
ผลกระทบจากการอ้างอิงตลอดช่วงอาชีพ (Career-long citation impact) และ ผลกระทบจากการอ้างอิงในปีปฏิทินล่าสุด (Single-year citation impact) ซึ่งในการประเมินครั้งนี้ใช้ข้อมูลของปี พ.ศ.2568
ในปี พ.ศ.2569 มีนักวิจัยของ สวทช. ได้รับการจัดอันดับในฐานข้อมูลดังกล่าวรวม 16 ท่าน และมีนักวิจัย 2 ท่าน ที่มีรายชื่อปรากฏในทั้ง 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ผลกระทบจากการอ้างอิงตลอดช่วงอาชีพ (Career-long citation impact) ครอบคลุมจำนวนการอ้างอิงสะสมในช่วงปี พ.ศ.2539–2568 จำนวน 7 ท่าน
1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ (IMBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Mycology & Parasitology
อันดับที่ 326 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 29,175 ท่าน
2. ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช.
สาขา Analytical Chemistry
อันดับที่ 2,573 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 137,328 ท่าน
3. Dr. Masahiko Isaka
อดีตนักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Medicinal & Biomolecular Chemistry
อันดับที่ 786 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 120,621 ท่าน
4. ดร.จินตมัย สุวรรณประทีป
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ (BMD)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช.
สาขา Materials
อันดับที่ 3,904 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 330,896 ท่าน
5. ดร.กมล เขมะรังษี
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช.
สาขา Networking & Telecommunications
อันดับที่ 3,618 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 228,312 ท่าน
6. ดร.วรายุทธ สะโจมแสง
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ (NCAS)
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช.
สาขา Polymers
อันดับที่ 1,951 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 133,253 ท่าน
7. ดร.พรกมล อุ่นเรือน
นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Biotechnology
อันดับที่ 1,309 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 69,700 ท่าน
กลุ่มที่ 2 ผลกระทบจากการอ้างอิงในปีปฏิทิน พ.ศ.2568
(Single-year citation impact)
จำนวน 11 ท่าน
1. ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช.
สาขา Analytical Chemistry
อันดับที่ 2,857 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 137,328 ท่าน
2. Dr. Masahiko Isaka
อดีตนักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ (IBBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Medicinal & Biomolecular Chemistry
อันดับที่ 2,244 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 120,621 ท่าน
3. ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ (AAQG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Fisheries
อันดับที่ 465 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 47,614 ท่าน
4. ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ (NCAS)
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช.
สาขา Physical Chemistry
อันดับที่ 439 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 44,088 ท่าน
5. ดร.เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ (ACBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Mycology & Parasitology
อันดับที่ 128 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 29,175 ท่าน
6. ดร.แสงจันทร์ เสนาปิน
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ (AAQG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Fisheries
อันดับที่ 673 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 47,614 ท่าน
7. ดร.อนุรัตน์ วิศิษฏ์สรอรรถ
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน (HMNP)
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช.
สาขา Analytical Chemistry
อันดับที่ 2,773 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 137,328 ท่าน
8. ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช.
สาขา Artificial Intelligence & Image Processing
อันดับที่ 7,394 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 517,648 ท่าน
9. ดร.ยุทธนา อินทรวันณี
นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช.
สาขา Optoelectronics & Photonics
อันดับที่ 1,483 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 140,272 ท่าน
10. ดร.สุริยันตร์ ฉะอุ่ม
นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ (ACBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Plant Biology & Botany
อันดับที่ 3,846 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 204,373 ท่าน
11. ดร.สุชาดา มงคลสัมฤทธิ์
นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ (ACBG)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.
สาขา Mycology & Parasitology
อันดับที่ 435 จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 29,175 ท่าน
ทั้งนี้ ในกลุ่มผลกระทบจากการอ้างอิงตลอดช่วงอาชีพ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการจัดอันดับทั้งสิ้น 243,949 ท่าน โดยในจำนวนนี้มีนักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานในประเทศไทย 343 ท่าน ขณะที่กลุ่มผลกระทบจากการอ้างอิงในปีปฏิทิน พ.ศ.2568 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการจัดอันดับทั้งสิ้น 249,310 ท่าน และมีนักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานในประเทศไทย 508 ท่าน
การที่นักวิจัยของ สวทช. ได้รับการจัดอันดับในฐานข้อมูลดังกล่าว สะท้อนถึงคุณภาพและผลกระทบของผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศและประชาคมวิทยาศาสตร์โลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. คว้ารางวัล The Best Sustaining Partner Award ในงาน SOS Thailand Awards 2026
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร. ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส ฝ่ายบริหารกลยุทธ์และนโยบายองค์กร และหัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล The Best Sustaining Partner Award ในงาน SOS Thailand Awards 2026 ณ Central World LIVE ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
รางวัลนี้จัดโดย มูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย Scholars of Sustenance (SOS) Thailand เพื่อยกย่องหน่วยงานและองค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียอาหาร และสนับสนุนการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียมในประเทศไทย โดยในปี 2026 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 10 ปีการดำเนินงานด้าน Food Rescue ในประเทศไทย SOS Thailand มอบรางวัลรวม 45 รางวัล แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Best Sustaining Partner Award และ Good Sustaining Partner Award
โดย สวทช. ได้รับรางวัล The Best Sustaining Partner Award ตอกย้ำบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ภายใต้โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย หรือ Thailand's Food Bank ซึ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่งต่ออาหารที่ยังมีคุณภาพให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนด้านภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมบริจาคอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดความสูญเสียอาหารและส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
นอกจากนี้ สวทช. ยังได้จัดบูธแสดงผลงานธนาคารอาหาร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบันทึกข้อมูลการบริจาคอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยโครงการมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะอาหารและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับกลุ่มเปราะบาง พัฒนาเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน และสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ คุณจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมเสวนาในกิจกรรม SOS Talk หัวข้อ “Food Surplus X Carbon Credit: เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต” โดยกล่าวบนเวทีว่า การบริจาคอาหารส่วนเกินไม่เพียงช่วยผู้ขาดแคลน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดขยะอาหารและก๊าซเรือนกระจก โดยระบุว่าไทยมีอาหารส่วนเกินราว 4 ล้านตันต่อปีที่ยังบริโภคได้ แต่สามารถกู้คืนเพื่อส่งต่อได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น
ขณะที่อาหารที่ถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบจะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งส่งผลรุนแรงต่อภาวะโลกร้อน จึงมีการพัฒนาระเบียบวิธีคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกจากการบริจาคอาหารส่วนเกินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการรับรองคาร์บอนเครดิตและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจหันมาบริจาคอาหารมากขึ้น โดยย้ำว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการเพิ่มโอกาสให้อาหารที่ยังมีคุณค่าได้ถูกส่งต่อถึงผู้ต้องการ แทนการกลายเป็นขยะที่สูญเปล่า
สวทช. ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชวนน้อง ๆ ป.5–ม.3 เปิดโลกนักประดิษฐ์ กับค่าย “ปั้นฝันนักสร้างหุ่นยนต์: จากชิ้นงาน 3D Print สู่การประดิษฐ์หุ่นยนต์ไต่ราวด้วยตัวเอง”
🤖✨ ชวนน้อง ๆ ป.5–ม.3 เปิดโลกนักประดิษฐ์ กับค่าย “ปั้นฝันนักสร้างหุ่นยนต์”!
.
บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ชวนน้อง ๆ ที่สนใจหุ่นยนต์ การออกแบบ และการพิมพ์สามมิติ มาสนุกกับการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง (Hands-on) ตั้งแต่การออกแบบชิ้นงาน 3D Print ไปจนถึงการประกอบหุ่นยนต์ไต่ราวด้วยตัวเอง!
.
🚀 สิ่งที่น้อง ๆ จะได้เรียนรู้
🔹 พื้นฐานการออกแบบชิ้นงานสามมิติ
🔹 การประกอบกลไกและสร้างหุ่นยนต์ไต่ราว
🔹 การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
🔹 การประลองความเร็วของหุ่นยนต์
.
มาเปลี่ยนไอเดียให้เป็นผลงานจริง พร้อมพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปด้วยกัน!
.
📌 รับจำนวนจำกัด 30 คน
📅 วันที่ 19 - 20 ธันวาคม 2569
📍 ห้อง Lecture 1 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช.
💻 ผู้สมัครต้องมีคอมพิวเตอร์พกพาระบบ Windows หรือ macOS
📝 สมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้ถึง 4 ธันวาคม 2569
📧 ประกาศรายชื่อทางอีเมล 8 ธันวาคม 2569
.
📌 สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่
https://forms.gle/BW9VLAVRZizqw62z7
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับคณะผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ รุ่นที่ 10
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ รุ่นที่ 10 ณ ห้อง Auditorium CO-113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาวะและการพัฒนาธุรกิจ Wellness
การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คณะผู้นำการประกอบการได้เรียนรู้บทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมอง การต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาธุรกิจและบริการด้าน Wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการพัฒนา โดย คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ให้การต้อนรับ
นอกจากนี้ ทางคณะ ยังได้รับฟัง การบรรยายหัวข้อ “แพลตฟอร์มไทยสุข จะช่วยเสริมธุรกิจ Wellness ของคุณได้อย่างไร” โดย ดร.เดโช สุรางค์ศรีรัฐ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวก ของ สวทช. จากนั้นได้เยี่ยมชมผลงานและห้องปฏิบัติการสำคัญ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ การเยี่ยมชมนวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB นำโดย ดร. มติ ห่อปทุม ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ ดร. พิทักษ์ เอี่ยมชัย และ ดร. ขวัญชัย ตันติวณิชพันธุ์ จากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และเยี่ยมชมห้องต้นแบบ “Aging in Place” นวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้สูงวัย โดย คุณพรพิพัฒน์ อยู่สา ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส และทีมงาน ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
การเยี่ยมชมในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม มาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาวะของประชาชน และการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของ Wellness ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
POWERVERSE THAILAND 2026 Thailand’s National Energy Leadership Forum
POWERVERSE THAILAND 2026
Thailand’s National Energy Leadership Forum
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2569
สถานที่: ภิรัช ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
สมาคมความมั่นคงและยั่งยืนไทย ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงาน POWERVERSE THAILAND 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s National Energy Leadership Forum” เพื่อเป็นเวทีระดับชาติสำหรับแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ข้อเสนอเชิงนโยบาย และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ นักลงทุน สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ
การจัดงานมุ่งร่วมกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI, Cloud Computing และ Data Center ซึ่งส่งผลให้ความมั่นคงและความพร้อมของระบบพลังงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภายในงานจะมีการหารือในประเด็นสำคัญ อาทิ
Thailand Energy Outlook 2035 และทิศทางแผนพลังงานแห่งชาติ (PDP 2026)
Future Power Systems และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
AI Economy, Cloud Computing, Data Center และความต้องการพลังงานรูปแบบใหม่
Clean Energy & Power Procurement
Carbon Economy และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
งานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน จากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ บริษัทพลังงาน ผู้พัฒนา Data Center และ Digital Infrastructure นิคมอุตสาหกรรม นักลงทุน สถาบันการเงิน ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน
ลงทะเบียนฟรี
https://www.zipeventapp.com/e/Powerverse-Thailand-2026?code=ORG2409
ดาวน์โหลดเอกสารและสื่อประชาสัมพันธ์
https://www.setaasia.com/powerverse/
ข่าวหน่วยงานภายนอก
สวทช. โดยนาโนเทค ส่งมอบ 2 นวัตกรรมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมฟื้นฟูความสะอาด–ป้องกันยุงหลังน้ำลด
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมนำนวัตกรรมจากงานวิจัยไปสนับสนุนการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศิวพร มีจู สมิธ รักษาการรองผู้อำนวยการนาโนเทค, ดร.วรายุทธ สะโจมแสง หัวหน้าทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ (NCAS) และน.ส. สุพินยา อุปลกะลิน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริการอุตสาหกรรม ร่วมส่งมอบ 2 นวัตกรรม ได้แก่ น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อชนิดผสมเอนไซม์ “N-Zyme Clean” จากทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม นาโนเทค และสเปรย์ไล่ยุง “SKINSOFTT” จากบริษัท โว อินโนเวชั่น จำกัด โดยมีนายอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปรวบรวมและส่งต่อผ่านความร่วมมือของกระทรวง อว. ไปยังผู้ประสบภัยต่อไป
“N-Zyme Clean” น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อผสานเอนไซม์ 4 ชนิด พัฒนาโดยทีมวิจัย สวทช. เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ บริษัท มาโนชิ อินดัสตรีย์ จำกัด โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเอนไซม์ในการพัฒนาสูตรน้ำยาทำความสะอาดพื้นผิวที่สามารถจัดการคราบสกปรกหลากหลายประเภท ทั้งโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ด้วยการผสานเอนไซม์ 4 ชนิด ได้แก่ อะไมเลส เซลลูเลส ไลเปส และโปรติเอส ร่วมกับสารฆ่าเชื้อ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการขจัดคราบควบคู่กับการฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบว่าไม่กัดกร่อนพื้นผิว และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 3 ชนิดตามวิธี AOAC Official Methods ที่ระยะเวลาสัมผัส 10 นาที โดยใช้อัตราส่วนผลิตภัณฑ์ 1 ส่วนต่อน้ำ 49 ส่วน นอกจากนี้ ยังมีความคงตัวสูง สามารถเก็บรักษาได้นาน 2 ปี
นวัตกรรมดังกล่าวยังช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในประเทศ โดยสูตรได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับแหล่งเอนไซม์เชิงพาณิชย์ที่มีจำหน่ายในประเทศ และรองรับการใช้งานร่วมกับเครื่องล้างอัตโนมัติที่หลากหลาย จึงมีศักยภาพในการลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์นำเข้า นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำความสะอาดพื้นผิวที่เหมาะสมในช่วงฟื้นฟูหลังอุทกภัย โดยควรพิจารณาชนิดของพื้นผิว ลักษณะคราบสกปรก และปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้งานของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
'SKINSOFTT' สเปรย์ไล่ยุง สูตรสมุนไพร และ สูตร No Deet เป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยของนาโนเทคที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท โว อินโนเวชั่น จำกัด โดยวิจัยพัฒนาการกักเก็บสารอิคาริดิน (ICARIDIN) ที่ออกฤทธิ์ไล่ยุงได้นานกว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงทั่วไป โดยใช้ Nano encapsulation Technology และพัฒนาสูตรนาโนอิมัลชันสามารถควบคุมการกักเก็บและปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ไล่ยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันยุงรำคาญได้นานถึง 7 ชั่วโมง ปราศจากสารเคมีอันตราย ไม่แสบผิว เหมาะสำหรับใช้ป้องกันยุงกัดในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วงฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ซึ่งประชาชนอาจต้องทำความสะอาดบ้านเรือนและจัดการสิ่งของที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยควรใช้ตามฉลากและคำแนะนำของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
การส่งมอบนวัตกรรมทั้ง 2 รายการครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สวทช. และนาโนเทค ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน โดยเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคเอกชนและกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐ เพื่อให้เทคโนโลยีไทยมีส่วนสนับสนุนการดูแลสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ขยายผลสู่สังคม และเสริมความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมประชุม ASEAN COSTI-90 และคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1 มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือวิจัยและนวัตกรรมภูมิภาค ภายใต้แผน APASTI 2026–2035
คณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งขาติ (สวทช.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาเซียน ครั้งที่ 90 (ASEAN COSTI-90) และการประชุมคณะอนุกรรมการในสาขาที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 เพื่อร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค ภายใต้แผนปฏิบัติการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พ.ศ. 2569–2578 หรือ APASTI 2026–2035 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 ตุลาคม 2569 ณ เมืองดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจาก สวทช. นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เข้าร่วมประชุมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อหารือแนวทางดำเนินงานและกลไกความร่วมมือสำหรับสนับสนุนการขับเคลื่อนแผน APASTI 2026–2035 ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาคในระยะยาว
ผู้บริหารและผู้แทนจาก 5 ศูนย์แห่งชาติของ สวทช. เข้าร่วมประชุมตามสาขาความเชี่ยวชาญ โดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์ เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านวัสดุและเทคโนโลยีพลังงาน (SC-MET) ร่วมกับ ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และ ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
ด้านศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้อำนวยการศูนย์ เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีเชิงลึกและเทคโนโลยีเกิดใหม่ (SC-DET) ขณะที่ ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และ ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รองผู้อำนวยการศูนย์ เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์อาหาร (SC-BFS) ส่วนผู้แทนจากส่วนกลางของ สวทช. เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (SC-STIE) เพื่อติดตามและหารือแนวทางพัฒนากลไกสนับสนุนความร่วมมือของอาเซียนในมิติต่าง ๆ
สำหรับไฮไลต์สำคัญในการประชุมครั้งนี้ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ได้นำเสนอ โครงการ Low-Carbon H2 ASEAN (LH2ASEAN): Japan–ASEAN Hydrogen Future ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบบูรณาการข้ามสาขากับเครือข่ายกระทรวงพลังงานอาเซียน ผ่านที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน (Senior Officials Meeting on Energy: SOME) และเครือข่ายย่อยด้านพลังงานทดแทนของอาเซียน (Renewable Energy Sub-Sector Network: RE-SSN) โดยมีศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy: ACE) เป็นหน่วยประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิก เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนญี่ปุ่น-อาเซียนเพื่อการบูรณาการ (Japan-ASEAN Integration Fund: JAIF) สำหรับเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในอาเซียน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับอาเซียน (ASEAN Regional Research Infrastructure: RRI Strategy) มุ่งเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัย พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยในระดับภูมิภาค
ในส่วนของการจัดตั้งกลไกย่อยภายใต้คณะอนุกรรมการ มีการหารือแนวทางและข้อกำหนดเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในสาขาเฉพาะให้มีขอบเขตภารกิจและรูปแบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน รวมถึงการบริหารกองทุน ASEAN Science, Technology and Innovation Fund (ASTIF) และกระบวนการปิดรับข้อเสนอโครงการ เพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับลำดับความสำคัญของภูมิภาค
สำหรับความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา หรือ ASEAN Dialogue Partners มีการหารือเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการความร่วมมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศสมาชิก และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของอาเซียนในระยะยาว
การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยในระดับภูมิภาค ผ่านการประสานเครือข่ายวิจัย การแบ่งปันทรัพยากรและองค์ความรู้ ตลอดจนการผลักดันกลไกความร่วมมือที่ช่วยเสริมขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยและอาเซียนสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ZeroTouch+ Services” เทคโนโลยีตรวจจับภัยไซเบอร์
สรุปใจความสำคัญ
ZeroTouch+ Services คือ โซลูชันแพลตฟอร์มสำหรับเสริมความแกร่งระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือเทคโนโลยี SIEM โดยระบบผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่าย และมีราคาที่จับต้องได้
ZeroTouch+ Services มีหน้าที่ตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น ไวรัส มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) และการพยายามเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยระบบจะแสดงผลการตรวจพบภัยคุกคามผ่านทางแดชบอร์ด เพื่อให้ผู้ใช้งานเป็นผู้ตัดสินใจรูปแบบการรับมือภัยคุกคามที่เหมาะสมด้วยตนเอง
ผลการทดสอบใช้งานในบริษัทประเภทโรงงานอุตสาหกรรมพบว่า ZeroTouch+ Services ช่วยลดภาระงานตรวจจับภัยคุกคามได้เป็นอย่างดี ทำให้รับมือกับภัยคุกคามได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์ยิ่งขึ้น
ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนา AI Chatbot เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับระบบ SIEM และแนวทางรับมือภัยไซเบอร์ พร้อมมีแผนพัฒนาระบบ AI ตรวจจับสิ่งบ่งชี้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยตรวจพบเจอมาก่อนเพื่อยกระดับการตรวจจับภัยคุกคามให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องมีระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (cybersecurity) เพื่อเป็นโล่ป้องกันระบบดิจิทัลทั้งในส่วนระบบควบคุมการทำงานและฐานข้อมูล แต่หลายองค์กรกลับยังไม่สามารถใช้งานระบบเหล่านี้ได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีราคาสูงถึงหลักล้านบาท หรือสูงเกินกว่าที่จะจัดสรรงบประมาณมาใช้งานได้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “ZeroTouch+ Services” โซลูชันแพลตฟอร์มเสริมความแกร่ง “ระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์” ซึ่งใช้งานง่ายและมีราคาจับต้องได้ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
[caption id="attachment_92247" align="aligncenter" width="650"] เอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เนคเทค สวทช.[/caption]
เอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ZeroTouch+ Services เป็นระบบ Security Information and Event Management (SIEM) หรือระบบจัดการข้อมูลและเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย ที่เกิดจากการนำเทคโนโลยี SIEM ที่เป็นโอเพนซอร์สต่าง ๆ มาบูรณาการให้ทำงานอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกัน พร้อมพัฒนาต่อยอดให้ระบบใช้งานได้ง่ายขึ้น เพื่อให้บุคลากรทางด้านไอทีที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยี SIEM มาก่อน สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
“หน้าที่หลักของ ZeroTouch+ Services คือ เฝ้าระวัง ตรวจจับ วิเคราะห์ และแสดงผลภัยคุกคามในรูปแบบแดชบอร์ดและบันทึกเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบขององค์กรเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้นอย่างไร ตัวอย่างภัยคุกคามที่ตรวจจับได้ เช่น ไวรัส, มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware), การพยายามเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยระบบ ZeroTouch+ Services ใช้งานได้ทั้งรูปแบบติดตั้งภายในองค์กรและใช้งานผ่านระบบคลาวด์”
[caption id="attachment_92248" align="aligncenter" width="750"] แดชบอร์ดแสดงผลการตรวจจับภัยคุกคาม[/caption]
ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำระบบ ZeroTouch+ Services ไปทดสอบให้บริการแก่สถานประกอบการประเภทโรงงานอุตสาหกรรมแล้วผ่านโครงการ IDA Platform ซึ่งพบว่า แพลตฟอร์มช่วยลดภาระงานด้านการตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เป็นอย่างดี และช่วยให้ค้นพบภัยคุกคามที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทำให้รับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์
เอกฉันท์ เล่าว่า นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยี SIEM ทีมวิจัยยังดำเนินการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำมาเสริมการให้บริการแพลตฟอร์ม ZeroTouch+ Services โดยขณะนี้ทีมวิจัยกำลังพัฒนาฟีเจอร์เอไอแชตบอต (AI chatbot) สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับระบบ SIEM และแนวทางการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งคาดว่าระบบจะพร้อมทดสอบใช้งานภายในเดือนมีนาคมปี 2570 ซึ่งจะมีการนำไปทดสอบใช้งานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัดลพบุรี โดยหลังจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนพัฒนาฟีเจอร์เอไอต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานแพลตฟอร์มด้วย เช่น ฟีเจอร์วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ เพื่อช่วยให้ระบบสามารถตรวจพบความเสี่ยงที่อาจไม่ครอบคลุมด้วยวิธีการตรวจจับแบบเดิม
“ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ZeroTouch+ Services แก่ผู้ให้บริการบูรณาการระบบ (system integrator, SI) และคาดว่าในอนาคตจะมีการให้บริการฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ ในรูปแบบการสมัครใช้บริการต่อไป ทั้งนี้ทีมวิจัยยังคงมองหาความร่วมมือในการทดสอบใช้งานเทคโนโลยี และการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้านการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และมีต้นทุนที่เหมาะสม”
สำหรับ SI ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และหน่วยงานที่สนใจร่วมวิจัยทดสอบใช้งาน ZeroTouch+ Services ติดต่อสอบถามได้ที่ทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2512 หรือ 2515 และทางอีเมล cnwrg-sec@nectec.or.th
[caption id="attachment_92249" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยผู้พัฒนา ZeroTouch+ Services[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหารสารสนเทศ CIO รุ่นที่ 14 เสริมศักยภาพผู้นำเทคโนโลยี โชว์นวัตกรรม AI แห่งชาติ พร้อมพาชม “LANTA Supercomputer”
(8 ตุลาคม 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและบรรยายพิเศษสำหรับคณะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ในหลักสูตร “ผู้บริหารสารสนเทศ รุ่นที่ 14 ประจำปี 2569 (CIO#14)” ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park Convention Center) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเปิดมุมมองการบริหารจัดการองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และสัมผัสนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณระดับชาติ
วิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของ สวทช.
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับและบรรยายภาพรวมทิศทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของ สวทช. โดย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาการคอมพิวเตอร์ของประเทศ
เจาะลึกกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรชั้นนำ
ในช่วงการบรรยายพิเศษ คณะผู้บริหารได้รับฟังแนวคิดและกรณีศึกษาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้จริงใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่:
“NSTDA ChatAI (ชาไทย)” : การพัฒนาบุคลากร สวทช. และการปรับองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยการใช้ AI โดย คุณวรวุฒิ ขุนครอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัล สวทช. ถ่ายทอดกลยุทธ์การทรานส์ฟอร์มองค์กร การยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากร และการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
“Pathumma LLM” : จากงานวิจัยนำสู่การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI จริงในหน่วยงานชั้นนำของประเทศ โดย ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สะท้อนถึงศักยภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ภาษาไทย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางในองค์กรภาครัฐและเอกชนชั้นนำ
นอกจากนี้ ว่าที่ร้อยตรี ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล NECTEC สวทช. ได้ร่วมให้ข้อมูลและแนะนำบริการด้านงานวิจัยและพัฒนาของเนคเทค พร้อมเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสารสนเทศสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญไปต่อยอดแก้โจทย์จริงและยกระดับศักยภาพดิจิทัลในองค์กร
สัมผัส “LANTA Supercomputer” โครงสร้างพื้นฐานการคำนวณระดับชาติ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการศึกษาดูงาน คณะผู้บริหาร CIO รุ่นที่ 14 ได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) และ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “LANTA” (ลันตา) ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ออกแบบมารองรับงานประมวลผลขั้นสูง (High-Performance Computing: HPC) และการฝึกสอนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ รองรับงานวิจัยเชิงลึกระดับแนวหน้า โดยมี ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ThaiSC นำชมและบรรยายให้ความรู้เชิงลึก พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารจัดการ HPC Infrastructure และแนวทางการบริหารความคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้สนใจหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารสารสนเทศ รุ่นที่ 15 ปี 2570 (CIO#15) ตลอดจนบริการพัฒนาบุคลากร โปรแกรมพัฒนาผู้ประกอบการ และบริการด้านพื้นที่ สามารถติดต่อ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. ได้ทางเว็บไซต์ www.swpark.or.th หรือ Facebook: Software Park Thailand และโทรศัพท์ 0 2583 9992, 0 2564 7000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเวทีโลก “FARM The Transition Global Forum 2026” ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดภัย ลดเคมีและพลาสติก
(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ (Biocontrol & Bio-solutions) เพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดการใช้เคมีสังเคราะห์ การต้อนรับคณะผู้แทนโลกในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมและเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทความเข้มแข็งของ สวทช. และ ไบโอเทค ในการเป็นผู้นำด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ตลอดจนประชาคมโลกไปสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมด้าน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษาและพัฒนาจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและศัตรูพืช โดยเริ่มตั้งแต่คัดเลือกเชื้อ ศึกษาการออกฤทธิ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปทดลองใช้จริงในแปลงเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้สารเคมี การทำงานนี้ต้องทำร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งการได้ร่วมมือกับเครือข่าย GEFFARM ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อขยายผลได้อย่างยั่งยืน
ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้จริงในภาคเกษตร ประกอบด้วยชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช: นวัตกรรมจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยทดแทนสารเคมี โดย ไบโอเทค สวทช.การปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd): พัฒนาพันธุ์พืชแห่งอนาคตที่ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ โดย กรมวิชาการเกษตร (DOA)ระบบบริหารจัดการสวนทุเรียนดิจิทัลและ IoT: ควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ โดย สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจัทัล (depa) และบริษัท อินฟิวส์ / แอโรกรุ๊ปแอปพลิเคชันบริหารฟาร์ม (FarmFeed / KasetKorn): บันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับมาตรฐาน GAPLiveStock Next: แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับฟาร์มสุกร ตรวจสอบสุขภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)soilXcel & SAP Super Absorbent Polymer: นวัตกรรมสารอุ้มน้ำและปรับปรุงดินเสื่อมโทรมจาก Green Regeneration 1954 และ X-TECLOCOL: นวัตกรรมแปรรูปขยะโกโก้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดก๊าซมีเทนKU HUMATE: สารกระตุ้นพืชชีวภาพจากการอัปไซเคิลทรัพยากรโรงงานน้ำตาล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดรนเกษตรอัจฉริยะ: เทคโนโลยีโดรน DJI เพื่อการดูแลพืชผลอย่างแม่นยำและปลอดภัย โดย สยามคูโบต้านอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวโครงการใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรผู้ปลูกพริก ข้าว และมะม่วง ที่นำไปใช้จริงจนประสบความสำเร็จสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทร. 02-5646700 ต่อ 3463 | E-mail: ibct.biotec@gmail.com Facebook Page: ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย | X (Twitter): Green Crop Defender @GCD_Squad
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ชวนเด็ก เยาวชน และครอบครัว เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ตลอด 12 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2569 – กันยายน 2570 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
🎁✨ ของขวัญส่งท้ายปี 2569 ที่ชวนค้นพบสิ่งที่ชอบ และต่อยอดสิ่งที่ถนัด!
บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ชวนเด็ก เยาวชน และครอบครัว เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ตลอด 12 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2569 – กันยายน 2570 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ✨
ภายใต้โครงการห้องหนังสือเทิดพระเกียรติ 12 เดือน 12 แรงบันดาลใจตามรอยพระอัจฉริยภาพเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
💌 พิเศษสำหรับน้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้มีโอกาสเขียนการ์ดถวายพระพร และถ่ายทอดความประทับใจ ผ่านโปสการ์ด เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ
📚 จากหนังสือพระราชนิพนธ์และพระอัจฉริยภาพ 12 ด้าน สู่กิจกรรมหลากหลาย ทั้งดนตรี การประพันธ์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ โภชนาการ การจดบันทึกและถ่ายภาพ การทูต การศึกษา สังคมสงเคราะห์ และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
💡 อ่าน เรียนรู้ ลงมือทำ และสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านกิจกรรม 1 วัน กิจกรรมต่อเนื่องที่บ้าน การประกวด และนิทรรศการ เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพตามความสนใจและความถนัดที่แตกต่างกัน ตามแนวคิด “พหุปัญญา”
📖 พร้อมเยี่ยมชม “ห้องหนังสือเทิดพระเกียรติฯ” แหล่งเรียนรู้หนังสือพระราชนิพนธ์และหนังสืออันทรงคุณค่า ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
💜 เพราะของขวัญที่มีคุณค่า คือโอกาสให้เด็กได้ค้นพบว่า “ฉันชอบอะไร และฉันทำอะไรได้บ้าง”
📲 สแกน QR Code ในโปสเตอร์เพื่อดูรายละเอียดการลงทะเบียน
https://shorturl.asia/agviqj
ติดตามกำหนดการ กลุ่มเป้าหมาย และการเปิดรับสมัครแต่ละกิจกรรมได้ที่ Facebook: บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
📌 บางกิจกรรมจัดสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
✨ มาแล้วได้มากกว่าความรู้…อาจได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรัก 💜
📜 รับเกียรติบัตรจากบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เก็บไว้เป็นความภูมิใจในก้าวแห่งการเรียนรู้
👨🔬 พบและเรียนรู้กับนักวิจัย สวทช. และนักวิชาการเครือข่าย สวทช. ที่จะช่วยจุดประกายความคิดและแรงบันดาลใจ
🍴 มีอุปกรณ์สำหรับกิจกรรม อาหารว่าง และน้ำดื่มให้ฟรี พร้อมให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้
📸 รับไฟล์ภาพถ่ายกิจกรรม เก็บรอยยิ้มและช่วงเวลาแห่งความภูมิใจ พร้อมโอกาสได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานในนิทรรศการ “12 เดือน 12 แรงบันดาลใจ ตามรอยพระอัจฉริยภาพ” ปลายปี 2570
🌱 เพราะความชอบเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันที่เติบโตในวันข้างหน้า
ปฏิทินกิจกรรม


