ผลการค้นหา :
สพฉ. ผนึก A-MED สวทช. และองค์กรพันธมิตร ใช้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนการแพทย์ฉุกเฉิน
For English-version news, please visit : NSTDA joins a public-private consortium to develop National Emergency Medical Service Data Exchange Platform
วันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 ณ ห้องประชุม B602 อาคารพัฒนาบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จับมือ 8 พันธมิตร ร่วมปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการปฏิบัติการและให้บริการในรูปแบบดิจิทัล (EMS Digital Transformation) ขับเคลื่อนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยข้อมูลอย่างเต็มตัว (EMS Data-Driven) นำไปสู่การบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ เท่าเทียม ทั่วถึง และมีมาตรฐาน ให้กับประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
นาวาเอกนายแพทย์พิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า “สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญของการปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการขับเคลื่อนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยข้อมูล เพื่อนำไปสู่การยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในรูปแบบดิจิทัลทั้งระบบ จึงได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดโครงการการปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และจัดทำเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการข้อมูล หรือ เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินของทั้งประเทศ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ชื่อโครงการว่า National EMS Data Exchange Platform องค์ประกอบที่สำคัญของแพลตฟอร์มกลางดังกล่าว ได้แก่ นโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) มาตรฐานชุดข้อมูล (Data Set and Standard) มาตรฐานการเข้าถึงข้อมูล (Data Access Control) การบริหารจัดการข้อมูลเชิงคุณภาพ (Data Quality Control) การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security Control) โดย มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบและเป็นมาตรฐานของประเทศ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้เรียนเชิญผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญทั้งสิ้น 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หรือ DGA ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข บริษัท Coraline บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) บริษัท Microsoft มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ ร่วมแถลงข่าว ความร่วมมือ บทบาทหน้าที่ และภารกิจที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าว”
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ A-MED สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า “ ก่อนหน้าที่จะมีโครงการตามความร่วมมือนี้ A-MED สวทช. ได้ช่วยพัฒนาศูนย์รับเรื่องและจ่ายงานฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือ D1669 อันประกอบด้วย ส่วนแรก คือ การพัฒนาระบบ Call Center ที่แต่เดิมรับได้ในช่องทางเสียง มาเป็นแบบ Total Conversation มารองรับการสนทนาแบบ ภาพ เสียง ข้อความ และพิกัดตำแหน่งผู้โทร มีการเชื่อมกับศูนย์ล่ามภาษามือของศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรีอ TTRS และศูนย์ล่ามภาษาต่างประเทศของตำรวจท่องเที่ยว ทำให้ประชาชนทั่วไป คนพิการทางการได้ยิน นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ สามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และส่วนที่สอง คือ การพัฒนา Telemedicine บนรถปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ ทำให้แพทย์อำนวยการเห็นข้อมูลสัญญาณชีพและ Video Call คุยกับเจ้าหน้าที่บนรถปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยในช่วงนำส่งโรงพยาบาล และโรงพยาบาลก็ทราบข้อมูลในช่วงส่งต่อทำให้เมื่อถึงโรงพยาบาลก็สามารถรักษาต่อได้ทันที
สำหรับบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของ A-MED สวทช.ในการเข้าร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ A-MED สวทช. จะได้ดำเนินการพัฒนาใน 4 ส่วนคือ ส่วนที่1 Data lake สำหรับการจัดเก็บข้อมูลกลางที่มีขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Data มีความยืดหยุ่นในการรองรับข้อมูลทุกอย่าง และขยายขนาดได้ ส่วนที่2 คือ EMS Gateway เป็นช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลใน Data lake ออกแบบให้มีความปลอดภัยทางไซเบอร์, รองรับการเรียกใช้งานพร้อมกันได้ และบันทึกข้อมูลการเรียกใช้ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ส่วนที่3 Single Sign-On (SSO) เป็นระบบยืนยันตัวบุคคลกลางที่ให้ทุก Service มาเรียกใช้ ทำให้สะดวกต่อผู้ใช้งานใช้ User และ password เดียวก็สามารถเข้าทุก Service และส่วนที่4 เชื่อมต่อ EMS Gateway เข้ากับ D1669 เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายนอกกับศูนย์รับเรื่องและจ่ายงานประจำจังหวัด เช่น การเชื่อมต่อกับ DGA-RC ของ สพร. เพื่อส่งข้อมูลผู้ป่วย Covid-19 เคสสีแดงที่อยู่ Home Isolation ไปที่ระบบ D1669 ของศูนย์รับเรื่องและจ่ายงานฉุกเฉินทางการแพทย์ประจำจังหวัดให้จัดรถไปรับผู้ป่วยที่บ้านไปส่งโรงพยาบาล”
รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากอำนาจหน้าที่ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2551 ตามมาตรา 15 (3) คือการจัดให้มีระบบปฏิบัติการฉุกเฉินรวมถึงการบริหารจัดการและการพัฒนาระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินแล้วนั้น การได้มีโอกาสในการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการบูรณาการ แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้ ลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนี้ในภาพรวมของประเทศ สุดท้ายประชาชนจะสามารถเข้าถึงบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง มีมาตรฐาน ทันสมัย และมีความยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชาวไร่มันสำปะหลัง เฮ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คิดค้นชุดตรวจ ‘Strip test’ ตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างรวดเร็ว รู้ผลใน 15 นาที
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA develops a rapid strip test for cassava mosaic virus giving result in 15 minutes
‘โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบการแพร่ระบาดในพื้นที่เพาะปลูกในหลายจังหวัดของประเทศไทย โดยสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เกิดจากการนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคใบด่างมันสำปะหลังมาปลูก ในกรณีที่ระบาดรุนแรงสร้างความเสียหายต่อผลผลิตได้ถึง 80-100 เปอร์เซ็นต์
(รูปนี้ได้ถ่ายก่อนช่วงสถานการณ์โรคระบาด)
เมื่อเร็วๆ นี้ (2 มีนาคม ที่ผ่านมา) ภายในงานแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG” ซึ่งปีนี้จัดบนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านทางเว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565
สวทช. ได้เปิดตัว ชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ Strip test สำหรับตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง สามารถพกพาไปใช้ในภาคสนาม โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งมาตรวจยังห้องปฏิบัติการ ทราบผลได้ภายใน 15 นาที และตรวจสอบได้เองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการและเครื่องมือวัดอ่านผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย รวมถึงการตรวจหาเชื้อในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการผลิตต้นพันธุ์ปลอดเชื้อต่อไป
ดร.ชาญณรงค์ ศรีภิบาล ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อ มันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการนำต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ติดโรคไปเพาะปลูก อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังได้ถึง 80-100 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโรคใบด่างมันสำปะหลังจึงนับว่ามีบทบาทที่สำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงในการนำท่อนพันธุ์ติดเชื้อไปเพาะปลูกต่อ รวมถึงช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรคใบด่างลงได้ โดยการตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตและเพาะปลูกมันสำปะหลัง เริ่มตั้งแต่การตรวจแปลงผลิตต้นพันธุ์สะอาดก่อนการเก็บเกี่ยว การตรวจในส่วนขยายพันธุ์ เช่น mini-stem cutting หรือ tissue culture นอกจากนี้ยังใช้ในการติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคหลังการเพาะปลูกเพื่อจัดการและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
“ก่อนหน้านี้ ทีมวิจัยฯ ได้พัฒนาเทคนิคอิไลซ่า (ELISA) สำหรับตรวจไวรัสใบด่างมันสำปะหลังที่พบในประเทศไทย โดยใช้น้ำยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ทางทีมวิจัยฯ ได้พัฒนาขึ้นเอง พบว่า เทคนิคอิไลซ่า (ELISA) ที่พัฒนาขึ้นมีความไว (sensitivity) ในการตรวจมากกว่าชุดตรวจอิไลซ่าที่มีการขายในเชิงการค้า และมีราคาต่อตัวอย่างถูกกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยเทคนิคอิไลซ่าจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างนำมาตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการและต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องอ่านผล ใช้เวลาในการตรวจสอบจนทราบผลประมาณ 1-2 วัน
ล่าสุด ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช.ได้พัฒนาชุดตรวจแบบรวดเร็ว Strip test สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งมีหลักการทำงานเหมือนชุดตรวจ ATK ทราบผลได้ภายใน 15 นาที โดยไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการและเครื่องมือในการอ่านผล สามารถพกพาไปใช้ในภาคสนามได้ โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งมาตรวจยังห้องปฏิบัติการ และมีความแม่นยำ ความจำเพาะเจาะจง ความไวเท่ากับชุดตรวจอิไลซ่าที่พัฒนาขึ้นก่อนหน้านี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐาน PCR พบว่า มีความแม่นยำร้อยละ 94 ความจำเพาะเจาะจงร้อยละ 100 และความไวร้อยละ 91”
ดร.ชาญณรงค์ กล่าวต่อว่าสำหรับชุดตรวจ Strip test ใช้งานง่าย เพียง 3 ขั้นตอน 1. นำใบพืชมาบดในบัพเฟอร์ที่เตรียมไว้ให้ 2. จุ่มตัว Strip test ลงไปในน้ำคั้นใบพืชที่บดได้ และ 3. อ่านผลจากแถบสีที่เกิดขึ้น หากขึ้น 2 ขีด ณ ตำแหน่ง C และ T แสดงว่าตัวอย่างติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หากขึ้น 1 ขีด ณ ตำแหน่ง C แสดงว่าตัวอย่างไม่ติดโรค
ขณะนี้ทีมวิจัยฯ ได้ผลิตต้นแบบชุดตรวจ Strip test และเตรียมนำชุดตรวจไปทดสอบการใช้งานจริงกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยจะมีการจัดฝึกอบรมเรื่อง “การตรวจวินิจฉัย เชื้อ Sri Lankan cassava mosaic virus ในตัวอย่างมันสำปะหลังด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ immunochromatographic strip test” และส่งชุดตรวจที่พัฒนาขึ้นให้หน่วยงานที่สนใจนำไปประเมินผลการใช้งานจริง
ทั้งนี้ชุดตรวจแบบรวดเร็ว Strip test เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยเด่นในงาน NAC2022 ซึ่งจะมีนิทรรศการออนไลน์ผลงานที่เกี่ยวกับ BCG Model มากกว่า 100 ผลงาน ทั้งด้านเกษตร-อาหาร การแพทย์และอื่นๆ ครบวงจรที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆและพัฒนาประเทศ ผู้สนใจเข้าร่วมงาน NAC2022 ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคมนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ www.nstda.or.th/nac หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2564-8000
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ จุฬาฯ มจธ. ผนึกกำลังแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เพื่อตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรม
(เมื่อเร็วๆนี้) ณ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย ร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ “การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรม” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช., รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ พร้อมด้วย ดร.วรินธร สงคศิริ ที่ปรึกษาอธิการบดี ผู้แทน มจธ. ร่วมลงนามในครั้งนี้ นอกจากนี้ ดร.อลิสา คงทน รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช., รศ.ดร.วันชัย ตรียะประเสริฐ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ, และ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ TCI ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2565 - 26 มีนาคม 2570
ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กรในวันนี้ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับแพลตฟอร์ม anti-plagiarism ของประเทศไทย ทั้งโปรแกรม CopyCatch ที่พัฒนาโดยศูนย์เนคเทค สวทช. และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลงานวิจัยกับศูนย์ TCI
รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ Data gateway ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการกำกับมาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลความเชี่ยวชาญของบุคลากรในมหาวิทยาลัย (Metadata) เข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้าน Social science เนื่องจากปัจจุบัน หากต้องการสืบค้นความเชี่ยวชาญด้าน Science and Technology เราสามารถสืบค้นจากเว็บไซต์ Scopus/Science-direct ได้ แต่หากเป็นความเชี่ยวชาญด้าน Social science จะมีฐานข้อมูลค่อนข้างจำกัด ซึ่งประเทศไทยมีฐานข้อมูลของศูนย์ TCI มีวารสารที่เกี่ยวข้องกับ Humanity และ Social science ค่อนข้างมาก ดังนั้น ศูนย์ TCI จะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยปิดช่องโหว่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ TCI กล่าวว่า หากใช้โปรแกรมไปแล้ว พบว่าเอกสารวิชาการนั้น มี % similarlity สูง ขอให้พึงระวังว่ากรณีนี้อาจไม่ใช่การคัดลอกผลงานผู้อื่นเสมอไป เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบเอกสารหรือผู้ใช้งานโปรแกรมต้องพิจารณาในรายละเอียดเนื้อหาด้วย อีกทั้ง ควรมีการสื่อสาร ทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานโปรแกรมให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้น
ปัจจุบัน สวทช. มีการทำงานร่วมกับหลายสถาบัน ทั้งเครือข่ายภาคมหาวิทยาลัย และหน่วยงานให้ทุนต่างๆ เช่น วช., สกสว. และ สอวช. ซึ่งองค์กรเหล่านี้เป็นสมาชิกเครือข่าย Thailand Research Integrity Network (TH-RIN) ซึ่งมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธาน และ สวทช. เป็นฝ่ายเลขานุการ โดย สวทช. จะประชาสัมพันธ์ความร่วมมือการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมของทั้ง 3 องค์กรในวันนี้ ให้เครือข่าย TH-RIN ได้รับทราบ และหากมหาวิทยาลัยใดสนใจร่วมแบ่งปันฐานข้อมูลที่ตนมีอยู่ ก็จะยิ่งทำให้ฐานข้อมูลครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผ่านสื่อมวลชน
เรื่อง ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผ่านสื่อมวลชน
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างถึงความคิดเห็นของแหล่งข่าวจากพนักงานและเจ้าหน้าที่ สวทช. นั้น พบว่าบางข่าวออกไปจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ สวทช.
สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส มีวินัยและตรวจสอบได้ โดยยึดหลักค่านิยมขององค์กรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ สวทช.ไม่มีนโยบายปิดกั้นความเห็นในเชิงวิชาการที่มีประโยชน์กับสาธารณชน แต่หากในกรณีที่ท่านได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่อ้างถึงพนักงานและเจ้าหน้าที่ สวทช. ขอความร่วมมือจากท่านโปรดตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวมาที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกที่แอบอ้างความเป็นพนักงานของ สวทช. ในการให้ข้อมูลที่บิดเบือน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๕
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญท่านผู้สนใจร่วมงาน “INNOVATION PITCH” ครั้งที่ 11
ขอเชิญท่านผู้สนใจร่วมงาน “INNOVATION PITCH” ครั้งที่ 11
โอกาสการลงทุน ความร่วมมือ จับคู่ธุรกิจ ต่อยอด ธุรกิจนวัตกรรม
(ONLINE ผ่านระบบ ZOOM )
วันที่ 11 มีนาคม 2565
เวลา 14.00 - 15.00 น.
พบกับธุรกิจนวัตกรรม 4 ทีม
1. ทีม Nabsolute - "We create a booster for a better health."
https://www.nabsolute.co.th/
2. ทีม CUre Air Sure - "Confidence in every breath"
https://cureenterprise.co.th/
3. ทีม Keen Profile - "Tech that Brings People Strategy to the Next Level"
https://keenprofile.com/
4. ทีม Happy Grocer - “Farm to your door”
https://happygrocers.co/store
สนใจลงทะเบียนได้ที่
https://forms.gle/pDtxAU7TRXfw1q5y7
ข้อมูลเพิ่มเติม : brc@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
นาโนเทคร่วมชุมชนบ้านไหนหนังยกระดับพืชท้องถิ่น ‘ขลู่’ สู่สินค้านวัตกรรม
‘ขลู่’ คือ พืชท้องถิ่นที่พบได้ในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นพืชที่คนชุมชนบ้านไหนหนัง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีการนำมาใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ สร้างรายได้เสริมมายาวนาน โดยในวันนี้ผลิตภัณฑ์จากขลู่จะผ่านการยกระดับไปอีกขั้น เมื่อชุมชนไหนหนังร่วมมือกับนักวิจัยไทยพัฒนาขลู่สู่ ‘สินค้านวัตกรรม’ ที่คนในชุมชนสามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง
[caption id="attachment_30453" align="aligncenter" width="500"] “ขลู่” ที่มาภาพ Forest & Kim Starr, CC BY 3.0, via Wikimedia Commons[/caption]
วลีวัลย์ เอกนัยน์ นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า ขลู่ หรือ Pluchea indica (L.) Less เป็นไม้พุ่ม วงศ์ Asteraceae พบได้บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะของประเทศแถบเอเชีย ในใบขลู่มีสารสำคัญที่มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสารสำคัญในการดูแลร่างกาย คนในพื้นที่จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็นชา และทำเป็นอาหาร เช่น ยำไหนหนังหรือยำใบขลู่ สำรับท้องถิ่นเพื่อสุขภาพสำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน
[caption id="attachment_30455" align="aligncenter" width="750"] ชาขลู่ ชุมชนบ้านไหนหนัง[/caption]
“ทั้งนี้ชุมชนบ้านไหนหนังมีความต้องการให้ทีมวิจัยนำขลู่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้โจทย์ 'กระบวนการผลิตที่คนในชุมชนคุ้นเคย’ และผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นขึ้นจะต้อง ‘เหมาะแก่การวางจำหน่ายในสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน’ จึงได้วิจัยและพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมอาบน้ำที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากใบขลู่ในรูปอนุภาคนาโนเป็นส่วนประกอบ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายดูแลสุขภาพที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวกาย และเป็นการเพิ่มประเภทของสินค้าเพื่อสุขภาพที่มีจุดเด่นเรื่องการนำพืชท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม”
[caption id="attachment_30454" align="aligncenter" width="750"] วลีวัลย์ เอกนัยน์ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช.[/caption]
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วลีวัลย์อธิบายว่า ทีมวิจัย (รวิวรรณ ถิรมนัส, ชุติกร พึ่งบุญ และสุภัชยา แจ่มใส) พัฒนากระบวนการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระจากใบขลู่ให้อยู่ในรูปอนุภาคนาโน เพื่อลดจุดอ่อนของการนำสารสกัดจากสมุนไพรมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ทั้งเรื่องการแยกชั้น การตกตะกอนของสมุนไพร หรือการทำให้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสี นอกจากนี้การพัฒนาสารสำคัญให้อยู่ในรูปอนุภาคนาโนยังช่วยให้สารออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงช่วยลดปริมาณการใช้สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้เหลือเพียง 1% แตกต่างจากการใช้สารสำคัญทั่วไปที่ต้องใช้ในสัดส่วน 2-3% ซึ่งจะส่งผลดีในเรื่องในเรื่องการไม่กระทบต่อสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์ และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี
“กระบวนการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระจากใบขลู่และพัฒนาให้อยู่ในรูปอนุภาคนาโน (Nano encapsulation) ทำได้ง่าย เพียงต้มวัตถุดิบในอุณหภูมิที่เหมาะสมและนำไปผสมกับองค์ประกอบอื่นๆ ตามสัดส่วนที่กำหนด จากนั้นจึงนำอนุภาคนาโนขลู่ที่ได้มาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมอาบน้ำโดยใช้กระบวนการกวน ซึ่งกระบวนการผลิตส่วนใหญ่ คนในชุมชนมีทักษะ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีอุปกรณ์เป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว”
วลีวัลย์เสริมข้อมูลว่า ปัจจุบันนาโนเทคได้ทำวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการเตรียมถ่ายทอดกระบวนการผลิตสู่ชุมชน โดยในอนาคตชุมชนตั้งเป้าผลิตเป็นสินค้านวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวของชุมชน อาทิ ให้บริการแก่ลูกค้าในโรงแรมและสปา และใช้เป็นหนึ่งในสินค้าของฝากที่ชูอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านไหนหนัง เพื่อหนุนเสริมการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
“นาโนเทคพร้อมให้บริการการวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิต โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” วลีวัลย์กล่าวทิ้งท้าย
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ออนไลน์เต็มรูปแบบ! การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022)
สวทช. จัดยิ่งใหญ่! การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 หรือ NAC2022 ในรูปแบบออนไลน์ ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" ระหว่างวันที่ 28-31 มี.ค.2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. จัดใหญ่ งาน NAC2022 ‘พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัย-นวัตกรรม BCG’บนแพลตฟอร์มออนไลน์ 28-31 มีนาคมนี้
For English-version news, please visit : NSTDA to host NSTDA Annual Conference 2022 showcasing BCG research and innovation
2 มีนาคม 2565 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) นำทีมนักวิจัย สวทช.
แถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (17th NSTDA Annual Conference: NAC2022) ภายใต้แนวคิด “พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG” (Revitalizing Thai Economy through BCG Research and Innovation) โดยจัดบนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านทางเว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. แถลงว่า ปีนี้ สวทช. จัดงาน NAC2022 แบบออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อให้สอดรับกับวิถี New Normal ซึ่งทุกกิจกรรมจะเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด ทั้งสัมมนา นิทรรศการ การจัดกิจกรรมเยี่ยมชม Open House ผ่านทางเว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม นิทรรศการออนไลน์ 102 เรื่อง สัมมนาออนไลน์ 45 หัวข้อ OPEN House เปิดให้ชมแบบออนไลน์ 61 เรื่อง
โดยงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2022) ตลอด 4 วันเต็ม สวทช. จัดออนไลน์เต็มรูปแบบรับวิถี New Normal และเข้มข้นขึ้นในเนื้อหาสาระ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัยได้เข้าไปหาความรู้ อัปเดตเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการ สวทช. เพื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ โดย สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมประจำปี สวทช. ในวันที่ 28 มีนาคม 2565 ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 11 หรือ NBT ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกาเป็นต้นไป
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับธีมงานปีนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้ระบบเศรษฐกิจแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) เป็นวาระแห่งชาติ (เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564) โดยประกาศเป้าหมายให้ BCG เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็ง และประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย BCG เป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2564-2570 ประกอบด้วย 4 แผนยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. เกษตรและอาหาร 2. สุขภาพและการแพทย์ 3. พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และ 4. การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทยในฐานความหลายหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของประเทศไทย สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย BCG ร่วมกับทุกกระทรวงและทุกหน่วยงาน
“ตัวอย่างที่ สวทช. ขับเคลื่อนนโยบาย BCG ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และตอบโจทย์ BCG สาขาต่าง ๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น - การผลิตและเพิ่มมูลค่าพันธุ์ฟักทองไข่เน่าอัตลักษณ์ท้องถิ่น กลุ่มนาน้อย จ.น่าน ระบบฟาร์มเกษตรอัจฉริยะ HandySense , Plant-based egg ผลิตภัณฑ์ไข่เหลวจากโปรตีนพืช ,ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ (Peroxide Test Stripe) ที่ตอบโจทย์ BCG สาขาเกษตรและอาหาร การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ในช่วงโควิด-19 เช่น เปลความดันลบ PETE, นวัตกรรม “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี ชุดตรวจโควิด-19 แบบต่าง ๆ รวมไปถึงการพัฒนาวัคซีนแบบฉีดพ่นจมูก ก็ตอบโจทย์ BCG สาขาสุขภาพและการแพทย์ เป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ”
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ในฐานะประธานจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 กล่าวว่า การจัดงานในรูปแบบออนไลน์ปีนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เต็มอิ่มกับเนื้อหาสาระที่ สวทช. เตรียมมานำเสนอ และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะหัวข้อการสัมมนาที่มีทั้งหมด 45 หัวข้อสัมมนา ตัวอย่าง เช่น ความท้าทายในการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวไทยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ ความก้าวหน้าอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน, Food Waste กับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, จีโนมิกส์ประเทศไทย: อนาคตของการแพทย์จีโนมิกส์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีโนม, การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาตามหลักสูตรฐานสมรรถนะด้วย BCG Model รวมทั้ง International Webinar on COVID-19
นิทรรศการออนไลน์ 102 ผลงาน แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามการดำเนินงานสำคัญเพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG และแผนปฏิบัติการ AI ของ สวทช. ได้แก่ 1. เกษตรและอาหาร 2. สุขภาพและการแพทย์ 3. พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และ 4. ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ (Digital and Electronics) โดยในนิทรรศการแต่ละเรื่องจะมีนักวิจัยเจ้าของผลงานมานำเสนองานวิจัยในรูปแบบ VDO Online โดยทั้งนิทรรศการออนไลน์ และหัวข้อสัมมนาออนไลน์ สามารถรับชมผ่านระบบ VDO Conference ของซิสโก้ (cisco) เว็บเอ็กซ์ มีทติ้ง (webex meeting) โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนา สามารถลงทะเบียนที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac โดยเลือกหัวข้อที่สนใจตามวันและเวลาที่สะดวก
“ระบบจะส่ง Link URL ไปให้ทางอีเมล เพื่อใช้เข้าร่วมฟังการสัมมนา โดยผู้เข้าฟังสามารถรับชมผ่านโปรแกรม webex meeting ซึ่งติดตั้งได้ ทั้งบนคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน หากไม่สามารถเข้าร่วมฟังในเวลาที่ลงทะเบียนไว้ ก็สามารถรับชมย้อนหลังได้อีกด้วย”
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Open House หรือการเปิดบ้านให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้เยี่ยมชมแบบออนไลน์ จากการนําเสนอเทคโนโลยีจากความชำนาญของห้องปฏิบัติการชั้นนำ 43 ห้องปฏิบัติการ จำนวนรวม 61 เรื่อง ซึ่งความพิเศษของการจัดในรูปแบบออนไลน์ คือ สวทช. เปิดบ้านให้เห็นห้องปฏิบัติการวิจัยผ่านวีดีโอแบบใกล้ชิด และหากมีคำถามก็สามารถแชทข้อความสอบถามได้ทันที เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ทั้งนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสและแรงบันดาลใจสามารถนำไปเป็นแนวทางต่อยอดธุรกิจด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ สวทช. ได้นำตัวอย่างผลงานวิจัยมาแสดง อาทิ “Plant-based egg” ผลิตภัณฑ์ไข่เหลวจากโปรตีนพืช ที่พัฒนาสูตรโปรตีนจากพืชเป็นไข่เหลวจากพืชพาสเจอร์ไรซ์ ที่มีคุณสมบัติในการขึ้นรูปในระหว่างการทอดในน้ำมันได้ และเนื้อสัมผัส ใกล้เคียงกับไข่ไก่ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มกินวีแกน(Vegan), Vegetarian, กลุ่มที่แพ้ไข่
นวัตกรรม มะนีมะนาว น้ำมะนาวคั้นสด 100% แช่แข็ง (ManeeManao) นักวิจัยได้เปลี่ยนสภาวะการแช่เยือกแข็งที่เหมาะสม โดยขั้นตอนการผลิตเดิมไม่ถูกเปลี่ยน ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการลดการทำงานของเอนไซม์ ผลการทดสอบด้วยกระบวนการที่ปรับปรุงนั้นคือ กลิ่น สี และรสของน้ำมะนาวแช่แข็งที่นำมาทำละลายเทียบเคียงน้ำมะนาวสด ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น สี รส ภายใน 2-3 วัน แต่น้ำมะนาวแช่แข็งสามารถเก็บได้นานกว่า 2 ปี
Handy Sense + Farm to School ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ (HandySense) ประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตของพืช ด้วยการนำเทคโนโลยีเซนเซอร์ (sensor) ผนวกอุปกรณ์ไอโอที (Internet of Things) มาพร้อมกับความโดดเด่นคือ อุปกรณ์ใช้งานง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ในราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้
ชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ strip test สำหรับตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสใบด่างมันสำปะหลังในมันสำปะหลัง สำหรับพกพาไปใช้ในภาคสนาม โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งมาตรวจยังห้องปฏิบัติการ ทราบผลได้ภายใน 15 นาที และตรวจสอบได้เองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการและเครื่องมือวัดอ่านผล
การพัฒนาชุมชนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG – การผลิตและเพิ่มมูลค่าพันธุ์ฟักทองไข่เน่า อัตลักษณ์ท้องถิ่น กลุ่มนาน้อย จังหวัดน่าน ทำให้ได้สายพันธุ์ฟักทองไข่เน่าที่มีสีเขียวปนเหลือง มีความสม่ำเสมอของรูปทรงผล มีรสชาติหวาน มัน อร่อยและเนื้อเหนียวหนึบ มีกระบวนการเพาะปลูกที่ได้มาตรฐาน ส่วนของฟักทองที่เหลือนำมาแปรรูป น้ำมันเมล็ดฟักทอง การหมักด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์และโค สร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง
ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ มีปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 11193-1:2008, EN 455 และ ASTM D3578-05 ช่วยลดปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติให้สามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางสังเคราะห์ และรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิตยางและผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของประเทศไทย
เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี ในชื่อ ENcase ที่ใช้เพียงส่วนผสมระหว่าง เกลือกับน้ำบริสุทธิ์ เพื่อทำเป็นสารละลายเกลือแกง ก่อนใช้กระบวนการทางไฟฟ้าทำปฏิกิริยาเคมี จนได้น้ำยาออกมา 2 ชนิดพร้อมกัน คือกรดและด่าง โดยในส่วนที่เป็นกรดมีองค์ประกอบของไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนา สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมงาน NAC2022 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ www.nstda.or.th/nac หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2564-8000
ข่าวประชาสัมพันธ์
นักวิจัย สวทช. พัฒนาหน้ากากอนามัยเสริมชั้นกรองพิเศษ ดักจับเชื้อโรค – ฝุ่น PM 2.5
นักวิจัย สวทช. โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ A-MED เผยความสำเร็จในการพัฒนาหน้ากากอนามัย โดยเสริมชั้นกรองเคลือบน้ำยาที่มีคุณสมบัติในการดักจับและย่อยสลายอนุภาคขนาดเล็ก เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองและป้องกันผู้สวมใส่มากขึ้น
ปัจจุบันทีมนักวิจัย A-MED ได้ขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการ สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนเพื่อผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. รับมอบโล่รางวัล “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
วันที่ 28 ก.พ. 2565 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย นางสาวกุศล ทองวัน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร เป็นผู้แทนหน่วยงาน เข้ารับมอบโล่รางวัลคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ประเภท “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” ซึ่ง สวทช. ได้รับคัดเลือกจากวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานีให้เป็นตัวแทนจังหวัด เข้ารับโล่รางวัลในงานพิธีมอบโล่รางวัล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จัดโดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธีเป็นผู้มอบโล่รางวัลคุณธรรมต้นแบบโดดเด่นจากนายกรัฐมนตรี ณ อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
การประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม จัดทำขึ้นตามแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559-2565) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งได้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมในทุกภาคส่วน โดยกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินที่มีมาตรฐานกลางในการประเมินความสำเร็จ 3 ระดับ คือ ระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ เพื่อบ่งบอกถึงกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมที่ได้มาตรฐาน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีการคัดเลือกในระดับคุณธรรมต้นแบบที่มีผลสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงประจักษ์ จำนวน 235 แห่ง ประกอบด้วย
ชุมชนคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 76 ชุมชน
องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 84 องค์กร
อำเภอคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 70 อำเภอ
จังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 5 จังหวัด
ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมการประเมิน และเป็นแรงจูงใจในการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
เพิ่มมูลค่าจากกระบวนการไบโอรีไฟเนอรี “เปลือกมะนาว” สู่สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ยาดมและอาหารเสริม
28 กุมภาพันธ์ 2565 ณ โถงอาคาร สวทช. (โยธี) ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท สตาร์ทอัพ ของ สวทช. แถลงข่าวความสำเร็จในการประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรม ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาวสู่สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ยาดมนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ “โครงการการศึกษากระบวนการไบโอรีไฟเนอรีของเปลือกมะนาวเพื่อให้ได้สารลิโมนีนคุณภาพสูงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสารชีวเคมีภัณฑ์"
“โครงการการศึกษากระบวนการไบโอรีไฟเนอรีของเปลือกมะนาวเพื่อให้ได้สารลิโมนีนคุณภาพสูงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสารชีวเคมีภัณฑ์" เป็นโครงการความร่วมมือของบริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท สตาร์ทอัพ สวทช. ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) โดยการสนับสนุนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเน้นการพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีในการเตรียมสารออกฤทธิ์สำคัญจากธรรมชาติให้อยู่ในรูปของโครงสร้างร่วมในระดับนาโน ที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของสารสำคัญทางเภสัชจลศาสตร์ (Pharmacokinetics) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม (Absorbability) และ ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability)
ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การพัฒนากระบวนการไบโอรีไฟเนอรีของวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการผลิตสารชีวเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพเป็นแนวคิดที่มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งตอบสนองยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG: Bio-/ Circular/ Green Economy ในระดับชาติ และแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรีและกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ S-curve ของภาครัฐ ทั้งนี้การแยกองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปผลไม้กลุ่มซิตรัสโดยแนวคิดไบโอรีไฟเนอรี (citrus waste biorefinery) เป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจในระดับโลกซึ่งกระบวนการที่พัฒนาขึ้นมีความหลากหลายขึ้นกับปัจจัยด้านวัตถุดิบและตลาดของผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศ อย่างเช่น มะนาว (Citrus aurantiifolia) เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยซึ่งมีปริมาณผลผลิตถึง 140,000 ตัน/ปี ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปใช้ผลิตน้ำมะนาวในกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมส่งผลในให้เกิดส่วนเปลือกซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ซึ่งยังคงมีการนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จำกัด โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากระบวนการสกัดสารชีวภาพชนิดต่างๆ จากเปลือกมะนาวโดยใช้กระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำสารที่ได้ไปใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (healthcare products) ชนิดต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มมูลค่าของเปลือกมะนาวและนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของมะนาวตามห่วงโซ่มูลค่าอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.สุพิชชา โชคไพบูลย์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. กล่าวว่า โปรแกรม ITAP เป็นหน่วยงานภายใต้ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. มีภารกิจหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยี (นักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญ) เข้ากับผู้ใช้เทคโนโลยี (ผู้ประกอบการไทย) โดย เมื่อผู้ประกอบการมีโจทย์ความต้องการด้านเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม ทางโปรแกรม ITAP ก็จะช่วยวิเคราะห์โจทย์และความพร้อมของบริษัทในเบื้องต้น จากนั้น ก็จะจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ตรงโจทย์ความต้องการ เข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ อาจเป็นด้านการวิจัยและพัฒนา หรือด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุน ลดพลังงาน หรือโจทย์อื่นๆ ตามความต้องการของผู้ประกอบการ สำหรับโครงการฯ นี้ การนำเปลือกมะนาวมาพัฒนาเป็นสารสำคัญ Functional Ingredient ที่มีศักยภาพสูง เป็นสารที่มีความต้องการในตลาด Ingredient ในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถนำไปใช้ในเติมผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ นั้น ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยในการทำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด และยังตอบโจทย์ BCG เนื่องจากใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีในประเทศไทย คือเปลือกมะนาวซึ่งเป็น waste จากโรงงานอุตสาหกรรม อีกด้วย ดังนั้นการที่หน่วยงานภาครัฐอย่างโปรแกรมITAP สนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา จนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและสามารถออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตของผู้ประกอบการไทยต่อไป
ดร.สรวง สมานหมู่ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด และ บอร์ดบริหาร บริษัท แคนนาบี ไบโอไซน์ (ฮ่องกง ประเทศจีน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสารกลุ่มเทอร์ปีนตัวแรกที่ทางบริษัทฯ และ ไบโอเทค สวทช. มุ่งเน้นในการแยกและค้นหาออกมาได้แก่ สารลิโมนีน (limonene) ที่มีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารในกลุ่มอะโรมาติกโมโนเทอร์ปีนที่เป็นองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย (essential oil) ที่ได้จากเปลือกผลไม้ตระกูลส้มและมะนาว โดยเน้นการนำมาใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์ยาดมฟังก์ชั่น (functional inhaler) และผลิตภัณฑ์โภชนเภสัชภัณฑ์ (nutraceutical) ซึ่งจัดเป็นสารที่ความปลอดภัยและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี โดยสามารถเปลี่ยนเป็นสาร building block ต่างๆ เพื่อใช้เตรียมสารที่มีมูลค่าสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งทำให้มีความต้องการสารลิโมนีนเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากระบวนการแยกสาร D-limonene จากเปลือกมะนาวซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีมากในประเทศไทยโดยใช้กระบวนการกลั่น ร่วมกับการลดขนาดวัตถุดิบโดยกระบวนการ wet milling ด้วยเครื่องบดผสมแบบเปียก (mass colloider) และการใช้เอนไซม์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการสกัด และศึกษาวิธีการเพิ่มความบริสุทธิ์ของสารผลิตภัณฑ์ที่ได้ รวมถึงประเมินแนวทางการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ร่วมที่ได้จากกระบวนการสกัดโดยเฉพาะเพคตินและเซลลูโลส ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบของกระบวนการไบโอรีไฟเนอรีแบบบูรณาการในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในประเทศ
ในส่วนของการประยุกต์และต่อยอดการใช้สารสำคัญจากโครงการวิจัยดังกล่าว ทางบริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ได้ร่วมมือกับบริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตในระดับกลางน้ำในการนำสารสำคัญที่ได้จากกระบวนการไบโอรีไฟเนอรี่ของเปลือกมะนาวไปเป็นส่วนหนึ่งของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ยาดม เสริมอาหารและเวชสำอาง ซึ่งบริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้รับมาตรฐานการผลิตทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ จึงมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการส่งออก
“ผลผลิตของโครงการดังกล่าวในระยะแรก ทำให้เกิดผู้ประกอบการปลายน้ำหลายบริษัทที่ต่อยอดสารสำคัญที่ได้จากโครงการดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจลลี่เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม และผลิตภัณฑ์ยาดมฟังก์ชั่น ตราอินโน สำหรับผลิตภัณฑ์ยาดมนั้น ได้รับการทดสอบจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) โดยมี ดร. ธวิน เอี่ยมปรีดี เป็นหัวหน้าโครงการ พบว่า ในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการฯ มีประสิทธิภาพลดการอักเสบในระดับเซลล์ และช่วยในการป้องกันการเข้าสู่เซลล์ของไวรัสจำลองโควิด-19 (SARS-CoV-2 pseudovirus) ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับอนุญาตจาก อย. เรียบร้อยแล้ว” ดร.สรวง กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไอแทป สวทช. จับมือ ทีเซลส์ ช่วยผู้ประกอบการพัฒนา Cell Enhancer นวัตกรรมเพิ่มสารออกฤทธิ์ชีวภาพ เสริมแกร่งธุรกิจอาหารฟังก์ชัน
For English-version news, please visit : ITAP-NSTDA and TCELS support the development of cell enhancer innovation
ผู้ประกอบการไทย เจ๋ง สามารถพัฒนาไมโครแคปซูลของสารแคปไซซินจากพริก ผ่านกระบวนการสกัด และห่อหุ้มสารสกัดจากพริก เพิ่มขีดความสามารถ ด้านสารออกฤทธิ์ชีวภาพ (Functional Ingredients) ของประเทศไทย เพื่อการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์และส่งออก ตอบโจทย์โมเดล BCG
(28 กุมภาพันธ์ 2565) ณ โถงอาคาร สวทช. (โยธี) ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) พร้อมด้วย ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญโครงการดำเนินการวิจัยให้กับ บริษัท แอดวาเทค จำกัด ร่วมแถลงข่าวเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย ตอบโจทย์โมเดล BCG หัวข้อ “Cell Enhancer นวัตกรรมเพิ่มสารออกฤทธิ์ชีวภาพ เสริมแกร่งธุรกิจอาหารฟังก์ชัน”
ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวว่า โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมไทย ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญ ได้ร่วมกันสร้างนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพ หรือยกระดับการผลิตด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จากผลการดำเนินงานในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ.2559-2564) โปรแกรม ITAP ได้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นและเสนอแนวทางการแก้ปัญหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการ มากกว่า 10,500 ราย โดยพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นโครงการสนับสนุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงลึก มากกว่า 8,200 โครงการ ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ไม่น้อยกว่า 18,000 ล้านบาท และเกิดการลงทุนเพิ่มในภาคเอกชนมากกว่า 4,000 ล้านบาท
สำหรับการพัฒนาอาหารฟังก์ชันและการวิจัยทางคลินิกในอาหารฟังก์ชัน เป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ประกอบการและไม่ใช่เรื่องง่าย ถือว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่ต้องบุกเบิก ITAP จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตร คือ TCELS สนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ที่เป็นอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ส่วนผสมอาหาร (Functional Ingredient) รวมถึงการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ซึ่งความสำเร็จของ Cell Enhancer นวัตกรรมที่ช่วยให้สารสำคัญต่างๆมีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในโครงการที่ ITAP สวทช. ร่วมกับ TCELS ให้การสนับสนุน บริษัท แอดวาเทค จำกัด ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดย ดร.สรวง สมานหมู่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญโครงการฯ เป็นผู้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สู่ Functional Ingredient ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Cell Enhanz TM” และเชื่อมโยงการนำ Cell Enhancer ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำหน่ายในประเทศ และมีแผนส่งออกต่างประเทศ นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่นำแนวคิด BCG Model มาใช้ในการดำเนินธุรกิจเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทคู่ค้า ปฏิวัติวงการเสริมอาหาร เวชสำอาง เครื่องดื่มและอาหารฟังก์ชัน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาอาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และโภชนเภสัช (Nutraceutical) ในอนาคตของประเทศไทยต่อไป
นอกจากนี้ บริษัท แอดวาเทค จำกัด ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการส่งออก Cell Enhancer ไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทฯ จึงได้รับการเสนอร่วมทุน กับ บริษัท แคนนาบี ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท NSTDA Startup โดยคาดหวังว่าภายในปี 2565-2566 บริษัทฯ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการขายสาร Cell Enhancer และเกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ประกอบด้วยสาร Cell Enhancer ในสูตรของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่บริษัทและประเทศ
ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) กล่าวว่า ในปี 2563 TCELS ได้มีความร่วมมือกับโปรแกรม ITAP ภายใต้ สวทช. ในการให้การสนับสนุน ผู้ประกอบการที่ต้องการวิจัยและพัฒนา อาหารฟังก์ชัน และ Functional Ingredient โดยภายใต้ความร่วมมือการสนับสนุนนี้ บริษัท แอดวาเทค จำกัด ADVATEC ได้พัฒนาสารแคปไซซินในรูปของไมโครแคปซูล เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนพริก และศึกษาการปลดปล่อยสารสำคัญในภาวะ จำลองของระบบทางเดินอาหาร โดยทางบริษัทได้ดำเนินงาน จนประสบความสำเร็จสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สารสกัดไปสู่ต่างประเทศได้
ปัจจุบันบทบาทของ TCELS ได้ปรับเปลี่ยนไป โดย TCELS ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการแพทย์และสุขภาพ มีพันธกิจในการเร่งรัดขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มการแพทย์ได้มีมาตรฐานสากลสามารถออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทำให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ TCELS มุ่งเน้น ได้แก่ ยาชีววัตถุ เซลล์และยีนบำบัด (ไม่รวมผลิตภัณฑ์วัคซีน) เครื่องมือแพทย์หุ่นยนต์ทางการแพทย์ Medical AI โภชนเภสัชภัณฑ์และเวชสำอาง โดยนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจะเน้นต้นแบบที่อยู่ปลายน้ำ
ดร.สรวง สมานหมู่ อนุกรรมการสภาความร่วมมือด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์แห่งประเทศไทย(MPCT) และคณะกรรมการ บริษัท Cannabi Biosciences (ฮ่องกง ประเทศจีน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญดำเนินโครงการวิจัย ให้กับ บริษัท แอดวาเทค จำกัด กล่าวว่า บริษัท แอดวาเทค จำกัด ได้พัฒนาสารแคปไซซิน ในรูปของไมโครแคปซูล เพื่อลดผลของ Burning Sensation และช่วยเพิ่มการละลายน้ำและดูดซึมที่ลำไส้เล็กด้วย “Cell Enhanz” หรือ ไมโครแคปซูลของสารแคปไซซินจากพริก ผ่านกระบวนการสกัดและห่อหุ้มสารสกัดจากพริก ด้วยไบโอพอลิเมอร์สองชั้น ได้เป็นไมโครแคปซูลที่มีขนาดอนุภาคประมาณ 100-200 นาโนเมตร และถูกเตรียมให้อยู่ในรูปผงแห้ง เพื่อความสะดวกในการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ด้วยเทคนิคฟรีช ดราย มีลักษณะเป็นเกล็ดผลึกสีส้ม สามารถเพิ่มการดูดซึมสารเรสเวอราทรอลได้ เนื่องจากแคปไซซินที่อยู่ในรูปของไมโครแคปซูล จะช่วยควบคุมการปลดปล่อยสาร ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมสารสำคัญได้อย่างช้าๆ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้การควบคุมการปลดปล่อยสารแคปไซซิน ยังช่วยยับยั้งกระบวนการ Glucuronidation เนื่องจากเป็นกระบวนการที่สำคัญในการที่ร่างกายกำจัดสารแปลกปลอมออกจากร่างกาย ส่งผลให้สารธรรมชาติที่ละลายน้ำได้ไม่ดีอยู่แล้ว มีค่าทางเภสัชจลศาสตร์ที่ไม่ดี (ค่าการดูดซึมที่ลำไส้เล็กและค่าชีวประสิทธิผลต่ำ) ทั้งนี้นวัตกรรม Cell EnhanzTM ได้รับรางวัลนวัตกรรมเหรียญทองในงาน Inventions Geneva 2021 ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (เลขที่คำขอ 2101007830) เรียบร้อยแล้ว “สาร Cell EnhanzTM สกัดจากธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็น Co-Supplement สำหรับใช้เติมในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เพื่อเพิ่มการดูดซึม (Absorption) และการนำไปใช้ประโยชน์ (Bioavailability) ทำให้สามารถใช้สารสกัดจากธรรมชาติหรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ในปริมาณที่น้อย แต่ดูดซึมได้มากขึ้นประสิทธิภาพสูงสุด” ดร.สรวง กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


