ผลการค้นหา :
ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจร่วมเจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรมในงานสัมมนาออนไลน์ “From ROCK to RICHES ปีที่ 2”
เชิญชวนร่วมงานสัมมนาออนไลน์
📢 พลิกวิกฤตสู่โอกาส! เปลี่ยน "แร่" ให้เป็น "ความมั่งคั่ง" ด้วย Mining 4.0 💎
🕰️ยุคสมัยเปลี่ยน เหมืองแร่ต้องปรับ! ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจร่วมเจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรมในงานสัมมนาออนไลน์ "From ROCK to RICHES ปีที่ 2"
สิ่งที่จะได้รับ :
🌐 อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคดิจิทัล
📊 ทำความรู้จัก Mining 4.0 Index: ตัวช่วยวัดระดับความอัจฉริยะของสถานประกอบการ
💡 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากกูรูระดับประเทศ
📅 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา 09:30 – 12:30 น. (Online)
🚀 ลงทะเบียนด่วน! (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
💬 Line/Scan QR Code: สแกนในภาพเพื่อลงทะเบียน
🔗 ลิงก์สมัคร: https://www.nstda.or.th/r/jqCBd
สอบถามเพิ่มเติม :
📞โทร. 064-656-9298
📧mining4.0@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมพิธีเปิดการประชุมระดับโลก GRC Annual Meeting 2026 มุ่งขับเคลื่อนนโยบายวิจัยและนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมประจำปี Global Research Council (GRC) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดย Thailand RISE Fund หรือ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) ประเทศแคนาดา โดยมี ศาสตราจารย์ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. Prof. Dr. Alejandro Adem ประธาน Governing Board ของ Global Research Council (GRC) และ President of Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) , H.E. Ms. Ping Kitnikone เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้แทนองค์กรบริหารทุนวิจัย หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจาก 38 ประเทศ ตลอดจนคณะผู้แทนทางการทูตจาก 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระดับนานาชาติ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การสร้างระบบวิจัยที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้างและเอื้อต่อความร่วมมือจากหลากหลายสาขา โดย “Open Science” จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดการเข้าถึงองค์ความรู้ การแบ่งปันข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรด้านวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาระดับโลก
“การประชุม GRC 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของโลก เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราอาจหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ แต่เราสามารถร่วมกันกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ถูกใช้เพื่อมนุษย์และสังคมได้” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 สะท้อนบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยปีนี้มุ่งหารือ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” เพื่อรับมือความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
ขณะที่ Prof. Dr. Alejandro Adem ระบุว่า ความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรบริหารทุนวิจัยมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อน ววน. ของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความท้าทายซับซ้อนร่วมกัน พร้อมผลักดันประเด็น Open Science การวิจัยเพื่อชุมชนยั่งยืน และการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่เปิดกว้างและเท่าเทียม
ด้าน H.E. Ms. Ping Kitnikone กล่าวว่า แคนาดาจะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัยระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว
การประชุมประจำปีระดับโลก GRC Annual Meeting 2026 ภายใต้การประชุมดังกล่าว ได้มีการจัดกิจกรรม Side Event เรื่อง “Diamond Open Access as a Foundation for Research Sovereignty and Trust in Science” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานให้ทุนวิจัย องค์กรระหว่างประเทศ และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ ได้แก่ ไทย แคนาดา ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี และแองโกลา รวมถึงองค์การ UNESCO เกี่ยวกับอนาคตของระบบการเผยแพร่ผลงานวิจัยแบบเปิดที่มีความเสมอภาค ยั่งยืน และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นไปที่สองประเด็นความท้าทายสำคัญของโลก ได้แก่:
การส่งเสริมวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้าถึงได้และโปร่งใส
การวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน (Research for Sustainable Communities)
การเข้าร่วมงานของผู้บริหาร สวทช. ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการวิจัยระดับนานาชาติ เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางนโยบายวิจัยในเวทีโลกต่อไป
สำหรับ สกสว. เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการในระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงวาระด้าน Open Science ระดับโลกเข้ากับการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ตลอดจนการผลักดันให้แนวคิด Open Science ก้าวสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การลงทุนด้านการวิจัยของประเทศนำไปสู่องค์ความรู้ที่เข้าถึงได้ เชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสังคมไทยในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://grc2026.tsri.or.th/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
พลิกนวัตกรรมไทยสู่ธุรกิจระดับโลก! สวทช. จับมือพันธมิตรขับเคลื่อน “ทรัพย์สินทางปัญญา” ให้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดงานครั้งสำคัญ “TechLink Edition by TTS” ระหว่างวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักรโดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม และแสดงถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็น "เครื่องยนต์วิจัยของชาติ" (The National Research Engine) ของประเทศ โดย สวทช. มีกลไกการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ Deep Tech ของไทยสามารถ "Scale up" ไปสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล
ทรัพย์สินทางปัญญา: "สะพานเชื่อม" งานวิจัยกับภาคธุรกิจ ในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ไม่ได้เป็นเพียงการคุ้มครองผลงาน แต่คือ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเปิดประตูสู่การแข่งขันในระดับสากล, โดย สวทช. มุ่งมั่นที่จะทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
พลังแห่งเครือข่ายพันธมิตร ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ 17 หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา ที่นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้กว่า 159 ผลงาน มาจัดแสดงในที่เดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนเข้าถึงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ง่ายขึ้น ลดทั้งต้นทุนและเวลา และเตรียมพบกับงาน Thailand Techshow 2026 งานใหญ่ที่จะรวบรวมผลงานวิจัยและพันธมิตรไว้อย่างคับคั่งในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อตอกย้ำนโยบายการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Commercial Utilization) อย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
THAIFEX-Anuga ASIA 2026 Food Startup Pitches For Investment & Partners
🎉เมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โดย FI-Accelerator ร่วมกับ THAIFEX-Anuga ASIA
ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม
Food Startup Pitches For Investment & Partners
การนำเสนอและทดสอบซิมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร
จากผู้ประกอบการ ในเครือข่ายของเมืองนวัตกรรมอาหาร
ในวันที่ 27 พ.ค. 69
ตั้งแต่เวลา 14.00 - 17.00 น.
ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอล 4
ใน Food Tech Start-Up Zone
สมัครเข้าร่วมตามลิงค์ด้านล่าง
https://forms.gle/edmEBoo5GLQxZUK8A
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
เบอร์ติดต่อ 094 746 3822
อีเมล foodinnopolis.accelerator@gmail.com
ปฏิทินกิจกรรม
‘ยศชนัน’ ผนึก 6 กระทรวงฯ เยี่ยมชม สวทช. ‘เครื่องยนต์วิจัยของชาติ’
"ศ. ดร.ยศชนัน” นำรัฐมนตรีและผู้แทนรัฐมนตรี 6 กระทรวงฯ พร้อมด้วย สปสช. เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและงานวิจัย สวทช. เพื่อให้เกิดความร่วมมือทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวง ด้วยการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง “Synergistic Government” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศรายรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. – พันธมิตร เผย “Human & AI Synergy 2026” AI ไม่ได้มาแทนที่ใคร แต่คนต้องรู้จักใช้ให้เป็น
(7 พฤษภาคม 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้แก่ บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด บริษัท สยามชำนาญกิจ จำกัด คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และบริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด จัดงานสัมมนาหัวข้อ " AI & Human Synergy: Security and Productivity in the Intelligence Era 2026: การผนึกกำลังระหว่าง คน และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัย" เพื่ออัปเดตเรื่อง AI ตั้งแต่ในด้านธรรมาภิบาล สู่การใช้ AI เพื่อลงทุน จนยกระดับประสิทธิภาพการทำงานต่าๆ แบบก้าวกระโดดด้วย AI
ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประธานเปิดงานสัมมนาฯ กล่าวว่า บทบาทของ AI ต่ออนาคตของแรงงานมนุษย์ที่หลายๆ คนเคยตั้งคำถามว่า AI อาจมาแทนที่ในอนาคต แต่คำตอบที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือเราไม่ได้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อมาแทนที่มนุษย์ หากแต่คือการสร้าง “Synergy” หรือการผสานพลังระหว่างสติปัญญาของมนุษย์และความสามารถของ AI เพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ในส่วนของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์แห่งชาติ ทั้ง 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ที่มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ อีกทั้งยังมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ อาทิ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย, เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย, EECi, Food Innopolis และนอกจากนี้ สวทช. ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีจากระดับแนวคิดไปสู่การใช้งานจริง ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (NQI) ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การรับรองมาตรฐาน และ Sandbox ตลอดจนโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ ที่พร้อมเสริมแกร่งให้แก่ SME สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรม
ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในหลากหลายมิติ ได้แก่ นายปริญญา หอมเอนก บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัด บรรยายถึงการวางรากฐานธรรมาภิบาล AI และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสำหรับองค์กรยุคใหม่ นายไพบูลย์ พนัสบดี อดีตนายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย นำเสนอเครื่องมือ "Claude Cowork" เพื่อจัดการงานล้นมือผ่าน AI Agent ช่วยให้การทำงานในแต่ละวันจบลงได้อย่างรวดเร็ว นายสมเกียรติ ปุ๋ยสูงเนิน บริษัท สยามชำนาญกิจ จำกัด บรรยายถึงการปฏิวัติการเขียนโปรแกรมด้วย AI ที่ช่วยให้ทำงานไวขึ้นเท่าตัวแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและเลี่ยง "AI Trap" หรือกับดักของเทคโนโลยี นายทัพนันทน์ เอี่ยวพานทอง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เจาะลึกการใช้ AI เปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็น Insight เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือระดับ นายณรงค์ จันทร์สร้อย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการพัฒนา AI เพื่อบริหารพอร์ตการลงทุน 100% ในชีวิตจริง และปิดท้ายด้วย นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด กับเทคนิคการสร้าง Content สำหรับ Social Commerce ให้เร็วขึ้น 10 เท่า
สำหรับผู้สนใจในบริการทางด้านหลักสูตรพัฒนาบุคลากร หรือโปรแกรมพัฒนาผู้ประกอบการ หรือกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงบริการด้านพื้นที่ของทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก: Software Park Thailand , www.swpark.or.th หรือ โทร. 02-583-9992, 02-564-7000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 18 พ.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569‘ยศชนัน’ ผนึก 6 กระทรวง ตอกย้ำ สวทช. 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' อ.เชน นำ 6 กระทรวงฯเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐาน-งานวิจัย สวทช. ดึงหลายกระทรวงร่วมมือนำผลงานวิจัยใช้จริง “Synergistic Government” ลั่นงานวิจัยต้องเป็น "คำตอบ" แก้โจทย์ชีวิต-ขับเคลื่อนประเทศ.... >> อ่านต่อสวทช. ดันนวัตกรรมอายุยืนสู่เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ PhytoEX นาโนเทค จับมือเซเลป-เอกชน เปิดเวที “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” แลกเปลี่ยนการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ-ความงาม ตอบเทรนด์ Longevity ปูทางสู่ “ภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย" ... >> อ่านต่อขานรับนโยบาย อว. for EV สู้ศึก Tech War : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ร่วมแถลงข่าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานและพัฒนาบุคลากร ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ในการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมและนโยบายของท่านรัฐมนตรี อว. ที่ย้ำว่าไทยต้องชนะ Tech War ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. – สจล. เร่งเครื่องอัปสกิลคนรุ่นใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่ EV ขานรับนโยบาย อว. for EV สู้ศึก Tech War
(วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่โถงแถลงข่าว อาคารวิจัยโยธี สวทช. กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมแถลงข่าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงาน และพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร พร้อมเดินหน้ายกระดับอัปสกิลบุคลากรไทยผ่านการปฏิบัติจริงและป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวอนาคต โดยมี ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สวทช. ศ. ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. ตลอดจนคณะผู้บริหาร และทีมนักวิจัยทั้งสองหน่วยเข้าร่วมงาน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้วางรากฐานด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) โดยการผนึกกำลังกับ สจล. ในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ในการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) ด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งการทำงานร่วมกันของ สวทช. และ สจล. ภายใต้การลงนามครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญที่สุดคือการสร้างคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ตามยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ที่ต้องการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยและการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม EV ได้ทันที ตามแนวคิด “เรียนได้งบจบได้งาน” ของท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว.
“วันนี้ สวทช. เราทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์วิจัยหลักของชาติ (National Research Engine) แต่เครื่องยนต์นี้จะทรงพลังและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น เมื่อได้พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงอย่าง สจล. มาร่วมเสริมแกร่ง ความร่วมมือกันครั้งนี้เรามุ่งเป้าที่ระบบยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เรือไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อน ระบบจัดเก็บพลังงาน จนถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งสอดรับโดยตรงกับนโยบายของท่านรัฐมนตรี อว. ที่ย้ำว่าไทยต้องชนะ Tech War โดยการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง”
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการผลักดันให้สถาบันก้าวสู่ความเป็น “The World Master of Innovation” โดยการจับมือร่วมกับ สวทช. คือ การดึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูระดับชาติของ สวทช. โดยศูนย์ TECE มาสู่การปฏิบัติจริงในภาคอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของ สจล. ดังนั้นจึงเป็นการรวมศักยภาพที่แข็งแกร่ง ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญเพื่อร่วมวิจัยและพัฒนา ทั้งระบบขับเคลื่อน (Drive Train) และระบบควบคุมอัจฉริยะ โดย สจล. พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง เช่น สหกิจศึกษา รวมถึงการทำ Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะระดับ Deep Tech ที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมาของ สวทช. และ สจล. ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD) อาทิ โครงการ TAIST-Tokyo Tech: ร่วมมือผลิตและพัฒนาบุคลากรวิจัยระดับสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม, การสนับสนุนนักวิจัยระดับปริญญาเอก: ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและดูแลนักศึกษาทุนระดับปริญญาเอกที่ศึกษาวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า, การถ่ายทอดองค์ความรู้: ผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้แก่นักศึกษา สจล. และโครงการสหกิจศึกษาและฝึกงาน: เปิดรับนักศึกษาฝึกงานและสหกิจศึกษาเพื่อสร้างเสริมทักษะและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการและภาคอุตสาหกรรม 2.ด้านการวิจัยและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน (EV & Energy Innovation) อาทิ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด: ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) ที่ได้จากก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อต่อยอดสู่พลังงานทางเลือกแห่งอนาคต, การพัฒนาองค์ความรู้วิศวกรรม: ร่วมวิจัย พัฒนา และจัดทำผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ (Academic Paper) ด้านการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ และ 3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอื่น ๆ (Advanced Technology & Other Innovations)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ ซินโครตรอน พร้อมขยายผล KOSEN ขับเคลื่อน New Growth Engine แห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้าน อววน. ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในสาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยเทคโนโลยีอวกาศ แสงซินโครตรอน และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมี มี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรมว.อว. ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางวัฒนา โสภีสุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สอวช. สซ. สทอภ. และ สดร. ณ ห้องรับรองพระจอมเกล้า ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคตและสร้าง New Growth Engine ให้แก่ประเทศ โดยญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีความเชี่ยวชาญสูงในหลายสาขา และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของไทยในระยะยาว การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและญี่ปุ่นในการยกระดับความร่วมมือด้าน อววน. โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนากำลังคน และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในด้านการพัฒนากำลังคน การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทย โดยมีการเปิดหลักสูตร ณ สจล. และ มจธ. โดยไทยมีแผนขยายผลในระยะที่ 2 โดยอาจเปิดหลักสูตรเพิ่มเติม ณ สถาบันอุดมศึกษาอื่น 1–2 แห่ง ทั้งนี้ อว. ได้หารือกับ National Institute of Technology (NIT) ของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันการรับรองหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยให้เทียบเท่ากับการรับรองหลักสูตรในญี่ปุ่นต่อไป
นอกจากนี้ ด้านผู้แทนของหน่วยงานในสังกัด อว. ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเรดาร์ (SAR) ในการยกระดับประสิทธิภาพการติดตามพื้นที่ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สำคัญต่อการวิจัยและอุตสาหกรรมของประเทศ และความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับ Internet of Things หรือ IoT เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ
ด้าน H.E. Mr. Otaka Masato กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นเชี่ยวชาญและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไทยก็มองเห็นอุตสาหกรรมอวกาศเป็นโอกาสที่จะสามารถพัฒนาให้เติบโตได้ในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ดาวเทียมและข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อการเกษตร การเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคม
ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ญี่ปุ่นได้นำส่งร่างเอกสารให้ฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว ซึ่งปลัดกระทรวง อว. ให้ข้อมูลว่า อว. ได้พิจารณาร่างดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ยศชนัน’ ผนึก 6 กระทรวง ปั้น ‘สวทช.’ เครื่องยนต์วิจัยชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม ย้ำ นวัตกรรมไทยต้องแก้โจทย์จริง-ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
(วันที่ 15 พฤษภาคม 2569) ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐมนตรี จาก 6 กระทรวงสำคัญ อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ร่วมเยี่ยมชมผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของ สวทช. ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง อว. เพื่อบูรณาการการใช้งานวิจัยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของแต่ละกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นักวิจัย และพนักงาน สวทช. ให้การต้อนรับ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สวทช. ขุมพลังวิจัย เดินเครื่องประเทศไทยจากโจทย์จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” โดยระบุว่า วันนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศพร้อมเดินเครื่องขุมพลังวิจัยของประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘National Research Engine’ หรือเครื่องยนต์วิจัยของชาติ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำวิจัยบนหิ้ง แต่เป็นการนำโจทย์จริงจากทุกภาคส่วนมาแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธทางปัญญา โดยนวัตกรรมในวันนี้ คือคำตอบของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล สวทช. โดยตรง จะเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงขุมพลังวิจัย นำงานวิจัยพร้อมใช้และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเร่งสนับสนุนทุกภารกิจของรัฐบาลให้เห็นผลลัพธ์สู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“การเยี่ยมชมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ "การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานวิจัยและผู้ใช้งานจริง" (Sandbox of Implementation) เพื่อส่งมอบโซลูชันจากงานวิจัยให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกระทรวง พร้อมขับเคลื่อน สวทช. ให้เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจาก สวทช. เป็นแหล่งรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อกระทรวงต่าง ๆ เห็นเครื่องมือรวมทั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) พื้นฐาน จะสามารถทำงานสอดประสานกับ สวทช. และยังมีงานวิจัยที่พร้อมใช้งาน ตลอดจน Data Center ที่ สวทช. พร้อมให้บริการ ซึ่งเราคาดหวังจะเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวง หรือที่เรียกว่า “Synergistic Government”
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษาว่า “การศึกษาไทยต้องก้าวข้ามการเรียนแบบเหมาโหล แพลตฟอร์ม LEAD Education ที่เราเห็นในวันนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยครูในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ทำให้เรามองเห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาของเด็กแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคตได้อย่างแท้จริง"
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของเกษตรกรไทยคือการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ สวทช. วิจัยขึ้นมานั้น ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ยังมีความสามารถในการต้านทานโรคและแมลงได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดและสารชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นการตอบโจทย์สำคัญที่ช่วยลดรายจ่ายด้านเคมีภัณฑ์และยกระดับรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยในระยะยาว และเกิดความยั่งยืนทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ความมั่นคงทางสาธารณสุขจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ การที่นวัตกรรมไทย เช่น วัสดุทดแทนกระดูก (M-Bone) และชุดตรวจอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (AL-Strip) ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์และเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย พร้อมใช้งานในระบบหลักประกันสุขภาพนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐมหาศาล แต่ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังได้วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพประเทศผ่านงานวิจัยในมิติที่หลากหลาย โดยกระทรวงแรงงาน ได้เดินหน้าการพัฒนาแรงงานฝีมือสูง ผ่านเทคโนโลยี 3D Printing และเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรทางการแพทย์และช่างฝีมือในอุตสาหกรรมอนาคต สอดรับกับแนวทางการดูแลสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่นำระบบนิรันดร์ (Nirun) เข้ามาบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และเตรียมขับเคลื่อนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand Food Bank) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเปราะบาง
ขณะที่กระทรวงพลังงาน เดินหน้าขยายผลการตรวจสอบคุณภาพแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ควบคู่กับการเร่ง Upskill และ Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่วนกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ สวทช. และกรมสรรพากร นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีและการเงิน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านกลไกของ BOI เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้นในอนาคต
“เป้าหมายของผมและชาว สวทช. ชัดเจนครับ นวัตกรรมไทยต้องไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น 'คำตอบ' ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน” รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชูนวัตกรรม “AI การแพทย์เชิงป้องกัน” รับมือสังคมสูงวัย หนุนนโยบาย Wellness Economy เปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต
(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรหลัก (Keynote Speaker) ในการเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ AUA Postgraduate Academic Forum ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2569 ชูแนวคิดพลังเทคโนโลยี AI และชีวสารสนเทศ พลิกโฉมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เน้นหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดีให้คนไทย ขานรับแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐบาล โดยได้ถ่ายทอดมุมมองสำคัญในหัวข้อ "การเสริมพลังการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรม AI สำหรับสังคมสูงวัย" เพื่อชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขไทยต้องแบกรับภาระค่ารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวนมาก หากเรายังใช้วิธีการดูแลสุขภาพแบบเดิมที่เน้นการ “รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา” ภาระค่าใช้จ่ายและกำลังคนทางการแพทย์อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรม “Preventive Medical AI” หรือ AI เพื่อการแพทย์เชิงป้องกันซึ่งเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งจากรหัสพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆเช่นเบาหวานหรืออัลไซเมอร์ก่อนที่อาการจะปรากฏช่วยให้แพทย์และประชาชนวางแผนป้องกันและดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
"หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นช่วงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง AI จะช่วยให้เราเปลี่ยนจากผู้ป่วยติดเตียง มาเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีไฟและมีพลัง (Active Elders) ในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป" ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวเน้นย้ำ และกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ "จีโนมิกส์และ AI" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยไม่ต้องเผชิญกับภาวะป่วยเรื้อรังในบั้นปลายชีวิต จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเข็มทิศทางการแพทย์ จากเดิมที่เน้นการตั้งรับ “รอรักษาเมื่อป่วย” มาเป็น “การดูแลเชิงรุก” เพื่อป้องกันก่อนป่วยด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์หรือการถอดรหัสพันธุกรรม ผสมผสานกับพลังของ AI ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของโรคเฉพาะบุคคลในระดับโมเลกุล ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพแข็งแรง (Healthspan หรือ Wellspan) ออกไปให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้พึ่งพา" มาเป็น "Active Elders" ที่ยังมีพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวยังเป็นการขานรับนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมฝีมือคนไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และบริการสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพในภูมิภาค ดึงดูดการลงทุนและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะยาว และจะเป็นการสร้าง “รากฐานข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับคนไทย” เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาต่อยอดสู่การรักษาที่ล้ำสมัยในอนาคต เช่น การจำลองร่างกายในรูปแบบดิจิทัลเพื่อทดสอบผลของยา และการออกแบบโภชนาการที่เหมาะสมกับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "ความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโอกาสที่เราจะใช้ความล้ำสมัยของวิทยาศาสตร์มาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน" และการขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ ผ่านการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยที่ปลอดภัย (Sovereign Data Foundation) เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางการรักษาที่แม่นยำและตอบโจทย์ของคนไทยโดยเฉพาะ เช่น การสร้างร่างกายจำลองดิจิทัล (Digital Twin) เพื่อทดสอบผลของยา ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ไทย
การประชุมวิชาการนานาชาติ 2025 AUA Postgraduate Academic Forum จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “AI & Bioinformatics in the Study of Biology of Aging and Age-Related Diseases” โดยความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยแห่งเอเชีย (Asian Universities Alliance: AUA) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์และชีวสารสนเทศในการศึกษาชีววิทยาการสูงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนิสิตบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช.-สธ. เปิดเวทีจัดทำแผน AI การแพทย์และสาธารณสุข ยกระดับบริการสุขภาพไทย
(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569): กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัล เปิดฉากประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมสุขภาพและยกระดับการบริการประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.นนทบุรี
นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระยะ 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประธานในพิธีได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระของบุคลากร ลดความแออัดในสถานพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 5,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่การดูแลก่อนป่วยไปจนถึงขั้นตอนการรักษา นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม และนโยบาย MOPH Plus ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงฯ รวมถึงภาคเอกชน อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนคเทค สวทช. และ สพธอ. (ETDA) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขยุคใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่การเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการยกระดับระบบเฝ้าระวังโรคระบาด จะบรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมี “ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์” (AI Governance) เป็นรากฐานสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการวางโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรับผิดชอบ (Accountability) จริยธรรมที่โปร่งใส (Transparency) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความเท่าเทียม (Fairness) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรม ทั้งนี้ การวางกรอบธรรมาภิบาลไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรม แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้กับมนุษย์มีความปลอดภัยและมีความเท่าเทียมในทุกภาคส่วน
ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันให้นวัตกรรมเป็น “ทางรอด” หลักในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองด้านการแพทย์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่ามหาศาล โดยสนับสนุนให้คนไทยผลิตเครื่องมือแพทย์เอง และใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจีโนมิกส์เพื่อการรักษาแบบแม่นยำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” เพื่อรับมือสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันยังขยายผลไปยังภาคเกษตรกรรมแม่นยำเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและสร้างฐานข้อมูลกลางของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่า GDP อย่างยั่งยืน
ผศ. ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการแพทย์อัจฉริยะผ่าน แผนปฏิบัติการ 3 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นการวางมาตรฐาน AI Medical Standard และระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (PDPA) พร้อมสร้างระบบนิเวศอย่าง Medical AI Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสถานการณ์จริง ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดภาระงานของบุคลากรอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำสูงอย่างการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตาและระบบ CTnavi สำหรับอ่านผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการใช้ระบบ Sati และ AI-Pharmacist เพื่อบริหารจัดการข้อมูลและจัดยาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังเข้าถึงภาคประชาชนมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์อาการเบื้องต้นและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ที่ใช้ติดตามสุขภาพรายวัน สำหรับทิศทางของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ในอนาคต จะมุ่งเน้นไปที่การนำ Generative AI (GenAI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ปรับแต่งมาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น MedGemma มาใช้ประมวลผลข้อมูลแบบ Multimodal ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษามีความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ภาพรวมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดัชนีความพร้อมด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Government Readiness Ranking) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 35 ของโลก และมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (LANTA) ที่มีประสิทธิภาพติดอันดับโลกเพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายในการนำมาใช้จริง โดยมีองค์กรเพียงร้อยละ 17.8 ที่เริ่มใช้งาน เนื่องจากยังติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังคน นอกจากนี้ รัฐบาลมีการเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ปี พ.ศ. 2565-2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลภาษา “Thai LLM” สำหรับงานภาครัฐ ไปจนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในด้านการแพทย์ผ่าน “Medical AI Consortium” ซึ่งมีการรวบรวมคลังข้อมูลภาพการแพทย์กว่า 3 ล้านภาพ เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในการวินิจฉัยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง โดยเป้าหมายในปี 2026 คือ การสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร (End-to-End Ecosystem) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการข้อมูล การฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” (Federated Learning) ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานจาก อย. เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมเพื่อใช้งานจริงในโรงพยาบาลและการแข่งขันในระดับสากล”
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดจุดเน้น (Focus Area) ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ จริยธรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล (AI Governance) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมคนสาธารณสุขในยุคดิจิทัล การส่งเสริมเครื่องมือ AI ในการวินิจฉัยและรักษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ นวัตกรรมและการวิจัย เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ โดยฝีมือคนไทย ที่จะนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแนวทางการติดตามประเมินผล ซึ่งจะเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงสาธารณสุขสู่การเป็น Digital Health อย่างเต็มรูปแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2574) ต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


