หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เปิดตัว 4 ต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า EV BUS ดัดแปลงจากรถเมล์เก่าฝีมือคนไทย
สวทช. ร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทย เปิดตัวต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า EV BUS ซึ่งดัดแปลงและพัฒนามาจากรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และปลดระวางแล้ว จนได้ต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า 4 รุ่น จากการร่วมพัฒนาของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ 4 บริษัท พร้อมส่งมอบให้กับ 4 หน่วยงานภาครัฐนำไปทดลองใช้เพื่อออกแบบรูปแบบการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะในระยะยาวต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ครั้งแรกในไทย! สวทช. – เครือข่ายรถโดยสารไฟฟ้าไทย เปิดตัวและส่งมอบ ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ เตรียมต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมการผลิตและออกแบบการบริการในอนาคต
For English-version news, please visit : EV Bus Consortium rolls out EV bus prototypes เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย กับ 4 ต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าคนไทยทำ ดัดแปลงจากรถเมล์ ขสมก. ที่ใช้แล้ว 20 ปี ภายหลังวิ่งบนเส้นทางให้บริการจริงของ ขสมก. นานกว่า 3 เดือน ทีมวิจัย สวทช. และภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทย พร้อมส่งมอบต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า ‘EV BUS’ ทั้ง 4 คัน ให้กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ ขสมก. กฟผ. กฟน. และ กฟภ. นำไปทดลองขับใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการออกแบบรูปแบบการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศ เผยทั้ง 4 รุ่น ใช้วัสดุในประเทศช่วยประหยัดต้นทุนรถบัสนำเข้า 30 % หรือลดต้นทุนได้ 7 ล้านบาทต่อคัน (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565) ณ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าไทย และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดแถลงข่าว “เปิดตัวและส่งมอบผลงานโครงการการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าภายใต้โครงการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้า จากรถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก. (City transit E-buses)” หรือ EV BUS ครั้งแรกในไทย จำนวน 4 คัน โดยมี ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รศ. ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ประธานคณะกรรมการพิจารณาและติดตามโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โครงการการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้แล้วฯ ร่วมแถลงข่าว พร้อมส่งมอบต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าให้แก่ 4 หน่วยงานประกอบด้วย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธาน กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีและน่าชื่นชม ที่โครงการฯ ดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการออกแบบ พัฒนา และผลิตรถโดยสารไฟฟ้า ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน สิ่งแวดล้อม และกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงการฯ ประสบความสำเร็จกระทั่งได้เปิดตัวและส่งมอบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการฯ ที่เป็นตัวอย่างของการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นรูปแบบหนึ่งตัวอย่างสำคัญในการผลักดันงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้าต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมระบบคมนาคมไทย ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่าในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปียานยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากประโยชน์ในการลดต้นทุนด้านพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าลงทุนและน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรม จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือ (Consortium) ภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทย ที่ดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย ประกอบไปด้วยสมาชิกจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันยานยนต์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร กรมการขนส่งทางบก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) บริษัทเอกชนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งนี้ สวทช. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โครงการการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก. เป็นรถโดยสารไฟฟ้าเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ระหว่าง สวทช. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ ขสมก.  ซึ่งภายใต้โครงการฯ ดังกล่าวใช้ความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าที่มีคุณภาพ สามารถใช้งานได้ดี มีมาตรฐานและต้นทุนต่ำ ซึ่งต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่น ถูกพัฒนาจากรถโดยสารประจำทางใช้แล้วของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี ถูกแจ้งปลดระวางไปแล้ว นำมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นรถโดยสารไฟฟ้า ให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ลดต้นทุนการนำเข้าหรือผลิตรถโดยสารไฟฟ้าใหม่ ด้วยมูลค่าสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนจากในประเทศมากกว่าร้อยละ 40 และมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตและนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้าใหม่มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 7 ล้านบาทต่อคัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบและผลิตรถโดยสารไฟฟ้าได้มีคุณภาพภายใต้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเชิงวิศวกรรมจากความเชี่ยวชาญของนักวิจัยของ สวทช.และพันธมิตร “สวทช. โดยทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ได้ร่วมให้คำปรึกษาการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับรถโดยสารไฟฟ้าที่มุ่งเน้นให้มีต้นทุนต่ำ ออกแบบวิธีการประเมิน วิเคราะห์คุณลักษณะ ทดสอบประสิทธิภาพ สมรรถนะ  รวมถึงพัฒนาสนามทดสอบน้ำท่วมขังร่วมกับ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี และรับการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์การใช้งาน และได้ประเมินประสิทธิภาพการให้บริการ ความเหมาะสมผ่านการทดลองให้บริการบนเส้นทางให้บริการจริงของ ขสมก. เป็นระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือกับ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้า จากรถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก.”   ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้มีภาคเอกชนร่วมพัฒนารถโดยสารใช้แล้วของ ขสมก. เป็นรถโดยสารไฟฟ้า ก่อนส่งมอบให้กับหน่วยงานผู้สนับสนุน กฟน. กฟภ. กฟผ. และ ขสมก. นำไปใช้งานจริง ประกอบด้วย1. บริษัท โชคนำชัย-ไฮเทคเพลสซิ่ง จำกัด พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (CNC EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 40% ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตัวถังจากวัสดุน้ำหนักเบา ด้วยตัวถังอลูมิเนียม ลดน้ำหนักตัวถังเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ เพื่อส่งมอบให้กับ กฟน. 2. บริษัท พานทอง กลการ จำกัด พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (PTM EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 60% โดยมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชุดแบตเตอรี่ลิเทียมไออนภายในประเทศเพื่อส่งมอบให้กับ กฟผ. 3. บริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (EVT EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 40% มีจุดเด่นที่ใช้ชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตชั้นนำจากต่างประเทศโดยตรง ทำให้มีความเชื่อมั่นในการใช้งานและรับประกัน เพื่อส่งมอบให้กับ กฟภ. และ 4. บริษัท สบายมอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด พัฒนา รถโดยสารไฟฟ้า (SMT EV BUS) ที่มีจุดเด่นในความเชี่ยวชาญด้านวิศกรรมการออกแบบระบบขับเคลื่อน จากประสบการณ์พัฒนารถโดยสารไฟฟ้าและทดสอบใช้งานบนสภาวะการขับขี่จริง บนระยะทางกว่า 25,000 กิโลเมตร เพื่อส่งมอบให้กับ ขสมก. โดยทั้ง ขสมก. กฟผ. กฟน.และ กฟภ. ในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาจะนำรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่นไปทดลองขับใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการออกแบบรูปแบบการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศ ที่สำคัญทำงานร่วมกับของหน่วยงานต่างๆ แบบจตุภาคี ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำตามแนวนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สามารถผลิตรถโดยสารไฟฟ้าใช้เองในประเทศ ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับคนไทย ทั้งนี้ภายในงานแถลงข่าวคณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ได้ชมและนั่งทดสอบรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่น ระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถโดยสารไฟฟ้า สามารถวิ่งทดสอบได้อย่างราบรื่น ไม่ก่อมลพิษทั้งทางเสียง และทางอากาศ ภายในกว้างขวางมีสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยต่อผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ขอเชิญร่วมงานเสวนา “ตามทันสถานการณ์ COVID-19 กับการเลี้ยงและใช้สัตว์ทดลอง”
  Update ความรู้เรื่องการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ร่วมถึงความเข้าใจในความหลากหลายของไวรัสที่พบในสัตว์ และความสัมพันธ์กับ COVID-19 ในกลุ่มสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์   พร้อมติดตามความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 ของประเทศไทยในปัจจุบัน   ⏰ วันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลา 13.00-16.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม Cisco Webex   วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 📌รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลองแห่งประเทศไทย 📌ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 📌รศ.ดร.น.สพ.วิทวัช วิริยะรัตน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 📌ดร.สพญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์ไบโอเทค   ⏰ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมทาง online ***ไม่มีค่าใช้จ่าย*** ได้ที่ https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?RGID=r174405ea912187a681a98e75ef9b1aa5   📧 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเåติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย (ORI) 📞 โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์) E-mail: ORI@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต’ ครบ จบ คุ้ม ราคาเดียว
For English-version news, please visit : NSTDA unveils an e-learning platform to support reskilling and upskilling of Thai workforce วันที่ 26 พฤษภาคม 2565 : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy: CFA) ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัว “สวทช. เสริมแกร่งศักยภาพด้าน วทน. ด้วย e-Learning ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต..ครบ..จบ..คุ้ม” พร้อมทั้งการเสวนา จุดเด่นของ e-Learning Platform โดยมี ดร.ศิริชัย กิตติวราพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย คุณฐิติวรรณ เกิดสมบุญ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย สวทช. และ รศ. ร.อ.ดร.วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว. ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC)  กล่าวว่า สวทช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยมุ่งเน้นในด้าน การพัฒนาบุคลากรวิจัย การสร้างแรงบันดาลใจ และการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม หรือการ Upskill พัฒนาเพื่อยกระดับทักษะเดิมให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต และ Reskill การสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการ บนพื้นฐานเทคโนโลยีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนรู้รูปแบบ Onsite  รูปแบบ Online และการเรียนรู้ในรูปแบบ e-Learning  ซึ่งเหมาะกับสังคมในปัจจุบันที่สามารถเรียนได้ทุกที ทุกเวลา เข้าถึงได้ง่าย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ที่สำคัญสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเปิดตัวแนะนำแพลตฟอร์มชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต Career4Future e-Learning Platform ของสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ครั้งนี้ยังได้พัฒนาเนื้อหาวิชาองค์ความรู้ จากวิทยากรมืออาชีพและหลากหลายสาขา เช่น ด้านบริหารธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และยังเป็นองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีความโดดเด่นของคลังปัญญาจากความเชี่ยวชาญของนักวิจัยหลากหลายสาขา รวมทั้งยังมีองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดในรูปแบบคลิปวีดีโอซึ่งสามารถเข้าถึงและเข้าใจง่าย เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทุกสายอาชีพและทุกกลุ่มอุตสาหกรรม มีหลักสูตรฝึกอบรมให้เลือกกว่า 90 บทเรียน และคลิป Video ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้เข้าถึงง่าย ทั้งหลักสูตรฝึกอบรมตามสายงานอาชีพ และกลุ่มอุตสาหกรรม ดร.ศิริชัย กิตติวราพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์มชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต มีความครบถ้วนทั้งหลักสูตรและครอบคลุมทั้ง Soft skills และ Reskill และมีความหลากหลายต่อภาคอุตสาหกรรม ผู้เรียนจะได้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในตัวเองอย่างครบครัน และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพได้ทันที ที่สำคัญให้ความคุ้มค่ากับชุดความรู้สมัยใหม่ มีแบบทดสอบและรับใบประกาศนียบัตร  การันตีในวิชาชีพและค่าลงทะเบียนอยู่ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ อาทิ จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Research Ethics) ภาพรวมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) นักแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ (Practical Problem Solving) กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีที่สำคัญของ อุตสาหกรรมอัญมณี ความรู้พื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงปลูกพืชแนวตั้ง และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตามสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy) สวทช. หวังว่าองค์ความรู้ e-Learning Platform นี้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เข้าถึงง่ายในทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างแนวทางความคิดต่อยอดการพัฒนาความรู้ได้อย่างครบถ้วน และคุ้มค่าในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ผู้สนใจเรียนออนไลน์แบบบุฟเฟต์ คุ้มที่สุด จ่ายรายเดือนในราคาเดียว 399 บาท เรียนได้ทุกคอร์ส และสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหลักสูตรในระบบ e-Learning ได้ที่เว็บไซต์ https://elearn.career4future.com หรือ E-mail: elearn@nstda.or.th  และโทรศัพท์ 0 2644 8150
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เพิ่มมูลค่า ‘ผ้าทอทุ่งกุลาร้องไห้’ ย้อมติดสีไว ให้กลิ่นหอมดอกลำดวน
  ทุ่งกุลาร้องไห้ไม่เพียงขึ้นชื่อเรื่องข้าวหอมมะลิที่นุ่มหอมไม่เหมือนใคร แต่ทุ่งราบกว้างใหญ่แห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องของผ้าทอที่มีความวิจิตรงดงาม มีลวดลายการทอผ้าที่แตกต่างหลากหลายตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่เข้มแข็งของผู้คนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งกรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติยังเป็นมีความเป็นอัตลักษณ์ ดังเช่น ‘ผ้าทอเบญจศรี’ ของจังหวัดศรีสะเกษอันเลื่องชื่อ ที่นำวัตถุดิบสำคัญของจังหวัด 5 ชนิด ได้แก่ ผลมะเกลือ ดินปลูกทุเรียนภูเขาไฟ ดินทุ่งกุลา ใบลำดวน เปลือกไม้มะดัน มาใช้ย้อมสีผ้าให้มีสีสันหลากหลาย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กระทรวง อว. มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ขนทัพนักวิจัยลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ภายใต้กิจกรรม สวทช. เสริมแกร่งภูมิภาค ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG “ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าไปต่อยอดพัฒนาฐานทุนอันเป็นจุดแข็งของทุ่งกุลาร้องไห้ให้สามารถสร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศษฐกิจ BCG ที่มุ่งให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีรายได้พ้นความยากจน   [caption id="attachment_32937" align="aligncenter" width="600"] ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)[/caption]   ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เวลานี้ไม่ร้องไห้แล้ว แต่เป็นกุลาม่วนชื่น ซึ่งประชาชนมีความเข้มแข็งในการสร้างอาชีพในพื้นถิ่นของตนเองจากฐานทุนทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มาช้านาน ประกอบกับกระทรวง อว. ได้นำงานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาส่งเสริมเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าทอในพื้นที่ โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเอนไซม์เอนอีซ (ENZease) สารชีวภาพที่ผลิตได้จากเชื้อจุลินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมี ที่ช่วยทำความสะอาดเส้นใย และเพิ่มประสิทธิภาพการติดสีธรรมชาติได้ดีขึ้น ทำให้ลดเวลาการย้อมสีและลดต้นทุนในการฟอกย้อมรวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้นำนาโนเทคโนโลยีเพิ่มสมบัติพิเศษให้ผ้าทอมีกลิ่นหอมของดอกลำดวน ดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เพิ่มอัตลักษณ์ให้แก่ผ้าทอเบญจศรีของดีศรีสะเกษให้พิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อเย็บมือผ้าไหมลายลูกแก้ว ย้อมมะเกลืออบสมุนไพรบ้านเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งแหล่งผลิตผ้าไหมที่ได้รับการส่งเสริมเพิ่มมูลค่าผ้าทอด้วยนวัตกรรม ผ้าไหมลายลูกแก้วแห่งนี้โดดเด่นด้วยผ้าทอที่ย้อมสีดำธรรมชาติด้วยมะเกลือที่มีความเงางาม แต่กว่าผ้าจะมีสีดำสนิทต้องใช้เวลามากกว่า 1-2 เดือน เพราะภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอีสานใต้กว่าจะได้ผ้าทอสีดำขลับต้องย้อมซ้ำหลายครั้งและใช้เวลานาน   [caption id="attachment_32942" align="aligncenter" width="600"] นางฉลวย ชูศรีสัตยา ประธานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง (ซ้าย)[/caption]   นางฉลวย ชูศรีสัตยา ประธานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง กล่าวว่า แต่ก่อนใช้ระยะเวลายาวนานในการย้อมผ้า ก็คิดว่าทำอย่างไรจะลดเวลาในการย้อมผ้าได้บ้าง กระทั่งทางนักวิชาการและนักวิจัยจาก สวทช. ได้เข้ามาส่งเสริมการใช้ ‘เอนไซม์เอนอีซ’ ก็ถือว่าได้ผลดี ช่วยลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ที่สำคัญผ้าที่ได้ยังติดสีสม่ำเสมอ สีผ้ามีความเข้ม และเงางาม เพิ่มโอกาสในการขายผ้าทอได้มากขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ได้นวัตกรรมตัวใหม่มาเสริมกับภูมิปัญญา “จากเดิมย้อมผ้าด้วยมะเกลือซึ่งให้สีดำกว่าจะย้อมผ้าได้สีดำสนิทต้องจุ่มผ้ากับมะเกลือแล้วก็เอาไปตาก ทำแบบนี้สลับไปเรื่อยๆ ใช้เวลากว่า 2 เดือน พอมาใช้เอนไซม์เอนอีซในการทำความสะอาดผ้าก่อนการย้อม ก็ช่วยให้การย้อมผ้าติดสีไวดีขึ้น จากต้องตากถึง 60 แดด 300 จุ่ม เหลือแค่ 30 แดด ประมาณ 1 เดือน”     เช่นเดียวกับ กลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการถักทอผ้าไหมลายลูกแก้วและผ้าทอเบญจศรี ซึ่งผ้าทอแห่งนี้ไม่เพียงใช้เอนไซม์เอนอีซในการย้อมผ้า แต่ยังเตรียมนำนาโนเทคโนโลยีมาเพิ่มความนุ่มลื่น และกลิ่นหอมของดอกลำดวน ให้ผ้าทอด้วย   [caption id="attachment_32943" align="aligncenter" width="600"] สิทธิศักดิ์ ศรีแก้ว ประธานกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้าง (กลาง)[/caption]   สิทธิศักดิ์ ศรีแก้ว ประธานกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้าง กล่าวว่า กลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้างเป็นทายาทหม่อนไหมรุ่นที่ 4 ผ้าทอที่ทำจะเป็นผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในจังหวัดศรีสะเกษ เช่น ดอกลำดวน มะเกลือ ไม้มะดัน แต่ก่อนจะย้อมตามวิถีชาวบ้าน บางครั้งสีที่ได้ก็ไม่สม่ำเสมอ ใช้เวลานาน แต่กระทรวง อว. และ สวทช. ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเอนไซม์เอนอีซ ทำให้ผ้าไหมติดสีดี ติดทน อีกทั้งไม่มีสารเคมีที่มาทำลายคุณภาพเส้นไหม ทำให้ผ้าไหมที่ได้มีความนุ่มเงา ถูกใจลูกค้ามาก “นอกจากนั้นแล้วอัตลักษณ์ที่สำคัญ คือ ศรีสะเกษ เป็นเมืองดอกลำดวนบาน กระทรวง อว. ยังได้เข้ามาช่วยพัฒนาเรื่องกลิ่นหอมให้ผ้าทอ โดยใช้นาโนเทคโนโลยีมาเคลือบกลิ่นดอกลำดวนไว้บนผ้า ทำให้เวลาเราสวมใส่ เราสัมผัส หรือเวลาเดิน ผ้าจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลำดวนด้วย ถือเป็นอีกอรรถรสหนึ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าผ้าทอเบญจศรีของดีศรีสะเกษได้ดียิ่งขึ้น”   [caption id="attachment_32945" align="aligncenter" width="600"] ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]   ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล  ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า การทำงานในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ตนอยากฝากนักวิจัย นักวิชาการและคณาจารย์ไว้กับเกษตรกรชาวบ้านในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ให้มองพวกเขาเป็นลูกหลานแล้วทำงานด้วยกัน เพื่อนำสิ่งดีๆ เข้ามาในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ แล้วเปลี่ยนสิ่งที่ทำไม่ได้ ให้ทำได้ต่อไป นับเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยผสมผสานภูมิปัญญา พัฒนาผ้าทอของทุ่งกุลาร้องไห้ ให้มีเสน่ห์และคงความเป็นอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นวาระแห่งชาติ    
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Facebook Live รับชมการถ่ายทอดสดงานแถลงข่าว “สวทช. เสริมแกร่งศักยภาพด้าน วทน. ด้วย e-Learning ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต…ครบ…จบ….คุ้ม…”
Facebook Live รับชมการถ่ายทอดสดงานแถลงข่าว “สวทช. เสริมแกร่งศักยภาพด้าน วทน. ด้วย e-Learning ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต...ครบ...จบ....คุ้ม...” . วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.15-15.30 น. Facebook Live: NSTDA-สวทช. การถ่ายทอดสดจากห้องแถลงข่าว อว. อาคารพระจอมเกล้า ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ . 13.15-13.30 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับ และรับชมคลิปวิดีโอแนะนำสถาบันฯ 13.30-13.45 น. แนวทางการพัฒนากำลังคน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดย ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. / ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี 13.45-14.45 น. จุดเด่นของ e-Learning Platform ผู้ร่วมเสวนา - ดร.ศิริชัย กิตติวราพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. - คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย - คุณฐิติวรรณ เกิดสมบุญ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย สวทช. - รศ.ร.อ.ดร. วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กรรมการบริหารด้านวิจัยและนวัตกรรม บมจ. คัมเวล คอร์ปอเรชั่น (KUMWEL) . ดำเนินรายการโดย ดร.สมชาย เรืองเพิ่มพูน ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. 14.45-15.00 น. ถ่ายภาพหมู่ . 15.00-15.30 น. รับชมคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ผู้ที่เคยเรียนหลักสูตร e-Learning
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมกับ อพวช. สรุปผลการสำรวจของ “กิจกรรมปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022)”
24 พฤษภาคม 2565 / สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)  และ Nature Plearn Club พร้อมด้วยการผนึกกำลังขององค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงอาสาสมัครที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวิทยาศาสตร์พลเมือง จัดแถลงข่าวสรุปผลการสำรวจของ “กิจกรรมปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022)” ในการร่วมกันสำรวจ เก็บตัวอย่าง แล้วบันทึกผ่านแอปพลิเคชัน iNaturalist เพื่อเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ในเขตเมืองอย่างเป็นระบบ ที่มีผู้ร่วมสำรวจมากถึง 445 เมือง จาก 47 ประเทศทั่วโลก พบสิ่งมีชีวิตมากกว่า 50,176 ชนิด และรวมมากกว่า 2,244 ชนิดที่เป็นชนิดหายาก ใกล้สูญพันธุ์ นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และการสนับสนุนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประชาชน จึงได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงาน “ปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022 : CNC2022)” ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในปีนี้ได้มีการจัดงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมืองระยอง เมืองขอนแก่น เมืองเชียงใหม่ และเมืองหาดใหญ่ โดยในงานนี้ สวทช. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและจุลินทรีย์จากธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ไปร่วมเป็นวิทยากรนำสำรวจธรรมชาติในพื้นที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สวทช. ยังได้สนับสนุนให้ประชาชนไทยเข้าถึงการใช้งานแอปพลิเคชัน iNaturalist ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับพันธมิตรพัฒนาคู่มือการใช้งานแอปพลิเคชันฉบับภาษาไทยขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และได้นำมาใช้เป็นคู่มืออำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งในอนาคตจะใช้สนับสนุน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป” ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า “อพวช. ให้ความสำคัญแก่เยาวชนและประชาชน ในการสร้างการมีส่วนร่วมและการปลูกฝังทักษะด้านวิทยาศาสตร์ และกระบวนการคิดของการเป็นนักวิทยาศาสตร์แก่สังคม โดยกิจกรรม City Nature Challenge 2022 ถือเป็นกิจกรรมลักษณะ Citizen Science (วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง) ทำให้เกิดความตื่นตัว และความสนใจด้านธรรมชาติวิทยา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สังเกตบันทึกข้อมูลได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบในระดับคุณภาพงานวิจัย ผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน iNaturalist แบบไม่มีค่าใช้จ่าย อพวช. หวังให้ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวิทยาศาสตร์พลเมือง เพื่อเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ในเขตเมืองอย่างเป็นระบบด้วยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชนและประชาชนคนไทย ในการร่วมกันสำรวจ เก็บตัวอย่าง แล้วบันทึกผ่านแอปพลิเคชัน iNaturalist ต่อไป ถึงแม้กิจกรรมสิ้นสุดลงแต่การค้นพบความมหัศจรรย์ของสิ่งชีวิตไม่มีวันสิ้นสุดอย่างแน่นอน และข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลของประเทศและของโลกได้เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองต่อไปได้ในอนาคต” นายอุเทน ภุมรินทร์ กลุ่ม Nature Play and Learn Club หน่วยงานหลักที่ผลักดันกิจกรรมฯ กล่าวว่า “กิจกรรม City Nature Challenge 2022” จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 เป็นกิจกรรมระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกมากกว่า 445 เมือง ใน 47 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมสำรวจธรรมชาติในเมือง พร้อมเชื่อมโยงประชาคมเมืองให้เข้ากับระบบนิเวศในเขตเมืองที่ตนเองอยู่อาศัย หวังสร้างความตระหนักและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติจากสิ่งใกล้ตัว โดยประเทศไทยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2565 ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เมืองระยอง, เมืองขอนแก่น, เมืองเชียงใหม่ และเมืองหาดใหญ่ แล้วทำการรวบรวมสรุปผลการสำรวจเพื่อนำไปประมวลผลการค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้จากเขตเมืองกับเครือข่ายสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ จากการสำรวจในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 284 คน จำนวนการสังเกต 7,756 ครั้ง พบสิ่งมีชีวิตจำนวน 2,109 (Species) ชนิด ซึ่งกิจกรรมฯ นี้ได้สร้างความตื่นตัว และความสนใจด้านธรรมชาติวิทยาให้ทุกคนได้สนุกกับการทดลองสังเกตบันทึกข้อมูลได้ด้วยตนเองที่สำคัญหลังจากที่เยาวชนและประชาชนได้ร่วมกิจกรรมนี้ ทุกคนจะได้มีเพื่อนที่สนใจในสิ่งที่เหมือนกัน และได้ร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ด้วยกันอีกด้วย” สำหรับผลการสำรวจธรรมชาติในเมืองทั่วโลกของปี 2565 ได้ผลสรุปดังนี้ การสังเกตการณ์จากทั่วโลกจำนวน 1,694,877 ครั้ง จำนวนชนิดที่บันทึกได้มากกว่า 50,176 (Species) ชนิด และรวมมากกว่า 2,244 ชนิดที่เป็นชนิดหายาก ใกล้สูญพันธุ์ หรือถูกคุกคามในระดับสากลตามการจัดสถานภาพของ IUCN Red List (การประเมินสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในโลก) และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้จากทั่วโลก จำนวน 67,220 คน “กิจกรรม City Nature Challenge 2022” ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรอิสระ อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.),  มูลนิธิโลกสีเขียว, มูลนิธิรักสัตว์ป่า, กลุ่มบริษัทดาว และโครงการ Dow Thailand Mangrove Alliance, บริษัท ดีแคทลอน (ประเทศไทย) จำกัด, ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, เครือข่ายเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพประจำประเทศไทย (GYBN Thailand), Nature Plearn Club, โครงการป่าชายเลนเพื่ออนาคต, เถื่อนChannel, และกลุ่มนก หนู งูเห่า
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
งานแถลงข่าว “สวทช. เสริมแกร่งศักยภาพด้าน วทน. ด้วย e-Learning ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต”
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต เชิญร่วมรับชมการถ่ายทอดสด งานแถลงข่าว “สวทช. เสริมแกร่งศักยภาพด้าน วทน. ด้วย e-Learning ชุดความรู้เพื่ออาชีพแห่งอนาคต...ครบ...จบ....คุ้ม...” ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.00-15.30 น. ผ่าน Facebook Live: NSTDA-สวทช. - การบรรยาย หัวข้อ แนวทางการพัฒนากำลังคน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดย ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. / ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี - การเสวนา จุดเด่นของ e-Learning Platform สวทช. พันธมิตร / กลุ่มเป้าหมาย และหลักสูตรที่น่าสนใจ ขยายความคำว่า “ครบ....จบ....คุ้ม....” ผู้ร่วมเสวนา คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย รศ.ร.อ.ดร. วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กรรมการบริหารด้านวิจัยและนวัตกรรม บมจ. คัมเวล คอร์ปอเรชั่น (KUMWEL) คุณฐิติวรรณ เกิดสมบุญ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย สวทช. ดร.ศิริชัย กิตติวราพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช.  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดผลงาน! ทีมเยาวชนไทยคว้า 10 รางวัลระดับโลก Regeneron ISEF 2022
สัมภาษณ์เปิดใจ! 7 ทีมเยาวชนไทยคนเก่ง เล่าถึงผลงานและแรงบันดาลใจที่มาของความสำเร็จหลังไปคว้า 10 รางวัลระดับโลก บนเวทีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ” Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 ที่สหรัฐอเมริกา.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช.-อุบลไบโอเอทานอล เดินหน้า “อุบลโมเดลพลัสนวัตกรรม” ยกระดับมันสำปะหลังอินทรีย์
For English-version news, please visit : NSTDA and UBE to promote organic cassava production in four northeastern provinces กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกความร่วมมือกับบริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ภายใต้โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพด้านเกษตรอินทรีย์ ต่อยอดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง “อุบลโมเดล” ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ “อุบลโมเดลพลัสนวัตกรรม” ขยายพื้นที่ทำงานครอบคลุม 4 จังหวัดแหล่งผลิตมันสำปะหลังสำคัญของภาคอีสาน ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ ยกระดับการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ต้นทางวัตถุดิบคุณภาพสู่การแปรรูป “ฟลาวมันสำปะหลัง” อาหารแห่งอนาคต ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า มันสำปะหลังเป็นพืชสำคัญที่นำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายอุตสาหกรรมและเป็นพืชที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งบทบาทของ สวทช. นอกจากวิจัยพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์มันสำปะหลัง ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การผลิตมันสำปะหลังให้ได้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น การผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้สารชีวภัณฑ์ ชุดตรวจโรค การผลิตฟลาวมันสำปะหลัง เป็นต้น สวทช. ยังได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและตลาดรับซื้อ ดังโครงการ “อุบลโมเดล” ที่ได้ร่วมกับบริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ดำเนินงานกับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ต.กู่จ่าน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ปรับเปลี่ยนการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้คุณภาพดี มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงตามที่บริษัทรับซื้อ ซึ่งในปี 2564 สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 1.3 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ตัน/ไร่ จากเดิม 3.3 ตัน/ไร่ ซึ่งถึงแม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง บวกกับราคาขายที่สูงขึ้น ทำให้ได้กำไรมากยิ่งขึ้น “การบูรณาการความร่วมมือจากภาคีพันธมิตรภาครัฐและเอกชนใน “อุบลโมเดล” ทำให้เกษตรกรเปิดรับและ ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง โดยได้รับทั้งความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลผลิตที่ได้มีตลาดรับซื้อและจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่บริษัทฯ ได้วัตถุดิบคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร จากการทำงานดังกล่าว สวทช. จึงได้พัฒนาความร่วมมือทางวิชาการกับบริษัทฯ ภายใต้ “โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพด้านเกษตรอินทรีย์ พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอำนาจเจริญ” หรือ “อุบลโมเดลพลัสนวัตกรรม” เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และร่วมดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ส่งเสริมและสนับสนุนให้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ถ่ายทอดสู่ชุมชนและพัฒนาเกษตรกรเพื่อยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ตลอดจนผลักดันการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่โดยชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่นมีส่วนร่วม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์คุณภาพเพิ่มขึ้น เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตสู่ระบบเกษตรปลอดภัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักทั้งธุุรกิจเอทานอล ธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง และธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมีผลิตภัณฑ์ที่เด่นคือ แป้งมันสำปะหลังอินทรีย์และฟลาวมันสำปะหลัง โดยมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกระแสความต้องการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย บริษัทฯ จึงมุ่งขยายกำลังการผลิตในธุรกิจด้านนี้ โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังอินทรีย์และฟลาวมันสำปะหลัง ซึ่งเป็น “อาหารแห่งอนาคต” (food for the future) ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรท “ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำโครงการ “อุบลโมเดล” ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์อย่างมีความรู้และได้คุณภาพตามมาตรฐานอินทรีย์ไทยและมาตรฐานอินทรีย์สากล ซึ่งเราไม่ได้เน้นเพียงแค่ให้เกษตรกรปลูกวัตถุดิบมาส่ง แต่เราพัฒนาให้เขามีผลผลิตสูงขึ้นและยึดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะหนุนเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้คุณภาพ ผลผลิตที่ได้คุณภาพจะเป็นวัตถุดิบที่ดีสำหรับธุรกิจแป้งมันสำปะหลังของเรา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฟลาวมันสำปะหลังซึ่งผลิตในระบบอินทรีย์ กลูเตนฟรี (Gluten Free) ไม่ดัดแปลงพันธุกรรม (Non GMO) มีเส้นใยสูง (high fiber) และมีดัชนี้น้ำตาลปานกลาง-ต่ำ (Medium to Low Glycemic Index) นำไปเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารได้หลากหลาย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอเมริกาและยุโรปอย่างมาก นอกจากนี้ภายใต้ความร่วมมือนี้ยังนำไปสู่การพัฒนาความรู้ ประสบการณ์และข้อมูลทางวิชาการของบุคลากรทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลังและเกษตรอินทรีย์ให้กับประเทศอีกด้วย” นางสาวสุรียส กล่าว ทั้งนี้ภายในงานดังกล่าว สวทช. ได้จัดแสดงผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ได้แก่ ชีวภัณฑ์ป้องกัน/กำจัดแมลงศัตรูพืช (บิวเวอเรีย-เมตาไรเซียม)  ชุดตรวจ Strip Test สำหรับตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และชุดตรวจวิเคราะห์ดิน Smart NPK ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ โดย ดร.ชาญณรงค์ ศรีภิบาล นักวิจัย ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ศูนย์พันธุวิศวกรรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้สาธิตการใช้ชุดตรวจ Strip Test ตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ทันท่วงทีหากเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1711, 081 9157901 (คุณชวินทร์)   เกี่ยวกับ สท. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่มีภารกิจเร่งรัดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่า/รายได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรและชุมชน สร้างและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจากภาคการผลิตสู่ภาคการตลาด
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“กร ทัพพะรังสี” เยี่ยมชมแล็บ NCTC สวทช. ถกแผนผลักดัน 57 วิสาหกิจชุมชนปลูกพืช “กระท่อม” ให้ได้คุณภาพ เพิ่มรายได้เกษตรกร
อดีตรองนายกฯ “กร ทัพพะรังสี” เยี่ยมชมแล็บตรวจวิเคราะห์ “กัญชา กัญชง กระท่อม”  ของ NCTC สวทช. เตรียมประสานเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย 57 แห่งทั่วประเทศ ทำความร่วมมือในการปลูกพืช “กระท่อม” ให้ได้คุณภาพก่อนส่งขายแปรรูป เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรไทย ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐนตรี เดินทางมาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบด้านกัญชา กัญชง (Cannabis Analytical Testing Center : CATC) และห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์พืชกระท่อม (Kratom Analytical Testing Service : KATS ) ที่มีเทคโนโลยีสำหรับตรวจหาปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ Mitragynine และ 7-Hydroxy mitragynine ในพืชกระท่อมได้ โดยมี ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ NCTC ให้การต้อนรับ พร้อมมีการหารือร่วมกันถึงแนวทางความร่วมมือในการตรวจวิเคราะห์ทดสอบพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ให้กับกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนในอนาคต นายกร กล่าวว่า เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรที่ส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาปลูกพืชขายแล้วไม่ได้ราคา ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ในขณะที่ปัจจุบันมีพืชที่กำลังเป็นที่นิยมและมีแนวโน้มเป็นพืชเศรษฐกิจคือ กัญชา กัญชง และกระท่อม ตนซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรเป็นวิสาหกิจชุมชน 57 แห่งทั่วประเทศ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะการปลูกพืชกระท่อม แต่เกษตรกรยังขาดองค์ความรู้เรื่องการคัดพันธุ์ที่เหมาะสม และวิธีการปลูกให้ได้สารสำคัญและปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวไปส่งขายเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จึงต้องการมาหารือแนวทางความร่วมมือกับ NCTC โดยตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะประสานนำเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายมาลงนามความร่วมมือกับ NCTC ต่อไป “เราต้องการให้ NCTC เป็นพี่เลี้ยงในด้านวิชาการให้กับเกษตรกร ตั้งแต่คำแนะนำการคัดเลือกพันธุ์พืชไปปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค วิธีการดูแลพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในพืชหลังเก็บเกี่ยว โดยแล็บของ NCTC มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่าจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับซื้อผลผลิตไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้” ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช.(NCTC) กล่าวว่า NCTC มีผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทันสมัยพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำเกษตรกรในการปลูกพืชกัญชา กัญชง กระท่อม เพื่อให้ได้คุณภาพของสารสำคัญและมีความปลอดภัยตรงกับความต้องการของตลาดผู้รับซื้อไปแปรรูป โดยในส่วนของพืชกระท่อม ปัจจุบัน NCTC มีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบทั้งใบกระท่อมสดและใบกระท่อมแห้ง รวมถึงสารสกัดกระท่อม และผลิตภัณฑ์ที่มีกระท่อมเป็นส่วนผสม ตรวจวิเคราะห์ได้ทั้งในเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัย เช่น การตรวจหาปริมาณโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ตัวทำละลายตกค้าง สารพิษจากเชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อน ปริมาณความชื้น สารเทอร์ปีนเชิงคุณภาพ รวมถึงการหาปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ Mitragynine และ 7-Hydroxy mitragynine ให้ได้ค่ามาตรฐาน ซึ่งปริมาณของ Mitragynine และ 7-Hydroxy mitragynine  ถือเป็นสารสำคัญที่จะบ่งบอกถึงคุณภาพของพืชกระท่อมแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งจะมีผลถึงการกำหนดราคาของผลผลิตในตลาดผู้รับซื้อได้ โดยคาดว่าหากมีความร่วมมือกันในอนาคต เกษตรกรสามารถส่งใบกระท่อมแต่ละสายพันธุ์มาตรวจหาปริมาณสารสำคัญ ซึ่ง NCTC จะช่วยตรวจวิเคราะห์พร้อมเก็บฐานข้อมูลกระท่อมแต่ละสายพันธุ์และพื้นที่การเพาะปลูกไว้ ทำให้สามารถให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้ว่า สายพันธุ์ไหนมีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งปริมาณสารสำคัญ จะเป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกระท่อม และอาจจะส่งผลถึงราคาของกระท่อมในตลาดอีกด้วย ทั้งนี้ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและส่งเสริมงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล ภายใต้ระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ ISO/IEC17025 โดยให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสนับสนุนกลุ่มงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศอย่างครบวงจร ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด โทร. 0 2117 6850 , 0 2117 6864 E-mail : nctc@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สู่เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในไทย! การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อผลิตต้นกล้า “อินทผลัม” พันธุ์บาฮี
ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ขยายผลความสำเร็จการขยายพันธุ์ต้น #อินทผลัม #พันธุ์บาฮี ด้วยเทคโนโลยี #การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ตรงตามพันธุ์ต้นแม่สามารถนำไปปลูกลงดินเพื่อออกผลต่อไปได้   โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไบโอเทค สวทช. มีความร่วมมือกับผู้ประกอบการ บริษัท พี โซลูชัน จำกัด ในการพัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม พันธุ์บาฮี จนสามารถผลิตเป็นต้นกล้าได้ในปริมาณมาก พร้อมจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการต้นพันธุ์อินทผลัมไปปลูก นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่อินทผลัม พันธุ์บาฮี จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยคนไทย มีการขยายผลสู่การค้าเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง   สำหรับผู้ที่สนใจต้นกล้าอินทผลัม พันธุ์บาฮี จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จัดจำหน่ายโดย บริษัท พี โซลูชัน จำกัด ติดต่อโทร. 081 375 1969   ส่วนผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอินทผลัม ติดต่อได้ที่ไบโอเทค สวทช. โทร. 02 564 6700 ต่อ 3329 - 3331.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์