ผลการค้นหา :
‘เมืองนวัตกรรมอาหาร-พันธมิตร’ เปิดยิ่งใหญ่ การแข่งขันสุดยอดนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2022 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม ‘อาหารสตรีทฟู้ด-อาหารหมักดองพื้นถิ่น’
(7 ตุลาคม 2565) ณ ลานคนเมือง ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร : ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. นายพร ดารีพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ดร.วาทิต ตมะวิโมกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายวุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด ดร.กีรติ ตระการศิริวานิช คณบดีคณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ รักษาการผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชียงใหม่
ร่วมแถลงข่าวการเปิดงานประกวดนวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ โครงการ Food Innopolis Innovation Contest 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคมนี้ โดยมีทีมผู้เข้าแข่งขันและแสดงผลงานจำนวน 40 ทีมกว่า 40 ผลงานตลอด 3 วันของการจัดงาน ซึ่งจะมีการประกาศรางวัลชนะเลิศ ในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ เพื่อเฟ้นหาทีมที่ชนะในโจทย์การแข่งขันอาหารสตรีทฟู้ดและอาหารหมักดองพื้นถิ่น ในการนำไปต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสู่เชิงพาณิชย์จากโครงการประกวด
ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis เป็นหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นและมีความเชี่ยวชาญในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของประเทศผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศ ได้จัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร โครงการ Food Innopolis Innovation Contest 2022 มาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ภายใต้การดำเนินงานโดย Food Innopolis Accelerator แพลตฟอร์มเร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการอาหาร โดยร่วมกับพันธมิตรหลักคือ บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด บริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ และได้รับการสนับสนุนจาก KCG Corporation ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะวิทยาการอาหารนานาชาติ (iGTC) ,สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และบริษัท พลังผัก จำกัด รวมทั้งมหาวิทยาลัยเครือข่ายของ Food Innopolis ทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการด้านอาหารรุ่นใหม่ และยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารเพื่อความขีดความสามารถของประเทศ
“โครงการนี้มีการจัดกิจกรรมอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นความสนใจด้านการพัฒนานวัตกรรมอาหาร และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารของไทย และได้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษา นักวิจัยและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ได้มีอีกหนึ่งเวทีสำคัญเพื่อเป็นเส้นทางในการพัฒนาและเติบโตในสายอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นการสร้างคนที่มีความรู้และทักษะใหม่ๆ เตรียมความพร้อมการเป็นนักนวัตกรรมอาหารที่สามารถเติบโตต่อไปในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ที่ไปอยู่ในตลาดในอนาคต”
ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. กล่าวเสริมว่า โครงการประกวดนวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ โครงการ Food Innopolis Innovation Contest 2022 ในปีนี้แบ่งผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย รุ่น Fly weight (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) 16 ทีม รุ่น Light weight (ระดับปริญญาตรี) 16 ทีม และ รุ่น Heavy weight (รุ่นบุคคลทั่วไป) 8 ทีม โดยวันนี้ได้ 40 ทีม ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (จากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 130 ทีมทั่วประเทศ) ซึ่งมีแนวคิดที่น่าสนใจที่สามารถนำต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารของทีมไปต่อยอดสู่เชิงพาณฺชย์ได้ โดยมี 2 หัวข้อในการประกวดการสร้างนวัตกรรมด้านอาหาร ได้แก่ 1.นวัตกรรมอาหารสตรีทฟู้ด (Street Food Innovation) และ 2.นวัตกรรมอาหารหมักดองพื้นถิ่น (Local Fermented Food Innovation) ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดประกวดผลงานนวัตกรรมอาหารเท่านั้น แต่เป็นการอบรมพัฒนาให้ความรู้และให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นในเรื่องการพัฒนาแนวคิดสู่การขึ้นต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร แนวคิดการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมและการนำเสนอธุรกิจอย่างมืออาชีพ
“ทุกปีของการจัดประกวด เราจะมีผลิตภัณฑ์ที่ถึงแม้ไม่ได้รางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีการนำไปต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตอาหารในหลายผลิตภัณฑ์ โดยน้องๆ ในรุ่นมัธยมศึกษาก็จะได้รับโอกาสการพิจารณาเป็นพิเศษให้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร ส่วนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีก็มักได้รับโอกาสในการเข้าทำงานที่ดีๆ หรือสามารถเริ่มต้นพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรมอาหารของตนเองได้ ส่วนนักวิจัยและผู้ประกอบการที่แข่งในรุ่นใหญ่ ก็เติบโตต่อในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ขยายลูกค้า หาคู่ค้า พันธมิตรธุรกิจใหม่ และการร่วมทุน”
นายพร ดารีพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด กล่าวว่า วัฒนธรรมด้านอาหาร และ Local Food ของไทยมีความโดดเด่นอย่างมากและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเฉพาะอาหารสตรีทฟู้ด (Street Food) และอาหารหมักดองพื้นถิ่น (Local Fermented Food) เช่น เครื่องปรุงรสต่างๆ ที่นำมาใช้เสริมรสชาติของอาหาร ให้มีความเฉพาะตัว แต่การที่จะ Transform สิ่งเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต ที่มีไลฟ์สไตล์แบบใหม่นั้น ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก จึงเป็นที่มาของโจทย์ 2 หัวข้อการแข่งขันของ Food Innopolis Innovation Contest ในครั้งนี้ คือการคิดค้นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าในรูปแบบต่างๆ ให้กับสตรีทฟู้ดและอาหารหมักดอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วย
ทั้งนี้ ฟู้ดแฟคเตอร์ก็พร้อมสนับสนุนน้องๆ นวัตกรรุ่นใหม่ ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรในธุรกิจอาหารแบบครบวงจรของเรา ให้สามารถ Commercialize ได้จริง ทั้งด้านการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ การต่อยอดด้านการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค หรือการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของนวัตกรรมอาหารไทยบนเวทีโลก
ด้าน ดร.วาทิต ตมะวิโมกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท เคซีจีฯ พร้อมให้การสนับสนุนนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารสู่ความเป็นไปได้ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร ในโครงการฯ ประกวดแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งการจะกระตุ้น ชักจูงและโน้มน้าวให้เกิดนวัตกรรมทางด้านอาหาร จะต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งโจทย์การแข้งขันปีนี้เป็นเรื่องท้าทาย คือ ด้านอาหาร Street Foods เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้จักเราดี ด้วยความอร่อย ความหลากหลายและราคาที่ยุติธรรม การแข่งขันจะช่วยยกระดับและพัฒนา Street Foods ไปอีกขั้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ชื่นชอบอาหารไทน ส่วนเรื่องโจทย์ด้านอาหารหมักดองพื้นถิ่น (Local Fermented Foods) ก็เป็นการยกระดับและสร้างโอกาสให้กับชุมชนและอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้บริษัท เคซีจีฯ พร้อมซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน โดยให้ความสําคัญด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในทุกโอกาสเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ
เช่นเดียวกับ นายวุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด กล่าวว่า การประกวดนี้จะมีส่วนช่วยผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ให้มีเวทีการประกวดที่สร้างแรงจูงใจ และผลักดันให้ผู้เข้าแข่งขันมีโอกาสการทํางานวิจัยที่สร้างสรรค์ รวมทั้งได้ประสบการณ์ใหม่ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนําไปปรับใช้ในอนาคต ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทําธุรกิจให้ประสบความสําเร็จ ที่ต้องอาศัยองค์ประกอบด้านการทํางานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในทางการตลาดและธุรกิจ อย่างไรก็ตามบริษัท พลังผักฯ พร้อมให้การสนับสนุนหากผู้เข้าแข่งขันมีความต้องการหาความร่วมมือกับบริษัทฯ โดยเฉพาะด้านการตลาดที่เข้าถึงช่องทางการค้าที่สมัยใหม่ (Modern trade) ซัพพลายเชน และการบริหารธุรกิจที่เป็นมืออาชีพและมีระบบที่เป็นมาตรฐานสากล
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. นำ “เปลปกป้อง (PETE)” คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2565 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ
For English-version news, please visit : Patient Isolation and Transportation Chamber (PETE) takes 2nd Prize in the National Innovation Awards
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เข้ารับรางวัลนวัตกรรมเเห่งชาติ ประจำปี 2565 รองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ จากผลงานเปลปกป้อง (พีท) เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ (Patient isolation and transportation chamber (PETE)) โดยมี รศ. นพ. สรนิต ศิลธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ในงาน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2565” จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ
เปลปกป้อง นวัตกรรม “ทันเหตุการณ์ ตอบโจทย์ผู้ใช้ ได้มาตรฐาน” ใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจ อาทิ โควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค มีประสิทธิภาพการกรองเชื้อ 99.995% จัดเก็บง่าย สามารถใช้งานบนรถพยาบาลและรองรับการนำผู้ป่วยที่อยู่ภายในชุดเปลปกป้องเข้าตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง CT scan ได้ มีช่องสําหรับทําหัตถการและใส่สายเครื่องมือแพทย์สําหรับผู้ป่วยหนัก ผลิตด้วยวัสดุและอะไหล่ที่หาได้ในประเทศ ผ่านการทดสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยเครื่องมือแพทย์ และได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว
PETE เป็นเปลความดันลบที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นท่อพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และระบบสร้างความดันลบ (Negative pressure unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก อากาศภายในเปลจะผ่านการกรองเชื้อโรคด้วยแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C ก่อนปล่อยสู่ภายนอก ซึ่งนอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย จุดเด่นของ PETE เปลปกป้อง ไม่เพียงมีการออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะที่แข็งแรงและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังสามารถทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด
สำหรับการมอบรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่น และเกิดคุณค่าที่ชัดเจนต่อประเทศชาติในหลากหลายด้าน หรือหน่วยงานองค์กรที่มีการบริหารจัดการโดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่าทั้งในเชิงพาณิชย์และเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้าง ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมไทย สร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย และสร้างให้เกิดภาพลักษณ์สู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม
“รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ” (National Innovation Awards) จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) นับตั้งแต่ปี 2548 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ถือเป็นรางวัลนวัตกรรมทรงเกียรติสูงสุดของประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพของคนไทยและเผยแพร่ต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมด้านต่างๆ สู่สาธารณะชนในวงกว้าง รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 3.ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ 4.ด้านสื่อและการสื่อสาร 5.ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลทรงเกียรตินี้ขึ้นในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม) ของทุกปี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
FleXARs นวัตกรรมฟิล์มป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) เนคเทค สวทช. พัฒนา FleXARs ฟิล์มป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต เป็นชั้นฟิล์มพอลิเมอร์ที่สร้างด้วยวัสดุที่มีค่าพลังงานเชิงผิวต่ำ มีสมบัติน้ำและน้ำมันไม่เกาะแบบยิ่งยวด (Superamphiphobic surface) ที่สามารถป้องกันการเกาะของสิ่งมีชีวิต(Antifouling film)บนพื้นผิววัสดุต่างๆได้ (Antifouling surface) มีชั้นกาวด้านหลังเพื่อให้สามารถแปะและยึดติดกับผิววัสดุ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้งานทางการแพทย์ งานทางทะเล และพื้นผิววัสดุในระบบขนส่งมวลชนและพื้นที่สาธารณะได้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
‘ฟู้ดแฟคเตอร์’ ผนึก ‘เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช.’สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ
(7 ตุลาคม 2565) เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และ บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมอาหาร ร่วมกันแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรมและนวัตกรด้านอาหาร โดยมี ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. และนายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ร่วมแถลงข่าว เพื่อให้เกิดการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมด้านอาหารของประเทศเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีนโยบายให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยนำความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการเกษตรและอาหารให้สามารถดำเนินงานได้ดีและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิต การส่งออก การสร้างผู้ประกอบการ การจ้างงาน รวมถึงการใช้วัตถุดิบภายในประเทศโดยมีการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมในห่วงโซ่อุปทานจากทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ตอัป เกษตรกร และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย สวทช. มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีการค้าโลก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. กล่าวว่า เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis เป็นหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นและมีความเชี่ยวชาญในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของประเทศผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศ ผ่านการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (one stop service) และ Service Platform เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม ของเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร ได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
“เมืองนวัตกรรมอาหาร ได้ดำเนินงานร่วมกันกับบริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ปีนี้เป็นปีที่ 4 ในการสนับสนุนด้านนวัตกรรมอาหาร ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการพัฒนาศักยภาพนวัตกรด้านอาหารทุกระดับ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่ทันสมัยระดับโลก ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ โครงการประกวดนวัตกรรมอาหาร ภายใต้โครงการ Food Innopolis Innovation Contest การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหาร ภายใต้ โครงการ PADTHAI และอื่นๆ ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม”
ผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ความร่วมมือในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรม และนวัตกรด้านอาหาร มีวัตถุประสงค์หลัก 6 ข้อ ได้แก่ 1.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนา รวบรวม และบริหารจัดการองค์ความรู้ ด้านนวัตกรรมอาหารของไทย นวัตกรรมอาหารท้องถิ่น รวมถึงนวัตกรรมอาหารคุณค่าสูง ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. สร้างนวัตกรในทุกระดับให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในด้านการคิดค้นและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้านอาหารที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 3. ส่งเสริมและสนับสนุน การคิดค้น พัฒนา และยกระดับนวัตกรรมอาหารของไทย ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 4. ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มความแข็งแกร่งของเครือข่ายนวัตกรรมในอุตสาหกรรมด้านอาหารของประเทศไทย 5. ส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างโอกาสและต่อยอดทางธุรกิจ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในห่วงโซ่คุณค่าของนวัตกรรมอาหาร และ 6. ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านอุตสาหกรรมอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมอาหารของประเทศ
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศแข็งแรงมากขึ้น สามารถส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมอาการของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลได้ ส่งผลถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ด้าน นายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ฟู้ดแฟคเตอร์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ทั้งคิดค้น ผลิต และจัดจำหน่าย อีกทั้งยังเตรียมพร้อมนวัตกรรมด้านอาหารใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างยั่งยืนโดยมีเป้าหมายหลัก F 3 ตัว คือ “Food – Form – Future” โดยเริ่มจาก “Food” ซึ่งเป็นเสาหลักของบริษัทที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก โดยบุญรอดฯ เริ่มทำธุรกิจอาหารจากร้านอาหาร ซึ่งจากเป้าหมายใหญ่ด้านอาหารเมื่อหลายสิบปีก่อนมาสู่ “Form” ขยายธุรกิจด้านอาหารในเครือของบุญรอดเข้าด้วยกัน มาเป็น Food Factors ที่เป็น Integrated Food Business ธุรกิจอาหารครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมุ่งมั่นที่จะ Form ธุรกิจด้านอาหารให้แข็งแกร่งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง Form ผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ รวมถึง Form พันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา Startup SMEs ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อ Connect Ecosystem ของบุญรอดเข้ากับ Ecosystem อื่น ๆ ที่กว้างขึ้น และเป็นธุรกิจอาหารครบวงจร อย่างแท้จริง
และตัวสุดท้าย “Future” อนาคต คือ นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของทั้งวิถีชีวิตผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องเตรียมพร้อมนวัตกรรมด้านอาหารใหม่ ๆ อย่างจริงจัง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องยกระดับ Food Innovations Center (FIC) ศูนย์นวัตกรรมด้านอาหารของเราเอง ต้องทำ Open Innovation สร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม รวมถึงต่อยอดธุรกิจ โดยร่วมมือพันธมิตรอย่าง Food Innopolis และ สวทช. ผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมและนวัตกรด้านอาหาร
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมด้านอาหารของประเทศเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
############
ข่าวประชาสัมพันธ์
FOODe’ care น้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ปลอดภัยสำหรับอาหาร
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พัฒนา FOODe´care ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างสารพิษและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ปลอดภัยทางอาหาร เป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์ ผลิตขึ้นจากธรรมชาติที่ได้จากชุด ENcase system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการกระตุ้นน้ำเกลือ ผลิตและปรับสภาพ จนเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) เป็นองค์ประกอบหลัก มีประสิทธิภาพในการล้างสารพิษและฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อโรคที่พบส่วนใหญ่ในอาหาร
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
Prolifera นวัตกรรมแผ่นแปะปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน
นักวิจัยศูนย์นาโนเทค พัฒนา Prolifera แผ่นแปะปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยี ไมโครนีดเดิล หรือเข็มจิ๋ว ทำงานด้วย แนวคิด microninjury โดยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังทำให้ผู้ใช้ไม่มีความเจ็บปวด และช่วยให้ผิวฟื้นฟูตามกระบวนการธรรมชาติ
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
อร่อยสมจริง! ‘กินใจ (GIN Zhai)’ เนื้อไก่จากโปรตีนพืช
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชคือหนึ่งในนวัตกรรมอาหารที่มาแรงในช่วงปีนี้ และคาดว่ามูลค่าตลาดโลกจะเติบโตถึง 3 แสนล้านบาทภายในปี 2568 เพราะนอกจากจะเป็นโปรตีนทางเลือกที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำยังทำให้นักวิจัยสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความสมจริงทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติในราคาที่ย่อมเยาได้อีกด้วย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับบริษัทเอกชนผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เนื้อไก่จากโปรตีนพืช (Plant-based Chick)” ที่พร้อมวางจำหน่ายให้ประชาชนได้ลิ้มลองรสชาติแล้ว
[caption id="attachment_36851" align="aligncenter" width="700"] ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า เอ็มเทคให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์มาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารเคี้ยว กลืน และย่อยง่ายสำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช ซึ่งล่าสุดเอ็มเทคได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเนื้อไก่จากโปรตีนพืช หรือ ‘Ve-Chick’ ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 3 ราย รายแรกคือ โรงงานรับจ้างผลิต (OEM) อาหารทางเลือก รายที่สองคือ บริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด บริษัทสตาร์ตอัปด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในปีหน้า และล่าสุดรายที่สามคือ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด ที่พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์ ‘GIN Zhai (กินใจ)’ ให้ผู้บริโภคได้ทดลองรับประทานโปรตีนจากพืชแล้วในวันนี้
จุดแข็งสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีการผลิตเนื้อไก่จากโปรตีนพืชหรือ ‘Ve-Chick’ เป็นที่หมายตาของผู้ประกอบการตั้งแต่การเปิดตัวเทคโนโลยีในช่วงต้นปี 2564 คือ ‘เทคนิคการจัดเรียงโครงสร้างให้ได้ลักษณะเส้นใยคล้ายกับเนื้อจริง’
[caption id="attachment_36852" align="aligncenter" width="700"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบโครงสร้างอาหารมาผสานเข้ากับความรู้ด้านคุณสมบัติของโปรตีนจากถั่วเหลือง เพื่อออกแบบ ‘การจัดเรียงโครงสร้างของอาหารให้ออกมามีลักษณะเป็นเส้นใย’ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัมผัสและรสคล้ายเนื้อไก่จริง โดยผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิดที่ทีมพัฒนา คือ ผลิตภัณฑ์ Precook เนื้อไก่ขึ้นรูปที่ผ่านการปรุงรสเป็นเมนูอาหารแช่แข็งต่างๆ และผลิตภัณฑ์ Premix ที่ผู้บริโภคสามารถนำผงวัตถุดิบมาตีผสมกับน้ำและน้ำมันเพื่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อไก่ได้ตามปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้ยังมีจุดแข็งคือผง Premix (ผลิตภัณฑ์ก่อนผสม) เก็บรักษาได้นานเป็นปีโดยไม่ต้องแช่แข็ง ทำให้ผู้ผลิตอาหาร อาทิ ร้านอาหาร หรือผู้ให้บริการแคเทอริง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พื้นที่จัดเก็บ และการทิ้งอาหารที่มากเกินความต้องการได้เป็นอย่างดี
“ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick เป็นโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยจากฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ไม่มีคอเลสเตอรอล และปราศจากกลูเตน (เฉพาะผลิตภัณฑ์ Premix) ที่สำคัญวัตถุดิบตั้งต้นส่วนใหญ่มีการผลิตภายในประเทศ ทำให้การผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้มีราคาย่อมเยา” ดร.กมลวรรณ กล่าวเสริม
[caption id="attachment_36850" align="aligncenter" width="700"] Ve-Chick เมนูไก่ย่าง[/caption]
[caption id="attachment_36848" align="aligncenter" width="700"] Ve-Chick เมนูแกงกะหรี่ไก่ทอด[/caption]
วันนี้เนื้อไก่จากโปรตีนพืช ‘Ve-Chick’ โดยนักวิจัยเอ็มเทคจะอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์ GIN Zhai (กินใจ) ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำเอาความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายอาหารเจมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารต่างๆ ให้นักชิมได้ลิ้มลอง
[caption id="attachment_36853" align="aligncenter" width="700"] ธนินท์รัฐ เมธีวัชรรัตน์ กรรมการ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด[/caption]
ธนินท์รัฐ เมธีวัชรรัตน์ กรรมการ บริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด เล่าว่า บริษัทมีประสบการณ์ด้านการผลิตและจำหน่ายอาหารเจมากว่า 20 ปี จึงมีความมั่นใจในด้านการรังสรรค์เมนูอาหารต่างๆ ให้ถูกใจผู้บริโภค เมื่อเอ็มเทคเปิดตัว ‘Ve-Chick’ บริษัทจึงไม่รอช้าคว้าโอกาสในการขยายตลาดอาหารเจทันที
“ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของอาหารเจอาจไม่ได้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพนัก เพราะภาพที่ใครหลายคนนึกถึงมักเป็นผัดผักน้ำมันเยิ้ม หรือผัดหมี่ที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบปริมาณมาก แต่ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช เหมาะกับผู้รักการลิ้มรสอาหารอร่อยและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เป็นอาหารทางเลือกเมนูใหม่ให้ผู้คนหันมาเปิดใจรับประทานอาหารเจมากยิ่งขึ้น ในวันนี้บริษัทพร้อมเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช คือ ‘กินใจ แพลนต์เจ พรีคุก (GIN Zhai Plant J - PreCook)’ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืชที่ขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อรูปแบบต่างๆ เช่น น่องไก่ ชิ้นเนื้อไก่ พร้อมให้ผู้บริโภคนำไปปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์ ‘กินใจ แพลนต์เจ พรีมิกซ์ (GIN Zhai Plant J – PreMix)’ ผลิตภัณฑ์รูปแบบผงสำหรับนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้บริโภคปรุงแต่งรสชาติ เติมสารอาหาร และขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อได้ตามต้องการ ช่วยเพิ่มสีสันในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ GIN Zhai Plant J เพื่อลิ้มลองรสชาติความอร่อยได้แล้วผ่าน 7-11 Delivery App ราคาเริ่มต้นเพียง 59 บาทเท่านั้น”
[caption id="attachment_36849" align="aligncenter" width="700"] กินใจ แพลนต์เจ พรีคุก (GIN Zhai Plant J - PreCook)[/caption]
นอกจาก 2 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว บริษัทยังได้เปิดตัวแฟรนไชส์ ‘GIN Zhai’ คีออสจำหน่ายอาหารจาก GIN Zhai Plant J และ GIN Zhai จากพืชในรูปแบบพร้อมรับประทาน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดคีออสจำนวน 100 สาขา ภายใน 1 ปีหลังจากนี้ และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมียอดขายผลิตภัณฑ์กินใจ แพลนต์เจ ทั้ง PreMix และ PreCook 200 ล้านบาท ภายในปี 2567
[caption id="attachment_36855" align="aligncenter" width="500"] GIN Zhai เมนูน่องไก่ทอดเจ จิ้มแจ่ว ข้าวเหนียว[/caption]
[caption id="attachment_36854" align="aligncenter" width="500"] GIN Zhai เมนูเต้าหู้ทอด[/caption]
ธนินท์รัฐ เสริมว่า เป้าหมายของบริษัทไม่เพียงต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยด้วย บริษัทจึงลงพื้นที่สำรวจการเพาะปลูกในประเทศ คัดเลือกเกษตรกรที่เพาะปลูกได้มาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี เพื่อทำสัญญารับซื้อในราคาที่เหมาะสมโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบให้แก่บริษัทวางใจได้ว่าจะไม่ต้องทิ้งผลผลิต และไม่ต้องสู้รบกับราคาจำหน่ายที่ตกต่ำในแต่ละปี
“อยากให้ผู้บริโภคได้ลองพิสูจน์ว่าอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพแบรนด์ ‘GIN Zhai’ อร่อยสมจริงตามคำโฆษณาหรือไม่ครับ” คำทิ้งท้ายของธนินท์รัฐ
ปัจจุบันบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด เปิดรับผู้ลงทุนแฟรนไซส์ร้าน Gin Zhai ทั้งผู้ที่มีทำเลที่ตั้งร้านอยู่แล้ว หรือต้องการให้บริษัทเสนอทำเลให้ รวมถึงรับจัดอาหารแบรนด์ GIN Zhai สำหรับงานเลี้ยงด้วย ติดต่อได้ที่ Facebook: Gin Zhai-กินใจ, Line: @ginzhai หรือโทรศัพท์ 09 4885 9228 และสำหรับผู้ที่ต้องการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ‘Ve-Chick’ หรือขอรับบริการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพติดต่อสอบถามได้ที่เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรือ E-mail: chanitw@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงาน
ผลงานวิจัยเด่น
รัฐบาลชูผลงาน สวทช.ปีงบฯ 64 ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 524 รายการ เป็นอันดับ 1 ของประเทศ-สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ จากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์กว่า 7 หมื่นล้านบาท
วันที่ 5 ตุลาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ผลงานประจำปี 2564 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สวทช. ได้ดำเนินงานวิจัย พัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม และพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อโจทย์ประเทศ โดยมุ่งเน้นเพิ่มการลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากภาครัฐและภาคเอกชน บูรณาการเป็นโจทย์ขนาดใหญ่ร่วมกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบจตุภาคี โดยเน้นฐานเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งเสริม Deep-tech Company และ Inclusive Innovation ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร รวมทั้งดึงดูด Talents เพื่อพัฒนาฐานองค์ความรู้ใหม่ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเพื่อผลักดันและขับเคลื่อน BCG Model ซึ่งได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 - 2570 และผ่านการเห็นชอบจาก ครม. เมื่อ 19 มกราคม 2564 ให้การขับเคลื่อน BCG Model เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ซึ่งผลการดำเนินงาน ของ สวทช. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 724 เรื่อง ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 524 รายการ เป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ 357 รายการ ให้แก่บริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ รวม 333 แห่ง
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานสำคัญเชิงประจักษ์ ได้แก่ การนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาช่วยแก้ไขปัญหาและต่อสู้ต่อการระบาดของโรคโควิด 19 ประกอบด้วย
1) การป้องกัน เฝ้าระวัง และการควบคุมโรคโควิด 19 เช่น ระบบบริการทางการแพทย์ทางไกล (A-MED Telehealth) เพื่อบุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วย Home Isolation แบบทางไกล แอปพลิเคชันเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-Care) บริหารจัดการสุขภาพของพนักงานในบริษัท/โรงงานในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 แบบพ่นจมูก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองในด้านวัคซีนต่อไปได้ในอนาคต
2) การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 เช่น ชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 (NanovCOVID-19 Antigen Rapid Test)
3) การลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 เช่น รถส่งของบังคับทางไกล “อารี” เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัยโควิด 19 เพื่อใช้ขนส่งสัมภาระ ยา อาหาร ให้แก่ผู้ป่วยโควิด 19 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ เปลปกป้อง PETE เปลความดันลบห่อหุ้มร่างกายผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยโควิด 19 นวัตกรรมซิงก์ไอออนสู่ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสู้วิกฤตไวรัส ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่ระคายเคืองผิวหนัง และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
4) การรักษาโรคโควิด 19 เช่น การสังเคราะห์สารตั้งต้นยาฟาวิพิราเวียร์ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบยาต้านโรคโควิด 19 จากต่างประเทศ โดยพัฒนากระบวนการผลิตสารตั้งตันออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมในการผลิตยารักษาโรคโควิด 19 ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยาให้สามารถผลิตยาครบวงจรได้ด้วยตนเอง ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบยาต้านโรคโควิด 19 จากต่างประเทศ
นายอนุชาฯ กล่าวต่อไปว่า สวทช. ยังได้นำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และ AI ในด้านต่าง ๆ ได้แก่
1) ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food) เช่น ปุ๋ยคีเลตเสริมธาตุอาหารพืชทางใบ ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พริกขี้หนูผลใหญ่เกสรตัวผู้เป็นหมัน ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ 22 สายพันธุ์ ทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์พริกลูกผสมที่มีคุณภาพถ่ายทอดให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น
2) ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Health and Wellness) เช่น เครื่องตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้นอัตโนมัติ (8-Life Check) ติดตามความคืบหน้าสุขภาพประชาชนที่เป็นระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) BodiiRay R (บอดีเรย์อาร์) ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เข้ากับการใช้งานในโรงพยาบาลได้ แสดงผลภาพเอกซเรย์ได้ทันที และปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์แบบเดิม นวัตกรรมแผ่นกรองอากาศต้านรา-แบคทีเรีย อนุภาคนาโนที่เคลือบบนแผ่นกรองอากาศในรถยนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อราได้ แผ่นแปะเข็มขนาดไมโครเมตรเพื่อการนำส่งสารผ่านชั้นผิวหนัง เข็มนำส่งสารออกฤทธิ์เข้าสู่ร่างกายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 แห่งเดียวในประเทศไทย
3) ด้านพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ (Energy, Materials and Biochemicals) เช่น ชุดแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานด้านความมั่นคง แพ็กแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและเครื่องชาร์จ มีประสิทธิภาพความจุสูงกว่าเดิม 3 เท่า ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องชาร์จ ลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศ ผ้าเคลือบกราฟีนอัจฉริยะ ผ้าที่มีเทคโนโลยีการเคลือบนาโนคาร์บอน ถ่ายเทความร้อนและควบคุมอุณหภูมิ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย นำมาผลิตเครื่องแบบทางทหารให้แก่กองทัพ เป็นต้น
4) ด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ (Digital and Electronics) เช่น ระบบตรวจหาและวิเคราะห์ข้อมูลอุปกรณ์ชำรุดแบบยืดหยุ่นได้บนคลาวค์คอมพิวติง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนำไปใช้ตรวจและวิเคราะห์ข้อมูลอุปกรณ์ชำรุด เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สูงกว่าวิธีเดิมและใช้ทรัพยากรคำนวณอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ระบบตรวจวัดการสั่นสะเทือนของรถไฟอัจฉริยะแบบฝังตัวบนรถไฟฟ้า บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด นำไปใช้กับรถไฟที่ให้บริการเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง เครื่องกรองอากาศแบบไฟฟ้าสถิต ช่วยบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ดักจับฝุ่นละออง และสร้างอากาศบริสุทธิ์รองรับพื้นที่ที่มีปริมาตรขนาดใหญ่แบบที่เครื่องกรองหรือฟอกอากาศทั่วไปไม่สามารถทำได้ เป็นต้น
นายอนุชาฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สวทช. มีผลงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัยของประเทศ (National S&T Infrastructure : NSTI) เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประเทศ โดยให้บริการด้านเทคนิค วิชาการ ที่มีมาตรฐานด้วยเครื่องมือทันสมัย และด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากล อาทิ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ สนับสนุนการทำวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งเสริมบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิเคราะห์ทดสอบชีวเภสัชภัณฑ์ สารสกัดจากสมุนไพรกัญชา กัญชง ด้วยเครื่องมือขั้นสูงและขยายขอบข่ายการทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติเกี่ยวกับเส้นใยกัญชงและคอมโพสิต เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนากลไกสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น อาทิ สร้างธุรกิจสตาร์ทอัพจากผลงานวิจัยและพัฒนาโดยบุคลากร สวทช. นำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีการจดทะเบียนจัดตั้งสำเร็จ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัทเบรนนิฟิต จำกัด (BrainiFit) บริษัทบิ๊กโก อนาไลติกส์ จำกัด (BICGO) และบริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ขณะที่ผลงานด้านการพัฒนาและสร้างเสริมบุคลากรวิจัย มีการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพให้กับประเทศ ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาในระดับต่าง ๆ 870 คน รวมทั้งสนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศูนย์แห่งชาติ 600 คน
“การดำเนินงานของ สวทช.กับพันธมิตร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 73,692 ล้านบาท รวมทั้งผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการทั้งสิ้น 25,224 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลโดย อว. สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมคนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 ให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในทุกมิติ” นายอนุชาฯ กล่าว
ที่มาของข่าว: https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/60052
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Mastigone สมุนไพรรักษาเต้านมอักเสบในโคนม ทำจาก “ฝาง-ว่านหางจระเข้”
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนา MASTIGONE Milking cow therapy ยาสอดเต้ารักษาโรคเต้านมอักเสบในโคนม ทำจากสมุนไพรธรรมชาติฝางและว่านหางจระเข้ เพื่อช่วยลดความรุนแรงและรักษาโรคเต้านมอักเสบในโคนม เหมาะกับฟาร์มปศุสัตว์ที่ต้องการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ช่วยลดปัญหาคุณภาพนมโคที่อาจได้รับจากยาปฏิชีวนะได้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
7 – 9 ตุลาคม 2565 นี้ เตรียมพบกับ การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ “FoodInnopolis Innovaion Contest 2022 Demo Days”
✨ Book Your Calendar!!!
7 - 9 ตุลาคม 2565 นี้ เตรียมพบกับ
การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ
“FoodInnopolis Innovaion Contest 2022 Demo Days” ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท ฟู้ดแฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ และผู้สนับสนุน โดย ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ (iGTC), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA), บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท พลังผัก จำกัด
เชิญชวนทุกท่าน
🚀ร่วมลุ้นและเชียร์การแข่งขันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 รุ่น (รุ่นมัธยม มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป) ในโครงการ "FoodInnopolis Innovation Contest 2022 Demo Days" ปีที่ 5
🥫 ร่วมทดสอบ 40 นวัตกรรมอาหารที่คุณจะไม่เคยได้ลิ้มรสที่ไหนมาก่อน
💡 รับฟังไอเดียธุรกิจสุดล้ำจากนวัตกรเจ้าของธุรกิจ Tann:D Egg White Noodles และ Ampersand Gelato
🧪 เรียนรู้วิทยาศาสตร์แสนอร่อยกับ “เชฟทักษ์” นักวิทยาศาสตร์อาหารที่จะมาแบ่งปันเทคนิคแพรวพราวให้เราไปสร้างอาหารสุดล้ำได้เองที่บ้าน
🍄ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดและลุ้นรับของที่ระลึกจากผู้ร่วมจัดงาน Food Factor อีกทั้งผู้สนับสนุนหลัก KCG และ พลังผัก
🎶 สนุกกับ mini concert จาก Yes Indeed! ศิลปินเปิดหมวกสุด Hot!
และเกมชิงรางวัลมากมาย
📅 พลาดไม่ได้!!! พบกัน 7-9 ตุลาคมนี้
⏰ เวลา 10.30 – 19.00น.
📍 ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G
ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับกำหนดการและการแจ้งเตือนได้ที่นี่
https://bit.ly/3SisHqu
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ IASP World Conference 2022 แสดงศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย พร้อมเชิญชวนต่างชาติมาลงทุน
For English-version news, please visit : NSTDA demonstrates its potential at IASP World Conference 2022
ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) พร้อมกับผู้บริหารเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ IASP World Conference 2022 ครั้งที่ 39 ในหัวข้อ "Green and digital change powered by innovation ณ เมือง Seville ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดย International Association of Science Parks and Area of Innovation หรือ IASP
โดยในงานนี้ได้พบประชุมหารือกับ Ms.Ebba Lund, CEO ของ IASP เกี่ยวกับความร่วมมือของอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยกับ IASP รวมทั้งสมาชิกของ IASP ซึ่งมี 350 แห่ง ใน 77 ประเทศ ทั่วโลก มีบริษัทหรือองค์กรวิจัยในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ที่เป็นสมาชิกมากกว่า 115,000 บริษัททั่วโลก ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบนิเวศน์นวัตกรรมและส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีในประเทศไทยให้เจริญเติบโต รวมทั้งได้พบปะหารือกับผู้บริหารอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ ที่มาร่วมงานครั้งนี้ในการเชิญชวนธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นสมาชิกของอุทยานวิทยาศาสตร์เหล่านั้นให้มาลงทุนในประเทศไทยเพื่อขยายตลาดไปทางอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน โดยจัดตั้ง R&D Center หรือ Technology Center ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยซึ่งเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ขณะนี้ อวท. มีสมาชิกมากกว่า 110 บริษัท เป็นบริษัทต่างชาติประมาณ 38% โดย อวท.ได้จัดให้มีบริการใหม่ๆ ได้แก่ ConneX ศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ ที่จะให้บริการครบวงจร พื้นที่พิเศษ Inno-X รองรับการทำ Soft Landing สำหรับบริษัทจากต่างประเทศที่ต้องการมาศึกษาดูลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย TD-X Center ศูนย์เร่งรัดต้นแบบรวดเร็ว รองรับการทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบสำหรับธุรกิจโดยมีเครื่อง 3-D Composite ที่ทันสมัย ทั้งหมดนี้จะมีนักวิจัยและบุคลากรของสวทช.จำนวนมากกว่า 3000 คน พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศที่จะช่วยภาคธุรกิจให้เจริญเติบโต
📢 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คือ พันธมิตรธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ นวัตกรรม
🔬 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📌 The Integrated Ecosystem where Innovation Grows
🎯 Faster Better Prosper
🌐 www.sciencepark.or.th
📞 02-5647200
📧 customerrelation@sciencepark.or.th
🚙https://goo.gl/maps/GHtjhg1NoJWpAbN99
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โรงพยาบาลทหาร 3 เหล่าทัพนำร่องใช้นวัตกรรม “ลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch”
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ พลโทสมเกียรติ สัมพันธ์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ร่วมกันแถลงข่าวการส่งมอบนวัตกรรม "MagikTuch ระบบปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1" ให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกรมแพทย์ทหาร 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า สังกัดกรมแพทย์ทหารเรือ , โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สังกัดกรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สังกัดกรมแพทย์ทหารอากาศ
โดยโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง ได้นำร่องทดลองใช้แล้วต่างตอบรับว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงโรคติดเชื้อจากการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้มารับบริการในโรงพยาบาล
ลิฟต์ไร้สัมผัส MagikTuch เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดยทีมนักวิจัย NSD สวทช. ที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมลดการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์โดยสารสาธารณะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่นๆ โดยได้ออกแบบเป็นอุปกรณ์เซ็นเซอร์ สามารถนำไปติดตั้งปรับแปลงกับปุ่มกดลิฟต์ที่มีอยู่เดิมได้ทุกรุ่น โดยไม่กระทบกับโครงสร้างเดิม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่ต้องการขยายผลนวัตกรรม MagikTuch ไปสู่การใช้ประโยชน์และใช้งานจริงในวงกว้างต่อไป
สำหรับหน่วยงานใดที่สนใจนวัตกรรม MagikTuch สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 0 2564 6900 ต่อ 2650
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


