หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
นาโนเทค สวทช. จับมือสมาคมนาโนฯ – VISTEC เปิดงาน NanoThailand 2023
เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่กับงานประชุมวิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง การประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี ครั้งที่ 8 (NanoThailand 2023) ที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จัดขึ้น ภายใต้กรอบแนวคิด "Nanotechnology for Sustainable World" โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุม หวังสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยีระดับสากล ยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมนาโนตอบโจทย์โลกเพื่อความยั่งยืน ดร. ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี (NanoThailand) ในปี 2023 นี้นับเป็นครั้งที่ 8 โดยจัดขึ้นภายใต้กรอบแนวคิด "Nanotechnology for Sustainable World" ที่มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 350 คน โดยมีผู้ร่วมงานชาวต่างชาติ 100 คนจาก 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งตอบวัตถุประสงค์ของสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ด้วยเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ในด้านการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งการนำความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีไปประยุกต์จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และนำไปสู่การสร้างความร่วมมือการวิจัยกับทั้งภายในและภายนอกประเทศ นาโนเทค สวทช. เป็นองค์กรวิจัยแห่งความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี  ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการวางรากฐานเพื่อขยายผลการพัฒนานาโนเทคโนโลยี สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ความสามารถในการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในประเทศ เวที NanoThailand นี้ก็จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ ขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยและของโลกไปทั้งองคาพยพ นายพอ บุณยรัตพันธุ์ อุปนายก สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ในการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการจากองค์กรภาครัฐ ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งการเป็นศูนย์กลางประสานงาน แก้ปัญหาและพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เชื่อมโยงของภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม ในวงการนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจให้กับสังคมและประชาชนในประเทศ ซึ่งงาน NanoThailand ก็เป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก โดยในงาน NanoThailand 2023 นี้ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นนักวิจัยในระดับแนวหน้าของโลก 2 ท่าน คือ Prof. Susumu Kitagawa จากสถาบัน Institute for Integrated Cell-Material Sciences (iCeMS), Kyoto University, Japan เป็นผู้บุกเบิกเคมีเชิงฟังก์ชันของ MOF และค้นพบ MOF ที่มีสมบัติยืดหยุ่น ซึ่งมีสมบัติแตกต่างไปจากวัสดุที่มีรูพรุนทั่วไป ที่จะมาบรรยายในหัวข้อเรื่อง “Chemistry and Application of Soft Porous Crystals from MOFs/PCPs” และ Prof. Cees Dekker จากสถาบัน Kavli Institute of Nanoscience, Delft University of Technology, Netherlands ผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนพอร์ (nanopore) เป็นผู้ค้นพบสมบัติทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ของท่อนาโนคาร์บอน จะมาบรรยายในหัวข้อเรื่อง “Employing Nanotechnology for Single-molecule Biology: From Nanopore Protein Sequencing to Chromosome Organization” นับเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านนาโนเทคโนโลยีของโลก ศ. ดร. จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีเกียรติคุณ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) กล่าวว่า งาน NanoThailand 2023 นี้ นับเป็นความภูมิใจที่ VISTEC ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพ และนำเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีภายใต้แนวคิด “นาโนเทคโนโลยีเพื่อโลกอย่างยั่งยืน" โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้ในหลายสาขาเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนาที่ยั่งยืน งานประชุมนี้จะเป็นแนวทางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคโนโลยี และการแบ่งปันความคืบหน้าล่าสุดในการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนต่อไป การประชุมวิชาการนานาชาติ NanoThailand 2023 ภายใต้แนวคิด “Nanotechnology for Sustainable World” ประกอบด้วย 13 หัวข้อดังนี้ (1) Nanoencapsulation and Functional Ingredients (2) Theory and Simulation for Nanosystems (3) Nanosafety & Standard (4) Nanomaterials and Nanotechnology for Electronic/Optoelectronic Devices and Sensors (5) Nanomedicine, Nanosensor and Nano-Biotechnology (6) Nanotechnology for Energy Storage and Management (7) Nanotechnology for Environment and Agriculture (8) Nanotechnology for Catalysis and Industrial Applications (9) Nanotechnology for Startups and Industrial Enterprises (10) Nanocharacterization & Instrumentation และมี Special session อีก 3 sessions ได้แก่ (11) Advanced Nanostructured Materials for a Global Circular Economy (12) Symposium on Bio-Based Chemicals & Fuels from Lignocellulose 2023 (Hub of Knowledge) และ (13) The 2nd Thailand Symposium on Nanopore technology นอกจากนี้ ในงานยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่โดดเด่นทางด้านนาโนเทคโนโลยี จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้แก่ เทคโนโลยีนาโนเอ็นแคปซูเลชันและส่วนประกอบเชิงฟังก์ชัน, ชุดตรวจต่าง ๆ อาทิ  และเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Utilization, CCU) รวมถึงมีผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาจากงานวิจัยมาเป็นผลิตภัณฑ์ จากบริษัท CLEANTECH AND BEYOND CO., LTD ภายใต้การดูแลของบริษัท วิสอัพ จำกัด (VISUP) ที่จัดตั้งโดยสถาบันวิทยสิริเมธี และผลงาน BioVis ที่เป็นการเพิ่มทรัพย์จากขยะอินทรีย์ มาจัดแสดงในงาน นอกจากนี้ยังมีการนำเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ จากบริษัทชั้นนำมาร่วมออกบูทจำนวน 12 บริษัท ดร. ภาวดีกล่าวทิ้งท้ายว่า เราคาดหวังให้งานนี้เป็นเวทีที่ผสานพลังของเครือข่ายพันธมิตรด้านนาโนเทคโนโลยีจากทั่วโลก ทั้งด้านวิจัยและด้านการศึกษา แลกเปลี่ยนและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก บูรณาการการทำงานร่วมกับพันธมิตรผ่าน Ecosystem หรือระบบนิเวศด้านนาโนเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง อันเกิดจากความร่วมมือในเวทีโลกเช่นงาน NanoThailand นี้ และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีของโลก และของไทยเรา
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 6 ประจำเดือนกันยายน 2566
ข่าว ก.ล.ต. – สวทช. หนุนผู้ประกอบการ BCG New S-curve และ SME ส่งเสริมกลไกการเข้าถึงแหล่งเงินทุน กสทช. จับมือ สวทช. ร่วมสร้างนวัตกรรมด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ออกแบบสำหรับทุกคน และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สวทช. รับโล่ประกาศเกียรติคุณแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี ๒๕๖๕ วช.-สวทช. เปิดตัว ๖ นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี ๒๕๖๕-๒๕๖๖ รับทุนส่งเสริมผลงานตอบโจทย์และขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการดำเนินงานเมืองนวัตกรรม EECi ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. ระดับประเทศ เร่งดึงดูดการลงทุนต่างชาติ สวทช.ร่วมกับกลุ่มความร่วมมือวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย (CREATe Asia) ลงนามบันทึกข้อตกลง The CREATe Asia Agreement 2023 JAXA ประกาศเลือก ๓ ไอเดียเยาวชนไทย เตรียมทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมพื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกครั้งที่ ๑๖ (i-CREATe2023) สวทช. – แจ็กซา ส่งมอบต้นกล้าราชพฤกษ์อวกาศ ให้หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา ๒๒ แห่ง พร้อมปลูกทั่วไทย สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ A-MED Care Pharma แก้วิกฤติโรงพยาบาลแออัด หนุน สภาเภสัชฯ-สปสช. ดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาที่ ‘ร้านยาคุณภาพ’ ผู้อำนวยการ สวทช. แสดงความยินดี ๒ นักวิจัย สวทช. ในโอกาสเข้ารับพระราชทาน โล่รางวัลกลุ่มนักเทคโนโลยีดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี ๒๕๖๕ สวทช. เปิดตัว Industry 4.0 Platform: แพลตฟอร์มยกระดับสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ ด้วยดิจิทัล เสริมศักยภาพผู้ประกอบการแบบครบวงจร คณะวิศวะ จุฬาฯ จับมือเอ็มเทค สวทช. และ อพวช. เป็นเจ้าภาพจัด “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ IDC RoBoCon 2023” ไบโอเทค-สวทช. ปฏิวัติวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนด้วย “อควาเจด” นวัตกรรมสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียวต้านโรคไวรัสเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สวทช. จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ พร้อมร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโครงการ TAIST-Tokyo Tech สวทช. ผนึกกำลัง บ.สยามคูโบต้าฯ ยกระดับเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ดีเอสไอ ขยายความร่วมมือ สวทช. ด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม ยกระดับงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ครั้งแรก CAE มอบรางวัล CE Awards สวทช. คว้า ๒ รางวัล Traffy Fondue และโครงการ Agri-Map ผลงานเด่นด้านการแก้ประเด็นทางสังคม (Creative Social Impact Awards) สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration) เดินหน้ารุกแผน AI แห่งชาติ เผยผล ๑ ปีการดำเนินงาน พร้อมปักธงโปรเจกต์ใหญ่ พัฒนาข้อมูล AI หนุนการแพทย์ สวทช. ทูลเกล้าฯ ถวายโปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการ KidDiary เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” องคมนตรี เปิดการสัมมนาวิชาการอุดมศึกษา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ BCG  สร้างคน สร้างต้นแบบพัฒนาเศรษฐกิจคู่คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน สวทช. ร่วมกับเครือข่าย STEM จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมทักษะ STEM แก่ครูระดับประถมศึกษา    Download เอกสารฉบับเต็ม (13.7 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ สวทช. ร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการเผยแพร่ฐานข้อมูลพืช-ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน
(วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566) ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา:  มหาวิทยาลัยมหิดล โดย โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand) หรือ NBT ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา เรื่อง “การพัฒนาระบบบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลและการจัดเก็บทรัพยากรทางชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ อาทิ ฐานข้อมูลออนไลน์ แพลตฟอร์มสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเผยแพร่และเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรชีวภาพระหว่างหน่วยงาน ในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า NBT เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สำคัญกำกับดูแลโดยไบโอเทค สวทช. มีพันธกิจหลักในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่มีค่าของประเทศอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญ ยกระดับการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพผ่านดูแลตัวอย่างทรัพยากรฯ แบบระยะยาว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายอนุรักษ์ฯ เพื่อช่วยประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติเป็นแหล่งปลูกและรวบรวมพืชสมุนไพรมากกว่า 900 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย จาก Botanic Gardens Conservation International สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวด้านการเรียนรู้สมุนไพร พฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย ทั้งนี้การร่วมมือกันของสองหน่วยงานจะนำไปสู่การบริหารจัดการตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพพืชและเผยแพร่ฐานข้อมูลตัวอย่างเหล่านี้ รวมไปถึงการจัดเก็บตัวอย่างพืชและทรัพยากรชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เพื่อการศึกษา วิจัย และพัฒนาและนวัตกรรมต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน “ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเฉพาะทางเทคโนโลยีและกำลังคนผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูล จะช่วยให้ระบบการบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ   อย่างไรก็ดีหนึ่งในเป้าหมายหลักด้านการอนุรักษ์ฯ ของโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คือการผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรชีวภาพของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปช่วยในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลายหลายทรัพยากรชีวภาพในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นถือเป็นจุดเด่นสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรฐกิจของประเทศจากการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน สำหรับอุทยานฯ มีพื้นที่รวม 140 ไร่ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรอย่างครบวงจร และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสมุนไพรและธรรมชาติวิทยาระดับโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 7 ประจำเดือนตุลาคม 2566
ข่าว เปิดตัวครั้งแรก ‘Ve-Sea’ รสชาติอาหารทะเล จากโปรตีนพืช โอกาสทางธุรกิจ เจาะกลุ่ม Plant Based Seafood ผู้อำนวยการ สวทช. นำคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สวทช. ร่วมมือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ ผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ “Using AI to Tackle Thailand’s Most Urgent Challenges and Turning Them into Opportunities” สวทช. ร่วมสัมมนา RRTC2023 สร้างนิเวศนวัตกรรมระบบรางไทย สวทช. ผนึกกำลัง A*STAR ผลิตกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมทำวิจัยในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์ สวทช. ร่วมแสดงความยินดีพันธมิตร AIT เปิดอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริษัท อาร์ดี เทอร์มอล จำกัด มอบเงินสนับสนุนกองทุนวิจัย สวทช. สวทช.–ผส.- สสส. ชวน ขึ้นทะเบียนและค้นหาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านไลน์ แชทบอท @jaideecity ภายใต้ “เมืองใจดี ผู้สูงวัย Happy” ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช.  ประกาศผลการแข่งขันหุ่นยนต์ไร้การบังคับอัจฉริยะ ทีม Robot A และ ทีม FRANNNNN คว้าแชมป์ รับถ้วยรางวัลพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ NECTEC-ACE2023 ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน แสดงศักยภาพแห่ง “ข้อมูล” หนุนให้เกิดการ “แชร์และใช้” เพื่อขับเคลื่อน พัฒนา เพิ่มมูลค่า สร้างความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีไทย เพื่อคนไทย ‘ศุภมาส’ ชวนพ่อเมืองทุกจังหวัด ใช้ “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” แก้ปัญหาประชาชน ภาคีเครือข่าย ๑๖ องค์กร จัดงาน ‘วันความปลอดภัยผู้ป่วยโลก’ ภายใต้แนวคิด Engaging patients for patient safety สวทช. จับมือพันธมิตรนำนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์จัดแสดงในงาน Medical Fair Thailand 2023 ไบโอเทค-สวทช. จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อวดโฉมพันธุ์ข้าวใหม่รับโลกรวนจากเอลนีโญ พร้อมต่อยอดให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ และเชิงพาณิชย์ สวทช. ร่วมประชุมความร่วมมือ ไทย–จีน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ‘นักวิจัย’ ไบโอเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยี สู้ ‘โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ แนะเกษตรกรชาวไร่มันฯ ลดเสี่ยง-เลี่ยงใช้ท่อนพันธุ์ต่างถิ่น กมธ.อุดมศึกษาฯ ชื่นชมผลงาน สวทช. สร้างผลกระทบทุกภาคส่วน สวทช. ติวเข้ม เยาวชนในชนบท รับทุนพัฒนาทักษะด้าน ‘สะเต็มและโค้ดดิ้ง’  เตรียมพร้อมสู่ ‘ยุวเกษตรกรอัจฉริยะ’ ในอุตสาหกรรมเกษตรแม่นยำ อีอีซี รวมพลังภาคีภาครัฐ-เอกชน MOU หนุนใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ และรับส่งพนักงานในพื้นที่ อีอีซี ๔ พันธมิตรเครือข่ายวิทยาศาสตร์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน   Download เอกสารฉบับเต็ม (14.6 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
PigXY-AMP ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ตรวจง่าย สะดวก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ
For English-version news, please visit : PigXY-AMP: A sensitive and rapid one-step colorimetric LAMP detection kit for African swine fever virus   โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever: ASF) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ทำให้สุกรมีอัตราป่วยและตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมาก สาเหตุสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดของโรคนี้เป็นไปได้ยากมาจากการที่เชื้อไวรัสก่อโรค ASF มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนและยาที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ ทำให้การป้องกันและเฝ้าระวังการระบาดใหม่ยังคงต้องพึ่งพาการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเป็นสำคัญ ผู้ประกอบการที่กลับมาเริ่มธุรกิจฟาร์มสุกรจึงทำได้เพียงตรวจคัดกรองลูกสุกรก่อนนำเข้าเลี้ยงในฟาร์มเท่านั้น ล่าสุดองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่าช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนปี 2566 ยังพบการระบาดของโรคนี้ใน 3 ทวีป คือ แอฟริกา ยุโรป และเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยสามารถควบคุมโรคให้สงบได้แล้วหลังเผชิญการระบาดใหญ่ในปี 2565 อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์ยังคงมีมาตรการให้ทุกฟาร์มตรวจคัดกรองโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ASF อย่างเคร่งครัดต่อไป     ในช่วงเริ่มแรกของการระบาดของโรค ASF ในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้เดินหน้าเชิงรุกเตรียมความพร้อมด้านชุดตรวจวินิจฉัยก่อนการระบาด โดยนำองค์ความรู้ทางด้านอณูชีววิทยาร่วมกับเทคนิคการตรวจวัดสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตมาออกแบบและพัฒนา ‘ต้นแบบชุดตรวจหาเชื้อโรค ASF ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยสมัยใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาย่อมเยา และใช้ง่าย’ ต่อมาในปี 2565 เมื่อพบการระบาดของโรคในประเทศไทย จึงได้มีการนำตัวอย่างเชื้อที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภาคเอกชนมาทดลองใช้ร่วมกับต้นแบบชุดตรวจที่พัฒนาขึ้น และพัฒนาน้ำยาสกัดดีเอ็นเอจากเลือดสุกรแบบรวดเร็ว (rapid DNA extraction) เพิ่มเติม เพื่อการใช้งานแบบครบวงจร ได้เป็น PigXY-AMP ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จ และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทเอกชนไทยเรียบร้อยแล้ว   [caption id="attachment_49909" align="aligncenter" width="750"] PigXY-AMP ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว[/caption]   [caption id="attachment_49910" align="aligncenter" width="750"] คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย (ซ้าย) และคุณระพีพัฒน์ สุวรรณกาศ (ขวา)[/caption]   คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. หัวหน้าโครงการวิจัยอธิบายว่า วิธีมาตรฐาน (gold standard) ของการตรวจโรค ASF ที่ใช้กันทั่วโลกคือเทคนิค real-time PCR (real-time polymerase chain reaction) เพราะเป็นวิธีการตรวจที่มีความไว (sensitive) สูง ตรวจได้แม้ในตัวอย่างมีปริมาณเชื้อน้อย อย่างไรก็ตามวิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง เพราะต้องใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ราคาหลักล้านและน้ำยาเฉพาะ ทำให้อัตราค่าบริการสูงถึง 1,000-1,500 บาท ต่อ 1 ตัวอย่าง เป็นข้อจำกัดในการตรวจคัดกรองโรค “เพื่อสนับสนุนการลดค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรอง ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา ‘PigXY-AMP’ ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว การตรวจทำได้ง่ายเพียงใช้ก้านสำลีปาดเลือดสดจากหางลูกสุกร แล้วนำไปจุ่มแช่ในน้ำยาสกัดดีเอ็นเอแบบรวดเร็ว ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วนำดีเอ็นเอที่ได้ไปผสมกับน้ำยาแลมป์เปลี่ยนสีสำเร็จรูปซึ่งมีสีม่วง จากนั้นนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสในกล่องให้ความร้อน (heating block) นาน 1 ชั่วโมง ก็จะสามารถอ่านผลการตรวจด้วยตาเปล่าได้แล้ว โดยหากในตัวอย่างมีเชื้อไวรัส ASF น้ำยาจะเปลี่ยนสีจากสีม่วงเป็นสีเหลือง แต่ถ้ายังคงเป็นสีม่วงแสดงว่าไม่มีเชื้อ” PigXY-AMP ไม่เพียงใช้งานได้ง่ายแต่ยังมีประสิทธิภาพการตรวจทั้งด้านความไว (sensitivity) ความจำเพาะ (specificity) และความแม่นยำ (accuracy) เทียบเท่ากับเทคนิคมาตรฐานอีกด้วย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำยาแลมป์เปลี่ยนสีของ PigXY-AMP มีประสิทธิภาพในการตรวจจับเชื้อสูงและแม่นยำ อีกทั้งยังมีขีดจำกัดของการตรวจวัด (limit of detection) เทียบเท่ากับเทคนิคมาตรฐานคือ real- time PCR (Ct = 36-37) คือ การใช้ไพรเมอร์สำหรับเทคนิคแลมป์จำนวน 2 ชุด หรือ 16 เส้น ตรวจจับยีนที่ทำหน้าที่สร้างโปรตีนหุ้มอนุภาคไวรัส (p72 capsid protein)   [caption id="attachment_49915" align="aligncenter" width="1000"] PigXY-AMP ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว[/caption]   [caption id="attachment_49912" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยผู้พัฒนา PigXY-AMP[/caption]   [caption id="attachment_49913" align="aligncenter" width="750"] PigXY-AMP ชุดตรวจโรค ASF ในสุกรด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว[/caption]   คุณระพีพัฒน์ สุวรรณกาศ หนึ่งในทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. ผู้ร่วมวิจัยหลัก อธิบายว่า จุดเด่นสำคัญของ PigXY-AMP คือมีประสิทธิภาพในการตรวจสูงเทียบเท่าเทคนิค real-time PCR แต่มีราคาถูกกว่า ใช้เวลาตรวจสั้นกว่า (เพียง 70 นาที) ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่มีราคาสูงและผู้เชี่ยวชาญในการทำงานและอ่านผล อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการใช้ตรวจภาคสนามมากกว่า ทำให้ในภาพรวม PigXY-AMP สามารถช่วยลดต้นทุนด้านการตรวจคัดกรองโรคให้แก่ผู้ประกอบได้เป็นอย่างดี และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์​มีศักยภาพด้านการตลาดในระยะยาวทั้งในไทยและต่างประเทศสูงอีกด้วย โดยช่วงต้นปี 2566 บริษัทเอ็ม จี ฟาร์มา จำกัด ได้เข้ารับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนอุปกรณ์ทางการแพทย์กับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) “สำหรับการวิจัยต่อยอด หากได้รับการสนับสนุนต่อจากทั้งภาครัฐและเอกชน ทีมวิจัยมุ่งเป้าที่จะพัฒนาชุดตรวจโรค ASF เพื่อรองรับการตรวจพื้นผิวคอก โรงเรือน และสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์มสุกร รวมถึงสิ่งส่งตรวจชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เลือด เพื่อเป็นทางเลือกนอกเหนือจากเทคนิค real-time PCR ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในฟาร์มสุกรให้แก่ผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี” PigXY-AMP เป็นตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเทคโนโลยีที่นักวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาขึ้น ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการเฝ้าระวังโรคได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยป้องกันการระบาดของโรค ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการระบาดของโรคภายในประเทศ ทั้งด้านการขาดทุน การขาดแคลนอาหาร รวมไปถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์อาหารไทย ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ผลงาน PigXY-AMP ได้รับรางวัลประดิษฐ์คิดค้นระดับดี สาขาเกษตรและชีววิทยา จากงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 ที่จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นเครื่องการันตีประสิทธิภาพของงานวิจัยด้วย   [caption id="attachment_49908" align="aligncenter" width="750"] ภาพบรรยากาศจากงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566[/caption]   ผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนการทำวิจัยต่อยอด ติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ(BBD) โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3301 (คุณลินดา) และติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้จากบริษัทเอ็ม จี ฟาร์มา จำกัด   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เอกสารเผยแพร่
 
“ศุภมาส” มอบนโยบาย กวทช. ชุดใหม่ ย้ำนโยบาย “อนุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ให้ อว. ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก
“ศุภมาส” มอบนโยบายคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ชุดใหม่ ย้ำนโยบาย “อนุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ให้ อว. ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้หลักการ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำ - กระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำทันที วันที่ 27 พ.ย. 2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)  ได้มอบนโยบายให้กับ กวทช. ชุดใหม่ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา โดยในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของ กวทช. ชุดใหม่ ซึ่งจัดเป็นการประชุมแบบพบหน้า  มีคณะกรรมการเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน โดย กวทช. ประกอบด้วยกรรมการที่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญจากภาคเอกชนและภาครัฐทั้งสิ้น เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปลัดกระทรวง อว. อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นต้น ทั้งนี้ น.ส.ศุภมาส ได้เน้นย้ำนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ อว. ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้หลักการ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ที่ตนได้มอบไว้ให้กับ อว. เพื่อให้คณะกรรมการ กวทช. นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาของประเทศ และร่วมกันพัฒนาการดำเนินงานของ สวทช. ให้การดำเนินงานตอบโจทย์ สามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมหารือกับภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย  และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับโจทย์ที่ประเทศต้องการและผสานกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ขานรับนโยบายและน้อมรับข้อคิดเห็นจากคณะกรรมการ กวทช. เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาการดำเนินงาน สวทช. ตามนโยบายของรัฐบาล รมว.อว. และคณะกรรมการ กวทช. โดยจะได้รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานให้คณะกรรมการทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘FoodSERP’ ติดปีกอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทย สร้างนวัตกรรม ‘ส่วนผสมฟังก์ชัน’ จากสมุนไพร-จุลินทรีย์ ผลักดันเวชสำอางไทยสู่สากลตอบโจทย์เทรนด์โลก
  ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามในตลาดโลกมีมูลค่านับล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดมากกว่า 40% รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เครื่องสำอาง และน้ำหอมตามลำดับ ในขณะที่เทรนด์ของผู้บริโภคส่วนใหญ่มุ่งไปหาผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติและมีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม     สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย หรือ TCOS (Thai Cosmetic Cluster) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เรื่อง ‘การพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์เวชสำอาง’ เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากลจาก ‘FoodSERP’ แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันภายใต้ สวทช. โดยมุ่งใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศเป็นกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน   ‘FoodSERP’ พร้อมให้บริการผู้ประกอบการไทยแบบครบวงจร   [caption id="attachment_49759" align="aligncenter" width="550"] ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช.[/caption]   ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยด้านส่วนผสมฟังก์ชัน (functional ingredient) มานานเกือบ 10 ปี เพราะเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพืชสมุนไพร จุลินทรีย์ หรืออื่น ๆ แต่ที่ผ่านมางานวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดการเชื่อมต่อตรงกลางระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ แต่ปัจจุบันสามารถทำได้แล้วโดยแพลตฟอร์ม FoodSERP “FoodSERP เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบครบวงจร โดยรวบรวมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ด้านอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค สำหรับผลิตส่วนผสมฟังก์ชัน (functional ingredients) และสารออกฤทธิ์สำคัญ (active ingredients) รวมถึงโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง สำหรับผลิตเวชสำอางที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่การวิจัยพัฒนา วิเคราะห์ทดสอบ สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์สำหรับทดลองตลาด ขยายขนาดการผลิต ไปจนถึงขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ “ความร่วมมือกับ TCOS ในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยปิดช่องว่างตรงกลาง ทำให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามสมบูรณ์ขึ้นและขับเคลื่อนไปอย่างถูกทิศทาง เพื่อให้เกิดการพัฒนายกระดับสารสกัดที่ได้มาตรฐานจากสมุนไพรไทยหรือการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ จนถึงเกษตรกร”   ชูสารสกัด ‘บัวบก-กระชายดำ’ ดันสู่ตลาดเวชสำอาง [caption id="attachment_49758" align="aligncenter" width="550"] ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.[/caption]   ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนา functional ingredients จากวัตถุดิบสมุนไพรที่มีมากในประเทศสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรเป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ กระชายดำ บัวบก ขมิ้นชัน และไพล โดยทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้ให้ความสำคัญและมุ่งศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาสารสกัดจากสมุนไพรโดยเฉพาะบัวบกและกระชายดำ “บัวบกเป็นพืชที่ปลูกเยอะมากในบ้านเรา ส่วนใหญ่นำมาบริโภคโดยตรง แต่ในต่างประเทศมีการใช้ประโยชน์สารสกัดจากบัวบกในผลิตภัณฑ์ความงามกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติชะลอวัย (anti-ageing) ค่อนข้างดี จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากบัวบก ส่วนกระชายดำเป็นที่รู้จักดีในด้านรับประทานเพื่อบำรุงกำลังและเสริมสมรรถภาพทางเพศ แต่ยังไม่ค่อยนำไปใช้ในด้านเวชสำอาง นาโนเทค สวทช. จึงศึกษาและพัฒนาสารจากกระชายดำ โดยสามารถเพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญได้สูงถึง 80-90% และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ พบว่าสารสกัดกระชายดำมีฤทธิ์ anti-ageing ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้กระชายดำสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เวชสำอางเพื่อความงาม “เมื่อเรามีกระบวนการสกัดที่ดี ควบคุมคุณภาพได้ ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดได้ว่าสารสกัดนั้นเหมาะที่จะนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อะไร ไม่ว่าจะเป็นด้านความงาม ด้านการดูแลสุขภาพหรือป้องกันโรค ทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าของสารสกัดในประเทศได้ และเมื่อเรามี functional ingredients แล้วพัฒนาต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อีกหลายร้อยเท่า”     หนุนใช้ ‘จุลินทรีย์’ เป็นโรงงานผลิตสารออกฤทธิ์คุณภาพสูง   [caption id="attachment_49756" align="aligncenter" width="550"] ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน สวทช.[/caption]   ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน สวทช. ให้ข้อมูลว่า นอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังมี functional ingredients และ active ingredients จำนวนมากที่ผลิตได้จากจุลินทรีย์และใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม โดย active ingredients กลุ่มแรกที่ผลิตได้จากจุลินทรีย์คือกลุ่มสารให้ความชุ่มชื้น เช่น กรดแล็กติก (lactic acid) กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) กลุ่มที่สองเป็น active ingredients ที่มีมูลค่าสูง เช่น เรสเวอราทรอล (resveratrol) โคเอนไซม์คิว-10 (coenzyme Q-10) และอีกกลุ่มหนึ่งคือ natural colors เช่น สารสีน้ำเงินอินดิโกอิดีน (indigoidine) จากแบคทีเรีย และสารสีแดงจากข้าวหมักด้วยเชื้อรากลุ่มโมแนสคัส (Monascus) “การผลิตสารสำคัญจากจุลินทรีย์มีข้อดีคือเราสามารถขยายขนาดการผลิตได้ ควบคุมคุณภาพได้ ลดการปนเปื้อนของโลหะหนักหรือสารต่าง ๆ ที่มาจากแหล่งอื่นได้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีการทิ้งของเสียออกไป แต่จะกำจัดและควบคุมในกระบวนการผลิต ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของการใช้กระบวนการทางชีวภาพเข้ามาช่วยในการผลิต active ingredients สำหรับกลุ่มเวชสำอาง และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือสารพลอยได้หรือบายโพรดักต์ (by-product) ที่เกิดขึ้น เช่น ในกระบวนการผลิตโพรไบโอติกจะมีบายโพรดักต์เรียกว่า ‘โพสต์ไบโอติก’ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ และกระบวนการทางชีวภาพที่มีการย่อยกรดอะมิโนจะได้เพปไทด์ต่าง ๆ เป็นบายโพรดักต์ สามารถนำไปใช้ฟื้นฟูสภาพผิวได้เช่นกัน”     ดร.กอบกุล ย้ำว่า “อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิต functional ingredients หรือ active ingredients จากจุลินทรีย์ ต้องมีมาตรฐานและต้องขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งถือเป็นความท้าทายของนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ต้องเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ทั้งยังต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งความร่วมมือของ สวทช. กับ TCOS ครั้งนี้จะทำให้ FoodSERP มีข้อมูลต่าง ๆ มากเพียงพอในการออกแบบพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างครบวงจร และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการสามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์และจำหน่ายออกสู่ตลาดได้”   ของดีต้องมี ‘เรื่องเล่า’ และคำนึงถึง ‘สิ่งแวดล้อม’ ลักษณ์สุภา ประภาวัต นายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS)  กล่าวว่า จากการได้มีโอกาสไปดูงานด้านสุขภาพและความงามในประเทศต่าง ๆ พบว่าหลายแห่งไม่ได้มองไปที่ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เขาจะมองไปที่เรื่องราวด้วย หากสิ่งนั้นมีเรื่องราวที่เล่าได้ยาวนาน มี story telling เขาจะสนใจนำมาศึกษาเพื่อค้นพบความลับที่อยู่ในนั้น และมักจะทำเป็นซีรีส์โดยค่อย ๆ ปล่อยผลิตภัณฑ์ออกมาทีละตัวและจะใส่นวัตกรรมเพิ่มเข้าไปในผลิตภัณฑ์ตัวถัดไป ทำให้มีเรื่องราวเล่าได้ต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดพืชสมุนไพรไทยได้เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้ผลิตภัณฑ์ “นอกจากนี้เรายังต้องมองเทรนด์ของโลกด้วยว่าโลกตอนนี้กำลังตื่นตัวกันด้วยเรื่องอะไร สำหรับในปัจจุบันเรากำลังตื่นตัวในเรื่องของการทำให้โลกอยู่อย่างยั่งยืน ลดขยะ ลดการใช้พลาสติก ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตที่ลดความฟุ่มเฟือย ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ จนเกิดเป็นเทรนด์ที่เรียกว่า ‘solid cosmetic’ ที่ใช้บรรจุภัณฑ์น้อยลง ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยเราจะต้องตื่นตัว ไม่ใช่เป็นเพียงแฟชั่น หากแต่ว่าเป็นความรับผิดชอบในระยะยาวที่เราต้องคำนึงถึงว่าแบรนด์ของเราจะสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง ในขณะเดียวกันเรายังมีโอกาสในการรับจ้างผลิตเครื่องสำอางแบรนด์ต่างประเทศ เราจึงต้องคำนึงถึงโจทย์ต่าง ๆ ที่แบรนด์เขาให้ความสนใจด้วย”   [caption id="attachment_49761" align="aligncenter" width="550"] ลักษณ์สุภา ประภาวัต นายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS)[/caption]            ด้าน ดร.ธนธรรศ สนธีระ อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญในการทำ story telling คือต้องเล่าในสิ่งที่คนอยากจะฟัง และหัวใจหลักในการทำธุรกิจก็คือต้องฟังผู้บริโภคให้มาก เอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง และเล่าเรื่องให้ตรงตามที่ใจเขาต้องการ โดยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นจุดแข็ง “การเปิดโอกาสให้แก่สตาร์ตอัปรุ่นใหม่ ๆ รวมถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ ได้มาร่วมกันคิดเพิ่มขึ้น จะช่วยพัฒนาให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสารสกัดของไทยเติบโตได้เร็วขึ้นและก้าวกระโดด ซึ่งการที่ สวทช. และ TCOS ได้มีความร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัปรายใหม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองและเติบโตไปในอนาคตได้”   [caption id="attachment_49757" align="aligncenter" width="550"] ดร.ธนธรรศ สนธีระ อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย[/caption]   ท้ายสุด กฤษณ์ แจ้งจรัส อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้าด้านเครื่องสำอางและความงามในระดับโลก แต่สินค้าส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เกาหลี หลายแบรนด์ใช้วัตถุดิบที่มีมากในประเทศไทยอย่างเช่น ซิกา (cica) จากบัวบก แต่ขณะเดียวกันปัญหาสำคัญในเรื่องวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของไทยที่ไปจัดแสดงในต่างประเทศได้จะต้องมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้มแข็งรองรับ “การที่ สวทช. กับ TCOS ได้ร่วมมือกันจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ อาจเป็นภาพลักษณ์ที่ประเทศไทยจะเริ่มมีวัตถุดิบผลิตเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง และมีไทยพาวิลเลียนที่จัดแสดง active ingredients ของไทยทั้งหมดอยู่ในงานระดับโลก”   [caption id="attachment_49760" align="aligncenter" width="550"] กฤษณ์ แจ้งจรัส อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย[/caption]     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์! เพื่อลงทะเบียนกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. พัฒนา “ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อลงทะเบียนในกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย” หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่าง NECTEC สวทช. กับ สภากาชาดไทย ในการพัฒนาแพลตฟอร์มจดจำลายม่านตาและการจดจำใบหน้าในการยืนยันตัวบุคคล สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวหรือผู้อพยพที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรค เช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เปลี่ยนขยะขวดน้ำดื่มพลาสติก…สู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง
นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการสังเคราะห์ เปลี่ยนขวดน้ำดื่มพลาสติกสู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งขวดน้ำดื่มพลาสติกชนิด PET (Polyethylene Terephthalate) มาผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ให้เป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (Metal−organic Frameworks : MOFs) ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ เนื่องจาก MOFs มีคุณสมบัติที่สามารถดูดซับสารพิษหรือก๊าซต่าง ๆ ได้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการใช้เทคโนโลยีระดับนาโนไปช่วยลดมลพิษที่อาจเกิดจากการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
โซลาร์เซลล์แห่งอนาคต! “น้ำหนักเบา – สีสันสวยงาม”
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. พัฒนา “แผงโซลาร์เซลล์น้ำหนักเบา” เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยแผงด้านหน้าใช้วัสดุ Polyethylene Terephalate (PET) ทดแทนกระจกเดิม ส่วนด้านหลังใช้วัสดุ Aluminum Composite ที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการติดตั้งในรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. – กทม. ผนึกโชว์ต้นแบบนวัตกรรมลดฝุ่น PM2.5 สร้างสวนนันทนาการแบบกึ่งเปิดที่สวนจตุจักร
For English-version news, please visit : MagikFresh: Clean air recreational park prototype for a livable city (24 พฤศจิกายน 2566) ที่อุทยานสวนจตุจักร กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว "ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่" หรือ “MagikFresh” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยการออกแบบโครงสร้างกึ่งเปิดขนาดย่อมบนพื้นที่ 100 ตารางเมตร พร้อมติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ทำกิจกรรมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งภายในจะมีอากาศสะอาดและช่วยลดฝุ่น PM2.5 จากภายนอกได้ โดยความร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้การสนับสนุนพื้นที่บริเวณอุทยานสวนจตุจักร เพื่อติดตั้งและทดสอบการใช้งาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างกรุงเทพมหานคร และ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ดำเนินโครงการภายใต้ แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ และได้รับการพิจารณาเป็นโครงการสำคัญปี 2566 (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) ภายใต้ชื่อโครงการนวัตกรรมสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ โดยมี ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยสร้างสรรค์พื้นที่สวนสำหรับการทำกิจกรรมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ ในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดย สวทช. ได้คิดค้นรูปแบบโครงสร้างที่สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในพื้นที่กึ่งปิดกึ่งเปิดโดยฝุ่น PM2.5 จากภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ร่วมกับนวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM2.5 เพื่อสร้างพื้นที่อากาศสะอาดให้หายใจได้เต็มปอดโดยไม่ต้องกังวลต่อมลพิษฝุ่น PM2.5 ซึ่งโครงสร้างได้ถูกออกแบบให้สามารถถอดประกอบเพื่อการขนย้ายไปติดตั้งใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ที่ได้ให้ความสนับสนุนสถานที่สาธิตนวัตกรรมสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ ณ สวนจตุจักร ระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2566 - พฤษภาคม 2567 เป็นระยะเวลา 7 เดือน”  อย่างไรก็ตาม สวทช. ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาของฝุ่น PM2.5 มาโดยตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช. แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ด้านการรับมือที่ต้นตอของปัญหา มีการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงการเผาไหม้ โดยการพัฒนาคุณภาพของสูตรน้ำมันเชื้อเพลิงไบโอดีเซล B10 และเพิ่มคุณภาพน้ำมันดีเซลด้วยกระบวนการ Hydrotreating ทั้งสองเชื้อเพลิงเป็นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 2. ด้านการตรวจวัดและระบบสารสนเทศ มีการวิจัยพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่า PM 2.5 ด้วยเทคนิค Quartz Crystal Microbalance (QCM) ที่มีความแม่นยำสูง และการใช้ Supercomputer เพื่อคาดการณ์ระดับ PM2.5 ล่วงหน้า 3. ด้านการป้องกัน มีการวิจัยพัฒนาหน้ากากอนามัย nMask : Non-biological Mask ที่ได้ผ่านการทดสอบจากองค์กรมาตรฐานสากล (Nelson laboratory USA) ซึ่งสามารถกรองเชื้อไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน รวมทั้ง PM2.5 และการวิจัยพัฒนาเครื่องกรองฝุ่นละอองและกำจัดเชื้อโรคในอากาศ หรือเรียกว่า IonFresh+ ซึ่งเป็นผลงานของทีมวิจัยเดียวกันกับที่พัฒนาสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่นี้ ซึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีการกรองฝุ่น PM2.5 นี้ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในระยะยาวและเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และกรุงเทพมหานคร พร้อมสนับสนุนต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่ ซึ่งกรุงเทพมหานคร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยที่ผ่านมา กทม.มีความพยายามในการแก้ปัญหามลพิษ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนรวมถึงการพยายามแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง ยาว โดยการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอของแหล่งกำเนิดฝุ่นรวมถึงการบำบัดอากาศซึ่งเป็นปลายทาง อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลงานของ สวทช. ที่ทาง กทม.ได้ใช้อยู่ด้วยแล้วคือ Traffy Fondue ที่จะเป็นการช่วยแจ้งเตือน เฝ้าระวังปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมถ่ายรูปและส่งทางไลน์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ทั้งนี้ผลงานวิจัยต่าง ๆ ของสวทช. ทาง กรุงเทพมหานคร มีความยินดีที่จะสนับสนุนและใช้แก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์ด้านมลพิษของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาของฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาของเมืองใหญ่ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อสังคม สุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวเมือง ซึ่งการมีความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นการป้องกันและเป็นตัวช่วยบรรเทาปัญหาเพื่อให้ประชาขนมีทางเลือกในการเข้าถึงนวัตกรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่สนใจต้องการใช้สวนนันทนาการ สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG), ทีมวิจัยนวัตกรรมไร้สายและระบบอัจฉริยะ (WIS) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. โทร. 0 2564 6900
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ผนึก สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟญี่ปุ่น จัดงาน RTRI-NSTDA Railway Technology Forum สร้างความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีระบบราง
For English-version news, please visit : RTRI-NSTDA Railway Technology Forum showcase railway technology in Thailand and Japan วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคนิครถไฟญี่ปุ่น (Railway Technical Research Institute: RTRI) ร่วมจัดงาน RTRI-NSTDA Railway Technology Forum เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยด้านระบบรางของไทยและญี่ปุ่น และสร้างความร่วมมือในงานวิจัยระหว่าง 2 หน่วยงาน ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. และ RTRI ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านเทคนิค (Memorandum of Understanding (MOU) on Technical Cooperation) กัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เพื่อสร้างความร่วมมือในการวิจัยและการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีระบบราง โดยมีระยะเวลา 3 ปี นอกเหนือจากความร่วมมือด้านงานวิจัยแล้ว RTRI ยังสนับสนุนให้ สวทช. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการมาตรฐานระบบรางระดับนานาชาติผ่านสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ของไทย ในคณะกรรมการ ISO/TC269 Railway Applications และ IEC -TC9 Electrical Equipment and System for Railways ซึ่งการจัดทำมาตรฐานระบบรางไทยให้อยู่ในระดับนานาชาตินี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางไทยต่อไป Dr. Toru Miyauchi, Associate Director (International Affairs),RTRI กล่าวว่า ที่ผ่านมา RTRI มีความยินดีที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ สวทช.ในการจัดงาน ประชุมและแสดงนิทรรศการด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) รวม 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปี 2559-2562) ซึ่งภายหลังจากการลงนาม MOU เมื่อปี 2564 แล้ว RTRI และ สวทช.ได้มีการหารือและนำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำวิจัยในหัวข้อ Rail wearing, Modelling and simulation in railway technology และ Rolling stock design เป็นต้น และ RTRI มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันจัดงานประชุมแบบออนไซต์ เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยทั้ง 2 หน่วยงานได้มานำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่จะร่วมกันพัฒนาระบบรางในอนาคต ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้ได้นำเสนองานวิจัยฝ่ายละ 3 หัวข้อจากไทยและญี่ปุ่นโดยเน้นทางด้านงานระบบราง (Track work) การออกแบบตู้โดยสาร (Bogie design) และมาตรฐานระบบราง (Rail standard)
ข่าวประชาสัมพันธ์