หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. – กทม. ผนึกโชว์ต้นแบบนวัตกรรมลดฝุ่น PM2.5 สร้างสวนนันทนาการแบบกึ่งเปิดที่สวนจตุจักร
For English-version news, please visit : MagikFresh: Clean air recreational park prototype for a livable city (24 พฤศจิกายน 2566) ที่อุทยานสวนจตุจักร กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว "ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่" หรือ “MagikFresh” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยการออกแบบโครงสร้างกึ่งเปิดขนาดย่อมบนพื้นที่ 100 ตารางเมตร พร้อมติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ทำกิจกรรมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งภายในจะมีอากาศสะอาดและช่วยลดฝุ่น PM2.5 จากภายนอกได้ โดยความร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้การสนับสนุนพื้นที่บริเวณอุทยานสวนจตุจักร เพื่อติดตั้งและทดสอบการใช้งาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างกรุงเทพมหานคร และ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ดำเนินโครงการภายใต้ แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ และได้รับการพิจารณาเป็นโครงการสำคัญปี 2566 (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) ภายใต้ชื่อโครงการนวัตกรรมสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ โดยมี ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยสร้างสรรค์พื้นที่สวนสำหรับการทำกิจกรรมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ ในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดย สวทช. ได้คิดค้นรูปแบบโครงสร้างที่สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในพื้นที่กึ่งปิดกึ่งเปิดโดยฝุ่น PM2.5 จากภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ร่วมกับนวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM2.5 เพื่อสร้างพื้นที่อากาศสะอาดให้หายใจได้เต็มปอดโดยไม่ต้องกังวลต่อมลพิษฝุ่น PM2.5 ซึ่งโครงสร้างได้ถูกออกแบบให้สามารถถอดประกอบเพื่อการขนย้ายไปติดตั้งใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ที่ได้ให้ความสนับสนุนสถานที่สาธิตนวัตกรรมสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ ณ สวนจตุจักร ระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2566 - พฤษภาคม 2567 เป็นระยะเวลา 7 เดือน”  อย่างไรก็ตาม สวทช. ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาของฝุ่น PM2.5 มาโดยตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช. แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ด้านการรับมือที่ต้นตอของปัญหา มีการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงการเผาไหม้ โดยการพัฒนาคุณภาพของสูตรน้ำมันเชื้อเพลิงไบโอดีเซล B10 และเพิ่มคุณภาพน้ำมันดีเซลด้วยกระบวนการ Hydrotreating ทั้งสองเชื้อเพลิงเป็นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 2. ด้านการตรวจวัดและระบบสารสนเทศ มีการวิจัยพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่า PM 2.5 ด้วยเทคนิค Quartz Crystal Microbalance (QCM) ที่มีความแม่นยำสูง และการใช้ Supercomputer เพื่อคาดการณ์ระดับ PM2.5 ล่วงหน้า 3. ด้านการป้องกัน มีการวิจัยพัฒนาหน้ากากอนามัย nMask : Non-biological Mask ที่ได้ผ่านการทดสอบจากองค์กรมาตรฐานสากล (Nelson laboratory USA) ซึ่งสามารถกรองเชื้อไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน รวมทั้ง PM2.5 และการวิจัยพัฒนาเครื่องกรองฝุ่นละอองและกำจัดเชื้อโรคในอากาศ หรือเรียกว่า IonFresh+ ซึ่งเป็นผลงานของทีมวิจัยเดียวกันกับที่พัฒนาสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่นี้ ซึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีการกรองฝุ่น PM2.5 นี้ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในระยะยาวและเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และกรุงเทพมหานคร พร้อมสนับสนุนต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ ซึ่งกรุงเทพมหานคร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยที่ผ่านมา กทม.มีความพยายามในการแก้ปัญหามลพิษ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนรวมถึงการพยายามแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง ยาว โดยการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอของแหล่งกำเนิดฝุ่นรวมถึงการบำบัดอากาศซึ่งเป็นปลายทาง อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลงานของ สวทช. ที่ทาง กทม.ได้ใช้อยู่ด้วยแล้วคือ Traffy Fondue ที่จะเป็นการช่วยแจ้งเตือน เฝ้าระวังปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมถ่ายรูปและส่งทางไลน์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ทั้งนี้ผลงานวิจัยต่าง ๆ ของสวทช. ทาง กรุงเทพมหานคร มีความยินดีที่จะสนับสนุนและใช้แก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์ด้านมลพิษของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาของฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาของเมืองใหญ่ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อสังคม สุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวเมือง ซึ่งการมีความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นการป้องกันและเป็นตัวช่วยบรรเทาปัญหาเพื่อให้ประชาขนมีทางเลือกในการเข้าถึงนวัตกรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่สนใจต้องการใช้สวนนันทนาการ สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG), ทีมวิจัยนวัตกรรมไร้สายและระบบอัจฉริยะ (WIS) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. โทร. 0 2564 6900
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ผนึก สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟญี่ปุ่น จัดงาน RTRI-NSTDA Railway Technology Forum สร้างความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีระบบราง
For English-version news, please visit : RTRI-NSTDA Railway Technology Forum showcase railway technology in Thailand and Japan วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟญี่ปุ่น (Railway Technical Research Institute: RTRI) ร่วมจัดงาน RTRI-NSTDA Railway Technology Forum เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยด้านระบบรางของไทยและญี่ปุ่น และสร้างความร่วมมือในงานวิจัยระหว่าง 2 หน่วยงาน ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. และ RTRI ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านเทคนิค (Memorandum of Understanding (MOU) on Technical Cooperation) กัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เพื่อสร้างความร่วมมือในการวิจัยและการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีระบบราง โดยมีระยะเวลา 3 ปี นอกเหนือจากความร่วมมือด้านงานวิจัยแล้ว RTRI ยังสนับสนุนให้ สวทช. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการมาตรฐานระบบรางระดับนานาชาติผ่านสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ของไทย ในคณะกรรมการ ISO/TC269 Railway Applications และ IEC -TC9 Electrical Equipment and System for Railways ซึ่งการจัดทำมาตรฐานระบบรางไทยให้อยู่ในระดับนานาชาตินี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางไทยต่อไป Dr. Toru Miyauchi, Associate Director (International Affairs),RTRI กล่าวว่า ที่ผ่านมา RTRI มีความยินดีที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ สวทช.ในการจัดงาน ประชุมและแสดงนิทรรศการด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) รวม 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปี 2559-2562) ซึ่งภายหลังจากการลงนาม MOU เมื่อปี 2564 แล้ว RTRI และ สวทช.ได้มีการหารือและนำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำวิจัยในหัวข้อ Rail wearing, Modelling and simulation in railway technology และ Rolling stock design เป็นต้น และ RTRI มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันจัดงานประชุมแบบออนไซต์ เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยทั้ง 2 หน่วยงานได้มานำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่จะร่วมกันพัฒนาระบบรางในอนาคต ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้ได้นำเสนองานวิจัยฝ่ายละ 3 หัวข้อจากไทยและญี่ปุ่นโดยเน้นทางด้านงานระบบราง (Track work) การออกแบบตู้โดยสาร (Bogie design) และมาตรฐานระบบราง (Rail standard)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรมการข้าว ร่วมกับ สวทช. มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยด้านข้าว เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย
(23 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว กรุงเทพฯ - กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านข้าว โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ นางสาวกุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นสักขีพยาน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การผลิต การบริหารจัดการการผลิต การแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการผลิตข้าว ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตข้าวของไทยให้มีความเข็มแข็ง สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาในทุกภาคส่วนของไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อไป ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการวิจัยและการพัฒนาข้าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวปลูก ให้มีผลผลิตต่อพื้นที่และคุณภาพสูงขึ้น การพัฒนาพันธุ์ การอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบ และรับรอง การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับข้าว โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือในการวิจัย พัฒนาพันธุ์ข้าว การผลิต การบริหารจัดการการผลิต และการแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการเกษตร ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain) เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง มูลค่าสูง สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดความมั่นคงทางอาหารตามนโยบายการขับเคลื่อน BCG ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีเป้าหมายการดำเนินงานที่มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงกับพันธมิตรทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องตามนโยบายกระทรวง อว. ในเรื่อง “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ” โดย สวทช. มีความร่วมมือกับกรมการข้าวในการวิจัยและพัฒนาด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ได้ร่วมกับกรมการข้าว ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติต้านทานสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ทนร้อน ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนเค็ม ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และให้มีคุณภาพและผลผลิตสูง โดยได้รับการรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรจำนวนหลายสายพันธุ์ ซึ่งพร้อมเผยแพร่สู่เกษตรกร นำไปต่อยอดต่อไป รวมทั้ง ความร่วมมือในการพัฒนานักปรับปรุงพันธุ์ข้าวรุ่นใหม่ และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ ความร่วมมือส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการวิจัย การลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาด้านข้าว ซึ่ง สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ได้ร่วมกับกรมการข้าวในหลายเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเครื่องตรวจเมล็ดข้าวโดยใช้เทคโนโลยีโฟโทนิกส์เพื่อจำแนกรายละเอียดของข้าว การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนวิเคราะห์การแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล การพัฒนาแอปพลิเคชันใบข้าวเอ็นเค เพื่อช่วยประเมินการขาดธาตุอาหารจากใบของต้นข้าว และพัฒนาต่อยอดเป็นไลท์บอทวินิจฉัยโรคข้าว เป็นต้น “เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานที่ผ่านมา และโอกาสที่ได้ร่วมมือกันในระยะต่อไป ทั้ง สวทช. และกรมการข้าว จะได้ร่วมกันใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการจัดทำสาราณุกรมพันธุ์ข้าวไทยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาต่อยอดระบบบริหารจัดการการผลิตข้าว ระบบติดตามสุขภาพข้าวและคาดการณ์ผลผลิตข้าว และระบบการแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้มีความเสี่ยงจากการผลิตข้าวน้อยที่สุด และร่วมกันพัฒนาพันธุ์ข้าวรับมือปัญหาโลกรวนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยี Marker Assisted Selection (MAS) ต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อจะยกระดับข้าวไทยให้สามารถเติบโต เข้มแข็ง และช่วยยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เกิดความยั่งยืนทางด้านรายได้ และความมั่นคงทางอาหารร่วมกันไปด้วย” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจุฬาฯ พัฒนา ‘แบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้ (Zinc-ion Battery)’ จากถ่านไฟฉายใช้แล้วและขยะทางการเกษตร
For English-version news, please visit : Zinc-ion battery made from materials recovered from spent battery and biomass waste   กรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะถ่านไฟฉายธรรมดา (zinc carbon battery) และประเภทแอลคาไล (alkaline battery) ซึ่งเป็นถ่านชนิดปฐมภูมิหรือไม่สามารถอัดประจุซ้ำเพื่อใช้งานใหม่ได้ มากถึง 5 ตันต่อเดือน แต่โดยทั่วไปแล้วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีการรีไซเคิลส่วนประกอบของถ่านทั้ง 2 ชนิดมาใช้ประโยชน์แค่เฉพาะส่วนห่อหุ้มแบตเตอรี่ (packaging) ที่เป็นอะลูมิเนียมและสเตนเลสเท่านั้น การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลวัสดุส่วนประกอบอื่น ๆ ภายในแบตเตอรี่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างคุ้มค่าแก่การลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยลดทั้งการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและการทำลายสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_49743" align="aligncenter" width="700"] ถ่านไฟฉายที่ผ่านการใช้งานแล้ว[/caption] สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม เดินหน้าวิจัยและพัฒนากระบวนการรีไซเคิลธาตุสังกะสีและแมงกานีสซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของถ่านธรรมดาและถ่านแอลคาไล สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้ (zinc-ion battery) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยในกระบวนการผลิตยังได้พัฒนากระบวนการแปรรูปชีวมวล (biomass) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารให้เป็นถ่านกัมมันต์ (activated carbon) ประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแก่แบตเตอรี่ที่ผลิตอีกด้วย ทั้งนี้การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปัจจุบันการผลิต zinc-ion battery จากวัสดุเหลือทิ้งประสบความสำเร็จในระดับห้องทดลองแล้ว    คืนชีพขยะแบตเตอรี่ ลดใช้ทรัพยากร ลดปล่อย CO2 ถ่านไฟฉายทั้งชนิดธรรมดาและแอลคาไลมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือสังกะสีและแมงกานีส โดยในถ่านธรรมดามีสังกะสีและแมงกานีสอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 และ 40 ขณะที่ถ่านแอลคาไลมีสังกะสีและแมงกานีสอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 15 และ 55  ตามลำดับ ดังนั้นหากนำสารประกอบเหล่านี้มารีไซเคิลได้ จะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_49740" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ นักวิจัย เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช. (อดีตทีมวิจัยภายใต้สังกัดศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช.) ในฐานะทีมวิจัยหลัก กล่าวว่า การนำขยะถ่านไฟฉายชนิดธรรมดาและแอลคาไลมารีไซเคิลเป็นแบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้ ริเริ่มโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม (อดีตผู้อำนวยการ NSD สวทช.) และ รศ. ดร.รจนา พรประเสริฐสุข คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทีมวิจัยได้ร่วมกันพัฒนากระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ทั้ง 2 ชนิดข้างต้น เพื่อนำธาตุสังกะสีและแมงกานีสมาใช้ประโยชน์ในการผลิต zinc-ion battery ซึ่งเป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงานที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง และมีแนวโน้มว่าจะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานอย่างยิ่งในอนาคต “ในการรีไซเคิลสังกะสีและแมงกานีสจากถ่านไฟฉายชนิดธรรมดาและแอลคาไลทีมวิจัยได้เลือกใช้กระบวนการละลายน้ำ (hydrometallurgy process) ที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำในการทำละลายสารประกอบ ก่อนใช้กระบวนการตกตะกอนหรือการแยกสารด้วยเทคนิคเคมีไฟฟ้าในการแยกเอาธาตุทั้ง 2 ออกจากสารประกอบอื่น ๆ โดยจากกระบวนการที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นสามารถแยกสังกะสีและแมงกานีสออกมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้รวมแล้วมากกว่าร้อยละ 50 และอาจสูงถึงร้อยละ 70 ในกรณีถ่านแอลคาไล” นอกจากการพัฒนากระบวนการแยกธาตุสังกะสีและแมงกานีสจากถ่านไฟฉายมาใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิต zinc-ion battery แล้ว ทีมวิจัยยังได้ร่วมกันพัฒนา ‘กระบวนการรีไซเคิลชีวมวล’ ซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่มีอยู่มากในประเทศไทยมาใช้ประโยชน์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟฟ้าแก่ zinc-ion battery ที่ผลิตอีกด้วย   [caption id="attachment_49736" align="aligncenter" width="700"] ชีวมวล (biomass)[/caption]   ดร.ชาคริต กล่าวว่า ชีวมวลมีจุดแข็งคือเป็นแหล่งคาร์บอนคุณภาพสูง ในการทำวิจัยทีมได้นำ กากกะลาปาล์ม กากไผ่ และกากกาแฟ  ที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 40 ‘มาเข้ากระบวนการเผาภายใต้สภาวะสุญญากาศ’ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด โดยในขณะเผาจะใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ได้คาร์บอนหรือถ่านที่มีรูพรุนขนาดนาโนปริมาณมาก หรือมีปริมาณพื้นผิวสูงเหมาะแก่การใช้เพิ่มประสิทธิภาพด้านการกักเก็บประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ซึ่งโดยทั่วไปมีการเรียกคาร์บอนที่ได้นี้ว่า ‘ถ่านกัมมันต์’   [caption id="attachment_49738" align="aligncenter" width="700"] กระบวนการเผาภายใต้สภาวะสุญญากาศ[/caption]   [caption id="attachment_49737" align="aligncenter" width="700"] ถ่านกัมมันต์ (activated carbon)[/caption]   “หลังจากได้ส่วนประกอบทั้ง 3 จากกระบวนการรีไซเคิลแล้ว ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมาออกแบบกระบวนการผลิต zinc-ion battery โดยนำสังกะสีมาใช้ในการผลิตขั้วลบ (cathode) และนำแมงกานีสมาแปรรูปเป็นแมงกานีสไดออกไซด์ (MnO2) ก่อนผสมเข้ากับถ่านกัมมันต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกักเก็บประจุไฟฟ้า ปัจจุบันทีมวิจัยสามารถผลิต zinc-ion battery ในระดับห้องปฏิบัติการได้แล้ว โดยแบตเตอรี่ที่ผลิตได้มีแรงดันที่ 1.2 V และมีความจุที่ 180-200 mAh/g ชาร์จซ้ำได้มากกว่า 1,000 รอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างวิจัยขยายผลยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม”     [caption id="attachment_49734" align="aligncenter" width="700"] ส่วนประกอบของแบตเตอรี่[/caption]   [caption id="attachment_49739" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่างการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า[/caption] Zinc-ion battery อุปกรณ์กักเก็บพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันหากพูดถึงแบตเตอรี่อัดประจุซ้ำได้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (lithium-ion battery) ที่ใช้ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เช่น สมาร์ตโฟน แล็ปท็อป ยานยนต์ไฟฟ้า เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องการอัดประจุได้มากและมีน้ำหนักเบา แต่ขณะเดียวกันยังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายชนิดไม่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนได้ เนื่องด้วยจุดอ่อนด้านความปลอดภัย เพราะหากแบตเตอรี่ชนิดนี้บิดงอ ฉีกขาด หรือสัมผัสกับความร้อนสูง จะมีโอกาสติดไฟหรือระเบิด ดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ ดร.ชาคริต กล่าวว่า ด้วยธรรมชาติของวัสดุที่ใช้ในการผลิต zinc-ion battery มีน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก ทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้เหมาะแก่การใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานแบบตั้งอยู่กับที่ ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง หรือใช้ในภารกิจที่ต้องการความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะ zinc-ion battery ทนทานต่อทั้งความร้อนและความชื้น โดยหากเกิดการฉีดขาดหรือชำรุดจะไม่ระเบิดหรือติดไฟ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การใช้งาน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพื่อการใช้งานภายในบ้าน (battery for home energy storage system) ระบบสำรองไฟฟ้าแบบกริด (grid energy storage) ทั้งเพื่อการใช้งานในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ในภารกิจที่ต้องการความปลอดภัยสูง อาทิ แบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในภารกิจทหาร การใช้เป็นแหล่งพลังงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน   [caption id="attachment_49742" align="aligncenter" width="700"] ระบบสำรองไฟฟ้า (energy storage)[/caption]   [caption id="attachment_49741" align="aligncenter" width="700"] แท่นขุดเจาะน้ำมัน[/caption]   “นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิต zinc-ion battery จะยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย เพราะหากเกิดเหตุวิกฤตที่ไม่สามารถนำเข้าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนหรือวัสดุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้ (ไทยไม่มีแหล่งทรัพยากรธาตุลิเทียมเป็นของตัวเอง) คนไทยจะยังมีความพร้อมในการผลิต zinc-ion battery เพื่อใช้ทดแทนสูง ซึ่งวัตถุดิบในการผลิตที่ใช้ได้นอกจากวัสดุรีไซเคิลที่มีอยู่เยอะแล้ว ประเทศไทยยังมีความพร้อมด้านแหล่งทรัพยากรแร่ที่ใช้ในการผลิต โดยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเหมืองแร่สังกะสี 260,248 เมตริกตัน และมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเหมืองแร่แมงกานีสสูงถึง 18.2 ล้านเมตริกตัน ตามการรายงานของกองทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ในปี 2565” การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต ‘แบตเตอรี่สังกะสีชนิดอัดประจุซ้ำได้จากถ่านไฟฉายใช้แล้วและขยะทางการเกษตร’ เป็นหนึ่งในการทำวิจัยเพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลดีในด้านการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และช่วยลดข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี ดร.ชาคริต กล่าวทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัยคาดว่างานวิจัยจะแล้วเสร็จพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยนอกจากกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงนามความร่วมมือในการทำวิจัยแล้ว ยังมีบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยอีกหลายแห่งที่ติดตามการทำงานวิจัยนี้ เพื่อวางแผนในการนำไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานเช่นกัน สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ที่ ดร.ชาคริต ศรีประจวบวงษ์ อีเมล chakrit.sri@entec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีร่วมกับ สวทช. เสริมทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้เยาวชนพิการทางการได้ยิน-บกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้วย KidBright AI Platform  
For English-version news, please visit : KidBright Workshop empowers children with disabilities to create AI innovations มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสำนักงานประสานงานโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการให้แก่คณะครูและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหวในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนพิการภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ จำนวน 10 โรงเรียน ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเนคเทค สวทช. สนับสนุนบอร์ด KidBright และสถานีวัดสภาพอากาศอุตุน้อย ผลงานวิจัยของเนคเทค ให้แก่ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง พร้อมทั้งร่วมกันจัดอบรมพัฒนาความรู้ด้านโค้ดดิ้งด้วยบอร์ด KidBright ให้แก่ครูและนักเรียนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมปี 2561 – 2563  คณะครูและนักเรียนพิการได้เรียนรู้การใช้งานบอร์ด KidBright ขั้นพื้นฐานจนถึงการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright และกิจกรรมปี 2564-2565 มีการเรียนรู้เรื่องวิทยาการข้อมูล (Data Science) ผ่านสถานีวัดสภาพอากาศอุตุน้อยและเว็บแอปพลิเคชัน PLAYGROUND ด้วยบอร์ด KidBright ซึ่งที่ผ่านมาครูและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคนพิการและนำไปประกวดในเวทีต่าง ๆ ร่วมกับนักเรียนทั่วไปจนได้รับรางวัลจากการประกวยดแข่งชัน เช่น เวที Show & Share : สิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เวทีการประกวดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ ระดับชาติ และเวทีศิลปหัตถกรรมนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เป็นต้น เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้ด้านโค้ดดิ้งให้แก่คณะครูและนักเรียนพิการในโครงการฯ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. จัดอบรมหลักสูตรการอบรมเชิงฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KidBright AI Platform” ระหว่างวันที่ 18 – 21 พฤศจิกายน 2566 ให้แก่คณะครูและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนพิการภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 โรงเรียน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และได้รับเกียรติจากอาจารย์วันทนีย์ พันธชาติ กรรมการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ กล่าวต้อนรับและเปิดหลักสูตรการอบรม ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 และได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวแสดงความยินดีและปิดหลักสูตรการอบรม ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 นางสาววันทนีย์ พันธชาติ กรรมการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ กล่าวว่า มูลนิธิเทคโนโลยีสารเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. ทำงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาให้แก่นักเรียนพิการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการด้วยบอร์ด KidBright ให้แก่คณะครูและนักเรียนพิการในโรงเรียนนำร่องที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ 10 โรงเรียน จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาการคำนวณที่มีอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของ สพฐ. ให้แก่นักเรียนพิการ ซึ่งการเรียนโค้ดดิ้งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของนักเรียนพิการให้มีการคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนพิการเกิดการศึกษาค้นคว้า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระตุ้นให้นักเรียนเป็นนักประดิษฐ์ มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียน เพื่อมุ่งสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกับนักเรียนทั่วไป ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับในปี 2566 มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับ สวทช. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาต่อยอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยได้จัดอบรมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้แก่ครูและนักเรียนพิการในโครงการฯ ไปเมื่อวันที่ 4-7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝัง สวทช. จึงจัดอบรมเชิงเรื่อง "การพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KIidBright AI Platform" ครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านเครื่องมือ KidBright AI Platform ร่วมกับบอร์ด KidBright สำหรับนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัว ให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์ในการต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะการคิด การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำโครงงาน นอกจากนี้ครูผู้สอนสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไปขยายผลการจัดการ เรียนการสอนโค้ดดิ้ง พร้อมทั้งจัดอบรมพัฒนาความรู้ให้แก่ครูและนักเรียนพิการตั้งแต่การใช้งานบอร์ด ตลอดจนการจัดการเรียนรู้เพื่อขยายผลความสามารถของ KidBright อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร่วมกับการใช้จินตนาการของนักเรียนเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์โดยใช้แนวคิดและตรรกะการแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ต่อไป สำหรับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว นำทีมโดย ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด นักวิจัยอาวุโส พร้อมด้วยทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ซึ่ง ได้อบรมให้ความรู้และสอนการลงมือปฏิบัติเรื่องการพัฒนาโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วย KidBright AI Platform  ให้กับเหล่าเยาวชน นอกจากนี้การอบรมยังมีการให้ความรู้เรื่อง รู้จักกับ BCG Economy Model และแนวคิดในการออกแบบโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับ BCG Economy Model  โดย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู สวทช. กิจกรรมการจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright AI ภายใต้หัวข้อ “BCG Economy Model” โดยนายจิระศักดิ์ สุวรรณโณ ที่ปรึกษาโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา  มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ และ นางสาวอลิสา สุวรรณรัตน์ นักวิชาการอาวุโส สวทช. ซึ่งแต่ละกิจกรรมตลอด 4 วัน นักเรียนพิการและครู มีส่วนร่วมในกิจกรรมเป็นอย่างดี สามารถทำกิจกรรมและนำเสนอโครงงานได้อย่างเข้าใจ ซึ่งจะช้วยสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมแก่ผู้เข้าอบรม และเป็นทักษะจำเป็นในโลกยุคศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียนพิการให้สามารถรู้เท่าทันและพัฒนาตนศักยภาพของตนเองได้ทันกระแสโลกต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญผู้สนใจอบรมหลักสูตร 🎯Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย🎯
สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Smart Farming Smart Branding คิด สร้าง ขาย โดยคุณเฉลิมชัย นักวิชาการอาวุโส สวทช. และ คุณธีระวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด และ CEO ไร่สายชล 101 . ท่านจะได้เรียนรู้ ความสำคัญ แนวคิดในการสร้างธุรกิจ และวิเคราะห์แบรนด์ เพื่อการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ กรอบแนวคิดวิเคราะห์การตลาด และการนำไปประยุกต์ใช้ และการออกแบบ-วางระบบน้ำในแปลงและประยุกต์ใช้กับระบบสมาร์ท . กิจกรรมอบรม(Onsite) ในวันที่ 30 พ.ย. 66 - 1 ธ.ค. 66 เวลา 08.30-16.00 น. ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี . ค่าลงทะเบียน : 1,500 บาท (รวมเอกสาร และอาหาร ซึ่งสามารถออกใบกำกับภาษีได้) ท่านจะได้รับใบประกาศเมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 วัน ดาวน์โหลดกำหนดการได้ที่ https://shorturl.asia/DIxeM สมัครเข้ารับการอบรมที่ https://shorturl.at/DGRU0 หรือสอบถามที่ คุณณัฐชยา โทร. 0971979009  
ปฏิทินกิจกรรม
 
“Food Talks 2023 #6 An Overview of Thailand’s Global Food Export Market: จับตาเทรนด์การส่งออก และโอกาสอาหารไทยในตลาดโลก”
สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร FoodInnopolis ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการ นักวิจัยและผู้ที่สนใจด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ฟังบรรยายในกิจกรรม “Food Talks 2023 #6 An Overview of Thailand's Global Food Export Market: จับตาเทรนด์การส่งออก และโอกาสอาหารไทยในตลาดโลก” โดย คุณวันวิสาข์ สุธีรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งออก จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่จะมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาพรวมการส่งออกอาหารไทย แนวโน้มตลาดและโอกาสในการส่งออก รวมไปถึงแนะนำข้อมูลส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการส่งออกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาผ่าน (((Live))) ในวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น. - 11.30 น. ทาง Facebook : FoodInnopolis ลงทะเบียนได้ตามลิงก์ด้านล่าง (ไม่มีค่าใช้จ่าย) https://forms.gle/v7VRu2GRnSUR7YFE8 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FoodInnopolis
ปฏิทินกิจกรรม
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2566
ข่าว สวทช. ร่วมผสานพลัง วทน. เพื่อการพัฒนาประเทศ ในเวที STS Forum 2023 สวทช.–ม.เกษตรฯ ผสานความร่วมมือต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ-สารสนเทศ เสริมแกร่งด้านงานวิจัย อว. นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” UNIDO เยือน สวทช. ตอกย้ำความร่วมมือ ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดต่อการขนส่งที่ยั่งยืนของไทย ๖ องค์กร ผนึกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมระบบการบริการด้านสาธารณสุข ยกระดับงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว SOP ทุเรียน แนวทางแก้ไขโรคและแมลงด้วยชีวภัณฑ์ รองรับนโยบาย Thai go Green ภาคการเกษตรของรัฐบาล รัฐมนตรี อว. เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี ๒๕๖๖ สวทช. ผนึก TCELS-วว. ดันผู้ประกอบการกลุ่มเวชสำอาง-สมุนไพรไทย ร่วมเวที COSMETIC ๓๖๐ ณ ประเทศฝรั่งเศส อวดศักยภาพผลิตภัณฑ์-นวัตกรรมไทย สู่ตลาดโลก กมธ.การอุดมศึกษาฯ วุฒิสภา ดึง ๖ องค์กร ผนึก สวทช.  ถ่ายทอดเทคโนโลยี-นวัตกรรม ‘เศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า’ สู่ ‘สถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ไทย-ฝรั่งเศส ร่วมหารือทวิภาคีด้านวิจัย-นวัตกรรม ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับความสัมพันธ์ เน้นความเสมอภาคและประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเข้าเยี่ยมชมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช สวทช. ผนึก สมาคมทีคอส (TCOS) ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ด้วยแพลตฟอร์ม FoodSERP บริการแบบครบวงจร    Download เอกสารฉบับเต็ม (8.9 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. นำเสนอ 3 ผลงานวิจัยในงานวันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อย จปร.
(20 พฤศจิกายน 2566) ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อ.เมือง จ.นครนายก :  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในงานวันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 2566 ครั้งที่ 16 โอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยทีมวิจัยและพนักงาน สวทช. ร่วมรับเสด็จฯ และถวายรายงานผลงานวิจัยที่ร่วมจัดแสดง ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงเรียนนายร้อย จปร. จ.นครนายก                   ผลงานวิจัย ของ สวทช. จำนวน 3 ผลงาน ประกอบด้วย 1.ผลงาน “การเปลี่ยนขยะขวดน้ำดื่มพลาสติกสู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง” นำเสนอโดย ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งขวดน้ำดื่มพลาสติกชนิด PET (Polyethylene Terephthalate) มาผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ให้เป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (Metal−organic Frameworks : MOFs) ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถดูดซับสารพิษหรือก๊าซต่าง ๆ ได้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการลดมลพิษที่อาจเกิดจากการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 2.ผลงาน “ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อลงทะเบียนในกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย” หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) นำเสนอโดย ดร.สุรเดช ดวงภุมเมศ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.  เป็นโครงการที่เนคเทค สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาแพลตฟอร์มจดจำลายม่านตาและการจดจำใบหน้าในการยืนยันตัวบุคคล สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวหรือผู้อพยพที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรค เช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ 3.ผลงาน "แผงโซลาร์เซลล์น้ำหนักเบา” นำเสนอโดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล สิทธิพล จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยแผงด้านหน้าโซลาร์เซลล์ใช้วัสดุ Polyethylene Terephalate (PET) ทดแทนกระจกเดิม ส่วนด้านหลังใช้วัสดุ Aluminum Composite ที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการติดตั้งในรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
MTEC สวทช. ชวนร่วมสัมมนา มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทยพร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
 ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ได้จัดข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวคิด CBAM เพื่อเตรียมความพร้อมทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยกลุ่มอลูมิเนียม เป็นกลุ่มแรกที่สามารถทำข้อมูลออกมาได้ทันช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการ CBAM ผลจากการประเมินจะช่วยให้อุตสาหกรรมอลูมิเนียมมีค่า CBAM กลางของประเทศเพื่อใช้ต่อยอดในการเจรจาทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในปีนี้ Metallurgy Forum ครั้งที่ 11 จัดสัมมนาพิเศษหัวข้อ "มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทย พร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน" โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ คุณธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ: มุมมองอุตสาหกรรมอลูมิเนียมกับเทรนด์รักษ์โลก ในปี 2030 ดร.จิตติ มังคละศิริ นักวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุเเห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) บรรยายพิเศษ: ค่ากลางการปลดปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของอุตสาหกรรมอลูมิเนียม เเละการมีส่วนร่วมของภาครัฐในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอลูมิเนียมไทย มุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Mr. Joshua Richard Hirst ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท แองโกล เอเชียกรุ๊ป บรรยายพิเศษ: ภาพรวมกระบวนการรีไซเคิลอลูมิเนียม ที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ในวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13:30 - 16:30 น. ห้องประชุม GH202 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ภายในงาน Metalex 2023   สอบถามเพิ่มเติม: อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ โทร. 02 686 7222 Email: contactcenter@rxtradex.com และงานพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีวัสดุเพื่ออุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. โทร. 02 564 6500 ต่อ 4675, 4677 Email: boonrkk@mtec.or.th ดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่: https://bit.ly/mtx23metalforum_th
ปฏิทินกิจกรรม
 
CPF อาสาร่วมสนับสนุนเด็กไทยไปองค์การสำรวจอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น
 (17 พฤศจิกายน 2566) ตามที่ สวทช. ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น จัดแข่งขันโครงการ Asian Try Zero-G 2023 และได้คัดเลือกแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของตัวแทนเยาวชนไทยที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 3 เรื่อง โดยแนวคิดทั้ง 3 เรื่องนี้จะนำไปทดลองจริงในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ โดย นายซาโตชิ ฟุรุคาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่นที่ปฏิบัติการบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ซึ่งในการนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กำชับให้ สวทช. ดำเนินการทุกวิถีทางให้เด็กไทยได้ไปร่วมกิจกรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น  ล่าสุดทีมจัดกิจกรรมของ สวทช. ได้รับการติดต่อจากบริษัท CPF อาสาร่วมให้ทุนสนับสนุนโครงการดังกล่าว สวทช. ขอขอบคุณ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่ได้ติดต่อขอร่วมสนับสนุนในการส่งเด็กไทยไปร่วมโครงการขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)  ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีของเยาวชนไทยที่จะได้นำความรู้ความสามารถไปแสดงในเวทีโลก ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า "CPF รู้สึกยินดีและร่วมชื่นชมน้อง ๆ เยาวชนไทยที่เก่งและมีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น จนได้รับคัดเลือกจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ให้ไปทดลองโครงงานบน Kibo Module สถานีอวกาศนานาชาติ เรา CP แบรนด์อาหารของคนไทย อยากช่วยเติมฝันของน้อง ๆ ในโอกาสนี้ เพราะเราเชื่อในศักยภาพของคนไทย ที่ยังก้าวไปได้อีกไกลในเวทีโลก หากเราร่วมกันผลักดัน" ทาง สวทช. ยินดีที่ก่อนหน้านี้ CPF ก็ได้ดำเนินโครงการ Thai Food-Mission to Space  เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารไทย ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ไปพิชิตมาตรฐานอวกาศ (Space Food Safety Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ระดับเดียวกับที่นักบินอวกาศรับประทาน ตามหลักเกณฑ์ขององค์กร NASA มาแล้ว และตอนนี้ได้ขยายโอกาสมาสานฝันน้อง ๆ ให้มีโอกาสในเวทีระดับโลกเพิ่มเติมขึ้นอีก สวทช. ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในภารกิจการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติและประชาชนทั่วไป รวมทั้งจะแสวงหาโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถและเข้าร่วมในกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง สำหรับแนวคิดการทดลอง 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า” โดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียน ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน, นายจิรทีปต์ มะจันทร์, นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ นักเรียน ม.5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ นักเรียน ม.6 โรงเรียนระยองวิทยาคม อ่านรายละเอียดโครงการเพิ่มที่ https://www.nstda.or.th/home/news_post/sci-news-flash-asian-try-zero-g-2
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 5 ประจำเดือนสิงหาคม 2566
ข่าว สวทช.–ธ.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีมอบทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ ๒๕ และ JSTP-SCB รุ่นที่ ๕ ส่งเสริมเยาวชนพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔ หน่วยงานวิจัย สกสว. สวรส. วช. ศลช. ร่วมผนึกกำลังทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช.  ต่อยอด ชุดนวัตกรรมสำหรับแยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ สวทช. จับมือ สคส. ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล A-MED Telehealth และ KidBright คว้า ๒ รางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี ๒๕๖๕ บ.เชียงใหม่ไบโอเวกกี้ จับมือ นาโนเทค สวทช. ยกระดับเกษตรมูลค่าสูง ผลิต ‘น้ำมะนาวคั้นสด’ สดนาน ๒ ปี สร้างกระแสบริโภค ‘น้ำมะนาวแช่แข็ง’ สวทช. ประกาศผล ‘ทีมกาแล็กติก ๔’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘คิโบะ โรบ็อต โปรแกรมมิง ชาเลนจ์ ครั้งที่ ๔’ เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติ ตุลาคมนี้ สวทช. จับมือ HUTCHINSON Japan ร่วมวิจัยระบบรางและการพัฒนายานยนต์สมัยใหม่  สวทช.–วช. ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย ระดมสมอง วางกลไกด้านจริยธรรมของประชาคมวิจัยไทย ไบโอเทค สวทช. มุ่งมั่นวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านสาหร่าย กว่า ๒๐ ปี หนุนอุตฯ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย หวังเป็นผู้นำส่งออกสัตว์น้ำโลกได้อีกครั้ง สวทช. ผนึกพลัง TCELS –วว. จัดกิจกรรมติดอาวุธผู้ประกอบการไทยกลุ่มเวชสำอาง/สมุนไพร กรุยทางเปิดตลาดต่างประเทศ สวทช. ร่วมกับ บพข. คิกออฟ ๒ โครงการ เสริมแกร่งผู้ประกอบการผลักดันสู่เวทีโลก สวทช. ติวเข้ม นักเรียนทุนวิทย์ฯ จบใหม่ ประจำปี ๖๖ เสริมแกร่ง กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศ สวทช. จับมือ ส.อ.ท. และกรมโรงงานฯ ดันการวิจัยเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรม ให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สวทช. ร่วมกับ KBTG จัดสัมมนา AI and Big Data แลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาระบบ Big Data/AI ไบโอเทค สวทช. เผยผลการศึกษาเชิงนโยบายการปรับตัวระบบอาหารท้องถิ่น รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตต่าง ๆ สวทช. เปิดโครงการเร่งพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่- ผู้ประกอบการ กลุ่มประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือ ล้านช้าง–แม่โขง มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ร่วมกับ สวทช. และภาคีเครือข่าย จัดพิธีรับตราพระราชทานโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ เดินหน้าปลุกศักยภาพเด็กไทยตั้งแต่ปฐมวัยมุ่งสู่การพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน สภาเภสัชฯ ผนึกกำลัง สวทช. และ สปสช. เดินหน้านำเทคโนโลยี A-MED Care Pharma เชื่อมระบบบริการเภสัชกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย   บทความ นวัตกรรม “ระบบจับการเคลื่อนไหวมนุษย์แบบไร้มาร์กเกอร์ (Marker)” เตรียมประยุกต์ใช้ทางการแพทย์  Download เอกสารฉบับเต็ม (9.1MB)  
จดหมายข่าว สวทช.