ผลการค้นหา :
A-MED Care Pharma แพลตฟอร์มเชื่อมร้านยาดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 16 อาการ
สวทช. จับมือกับ สภาเภสัชกรรม โดยการสนับสนุนจาก สปสช. เปิดตัว A-MED Care Pharma บริการเชื่อมร้านยาดูแล 16 อาการ แพลตฟอร์มดีๆ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขทั่วไทย ในงาน NSTDA Meets the Press เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พบปะพูดคุยกับนักวิจัยผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม และผู้บริหารจากสภาเภสัชกรรม ที่มาเล่าถึงการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด
สำหรับ A-MED Care Pharma เป็นแพลตฟอร์มการบริหารจัดการ การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรทอง เพื่อสนับสนุนการทำงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม นับเป็นหนึ่งในบริการของแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล ซึ่งเป็น Core Business ของ สวทช. ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาความแออัดของหน่วยบริการสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ดีเอสไอ ขยายความร่วมมือ สวทช. ด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม ยกระดับงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ
24 สิงหาคม 2566 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี
โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมลงนาม และดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ เพ็ญภาค ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมเป็นพยาน โดยความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและงานความมั่นคง ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ และเชื่อมโยงกับพันธมิตรในทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ผ่านมา สวทช. มีความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษมาระยะหนึ่ง และในครั้งนี้จะได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อขยายระยะเวลาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อไปอีก 5 ปี (ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2571) เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและงานความมั่นคง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
“การขยายความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการนำศักยภาพของบุคลากรและองค์ความรู้ตลอดจนทักษะความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ร่วมกันขยายผลการนำผลงานวิจัยพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ตามที่ได้มีความร่วมมือกันก่อนหน้านี้ เช่น ความร่วมมือในการประกวดผลงานนวัตกรรมเทคโนโลยีสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ " I4C -Innovation for Crime Combating Conference and Contest) การแลกเปลี่ยนและเป็นที่ปรึกษาด้าน Cybersecurity และ Cryptocurrency รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเป้าหมายและเป็นรูปธรรม ตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศ”
ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มีภารกิจและอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใช้วิธีการพิเศษ ตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ โดยคดีพิเศษมีลักษณะเป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน หรือมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ได้อุปกรณ์เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ประสิทธิภาพสูง ทันสมัย และเท่าทันต่อแนวโน้มของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง เนื่องจากจำเป็นต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลากหลายสาขา และยังต้องใช้บุคลากร สถานที่เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง ซึ่ง สวทช. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญหลักของประเทศในด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสนใจและเกิดความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีร่วมกันอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นทางการต่อไปอีก 5 ปี ข้างหน้าเชื่อว่าจะนำไปสู่การขยายผลงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถด้านการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษรวมถึงงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทเรียนวิกฤตโควิด-19 สู่การพัฒนา “PETE (พีท) เปลความดันลบ” นวัตกรรมเพื่อความมั่นคงด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย
นับตั้งแต่ปี 2562 โรคโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ผู้คนทั่วโลกอย่างมหาศาล เป็นแรงกระตุกครั้งสำคัญให้ผู้นำทั่วโลกตระหนักถึงความรุนแรงของโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) และหายนะที่เกิดขึ้นจากการขาดความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญความยากลำบากในการก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้มาเช่นกัน
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) และหน่วยงานพันธมิตร ผู้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา PETE (พีท) จัดเวทีถอดบทเรียนความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมรับมือวิกฤตโรคโควิด-19 อันนำไปสู่การสร้างความเข็มแข็งด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย
[caption id="attachment_46097" align="aligncenter" width="750"] PETE[/caption]
‘เสียงสะท้อนบุคลากรด่านหน้า’ ในสถานการณ์โควิด-19
“เสียงตะโกนกรีดร้องด้วยความเครียดและหวาดผวา น้ำตาที่ไหลผ่านหน้าด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัส คือความเจ็บปวดที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญในปี 2563 ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ถาโถมอย่างหนัก โรคที่ไม่มีใครไม่รู้จักและไร้ซึ่งหนทางตั้งรับ” คือ คำบอกเล่าของ นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หนึ่งในบุคลากรด่านหน้าที่ได้หวนสะท้อนถึงความรู้สึกของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางสถานการณ์อันโหดร้ายในช่วงเวลานั้น
[caption id="attachment_46106" align="aligncenter" width="750"] นพ.อนุแสง จิตสมเกษม (ขวา)[/caption]
“ตอนนั้นสถานพยาบาลทั่วประเทศต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับควบคุมการแพร่กระจายเชื้อขณะเคลื่อนย้ายคนไข้ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้บุคลากรด่านหน้าล้มป่วย หมอและพยาบาลต้องอลหม่านสร้างสรรค์อุปกรณ์เพื่อใช้งานกันเอง โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. และทีมวิจัย ได้ติดต่อเข้ามาที่วชิรพยาบาลเพื่อนำเสนอแนวคิดการต่อยอดนวัตกรรม ‘เปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ติดโรคระบาดในระบบทางเดินหายใจ'
‘นวัตกรรมฝ่าวิกฤต’ ลดความเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์
ด้วยสถานการณ์ที่คับขัน ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. เร่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาพัฒนาต้นแบบ PETE (พีท) เปลความดันลบ ในเวลาอันสั้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้บุคลากรด่านหน้าใช้รับมือโรคระบาด
[caption id="attachment_46048" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าโครงการ และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น อุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจมีความสำคัญและจำเป็นในทุกโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยมีน้อยมาก เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนที่มีอยู่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ขนย้ายลำบาก ไม่สามารถนำเข้าเครื่องเอกซเรย์ชนิด CT-scan ได้ ทีมวิจัยจึงมีแนวคิดพัฒนา PETE หรืออุปกรณ์เปลความดันลบที่ลดข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
[caption id="attachment_46045" align="aligncenter" width="750"] PETE รุ่นที่ 8 ถ่ายทอดเทคโนโลยีและมีการจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว[/caption]
“จุดเด่นของ PETE คือเปลมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว ตัวเปลมีลักษณะเป็นห้องหรือท่อพลาสติกใส (plastic chamber) ขนาดพอดีตัวคน มีระบบปรับความดันอากาศภายในเปลเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจสบาย และมีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ภายนอก นอกจากนี้อุปกรณ์ยังผ่านการออกแบบให้เคลื่อนย้ายเข้า-ออกรถพยาบาล รวมถึงเครื่องเอกซเรย์ชนิด CT Scan ได้โดยไม่ต้องพาผู้ป่วยออกจากเปล ที่สำคัญยังมีช่องถุงมือสำหรับทำหัตถการผู้ป่วย หรือสอดท่อหรือสายจากเครื่องมือแพทย์ จำนวน 6 ถึง 8 จุด เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องเปิด chamber”
[caption id="attachment_46101" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการใช้งานทางบกร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ[/caption]
[caption id="attachment_46102" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการใช้งานทางบกร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ[/caption]
[caption id="attachment_46046" align="aligncenter" width="750"] ผลงาน PETE ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ ประจำปี 2565[/caption]
เอกชนพร้อมสู้ภัยโควิด-19 เดินหน้า ‘ผลิตเชิงพาณิชย์’
นับเป็นความโชคดีที่ภายหลังทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ฝ่าฟันความยากลำบากในการวิจัยและพัฒนาต้นแบบ PETE จนประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ที่มีความพร้อมด้านการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีในทันที เพื่อเร่งผลิตอุปกรณ์ช่วยเหลือสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่กำลังเดือดร้อน
[caption id="attachment_46098" align="aligncenter" width="750"] คุณสกุล คงธนสาโรจน์ (ซ้าย) นาวาอากาศเอก พยงค์ รัตนสุข (คนที่ 2) คุณอานนท์ ศรีจักรโคตร (คนที่ 3)[/caption]
คุณอานนท์ ศรีจักรโคตร วิศวกรอาวุโส บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย PETE เล่าว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตรถพยาบาลและรถที่ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติงานทางการแพทย์แบบเคลื่อนที่ จึงทราบดีว่าในปี 2563 บุคลากรด่านหน้าต้องเผชิญความยากลำบากในการทำงานเพียงใด พอทราบข่าวว่าเอ็มเทคพัฒนาต้นแบบ PETE ได้สำเร็จ เราจึงติดต่อขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีทันที
“จากการดำเนินงานร่วมกับทีมวิจัยตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้มีโอกาสได้ทราบว่าทีมวิจัยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดในการเลือกใช้ ‘อุปกรณ์การผลิต’ เพราะตอนนั้นทั่วโลกต่างมีความต้องการวัสดุสำหรับการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์สูง อีกทั้งการขนส่งระหว่างประเทศยังทำได้ยากลำบาก ทีมวิจัยจึงต้องพยายามเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผลิตได้ภายในประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านพ้นมาได้แล้วผลดีที่เกิดขึ้นคือเราสามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้เองในยามวิกฤตได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงกำลังการผลิตจากภายนอก อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ยังมีราคาถูกกว่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศหลายเท่าตัว ช่วยเพิ่มโอกาสให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง”
ปัจจุบัน บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ร่วมกับทีมวิจัยเอ็มเทค พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต้นแบบ PETE เปลความดันลบ มาแล้วถึง 9 รุ่น ซึ่งรุ่นที่ 9 เป็นรุ่นที่บุคลากรทางการแพทย์ให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทัดเทียมกับสินค้าที่จำหน่ายในตลาดโลก นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ HI PETE (ไฮ พีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับใช้ทดแทนห้องความดันลบในสถานพยาบาลในกรณีมีห้องไม่เพียงพอ และใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลสนามหรือสถานที่กักตัวภายในชุมชนด้วย
[caption id="attachment_46043" align="aligncenter" width="747"] HI PETE[/caption]
[caption id="attachment_46042" align="aligncenter" width="750"] HI PETE[/caption]
[caption id="attachment_46044" align="aligncenter" width="750"] HI PETE[/caption]
ส่งมอบ ‘เปลความดันลบ’ เกราะคุ้มกันกำลังพลคนด่านหน้า
ด้วยแรงสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำให้บริษัทสุพรีร่าฯ ผลิตและส่งมอบอุปกรณ์ให้แก่สถานพยาบาลทั่วประเทศได้แล้วมากกว่า 120 ชุด
คุณสกุล คงธนสาโรจน์ นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า การได้ PETE มาใช้งาน ช่วยลดภาระงานเจ้าหน้าที่อย่างมาก จากที่ต้องใช้เวลานำแผ่นพลาสติกซีลภายในรถทั้งคันเป็นเวลาหลักชั่วโมงต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 1 ครั้ง เหลือเพียงใช้เวลาติดตั้งอุปกรณ์ 5 นาทีเท่านั้น อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยหลังจากเคลื่อนย้ายมายังสถานพยาบาลก็ทำได้สะดวกขึ้นมาก ทุกคนที่ได้ใช้งานรู้สึกสะดวก คลายความกังวล และมีความสุข
แม้วันนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย จะพบจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมากจนใกล้กลับคืนสู่สถานการณ์ปกติแล้ว แต่สถานพยาบาลต่าง ๆ ก็ยังคงใช้ PETE ในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรง อาทิ วัณโรค (Tuberculosis) อีสุกอีใส (Chickenpox) เพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปจากการแพร่กระจายเชื้ออยู่เสมอ
[caption id="attachment_46049" align="aligncenter" width="750"] ภาพการส่งมอบ PETE ในปี 2564[/caption]
‘พลังความร่วมมือ’ หนทางก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19
ผลความสำเร็จในพัฒนา PETE เปลความดันลบ จากต้นแบบในห้องปฏิบัติการสู่ผลงานที่ส่งมอบให้แก่สถานพยาบาลเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด “ความร่วมแรงร่วมใจ” จากทุกภาคส่วน
ดร.ศราวุธ เล่าว่า นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในการนำสรรพกำลังและความเชี่ยวชาญสหสาขามาบูรณาการการทำงาน ต้องขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ร่วมฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้งานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้ข้อมูลปัญหาที่ชัดเจน และร่วมให้ความเห็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ วชิรพยาบาล โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แหล่งทุนวิจัยต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) รวมถึงภาคเอกชน ได้แก่ เครือมติชน บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทอีสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด และประชาชนที่ร่วมบริจาคงบประมาณในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมให้มีความถูกต้องทางวิศวกรรมและตอบโจทย์ผู้ใช้
“อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนด้านการทดสอบมาตรฐานจากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) มาตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ส่งผลดีด้านการสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่หน้างานเป็นอย่างมาก”
ต่อยอดนวัตกรรม PETE ‘เคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศและทางน้ำ’
PETE ไม่เพียงเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำในอนาคต ทีมวิจัยยังตั้งเป้าพัฒนาขยายผลการใช้งาน PETE ให้เป็นอุปกรณ์ที่พร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในทุกสถานการณ์
ดร.ศราวุธ เล่าว่า ก้าวต่อไปของ PETE คือการพัฒนาอุปกรณ์ให้ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ทั้งทางอากาศและทางน้ำ โดยปัจจุบันทีมวิจัยกำลังร่วมกับหน่วยงานการแพทย์และศูนย์ทดสอบต่าง ๆ ในการทดสอบอุปกรณ์ภายใต้สถานการณ์จำลอง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับปรุงและจัดทำรายงานทางคลินิกเพื่อยื่นขอรับรองมาตรฐานอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสากลในหัวข้อต่าง ๆ เพิ่มเติม นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ตามที่ นาวาอากาศเอก พยงค์ รัตนสุข นายทหารนิรภัยเวชกรรมการบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ได้ให้กำลังใจไว้ว่า ‘Go higher!’ ”
[caption id="attachment_46047" align="aligncenter" width="750"] PETE รุ่นที่ 9 อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานให้ครอบคลุมภาคพื้นดิน ภาคอากาศ และภาคน้ำ เพื่อเตรียมการขยายผลในและต่างประเทศ[/caption]
การทำวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศและทางน้ำ ได้รับการสนับสนุนจาก ศลช. รวมถึงพันธมิตร อาทิ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และกองบังคับการตํารวจน้ำ (สุราษฎร์ธานี) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
[caption id="attachment_46103" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ[/caption]
[caption id="attachment_46105" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบจำลองภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางน้ำ (แม่น้ำ) โดยศูนย์วิทยุวัฒนะจังหวัดปทุมธานี[/caption]
“ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานวัตกรรมและขยายผลการใช้งาน PETE เปลความดันลบในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (medical hub) แห่งเอเชียตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วย” ดร.ศราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
หากคุณสนใจร่วมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม PETE รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ติดต่อได้ที่ pete@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ผนึกกำลัง บ.สยามคูโบต้าฯ ยกระดับเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ
(วันที่ 22 สิงหาคม 2566) ณ คูโบต้าฟาร์ม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการอาวุโส บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเกษตร/เกษตรอัจฉริยะ
โดยมี ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. และนายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Business Value Creation บริษัทสยามคูโบต้าฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งการลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ให้ถึงมือเกษตรกรและชุมชนโดยรอบ ภายใต้ความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation, EECi)
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ผ่านมา สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรอัจฉริยะ ที่เป็นผลงานจากนักวิจัยไทย เช่น ระบบควบคุมการให้น้ำตามความต้องการของพืชสำหรับพืชแปลงเปิด (ระบบฟาร์มรักษ์น้ำ) HandySense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ (smart green house) เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aqua IoT) กล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการปลูกพืช (Water Fit simple) เป็นต้น การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรในภาคตะวันออก สวทช. ได้ดำเนินงานผ่านหน่วยงาน EECi ที่มีการเตรียมความพร้อมเป็นศูนย์กลางในการพัฒนางานวิจัยและสนับสนุนให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง
สวทช. ใช้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในชุมชน รวมทั้งนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะหลากหลายมาติดตั้งในพื้นที่ของคูโบต้าฟาร์ม เพื่อร่วมกันเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะบนพื้นที่ของฟาร์ม ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิจัยและนักวิชาการของทั้งสองหน่วยงาน รวมถึง มีเกษตรกรจำนวนมากได้เข้ามาเรียนรู้และได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สวทช. ยินดีอย่างยิ่ง ที่จะร่วมกับบริษัทฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรในประเทศไทย เพื่อร่วมกันศึกษาวิจัย ทดสอบ และสนับสนุนให้เกิดการประยุกต์และขยายผลใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาพื้นที่/สถานีเรียนรู้ สาธิตการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรพร้อมองค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีเกษตร/เกษตรอัจฉริยะระหว่างบุคลากรทั้งสองฝ่าย และผลักดันให้เกิดการขยายผลสู่การปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย รวมทั้งช่วยกันพัฒนาและยกระดับเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจ เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย สวทช. ยินดีให้การสนับสนุนองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นผลงานวิจัยของ สวทช. เพื่อจะได้ร่วมกันยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทย ในยุค Thailand 4.0 และร่วมกันขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วยการนำองค์ความรู้มายกระดับประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในประเทศไทย
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการอาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาความร่วมมือกับ สวทช. จัดทำพื้นที่ต้นแบบสาธิตการใช้เทคโนโลยี Smart Farming ในพื้นที่คูโบต้าฟาร์ม เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรครบวงจรและสัมผัสการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านประสบการณ์ตรง อีกทั้งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้
ซึ่งความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ เพื่อคึกษาวิจัยและสนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อุปกรณ์ IoT และเทคโนโลยีต่างๆ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนา Smart Farming ในประเทศไทยให้สามารถเกิดขึ้นจริง และเกิดการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2566 พร้อมร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโครงการ TAIST-Tokyo Tech
(เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานกล่าวเปิดพิธีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติโครงการ TAIST-Tokyo Tech ประจำปีการศึกษา 2566 ของโครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.จุนอิจิ อิมูระ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (TAIST-Tokyo Tech) กล่าวต้อนรับผู้สำเร็จการศึกษาและเป็นผู้มอบใบประกาศนียบัตร โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา เป็นผู้มอบของที่ระลึกให้กับผู้สำเร็จการศึกษาและ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนาเข้าร่วมในพิธี
สำหรับในปีการศึกษา 2566 มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 47 คน จาก 3 หลักสูตร ดังนี้
1 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program) 10 คน
2 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things : AIoT Program) 17 คน
3 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน(Sustainable Energy and Resources Engineering program : SERE Program) 20 คน
นอกจากนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรในหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งระบบราง (Rail Transport Program Director : RT Program) จำนวน 15 คน
ทั้งนี้โครงการ TAIST-Tokyo Tech ดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทย 5 สถาบัน ได้แก่ 1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ5.มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีอธิการบดีและผู้แทนแต่ละสถาบันเข้าร่วมและแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ในโอกาสนี้ นายกฤต เอนกศิริพงศ์ ตัวแทนนักศึกษารุ่นน้องจากหลักสูตร AIoT ได้กล่าวคำอำลารุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษา โครงการ TAIST-Tokyo Tech ครั้งนี้ด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมของงานพัฒนากำลังคน
ไบโอเทค-สวทช. ปฏิวัติวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนด้วย “อควาเจด” นวัตกรรมสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียวต้านโรคไวรัสเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
22 ส.ค. 66 ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัวนวัตกรรมเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน “อควาเจด” (AquaJade) ผลิตภัณฑ์สาหร่ายเซลล์เดียวเพื่อควบคุมโรคระบาด ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่มีความท้าทายในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์นี้พัฒนาขึ้นโดย ดร.วรรณวิมล ศักดิ์เสมอพรหม และ ดร.เพทาย จรูญนารถ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. โดย “อควาเจด” มีศักยภาพกระตุ้นความสามารถของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ช่วยจัดการกับความเสียหายจากโรคระบาดและส่งเสริมแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาการลดลงของปริมาณกุ้งส่งออกอย่างต่อเนื่องจากการผลิตกุ้งได้ 400,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในปี พ.ศ. 2553 ลดลงเหลือ 148,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเงิน 4 หมื่นล้านบาท ในปี พ.ศ. 2565 “เพราะเหตุใดประเทศผู้นำโลกด้านการส่งออกกุ้งจึงมีการผลิตลดลงได้ถึงเพียงนี้?” เป็นคำถามสะท้อนจาก ดร.วรรณวิมล ศักดิ์เสมอพรหม นักวิจัยไบโอเทค ผลผลิตที่ลดลงอย่างมากนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาดสำคัญ การแข่งขันสูงกับประเทศคู่แข่ง และที่สำคัญที่สุดคือ ความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากการระบาดของเชื้อโรค การระบาดดังกล่าวนำไปสู่การสูญเสียอย่างร้ายแรง ซึ่งมักจะสูงถึง 60% ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้โอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมลดลง การจัดการปัญหาการติดเชื้อในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีภัณฑ์อื่น ๆ จึงถูกนำมาใช้ฆ่าแบคทีเรียและปรสิตก่อโรค
อย่างไรก็ดี ดร.เพทาย จรูญนารถ นักวิจัยไบโอเทค ได้เน้นย้ำว่า สารเคมีดังกล่าวไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสได้ และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ยาปฏิชีวนะจะปนเปื้อนในผลผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งอาจส่งผลเหนี่ยวนำให้สิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารลำดับถัดไปเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะได้ ฉะนั้นเพื่อเป็นการต่อสู้กับความท้าทายเหล่านี้ “อควาเจด” ได้นำเสนอเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เพื่อการจัดการโรคระบาดในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยได้ใช้ประโยชน์จากสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียวซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์น้ำขนาดเล็กหลายชนิด เช่น ลูกกุ้งและลูกปลา เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคในลักษณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ดร.วรรณวิมล อธิบายว่า ในการทดสอบอาหารผสม “อควาเจด” การให้ลูกกุ้งกินอาหารปกติเปรียบเทียบกับอาหารผสมผง “อควาเจด” ในอัตราส่วน 1:1 เป็นเวลา 4 วันก่อนการติดเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว พบว่า ในวันสุดท้ายของการทดสอบ อัตรารอดของลูกกุ้งในกลุ่มที่กินอาหารปกติมีน้อยกว่า 10% ในขณะที่อัตรารอดของลูกกุ้งในกลุ่มที่กินอาหารผสม “อควาเจด” สูงถึงเกือบ 70%”
เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและการนำไปใช้ได้จริง สาหร่ายเซลล์เดียวจะต้องผ่านกระบวนการทำสาหร่ายแห้งก่อนผสมอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของสาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรมในสิ่งแวดล้อม โดย ดร.เพทาย เปิดเผยว่า ผงสาหร่ายที่ได้จากการทำแห้งนี้ สามารถนำไปผสมเพื่อขึ้นรูปเป็นเม็ดอาหารสำหรับกุ้ง ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการประยุกต์ใช้เพื่อการป้องกันโรคและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน
แม้ว่าศักยภาพของ “อควาเจด” ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นจะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพอย่างน่าพึงพอใจ แต่ผลิตภัณฑ์ยังคงมีความท้าทายในด้านการผลิตในปริมาณมาก โดยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรมในลักษณะนี้ จะต้องดำเนินการในระบบปิดภายใต้สภาวะควบคุมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เป็นไปตามกฎหมายของแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังมีความจำเป็นต้องศึกษาอายุการเก็บรักษา และปริมาณสาหร่ายที่เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส
เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจเทคโน (techno-economic) รวมถึงต้นทุนที่ใช้ที่ส่งผลให้เห็นผลชะลอการตายของกุ้งจากโรคไวรัสได้ ทั้งนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำตามเวลาที่เปลี่ยนไป เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ส่งออกของไทยจะมีโอกาสในการปรับรูปแบบธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแนวใหม่ เพื่อการผลิตกุ้งระดับพรีเมียมซึ่งสอดคล้องกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน รวมไปถึงผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้ “อควาเจด” ไม่ได้เพียงแต่ช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ยังแสดงถึงกระบวนการผลิตกุ้งด้วยระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
“ด้วยการสนับสนุนจากภาคส่วนรัฐบาล ผู้ลงทุนภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ “อควาเจด” พร้อมแล้วที่จะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยความร่วมมือกับผู้ที่มีบทบาทหลักในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทีมวิจัยมีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดการค้นพบของเราให้เป็นประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้สำหรับผู้ผลิตกุ้ง ผู้ส่งออก และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด นำไปสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอย่างยั่งยืน” ดร.วรรณวิมล กล่าวสรุป
ข่าวประชาสัมพันธ์
คณะวิศวะ จุฬาฯ จับมือเอ็มเทค สวทช. และ อพวช. เป็นเจ้าภาพจัด “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ IDC RoBoCon 2023”
19 สิงหาคม 2566 อิมแพค เมืองทองธานี : คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.)
เป็นเจ้าภาพจัด “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ IDC RoBoCon 2023 ” ภายใต้หัวข้อ “Thailand: The World’s Kitchen” ประเทศไทย: ครัวของโลก รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 ” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยในปีนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และมี 8 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อินเดีย เม็กซิโก อียิปต์ และไทย
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงที่มาของการแข่งขันฯ ว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่สนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไทย เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแข่งขันการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ในระดับประเทศมาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ครั้งที่ 33 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 ต่อจากในปี 2550 และปี 2559 ในรูปแบบ Hybrid โดยนักศึกษาไทยได้มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าแข่งขัน เพื่อสร้างประสบการณ์และแลกเปลี่ยนเสริมสร้างความรู้ในเชิงวิศวกรรมและปฏิบัติระหว่างกัน นำไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศ พร้อมรับมือและปรับตัวให้เท่าทันกับเทรนด์เทคโนโลยีของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ศ. ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญต่อการศึกษาและการผลิตกำลังคนทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นหน่วยงานหลักในจัดการแข่งขันครั้งนี้ โดยการแข่งขันระดับนานาชาติเป็นรูปแบบจัดทีมแข่งขันแบบคละนักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ทำให้นักศึกษาไทยได้นำความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ในการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ฝึกฝนทักษะการทำงานและการสื่อสารกับนักศึกษาประเทศต่าง ๆ ส่วนในโจทย์ปีนี้เป็นการแข่งขันภายใต้หัวข้อ “Thailand: The World’s Kitchen” หรือ ประเทศไทย: ครัวของโลก สอดคล้องกับการส่งเสริมให้อาหารไทยเป็น soft power ที่สำคัญในการสร้างจุดขายให้กับประเทศและสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย”
การแข่งขันครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมจำนวน 34 คน จากนักศึกษาจำนวนที่เข้าร่วมทั้งหมด 91 คน แบ่งเป็น 13 ทีม ๆ ละ 7 คน แบบคละประเทศ ในรูปแบบ On-site และ Online ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัดคือ 10 วัน (ระยะเวลาเก็บตัวและสร้างหุ่นยนต์แข่งขันตั้งแต่วันที่ 7-19 สิงหาคม 2566 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และวัสดุและอุปกรณ์ที่กำหนดให้เท่านั้น โดยนักศึกษาต้องอาศัยทักษะต่าง ๆ ตั้งแต่การสื่อสารทำความรู้จักกัน แบ่งปันไอเดียความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ทางวิศวกรรมพื้นฐาน เพื่อออกแบบและสร้างหุ่นยนต์พิชิตโจทย์ปัญหา โดยทีมที่ชนะการแข่งขันทีมชนะเลิศ Purple ทีมรองชนะเลิศ Light Blue ทีมรองชนะเลิศอันดับที่สอง Navy และ Yellowทีมออกแบบยอดเยี่ยม Navy
ทีมชนะเลิศ Purple
ทีมรองชนะเลิศอันดับที่สอง Navy และ Yellow
ทีมออกแบบยอดเยี่ยม Navy
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้อำนวยการ สวทช. เข้าชมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566” พร้อมให้กำลังใจน้อง ๆ ที่ร่วมกิจกรรมระบายสี Magik Color ภายในบูธ สวทช.
18 สิงหาคม 2566 : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เยี่ยมชมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ให้การต้อนรับ
พร้อมเข้าชมและให้กำลังใจน้อง ๆ ที่ร่วมสนุกกับการระบายสีกระเป๋าผ้าด้วยแป้งพิมพ์สีธรรมชาติ Magik Color ภายในบูธ สวทช. ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจและเสียงตอบรับจากน้อง ๆ ครู และผู้ปกครองอย่างล้นหลาม .....ยังเหลืออีก 2 วันเท่านั้นกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมสนุกได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00-19.00 น. ณ Hall 9-11 อิมแพค เมืองทองธานี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดตัว Industry 4.0 Platform:แพลตฟอร์มยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยดิจิทัล เสริมศักยภาพผู้ประกอบการแบบครบวงจร
17 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง นำโดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดสัมภาษณ์พิเศษในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง Industry 4.0 Platform แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม4.0 ผลักดันผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรมสมัยใหม่ EECi สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกต่างกำลังตื่นตัวต่อการปฏิวัติสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในสายการผลิตเพื่อยกระดับสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของไทยยังอยู่ที่ระดับ 2–3 เท่านั้น ซึ่งหากไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ ดังนั้นการยกระดับภาคการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0 จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เป็นความท้าทายต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคแรงงาน ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อีกทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายสำคัญของประเทศและสอดคล้องกับการพัฒนาตามแนวทาง Thailand 4.0
“การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้สำเร็จและยั่งยืน จำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน และเป็นขั้นเป็นตอน สวทช. ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนจัดทำ ‘Industry 4.0 Platform’ แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการแบบครบวงจร มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนและของเสีย เพิ่มคุณภาพของการผลิตสินค้า ปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับมาตรฐานต่างๆ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งใน “NSTDA Core Business” ของ สวทช. ที่มุ่งสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ”
การยกระดับภาคการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของ Industry 4.0 Platform ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก อันดับแรกคือการประเมินความพร้อมของสถานประกอบการโดยผู้เชี่ยวชาญว่ามีข้อจำกัดหรือปัญหาในเรื่องใด เพื่อหาแนวทางการพัฒนาอย่างเหมาะสมกับบริบทขององค์กร เมื่อทราบผลประเมินแล้ว ถัดมาคือการวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติการ (Transformation roadmap) ที่มีรายละเอียดในการดำเนินงานอย่างชัดเจน และสุดท้ายคือการติดตั้งระบบและอุปกรณ์ในโรงงาน มีการนำเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้งานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะดำเนินการผ่านกิจกรรมและบริการภายใต้ Industry 4.0 Platform
“Industry 4.0 Platform มีงานที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) i4.0 Maturity คือศูนย์ข้อมูลความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนา Thailand i4.0 Index ดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรม 4.0 2) i4.0 Consulting คือการให้บริการที่ปรึกษาทางด้านเทคนิค โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในทุกสาขาตามความจำเป็นขององค์กร ให้ข้อเสนอแนะ คำปรึกษา และคำแนะนำด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์ที่พร้อมสนับสนุน รวมถึงบริการวิจัยและพัฒนา บริการถ่ายทอดเทคโนโลยี บริการวิเคราะห์ทดสอบ และ 3) i4.0 Training การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในทุกระดับ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น หลักสูตรสำหรับ System Integrator (SI) หลักสูตร Industry 4.0 สำหรับผู้บริหารระดับสูง”
ดร.รวีภัทร์ กล่าวว่า Industry 4.0 Platform ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรทั้งภายในและภายนอก สวทช. อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันเครือข่ายและหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ อาทิ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงองค์กรหรือบุคลากรด้าน System Integration
“สวทช. มีนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาที่เป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่เป็นขุมพลังในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ยกตัวอย่าง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ซึ่งมีเทคโนโลยีนำร่องการให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทยแล้ว เช่น แพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT and Data Analytics Platform) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระบบภายในโรงงานผ่านเซนเซอร์และ IoT เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการการทำงานของเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีบริการพร้อมถ่ายทอดสู่อุตสาหกรรม รวมทั้งยังมีการพัฒนา Autonomous Mobile Robots หรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติซึ่งสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายด้าน อาทิ การขนถ่ายสินค้า หุ่นยนต์บริการ
ดร.รวีภัทร์ กล่าวว่า เป้าหมายของการร่วมกันพัฒนา Industry 4.0 Platform เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความรู้ความเข้าใจ และมีแนวทางในการลงทุนยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสามารถ “ลงมือดำเนินการ” ยกระดับสถานประกอบการได้ตามลำดับความจำเป็น สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กรและสอดคล้องกับบริบทของไทย อีกทั้งข้อมูลที่ได้รับจากการประเมินความพร้อมจะมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ สามารถใช้เป็นฐานในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เข้าใกล้อุตสาหกรรม 4.0 และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเทคโนโลยีเป้าหมาย: • ผู้ประกอบการไทยในภาคอุตสาหกรรม • องค์กร/บุคลากรด้าน System Integration
ติดต่อสอบถาม E-mail: i4Platform@nstda.or.th LINE ID: @i4Platform Facebook: Thailand i4.0 Platform
Website: https://www.nstda.or.th/i4Platform
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้อำนวยการ สวทช. มอบดอกไม้แสดงความยินดี 2 นักวิจัย สวทช. ในโอกาสเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลกลุ่มนักเทคโนโลยีดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2565
For English-version news, please visit : NSTDA researchers honored with Technologist Awards 2022
17 สิงหาคม 2566: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ 2 นักวิจัย สวทช. ที่ได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลกลุ่มนักเทคโนโลยีดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2565 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 ประเภทกลุ่ม ได้แก่ โครงการ“ระบบติดตามตรวจวัดข้อมูลระยะไกลด้านความปลอดภัยเขื่อน” (Dam Safety Remote Monitoring System: DS-RMS) โดย ดร.กนกเวทย์ ตั้งพิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (ACERG) และทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2565 ได้แก่ โครงการ “โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูงเพื่องานวิจัยวัสดุขั้นสูง” (High Performance Computing Infrastructure for Advanced Materials Research) โดย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ หัวหน้าทีมวิจัยโครงสร้างพื้นฐานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.
รางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่นักวิจัย สวทช. ได้สร้างสรรค์ มุ่งมั่นและตั้งใจ
ในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำไปตอบโจทย์ของประเทศ
และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
A-MED Care Pharma แก้วิกฤติโรงพยาบาลแออัด หนุน สภาเภสัชฯ-สปสช. ดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาที่ ‘ร้านยาคุณภาพ’
วันที่ 16 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อาคารโยธีนำโดย ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล (Digital Healthcare Platform) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยทีมวิจัย A-MED สวทช. และ ภญ.เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองร้านยาคุณภาพ สภาเภสัชกรรม เปิดสัมภาษณ์พิเศษในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง ระบบ A-MED Care Pharma บริการ ‘เชื่อมร้านยา ดูแล 16 อาการ’ แพลตฟอร์มดี ๆ เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขทั่วไทย โดยเทคโนโลยี A-MED Care แพลตฟอร์มหลังบ้านในการบริหารจัดการ การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรทอง
เพื่อสนับสนุนการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสภาเภสัชกรรม หนึ่งในบริการของแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล ซึ่งเป็น Core Business ของ สวทช. โดยมุ่งเป้าใช้นวัตกรรมแก้ไขปัญหาเรื่องความแออัดของหน่วยบริการสาธารณสุข ช่วยประชาชนเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล (Digital Healthcare Platform) สวทช. กล่าวว่า ระบบ A-MED Care พัฒนาโดย สวทช. เพื่อเป็นแพลตฟอร์มหลังบ้านในการบริหารจัดการ การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรทองของร้านยาภายใต้การกำกับของสภาเภสัชฯ และ สปสช. ซึ่งร้านยาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านมาตรฐานหลักวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน ของกระทรวงสาธารณสุข และผ่านเกณฑ์การเป็นร้านยาคุณภาพของสภาเภสัชกรรม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรในเรื่องการใช้ยาและการปฏิบัติตัวต่างๆอย่างมีมาตรฐานและเหมาะสม
“ในการพัฒนาเทคโนโลยี A-MED Care Pharma ทีมวิจัยพัฒนาระบบการวินิจฉัยโรค การจ่ายยาตามอาการนำของโรค ระบบติดตามอาการทางไกลผ่านระบบ Telehealth สำหรับเภสัชกร และระบบการเบิกจ่าย e-claim ไปยังกองทุน สปสช. เพื่อให้รองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีร้านยาเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,167 ร้านทั่วประเทศ มีประชาชนสิทธิบัตรทองที่เจ็บป่วยเล็กน้อยเข้ารับบริการแล้วมากกว่า 240,000 คน เป็นการรับบริการมากกว่า 450,000 ครั้ง โดยพบว่าผู้ป่วยที่มารับบริการที่ร้านยา 92% หายป่วยและดีขึ้น มีการส่งต่อแพทย์ประมาณ 2% และอยู่ระหว่างการดูแล 6% (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2566) สำหรับก้าวต่อไป ทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนาระบบ A-MED Care Pharma ในบริการจ่ายยาเพื่อลดความแออัด หรือ ระบบ e-prescription รูปแบบที่เรียกว่า โมเดล 3 เพื่อให้ร้านยาได้ใช้งานระบบเดียว ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ตั้งแต่ขั้นตอน การบันทึก การรายงาน และการส่งเบิกจ่ายเป็นระบบเดียวในร้านยา”
ภญ.เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองร้านยาคุณภาพ สภาเภสัชกรรม กล่าวว่า ความแออัดในโรงพยาบาลและหน่วยการบริหารสาธารณสุขเป็นปัญหาใหญ่ในการเข้ารับบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพ ประชาชนต้องเสียเวลานานในการรอคอยเพื่อพบแพทย์และรับยา บุคลากรทางการแพทย์ต่างเหนื่อยล้าจากภาระงานที่มีมากเกินกว่าจะรองรับได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางสภาเภสัชกรรมในทุกวาระได้พยายามขับเคลื่อนร้านยาเพื่อให้เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในปี 2562 สปสช. ได้มีการประกาศให้ “ร้านยาเป็นหน่วยร่วมบริการ” และเกิดโครงการลดความแออัดขึ้น โดยผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีอาการคงที่ให้สามารถไปรับยาที่ร้านยาเพื่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลารอคอยที่โรงพยาบาลและยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลอีกด้วย
“กระทั่งในช่วงวิกฤตการระบาดของโรคโควิด 19 สภาเภสัชกรรมได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือวิกฤตของประเทศในขณะนั้น โดยให้ร้านยาเป็นจุดแจกชุด ATK และร่วมเป็นหน่วยติดตามดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 19 ในการแยกตัวที่บ้าน (Home Isolation) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทีมงานเภสัชกรได้รู้จักและใช้งานในระบบ A-MED Care จากนั้นได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ใน โครงการเจอ แจก จบ หรือ โครงการ Self-isolation ที่ร้านยา (เป็นหน่วยร่วมบริการส่งต่อเฉพาะด้านเภสัชกรรมของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้ให้บริการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 19 (กลุ่มสีเขียว) ที่บ้าน โดยใช้ระบบ A-MED Care ในการบันทึกอาการ จ่ายยา และติดตามอาการไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายค่าบริการ ซึ่งมีประชาชนเข้าใช้งานกว่า 6 หมื่นคน จาก 700 ร้านยาที่ร่วมโครงการ
สภาเภสัชกรรมเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในการเข้ามาช่วยยกระดับบริการทางสาธารณสุขให้แก่ประชาชน ในปีงบประมาณ 2566 จึงมุ่งเป้าเพิ่มบริการเชิงรุกเปิดให้ ผู้ป่วยบัตรทองเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ เช่น ปวดหัว เวียนหัว ปวดข้อ เจ็บกล้ามเนื้อ ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย ผื่นคัน และบาดแผล มารับยากับเภสัชกรที่ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยระบบ A-MED Care Pharma ช่วยให้การให้บริการของเภสัชกรในโครงการเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ใช้งานง่าย มีความเสถียรและมีแอดมินคอยช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดเวลา ผนวกกับการดูแลจ่ายยา ให้คำแนะนำ ติดตาม หรือส่งต่อพบแพทย์ เป็นโครงการที่ตรงตามความต้องการของประชาชน จะเห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยมารับบริการมีจำนวนถึง 2 แสนคน มารับบริการที่ร้าน 4 แสนกว่าครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2566) และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย สปสช.เองก็ได้ตั้งเป้าหมายให้ร้านยาบริการต่อเนื่องไปในปีงบประมาณ 2567 และให้ขยายกลุ่มอาการเพิ่มขึ้นและมียาสมุนไพรเข้ามาใช้เป็นทางเลือกอีกด้วย
ในโครงการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการที่ร้านยานี้ เภสัชกรจะแนะนำการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น และหลังจากได้รับยาไปแล้ว 3 วัน จะมีการติดตามผลการใช้ยาว่าผู้ป่วยดีขึ้นหรือไม่อย่างไร สำหรับระบบการบันทึกการให้บริการ การจ่ายยา การติดตามอาการ และขั้นตอนการเบิกจ่ายค่าบริการจะดำเนินการผ่านระบบ A-MED Care Pharma ที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งเภสัชกรในโครงการฯล้วนให้ความเห็นตรงกันว่าเป็นระบบที่ใช้งานง่าย มีความเสถียร และมีผู้ประสานงานแก้ไขปัญหาต่างๆให้เภสัชกรแทบจะตลอดเวลาการใช้งาน ทั้งนี้ประชาชนสิทธิบัตรทองสามารถใช้บริการโดยสังเกตสติ๊กเกอร์ของร้านยาที่เขียนว่าร้านยาคุณภาพของฉัน หรือตรวจสอบรายชื่อร้านยาในโครงการได้ที่เว็บไซต์ สปสช. หรือสายด่วน สปสช. 1330”
ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองร้านยาคุณภาพ สภาเภสัชกรรม กล่าวด้วยว่า สำหรับก้าวต่อไปในปี 2567 คือ การพัฒนาระบบ A-MED Care Pharma ในบริการจ่ายยาเพื่อลดความแออัด หรือ ระบบ e-prescription รูปแบบที่เรียกว่า โมเดล 3 เพื่อให้ร้านยาได้ใช้งานระบบเดียว ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้ง ระบบการบันทึก การรายงาน และการส่งเบิกจ่าย เป็นระบบเดียวในร้านยาซึ่งจะทำให้ร้านยาไม่ต้องใช้หลายระบบในการทำงานบันทึกการให้บริการ ซึ่งเป็นความท้าทายของวิชาชีพเภสัชกรในการปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่ (New Normal) เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมบริการต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมโยง ประมวลผล และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบ A-MED Care คือหนึ่งในบริการของแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล (Digital Healthcare Platform) ซึ่งเป็น Core Business ของ สวทช. มีพันธกิจหลักในการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านดิจิทัล เช่น เทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ที่ส่งผ่านข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับการดูแลสุขภาพขั้นปฐมภูมิของประชาชนให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผู้ป่วยสามารถรับยาใกล้บ้านได้สะดวก รวดเร็ว ลดการเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งแบ่งเบาภาระงานของโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ นับเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลของประเทศไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
A- MED ร่วมกับ CREATe Asia ลงนามในบันทึกข้อตกลง The CREATe Asia Agreement 2023 ฉบับใหม่
For English-version news, please visit : NSTDA collaborates with global partners to advance assistive technologies
9 สิงหาคม 2566 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A- MED) ร่วมกับ กลุ่มความร่วมมือวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย (CREATe Asia) ลงนามในบันทึกข้อตกลง The CREATe Asia Agreement 2023 ฉบับใหม่ ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง วิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ครั้งที่ 16 (The 16th International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology: i-CREATe 2023) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 สิงหาคม 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จังหวัดปทุมธานี โดย ดร.ชัยวุฒิ วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค เป็นผู้แทนสวทช.เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว และ ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานประชุม i-CREATe 2023 ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดีต่อหน่วยงานที่ร่วมลงนามในครั้งนี้
การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ เป็นการสานต่อความร่วมมือจากบันทึกข้อตกลงฉบับเดิมที่กลุ่มความร่วมมือ CREATe Asia ลงนามครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2558 ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
กลุ่มความร่วมมือ CREATe Asia ประกอบด้วยสมาชิก 13 องค์กร ได้แก่
1. Australian Rehabilitation and Assistive Technology Association (ARATA)
2. China Association of Assistive Products (CAAP)
3. University of Shanghai for Science and Technology (USST)
4. Hong Kong Occupational Therapy Association (HKOTA)
5. Hyogo Institute of Assistive Technology (HIAT)/Hyogo Rehabilitation Center (HRC)
6. Rehabilitation Engineering Society of Japan (RESJA)
7. Universiti Teknologi Malaysia (UTM)
8. Independent Living Charitable Trust, New Zealand (ILCT)
9. Rehabilitation Research Institute of Singapore (RRIS)
10. Korean Association of Assistive Technology Professionals (KAATP)
11. Rehabilitation International Korea, Seoul (RI Seoul)
12. Taiwan Rehabilitation Engineering and Assistive Technology Society (TREATS)
13. National Science and Technology Development Agency, Thailand (NSTDA)
จาก 10 เขตเศรษฐกิจ กล่าวคือ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย โดย Rehabilitation International Korea, Seoul จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นสมาชิกใหม่ที่เข้าร่วมกลุ่มความมือในครั้งนี้
งานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2023 ซึ่งหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพโดยสมาชิกกลุ่มความร่วมมือ CREATe Asia จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2550 โดยความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์และไทย ภายในงานประกอบด้วย การแสดงปาฐกถา การนำเสนอผลงานวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ “Global Student Innovation Challenge” และ นิทรรศการด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมทุกปี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


