ผลการค้นหา :
อยากเป็นศิลปิน NFT ต้องทำอย่างไรบ้าง ?
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเป็นศิลปินด้าน NFT อาจมีคำถามว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นศิลปิน NFT ได้ บทความนี้ผู้เขียนจะอธิบายด้วยภาพที่เข้าใจง่าย โดยสมมติว่า คุณคือ ริกะ จะทำอย่างไรถึงจะเป็นศิลปินขายภาพ NFT ได้ ดังนี้
กระบวนการทั้ง 3 ดังกล่าว ริกะ ต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีและ Crypto Currency เป็นอันดับแรก จึงจะสามารถนำภาพหรือผลิตภัณฑ์ของตนมาจัดทำเป็น NFT เข้าสู่ตลาดได้ โดยจำเป็นต้องจัดทำตามเงื่อนไขของตลาดที่กำหนด เช่นการ Mint หรือจัดส่งผลงานให้ขายได้เป็นตัน
ดังนั้นบทสรุปในส่วนของเทคโนโลยี Block chain กับการเป็นศิลปินดิจิทัลในปัจจุบัน มีทางเลือกมากมายให้กับคุณผู้อ่าน ที่สำคัญ คุณควรเข้าใจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและความเสี่ยงที่จะต้องพบในมุมเทคโนโลยีและ Cyber Security ที่คุณต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ผลงานของคุณให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นี่คือกระบวนการที่คุณสามารถเรียนรู้และลองได้ด้วยตนเองครับ
นานาสาระน่ารู้
NFT กับความเสี่ยงในสินทรัพย์ดิจิทัล
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ใช่การแนะนำการลงทุน เป็นการสะท้อนสินทรัพย์ดิจทัล NFT จากข้อมูล เพื่อการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อผู้อ่าน
กระแส NFT ในปี 2021 - 2022 เป็นสิ่งที่ใหม่และสร้างมูลค่าได้อย่างเป็นที่กล่าวถึงทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการตื่นตัวของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ในตลาด Crypto Currency โดยการซื้อขาย NFT มีเรื่องราวหลากหลายจากวงการเกมส์ วงการศิลปะ วงการศิลปิน ที่สร้างผลงานแล้วนำมาเข้าสู่การขายผ่าน NFT เป็นตัน โดยในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างผลงานที่ชื่อว่า Crypto Punk ซึ่งเป็นผลงานรูปภาพ NFT ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก มีราคาซื้อขายที่สูง ซึ่งมีลักษณะดังภาพ
ภาพดังกล่าวจัดทำเป็นไฟล์ดิจิทัล ผ่านการลงทะเบียนจัดทำเป็น NFT และเสนอขายผ่านระบบเว็บไซต์ Cryptopunk โดยแต่ละภาพ แต่ละแบบ มีมูลค่าสูงมากในปี 2021 - 2022 เช่น Cryptopunk รหัส 5822 สามารถขายได้ถึง 135 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งไม่มีใครเคยคาดคิดว่าภาพดิจิทัลภาพเดียวทำไมถึงมีราคาแสนแพงขนาดนี้ และนั่นจึงทำให้คนทั่วโลกเริ่มสนใจ NFT อย่างกว้างขวาง และมีผู้เข้าร่วมทั้งสร้างสรรค์ผลงานและการร่วมซื้อขายทั่วโลก และหลังจากนั้นไม่นาน ภาพด้านล่างนี้ก็เกิดขึ้นครับ
จากภาพด้านบน คุณผู้อ่านอาจตกใจกับราคาที่เกิดขึ้นกับ Cryptopunk รหัส 5822 ที่เคยซื้อขายกันหลักร้อยล้านดอลล่าร์จากปี 2021 พบว่าปลายปี 2022 ห่างไปเพียงแค่ 1 ปี มูลค่ากลับตกไปเหลือเพียง 36,049 ดอลล่าร์ ซึ่งนั่นทำให้เกิดความNFTสูญเสียทางมูลค่าอย่างมหาศาล ทำให้เกิดบทเรียนและคำถามว่าแล้วการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล มีความเสี่ยงหรือไม่? ทางผู้เขียนขออนุญาตไม่ลงลึกในคำตอบ แต่จะขออนุญาตสรุปแนวทางความเข้าใจในกระบวนการ NFT ดังภาพ ที่สำคัญ คุณควรเข้าใจการลงทุนในตลาดนั้นๆ ก่อนการลงทุนเสมอ
โดยสรุป บทความนี้ให้คุณเห็นความไม่แน่นอนของวงการ NFT และแนวทางการลงทุนที่คุณเอง เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่มีอะไรผิดถูกนะครับ การวางแผนคือสิ่งที่ดีที่สุด และไม่ควรลงทุนอะไรหากคุณไม่เข้าใจในกติกาหรือตลาดนั้นๆ เพราะความเสี่ยงที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูงมากครับ พบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
นานาสาระน่ารู้
NFT มีมูลค่าได้อย่างไร ?
หลายท่านสงสัยว่า NFT มีมูลค่าได้อย่างไร ?
ในบทความนี้ขออธิบายแนวทางการเกิดมูลค่าจากพื้นฐานชีวิตและหลักการตลาดง่ายๆ โดยภาพนี้ครับ
จากภาพ และข้อความดังกล่าว คุณจะเข้าใจได้ว่า การที่ภาพวาดโมนาลิซา มีราคา เกิดจากองค์ประกอบ ได้แก่
ศิลปิน คือเรื่องราวของผู้สร้างที่ถูกบันทึก เล่าขาน ผ่านกาลเวลา และมีส่วนที่สร้างผลกระทบวงกว้างต่อโลก
ความสวยงาม เป็นที่ประจักษ์และถูกพิสูจน์แล้วจากสายตาผู้ชมทั่วโลก
ระยะเวลา ของผลงานและการรักษาให้คงคุณค่าในปัจจุบัน
เรื่องราว เป็นเรื่องราวของศิลปินและเรื่องราวของผลงานที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันแต่ก็ยังคงเป็นเสน่ห์อยู่เสมอ
Rare คือความหายากและมีชิ้นเดียวของโลก ทำให้มีราคาสูงและประเมินค่ามิได้
จากหัวข้อดังกล่าว คุณผู้อ่านเริ่มพิจารณาเห็นข้อสำคัญหลักๆ ที่ทำให้เกิดมูลค่าหรือยังครับ ทีนี้เรามาลองพิจารณาในมุม NFT บ้าง ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
จากภาพด้านบน เป็นงานของศิลปินไทยที่วาดภาพดิจิทัลแล้วจัดทำเป็น NFT ขายในระบบผ่าน Block Chain โดยภาพดังกล่าวมีเรื่องราวที่แฝงไปด้วยศัพท์ทาง Crypto Currency เช่น ปลาวาฬ หมายถึง ผู้ที่ถือ Bitcoin มากกว่า 100 BTC ในตลาดโลก และข้อมูลเหรียญ Crypto ต่างๆ โดยศิลปินดังกล่าวนำเสนอผ่าน X (หรือ Twitter) สร้าง Story ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้และมีการประมูลขายได้ดังภาพ
เมื่อมาพิจารณาดูในระบบ Block Chain ผ่าน Etherscan ซึ่งเป็นส่วนของธุรกรรม จะพบว่า มีการซื้อขายจริง และส่งถึงกันแบบเปิดเผยตามกระเป๋าเงิน crypto wallet ที่แสดงผลตาม Transcation detail จริง จนทำให้เกิดกระแส ศิลปิน NFT ดิจิทัลขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ภาพเกิดมูลค่า ก็ยังคงสอดคล้องกับองค์ประกอบที่คล้ายกันกับตัวอย่างที่ได้นำเสนอ ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าเกิดขึ้นจริง และมีการส่งผ่าน NFT สู่กันได้จริง
ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ตัวอย่างผลงานที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาครั้งนี้ คุณผู้อ่านจะพบองค์ประกอบของการมีมูลค่า การสร้างคุณค่า และแนวทางของการเกิดมูลค่าของสินทรัพย์ NFT ที่สอดคล้องกับกลไกตลาด จึงเป็นที่มาของคำตอบจากคำถามที่ว่า NFT มีค่าได้อย่างไร ? ติดตามความรู้ด้าน NFT และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้ในตอนต่อไปครับ
นานาสาระน่ารู้
NFT คืออะไร ?
NFT คือ สินทรัพย์ดิจิทัล ย่อมาจาก Non-Fungible Token ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ถูกบันทึกผู้ผลิตและเจ้าของผ่าน Smart Contract ที่ทำให้เกิดการระบุเจ้าของ (ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยตัวตน) มีความนิยมและมีมูลค่าการตลาดสูงมากในช่วงปี 2020 – 2021 ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2022 จนถึง 2023 มูลค่าการตลาดมีความผันผวน แต่ยังคงมีโอกาสในเชิงธุรกิจจากนักลงทุนทุกภาคส่วน สำหรับบทความนี้ขอแนะนำส่วนเริ่มของกระแส NFT และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่า อะไรคือ NFT และทำไมจึงเกิดกระแสในโลกปัจจุบัน
กระแสจากเทคโนโลยีและการประมูล
NFT เป็นกระแสเมื่อมีการใช้งาน Block Chain และการซื้อขายเหรียญหรือ Token ของ Crypto Currency ในระยะแรก จนพัฒนามาเป็นการสร้าง Token ของ NFT ที่มุ่งเน้นให้ผู้ซื้อขายสามารถระบุตัวตนของผู้ครอบครอง Token ไว้ใน Block Chain ได้ สามารถแลกเปลี่ยน Token กันได้ พร้อมทั้งมีการระบุผู้ครอบครองในรายต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนพร้อมราคาซื้อขายใน Block chain ดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยส่วนที่ทำให้เกิดกระแสสำคัญของ NFT ว่ากันว่าเกิดจากการซื้อขายประมูลภาพ Collage Digital ของ Mike Winkelmann
โดยภาพดังกล่าวเป็นไฟล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ ที่ถูกร้อยเรียงการฝึกหัดวาดภาพดิจิทัลวันละ 1 ภาพของคุณ Mike เป็นจำนวนทั้งสิ้น 5 พันวัน (กว่า 13 ปี) ซึ่งเป็นศิลปินและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ เขาทำให้ทุกคนเห็นว่าภาพทุกภาพมีพัฒนาการ มีความตั้งใจ สามารถทำการประมูลผ่านระบบ Block chain แลtขายได้เป็นจำนวนเงินกว่า 1,900 ล้านบาท โดยการซื้อขายทำได้ทั่วโลกและจ่ายเงินเป็นเงินสกุล ETH ซึ่งเป็นเหรียญใน Crypto Currency ที่สามารถโอนจ่ายได้อย่างรวดเร็วและเสียค่าธรรมเนียมน้อยนิด ทำให้เกิดมิติการเปรียบเทียบในส่วนของ ราคา ธุรกรรม ความสะดวก และ Story ที่ซึ้งกินใจ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดกระแส NFT ควบคู่กับ Crypto Currency ซึ่งเป็นที่เชื่อถือในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ในตอนหน้า ผู้เขียนจะพาคุณไปรู้จักกับ NFT ให้ชัดขึ้นในมุมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและกระบวนการที่สำคัญสำหรับการเป็น NFT Creator หรือผู้สร้าง / ผู้ขาย สินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ใช่การชี้นำการลงทุน เป็นเพียงการนำเสนอมุมมองทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น และบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเท่านั้น
นานาสาระน่ารู้
การเลือกหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก
“หมวกนิรภัยสำหรับเด็ก” เลือกอย่างไรให้เหมาะสม ใช้ได้อย่างปลอดภัย มาดูพร้อมๆกันครับ
เรามาร่วมรณรงค์สวมหมวกนิรภัยตามสโลแกน “สวย หล่อ สมาร์ต ปลอดภัย ง่ายๆ แค่สวมหมวกนิรภัย” กันนะครับ
NSTDA Infographic
‘คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว’ ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลจากกระเบื้องมีตำหนิ ลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรม นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม
For English-version news, please visit : Use of defective tiles to produce pervious concrete
ในอุตสาหกรรมการผลิตกระเบื้อง โรงงานส่วนใหญ่มักต้องเผชิญปัญหาสินค้ามีตำหนิในทุกรอบการผลิต คิดเป็นปริมาณร้อยละ 5-10 ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งสินค้ามีตำหนิเหล่านี้ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ เมื่อสะสมไว้เป็นเวลานานทำให้ไม่มีสถานที่จัดเก็บ โรงงานส่วนใหญ่จึงมักกำจัดทิ้งด้วยการบด ก่อนนำไปใช้ถมที่หรือฝังกลบ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัทเคนไซ ซีรามิคส์ อินดัสตรี้ จำกัด วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต ‘คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว’ จากกระเบื้องมีตำหนิ เพื่อลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช.
[caption id="attachment_47402" align="aligncenter" width="700"] คุณวิทยา ทรงกิตติกุล นักวิจัย เอ็มเทค สวทช.[/caption]
คุณวิทยา ทรงกิตติกุล นักวิจัย ทีมวิจัยอีโคเซรามิกและจีโอพอลิเมอร์ เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า บริษัทเคนไซ ซีรามิคส์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องตกแต่งสำหรับปูพื้นและบุผนังรายใหญ่ของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบันนอกจากการนำกระเบื้องมีตำหนิบางส่วนมารีไซเคิลเป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับผลิตกระเบื้องใหม่แล้ว บริษัทยังได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาสูตรการผลิต ‘คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว’ เพื่อนำกระเบื้องมีตำหนิสะสมมาหลายปีซึ่งยังคงมีเหลืออยู่มากมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตสินค้าชนิดใหม่ของบริษัท
[caption id="attachment_47404" align="aligncenter" width="750"] บริษัทเคนไซ ซีรามิคส์ อินดัสตรี้ จำกัด[/caption]
สำหรับกระบวนการแปรรูปกระเบื้องมีตำหนิสู่คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว ทีมวิจัยใช้วิธีการบดกระเบื้องที่มีตำหนิด้วยเครื่องบดขนาดใหญ่จนได้วัสดุที่มีขนาดอนุภาคเหมาะสม ก่อนนำมาขึ้นรูปด้วยสูตรจำเพาะ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแรง คงทน และน้ำซึมผ่านได้ดี
คุณวิทยา อธิบายว่า สูตรการผลิตคอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็วที่ทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทพัฒนาขึ้นมีมากถึง 3 รูปแบบ ซึ่งมาจากวัตถุดิบตั้งต้น 3 ชนิด คือ กระเบื้องชนิดไม่เคลือบ กระเบื้องเคลือบ และหินจากธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ได้กระบวนการผลิตจากวัตถุดิบที่หลากหลาย ผลิตได้จำนวนมาก ทันต่อความต้องการของลูกค้า โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบทั้ง 3 แบบ ได้รับการทดสอบความแข็งแรง ความหนาแน่น และการซึมผ่านของน้ำดี ได้ค่าผ่านตามมาตรฐานที่สหรัฐอเมริกากำหนด และรองรับแรงกดอัดได้ตามเกณฑ์ของคอนกรีตปูพื้น การประยุกต์ใช้งานผลิตภัณฑ์สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการปูพื้นทางเท้า จัดตกแต่งสวน หรือใช้งานกับสถานที่ที่มีระบบระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและช่วยระบายความร้อน
[caption id="attachment_47403" align="aligncenter" width="700"] ภาพแสดงการไหลผ่านของน้ำ[/caption]
แม้ประเทศไทยจะยังมีการผลิต จำหน่าย และใช้งานคอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็วไม่แพร่หลาย แต่ในหลายประเทศมีการใช้งานผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มายาวนาน รวมถึงมีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย เช่น สนามกีฬา ถนน และลานจอดรถ
คุณวิทยา เล่าว่า ในบางประเทศมีการปูพื้นพื้นที่ที่ต้องการใช้งานด้วยก้อนกรวด ก่อนนำคอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็วมาวางทับ เพื่อให้น้ำที่ไหลผ่านผลิตภัณฑ์ผ่านการกรองอีกขั้นจนค่อนข้างสะอาด เหมาะแก่การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือบางแห่งมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะเป็นกล่องคอนกรีตทึบที่บรรจุด้วยคอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว และมีท่อสำหรับระบายน้ำออก เพื่อควบคุมทิศทางการระบายน้ำไปยังจุดที่ต้องการ
[caption id="attachment_47401" align="aligncenter" width="450"] ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์แบบควบคุมทิศทางการไหลออกของน้ำ[/caption]
“นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อีกหลายรูปแบบ เช่น การใช้เป็นขอบสระว่ายน้ำเพื่อดึงน้ำที่ล้นออกจากสระกลับเข้าสู่ระบบใหม่ หรือใช้เป็นกำแพงกรองลมในพื้นที่ที่มีลมพัดผ่านค่อนข้างแรง เพื่อช่วยลดความแรงของลม และเพิ่มความปลอดโปร่งให้แก่พื้นที่ภายในแนวกำแพง”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่บริษัทเคนไซ ซีรามิคส์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทกำลังพัฒนาขนาดและรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และจัดเตรียมสายการผลิตและช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายสินค้าได้ที่ www.kenzai.co.th
การร่วมแรงนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการตลาด มาพัฒนารูปแบบวิธีการที่จะใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างอันดีของการผสานกำลังและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
VDO แนะนำ สวทช. 2026 Thai Short (5:56 นาที)
VDO แนะนำ สวทช. 2026 ภาษาไทย แบบสั้น มี subtitle
Download VDO Thai Short with sub
VDO แนะนำ สวทช. 2026 ภาษาไทย แบบสั้น ไม่มี subtitle
Download VDO Thai Short without sub
คลัง VDO
VDO แนะนำ สวทช. 2026 Eng Full (8:28 นาที)
VDO NSTDA Introduce 2026 English Version Full with subtitle
Download VDO Eng Full with sub
VDO NSTDA Introduce 2026 English Version Full without subtitle
Download VDO Eng Full without sub
คลัง VDO
VDO แนะนำ สวทช. 2026 Thai Full (8:45 นาที)
VDO แนะนำ สวทช. 2026 ภาษาไทย แบบเต็ม มี subtitle
Download VDO Thai Full with sub
VDO แนะนำ สวทช. 2026 ภาษาไทย แบบเต็ม ไม่มี subtitle
Download VDO Thai Full without sub
คลัง VDO
VDO แนะนำ สวทช. 2026 Eng Short (5:44 นาที)
VDO NSTDA Introduce 2026 English Version Short with subtitle
Download VDO Eng Short with sub
VDO NSTDA Introduce 2026 English Version Short without subtitle
Download VDO Eng Short without sub
คลัง VDO
อีอีซี รวมพลังภาคีภาครัฐ-เอกชน MOU หนุนใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ และรับส่งพนักงานในพื้นที่ อีอีซี พร้อมร่วมพัฒนาระบบนิเวศน์การลงทุน นำร่องปี 66 เกิดรถโดยสารไฟฟ้า 100 คัน คาดใน 2 ปีเพิ่มเป็น 10,000 คัน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 5 แสนตัน/ปี จูงใจดึงลงทุนคลัสเตอร์ EV และ BCG รวม 40,000 ล้านบาท
For English-version news, please visit : Public-private initiative to promote the use of EV buses in EEC
วันที่ 28 ก.ย.2566 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และรถรับ-ส่งพนักงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมกับ นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศาสตราจารย์ นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย นายวีระเดช เตชะไพบูลย์ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100) และนายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีถ่ายทอดองค์ความรู้ ขับเคลื่อนการลงทุนและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า ในระบบขนส่งสาธารณะ และรับส่งพนักงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่อีอีซี อย่างยั่งยืน ณ ห้อง Conference 1-2 สำนักงานอีอีซี
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การลงนามฯ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือสำคัญจากภาคีภาครัฐ และเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG ผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศน์ ดึงดูดการลงทุนนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นที่ตั้งและฐานการผลิต EV แห่งภูมิภาค โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ MOU ดังกล่าว จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่แพร่หลายในระบบขนส่งสาธารณะ และการรับส่งพนักงาน ประชาชนในพื้นที่ อีอีซี เข้าถึงบริการดังกล่าวได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผลักดันให้เกิดการผลิต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด สอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาให้พื้นที่อีอีซี เป็นพื้นที่ Net Zero Carbon Emission ในภาคอุตสาหกรรม โดยระยะ 5 ปีแรก สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 10% และการลงทุนใหม่ในพื้นที่ 40% ต้องมีแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว สร้างการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน
ทั้งนี้ อีอีซี จะเชื่อมโยงความร่วมมือและพัฒนากลไกการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ โดยทุกฝ่าย จะร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การติดตั้งสถานี ชาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับ รวมไปถึงขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มโครงการฯ โดยอีอีซี จะร่วมขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศจูงใจ ให้เกิดการลงทุน เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์รูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกเพิ่มความรวดเร็ว ในการอนุมัติ อนุญาตที่อีอีซีสามารถออกใบอนุญาตแทนหน่วยงานต่างๆ ได้ถึง 44 ใบอนุญาต คาดว่าจะเริ่มได้ ในมกราคม ปี 2567 ซึ่งจากความร่วมมือครั้งนี้ เป็นกิจกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับ คลัสเตอร์ EV และคลัสเตอร์ BCG (ในกลุ่มพลังงานสะอาด)
นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบาย อวน. (การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) สนับสนุนการพัฒนาและยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ จะดำเนินการภายใต้ข้อตกลง ฉบับนี้ เพื่อนำร่องให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ ให้มีคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และสร้างซัพพลายเชนในประเทศให้มีจำนวนมากขึ้น ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อความร่วมมือในพื้นที่อีอีซีนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว จะสามารถถอด เป็นบทเรียนเพื่อขยายให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับการพัฒนาไปสู่เป้าหมายการผลิตแล การใช้งานยานยนต์ไร้มลพิษ และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย
ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การลงนาม ฯ ครั้งนี้ สวทช. จะเป็นหน่วยงานในการสนับสนุน ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรถโดยสารพลังงาน ไฟฟ้า และการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซี เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง จากการสั่งสมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง กับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น การออกแบบแบตเตอรี่แพ็ค การออกแบบมอเตอร์ ระบบควบคุมพร้อมระบบขับเคลื่อน เทคโนโลยี การลดน้ำหนักตัวรถที่ยังคงความแข็งแรงของโครงสร้างและความปลอดภัย การวิเคราะห์ Vehicle dynamic การพัฒนา ระบบ EV Charger การพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบกับศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. ซึ่งเป็นศูนย์วิเคราะห์ทดสอบและรับรองในระดับสากล เป็นต้น ทั้งนี้ สวทช. มีความพร้อมใน การสนับสนุนการทดสอบเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง และยกระดับ ระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่อีอีซี รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบในการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของ สวทช. ที่ ต้องการสนับสนุนเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป
นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ จะเป็นโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบการใช้รถโดยสารไฟฟ้า สำหรับขนส่งสาธารณะและรับ-ส่งพนักงานสำหรับประชาชน เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในพื้นที่อีอีซี โดยคาดว่าในปี 2566 นี้จะเกิดรถโดยสารไฟฟ้า อย่างน้อย 100 คัน พร้อมสถานีชาร์ท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5 พันตันต่อปี เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาวัตถุดิบสินค้าในประเทศ (local content) เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศมากกว่า 360 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 2 ปี หากสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้รถโดยสารไฟฟ้าได้ 10,000 คัน จะมีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 60,000 ล้านบาท เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศมากกว่า 48,000 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 5 แสนตันต่อปี
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ปี 2570 ในการสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายด้านการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศ อันส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้า และ การลงทุนของไทยให้เติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสของการลงทุนตาม เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจ สีเขียว เช่น EXIM Green Start เพื่อให้สอดคล้องตาม Thailand Taxonomy หรือ Exim Supply Chain Financing Solution เพื่อเสริมสภาพคล่อง SMEs ในเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่ สำหรับความร่วมมือ ในครั้งนี้ จะสนับสนุนการเข้าถึงการบริการทางการเงินของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ การประกอบธุรกิจ โดยธนาคารเห็นถึงโอกาสในการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวในอนาคต
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
ทำไมการแสดงข้อมูล (data visualization) เป็นเรื่องยาก
มี 3 เหตุผล ที่อธิบายทำไมการแสดงข้อมูลเป็นเรื่องยาก
1. การมีให้ของข้อมูล ข้อมูลที่ดีสำหรับการแสดงไม่ง่ายที่จะค้นพบ เมื่อค้นพบ ยังคงต้องการข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่ทำงานร่วมกันได้ จัดทำเป็นเอกสารและอนุญาตอย่างเหมาะสมเพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่และพร้อมใช้ ดังนั้นมีการจัดการข้อมูลอยู่เบื้องหลังและหลายสิ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนที่ข้อมูลมีให้เพื่อการแสดง
2. การออกแบบการแสดง ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำการแสดงข้อมูล ต้องการการประยุกต์ใช้การออกแบบและความเข้าใจหลักการออกแบบที่ให้รายละเอียดและมีการใช้อย่างมาก การออกแบบต้องการประสบการณ์ของผู้ใช้และการพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่ใน browsers และเครื่องมือทางดิจิทัล
ดังนั้นไม่เพียงมีข้อจำกัดของทักษะ แต่ต้องการปรับใช้การแสดงในเทคโนโลยีที่จำเพาะ ไม่เหมือนเมื่อกำลังใช้การแสดงบน laptop หรือโทรศัพท์มือถือ หรือ tablet การแสดงที่แตกต่างกันต้องการประเภทการออกแบบที่แตกต่างกัน ในองค์กรขนาดใหญ่ ไม่เสมอไปมีความสามารถเหล่านี้
3. การเข้าถึงและเข้าใจข้อมูล ความสามารถในการเข้าถึงเป็นตัวสำคัญหลัก มีหลายสิ่งที่ลืมในเรื่องของความสามารถในการเข้าถึง ตัวอย่าง เช่น ผู้ใช้ที่มีความผิดปกติของการมองเห็น ต้องออกแบบสำหรับคนเหล่านั้นด้วย
นอกจากสามารถแก้ปัญหาความสามารถในการเข้าถึง ผู้ใช้ต้องเข้าใจสิ่งที่นำเสนอด้วย ในหลายหนทางการแสดงข้อมูลยากมากเกินไป มีกราฟ การโต้ตอบมากเกินไปในการแสดงข้อมูล ต้องทำให้ข้อความอยู่ในรูปที่ง่าย
ที่มา: Holly Lyke-Ho-Gland (August 1, 2022). Better Data Visualization Starts With Simplifying the Message. Retrieved September 23, 2023, from https://www.apqc.org/blog/better-data-visualization-starts-simplifying-message
นานาสาระน่ารู้


