หน้าแรก สวทช. ชูนวัตกรรม “AI การแพทย์เชิงป้องกัน” รับมือสังคมสูงวัย หนุนนโยบาย Wellness Economy เปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต

สวทช. ชูนวัตกรรม “AI การแพทย์เชิงป้องกัน” รับมือสังคมสูงวัย หนุนนโยบาย Wellness Economy เปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต

15 พ.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพ ผู้อำนวยการ สวทช. ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้บริหารและวิทยากรในงานประชุมวิชาการ AUA Postgraduate Academic Forum จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรหลัก (Keynote Speaker) ในการเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ AUA Postgraduate Academic Forum ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2569 ชูแนวคิดพลังเทคโนโลยี AI และชีวสารสนเทศ พลิกโฉมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เน้นหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดีให้คนไทย ขานรับแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐบาล โดยได้ถ่ายทอดมุมมองสำคัญในหัวข้อ “การเสริมพลังการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรม AI สำหรับสังคมสูงวัย” เพื่อชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ภาพ ผศ. ดร.เทวิน เทนคำเนาว์ กล่าวในงานประชุมวิชาการ AUA Postgraduate Academic Forum ภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. บรรยายหัวข้อ AI การแพทย์เชิงป้องกัน บนเวที AUA Postgraduate Academic Forum

ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขไทยต้องแบกรับภาระค่ารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวนมาก หากเรายังใช้วิธีการดูแลสุขภาพแบบเดิมที่เน้นการ “รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา” ภาระค่าใช้จ่ายและกำลังคนทางการแพทย์อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรม “Preventive Medical AI” หรือ AI เพื่อการแพทย์เชิงป้องกันซึ่งเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งจากรหัสพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆเช่นเบาหวานหรืออัลไซเมอร์ก่อนที่อาการจะปรากฏช่วยให้แพทย์และประชาชนวางแผนป้องกันและดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ

“หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นช่วงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง AI จะช่วยให้เราเปลี่ยนจากผู้ป่วยติดเตียง มาเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีไฟและมีพลัง (Active Elders) ในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวเน้นย้ำ และกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ “จีโนมิกส์และ AI” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยไม่ต้องเผชิญกับภาวะป่วยเรื้อรังในบั้นปลายชีวิต จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเข็มทิศทางการแพทย์ จากเดิมที่เน้นการตั้งรับ “รอรักษาเมื่อป่วย” มาเป็น “การดูแลเชิงรุก” เพื่อป้องกันก่อนป่วยด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์หรือการถอดรหัสพันธุกรรม ผสมผสานกับพลังของ AI ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของโรคเฉพาะบุคคลในระดับโมเลกุล ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพแข็งแรง (Healthspan หรือ Wellspan) ออกไปให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้พึ่งพา” มาเป็น “Active Elders” ที่ยังมีพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจต่อไป

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวยังเป็นการขานรับนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมฝีมือคนไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และบริการสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพในภูมิภาค ดึงดูดการลงทุนและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะยาว และจะเป็นการสร้าง “รากฐานข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับคนไทย” เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาต่อยอดสู่การรักษาที่ล้ำสมัยในอนาคต เช่น การจำลองร่างกายในรูปแบบดิจิทัลเพื่อทดสอบผลของยา และการออกแบบโภชนาการที่เหมาะสมกับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ภาพ สไลด์บรรยายของ ผอ. สวทช. แสดงการเปลี่ยนผ่านการแพทย์จากตั้งรับเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยชีววิทยาการสูงวัย ภาพ ผอ. สวทช. นำเสนอสไลด์กลยุทธ์ AI สำหรับการดูแลผู้สูงอายุไทย ชูเทคโนโลยี Digital Twins และ Federated Learning

ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโอกาสที่เราจะใช้ความล้ำสมัยของวิทยาศาสตร์มาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน“  และการขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ ผ่านการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยที่ปลอดภัย (Sovereign Data Foundation) เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางการรักษาที่แม่นยำและตอบโจทย์ของคนไทยโดยเฉพาะ เช่น การสร้างร่างกายจำลองดิจิทัล (Digital Twin) เพื่อทดสอบผลของยา ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ไทย

การประชุมวิชาการนานาชาติ 2025 AUA Postgraduate Academic Forum จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “AI & Bioinformatics in the Study of Biology of Aging and Age-Related Diseases” โดยความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยแห่งเอเชีย (Asian Universities Alliance: AUA) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์และชีวสารสนเทศในการศึกษาชีววิทยาการสูงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนิสิตบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ าสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. รับมอบของที่ระลึกหลังการบรรยายพิเศษในงาน AUA Postgraduate Academic Forum ภาพ ผู้อำนวยการ สวทช. ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงานหน้าแบ็กดรอปงาน AI & Bioinformatics จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


แชร์หน้านี้: