หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ให้บริการ ‘Industry 4.0 Platform’ บริการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร (Industry 4.0 Platform Solution)
For English-version news, please visit : Industry 4.0 Platform: Empowering industrial transformation   ปัจจุบันทั่วโลกต่างตื่นตัวต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่ระดับ 4.0 (industry 4.0) หรือการปรับเปลี่ยนให้เครื่องจักรภายในโรงงานสื่อสารถึงกันและกัน และสื่อสารกับมนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ เพราะจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบและสั่งการเครื่องจักรได้สะดวกจากทุกที่ทุกเวลา ลดขั้นตอนการทำงาน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในระบบ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตด้วย ถึงกระนั้นการจะยกระดับภาพรวมของอุตสาหกรรมสู่ระดับ 4.0 ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะต้องอาศัยความพร้อมหลายด้าน ทั้งจากผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แรงงานทักษะสูง และเงินทุน สวทช. จึงเปิดให้บริการ 'Industry 4.0 Platform’ แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร (one-stop service) Industry 4.0 Platform ประกอบด้วย 3 บริการหลัก ได้แก่ 'i4.0 maturity' ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศ โดยมี Thailand i4.0 Index เป็นเครื่องมือในการวัดระดับความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นการยกระดับได้อย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นเป็นตอ 'i4.0 consulting' บริการให้คำปรึกษาด้านการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และสิทธิประโยชน์ และ 'i4.0 training' บริการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ออกแบบระบบเทคโนโลยีสำหรับใช้งานภายในโรงงาน (System Integrator: SI) แรงงานทักษะสูง และผู้ให้บริการประเมินความพร้อมโรงงาน     บันได 4 ขั้น ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ขั้นแรกคือการประเมินความพร้อมด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ที่ www.nstda.or.th/i4platform/checkup เพื่อให้ทราบเบื้องต้นว่าอุตสาหกรรมของตนอยู่ในระดับไหน ขั้นที่สองคือการประเมินความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมรับคำแนะนำในการยกระดับโรงงาน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/OTlB9) ขั้นที่สามคือการรับคำแนะนำในการยกระดับอุตสาหกรรมทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และสิทธิประโยชน์ โดยผู้ประกอบการอาจนำแผนงานมาทดสอบจำลองสถานการณ์ (simulation) ด้วย testbed อาทิ เครื่องจักร สายการผลิต และระบบดิจิทัลที่มีให้บริการภายในระบบบริการของ Industry 4.0 Platform ก่อนลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และกระบวนการผลิตภายในโรงงานจริง เพื่อลดการสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และขั้นสุดท้ายคือการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโรงงาน โดยข้อมูลชุดนี้จะนำเสนอ Industry 4.0 platform solution หรือเทคโนโลยีที่ สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมระบบบริการช่วยเหลือผู้ประกอบการยกระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจร (one-stop service)     'Industry 4.0 platform solution' 4 เทคโนโลยีรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 เทคโนโลยีแรกคือ URCONNECT อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบ universal เพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรเก่าให้เป็น IoT สามารถสั่งการอุปกรณ์ได้จากทางไกล และรับสัญญาณจากเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ตรวจจับการทำงาน รวมถึงการประเมินสุขภาพของอุปกรณ์ มาประมวลผลและจัดเก็บที่ระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ดูแลตรวจสอบข้อมูลและควบคุมการทำงานได้สะดวกจากทุกที่ทุกเวลา เทคโนโลยีสองคือ UNAI (อยู่ไหน) ระบบระบุตำแหน่งและเส้นทางการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์และสินค้าภายในโรงงาน เช่น การทำ smart warehouse เทคโนโลยีที่สามคือ NETPIE ระบบ cloud computing สัญชาติไทย ที่เปิดให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่สี่คือ Industrial IoT and Data Analytics Platform (IDA Platform) แพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและการใช้พลังงานภายในโรงงานผ่านระบบคลาวด์     เมื่อนำชุดอุปกรณ์เหล่านี้มาติดตั้งภายในโรงงานจะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบถึงผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตแบบเรียลไทม์ โดยดูได้ทั้ง 1) ประสิทธิภาพโดยรวมการผลิตของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness: OEE) 2) ประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน (Energy monitoring) 3) ระบบแจ้งเตือนการบำรุงรักษาอุปกรณ์ล่วงหน้า (Predictive Maintenance (PdM) ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารพลังงานสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อปรับแผนงาน ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลอุปกรณ์ปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้   สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการ 'Industry 4.0 platform solution’ เข้าปรึกษา และใช้บริการด้านต่าง ๆ แบบครบวงจรได้ที่ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ที่ EECi - Industry 4.0 assessment - training - consultant - low-cost platform solutions - custom solution - testbeds   SMC มีระบบ membership สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการที่ศูนย์เป็นประจำ โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบจะได้รับจากการสมัคร คือ - รับส่วนลดในการใช้บริการ - รับคำปรึกษาเชิงลึกด้านเทคนิค และสิทธิประโยชน์ - ใช้พื้นที่ห้องทำงาน ห้องประชุม และห้องอบรม - รับข้อมูลข่าวสารและกิจกรรม business matching - จัดแสดงและสาธิตผลิตภัณฑ์ภายในศูนย์     โปรโมชันพิเศษคุ้ม 2 ต่อ สำหรับ 100 โรงงานแรกที่สมัครเข้าร่วมโครงการทดสอบการใช้งาน IDA platform ในเฟสที่สอง ต่อที่ 1 : สิทธิพิเศษจากศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) - ทุนสนับสนุนโรงงานละ 100,000 บาท - สนับสนุน IDA dashboard, cloud storage และ cloud IoT ฟรี 1 ปี - สนับสนุน URCONNECT 1 ชุด (จำนวนจำกัด) - สื่อวีดิทัศน์สำหรับเรียนรู้ทางออนไลน์ IDA fundamentals tutorial   ต่อที่ 2: หากโรงงานเป็นนิติบุคคลไทยและเป็น SME ตามนิยาม สสว. สามารถขอรับการสนับสนุนผ่าน 'โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP)’ โดย ITAP จะสนับสนุนค่าที่ปรึกษาสูงสุดไม่เกิน 50% ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของ ITAP   รายละเอียดเพิ่มเติม Website: www.nstda.or.th/i4Platform Facebook: Thailand i4.0 Platform   ติดต่อสอบถามหรือขอรับบริการ E-mail: i4Platform@nstda.or.th Line: @i4Platform   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ให้บริการ ‘Industry 4.0 Platform’ บริการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร
For English-version news, please visit : Industry 4.0 Platform: Empowering industrial transformation   ปัจจุบันทั่วโลกต่างตื่นตัวต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่ระดับ 4.0 (industry 4.0) หรือการปรับเปลี่ยนให้เครื่องจักรภายในโรงงานสื่อสารถึงกันและกัน และสื่อสารกับมนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ เพราะจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบและสั่งการเครื่องจักรได้สะดวกจากทุกที่ทุกเวลา ลดขั้นตอนการทำงาน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในระบบ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตด้วย อย่างไรก็ตามการจะยกระดับภาพรวมของอุตสาหกรรมสู่ระดับ 4.0 ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยความพร้อมหลายด้าน ทั้งจากผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แรงงานทักษะสูง และเงินทุน สวทช. จึงเปิดให้บริการ 'Industry 4.0 Platform’ แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร (one-stop service) โดยเปิดให้บริการ 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 'i4.0 maturity' ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศ โดยมี Thailand i4.0 Index เป็นเครื่องมือในการวัดระดับความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นการยกระดับได้อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอน 'i4.0 consulting' บริการให้คำปรึกษาด้านการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และสิทธิประโยชน์ 'i4.0 training' บริการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ออกแบบระบบเทคโนโลยีสำหรับใช้งานภายในโรงงาน (System Integrator: SI) แรงงานทักษะสูง และผู้ให้บริการประเมินความพร้อมโรงงาน และสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นวางแผนการยกระดับอุตสาหกรรม 'Industry 4.0 Platform’ ได้เปิดให้บริการประเมินอุตสาหกรรมด้วย 'Thailand i4.0 index' เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงสถานะความพร้อมของกิจการ โดยเปรียบเทียบกับกิจการชั้นนำระดับประเทศและระดับสากลที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน พร้อมแนะนำ 4 มิติที่ควรเร่งพัฒนาก่อน เพื่อปิดช่องโหว่ของความไม่พร้อม และเพิ่มประสิทธิภาพของสายการผลิต โดยผู้ประกอบการที่นำกิจการเข้ารับการประเมินด้วย 'Thailand i4.0 index' และได้รับการเห็นชอบแผนพัฒนาจาก สวทช. สามารถนำเอกสารรับรองยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI เพื่อสิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นภาษีเงินได้ในสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี 'เปรียบเสมือนภาครัฐช่วยลงทุน’ (เงื่อนไขตามข้อกำหนดของ BOI)     บันได 4 ขั้น ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ขั้นแรกคือการประเมินความพร้อมด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ที่ www.nstda.or.th/i4platform/checkup เพื่อให้ทราบในเบื้องต้นว่าอุตสาหกรรมของตนอยู่ในระดับใด ขั้นที่สองคือการประเมินความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมรับคำแนะนำในการยกระดับโรงงาน โดยผู้ประกอบการและพนักงานอาจเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และทักษะด้านอุตสาหกรรม 4.0 ด้วย ขั้นที่สามคือการรับคำแนะนำในการยกระดับอุตสาหกรรมทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และสิทธิประโยชน์ และอาจนำแผนงานมาทดสอบจำลองสถานการณ์ (simulation) ด้วย testbed อาทิ เครื่องจักร สายการผลิต และระบบดิจิทัลที่มีให้บริการ ก่อนลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และกระบวนการผลิตภายในโรงงานจริง เพื่อลดการสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และขั้นสุดท้ายคือการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม นำไปสู่การเพิ่มความยืดหยุ่นในกระบวนการผลิต ลดต้นทุน ลดข้อเสีย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขั้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการรับบริการทุกขั้นบันไดสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ผ่าน 'Industry 4.0 Platform’ ที่ให้บริการโดย สวทช.     'Thailand i4.0 index' หรือ 'ดัชนีความพร้อมของอุตสาหกรรม 4.0' เป็นดัชนีเพื่อประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรมที่ประเมินผ่าน 6 ด้านหลัก (17 ด้านย่อย) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมให้รองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดย 6 ด้านหลักประกอบด้วย technology smart operation IT system & data transactionhuman capital market & customers strategy & organization ทั้งนี้ Thailand i4.0 Index พัฒนาขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรม ITAP สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยสถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และได้รับการสนับสนุนการทำวิจัยจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนี www.thindex.or.th     ในการประเมินความพร้อม คณะกรรมการจะประเมินผ่าน 6 ด้านหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย 17 ด้านย่อย โดยแบ่งระดับความพร้อมเป็น 6 ระดับ (band) ซึ่งในช่วงอุตสาหกรรม 3.0 และ 4.0 ที่มีการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและการลงทุนที่ค่อนข้างสูง จะแบ่งย่อยเป็น 2 ระดับต่อขั้นอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการก้าวขึ้นแต่ละขั้นได้ง่ายยิ่งขึ้น     เมื่อผู้ประกอบการเข้ารับการประเมินอุตสาหกรรมแล้ว จะได้รับข้อสรุปผลการประเมินเป็น 2 ตารางหลักดังภาพตัวอย่าง ตารางแรก (ซ้าย) จะแสดงให้เห็นถึงระดับความพร้อมของอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกับโรงงานชั้นนำของประเทศที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน (Best in Class: BIC) ส่วนตารางที่สอง (ขวา) จะแนะนำ 4 มิติที่ผู้ประกอบการควรปรับปรุงก่อน โดยพิจารณาจาก ระดับปัจจุบัน, โครงสร้างต้นทุน, KPI ของบริษัท และความห่างจาก BIC     ประโยชน์ 4 ต่อที่ผู้ประกอบการจะได้จากการเข้ารับการประเมินอุตสาหกรรม คือ ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Industry 4.0 และการประยุกต์ใช้งานในองค์กร ได้รายงานสรุปผลการประเมินระดับความพร้อม (assessment report) สำหรับใช้เป็นแนวทางกำหนดกลยุทธ์องค์กรตาม impact value chain ได้ข้อมูลสำหรับใช้เป็นแนวทางในการจัดหา System Integrator (SI) ที่เหมาะสมมาร่วมพัฒนา ได้ใช้ assessment report ประกอบการยื่นขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI     BOI สนับสนุนสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ที่ลงทุนยกระดับกิจการสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยการยกเว้นภาษีเงินได้ในสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ BOI ได้กำหนดเงื่อนไขในการสนับสนุนการลงทุน คือ 1. ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่ระบบอัตโนมัติ 2. ลงทุนระบบ automation and network technology 3. ลงทุนระบบ smart operation 4. ลงทุนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานในอุตสาหกรรม โดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาสนับสนุนสิทธิประโยชน์ คือ 1. แผนการลงทุนจะต้องได้รับการเห็นชอบจาก สวทช. 2. ดำเนินงานแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันออกบัตรสนับสนุนโดย BOI     ด่วน จำนวนจำกัด !! สวทช. เปิดรับประเมินอุตสาหกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางฟรี 100 โรงงาน ติดต่อขอรับบริการได้ที่ i4Platform@nstda.or.th     รายละเอียดเพิ่มเติม Website: www.nstda.or.th/i4Platform Facebook: Thailand i4.0 Platform   ติดต่อสอบถามหรือขอรับบริการ E-mail: i4Platform@nstda.or.th Line: @i4Platform  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เปิดแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเนื้อ “อินทผลัมพันธุ์บาฮี” การันตีคุณภาพผลผลิตตรงตามแม่พันธุ์
  Tech: สุดเจ๋ง ! นักวิจัยไทยพัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีเชิงการค้าสำเร็จ เอกชนสานต่อสู่เชิงพาณิชย์ จัดตั้งห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพร้อมผลิตต้นกล้าออกสู่ตลาด ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ หนึ่งในผลงานนวัตกรรมจากไบโอเทค สวทช. ร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2566 BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พัฒนาเทคโนโลยีโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ผลิตและจำหน่ายโดยห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม บริษัทพี โซลูชั่น กรุ๊ป จำกัด ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ : 08 1875 9340 หรือ 08 9155 2777   [caption id="attachment_47240" align="aligncenter" width="700"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค เล่าว่าปัจจุบันธุรกิจการปลูกอินทผลัมพันธุ์ชนิดรับประทานสดในประเทศไทยมีการขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ทว่าอินทผลัมเป็นพืชต่างประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องนำเข้าต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์ดีที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะสามารถการันตีถึงการตรงตามพันธุ์ ที่ส่งผลให้มีความสม่ำเสมอของคุณภาพและปริมาณของผลิตผลอินทผลัมที่จะออกสู่ตลาดได้ การพัฒนาเทคนิคผลิตต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์ดีด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อรวมถึงการปรับปรุงพันธุ์อินทผลัมให้เหมาะสมกับสภาพการปลูกและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรองรับความต้องการของเกษตกร ดังนั้นไบโอเทค สวทช. จึงได้ร่วมกับบริษัทพี โซลูชั่น กรุ๊ป จำกัด พัฒนาเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีซึ่งเป็นพันธุ์การค้ามาตรฐานชนิดรับประทานผลสดที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลิตต้นกล้าอินทผลัมคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม และลดการนำเข้าต้นกล้าอินทผลัมจากต่างประเทศ   [caption id="attachment_47241" align="aligncenter" width="700"] ต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม บริษัทพี โซลูชั่น กรุ๊ป จำกัด[/caption]   จุดเด่นของต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีจากห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินผลัมบริษัทพี โซลูชัน กรุ๊ป จำกัด คือ เป็นต้นเพศเมียที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่นำมาจากต้นแม่พันธุ์คุณภาพดี ปลูกง่าย ดูแลง่าย เติบโตได้ดีเกือบทุกภูมิภาคในประเทศไทย เริ่มจำหน่ายผลผลิตได้หลังปลูกประมาณ 3 ปี อายุเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 150 วันหลังผสมเกสร ผลมีสีเหลืองทอง รูปร่างกลมรี เนื้อแน่น หวานกรอบอร่อย ไม่มีรสฝาด   [caption id="attachment_47242" align="aligncenter" width="700"] ประพัฒน์ วนาพิทักษ์ ประธานบริษัทพี โซลูชั่น กรุ๊ป จำกัด[/caption]   ประพัฒน์ วนาพิทักษ์ ประธานบริษัทพี โซลูชั่น กรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของพีโซลูชันกรุ๊ปเริ่มผลิตต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีจำหน่ายออกสู่ตลาดแล้ว และในอนาคตยังสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์ดีอื่น ๆ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง เช่น เบรม โคไนซี่ บาฮีแดง ฯลฯ รวมถึงรองรับการขยายพันธุ์ต้นอินผลัมที่มาจากการพัฒนาต้นพันธุ์เพาะเมล็ดลักษณะดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจการปลูกอินทผลัมเป็นให้เป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทยและสามารถส่งออกผลผลิตหรือต้นกล้าพันธุ์ดีได้ในอนาคต นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในประเทศไทยที่สามารถขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจจากต่างประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการผลิตอินทผลัมชนิดรับประทานผลสด และยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอินผลัมพันธุ์ใหม่ ๆ ในประเทศไทยอีกด้วย   เรียบเรียงโดย : วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไบโอเทค-สวทช. พัฒนาองค์ความรู้ ฟื้นฟูพื้นที่เพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่า อนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
  ‘เห็ดตับเต่า’ เป็นหนึ่งในเห็ดพื้นบ้านของไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญคือมีให้รับประทานเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น ซึ่งแหล่งผลิตเห็ดตับเต่าที่ใหญ่ที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่บ้านสามเรือน ตำบลสามเรือน อำเภบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่เกิดจากวิถีภูมิปัญญาผสานกับการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาปรับใช้บริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมเพื่อผลิตเห็ดตับเต่าอย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน   [caption id="attachment_47202" align="aligncenter" width="450"] นางสาวธิติยา บุญประเทือง นักวิจัยไบโอเทค สวทช.[/caption]   นางสาวธิติยา บุญประเทือง หัวหน้ากลุ่มวิจัยเห็ด ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล่าว่า เกษตรกรบ้านสามเรือนเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่าในดงโสนเป็นอาชีพหลักมานานหลายสิบปี และได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเห็ดตับเต่าคลองโพ แต่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 ส่งผลให้เชื้อเห็ดตับเต่าในพื้นที่ลดลงและพักตัวนานขึ้น ผลผลิตเห็ดในปีถัด ๆ มาก็ลดลงตามไปด้วย หากไม่เร่งฟื้นฟูอาจทำให้เห็ดตับเต่าค่อย ๆ หายไปจากพื้นที่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในระยะยาว “ทีมวิจัยจึงได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรบ้านสามเรือนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่า เริ่มตั้งแต่ศึกษาสรีรวิทยาของเห็ดตับเต่า ศึกษาระบบนิเวศและปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการเจริญของเห็ดตับเต่าทั้งดิน น้ำ ความชื้น และอากาศ รวมถึงพืชอาศัยของเห็ดตับเต่า ซึ่งเดิมเคยมีความรู้ว่าเห็ดตับเต่าเป็นเห็ดเอ็กโทไมคอร์ไรซา (ectomycorrhiza) ที่เจริญร่วมกับรากของต้นไม้ จึงไม่สามารถเพาะในโรงเรือนได้เหมือนกับเห็ดชนิดอื่นๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เห็ดตับเต่าไม่เป็นเห็ดเอ็กโทไมคอร์ไรซา แต่เป็นเห็ดที่มีสังคมการอาศัยที่ซับซ้อนคือ มีความสัมพันธ์ร่วมระหว่างพืชอาศัย ซึ่งมีมากกว่า 60 ชนิด และต้นโสนเป็นหนึ่งในนั้น ร่วมกับแมลงคือมดและเพลี้ย ดังนั้นหากกำจัดมดและเพลี้ยจะส่งผลต่อเห็ดตับเต่าด้วย กลไกของสังคมนี้ยังคงอยู่ในระหว่างศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เห็ดตับเต่าสามารถนำมาเพาะเลี้ยงในโรงเรือนได้แต่รสชาติเปรียบกับเห็ดตับเต่าที่ขึ้นในบริเวณแหล่งปลูกอาศัยตามธรรมชาติไม่ได้ ต้นทุนสูงและเพาะเลี้ยงยากจึงไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย” นักวิจัยเล่าว่าเกษตรกรที่บ้านสามเรือนจะเพาะเห็ดตับเต่าในดงโสนนาซึ่งเป็นพืชประจำถิ่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีมากมาย โดยเห็ดตับเต่าจะเริ่มออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน หลังจากเก็บดอกเห็ดขายจนหมดแล้วและต้นโสนเริ่มแก่ พร้อมกับช่วงของการกักเก็บน้ำจากชลประทานซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แก้มลิงของจังหวัด โดยน้ำจะเข้าท่วมถึงระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน หลังจากน้ำลดแล้วจึงเริ่มปรับพื้นที่ให้ต้นโสนงอกใหม่อีกครั้งคือการถอนต้นโสนทิ้งแล้วให้ต้นอ่อนขึ้นตามธรรมชาติ แล้วจึงนำเชื้อเห็ดที่หมักเตรียมไว้มาราดให้ทั่วแปลง และเมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝนในช่วงเดือนพฤษภาคมจะเริ่มสังเกตเห็นเส้นใยเห็ดตับเต่าเดินเต็มผิวดินและดอกเห็ดตับเต่าก็จะเริ่มบานเต็มพื้นที่อีกครั้ง   [caption id="attachment_47204" align="aligncenter" width="750"] นักวิจัยศึกษาระบบนิเวศของเห็ดตับเต่าและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน[/caption]   “เราศึกษาระบบนิเวศของเห็ดตับเต่าตั้งแต่โครงสร้างของดิน แร่ธาตุในดิน อุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสงบริเวณโคนต้นเหนือพื้นดิน รวมถึงความสูงของต้นโสน พบว่าเห็ดตับเต่าจะเจริญได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความจำเพาะ เช่น ดินต้องมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์และมีความเป็นกรดสูง มีความชื้นในอากาศเหมาะสม มีแสงส่องถึงพื้นดินที่พอเหมาะ และต้องไม่มีสารเคมีปนเปื้อนในแปลงเพาะเห็ด ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องหมั่นดูแลสภาพแวดล้อมในแปลงและตัดแต่งกิ่งโสนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ถางหญ้าที่รกออกโดยไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าเพื่อให้เชื้อเห็ดเจริญและออกดอกได้ดี ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องไม่เก็บดอกเห็ดขายจนหมด ต้องปล่อยดอกเห็ดบางส่วนทิ้งไว้จนแก่เพื่อนำไปทำหัวเชื้อหรือให้เชื้อนั้นพักตัวในดินสะสมไว้เพื่อฤดูกาลถัดไป ในส่วนของต้นโสนไม่ควรนำเมล็ดไปขายเพราะจะส่งผลถึงปริมาณต้นอ่อนของต้นโสนซึ่งมีผลสัมพันธ์กับการลดปริมาณของเห็ดในฤดูถัดไปได้ ห้ามกำจัดมดและเพลี้ยในบริเวณเช่นเดียวกันเพราะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเห็ดตับเต่าที่จำเป็นต้องมีในถิ่นอาศัย” นักวิจัยกล่าว จากการศึกษาระบบนิเวศของเห็ดตับเต่าและทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรบ้านสามเรือนเป็นเวลากว่า 2 ปี นักวิจัยไม่เพียงได้องค์ความรู้สำหรับถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพื้นเท่านั้น แต่ยังสามารถจำลองสภาวะธรรมชาติเพื่อเพาะเห็ดตับเต่าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะเห็ดตับเต่า รวมถึงใช้เป็นโมเดลในการเพาะเห็ดตับเต่าสำหรับพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคนิคการผลิตหัวเชื้อเห็ดตับเต่าหลายรูปแบบ และพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่าที่เหมาะกับหัวเชื้อแต่ละรูปแบบ   [caption id="attachment_47205" align="aligncenter" width="750"] เชื้อเห็ดตับเต่าแบบต่าง ๆ[/caption]   “เห็ดตับเต่าที่บ้านสามเรือนมีลักษณะดอกใหญ่ เนื้อแน่น และมีความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนเห็ดตับเต่าในพื้นที่อื่น ซึ่งกลิ่นและรสของเห็ดตับเต่านั้นยังขึ้นอยู่กับชนิดของรากไม้ แร่ธาตุในดิน และสภาพแวดล้อมที่เห็ดเจริญ เห็ดชนิดเดียวกันแต่ขึ้นต่างพื้นที่กัน กลิ่นและรสก็จะแตกต่างกันด้วย ดังนั้นการที่เราได้เข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรในการฟื้นฟูเห็ดตับเต่าของบ้านสามเรือน นอกจากจะช่วยรักษาทรัพยากรในท้องถิ่น ฟื้นฟูอาชีพและรายได้ของคนในชุมชนให้กลับคืนมาแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์เห็ดตับเต่าชั้นดีของประเทศไทยอีกด้วย" นักวิจัยกล่าว   [caption id="attachment_47203" align="aligncenter" width="750"] เห็ดตับเต่าเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญและเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านสามเรือน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[/caption]   ปัจจุบันเห็ดตับเต่ากลายเป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อและเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านสามเรือน มีเกษตรกรผู้เพาะเห็ดไม่ต่ำกว่า 300 ราย ส่วนใหญ่จำหน่ายเป็นผลิตผลสดและบางส่วนนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้ชุมชนเป็นปีละประมาณ 10 ล้านบาท อีกทั้งยังได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ด้านการเพาะเห็ดตับเต่าที่สำคัญของประเทศ การพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมนับว่าเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนบนฐานทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นให้เติบโตและงอกงามได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG model)     เรียบเรียงโดย : วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เปลี่ยน ‘เปลือกหอยแมลงภู่’ เป็น ‘สารเคลือบกระดาษ’ และ ‘สารดูดซับคราบน้ำมัน’ สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
For English-version news, please visit : Transforming green mussel shells into paper coating and oil absorbent materials   ‘หอยแมลงภู่’ เป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก โดยในปี 2565 ไทยผลิตหอยแมลงภู่ได้มากถึง 51,310 ตัน ตามรายงานของกรมประมง อย่างไรก็ตามแม้การเพาะเลี้ยงและแปรรูปหอยจะก่อให้เกิดรายได้อย่างมาก แต่ปริมาณ ‘เปลือกหอยแมลงภู่’ เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมก็นำมาซึ่งภาระในการกำจัด เพราะแม้จะนำไปจำหน่าย ก็ได้แค่กิโลกรัมละสลึงเท่านั้น กลายเป็นปัญหาขยะที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัทรีนิว อินโนเวชั่นส์ จำกัด ดำเนินโครงการ “ต้นแบบผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแปรรูปจากเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้ง” โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)   [caption id="attachment_46899" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัยนาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ‘เปลือกหอยแมลงภู่’ เป็นขยะปริมาณมหาศาลจากอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งโดยทั่วไปหลังจากคนงานแกะเนื้อหอยออกจากเปลือกเพื่อส่งต่อเข้ากระบวนการแปรรูปแล้ว จะรวบรวมเปลือกหอยใส่กระสอบ กระสอบละ 10-15 กิโลกรัม เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างในราคากระสอบละประมาณ 2 บาท เพื่อนำไปใช้ถมที่   [caption id="attachment_46900" align="aligncenter" width="700"] สารแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยแมลงภู่[/caption]   “ทีมวิจัยเล็งเห็นถึงลู่ทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสารแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCo3) ซึ่งเป็นสารประกอบหลักที่มีอยู่ในเปลือกหอยมากกว่าร้อยละ 95 จึงร่วมกันศึกษาหาวิธีนำสารชนิดนี้ไปใช้ประโยชน์ต่อในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยผลิตภัณฑ์แรกที่พัฒนาได้สำเร็จ คือ ‘สารเคลือบกันน้ำ’ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เพิ่มสมบัติกันน้ำให้แก่ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมกระดาษ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นสารเติมเต็ม (filler) เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคลือบกระดาษชนิดย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาทิ สารประเภทเซลลูโลสเบส (cellulose-based) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเอื้อให้ผู้ประกอบการมีลู่ทางในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสการจำหน่ายสินค้าในประเทศกลุ่ม EU ที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมด้วย “สำหรับการผลิตสารเคลือบ ทีมวิจัยใช้กระบวนการแยกสารอินทรีย์ออกจากเปลือกหอยด้วยพลังงานความร้อนต่ำ เพื่อให้ได้สารแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 97 ก่อนนำมาลดขนาดให้เหลือประมาณ 100 นาโนเมตรเพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัส แล้วนำไปเพิ่มคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) ด้วยสารสเตียริกแอซิด (stearic acid) ที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้สารที่ได้มีคุณสมบัติเหมาะแก่การเคลือบกระดาษบรรจุภัณฑ์ โดยสารที่ผลิตนี้สามารถใช้เป็นสารเติมเต็มสารเคลือบกระดาษที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้มากกว่าร้อยละ 20 จึงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี”     นอกจากการพัฒนาสารแคลเซียมคาร์บอเนตให้มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำมาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการค้าให้แก่อุตสาหกรรมกระดาษ ล่าสุดทีมวิจัยยังพัฒนาสารเคลือบให้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ‘การดูดซับน้ำมัน’ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ดร.ชุติพันธ์ เล่าว่า หลังจากพัฒนาสารแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยแมลงภู่ให้มีคุณสมบัติเป็นสารดูดซับน้ำมันที่มีความปลอดภัยได้แล้ว ทีมวิจัยได้เดินหน้าต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ทันที ผลิตภัณฑ์แรก คือ ‘สารดูดซับน้ำมันในครัวเรือน’ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีตลาดรองรับชัดเจน โดยผลิตภัณฑ์มี 2 รูปแบบ คือ ‘ฟองน้ำดูดซับคราบน้ำมัน’ ที่เช็ดสะอาด ไม่ทิ้งคราบ ใช้งานได้นาน และ ‘สารฉีดพ่นเพื่อกำจัดคราบน้ำมัน’ ที่ใช้งานง่าย เพียงฉีดพ่นลงบนคราบน้ำมัน น้ำมันจะจับตัวเป็นก้อน สามารถนำผ้าหรือกระดาษเช็ดออกได้โดยไม่ทิ้งคราบไว้   [caption id="attachment_46898" align="aligncenter" width="697"] ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟองน้ำดูดซับน้ำมัน (จานขวา)[/caption]   “ส่วนเป้าหมายต่อไปคือการสนับสนุนการดูแลพื้นที่ท่าจอดเรือบริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเรือเข้าจอดจำนวนมาก ทั้งเรือประมง เรือขนส่งสินค้า เรือขนส่งยานยนต์ และเรือขนส่งผู้โดยสาร รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ซ่อมบำรุงเรือ ทำให้บริเวณท่าเรือมักมีคราบน้ำมันที่ต้องกำจัดออกอยู่เสมอ ทีมวิจัยจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำสารแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผ่านการแปรรูปให้มีศักยภาพด้านการดูดซับน้ำมันมาใช้เป็น ‘สารเคลือบแผ่นกรองในระบบบำบัดน้ำ’ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบำบัดคราบน้ำมันบริเวณท่าเรือ ทั้งนี้การดำเนินงานอยู่ในขั้นตอนประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อขอรับทุนสนับสนุนในการวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์”     นอกจากการพัฒนาและแปรรูปเปลือกหอยแมลงภู่แล้ว ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้ดำเนินงานวิจัยแปรรูปเปลือกหอยจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอาหารอีกหลายชนิดเพื่อช่วยลดปัญหาขยะ สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดต้นทุนการผลิตให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ “ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการนำสารแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยซึ่งมีลักษณะโครงสร้างแบบ ‘อะราโกไนต์ (aragonite form)’ หรือมีรูปร่างแบบแผ่น ขนาด 5-10 ไมครอน แตกต่างจากสารที่ได้จากภูเขาหินปูนซึ่งมีรูปร่างเป็นทรงกลมและขนาดเล็กกว่า มาใช้ประโยชน์แล้วในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเวชสำอาง สามารถนำแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยกลุ่มที่ผลิตมุกมาใช้ทดแทนไมโครพลาสติกในผลิตภัณฑ์สครับผิว และใช้แปรรูปเป็นสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite) สำหรับใส่ในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลือบและซ่อมแซมเนื้อฟัน ส่วนด้านอุตสาหกรรมพลาสติก สารแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยนางรม หอยเป๋าฮื้อ สามารถใช้เป็นสารเติมแต่งเพื่อลดปริมาณการใช้พอลิเมอร์ที่ใช้ในการผลิตพลาสติกได้โดยไม่ทำให้เนื้อพลาสติกขุ่น” ดร.ชุติพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย ผลงานการแปรรูปขยะจากอุตสาหกรรมอาหารถือเป็นตัวอย่างของการนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรชีวภาพ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่สนใจร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อได้ที่ ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ อีเมล chutiparn.ler@nanotec.or.th ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาสารแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยซึ่งมีลักษณะรูปทรงแบบ ‘อะราโกไนต์ (aragonite form) ได้จากบทความ แปรรูป ‘เปลือกหอย’ ขยะอุตสาหกรรม สู่ ‘สารสำคัญเวชสำอาง พลาสติก กระดาษ’       เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : นาโนเทค สวทช. และ shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไบโอเทค สวทช. ‘เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่เศรษฐกิจ 150,000 ต้น’ มุ่งส่งมอบไผ่พันธุ์ดี ไม่ติดอายุแม่
  'ไผ่' เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นำไปใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน  อาทิ หน่อและใบใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนของลำและเนื้อไม้ใช้ในงานแปรรูปเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมและเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นชีวมวลในการผลิตเชื้อเพลิงเพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตามการจะปรับปรุงพันธุ์และขยายต้นกล้าไผ่ให้ได้คุณภาพสูงตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เนื่องจากไผ่เป็นพืชที่อายุยืนยาว แต่เมื่อถึงช่วงของการออกดอก ไผ่ที่เกิดจากกอแม่เดียวกันจะทยอยตายตามกันไปจนหมดเรียกว่า ‘ตายขุย’ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง นอกจากนี้การปลูกไผ่ให้มีลักษณะเด่นตรงตามสายพันธุ์ด้วยวิธีการขยายพันธุ์จากต้นแม่ด้วยวิธีปกติ อาทิ การแยกเหง้า ชำลำ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องอายุเหง้า เพราะต้นลูกจะจดจำอายุของต้นแม่มาด้วย ดังนั้นหากต้นแม่มีอายุใกล้จะออกดอก ต้นที่เกิดใหม่ก็จะออกดอกแล้วตายไปพร้อม ๆ กับต้นพันธุ์​ ทำให้ ‘ต้นที่ปลูกใหม่มีอายุสั้น เกษตรกรอาจได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน’ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดำเนินโครงการขยายต้นพันธุ์ไผ่ เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบต้นพันธุ์ไผ่ปลอดโรคจำนวน 150,000 ต้น ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณ   [caption id="attachment_46323" align="aligncenter" width="750"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่าธรรมชาติของไผ่จะมีอายุ 3 แบบ ได้แก่ อายุเหง้า (ต้นแม่จากการเพาะเมล็ด) อายุปลูก (แยกกอมาปลูก) และอายุลำ (ลำที่พัฒนาใหม่ในกอแต่ละปี) ซึ่งโดยทั่วไปการขยายต้นกล้าไผ่นิยมทำด้วยวิธีชำลำ แยกเหง้าลงดิน หรือตัดข้อของต้นไผ่มาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะจะทำให้ต้นลูกมีลักษณะตรงตามต้นแม่พันธุ์ อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ‘ต้นลูกจะมีอายุเท่ากับอายุเหง้าของต้นแม่’ ส่วนหากเกษตรกรเพาะปลูกด้วยเมล็ดจากต้นพันธุ์ แม้ต้นใหม่ที่ได้จะไม่ติดอายุต้นแม่มาด้วย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะมีลักษณะไม่เหมือนกับต้นพันธุ์เนื่องจากการแปรปรวนทางพันธุกรรม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้ดำเนินโครงการขยายต้นพันธุ์ไผ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2 รูปแบบคู่ขนานกันไป   [caption id="attachment_46321" align="aligncenter" width="750"] การชักนำให้เกิดต้นอ่อนจากแคลลัส (callus)[/caption]   “รูปแบบแรก คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นไผ่ด้วยวิธีการโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส (somatic embryogenesis) หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากเซลล์ร่างกาย (somatic cells) ผ่านการชักนำให้เกิดต้นอ่อนจากแคลลัส (callus) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่ยังไม่มีหน้าที่ โดยกลุ่มเซลล์นี้พัฒนาขึ้นจากการกระตุ้นเนื้อเยื่อเจริญ (meristem) ของต้นพันธุ์ด้วยอาหารเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ต้นอ่อน (somatic embryo) ของไผ่ที่เจริญเป็นต้นใหม่ (regeneration) จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนแม่ทุกประการ (clonal plants) และมีอายุเริ่มต้นจากศูนย์หรือไม่จดจำอายุของต้นแม่มาด้วย ซึ่งขณะนี้การวิจัยอยู่ระหว่างติดตามการเจริญเติบโตเพื่อเปรียบเทียบกับต้นพันธุ์ต้นแม่ คาดว่าจะได้ทราบผลที่แน่ชัดภายในปีหน้า ส่วนรูปแบบที่สอง คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อของต้นพันธุ์ไผ่ที่รู้อายุ และผ่านการคัดเลือกลักษณะทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การใช้งานแล้ว เพื่อให้ได้ต้นไผ่ที่ใช้ประโยชน์ได้ยืนยาวคุ้มค่าแก่การลงทุน โดยการทำวิจัยเฟสแรกนี้ทีมวิจัยตั้งเป้าหมายที่จะขยายต้นกล้าไผ่เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านงานโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และเฟอร์นิเจอร์ อาทิ ไผ่รวกดำ (รวกใหญ่) ไผ่ซางหม่น และไผ่บงใหญ่ โดยได้รับการอนุเคราะห์พันธุ์ไผ่ที่ผ่านการคัดเลือกลักษณะทางเศรษฐกิจมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ให้การสนับสนุนโครงการ”   [caption id="attachment_46325" align="aligncenter" width="750"] การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อของต้นพันธุ์ไผ่ที่รู้อายุ[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนากระบวนการขยายพันธุ์จนได้ ‘ต้นอ่อนไผ่ปลอดโรค’ ในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำความเชี่ยวชาญรวมถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของไบโอเทค สวทช. มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยอาหารเหลวแบบ ‘Temporary Immersion Bioreactor (TIB)’ หรือ ‘ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม’ เพื่อเร่งขยายพันธุ์ไผ่ให้ทันต่อการส่งมอบต่อไป   [caption id="attachment_46320" align="aligncenter" width="750"] ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (TIB)[/caption]   ดร.ยี่โถ อธิบายว่า โดยทั่วไปการเลี้ยงต้นอ่อนที่เกิดจากกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะใช้การเพาะเลี้ยงต้นอ่อนในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาพปลอดเชื้อด้วยอาหารแข็งหรือกึ่งแข็ง (1 ต้น ต่อ 1 ขวดโหล) ซึ่งเป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และอาหารเพาะเลี้ยงไม่สูงนัก แต่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลปรับสูตรอาหาร สภาพแวดล้อม รวมถึงการย้ายเนื้อเยื่อพืชและเปลี่ยนอาหารใหม่ (subculture) ทุกต้น จนกว่าจะได้ต้นที่แข็งแรงและมีขนาดเหมาะสมแก่การจำหน่าย แต่ในกรณีของการขยายพันธุ์ในระดับเชิงพาณิชย์ (mass scale) ภายในระยะเวลาอันสั้น ทีมวิจัยมีความจำเป็นต้องเลือกใช้กระบวนการเลี้ยงด้วยวิธีการ TIB ซึ่งแม้จะมีต้นทุนด้านวัสดุและเครื่องมือที่สูงกว่า แต่ถือเป็นวิธีการที่คุ้มทุน เพราะช่วยลดต้นทุน แรงงาน และเวลาผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ   [caption id="attachment_46318" align="aligncenter" width="750"] ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (TIB)[/caption]   “การเลี้ยงต้นอ่อนด้วยวิธี TIB จะใช้ไบโอรีแอกเตอร์ที่มีลักษณะเป็นภาชนะขนาดใหญ่ 2 ภาชนะ วางซ้อนกันบน-ล่าง ภาชนะบนใช้สำหรับเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ภาชนะล่างใช้สำหรับใส่อาหารเพาะเลี้ยง ระบบจะดันอากาศเข้าทางโหลล่างเพื่อดันอาหารเพาะเลี้ยงขึ้นมาท่วมเนื้อเยื่อในภาชนะบนด้วยความถี่และระยะเวลาที่เหมาะสมตามที่ทีมวิจัยตั้งค่าไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณอาหารและสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้ประหยัดต้นทุนและเวลาในการดูแลรวมถึงการย้ายต้นอ่อนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญต้นอ่อนของพืชที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้จะโตเร็วกว่าวิธีเดิม 3-5 เท่า อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการเจริญและพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ได้ครั้งละปริมาณมากด้วย โดยในกรณีของไผ่ที่ลำต้นมีขนาดเล็กหากเลี้ยงด้วยไบโอรีแอกเตอร์ขนาด 5 ลิตร ภายใน 1 เดือนจะได้ไผ่สำหรับแจกจ่ายมากถึง 1,000 ต้นต่อไบโอรีแอกเตอร์ ทั้งนี้ภายหลังจากการผลิตต้นไผ่เพื่อส่งมอบผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟสแรกเรียบร้อยแล้ว ทีมวิจัยมีแผนที่จะวิจัยและพัฒนากระบวนการขยายพันธุ์ต้นไผ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ ไผ่หม่าจู ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ยักษ์ ไผ่ตง ไผ่เลี้ยงลำ ต่อไปในอนาคตอันใกล้     อย่างไรก็ตามแม้ทีมวิจัยจะมีความเชี่ยวชาญด้านการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการเลี้ยงต้นอ่อนด้วยเทคนิค TIB แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่เริ่มต้นพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดที่แตกต่างกันออกไป ปัจจัยทางพันธุกรรม (genetic dependent) ที่ส่งผลต่อการตอบสนองการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายในการวางแผนวิจัยรวมถึงแนวทางการตั้งรับเมื่อต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาของเซลล์พืชอยู่เสมอ ดร.ยี่โถ เล่าว่า การเพาะเลี้ยงพืชต่างชนิดและสายพันธุ์ต้องพัฒนาสูตรอาหารและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแบบจำเพาะต่อพันธุกรรมของพืชเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส ที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยสูง แต่หากผลการทำวิจัยประสบความสำเร็จแล้ว ก็ถือเป็นการดำเนินงานที่คุ้มค่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรไทย ซึ่งทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พร้อมส่งเสริมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเปิดให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรม "ทีมวิจัยมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้คนไทยได้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพประสิทธิภาพสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอด value chain โดยนอกจากการผลิตต้นพันธุ์ไผ่คุณภาพสูงปลอดโรคเพื่อส่งมอบให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการดังที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันแล้ว ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้พัฒนากระบวนการคัดเลือกพันธุ์พืชเศรษฐกิจและการขยายพันธุ์พืชในระดับอุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ที่สนใจมาโดยตลอดด้วย ตัวอย่างพันธุ์พืช เช่น พืชตระกูลปาล์มอย่าง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม พืชสมุนไพรอย่าง กระชายดำ ขมิ้นชัน และไม้ดอกมูลค่าสูงอย่างปทุมมา" ดร.ยี่โถ กล่าวทิ้งท้าย การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตต้นพันธุ์แท้ปลอดโรคของพืชเศรษฐกิจในระดับอุตสาหกรรม เป็นก้าวสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรให้คงอยู่ในระยะยาว ตามแนวทางของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผู้ที่สนใจติดต่อขอรับองค์ความรู้ รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต หรือร่วมวิจัยการผลิตพืชชนิดพันธุ์ใหม่ ได้ที่ ทีมนวัตกรรมโรงเรือนผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.   [caption id="attachment_46319" align="aligncenter" width="450"] ทีมวิจัย[/caption]   [caption id="attachment_46322" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัย[/caption]     เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก และไบโอเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘Winona Probio’ นวัตกรรมเสริมสุขภาพจาก ‘โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย’ คุณภาพมาตรฐานสากล
For English-version news, please visit : Winona Probio: Probiotic supplement based on locally isolated microorganisms   Tech: สุดปัง ! “Winona Probio” นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยรายแรกในประเทศ ผลิตจากจุลินทรีย์มีชีวิตที่ผ่านการคัดแยก วิจัยพัฒนา และทดสอบประสิทธิภาพในคนไทยแล้ว หนึ่งในผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. หรือ NAC2023 BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์โดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) พัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตเซลล์จุลินทรีย์โพรไบโอติกในระดับกึ่งอุตสาหกรรมโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์โดยบริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ : 0 2821 5501 อีเมล : nopppart.s@winonafeminine.com เฟซบุ๊ก : วิโนน่า คอสเมติกส์ ไลน์ : @winona หรือเว็บไซต์ www.winonafeminine.com   [caption id="attachment_46231" align="aligncenter" width="700"] นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้ง บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด[/caption]   นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้ง บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด เล่าว่า บริษัทเริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เฟมินินแคร์จากสมุนไพรไทย โดยเน้นทำตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของเราเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงเริ่มมองหานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ และพบว่าในต่างประเทศมีการนำจุลินทรีย์โพรไบโอติกมาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก แต่ในประเทศไทยยังมีน้อยและส่วนใหญ่ต้องนำเข้า ในขณะที่อุตสาหกรรมโพรไบโอติกมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จึงเกิดความสนใจที่จะนำโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยเราได้รับอนุญาตใช้สิทธิข้อมูลเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยจำนวน 2 สายพันธุ์ จากศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ถัดมาได้ร่วมวิจัยกับไบโอเทค สวทช. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกเพื่อสตรี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพที่ดีตามมาตรฐานระดับสากล และมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ   [caption id="attachment_46226" align="aligncenter" width="700"] ผลิตภัณฑ์จากโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย[/caption]   จุดเด่นของผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ คือ ผลิตจากจุลินทรีย์โพรไบโอติก Lactobacillus paracasei และ Bifidobacterium animalis สายพันธุ์ไทย ที่มีเซลล์มีชีวิตจำนวนสูง ผ่านการพิสูจน์คุณสมบัติการเป็นโพรไบโอติกที่ดี และได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ขององค์การอาหารและยา (อย.) จากผลการศึกษาโดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มศว. พบว่าเป็นโพรไบโอติกที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในตับและลำไส้ ลดการสะสมของไขมัน ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากโพรไบโอติกไม่ใช่ยาหรือสารเคมี แต่เป็นจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว   [caption id="attachment_46227" align="aligncenter" width="700"] ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตเซลล์โพรไบโอติกของโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF) สวทช. ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหาร และได้รับมาตรฐานสากล Codex GHPs และ HACCP รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการใช้จุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรม หรือ Good Industrial Large Scale Practice (GILSP) ในสภาพควบคุมระดับ LS1 โดย BBF มีความพร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยและผลิตด้วยเทคโนโลยีของคนไทยไม่เพียงตอบโจทย์เทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการนำเข้าโพรไบโอติก ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มการสร้างงาน และเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก   เรียบเรียงโดย : วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
บทเรียนวิกฤตโควิด-19 สู่การพัฒนา “PETE (พีท) เปลความดันลบ” นวัตกรรมเพื่อความมั่นคงด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย
  นับตั้งแต่ปี 2562 โรคโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ผู้คนทั่วโลกอย่างมหาศาล เป็นแรงกระตุกครั้งสำคัญให้ผู้นำทั่วโลกตระหนักถึงความรุนแรงของโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) และหายนะที่เกิดขึ้นจากการขาดความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญความยากลำบากในการก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้มาเช่นกัน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) และหน่วยงานพันธมิตร ผู้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา PETE (พีท) จัดเวทีถอดบทเรียนความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมรับมือวิกฤตโรคโควิด-19 อันนำไปสู่การสร้างความเข็มแข็งด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย   [caption id="attachment_46097" align="aligncenter" width="750"] PETE[/caption]   ‘เสียงสะท้อนบุคลากรด่านหน้า’ ในสถานการณ์โควิด-19 “เสียงตะโกนกรีดร้องด้วยความเครียดและหวาดผวา น้ำตาที่ไหลผ่านหน้าด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัส คือความเจ็บปวดที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญในปี 2563 ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ถาโถมอย่างหนัก โรคที่ไม่มีใครไม่รู้จักและไร้ซึ่งหนทางตั้งรับ” คือ คำบอกเล่าของ นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หนึ่งในบุคลากรด่านหน้าที่ได้หวนสะท้อนถึงความรู้สึกของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางสถานการณ์อันโหดร้ายในช่วงเวลานั้น   [caption id="attachment_46106" align="aligncenter" width="750"] นพ.อนุแสง จิตสมเกษม (ขวา)[/caption]   “ตอนนั้นสถานพยาบาลทั่วประเทศต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับควบคุมการแพร่กระจายเชื้อขณะเคลื่อนย้ายคนไข้ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้บุคลากรด่านหน้าล้มป่วย หมอและพยาบาลต้องอลหม่านสร้างสรรค์อุปกรณ์เพื่อใช้งานกันเอง โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. และทีมวิจัย ได้ติดต่อเข้ามาที่วชิรพยาบาลเพื่อนำเสนอแนวคิดการต่อยอดนวัตกรรม ‘เปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ติดโรคระบาดในระบบทางเดินหายใจ'   ‘นวัตกรรมฝ่าวิกฤต’ ลดความเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยสถานการณ์ที่คับขัน ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. เร่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาพัฒนาต้นแบบ PETE (พีท) เปลความดันลบ ในเวลาอันสั้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้บุคลากรด่านหน้าใช้รับมือโรคระบาด   [caption id="attachment_46048" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ[/caption]   ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าโครงการ และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น อุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจมีความสำคัญและจำเป็นในทุกโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยมีน้อยมาก เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนที่มีอยู่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ขนย้ายลำบาก ไม่สามารถนำเข้าเครื่องเอกซเรย์ชนิด CT-scan ได้ ทีมวิจัยจึงมีแนวคิดพัฒนา PETE หรืออุปกรณ์เปลความดันลบที่ลดข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย   [caption id="attachment_46045" align="aligncenter" width="750"] PETE รุ่นที่ 8 ถ่ายทอดเทคโนโลยีและมีการจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว[/caption]   “จุดเด่นของ PETE คือเปลมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว ตัวเปลมีลักษณะเป็นห้องหรือท่อพลาสติกใส (plastic chamber) ขนาดพอดีตัวคน มีระบบปรับความดันอากาศภายในเปลเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจสบาย และมีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ภายนอก นอกจากนี้อุปกรณ์ยังผ่านการออกแบบให้เคลื่อนย้ายเข้า-ออกรถพยาบาล รวมถึงเครื่องเอกซเรย์ชนิด CT Scan ได้โดยไม่ต้องพาผู้ป่วยออกจากเปล ที่สำคัญยังมีช่องถุงมือสำหรับทำหัตถการผู้ป่วย หรือสอดท่อหรือสายจากเครื่องมือแพทย์ จำนวน 6 ถึง 8 จุด เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องเปิด chamber”   [caption id="attachment_46101" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการใช้งานทางบกร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ[/caption]   [caption id="attachment_46102" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการใช้งานทางบกร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ[/caption]   [caption id="attachment_46046" align="aligncenter" width="750"] ผลงาน PETE ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ ประจำปี 2565[/caption]   เอกชนพร้อมสู้ภัยโควิด-19 เดินหน้า ‘ผลิตเชิงพาณิชย์’ นับเป็นความโชคดีที่ภายหลังทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ฝ่าฟันความยากลำบากในการวิจัยและพัฒนาต้นแบบ PETE จนประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ที่มีความพร้อมด้านการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีในทันที เพื่อเร่งผลิตอุปกรณ์ช่วยเหลือสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่กำลังเดือดร้อน   [caption id="attachment_46098" align="aligncenter" width="750"] คุณสกุล คงธนสาโรจน์ (ซ้าย) นาวาอากาศเอก พยงค์ รัตนสุข (คนที่ 2) คุณอานนท์ ศรีจักรโคตร (คนที่ 3)[/caption]   คุณอานนท์ ศรีจักรโคตร วิศวกรอาวุโส บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย PETE เล่าว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตรถพยาบาลและรถที่ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติงานทางการแพทย์แบบเคลื่อนที่ จึงทราบดีว่าในปี 2563 บุคลากรด่านหน้าต้องเผชิญความยากลำบากในการทำงานเพียงใด พอทราบข่าวว่าเอ็มเทคพัฒนาต้นแบบ PETE ได้สำเร็จ เราจึงติดต่อขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีทันที “จากการดำเนินงานร่วมกับทีมวิจัยตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้มีโอกาสได้ทราบว่าทีมวิจัยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดในการเลือกใช้ ‘อุปกรณ์การผลิต’ เพราะตอนนั้นทั่วโลกต่างมีความต้องการวัสดุสำหรับการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์สูง อีกทั้งการขนส่งระหว่างประเทศยังทำได้ยากลำบาก ทีมวิจัยจึงต้องพยายามเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผลิตได้ภายในประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านพ้นมาได้แล้วผลดีที่เกิดขึ้นคือเราสามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้เองในยามวิกฤตได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงกำลังการผลิตจากภายนอก อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ยังมีราคาถูกกว่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศหลายเท่าตัว ช่วยเพิ่มโอกาสให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง” ปัจจุบัน บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด ร่วมกับทีมวิจัยเอ็มเทค พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต้นแบบ PETE เปลความดันลบ มาแล้วถึง 9 รุ่น ซึ่งรุ่นที่ 9 เป็นรุ่นที่บุคลากรทางการแพทย์ให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทัดเทียมกับสินค้าที่จำหน่ายในตลาดโลก นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ HI PETE (ไฮ พีท) เต็นท์ความดันลบสำหรับใช้ทดแทนห้องความดันลบในสถานพยาบาลในกรณีมีห้องไม่เพียงพอ และใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลสนามหรือสถานที่กักตัวภายในชุมชนด้วย   [caption id="attachment_46043" align="aligncenter" width="747"] HI PETE[/caption]   [caption id="attachment_46042" align="aligncenter" width="750"] HI PETE[/caption]   [caption id="attachment_46044" align="aligncenter" width="750"] HI PETE[/caption] ส่งมอบ ‘เปลความดันลบ’ เกราะคุ้มกันกำลังพลคนด่านหน้า ด้วยแรงสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำให้บริษัทสุพรีร่าฯ ผลิตและส่งมอบอุปกรณ์ให้แก่สถานพยาบาลทั่วประเทศได้แล้วมากกว่า 120 ชุด คุณสกุล คงธนสาโรจน์ นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า การได้ PETE มาใช้งาน ช่วยลดภาระงานเจ้าหน้าที่อย่างมาก จากที่ต้องใช้เวลานำแผ่นพลาสติกซีลภายในรถทั้งคันเป็นเวลาหลักชั่วโมงต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 1 ครั้ง เหลือเพียงใช้เวลาติดตั้งอุปกรณ์ 5 นาทีเท่านั้น อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยหลังจากเคลื่อนย้ายมายังสถานพยาบาลก็ทำได้สะดวกขึ้นมาก ทุกคนที่ได้ใช้งานรู้สึกสะดวก คลายความกังวล และมีความสุข แม้วันนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย จะพบจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมากจนใกล้กลับคืนสู่สถานการณ์ปกติแล้ว แต่สถานพยาบาลต่าง ๆ ก็ยังคงใช้ PETE ในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรง อาทิ วัณโรค (Tuberculosis) อีสุกอีใส (Chickenpox) เพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปจากการแพร่กระจายเชื้ออยู่เสมอ   [caption id="attachment_46049" align="aligncenter" width="750"] ภาพการส่งมอบ PETE ในปี 2564[/caption]   ‘พลังความร่วมมือ’ หนทางก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 ผลความสำเร็จในพัฒนา PETE เปลความดันลบ จากต้นแบบในห้องปฏิบัติการสู่ผลงานที่ส่งมอบให้แก่สถานพยาบาลเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19  คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด “ความร่วมแรงร่วมใจ” จากทุกภาคส่วน ดร.ศราวุธ เล่าว่า นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในการนำสรรพกำลังและความเชี่ยวชาญสหสาขามาบูรณาการการทำงาน ต้องขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ร่วมฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้งานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้ข้อมูลปัญหาที่ชัดเจน และร่วมให้ความเห็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ วชิรพยาบาล โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แหล่งทุนวิจัยต่าง ๆ  ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) รวมถึงภาคเอกชน ได้แก่ เครือมติชน บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทอีสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชัน จำกัด และประชาชนที่ร่วมบริจาคงบประมาณในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมให้มีความถูกต้องทางวิศวกรรมและตอบโจทย์ผู้ใช้ “อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนด้านการทดสอบมาตรฐานจากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) มาตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ส่งผลดีด้านการสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่หน้างานเป็นอย่างมาก”   ต่อยอดนวัตกรรม PETE ‘เคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศและทางน้ำ’ PETE ไม่เพียงเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำในอนาคต ทีมวิจัยยังตั้งเป้าพัฒนาขยายผลการใช้งาน PETE ให้เป็นอุปกรณ์ที่พร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในทุกสถานการณ์ ดร.ศราวุธ เล่าว่า ก้าวต่อไปของ PETE คือการพัฒนาอุปกรณ์ให้ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ทั้งทางอากาศและทางน้ำ โดยปัจจุบันทีมวิจัยกำลังร่วมกับหน่วยงานการแพทย์และศูนย์ทดสอบต่าง ๆ ในการทดสอบอุปกรณ์ภายใต้สถานการณ์จำลอง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับปรุงและจัดทำรายงานทางคลินิกเพื่อยื่นขอรับรองมาตรฐานอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสากลในหัวข้อต่าง ๆ เพิ่มเติม นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ตามที่ นาวาอากาศเอก พยงค์ รัตนสุข นายทหารนิรภัยเวชกรรมการบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ได้ให้กำลังใจไว้ว่า ‘Go higher!’ ”   [caption id="attachment_46047" align="aligncenter" width="750"] PETE รุ่นที่ 9 อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานให้ครอบคลุมภาคพื้นดิน ภาคอากาศ และภาคน้ำ เพื่อเตรียมการขยายผลในและต่างประเทศ[/caption]   การทำวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศและทางน้ำ ได้รับการสนับสนุนจาก ศลช. รวมถึงพันธมิตร อาทิ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และกองบังคับการตํารวจน้ำ (สุราษฎร์ธานี) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ   [caption id="attachment_46103" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบการติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ[/caption]   [caption id="attachment_46105" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบจำลองภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางน้ำ (แม่น้ำ) โดยศูนย์วิทยุวัฒนะจังหวัดปทุมธานี[/caption]   “ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานวัตกรรมและขยายผลการใช้งาน PETE เปลความดันลบในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (medical hub) แห่งเอเชียตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วย” ดร.ศราวุธ กล่าวทิ้งท้าย หากคุณสนใจร่วมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม PETE รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ติดต่อได้ที่ pete@mtec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ 4 เทรนด์อุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอาง
    FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ 4 เทรนด์อุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอาง ด้านที่ 1 คือ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มส่วนผสมฟังก์ชัน (Functional ingredient) เช่น โพรไบโอติก พรีไบโอติก โพสต์ไบโอติก ต้นเชื้อสำหรับหมักอาหารและเครื่องดื่ม เอนไซม์สำหรับเป็นส่วนประกอบในอาหารหรือเวชสำอาง เพื่อให้มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ในการส่งเสริมสุขภาพ FoodSERP พร้อมให้บริการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ่าน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่อยู่ในประกาศของ อย. และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพ โดยทีมวิจัยพร้อมให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่คัดสรรวัตถุดิบที่เหมาะสม พัฒนากระบวนการผลิต การทดสอบ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่สามารถขยายผลในระดับอุตสาหกรรม ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับคนและสัตว์ น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ไทย ผลิตภัณฑ์เอนไซม์แบบพรีมิกซ์ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ทางเลือก     ด้านที่ 2 คือ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative proteins) หรือโปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ แต่ผลิตได้จากสิ่งมีชีวิตอื่นหรือกรรมวิธีอื่น เช่น โปรตีนจากพืช โปรตีนจากจุลินทรีย์ โปรตีนหรือเนื้อจากการเพาะเลี้ยงในห้องแล็บ ซึ่งเป็นเทรนด์ของอาหารยุคใหม่ที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม FoodSERP มีความพร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวิทยาศาสตร์การอาหาร และอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย เพื่อให้บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก ที่จะทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นไม่เพียงอร่อยและมีเนื้อสัมผัสที่ดี แต่ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช ไข่เหลวจากโปรตีนพืช มัยคอโปรตีน     ด้านที่ 3 คือ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะกลุ่ม (Food for specific group) เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ อาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก และอาหารเฉพาะบุคคล FoodSERP มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงเนื้อสัมผัสของอาหาร ความนุ่ม และความหนืด (Food texture & characterization) พร้อมให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่อ้างอิงตามมาตรฐานสากล แบบครบวงจร ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น เนื้อหมูนุ่มที่ผ่านการปรับเนื้อสัมผัสให้บดเคี้ยวง่าย เครื่องดื่มเวย์โปรตีน อาหารให้ทางสายยางสำหรับผู้ป่วยติดเตียง     ด้านที่ 4 คือ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดฟังก์ชัน (Functional extracts) สำหรับใช้เป็นส่วนผสมฟังก์ชันในผลิตภัณฑ์อาหารและเวชสำอาง เช่น สารสกัดจากพืช สมุนไพร จุลินทรีย์ ผลผลิตพลอยได้จากอุตสาหกรรม (By-product) เช่น โปรตีนไฮโดรไลเสต สารให้กลิ่นและรส สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรด้วยความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากระบวนการสกัด การเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและความคงตัวของสารสารสกัดในระดับอนุภาคนาโน รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอัตลักษณ์แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น เวชสำอางที่มีสารสกัดอนุภาคนาโน วัตถุดิบปรุงแต่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร     FoodSERP เป็นแพลตฟอร์มให้บริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบครบวงจร ที่พร้อมช่วยปลดล็อกศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทย นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอาหารใหม่ และการยกระดับอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน     FoodSERP พร้อมให้บริการลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่สนใจรับบริการดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.nstda.or.th/FoodSERP และ Facebook: FoodSERP ติดต่อสอบถามได้ที่อีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th     รายละเอียดเพิ่มเติม: FoodSERP: One-stop service ให้บริการวิจัยและพัฒนาอาหารส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางแบบครบวงจร เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และวีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์  
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
FoodSERP: One-stop service ให้บริการวิจัยและพัฒนาอาหารส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางแบบครบวงจร
  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมอาหารจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ปัจจุบันทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลกกำลังมุ่งสู่ “อาหารแห่งอนาคต (Future food)” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมไทย จึงได้จัดตั้ง “แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน” หรือ “FoodSERP (ฟูดเซิร์ป)” ขึ้น เพื่อให้บริการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต แบบ One-stop Service โดยทีมผู้เชี่ยวชาญสหสาขา ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา และการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล     FoodSERP เป็น 1 ใน 4 Core business ของ สวทช. ทำหน้าที่ให้บริการวิจัยและพัฒนาอาหารส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงวิธีการผลิตที่เหมาะสมในระดับห้องปฏิบัติการ การให้บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การให้บริการขยายขนาดการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม รวมถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์     FoodSERP พร้อมให้บริการใน 4 ด้านหลัก คือ 1) วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ 2) วิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือขยายกำลังการผลิต 3) บริการวิเคราะห์ทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) บริการอบรมและให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพตามความต้องการเฉพาะของผู้ประกอบการ     FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นเทรนด์อุตสาหกรรม 4 กลุ่ม ได้แก่ ส่วนผสมฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก อาหารเฉพาะกลุ่ม และสารสกัดฟังก์ชัน โดยให้บริการแบบบูรณาการความเชี่ยวชาญ และใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลในการวิจัยและพัฒนาแบบ One-stop service เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตที่พัฒนา จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล พร้อมผลิตและจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ     FoodSERP พร้อมให้บริการโรงงานต้นแบบมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบการผลิตผลิตภัณฑ์ก่อนขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยโรงงานต้นแบบที่พร้อมให้บริการมี 2 ประเภท คือ 1) โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (Food-grade manufacturer) สถานที่ผลิตอาหารสำหรับขยายขนาดการผลิตจากจุลินทรีย์และการแปรสภาพทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามมาตรฐานสากล Codex GHPs, HACCP และ GILSP ในสภาพควบคุมระดับ LS1 ซึ่งรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งจากจุลินทรีย์ทั่วไปและจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรม 2) โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง ให้บริการพัฒนาและผลิตอนุภาคนาโนของสารสกัด และเวชสำอาง ด้วยมาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP     นอกจากโรงงานต้นแบบทั้ง 2 ประเภทที่พร้อมรองรับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่าง ๆ แล้ว FoodSERP ยังพร้อมให้บริการด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหาร เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทดลองผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบก่อนขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ตัวอย่างเครื่องมือแรก คือ เครื่องเอกซ์ทรูเดอร์แบบสกรูคู่ (Twin-screw extruder) สำหรับแปรรูปและขึ้นรูปผลิตภัณฑ์อาหารให้มีโครงสร้างและรูปร่างต่าง ๆ กัน สามารถใช้ผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช ทั้งในรูปแบบความชื้นต่ำและความชื้นสูง รวมถึงอาหารประเภทขบเคี้ยว เป็นต้น อีกตัวอย่าง คือ เครื่องพิมพ์อาหารสามมิติ (3D food printer) ที่เป็นเครื่องมือขึ้นรูปอาหารแบบสามมิติ ที่สามารถขึ้นรูปผลิตภัณฑ์อาหารให้มีส่วนประกอบ รูปร่าง และเนื้อสัมผัสของอาหาร ให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ     FoodSERP พร้อมให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าอาหารที่ผลิตตรงตามโจทย์ความต้องการ ตัวอย่างการให้บริการ เช่น - Molecular sensomics: การทดสอบด้านกลิ่นและรสชาติของผลิตภัณฑ์ - Food texture and characterization: การทดสอบเนื้อสัมผัสอาหาร และความหนืดของเครื่องดื่ม - Peptidome and proteome: การวิเคราะห์ชนิดและโพรไฟล์ของเพปไทด์และโปรตีนในตัวอย่างทดสอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง - Dynamically simulated gut model: การทดสอบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร ด้วยแบบจำลองระบบทางเดินอาหารของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่     ทางด้านเวชสำอาง FoodSERP พร้อมให้บริการทดสอบการออกฤทธิ์ของส่วนผสมฟังก์ชัน (Functional ingredients) และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ทั้งด้วยเซลล์ผิวหนังมนุษย์ (2D human skin test) เนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ (3D human skin tissues) ชิ้นส่วนผิวหนังมนุษย์ที่ได้รับบริจาคจากอาสาสมัคร (Ex vivo human skin) และการทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยใช้แบบจำลองลำไส้แบบ 3 มิติ (Intestinal tissue model) และแบบจำลองปลาม้าลาย (Zebrafish model) ตัวอย่างการทดสอบ เช่น การออกฤทธิ์ลดการอักเสบ การต้านอนุมูลอิสระ การชะลอการเสื่อมสภาพของผิวหนัง การเพิ่มความกระจ่างใส การศึกษาพิษเฉียบพลัน และการดูดซึมด้วยแบบจำลองเนื้อเยื่อลำไส้สามมิติ (In vitro)     FoodSERP พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ยั่งยืน หนุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอาหารใหม่และการยกระดับของอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อการยืนหยัดบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน       FoodSERP พร้อมให้บริการลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่สนใจรับบริการดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.nstda.or.th/FoodSERP และ Facebook: FoodSERP ติดต่อสอบถามได้ที่อีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th     รายละเอียดเพิ่มเติม: FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ 4 เทรนด์อุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอาง เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และวีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
แอปฯ “รู้ทัน” ชวนคนไทยรู้เท่าทัน “โรคไข้เลือดออก”
  ไข้เลือดออก (Dengue fever) เป็นโรคระบาดร้ายแรงประจำถิ่นประเทศไทย รวมถึงประเทศในแถบร้อนชื้น มียุงลายเป็นพาหะของเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus: DENV) พบการระบาดตลอดทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูฝนและมีการระบาดหนักในทุก 2-5 ปี โดยในปี 2566 นี้เป็นปีที่ประเทศไทยส่อเค้าระบาดหนักอีกครั้ง ล่าสุดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2566 พบผู้ป่วยแล้วกว่า 45,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 41 ราย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค วิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์ม “ทันระบาด” เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกแบบเชิงรุกสำหรับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังต่อยอดสู่แอปพลิเคชัน “รู้ทัน” เพื่อเป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออก รวมถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคโควิด-19 ฝุ่น PM2.5 ดัชนีความร้อนที่นำไปสู่โรคลมแดด   “ทันระบาด” แพลตฟอร์มจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโรคไข้เลือดออกแบบเรียลไทม์สำหรับเจ้าหน้าที่ หากย้อนไปช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ประชาชนอาจยังคุ้นเคยกับการได้เห็นเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคเดินถือกระดาษแผ่นใหญ่ออกสำรวจลูกน้ำยุงลายภายในชุมชน วัด และโรงเรียน แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วยสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว   [caption id="attachment_45354" align="aligncenter" width="750"] นายธนพล โยธานัก (ซ้าย) ดร.นัยนา สหเวชชภัณฑ์ (กลาง) นายมาโนชญ์ รัตนเนนย์ (ขวา)[/caption]   ดร.นัยนา สหเวชชภัณฑ์ หัวหน้าทีมวิจัยการจำลองและระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เนคเทค สวทช. เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2559 เนคเทค สวทช. ได้ร่วมกับกรมควบคุมโรค เปิดตัวแพลตฟอร์ม “ทันระบาด” เพื่อสนับสนุนการวางแผนป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพและเท่าทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยแพลตฟอร์มประกอบด้วย 4 แอปพลิเคชันหลัก คือ “ทันระบาดสำรวจ” ใช้รวบรวมข้อมูลการสำรวจลูกน้ำยุงลาย และรายงานความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายให้กับพื้นที่แบบเรียลไทม์ “ทันระบาดติดตาม” ใช้นำเสนอสถานการณ์โรคไข้เลือดออกและความชุกชมของลูกน้ำยุงลายในรูปแบบแผนที่ และตารางที่สามารถเลือกดูข้อมูลได้ตามมิติที่สนใจ “ทันระบาดรายงาน” เป็นเครื่องมือช่วยสรุปชุดข้อมูลสำคัญที่ใช้งานเป็นประจำออกมาในรูปแบบรายงานอย่างอัตโนมัติ และ “ทันระบาดวิเคราะห์” สำหรับสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลในมุมมองที่สนใจ     “นับตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัย เนคเทค สวทช. และกรมควบคุมโรคยังคงพัฒนาแพลตฟอร์มนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่ ตัวอย่างฟังก์ชันที่พัฒนาเพิ่ม เช่น ‘ทันระบาดคุณภาพ’ เครื่องมือสำหรับจัดการคุณภาพของข้อมูลการสำรวจลูกน้ำยุงลาย และ “ทันระบาด EOC” ระบบประเมินเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศได้ทราบถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อวางแผนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุข (Emergency Operation Center: EOC)”   [caption id="attachment_45359" align="aligncenter" width="750"] ทันระบาดติดตาม[/caption]   [caption id="attachment_45358" align="aligncenter" width="750"] ทันระบาดติดตาม[/caption]   [caption id="attachment_45357" align="aligncenter" width="750"] ทันระบาดวิเคราะห์[/caption]     “ทันระบาด” สู่ “รู้ทัน” แอปพลิเคชันเพื่อสร้างการตระหนักรู้แก่ประชาชน แม้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจะมีหน้าที่โดยตรงด้านการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน แต่จะดีกว่าหรือไม่หากเราทุกคนจะมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังโรคระบาดเพื่อตัดวงจรโรค รวมถึงดูแลตัวเองและครอบครัวให้ปลอดภัยอยู่เสมอ นายมาโนชญ์ รัตนเนนย์ นักวิจัยทีมวิจัยการจำลองและระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เนคเทค สวทช. เล่าว่า หลังจากพัฒนาแพลตฟอร์มทันระบาดจนพร้อมให้บริการแก่เจ้าหน้าที่ทั้งประเทศแล้ว ทีมวิจัยเนคเทค สวทช. และกรมควบคุมโรค ยังได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชัน “รู้ทัน” เพื่อนำข้อมูลจากทันระบาดมาสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกแก่ประชาชน โดยเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2564 ภายในแอปพลิเคชันจะมีการดึงข้อมูลสถานการณ์การระบาดของโรคมาแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบตามพิกัดที่ผู้ใช้งานอยู่ ณ​ ขณะนั้น เช่น ขณะนี้อยู่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีความเสี่ยงต่อการเป็นไข้เลือดออกสูง ควรป้องกันตัวไม่ให้ยุงกัด และกำจัดยุงลายและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในพื้นที่ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังดูข้อมูลในรูปแบบแผนที่ตั้งแต่ระดับตำบลถึงระดับภาพรวมประเทศ เพื่อแจ้งเตือนคนรู้จักหรือวางแผนเตรียมอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ เสื้อแขนยาว ยากันยุง ก่อนเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงได้     นอกจากการเฝ้าระวังไข้เลือดออกแล้ว แอปพลิเคชัน “รู้ทัน” ยังผ่านการออกแบบให้ดึงข้อมูลเฝ้าระวังการระบาดของโรคโควิด-19 ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดัชนีความร้อน รวมถึงสภาพอากาศ มาแจ้งเตือนให้ประชาชนได้ทราบในแอปพลิเคชันเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานแก่ประชาชน นายธนพล โยธานัก วิศวกร ทีมวิจัยการจำลองและระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เล่าว่า ทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมควบคุมโรค กรมอุตุนิยมวิทยา กรมควบคุมมลพิษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการให้บริการข้อมูลผ่านทาง API (Application Programming Interface) เพื่อให้แอปพลิเคชันรู้ทันสามารถดึงข้อมูลการระบาดของโรคโควิด-19 ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ค่าดัชนีความร้อน รวมถึงสภาพอากาศตามพิกัดพื้นที่มานำเสนอให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมให้ข้อมูลคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมได้ ทั้งนี้แอปพลิเคชันรู้ทันได้รับการสนับสนุนจาก คาโอ คอร์ปอเรชั่น (Kao Corporation) ในการขับเคลื่อนการให้บริการแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย     ก้าวต่อไปของการพัฒนา “ทันระบาด”​ และ “รู้ทัน”​ คือการพัฒนาให้แพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่และประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ดร.นัยนา เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ทีมวิจัยมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มทันระบาดให้สามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่รวมถึงประชาชนรับทราบความเสี่ยงล่วงหน้าได้ และมีแผนพัฒนาให้รู้ทันมีฟังก์ชันระบบแจ้งเตือนความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทราบภาวะเสี่ยงได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชัน ทั้งนี้ทีมวิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั่วทั้งประเทศไทยต่อไป ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “รู้ทัน” เพื่อใช้งานได้แล้วผ่านทั้ง Play Store และ App Store ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเพื่อการร่วมวิจัยได้ที่ นายมาโนชญ์ รัตนเนนย์ เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2296 หรืออีเมล manot.rattananen@nectec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ล็อกคุณค่าสารสกัดมะขามป้อมด้วยนวัตกรรมนาโนสู่เวชสำอางบำรุงผิว “HERBLOC”
  Tech: สุดปิ๊ง ! นักวิจัยไทยพัฒนาสารสกัดจากมะขามป้อมสู่นวัตกรรมซีรัมบำรุงผิวหน้าทรงประสิทธิภาพ “HERBLOC” ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีช่วยกักเก็บสารสำคัญไว้ในอนุภาคนีโอโซม (niosomes) ช่วยเพิ่มความคงตัวของสารสกัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของสารสกัดให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2565 (Global Summit of Women 2022 : GSW2022) BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ วิจัยและพัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. รับถ่ายทอดเทคโนโลยีไปผลิตและจำหน่ายโดย ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์เก็ตติ้ง เมเนีย ติดต่อสอบถามได้ที่ อีเมล : k.marketingmania@gmail.com เฟซบุ๊ก : herbloc2021 หรือไลน์ : @herbloc   [caption id="attachment_45214" align="aligncenter" width="750"] ดร.สกาว ประทีปจินดา และ สักรินทร์ ดูอามัน ทีมนักวิจัยนาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.สกาว ประทีปจินดา นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง นาโนเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า มะขามป้อมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสในกระบวนการสร้างเม็ดสีของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งได้รับการยอมรับในการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างกว้างขวาง แต่ปัญหาหลักของสารสกัดจากมะขามป้อมคือเรื่องของความคงตัว เมื่อเจอกับความชื้นหรือแสงแดดจะเสื่อมสภาพได้ง่าย ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาสารสกัดจากมะขามป้อมให้อยู่ในรูปของอนุภาคนีโอโซมด้วยเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชั่น (Nanoencapsulation) เพื่อเพิ่มความคงตัวให้สารสกัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดให้ดียิ่งขึ้น เมื่อนำไปพัฒนาเป็นสูตรตำรับเวชสำอางและทดสอบในอาสาสมัครพบว่ามีความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อผิว ทำให้ผิวแลดูขาว กระจ่างใสและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว สักรินทร์ ดูอามัน นักวิจัยทีมวิจัยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง นาโนเทค สวทช. เล่าต่อว่า สารสกัดจากสมุนไพรมีข้อดีคือประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการทำละลายและการคงตัว จึงต้องพัฒนาสารสกัดให้มีความพร้อมแก่การนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดี มีความคงตัว ออกฤทธิ์ได้ตลอดการใช้งาน และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค อย่างเช่นสารสกัดมะขามป้อม ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง ทำให้พัฒนาสูตรได้ยาก แต่เมื่อเราพัฒนาสารสกัดให้อยู่ในอนุภาคนีโอโซมแล้วทำให้พัฒนาสูตรตำรับได้ง่ายและหลากหลายมากขึ้น โดยหนึ่งในสูตรตำรับที่พัฒนาขึ้นคือผลิตภัณฑ์ซีรัมบำรุงผิวหน้า Emblica Encapsulation Anti-Aging Facial Serum ปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์เก็ตติ้ง เมเนีย ผลิตจำหน่ายภายใต้แบรนด์ HERBLOC   [caption id="attachment_45213" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ซีรัมบำรุงผิวจากสารสกัดมะขามป้อม HERBLOC[/caption]   จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงผิวหน้า HERBLOC คือ มีส่วนผสมหลักเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะสารสกัดมะขามป้อมที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นสาเหตุผิวหมองคล้ำ ผลิตด้วยเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชั่น เพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บสารสำคัญและค่อยๆ ปลดปล่อยเข้าสู่เซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวแลดูกระจ่างใส ชะลอการเกิดริ้วรอย และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว HERBLOC ผลิตโดยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง นาโนเทค สวทช. ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และผลิตภัณฑ์ผ่านการจดแจ้งจาก อย. เรียบร้อยแล้ว นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่นำคุณค่าของสมุนไพรไทยมาเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ และตอบโจทย์การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีของประเทศ   เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น