ผลการค้นหา :
‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/rice-disease-bot-chatbot-for-rice-disease-identification.html
ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากกว่า 26 ล้านตันต่อปี เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญอันดับ 4 ของโลก หากแต่รายได้ที่นำกลับเข้าประเทศมากกว่าแสนล้านบาทต่อปีนี้กลับไม่ได้สะท้อนถึงผลกำไรที่เกษตรกรควรได้รับ เพราะชาวนาไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในวังวนของการ ‘ทำมากแต่ได้น้อย’ ต้องเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงวิกฤตโรคระบาดที่ฉุดรั้งผลผลิตข้าวไทยให้ถดถอยลงทุกที
กลุ่มโปรแกรมเกษตรสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนทุนในการดำเนินโครงการวิจัย “โมบายแอปพลิเคชันเพื่อการวินิจฉัยโรคข้าวโดยใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายและปัญญาประดิษฐ์” ให้แก่ทีมวิจัยจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินการพัฒนา ‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ แชตบอตสำหรับให้บริการวินิจฉัยโรคข้าวผ่านภาพถ่าย เพื่อให้คำแนะนำในการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีแก่เกษตรกร เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกปัญหาการรับมือกับโรคระบาด ลดต้นทุนการใช้สารเคมีที่เสียไปอย่างไร้ค่า และยกระดับผลผลิตข้าวไทยให้มากขึ้น
[caption id="attachment_42337" align="aligncenter" width="700"] นายวศิน สินธุภิญโญ (กลาง) และทีมวิจัย[/caption]
นายวศิน สินธุภิญโญ นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบอทโรคข้าวเล่าว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2562 โดยความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. กับภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ต้องการสร้าง ‘แพลตฟอร์มกลาง’ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือการวินิจฉัยโรคข้าวที่มีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม ซึ่งจะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคระบาดในพื้นที่และในภาพรวมของประเทศได้อย่างทันการณ์
“จากโจทย์ปัญหานำมาสู่การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ ระบบแชตบอตสำหรับให้บริการวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยแพลตฟอร์มนี้ผ่านการออกแบบให้เกษตรกรใช้งานได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ต่างใช้งานจนคุ้นเคยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกษตรกรพบเห็นความผิดปกติของต้นข้าวในแปลงนาสามารถส่งข้อมูลให้ระบบวินิจฉัยโรคได้ทันที วิธีการใช้งานเพียงถ่ายภาพรอยโรคที่เกิดขึ้นบนต้นข้าวแล้วส่งภาพเข้าสู่หน้าแชต ระบบจะดึงภาพไปยังคลาวด์ และส่งให้ AI วิเคราะห์โรคด้วยเทคนิคเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เมื่อได้ผลแล้วระบบจะส่งผลการวิเคราะห์พร้อมคำแนะนำในการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมกลับมารายงานให้เกษตรกรทราบภายใน 3-5 วินาที ช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบโรคข้าวที่เกิดขึ้นในแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
[caption id="attachment_42336" align="aligncenter" width="700"] ภาพขณะกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม[/caption]
อย่างไรก็ตามการพัฒนา ‘บอทโรคข้าว’ ให้ดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ต้องอาศัยการดำเนินงานแบบบูรณาการความเชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านโรคข้าว การพัฒนาคลังจัดเก็บชุดข้อมูล และการพัฒนาเทคโนโลยี AI
นายวศิน เล่าว่า ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม อาจารย์และทีมงานจากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ช่วยดำเนินงานภาคสนาม ต่างมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยจัดทำชุดข้อมูลเพื่อให้ทีมวิจัยได้นำมาใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ AI
“ปัจจุบันบอทโรคข้าวให้บริการวิเคราะห์โรคข้าวที่สำคัญในไทยได้แล้วถึง 10 โรค ได้แก่ โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบขีดสีน้ำตาล โรคใบขีดโปร่งแสง โรคไหม้คอรวง โรคดอกกระถิน โรคใบวงสีน้ำตาล โรคเมล็ดด่าง และโรคใบหงิก โดยเปิดให้เกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคเอกชน ทดลองใช้บริการแล้วผ่าน ‘กลุ่มบอทโรคข้าวของแต่ละจังหวัด’ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้าวตรวจทานความถูกต้องของผลการวินิจฉัย รวมถึงช่วยตอบข้อสงสัยและให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่เกษตรกรด้วย”
[caption id="attachment_42344" align="aligncenter" width="700"] ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที[/caption]
ทั้งนี้ผลการรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานพบว่าในปี 2566 มีผู้ใช้งาน ‘บอทโรคข้าว’ แล้วประมาณ 3,500 คน โดยมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นฟันเฟืองหลักนำแพลตฟอร์มไปขยายผลให้เกษตรกรในหลายจังหวัดทั่วประเทศได้ทดลองใช้งาน
[caption id="attachment_42346" align="aligncenter" width="450"] ผศ. ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[/caption]
ผศ. ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้ริเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มเล่าว่า หลังจากทีมร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มจนพร้อมเปิดให้บริการในปี 2565 ทีมงานจากภาควิชาฯ ได้นำแพลตฟอร์ม ‘บอทโรคข้าว’ ไปเผยแพร่และอบรมให้เกษตรกรเป้าหมายกว่า 3,200 คน จากจังหวัดลำปาง เชียงราย อุดรธานี และนครพนม ที่เข้าร่วมโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road) ทดลองใช้งาน ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการขับเคลื่อนชุมชนให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มแบบครบวงจร นำไปสู่การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว
“เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ได้ทดลองใช้ต่างชื่นชมว่าแพลตฟอร์มใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งการที่แพลตฟอร์มนี้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ยิ่งทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีในเรื่องความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น (เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความพร้อมในการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่) และเกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยินดีที่จะแนะนำให้คนรู้จักได้ใช้งานร่วมกันต่อไป นอกจากนี้การที่ระบบมีการ ‘ให้บริการในลักษณะกลุ่มพื้นที่’ ยังช่วยให้เกษตรกรรวมถึงผู้ใช้บริการจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม ได้ตระหนักถึงชุดข้อมูลความถี่และช่วงเวลาในการเกิดโรค ทำให้สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนเฝ้าระวังการระบาดของโรคข้าวเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี”
[caption id="attachment_42339" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการแนะนำแพลตฟอร์มแก่กลุ่มเป้าหมาย[/caption]
[caption id="attachment_42340" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการแนะนำแพลตฟอร์มแก่กลุ่มเป้าหมาย[/caption]
อย่างไรก็ตามแม้โรคข้าวจะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนผลผลิตในแต่ละรอบอย่างมาก แต่ในการเพาะปลูกข้าวยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่เกษตรกรต้องเผชิญ เช่น แมลงศัตรูพืช การขาดธาตุอาหาร ดังนั้นแล้วแพลตฟอร์มนี้จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาระบบให้ครอบคลุมความต้องการของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น
ผศ. ดร.สุจินต์ ชี้ว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดในการยืนหยัดพัฒนาระบบให้ครอบคลุมปัญหาการปลูกข้าว รวมถึงการให้บริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว คือ ‘การได้มาซึ่งเงินทุน’ เพราะการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทั้งด้านการรวบรวมข้อมูล การวิจัยและพัฒนาระบบ AI รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการให้บริการระบบดิจิทัล ดังนั้นแล้วในอนาคตจึงอาจมีความจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าบริการจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้เดินหน้าสร้างประโยชน์แก่เกษตรกรไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน
‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของบูรณาการความเชี่ยวชาญระหว่างองค์กรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่เกษตรกรไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกที่เกื้อหนุนการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจฐานรากไทยอย่างยั่งยืนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี
หน่วยงานที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มติดต่อได้ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. สำหรับเกษตรกรที่สนใจใช้บริการ เข้าร่วมได้ผ่านการเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์โดยแสกน QR Code ด้านล่าง และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ BCG Economy Model ได้ที่ www.bcg.in.th
[caption id="attachment_59935" align="aligncenter" width="230"] สแกนเพื่อเข้าใช้งาน ‘บอทโรคข้าว’ (สำหรับบุคคลทั่วไป)[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. จับมือ เค เอช โรเบิร์ต เอกชนผู้นำด้านอุตสาหกรรมกลิ่น-รสระดับโลก พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย
(เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร แพลตฟอร์ม Flavor Academy ลงนามความร่วมมือกับบริษัท เค เอช โรเบิร์ต จำกัด ประเทศสิงคโปร์ เพื่อขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรมกลิ่นรสในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน
โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนายปีเตอร์ เค.ซี. ออง (Dr. Peter K.C. Ong) ซีอีโอ บริษัท เค เอช โรเบิร์ต จำกัด ประเทศสิงคโปร์ ร่วมลงนาม ณ ห้อง Creative and Innovation Center สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย 6 แห่งได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดตั้ง Flavor Academy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านกลิ่นและรสอาหาร รวมถึงการให้บริการด้านการวิเคราะห์ทดสอบด้านกลิ่นรสด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง และการพัฒนางานวิจัย และเทคโนโลยีทางด้านกลิ่นรสร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในภาคเอกชน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้ Flavor Academy โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. เป็นที่รู้จัก และมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐ และเอกชน ในครั้งนี้
สวทช. ร่วมกับบริษัท เค เอช โรเบิร์ต จำกัด ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายสารให้กลิ่นรสชั้นนำในระดับโลก โดยความร่วมมือครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมด้านกลิ่นรสในประเทศไทย นอกจากนี้ยังบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ และพัฒนากลิ่นรสในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย รวมถึงการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมกลิ่นรสในประเทศ
ด้านนายปีเตอร์ เค.ซี. ออง (Dr. Peter K.C. Ong) ซีอีโอ บริษัท เค เอช โรเบิร์ต จำกัด ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า บริษัท เค เอช โรเบิร์ต จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมกลิ่นรสระดับโลก ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รังสรรค์กลิ่นรสใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงนำมาสู่การร่วมมือกับ Flavor Academy โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย ต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้สามารถออกสู่ตลาดได้ มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมกลิ่นและรสชาติท้องถิ่น เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับนวัตกรรมและคุณภาพในอุตสาหกรรมเครื่องปรุง พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอแสดงความยินดีกับ นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) สวทช. ที่ได้รับรางวัล Award for the Heroes of Public Health ประจําปี ค.ศ. 2023
ขอแสดงความยินดีกับ นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) สวทช. และที่ปรึกษาสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ด้านการต่างประเทศ) ที่ได้รับรางวัล Award for the Heroes of Public Health (วีรบุรุษสาธารณสุข) ประจําปี ค.ศ. 2023 ในฐานะผู้มีผลงานโดดเด่น สร้างระบบสาธารณสุขไทยเข้มแข็ง จากสํานักงานองค์การอนามัยโลกประจําภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา
.
ทั้งนี้ WHO SEARO มอบรางวัล Award for the Heroes of Public Health เป็นประจําทุกปี เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่มีผลงานเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในภูมิภาค
.
สำหรับการได้รับรางวัลดังกล่าวของ นพ.สุวิทย์ เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทนําและสร้างสรรค์ด้านสาธารณสุขของไทย ในเวทีระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก และความมุ่งมั่นของไทย ในการร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และหุ้นส่วนต่างๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน
.
อ้างอิงจาก - https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3931696
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก เปิดตัวอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายรถบรรทุก ลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมหนุนผู้ประกอบการผลิตในประเทศ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/mtec-nstda-unveils-side-and-rear-protective-devices-for-trucks-to-enhance-road-safety-and-boost-competitiveness-of-local-auto-parts-industry.html
“เอ็มเทค สวทช. วิจัยพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถบรรทุกที่มีความแข็งแรงเป็นไปตามมาตรฐาน สามารถผลิตขึ้นจากวัสดุที่หาได้ภายในประเทศและใช้กระบวนการผลิตที่ผู้ผลิตในประเทศทั่วไปทำได้ มีต้นทุนไม่สูงสามารถแข่งขันได้ พร้อมแนะแนวทางการออกแบบและผลิตให้แก่ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้นำเข้า และผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกในประเทศ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ผลิตรถบรรทุกในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ เพื่อลดอัตราการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และลดการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ”
(วันที่ 26 เมษายน 2566) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.กฤษดา ประภากร รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้จัดการโครงการและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบกแถลงข่าวเปิดตัวอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถบรรทุก ยกระดับความปลอดภัยของรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ ที่มีเป้าหมายในการนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง งานในวันนี้ เป็นหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สวทช. เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ที่พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ช่วยตอบโจทย์ และให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย โดยหนึ่งในภารกิจหลัก ที่คณะวิจัยจาก เอ็มเทค สวทช. ที่ได้มีความร่วมมือมาต่อเนื่องกับกรมการขนส่งทางบก คือ ด้านความปลอดภัยทางถนน หรือ Road safety ที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ด้วยการออกแบบเชิงวิศวกรรมของโครงสร้างและชิ้นส่วนของรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะให้มีความปลอดภัยเป็นไปตาม
มาตรฐานระดับสากล แต่ยังคำนึงถึงความพร้อมของผู้ผลิตและผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งในด้านการผลิต หรือต้นทุน โดยคณะวิจัยจาก เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบกดำเนินโครงการศึกษาและออกแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยคำนึงถึงความพร้อมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งจากผู้ผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ ผู้ประกอบการและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามความจำเป็นเร่งด่วน สวทช. ภายใต้ความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก มีความยินดียิ่งที่จะนำเสนอแนวทางการออกแบบ ให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคแก่ผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนาในการออกแบบ วิเคราะห์ และทดสอบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถบรรทุก นอกจากนี้ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP สวทช. ยังยินดีให้คำปรึกษาด้านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำโครงการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย
นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้ให้ความสำคัญ กับความปลอดภัยและมุ่งที่จะลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางของประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะโดยที่ผ่านมาพบว่ามีการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์ในลักษณะมีการชนและมุดเข้าไปด้านท้ายของรถบรรทุก หรือการที่มีรถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุแล้วลอดเข้าไปด้านข้างของรถบรรทุก มีจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ครั้งต่อปี ด้วยเหตุนี้เอง กรมการขนส่งทางบกจึงได้ร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. ดำเนินการศึกษาแนวทางการจัดทำแบบมาตรฐานของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ เพื่อจัดทำร่างประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณลักษณะ ขนาด ประสิทธิภาพ ตำแหน่ง และเงื่อนไขในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ พ.ศ. .... ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องตามข้อกำหนดของสหประชาชาติโดยคำนึงถึงความพร้อมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และตามความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร และผู้ใช้รถใช้ถนน
ดร.กฤษดา ประภากร รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญของเอ็มเทค สวทช. คือการนำผลงานวิจัยและพัฒนาเชิงวิศวกรรม โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยทางถนน หรือ Road safety มาปรับใช้ให้เหมาะสม โดยมีบทบาทในการวิจัยพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ คือ
ศึกษาแนวทางการนำมาตรฐานสากล ได้แก่ UN R58 และ UN R73 มาประยุกต์ใช้ในการร่าง
ข้อกำหนดให้เหมาะสมสำหรับในประเทศ
ออกแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (LUPD) และด้านท้าย (RUPD) โดยคำนึงถึง 1) ความแข็งแรงรองรับแรงปะทะจากการชนตามมาตรฐานสากล 2) วัสดุที่ใช้ผลิตสามารถหาได้ภายในประเทศ 3) กระบวนการผลิตที่ผู้ผลิตขนาดใหญ่และเจ้าของรถสามารถผลิตเองได้ 4) น้ำหนักของอุปกรณ์ที่เหมาะสม และ 5) มีต้นทุนของการผลิตอุปกรณ์ที่ต่ำกว่าการนำเข้า
จัดทำแบบเชิงวิศวกรรมของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (LPD) และด้านท้าย (RUPD) ของรถบรรทุกเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ โดยที่ผ่านมา
ได้ดำเนินงานร่วมกับ สำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก ผู้ผลิตและประกอบรถบรรทุก
ได้ให้ข้อมูลแก่คณะวิจัยในด้านขีดความสามารถในการผลิต ประเด็นอุปสรรคปัญหา จากประสบการณ์ผู้ใช้รถบรรทุกในประเทศ และร่วมพิจารณาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดระยะเวลาการศึกษา
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้จัดการโครงการและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจาก สำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก ได้มีการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ในด้านขีดความสามารถในการผลิตประเด็นอุปสรรคปัญหา จากประสบการณ์ผู้ใช้รถบรรทุกในประเทศ ผู้ผลิตและประกอบรถบรรทุก มาโดยตลอด และได้จัดทำแนวทางและเอกสารสำหรับผู้ผลิตและประกอบรถบรรทุกในประเทศไทย ได้แก่
แบบเชิงวิศวกรรมของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (LPD) และด้านท้าย (RUPD) เพื่อเป็นแบบสำหรับการผลิตที่ใช้วัสดุในประเทศ และต้นทุนที่ต่ำกว่าการนำเข้ารวมกว่า 90 แบบ บรรจุในเว็บไซต์ฐานข้อมูล
แบบเชิงวิศวกรรมสำหรับผู้ผลิตและประกอบ รวมถึงประชาชนทั่วไป ในการเข้าถึงแบบเชิงวิศวกรรมสำหรับรถบรรทุกลักษณะต่างๆ
จัดเตรียมเครื่องมือ ได้แก่ แท่นทดสอบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (LPD) และด้านท้าย (RUPD)
ที่อ้างอิงมาตรฐาน UN R73 และ UN R58 ตามลำดับ
เพื่อเป็น “จุดตั้งต้น” ให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ ที่มีลักษณะรถบรรทุกที่หลากหลาย คณะวิจัยได้จัดทำแบบเชิงวิศวกรรมที่พร้อมนำไปใช้ในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้าย จากวัสดุที่หาได้
ในประเทศ ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้ โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า "Morphological matrix” หรือการผสมฟังก์ชันย่อยของแต่ละชิ้นส่วน โดยให้สามารถสับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลักต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ยึดกับแชสซีที่เรียกว่า สเตย์ (Stay) สเปเซอร์ (Spacer) และชิ้นส่วนรับแรงปะทะ ที่เรียกว่า โพรเทคทีพบีม (Protective beam) เพื่อให้ผู้ผลิตในประเทศทั้งรายใหญ่และรายย่อย สามารถเลือกใช้แบบเชิงวิศวกรรมของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายนำไปผลิตและติดตั้งได้เหมาะสมกับลักษณะรถต่างๆ ที่มีความหลากหลายในประเทศ
ข่าวประชาสัมพันธ์
11 หน่วยพันธมิตร หนุน “มาตรฐาน-ความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี” ในภาคอุตสาหกรรม เฟส 2 ตั้งเป้า 2 หน่วยงานต้นแบบนำร่องใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสาขานาโนเทคโนโลยี
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nanosafety-consortium-enters-second-phase-to-boost-confidence-in-nanotechnology-products.html
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันที่ 25 เมษายน 2566 : นาโนเทค สวทช. พร้อม 10 หน่วยงานพันธมิตร แถลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการพัฒนาเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม เรื่อง ความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี ระยะที่ 2 ต่อยอดขยายการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี การสร้างความตระหนักต่างๆ พร้อมเดินหน้าหนุนหน่วยงานเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ นำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสาขานาโนเทคโนโลยี ไปใช้เป็นแนวทาง ตั้งเป้า 2 หน่วยงานต้นแบบในปี 68 หวังกระตุ้นให้เกิดการนำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสาขานาโนเทคโนโลยี ไปใช้สร้างความเชื่อมั่นให้ผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลก
การลงนามความร่วมมือทางวิชาการใน “โครงการพัฒนาเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม เรื่อง ความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี” เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อประกาศใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ต่อการพัฒนานาโนเทคโนโลยีในประเทศไทย รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม ความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัย และมาตรฐานด้านนาโนเทคโนโลยีภายในประเทศ
ความสำเร็จจากการดำเนินงานในระยะที่ 1 (2563-2565) มี 9 องค์กรทั้งภาครัฐ และสมาคมต่าง ๆ ร่วมขับเคลื่อน สนับสนุน และส่งเสริม ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการนำ มาตรฐาน และความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยีสู่การประยุกต์ใช้ในในระดับมหภาค นำสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 (2566-2568) ที่มีการขยายความร่วมมือสู่ 11 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ นาโนเทค สวทช., กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), สภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวทท), สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สนทท.), กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมควบคุมมลพิษ
ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว. มีวิสัยทัศน์ และพันธกิจ ในการ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” ซึ่งปัจจุบันแผนเศรษฐกิจ BCG คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และยังเป็นแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติอีกด้วย
“นอกเหนือจากการพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว การคำนึงถึงผลกระทบ ความเสี่ยงต่อผู้ผลิต ผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนได้ ประเทศไทยจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศ การสนับสนุนจากหน่วยในขั้นตอนการดำเนินการ รวมถึงการทำงานอย่างเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในวันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญ และร่วมมือกันขับเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรฐาน และความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการพัฒนานาโนเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย” หัวหน้าผู้ตรวจราชการกล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สวทช. มีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคุณภาพ เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เอื้ออำนวยให้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ สามารถขยายไปสู่การใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลไกการสนับสนุนภาคธุรกิจและเครือข่ายอุตสาหกรรมของประเทศ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการนําสินค้าและบริการไปวิเคราะห์ทดสอบในต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สามารถปิดช่องว่างและตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถเข้าถึงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญต้องให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
“ที่ผ่านมา สวทช. ได้ผลักดันการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านหน่วยบริการด้านการวิเคราะห์และทดสอบตามมาตรฐานสากล อาทิ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) และศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) ตลอดจน Technology Platform ของศูนย์แห่งชาติ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ มีความปลอดภัยต่อการใช้งานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เสริมแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.ชูกิจกล่าว พร้อมย้ำว่า การสานต่อความร่วมมือในครั้งนี้จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์นาโนของไทยในตลาดโลก โดย สวทช. พร้อมที่จะเป็นขุมพลังหลักของประเทศ ร่วมกับพันธมิตรทุกๆภาคส่วน ในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า นาโนเทค ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี โดยมีการจัดทำแผนแม่บทขึ้นมารองรับ ซึ่งแผนแม่บทฉบับปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4 กลยุทธ์ โดยมีกลยุทธ์การขับเคลื่อนการพัฒนานาโนเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ที่ 3 ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยีนั้น มีจุดมุ่งหมายในการนำไปถ่ายทอดและใช้งานเพื่อยกระดับ กระบวนการผลิตและอุตสาหกรรมในประเทศ และเกี่ยวข้องกับหลายหลายผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเมื่อมีการนำไปใช้จริงในภาคประชาสังคม ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับกับความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี ที่จะต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนนาโนเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป
“การจะพัฒนานาโนเทคโนโลยีให้มีความยั่งยืนในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม จากการดำเนินงานร่วมกันในระยะที่ 1 มีการทำงานร่วมกันระหว่างพันธมิตรทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ และได้สร้างการรับรู้เรื่องมาตรฐาน และความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี ให้กับภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคมได้อย่างกว้างขวาง และในระยะที่สองก็มีพันธมิตรเพิ่มเติม คือ กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมงานกับนาโนเทค เกี่ยวกับการจัดการวัสดุนาโน ซึ่งพันธมิตรทุกหน่วยงานจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการนำมาตรฐาน และความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยีไปใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจ และสังคมต่อไป” ดร.วรรณี กล่าว
พลตรี รศ.ดร.ชัยณรงค์ เชิดชู ประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม เรื่อง ความปลอดภัยนาโนเทคโนโลยี กล่าวว่า ความสำเร็จในระยะแรก มุ่งเน้นการสร้างความตระหนัก และความเข้าใจ เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสาขานาโนเทคโนโลยี 7 ฉบับ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการใช้นาโนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เพื่อให้เกิดการนำมาตรฐานดังกล่าวไปปรับใช้กับองค์กรของตนในอนาคต ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดสัมมนาวิชาการ นิทรรศการ และการเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความตระหนักถึงมาตรฐาน ความปลอดภัย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้นาโนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต
ซึ่งถือว่าการดำเนินการโครงการในระยะที่ 1 นั้นประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ซึ่งการดำเนินงานตลอดทั้งสองปี แม้ในระหว่างการดำเนินงาน 2 ปีที่ผ่านมา จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โควิด -19 แต่เนื่องจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งสิ้น 9 หน่วยงานได้ร่วมกันคิดหาหนทางในการแก้ปัญหาทำให้การดำเนินประสบความสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี และในระยะที่ 2 นี้ ยังคงมุ่งเน้นสร้างความตระหนักในการนำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมร่วมกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม ในขณะเดียวกันก็เน้นกิจกรรมทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมถึงจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี อย่างน้อย 2 เรื่อง/ปี
"ที่สำคัญ เราคาดหวังให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม อย่างน้อย 2 หน่วยงานต้นแบบ นำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศน์ของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นาโน ที่เชื่อมโยงกันทั้ง ภาคการผลิต ภาคบริการ และผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่ ที่สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่ใช้นาโนเทคโนโลยี สามารถลือกซื้อเลือกใช้ และสร้างมูลค่า ขยายตลาด เพิ่มการยอมรับทั้งในตลาดไทยและตลาดโลก ต่อไป” พลตรี รศ.ดร.ชัยณรงค์ย้ำ
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ JAXA พร้อมหน่วยงานพันธมิตร เปิดรับสมัครเยาวชนแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 4 ชิงแชมป์ประเทศไทย รับทุนการศึกษา 20,000 บาท
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น และหน่วยงานพันธมิตร จัดโครงการแข่งขัน The 4th Kibo Robot Programming Challenge เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าเข้าร่วมการแข่งขัน โดยมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยในด้านสะเต็มศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมทรัพยากรบุคคลรองรับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทยในอนาคต โดยทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกร่วมกับเยาวชนจากต่างประเทศในเดือนตุลาคม 2566
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ร่วมจัดโครงการแข่งขัน The 4th Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว สำหรับกติกาปีนี้ ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีสมาชิกจำนวน 3-5 คน และกำลังศึกษาไม่เกินระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางออนไลน์ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ก่อนเวลา 24.00 น. ผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc2023/
ภาพหุ่นยนต์ Astronbee ผู้ช่วยนักบินอวกาศ
ขณะกำลังทดสอบอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ
ภาพระบบจำลองระบบซิมูเลชัน สำหรับทดสอบเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee
“สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตที่ทางแจ็กซากำหนด เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโตรบี (Astrobee) ในระบบ Simulation ซึ่งจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดเหตุแอมโมเนียรั่วไหลภายในสถานีอวกาศนานาชาติ ผู้เข้าแข่งขันต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษา JAVA เพื่อสั่งการให้หุ่นยนต์แอสโตรบีเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่กำหนด โดยจะต้องเคลื่อนเข้าไปอ่าน QR Code ตามจุดที่กำหนด และยิงเลเซอร์เข้าเป้าหมายที่ถูกสุ่มขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมสถานีอวกาศนานาชาติ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความแม่นยำในการยิงเลเซอร์สู่เป้าหมายของหุ่นยนต์แอสโตรบี และเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น
ทีมตัวแทนเยาวชนไทย ขณะกำลังแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ
นักบินอวกาศญี่ปุ่นทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ
ขณะนี้ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสามารถเข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเซิร์ฟเวอร์ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp ทั้งนี้การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกในเดือนตุลาคม 2566 ต่อไป”
ด้าน นายวสันชัย วงศ์สันติวนิช ผู้บริหาร บริษัทเดลว์ แอโรสเปซ จำกัด ผู้ร่วมสนับสนุนโครงการแข่งขันในปีนี้ กล่าวเสริมว่า การเขียนโปรแกรมขึ้นไปใช้งานสำหรับหุ่นยนต์ในสถานีอวกาศฯ ถือเป็นภารกิจที่น่าสนใจและมีความท้าทาย สามารถพิสูจน์ได้ถึงทั้งฝีมือ และความละเอียดรอบคอบ ตลอดจนความรู้ความเข้าใจทั้งในเรื่องของการพัฒนาอัลกอริทึม, ด้านแมคคาทรอนิคส์ ไปจนถึงองค์ความรู้ด้านการบินและอวกาศ เพราะต้องสร้างผลงานให้กับหุ่นยนต์ที่เราไม่เคยเห็น (physically) เพื่อให้ทำภารกิจได้อย่างดีที่สุด ซึ่งหุ่นยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันในครั้งนี้ คือหุ่นยนต์แอสโตรบี (Astrobee) เป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่ใช้งานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ คอยสนับสนุนและช่วยเหลือการทำงานของนักบินอวกาศ พัฒนาโดย NASA Ames Research Center ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ขั้นสูงและเป็นศูนย์วิจัยที่พัฒนาอัลกอริทึมทั้งทางด้านการบินและอวกาศ ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของเด็กไทย ที่จะสามารถเข้าไปมีประสบการณ์กับงานในระดับโลก
“ทีมเยาวชนไทยที่ชนะการแข่งขันจะได้เป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมแข่งขัน โครงการ The 4th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์โลก ซึ่งจะมีเยาวชนเข้าร่วมแข่งขันรวม 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และไทย โดยมีนักบินอวกาศเป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติและถ่ายทอดสดลงมาที่พื้นโลกด้วย การได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนการจัดแข่งขันครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต”
ทีมเยาวชนประเทศญี่ปุ่นผู้ชนะการแข่งขันในปีที่แล้ว
ผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดข้อมูลและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ The 4th Kibo Robot Programming Challenge ได้ที่ Website: https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2023/ ,Facebook page: NSTDA SPACE Education หรือ สแกน QR Code
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปฏิทินกิจกรรม
ลงทะเบียนฟรี ! กับสัมมนาปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรม 4.0 AI & Big Data for Industrial 4.0
ใครไม่อยากตกเทรนด์ AI และ Big Data ต้องไม่พลาดสัมมนานี้
📢 ลงทะเบียนฟรี ! กับสัมมนาปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรม 4.0
AI & Big Data for Industrial 4.0
ขอเชิญผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจตลาดเทคโนโลยี AI & Big Data ในปัจจุบัน โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ การวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดอนาคตโดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data รวมถึงช่องทางการเพิ่มโอกาสและคำแนะนำการพัฒนาศักยภาพให้กับธุรกิจดิจิทัลด้วยข้อมูลที่ท่านมี โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี AI & Big Data
ผ่านการเสวนาของผู้ทรงคุณวุฒิจาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช //สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย// วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์//ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์// ประธานสมาคมหอการค้าปทุมธานี// และทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์จากบริษัท ดิจิทัลสโตร์เมช จำกัด
🗓️วันที่ 10 พฤษภาคม 66 เวลา 13:00-16:00
📌ห้อง MR219 ไบเทค บางนา
☑️ลงทะเบียน https://forms.gle/TtMC5GAmPAR8Z78F9
กิจกรรมดี ๆ ที่จะทำให้คุณได้รับโอกาสทางธุรกิจ เพื่อการสร้างสรรค์และพัฒนาธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืน
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 02 - 564-7000 ต่อ 5397
📢 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คือ พันธมิตรธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ นวัตกรรม
🔬 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📌 The Integrated Ecosystem where Innovation Grows
🎯 Faster Better Prosper
🌐 www.sciencepark.or.th
📞 02-5647200
📧 customerrelation@sciencepark.or.th
🚙https://goo.gl/maps/GHtjhg1NoJWpAbN99
ปฏิทินกิจกรรม
Weisse-ไวส์เซ่ นวัตกรรมครีมกันแดดผลึกหกเหลี่ยม
Tech: สุดล้ำ! นวัตกรรมครีมกันแดด "Weisse-ไวส์เซ่" ที่ใช้องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาครีมกันแดดจากนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีลักษณะเป็น “ผลึกหกเหลี่ยม” ทำให้โมเลกุลของสารชนกันได้สนิทแบบไร้ช่องว่าง ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ประสิทธิภาพสูงสุด หนึ่งในนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) ซึ่งจัดโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 40 หน่วยงาน
BIZ : #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พัฒนาโดย ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตนวุฒิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายครีมกันแดด Weisse-ไวส์เซ่ เชิงพาณิชย์ ติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ Line : @weisseskincare โทรศัพท์ 06 4635 1565
ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตนวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยมีปัญหาสุขภาพผิวที่เกิดจากรังสียูวี ทำให้ผิวเป็นฝ้า กะ จุดด่างดำ และที่สำคัญทำผิวเหี่ยวหย่นก่อนวัยอันควร และผิวคนไทยส่วนใหญ่มีสภาพมัน และ T-Zoneเวลาใช้ครีมกันแดดจะมีปัญหาหน้าหรือผิวขาวเกินไป ต้องทาซ้ำรหะว่างวัน และก่อให้เกิดการอุดตันผิวทำให้เกิดสิวอีก ซึ่งเป็นผลมาจากสารที่ใช้ในครีมกันแดดทั่วไปทำให้เนื้อครีมเหนียว เหนอะ และมีโมเลกุลของสารเป็นทรงกลม เมื่อโมเลกุลมาชนกันจะเกิดช่องว่างหรือรอยต่อ ทำให้ UV ทะลุไปทำลายผิวได้ ทีมวิจัยจึงมุ่งมั่นพัฒนาครีมกันแดดที่เหมาะสมกับผิวคนไทยและแก้ปัญหาและข้อจำกัดของครีมกันแดดในปัจจุบัน โดยใช้นาโนเทคโนโลยีผลิตครีมกันแดดจากนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีลักษณะเป็น “ผลึกหกเหลี่ยม” เมื่ออนุภาคของผลึกมาชนกันจะชนกันได้สนิท โอกาสที่จะเกิดช่องว่างจึงลดลง และด้วยมุมผลึกหกเหลี่ยมของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตทำให้กระจายแสงหรือสะท้อนแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยปรับผิวให้สว่างใสอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ที่สำคัญธรรมชาติของสารผลึกหกเหลี่ยมยังช่วยให้เนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และล้างออกได้ง่ายเพียงใช้สบู่อ่อนหรือโฟมล้างหน้า ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน และไม่ทำให้เกิดสิว
ครีมกันแดด Weisse ไม่เพียงโดดเด่นด้วยนวัตกรรมผลึกหกเหลี่ยมที่ช่วยกันแดดได้อย่างล้ำลึก แต่ยังมีส่วนประกอบของสารบำรุงผิวที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น Alpha arbutin, Vitamin C อีกทั้งใช้เทคโนโลยี Encapsulation ในการกักเก็บสารบำรุงให้มีความคงตัว นำส่งและปลดปล่อยสารสู่เซลล์ได้ตามเป้าหมาย ช่วยบำรุงผิวจากภายใน เป็นผลให้ฝ้า กระ จุดด่างดำดูจางลง และทำให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น
ไม่เพียงวิจัยพัฒนานวัตกรรมครีมกันแดดได้สำเร็จ ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตนวุฒิ ยังได้ผ่านการเข้าร่วมโครงการ Leaders in Innovation Fellowships (LIF) Programme ภายใต้ทุน Newton Fund โครงการความร่วมมือกับ The Royal Academy of Engineering (RAEng) ประเทศอังกฤษ ดำเนินการโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ช่วยส่งเสริมนักวิจัยไทยสู่ผู้ประกอบการและสนับสนุนผลักดันให้ผลงานวิจัยนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ครีมกันแดด Weisse คว้ารางวัลนวัตกรรมการันตีคุณภาพจากหลายเวที เช่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ของ 7 Innovation Award ในฐานะผลิตภัณฑ์ขายดี ปี 2018, รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมนวัตกรรมปกป้องผิว Excellent award from Saudi Arabia, รางวัลผลงานวิจัยยอดเยี่ยมจากประเทศรัสเซีย, รางวัลเทคโนโลยีปกป้องผิวยอดเยี่ยมระดับอาเซียน และรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมปกป้องผิวยอดเยี่ยมระดับเอเชียจากประเทศเกาหลีใต้
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา และวีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านพืชสมุนไพร
การมีส่วนร่วมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก สวทช. ปี 2566
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “การยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ด้านพืช สมุนไพร”ร่วมกับ 3 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม
โดยโครงการได้มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาดำเนินการและยกระดับการปลูกพืชสมุนไพรนำร่อง ได้แก่ ขิง ไพล ฟ้าทะลายโจร พร้อมทั้งเชื่อมโยงโดยได้รับความร่วมมือจากทาง บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัท กุยลิ้มฮึ้ง จำกัด ในการรับซื้อผลผลิตคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และเปิดช่องทางการตลาดใหม่ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากให้ยั่งยืนโดยใช้ฐานทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์
ทั้งนี้ สวทช. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานความร่วมมือ ได้แก่ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร บริษัท โอสถสภา จำกัด เพื่อวางแผนการดำเนินงานโครงการฯ คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเกษตรกร วางแผนการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการยกระดับสมุนไพรคุณภาพดี รวมทั้งเปิดรับความคิดเห็นจากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและติดตามการดำเนินการโครงการ
โดยเมื่อ วันที่ 7 มีนาคม 2566 สวทช. ได้จัดให้มีการเปิดรับความคิดเห็นของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และมหาสารคาม ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 67 คน และเจ้าหน้าที่ 21 คน เกี่ยวกับความเหมาะสมของพื้นที่ และการนำพืชที่มีความเหมาะสมในการปลูกและนำมาผลิตสมุนไพร ซึ่งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมได้ให้ความเห็นพร้อมทั้งร่วมวางแผนดำเนินการผลิตสมุนไพรร่วมกัน โดยจะมีการดำเนินการปรับปรุงพื้นที่สำหรับการปลูก จากข้อสรุปดังกล่าวจะดำเนินการปลูกขิงและไพล จำนวน 10 ไร่ในช่วงเดือนเมษายน 2566 และปลูกฟ้าทะลายโจร จำนวน 5,000 ต้น ในเดือนพฤษภาคม 2566 ตามลำดับ
เมื่อวันที 8-9 มีนาคม 2566 สวทช.ได้มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดี ขิงไพล ของจังหวัด ศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วม 67 คน เจ้าหน้าที่ 21 คน และมีหน่วยงานความร่วมมือที่เข้าร่วม ได้แก่
กรมส่งเสริมการเกษตร
สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด
สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม
ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
เกษตรกรได้เข้ารับฟังการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดีแล้วจึงให้เกษตรกรรับหัวพันธุ์ขิง และสารชีวภัณฑ์เพื่อใช้สำหรับการปลูกพืชสมุนไพรคุณภาพดีต่อไป
ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานความร่วมมือเพื่อให้คำแนะนำกับเกษตรกรทั้ง 3 จังหวัด
ปัญหาอุปสรรค: ยังไม่มีปัญหาอุปสรรค และสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่ร่วมกันประชุมหารือไว้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปลูกพืชสมุนไพร
ข้อเสนอแนะ: ยังไม่มีข้อเสนอแนะ เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปลูกพืชสมุนไพร
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ และ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2565 โอกาสนี้ สวทช. ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ไบโอเทค สวทช. และ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) สวทช. ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2565 ในสาขาวิทยาศาสตร์ และ สาขานิติศาสตร์ ตามลำดับ
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ สทป. เดินหน้าความร่วมมือด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-and-dti-sign-r-d-collaborative-agreement.html
(21 เมษายน 2566) ณ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ :กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ลงนามความบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทั้งสองหน่วยงานสนับสนุนความเชี่ยวชาญ ของบุคลากรและการสนับสนุนทรัพยกรงานวิจัยร่วมกัน โดยมีพลเอกชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ร่วมลงนาม พลตรีพีรพงศ์ โพธิ์เหมือน รองผู้อำนวยการ สปท. และดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเป็นพยานทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี และกิจกรรมนวัตกรรมเทคโนโลยีสองทางทุกรูปแบบ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็น S-Curve ตัวที่ 11 โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รับผิดชอบในการส่งเสริมและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use) ที่สร้างขีดความสามารถให้มีการใช้งานได้ทั้งในภารกิจด้านความมั่นคงและสำหรับภาคพลเรือนทั่วไปเชิงพาณิชย์
พลเอกชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กล่าวว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากทั้งสองฝ่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี และการร่วมกันจัดหาและสนับสนุนทรัพยากร เช่น งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมือ และสถานที่ ร่วมกันเสริมสร้างและแลกเปลี่ยนบุคลากร ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการ ร่วมกันจัดฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เพื่อพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถแก่บุคลากรของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนหน่วยงานในเครือข่ายความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขยายผลการนำผลงานวิจัยพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ และเชื่อมโยงกับพันธมิตรในทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยความร่วมมือจากศูนย์วิจัยภายใต้สวทช. ซึ่งมีศูนย์แห่งชาติที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถในทางวิทยาศาสตร์ อาทิ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์โลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ
ทั้งนี้พันธกิจหลักหนึ่ง คือกลุ่มศูนย์ฯ Focus Center สวทช. โดยได้มอบหมายนโยบายให้ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ มีพันธกิจในการสร้างเครือข่ายด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา NSD ได้มีความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการ ร่วมกับ สทป. ในการเป็นที่ปรึกษาและร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพื่อให้เกิดการขยายผลของการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์สู่การใช้งานด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ให้มีประสิทธิภาพ
“ในช่วงที่ผ่านมาศูนย์ NSD ได้มีความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อาทิ การเชิญเป็นคณะกรรมการจัดทำแผนที่นำทางเทคโนโลยี “การจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยีสองทางและความมั่นคง (Dual use and Security Technology) เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่มุ่งสู่ยุค 4.0 ในอนาคต” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับทิศทางของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ให้เกิดการขยายผลของการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์สู่อุตสาหกรรมให้กับประเทศ โดย สวทช. มีบทบาทหลักของการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยีและบุคลากรวิจัย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถาม FAQ แบบอัตโนมัติ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/sontana-an-faq-conversational-avatar.html
องค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรสำหรับให้บริการตอบคำถามใช่หรือไม่ ยกหน้าที่นี้ให้ ‘อวทาร์ หรือ อวตาร (Avatar)’ เป็นผู้ช่วยดูแลลูกค้าให้แก่คุณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา ‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถามแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์รวดเร็ว เกิดความประทับใจต่อองค์กร
[caption id="attachment_42325" align="aligncenter" width="700"] ดร.อัษฎางค์ แตงไทย (ซ้าย) และ ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ (ขวา) นักวิจัยทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ด้านเสียงและข้อความเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าหลากหลายด้าน อาทิ แพลตฟอร์มแปลงเสียงเป็นข้อความ แพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นเสียง แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความ แพลตฟอร์มแชตบอตหรือระบบตอบโต้อัตโนมัติ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีจุดแข็งที่สำคัญคือสามารถประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing: NLP) หรือภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
“ดังนั้นแล้วเพื่อพัฒนาต่อยอดให้ผลงานตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะด้านการดำเนินงานบริการตอบข้อซักถามทั่วไป (Frequently asked questions, FAQ) ทีมวิจัยจึงได้นำแพลตฟอร์ม 3 รูปแบบที่เปิดให้บริการแล้วอย่าง ‘พาที (Partii)’ ระบบบริการถอดความเสียงภาษาไทย ‘อับดุล (Abdul)’ ระบบบริการโต้ตอบอัตโนมัติ และ ‘วาจา (VAJA)’ ระบบบริการสังเคราะห์ภาพและเสียงภาษาไทยผ่านอินเทอร์เน็ต มาผนวกรวมกับเทคโนโลยีการสร้างอวทาร์ เพื่อให้ได้ ‘อวทาร์’ สำหรับทำหน้าที่ตอบ FAQ ตามชุดข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ด้วยสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงที่สุภาพ ตอบคำถามได้รวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5 วินาที โดยเทคโนโลยีที่ผนวกรวมทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันนี้มีชื่อเรียกว่า ‘สนทนา (Sontana)’ ส่วนอวทาร์สาวสวยที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในเวอร์ชันเปิดตัวนี้ ผู้ที่ได้ทดลองใช้ระบบต่างเรียกเธอด้วยความเอ็นดูว่า ‘น้องสนทนา’ ”
[caption id="attachment_42330" align="aligncenter" width="1000"] 3 แพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน[/caption]
[caption id="attachment_42327" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]
[caption id="attachment_42328" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]
จุดแข็งที่น่าจับตาของ ‘อวทาร์สนทนา’ ไม่ได้มีแค่เรื่องการตอบ FAQ ได้รวดเร็วจนผู้ใช้บริการประทับใจเท่านั้น การแสดงสีหน้าและท่าทางได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวาก็ดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้บริการได้ไม่แพ้กัน
ดร.อัษฎางค์ แตงไทย ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า หลังจากที่ผู้ใช้บริการสอบถามข้อมูลกับอวทาร์แล้ว แพลตฟอร์มพาที อับดุล และวาจา จะประมวลผลต่อเนื่องกันโดยอัตโนมัติจนได้เป็นชุดเสียงสังเคราะห์สำหรับให้คำตอบแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งระบบจะส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นไปยังส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของ ‘โมเดล 3D’ หรือ ‘อวทาร์’ เพื่อให้อวทาร์แสดงท่าทางขยับริมฝีปากและองค์ประกอบต่าง ๆ บนใบหน้าให้สอดรับกับถ้อยคำที่เปล่งเสียงออกไป เสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ตอบคำถามแก่ผู้ใช้บริการ
[caption id="attachment_42326" align="aligncenter" width="450"] ภาพตัวอย่างการใช้งานสนทนา[/caption]
“สำหรับการควบคุมการขยับองค์ประกอบบนใบหน้าของอวทาร์แบบอัตโนมัติ ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี Blendshapes จากแพลตฟอร์ม ARkit ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากบริษัทแอปเปิล จำกัด มาใช้ในการขยับองค์ประกอบ โดยแพลตฟอร์มนี้มีการใช้ Shapes มากถึง 52 แบบ และมีการใช้พรีเซตสระของภาษาอังกฤษ (A-E-I-O-U) ในการประมวลผล อวทาร์จึงขยับริมฝีปากและแสดงสีหน้าได้ละเอียด สมจริง มีชีวิตชีวา ซึ่งทีมวิจัยสามารถปรับแต่งการแสดงสีหน้า ท่าทาง รวมถึงเสียงสังเคราะห์ของอวทาร์ให้มีลักษณะเฉพาะตัวตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการได้อีกด้วย ส่วนทางด้านโมเดล 3D ที่ใช้สร้างเป็นอวทาร์นั้น ผู้ว่าจ้างสามารถจัดเตรียมโมเดลขององค์กรหรืองานต่าง ๆ มาด้วยตัวเอง หรือใช้บริการการผลิตโมเดลจากทางเนคเทคก็ได้เช่นกัน”
[caption id="attachment_42329" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่าง Shapes ที่ใช้ในการทำ Blendshapes[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมให้บริการแพลตฟอร์ม ‘สนทนา (Sontana)’ แก่กลุ่มธุรกิจ กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์เฮาส์ รวมถึงองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการใช้ระบบตอบคำถามอัตโนมัติด้วยภาพและเสียงแล้ว หากสนใจใช้บริการติดต่อได้ที่ฝ่ายกลยุทธ์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


