ผลการค้นหา :
‘Gunther Bath’ กันเธอหกล้มแล้วไม่มีคนช่วย นวัตกรรมตรวจจับการล้มเพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล
For English-version news, please visit : Gunther Bath: Fall detection system in bathroom
เมื่อคนเราก้าวเข้าสู่ช่วงสูงวัย ร่างกายที่เคยทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่างโรยราไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวที่ไม่มั่นคงประกอบกับสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผู้สูงอายุพลัดตก หกล้ม หรือหมดสติล้มพับไปกับพื้นได้ง่าย ซึ่งหากเกิดเหตุขึ้นแล้วไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ก็อาจมีปัญหาด้านสุขภาพที่ร้ายแรงตามมา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนา Gunther Bath (กันเธอร์ บาธ) นวัตกรรมตรวจจับและแจ้งเตือนการพลัดตกหกล้มแบบติดตั้งผนังห้องน้ำ ชนิดไม่มีการถ่ายและบันทึกภาพสำหรับการประมวลผล เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้สูงอายุและผู้อาศัยในครัวเรือน
[caption id="attachment_44562" align="aligncenter" width="500"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. อธิบายถึงอุปกรณ์ Gunther Bath ว่า ชุดอุปกรณ์และระบบการทำงานประกอบด้วย Well-mounted ambient sensor (Ultra-wideband) อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแบบติดตั้งผนัง เพื่อนำข้อมูลที่ตรวจจับได้มาประมวลผลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI), LANAH hub อุปกรณ์ศูนย์กลางสำหรับรับข้อมูลจากเซนเซอร์ และจัดส่งข้อมูลที่ต้องสื่อสารไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ, Well-living application แอปพลิเคชันสำหรับรับแจ้งเตือนการพบเหตุพลัดตกหกล้ม, Emergency button ปุ่มสำหรับกดยืนยันการเกิดเหตุฉุกเฉิน
[caption id="attachment_44574" align="aligncenter" width="250"] Gunther Bath[/caption]
หลักการทำงานของ Gunther Bath คือ การใช้เซนเซอร์ตรวจจับอิริยาบถของผู้ใช้งานห้องน้ำ หากตรวจพบการล้ม ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว หรือนอนหมดสติอยู่กับพื้น ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลทราบภายในหลักวินาที
ดร.ศราวุธ เล่าถึงกลไกการทำงานของอุปกรณ์ว่า เมื่อผู้สูงอายุหรือคนในบ้านเดินเข้าห้องน้ำ ระบบจะตรวจจับลักษณะการเคลื่อนไหว (Transition) และอิริยาบถ (Posture) ของผู้ใช้งานด้วย Ambient sensor แล้วส่งสัญญาณที่ตรวจจับได้ไปประมวลผลด้วย AI ซึ่งหาก AI พบท่าทางที่บ่งชี้ถึงการหกล้มหรือหมดสติ ระบบจะตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากเซนเซอร์ต่ออีก 5 วินาที เพื่อยืนยันว่าเกิดเหตุขึ้นจริง จะทำการส่งข้อมูลไปที่ LANAH hub ก่อนส่งข้อมูลไปยังคลาวด์ (Cloud) เพื่อแจ้งเตือนไปที่ Well-living application ให้ผู้ดูแลได้ทราบถึงอุบัติเหตุภายในเวลาประมาณ 10-15 วินาที
“หลังจากผู้ดูแลได้รับแจ้งเหตุแล้ว สามารถส่งข้อความเสียงผ่านแอปพลิเคชันให้ไปดังที่ลำโพงซึ่งติดตั้งไว้ในห้องน้ำเพื่อสื่อสารกับผู้ประสบเหตุ เช่น ขอให้ช่วยกดปุ่ม Emergency button เพื่อยืนยันการเกิดเหตุฉุกเฉิน, แจ้งว่าทราบการเกิดอุบัติเหตุแล้วกำลังเดินทางไปช่วยเหลือ, ให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้น”
Gunther Bath เป็นอุปกรณ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นสำหรับใช้ภายในห้องน้ำเท่านั้น ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสถานที่และการควบคุมต้นทุนการผลิต
ดร.ศราวุธ อธิบายว่า แม้ปัจจุบันจะมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีหลายแห่งวางจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจจับการพลัดตกหกล้มแล้วหลากรูปแบบ ทั้งแบบสวมใส่ (Wearable sensor) แบบใช้กล้องตรวจจับภาพ (Vision sensor) และแบบตรวจจับการเคลื่อนไหวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม (Ambient sensor) แต่โดยส่วนใหญ่อุปกรณ์เหล่านี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เช่น ความไม่แม่นยำในการตรวจจับการเคลื่อนไหว ความไม่เป็นส่วนตัว ความไม่สะดวกสบาย ราคาที่ค่อนข้างสูง
“เพื่อลดข้อจำกัดในการใช้งานให้มากที่สุด ทีมวิจัยจึงออกแบบให้ Gunther Bath ตรวจจับการพลัดตกหกล้มด้วย Ambient sensor ที่ไม่มีการถ่ายและบันทึกภาพ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลด้วยการออกแบบและฝึกฝนให้ AI เรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวและการแสดงอิริยาบถต่าง ๆ จนแยกแยะท่าทางการทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในห้องน้ำกับการพลัดตกหกล้มได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ทีมวิจัยได้จำกัดความสามารถของอุปกรณ์ให้ทำงานตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานครั้งละ 1 คนเท่านั้น (ตามปกติของการใช้ห้องน้ำ) เพื่อให้ Gunther Bath มีความซับซ้อนของอุปกรณ์ไม่สูงมาก ซึ่งจะส่งผลให้อุปกรณ์มีราคาที่ไม่สูงเกินไป ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีได้ในวงกว้าง”
[caption id="attachment_44561" align="aligncenter" width="500"] ภาพตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์ภายในห้องน้ำ[/caption]
Gunther Bath เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพื่อ ‘ผู้สูงอายุ’ และ ‘ผู้ดูแล’ ที่นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. วิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อขานรับการเข้าสู่สังสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย ซึ่งเอ็มเทคพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วในปีนี้ ผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัยพัฒนาต่อยอด ติดต่อได้ที่ คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค โทร 0 2564 6500 ต่อ 4783 หรือ e-mail soontaree.kos@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
พัฒนาสารสกัด “เห็ดหลินจือออร์แกนิก” สู่ผลิตภัณฑ์ “ริเชอรอล” ซีรั่มบำรุงผิวหน้าชะลอวัย
Tech: สุดล้ำ! นักวิจัยร่วมกับเอกชนไทยพัฒนาวิธีสกัดสารสำคัญจากเห็ดหลินจือและระบบห่อหุ้มด้วยนาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเวชสำอางชะลอวัย “ริเชอรอล” ที่อุดมด้วยสารสกัดจากเห็ดหลินจือออร์แกนิก หนึ่งในผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงาน NAC Market 2023 ตลาดนัดสินค้านวัตกรรมภายใต้การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. หรือ NAC2023
BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ร่วมวิจัยและพัฒนาโดยบริษัทฟาร์มคิดดี จำกัด และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ : 09 3629 6626 อีเมล : laovasana@gmail.com เฟซบุ๊ก : Reishural - ริเชอรอล หรือไลน์ : @reishural2022
[caption id="attachment_44018" align="aligncenter" width="700"] วาสนา เชิดเกียรติกำจาย (หน้าสุด) วรกร เลาหเสรีกุล (กลาง) และ ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด (หลังสุด)[/caption]
วาสนา เชิดเกียรติกำจาย กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟาร์มคิดดี จำกัด เล่าว่า บริษัททำฟาร์มเพาะเห็ดหลินจือออร์แกนิกและแปรรูปเป็นชาเห็ดหลินจือจำหน่ายที่ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จนกระทั่งคุณวรกร เลาหเสรีกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทอีกท่านหนึ่งได้รู้จักกับ ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด นักวิจัย นาโนเทค สวทช. และทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชสำอางและสารสกัดจากธรรมชาติ จึงเกิดเป็นความร่วมมือวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายการใช้ประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากอาหารสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามซึ่งมีมูลค่าสูงและมีตลาดกว้าง โดยเราได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) [ปัจจุบันโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE อยู่ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)]
ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือ พร้อมทั้งพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซมเพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ทำให้มีความคงตัว กระจายตัวได้ดี และมีความปลอดภัยไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ที่สำคัญคืออนุภาคสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซม โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและการระคายเคืองผิวตามมาตรฐาน The International Dermatitis Research Group ปัจจุบันได้ผลิตจำหน่ายภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ริเชอรอล” (REISHURAL)
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงผิวหน้าริเชอรอล คือ สารสกัดจากเห็ดหลินจือออร์แกนิกจากฟาร์มคิดดี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ไตรเทอร์พีนอยด์และพอลิแซ็กคาไรด์ สารสำคัญที่ช่วยให้ริ้วรอยแลดูลดเลือน ผสานนาโนเทคโนโลยีในการกักเก็บสารสำคัญด้วยอนุภาค “ริชโอโซม” ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของริเชอรอล สามารถนำพาสารบำรุงซึมซาบสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลดปล่อยสารสำคัญได้ยาวนาน 8-24 ชั่วโมง มีผลช่วยให้ริ้วรอยแลดูลดเลือน แลดูกระจ่างใส และเพิ่มความชุ่มชื่นเมื่อใช้ 2-4 สัปดาห์
ผลิตภัณฑ์ริเชอรอลยืนยันความสำเร็จด้วยรางวัลเหรียญทองจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติในงาน Seoul International Invention Fair 2022 (SIIF 2022) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี และรางวัลเหรียญเงินจากงานประกวดนวัตกรรมโลก SPECIAL EDITION 2022 – INVENTION GENEVA EVALUATION DAYS ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
“ริเชอรอล” แสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถเข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรได้หลายเท่าตัว ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ขยายตลาดให้ผู้ประกอบการ พร้อมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจในสุขภาพและความงาม
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เปลี่ยน ‘ลิกนิน’ ของเสียอุตสาหกรรมกระดาษ สู่สารสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดปล่อยคาร์บอนใน ‘ผลิตภัณฑ์พลาสติก’
For English-version news, please visit : Lignin recovered from paper industry gets utilized in plastic manufacturing
‘ลิกนิน’ เป็นสารประกอบในวัตถุดิบชีวมวลที่อุตสาหกรรมกระดาษจำเป็นต้องกำจัดออก เพราะเป็นสารที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์กระดาษ ทั้งด้านสี ผิวสัมผัส และการทนทานต่อความชื้น ซึ่งสารปริมาณมหาศาลนี้มักมีจุดจบเพียงการเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดลู่ทางการใช้ประโยชน์ที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่การลงทุน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และพันธมิตร พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ ‘สารลิกนิน’ ที่ได้จากกระบวนการเตรียมเยื่อกระดาษด้วยเทคนิคออร์แกโนโซลฟ์ (Organosolv process) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทีมวิจัยและบริษัทร่วมกันพัฒนาขึ้นก่อนหน้านี้เพื่อให้การผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
โดยผลิตภัณฑ์สารสกัดลิกนินที่ได้จากการเตรียมเยื่อกระดาษด้วยวิธีการนี้มีจุดเด่นสำคัญที่แตกต่างจากกระบวนการทั่วไปซึ่งใช้สารเคมี คือ การคงไว้ซึ่งคุณสมบัติการดูดกลืนรังสียูวี การต้านทานสารอนุมูลอิสระ และความบริสุทธิ์ของสาร ซึ่งเหมาะแก่การใช้เป็นสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ปัจจุบันการวิจัยอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแนวทางเพื่อการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมพลาสติกแล้ว
[caption id="attachment_44175" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชญานนท์ โชติรสสุคนธ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชญานนท์ โชติรสสุคนธ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. เล่าว่า โดยทั่วไปการผลิตกระดาษชนิดที่ต้องควบคุมสี ผิวสัมผัส รวมถึงการทนทานต่อความชื้น เช่น กระดาษฟอกขาวสำหรับงานพิมพ์ โรงงานจะกำจัดสารลิกนินที่อยู่ในวัตถุดิบชีวมวล (ประมาณร้อยละ 20-30) ออกตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมเยื่อกระดาษด้วยกระบวนการทางเคมี หลังจากนั้นจะบำบัดลิกนินออกจากน้ำดำหรือน้ำเสียจากการผลิตกระดาษก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษ หรือบางโรงงานอาจแยกสารลิกนินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงกระบวนการผลิตต่อไป อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ค่อนข้างก่อให้เกิดมูลค่าต่ำ
“เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างเต็มประสิทธิภาพ และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเตรียมเยื่อกระดาษจากวัตถุดิบชีวมวลด้วยเทคนิคออร์แกโนโซลฟ์ที่ให้ประโยชน์ 2 ต่อขึ้น ประโยชน์ด้านแรกคือเป็นกระบวนการผลิตที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้านที่สองคือเป็นกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารลิกนินจนเสียคุณสมบัติเด่นตามธรรมชาติ ทำให้สารลิกนินที่เคยเป็นของเสียหรือสารมูลค่าต่ำกลายเป็นสารที่มีมูลค่าสูงขึ้น เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งภายหลังจากการสกัดสารลิกนินออกมาแล้ว จะมีการปรับขนาดโมเลกุลให้เหมาะสม แยกสิ่งเจือปนออก เพื่อให้ได้สารที่บริสุทธิ์พร้อมใช้งาน”
[caption id="attachment_44176" align="aligncenter" width="400"] กระบวนการเตรียมเยื่อกระดาษ[/caption]
[caption id="attachment_44177" align="aligncenter" width="400"] กระบวนการเตรียมเยื่อกระดาษ[/caption]
[caption id="attachment_44178" align="aligncenter" width="400"] สารลิกนิน (Lignin)[/caption]
สำหรับอุตสาหกรรมแรกที่ทีมวิจัยมุ่งนำผลิตภัณฑ์สารสกัดลิกนินที่ได้ไปใช้เจาะตลาด คือ ‘พลาสติก’ เพราะประเทศไทยมีผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้มากหลักพันราย สารชนิดนี้ตอบโจทย์ได้ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความกรีนให้แก่ผลิตภัณฑ์ เหมาะแก่การเริ่มต้นขยายฐานลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง
ดร.ชญานนท์ เล่าว่า ขณะนี้ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการนำสารลิกนินที่สกัดจากอุตสาหกรรมกระดาษมาใช้เสริมคุณสมบัติเด่นให้กับพลาสติกหลายประเภทที่นิยมใช้งานในประเทศอย่าง PE, PP, HDPE และ LLDPE ทั้งชนิดที่ใช้เม็ดพลาสติกจากปิโตรเลียมและชนิดที่ใช้ไบโอพลาสติกเป็นส่วนผสมแล้ว ตัวอย่างเด่นของการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้งานภายนอกอาคาร โดยนำคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีของลิกนินมาช่วยปกป้องเนื้อพลาสติกไม่ให้กรอบและแตกก่อนเวลาอันควร การใช้ลิกนินเป็นสารให้สีเอิร์ทโทนหรือสีเฉดน้ำตาลกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้สีเคมีที่ผลิตจากออกไซด์ของโลหะ โดยปรับเฉดสีได้ตามต้องการ การเพิ่มคุณสมบัติยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และการป้องกันการส่องผ่านของรังสียูวีให้แก่ผลิตภัณฑ์ฟิล์มห่อหุ้มอาหารเพื่อช่วยยืดอายุอาหารสดลดอัตราการเน่าเสีย ทำให้วางจำหน่ายได้ยาวนานขึ้น
[caption id="attachment_44173" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่างเฉดสี[/caption]
“ทั้งนี้ล่าสุดทีมวิจัยได้พัฒนาการใช้ลิกนินเป็นสารประกอบเชิงหน้าที่ในพลาสติก PLA หรือพลาสติกที่ใช้ในการขึ้นรูปเส้นพลาสติก (PLA filament) เพื่อใช้ในงานพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสูงได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์นี้ใช้งานได้กับเครื่องพิมพ์สามมิติทุกประเภท งานพิมพ์ที่ได้จะมีโทนสีน้ำตาลทอง โปร่งแสง แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจการประยุกต์ใช้ลิกนินเป็นสารเติมแต่งเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์พลาสติก สามารถนำแบบชิ้นงานมาทดลองขึ้นต้นแบบด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิตินี้ ก่อนตัดสินใจลงทุนพัฒนาแม่พิมพ์สำหรับรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อกระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไปได้”
[caption id="attachment_44174" align="aligncenter" width="500"] ตัวอย่างงานพิมพ์สามมิติ[/caption]
ผลดีจากการพัฒนากระบวนการสกัดลิกนินเพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้ง ลดต้นทุน และสร้างความโดดเด่นให้แก่สินค้าในรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้น การนำสารลิกนินซึ่งเป็นของเสียจากอุตสาหกรรมกระดาษไปใช้ประโยชน์ ยังช่วย ‘ลดการปลดปล่อยคาร์บอน’ สู่ชั้นบรรยากาศได้เป็นอย่างดี
ดร.ชญานนท์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า การนำสารลิกนิกไปเผาทั้งเพื่อกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าโดยไม่มีกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากการเผามาใช้ประโยชน์ต่อ จะทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนจากลิกนินสู่ชั้นบรรยากาศ แต่หากนำสารลิกนินมาใช้ประโยชน์โดยคงสภาพของสารประกอบไว้ จะเป็นการกักเก็บคาร์บอนไว้ในสารดังเดิม ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุโลกร้อนได้เป็นอย่างดี โดยผู้ประกอบการสามารถใช้ตัวเลขการกักเก็บคาร์บอนหักลบค่าการปลดปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products: CFP) เพื่อประโยชน์ทั้งด้านการลดภาษีคาร์บอนและการเพิ่มจุดขายเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ด้วย
ผลงานวิจัยนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการทำวิจัยที่ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการจัดการสารส่วนเกินในอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จนถึงการพัฒนาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ พลาสติก รวมถึงประเภทอื่น ๆ ได้เห็นถึงแนวทางบูรณาการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นวาระแห่งชาติ ในการร่วมกันสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งด้านกระบวนการสกัดสารลิกนินและการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมพลาสติก ผู้ประกอบการที่สนใจติดต่อได้ที่คุณตะวัน เต่าพาลี ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อีเมล tawan.tao@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และไบโอเทค สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ลุยพัฒนา-สร้างมาตรฐาน “แพ็กแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนได้” หนุนไทยเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาขาดแคลนพลังงานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ คือแรงขับดันให้เกิดการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเป็นตัวเร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าเดินหน้าพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเตรียมปักหมุดเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรหลายภาคส่วนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี “แพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” เพื่อเร่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและขับเคลื่อนไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของรัฐบาล
[caption id="attachment_43978" align="aligncenter" width="700"] ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงานสะอาด เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงานสะอาด ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ มีแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศด้วยนโยบาย 30@30 คือตั้งเป้าผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจในการพัฒนาเพื่อให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้สนใจใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2565 ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเติบโตถึง 100% โดยมียอดจดทะเบียนใหม่ประมาณ 7,300 คัน แต่ยังถือเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนรถจักรยานยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศกว่า 2 ล้านคันต่อปี เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังมีราคาสูงและยังไม่ตอบสนองความต้องการการใช้งานได้เต็มรูปแบบ
“ในประเทศไทยและอาเซียนมีการใช้งานมอเตอร์ไซค์เป็นจำนวนมาก เฉพาะประเทศไทยมีผู้ใช้งานมอเตอร์ไซค์มากถึง 21 ล้านคัน และมีการใช้งานที่หลากหลายทั้งบริการส่งอาหาร ส่งพัสดุ และบริการส่งผู้โดยสาร ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็มีความหลากหลายเช่นกัน อีกทั้งพลังงานของแบตเตอรี่ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ในระยะการขับขี่แต่ละรอบเวลาการบริการ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน และยังมีข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการเติมพลังงาน โดยอาจใช้เวลาอย่างต่ำ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ไม่สะดวกต่อผู้ใช้งาน จึงเกิดแนวคิดการสับเปลี่ยนแพ็กแบตเตอรี่ หรือ battery swapping โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับการเติมน้ำมัน”
“อย่างไรก็ตาม การสับเปลี่ยนแพ็กแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในปัจจุบันยังจำกัดอยู่เพียงการสับเปลี่ยนภายในมอเตอร์ไซค์จากผู้ประกอบการรายเดียวเท่านั้น เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดกลางด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์แพ็กแบตเตอรี่และสถานีประจุไฟฟ้า เราจึงเริ่มทำโครงการวิจัยพัฒนารูปแบบแพ็กแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่สลับเปลี่ยนใช้งานได้เมื่อแบตเตอรี่หมดและอยู่ระหว่างการชาร์จ เพื่อสร้างมาตรฐานของแพ็กแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ ให้ใช้ได้กับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหลายรุ่น หลายผู้ผลิต รวมถึงสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ข้ามสถานีกันได้”
ทั้งนี้ โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับบริษัทเบต้า เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด, บริษัทจีพี มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัทไอ-มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด, บริษัทกริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด และสวทช. โดยวิจัยและพัฒนาร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ต้นแบบแพ็กแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานระดับสากลแล้ว 1 รุ่น ต้นแบบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 2 รุ่น 2 ยี่ห้อ รวม 15 คัน และต้นแบบตู้สับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 3 รุ่น รวม 3 ตู้ สำหรับติดตั้งที่สถานีชาร์จ 3 แห่ง ได้แก่ บริเวณหน้าศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จ.ปทุมธานี ปั๊มน้ำมันบางจาก เอกมัย-รามอินทรา คู่ขนาน 4 กรุงเทพมหานคร และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบการใช้งานภาคสนาม เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับจัดทำข้อเสนอแนะความเป็นไปได้ในการพัฒนาแพล็ตฟอร์มสำหรับประเทศไทยต่อไป
ดร.พิมพา บอกถึงข้อดีของการมีแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานว่าจะทำให้เราสามารถผลิตแพ็กแบตเตอรี่รูปแบบเดียวที่ใช้ได้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นหลายผู้ผลิต รวมถึงใช้งานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้หลากหลายผู้ให้บริการ เกิดการร่วมใช้โครงสร้างพื้นฐานของสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ลดราคาการติดตั้งสถานีหลายรุ่นหลายแห่ง เพิ่มความสะดวกในการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้แก่ผู้ใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และผู้ขับขี่ยังเข้าถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ล่าสุดที่สถานีสับเปลี่ยนได้ และที่สำคัญคือช่วยให้ราคาต้นทุนของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและแพ็กแบตเตอรี่ลดลง
“เมื่อเรามีมาตรฐานทางเทคนิคกลางระหว่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตู้ประจุไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ให้บริการด้านแบตเตอรี่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และตู้ประจุไฟฟ้าในแต่ละราย ดำเนินการระหว่างกันได้ผ่านมาตรฐานกลางที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต การถือครองมอเตอร์ไซค์ แพ็กแบตเตอรี่และสถานีประจุไฟฟ้า และจะส่งผลให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าแพร่หลายมากขึ้น มีผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่ถูกลง แบตเตอรี่ที่สิ้นสุดการใช้งานจากมอเตอร์ไซค์อาจจะมีการนำไปใช้ต่อได้หรือจะถูกจัดการได้ง่ายขึ้น ลดการปล่อยมลพิษ และที่สำคัญคือเราได้องค์ความรู้ที่จะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ เกิดการสร้างตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน สามารถต่อยอดให้เกิดอุตสาหกรรมและบริการรูปแบบใหม่ตามมาอีกมากมาย”
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงวิจัยพัฒนาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคนสร้างองค์ความรู้ที่จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศ
เรียบเรียงโดย : วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘Ross (รอส) บอดีสูทพยุงหลัง’ ป้องกันการบาดเจ็บจากการยกผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และสิ่งของน้ำหนักมาก (“Ross” Back-Support Exoskeleton for Injury Risk Reduction in Patient-handling and Heavy-lifting Tasks)
ปัญหาการบาดเจ็บที่พบได้ส่วนใหญ่ในบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องยกของที่มีน้ำหนักมากเป็นประจำ คือ ‘อาการปวดหลังส่วนล่าง’ ซึ่งหากปล่อยให้มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือต้องยุติการทำงานที่ใช้แรงจากกล้ามเนื้อหลังได้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับพันธมิตร ออกแบบและพัฒนา ‘Ross (รอส) ชุดบอดีสูทพยุงหลัง (Motion-assist exosuit) รุ่น Back support เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บให้คนไทย
Lower back pain (LBP) is a prevalent musculoskeletal disorder associated with manual handling tasks in healthcare personnel, caregivers, and manual labor workers. Chronic injury to the back can affect quality of life and reduce workers’ ability to effectively perform their jobs. Researchers at the National Metal and Materials Technology Center (MTEC), under the National Science and Technology Development Agency (NSTDA), along with technical partners, have designed and developed a motion-assist exosuit for back support named “Ross”. The main function of “Ross” is to prevent back injuries for those who are at risk in their workplace.
[caption id="attachment_43472" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. (ขวา) (Dr.-Ing. Sarawut Lerspalungsanti, director of the Engineering Design and Computation (EDC) research group, MTEC, NSTDA (right))[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า มีคนวัยทำงานจำนวนมากที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง บริเวณ L5 แล S1 หรือบริเวณหมอนรองกระดูกในระดับที่รักษาให้หายขาดได้ยาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ดูแลที่ต้องยกหรือพลิกตัวผู้ป่วยและผู้สูงอายุเป็นประจำ ผู้ทำงานด้านการขนส่งที่ต้องยกสินค้าที่มีน้ำหนักมากโดยไม่สามารถใช้เครื่องทุ่นแรงช่วยได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดจาก ‘การยกผิดท่าหรือการใช้งานร่างกายอย่างหนักเป็นประจำ’ ผลเสียที่ตามมาคือนอกจากคนวัยทำงานเหล่านั้นจะต้องเผชิญความเจ็บปวดในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว อาจต้องย้ายตำแหน่งหรือเปลี่ยนอาชีพเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายบาดเจ็บเพิ่มเติม หากเป็นลูกหลานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านก็อาจต้องว่าจ้างผู้ดูแลจากภายนอกมาให้การช่วยเหลือแทนด้วย
According to Dr.-Ing. Sarawut Lerspalungsanti, director of the Engineering Design and Computation (EDC) research group, “Chronic injuries to the lower back, especially at the L5-S1 lumbosacral joint, is very common in the workforce and is difficult to cure. This type of injury is frequently found in nurses, caregivers, and those whose jobs often require lifting of heavy objects. The injuries can be caused by several ergonomic risk factors, e.g., high number of repetitions, poor posture, and heavy loads. The result is not only a decline in the individual’s quality-of-life due to chronic pain, but also reduced workplace productivity, which could further result in social and financial burdens.”
[caption id="attachment_43471" align="aligncenter" width="700"] ‘Ross (รอส) ชุดบอดีสูทพยุงหลัง (Motion-assist exosuit) รุ่น Back support’[/caption]
จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้พัฒนา ‘Ross (รอส) ชุดบอดีสูทพยุงหลัง (Motion-assist exosuit) รุ่น Back support’ เพื่อช่วยดูแลกล้ามเนื้อหลังของผู้ใช้งานผ่านการควบคุมร่างกายให้ออกแรงยกด้วยท่าทางที่เหมาะสม และช่วยทุ่นแรงกล้ามเนื้อจุดที่สำคัญ
ดร.ศราวุธ อธิบายถึงกลไกการทำงานของ Ross ว่า เมื่อผู้ใช้งานสวมใส่ Ross และปรับชุดให้กระชับบริเวณกล้ามเนื้อ 4 จุด หน้าอก หลัง เอว และต้นขา ชุดจะช่วยควบคุมให้ผู้ใช้งานออกแรงยกด้วยท่าทางที่เหมาะสมหรือท่า ‘สควอต (Squat)’ เป็นการย่อเข่าลง ยืดหลังตรง เกร็งหน้าท้อง แล้วใช้แรงจากแขนและขาในการยกสิ่งของขึ้น ซึ่งชุดจะควบคุมไม่ให้ผู้ใช้งานยกสิ่งของด้วยท่าก้มโค้งแล้วใช้แรงจากหลังในการยก เพราะเป็นท่าที่เสี่ยงต่อการทำให้กล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บ
“เมื่อผู้ใช้งานยกของด้วยท่าสควอต ร่างกายจะพับชุดที่มีโครงสร้างภายในคล้ายสปริงตัว ‘V’ ซึ่งมีจุดหมุนอยู่บริเวณเอวและปลาย 2 ด้านอยู่บริเวณหน้าอกและต้นขาลง เกิดเป็นการสะสมพลังงานเพื่อผลักให้ร่างกายกลับสู่ท่ายืนตรง เป็นการทุ่นแรงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บให้แก่ผู้สวมใส่ ทั้งนี้ชุดผ่านการออกแบบให้สวมใส่ได้สะดวกรวดเร็ว ผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องสวมชุดล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน หากเกิดเหตุจำเป็นต้องยกสิ่งที่มีน้ำหนักมากเมื่อไหร่ก็หยิบชุดมาสวมใส่อย่างถูกต้อง (กระชับกล้ามเนื้อส่วนที่สำคัญทุกส่วน) ได้ภายในหลักวินาที”
To address this problem, the Well-living Design Team has designed “Ross” to lower the risk of back injury by adjusting the users’ lifting posture and reducing the compression load on the lumbosacral joint.
“Ross” can be adjusted the user’s body size at four different parts of the body: chest, back, waist, and upper legs, to ensure a comfortable fit and proper function of the exosuit. “Ross” assists the user in performing squat-lifting tasks in an ergonomically correct posture: with bent knees, straight back, and tensed core muscles, using the leg and arm muscles to lift. The exosuit effectively prevents users from bending their back while lifting, thereby utilizing their back muscles as primary task performers, an action that often leads to back injuries.
When users bend down to perform a squat-lift, their body pivots “Ross” around a pivot joint located at the waist. The two pivot arms are the parts of “Ross” extending from the waist to chest and waist to quadriceps. This action is akin to the compression of a spring, creating stored energy, which is later released during the extension of the body to lift the object. By this mechanism, “Ross” lowers the compression force on the L5-S1 joint and reduces risk of injury to the back muscles.
Importantly, “Ross” is designed for easy donning and doffing, allowing users to quickly utilize it when needed in a matter of seconds. With both function and affordability in mind, “Ross” is manufactured with domestic materials, reducing its cost and concern for material/parts supply continuity.
ชุด Ross ผ่านการออกแบบโดยคำนึงถึงต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อจำหน่ายใน ‘ราคาที่จับต้องได้’ ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการใช้งานได้จริง ที่สำคัญชุด Ross ผลิตจากวัสดุภายในประเทศทั้งหมด จึงลดการนำเข้าและลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัสดุจากเหตุวิกฤตต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
ดร.ศราวุธ เล่าถึงความท้าทายในการพัฒนาผลงานว่า สิ่งที่ทีมให้ความสำคัญอย่างมากตลอดการทำวิจัยคือการควบคุมการผลิตให้เกิดความสมดุลระหว่างคุณภาพของชุดกับต้นทุนการผลิต เพราะปัจจุบันชุดที่จำหน่ายทั่วไปมีราคาค่อนข้างสูงในระดับที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดเตรียมชุดเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บให้แก่บุคลากรของตนได้ และแน่นอนว่ายังมีราคาสูงเกินกว่าที่ลูกหลานในอีกหลายครอบครัวจะซื้อติดบ้านไว้เพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้น Ross จึงผ่านการออกแบบให้ชุดทำงานได้มีมีประสิทธิภาพสูง แข็งแรงทนทาน แต่ยังคงน้ำหนักของชุดไว้ที่ประมาณ 3-4 กิโลกรัม เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ต้นแบบถูกกว่าราคาของผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ 3-4 เท่า และคาดว่าเมื่อขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรมจะลดต้นทุนลงได้อีก ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ross แก่ผู้ประกอบการแล้ว
“สำหรับการวิจัยในเฟสต่อไป ทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในการวิจัยต่อเนื่องเรื่องการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาหนุนวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้สวมใส่ เพื่อนำไปสู่การออกแบบชุดที่ดูแลร่างกายของผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น” ดร.ศราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
Dr. Lerspalungsanti stated that one of the product development challenges was preserving a balance between the quality and function of the product and the materials and production costs. Equivalent products on the market tend to be costly, deterring potential customers in Thailand, whether from the healthcare or manufacturing sectors, or individual caregivers looking to purchase for personal use. “Ross” has been proven to be mechanically robust and effective in reducing back injuries while weighing 3-4 kilograms. This design enables a three- to four-fold reduction in price, compared to similar foreign products. We expect the price to decrease even further with our forthcoming plans for commercial-scale production. Currently, “Ross” is in the process of technology transfer to a Thai manufacturer.
[caption id="attachment_53665" align="aligncenter" width="750"] Ross (รอส)[/caption]
Ross เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพื่อ ‘ผู้สูงอายุ’ และ ‘ผู้ดูแล’ ที่นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. วิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อขานรับการเข้าสู่สังสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ของไทย ซึ่งเอ็มเทคพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งสามแล้วในปีนี้ ผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัยพัฒนาต่อยอด ติดต่อได้ที่ คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค โทร 0 2564 6500 ต่อ 4783 หรือ e-mail soontaree.kos@mtec.or.th
“Ross” is one of many innovations for the elderly and caregivers developed by the Well-living Design Team. Further information can be obtained on our innovations by contacting Ms. Soontaree Kositchaiyong, Business Development division at MTEC, Tel. (+66) 2564 6500 ext. 4783 or e-mail soontaree.kos@mtec.or.th.
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. (เวอร์ชันภาษาไทย)
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจาก ‘เปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่’ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งสู่ ‘ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองสามน้ำ’
จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นเมืองที่มีลักษณะโดดเด่นทางภูมิศาสตร์ในฐานะ ‘เมืองสามน้ำ’ คือมีทั้งระบบนิเวศน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ในพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการทำประมงและการเกษตร ยิ่งเฉพาะ ‘มะพร้าว’ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกขนาดใหญ่ และขึ้นชื่อว่ามีรสชาติหวานหอมเป็นอัตลักษณ์ หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดสมุทรสงคราม ทว่าในช่วงภาวะผลผลิตราคาตกต่ำ เกษตรกรผู้ปลูกต้องประสบปัญหาภาวะขาดทุนอยู่ไม่น้อย
วิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก ต.บางยี่รงค์ อ.บางคนที คือกลุ่มชาวบ้านที่มีอาชีพหลักดั้งเดิมคือการทำสวนมะพร้าว แต่ด้วยปัญหาความเดือดร้อนจากราคามะพร้าวผลที่ตกต่ำอย่างมาก ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาลุกขึ้นมารวมกลุ่มพัฒนาแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ ‘น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น’ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงปากท้อง
บุปผา ไวยเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก จ.สมุทรสงคราม เล่าว่า เดิมทีชาวบ้านปลูกมะพร้าวผลแก่ขาย แต่ในช่วงนั้นราคาขายตกต่ำมาก จากขายลูกละ 15 บาท เหลือลูกละ 3 บาท เกษตรกรแทบอยู่ไม่ได้เลย เพราะแค่การเก็บมะพร้าว ต้องมีรายจ่ายทั้งค่าสอย ค่าวางมะพร้าว และค่านำมะพร้าวขึ้นรถเข็น รายได้จากการขายมะพร้าวแทบไม่พอจ่ายค่าจ้างด้วยซ้ำ จึงคิดกันว่าจะเพิ่มมูลค่ามะพร้าวได้อย่างไร กระทั่งมีโอกาสไปดูงานการแปรรูปมะพร้าว ก็เลยได้แนวคิดการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ซึ่งตอนนั้นมีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันทำในโรงเรือน เป็นสินค้าแปรรูปชิ้นแรก และได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า
ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีเปลือกมะพร้าวเหลือทิ้งอยู่มาก แม้จะนำไปขายต่อให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ปลูกต้นไม้ได้บ้าง แต่ก็ยังจำหน่ายได้ในราคาถูกและเหลือปริมาณมาก บุปผา จึงเกิดแนวคิดนำมาเป็นวัตถุดิบทำ ‘ผ้ามัดย้อมจากเปลือกมะพร้าว’ โดยอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมผสานกับนวัตกรรมจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.)
“เราชอบผ้ามัดย้อมเป็นทุนเดิม เริ่มแรกลองใช้ความรู้ที่มี นำเปลือกมะพร้าวมาแช่น้ำ พอมีสีออกมา ก็ใช้ย้อมผ้า ปรากฏว่าผ้าติดสีไม่ค่อยดี สีไม่สม่ำเสมอ แถมพอซักแล้วสีซีดจางหรือไม่ก็หลุดหมดเลย ไม่ได้ผล ตอนนั้นจึงไปติดต่ออุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งทางหน่วยงานได้ช่วยประสานงานให้ทางสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เข้ามาช่วย ซึ่งทางทีมวิจัยลงพื้นที่มาสอนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลย ให้ความรู้ตั้งแต่การเลือกผ้าว่าผ้าประเภทไหนติดสี การทำความสะอาดผ้าด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์เอนอีซ ซึ่งช่วยทำความสะอาดและลอกแป้งออกจากผ้าในขั้นตอนเดียว แค่แช่ผ้าก็สะอาดหมดจดทำให้ติดสีได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ยังได้ความรู้เรื่องเทคนิคและกระบวนการสกัดสี วิธีย้อมสีจากเปลือกมะพร้าว ทีมวิจัยสอนตั้งแต่การชั่ง ตวง วัด การผลิตสี การตรวจเช็คความเข้มสีก่อนย้อม การออกแบบลายมัดย้อม การพิมพ์สกรีนสีธรรมชาติ ตลอดจนถึงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ทำให้เราพัฒนาผ้ามัดย้อมสีเปลือกมะพร้าวที่มีคุณภาพและยังมีความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน”
ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอกไม่ได้มีเพียงการยกระดับเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เปลือกมะพร้าวที่เป็นของเหลือทิ้งสู่สินค้าภูมิปัญญาที่แฝงด้วยนวัตกรรม แต่พวกเขายังนำองค์ความรู้มาขยายผลแก้ปัญหา ‘ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม’ ผลไม้ที่เป็น ‘สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ Geographical Indications : GI’ ของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งกำลังประสบปัญหา ‘ผลผลิตน้อย’
บุปผา เล่าว่า ปัญหาใหญ่ของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมคือผลผลิตออกน้อยมากว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้มีผลผลิตไม่ถึง 20% เพราะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรหลายคนตัดสินใจฟันต้นทิ้งและหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมแทนเพราะไม่มีรายได้ น่าเสียดายว่าถ้าชาวบ้านตัดทิ้งหมด ต่อไปคนจะไม่รู้จักลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของจังหวัดสมุทรสงคราม จึงปรึกษากับทาง สวทช. ทีมนักวิจัย จึงลองนำเอาใบลิ้นจี่มาผลิตสีดู ปรากฏว่าสีจากใบลิ้นจี่จะสว่างกว่าสีจากเปลือกมะพร้าว สีจากใบลิ้นจี่จะได้โทนส้ม น้ำตาลและเทา ส่วนสีจากเปลือกมะพร้าวจะได้สีโทนน้ำตาลเข้ม
“ทุกวันนี้ผ้ามัดย้อมสีเปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนที่ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างมาก จากแทนที่ปีหนึ่งเก็บลิ้นจี่ได้ปีละ 1 ครั้ง ตอนนี้เก็บใบมาทำผ้ามัดย้อมขายได้ทั้งปี ที่สำคัญทั้งใบลิ้นจี่ และเปลือกมะพร้าวเป็นทุนที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ จึงนำมาสกัดสีได้โดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่น ทำให้ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้คนในพื้นที่ประมาณ 15% อีกทั้งการนำของเหลือทิ้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด ดีต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน”
ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก นำ ‘ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่’ มาต่อยอดตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า ผ้าผืน ฯลฯ เพื่อให้ตอบโจทย์ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย มีการจำหน่ายทั้งที่ร้านของวิสาหกิจฯ และส่งขายให้แก่ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้าน ‘การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและการทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ’ ให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ นับเป็นหนึ่งใน ‘ต้นแบบการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG’ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบในพื้นที่สู่ผลิตภัณฑ์สร้างอาชีพให้คนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
นวัตกรรมยกระดับ ‘การนำส่งสารสกัด CBD ในกัญชา’ สร้างจุดขายเวชสำอางและท่องเที่ยวไทย
แม้ประเทศไทยจะอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2562 แต่ปัจจุบันตลาดกัญชายังคง ‘มีมูลค่าต่ำ’ เหตุจากยังไม่สามารถแปรรูปและใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘อนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารสกัด Cannabidiol (CBD) ในกัญชาและกัญชง (Cannabis sativa L.)’ เพื่อลดข้อจำกัดในการใช้สารสกัด ทั้งในด้านการนำส่งสารเข้าสู่ร่างกายและการไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นการพัฒนาสารสกัด CBD สู่สารสำคัญมูลค่าสูงสำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_43240" align="aligncenter" width="500"] ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช. อธิบายถึงการพัฒนาอนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารว่า ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการห่อหุ้มอนุภาคของสารสกัด CBD ด้วยอนุภาคไขมันผ่านเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน (Nanoencapsulation) เพื่อลดจุดอ่อนของสารสกัด CBD ใน 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือ ‘การนำส่งสาร’ ที่ยังมีประสิทธิผลต่ำ เนื่องจากสารสกัด CBD ละลายน้ำได้น้อย ซึมผ่านผิวหนังได้ไม่ดี จึงมักสะสมอยู่ที่หนังกำพร้าชั้นนอก การห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันจะช่วยให้สาร CBD ซึมผ่านชั้นผิวหนังของมนุษย์ได้ดีขึ้น สามารถละลายหรือนำส่งสารออกฤทธิ์ไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านที่สอง คือ ‘ลดการเสื่อมสภาพของสาร’ การห่อหุ้มด้วยอนุภาคระดับนาโนจะช่วยลดการโดนแสง ค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงออกซิเจนในอากาศที่ทำให้คุณสมบัติแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidant) ของสารเสื่อมสภาพ
“การลดข้อจำกัดของสารสกัด CBD ทั้ง 2 ด้านนี้ได้สำเร็จ จะทำให้สารสกัด CBD ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปริมาณการใช้สารสกัด CBD ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และยังลดอัตราเสี่ยงให้แก่ผู้ใช้งานที่อาจต้องสัมผัสสารปริมาณมากจนเกิดการระคายเคือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์หากจำเป็นต้องใช้สารสกัด CBD ในปริมาณสูงเพื่อพัฒนายารักษาโรคในอนาคต”
[caption id="attachment_43241" align="aligncenter" width="550"] ตัวอย่างการนำสารสกัด CBD ในกัญชาไปใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ[/caption]
ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มนำสารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เวชสำอางบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันเท่านั้น ‘เพราะสาร CBD ละลายได้ดีในน้ำมัน แต่จะแยกชั้นหรือตกตะกอนในน้ำ’ การวิจัยและพัฒนาอนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารสกัดนับเป็นโอกาสที่ช่วยให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด CBD รูปแบบใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น
ดร.คทาวุธ อธิบายว่า การห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันจะช่วย ‘เพิ่มสมบัติการละลายน้ำ’ ให้แก่สารสกัด CBD ทำให้ผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถ ‘ใช้สาร CBD ในเวชสำอางประเภทซีรัมหรือน้ำตบ’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา ซึมเข้าผิวได้รวดเร็ว ให้ความรู้สึกเบาสบายผิว เหมาะแก่การใช้เป็นประจำทุกวันมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักซึมเข้าผิวช้าได้ โดยสารสกัด CBD เป็นสารสำคัญที่มีจุดเด่นทั้งในด้านการเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์หรือการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และยังช่วยลดการอักเสบ สมานแผล รวมถึงเพิ่มคอลลาเจนไฟเบอร์ (Collagen fiber) ให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี
“อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สารสกัด CBD มีแนวโน้มเติบได้สูง คือ กลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Health and wellness travel) เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจำนวนมากที่มองหากิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทสปาที่มีการนำสารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ดังนั้นหากผู้ประกอบการมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรเฉพาะซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีก็จะเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำลังกลับมาคึกคักได้”
The global cannabis report โดย Prohibition partners ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำระดับโลกคาดว่าในปี 2567 ตลาดกัญชาด้านสุขภาพและการแพทย์จะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และมีแนวโน้มว่าภาพรวมตลาดกัญชาจะมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐและยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการไทยให้คว้าส่วนแบ่งการตลาดนี้มาครองได้สำเร็จ
ผู้ประกอบการที่สนใจวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ หรือขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อได้ที่ ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ อีเมล katawut@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไทยเดินหน้าพัฒนานโยบายและอุปกรณ์ลดความรุนแรงอุบัติเหตุ ‘ชนมุดท้าย-ข้าง รถบรรทุก’ หนุนลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน
ประเทศไทยมีสถิติการเกิดเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ‘ชนหรือมุดเข้าด้านท้าย-ข้างของรถบรรทุก’ ติดอันดับต้นของโลก มีอัตราการเกิดเหตุเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือมากกว่า 60 ครั้งต่อปี ซึ่งอุบัติเหตุเหล่านี้มักนำมาซึ่งการบาดเจ็บสาหัสและการเสียชีวิต กรมการขนส่งทางบกร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และพันธมิตร เดินหน้าพัฒนานโยบายและอุปกรณ์ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ‘ชนหรือมุดท้าย-ข้างรถบรรทุก’ เพื่อยกระดับความปลอดภัย ลดอัตราการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
ตั้งเป้าออก ‘ข้อกำหนด’ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านท้ายและข้างรถบรรทุก
[caption id="attachment_43075" align="aligncenter" width="700"] นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรม กรมการขนส่งทางบก[/caption]
นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรม กรมการขนส่งทางบก อธิบายถึงสาเหตุความรุนแรงของอุบัติเหตุประเภทนี้ว่า ด้วยโครงสร้าง ขนาด ความสูง และความแข็งแรงที่แตกต่างกันมากระหว่างรถบรรทุกกับยานพาหนะขนาดเล็ก อาทิ รถเก๋ง รถกระบะ รถจักรยานยนต์ ทำให้รถขนาดเล็กที่พุ่งเข้าชนท้ายหรือสไลด์เข้าด้านข้างรถบรรทุก ‘ไม่อาจต้านทานความเสียหายที่เกิดขึ้นได้มากนัก’ แม้รถเหล่านั้นจะผ่านการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุมาเป็นอย่างดี
“จากความสูญเสียที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างชัดเจนตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรออกข้อกำหนดการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD) และด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD) บนรถบรรทุก สำหรับลดความเสี่ยงในการมุดหรือสไลด์เข้าไปใต้ตัวรถหากเกิดเหตุยานพาหนะขนาดเล็กพุ่งชน ‘เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต’ ดังข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ (UN vehicle regulations) ที่มีการใช้งานแล้วในยุโรปและหลายประเทศในเอเชีย เพราะแม้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะไม่ได้มีเหตุมาจากรถบรรทุกหรือผู้ขับขี่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงเมษายน 2565 กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมกับเอ็มเทค สวทช. และพันธมิตรผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้นำเข้า และผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกในประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาประกาศเรื่อง ‘การกำหนดคุณลักษณะและเงื่อนไขในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถที่ใช้ในการขนสัตว์หรือสิ่งของ’ โดยพิจารณาร่วมกันทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากล การปรับเงื่อนไขของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานรถบรรทุกในประเทศไทย และการพิจารณาความพร้อมในการติดตั้งอุปกรณ์ของผู้ประกอบการ จนปัจจุบันคณะทำงานได้ข้อสรุปที่มีความพร้อมแล้ว คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในกลางปีนี้ โดยมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (มกราคม 2567)”
เปิดตัว ‘อุปกรณ์กันมุด’ ที่เหมาะสมกับรถบรรทุกไทย
ในด้านการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้าย เอ็มเทค สวทช. ในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เร่งดำเนินการศึกษาและออกแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านท้ายและข้างที่ปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการผลิตในประเทศ ลดต้นทุนการผลิต ลดการนำเข้า และผู้ผลิตในไทยสามารถผลิตอุปกรณ์ได้ทันรองรับความต้องการภายในประเทศเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้
[caption id="attachment_43076" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณเอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ในการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ทีมวิจัยได้นำข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ UN R73 และ UN R58 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายรถบรรทุกตามลำดับ มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงวิศวกรรมรวมถึงการวิเคราะห์และทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์
[caption id="attachment_43088" align="aligncenter" width="700"] อุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43082" align="aligncenter" width="700"] อุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD)[/caption]
“ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยได้พัฒนาแบบเชิงวิศวกรรมชิ้นส่วนย่อยของอุปกรณ์ RUPD และ LPD ที่จำเป็นต้องติดตั้งให้ผู้ประกอบการได้เลือกใช้ผลิตอุปกรณ์รวมแล้วมากกว่า 90 แบบ โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้งานส่วนเชื่อมต่อ (Spacer/ Bracket & support), คานขวาง (Protective beam/ Cross section/ Beam section) และขายึด (Stay/ Chassis attachment) ได้ตามความเหมาะสม ผ่านการจัดชุดอุปกรณ์แบบผสมฟังก์ชันให้สอดคล้องกับรูปแบบลักษณะของรถในประเทศไทย ด้วยวิธีการที่เรียกว่า ‘Morphological Matrix’ ที่ช่วยให้ผู้ผลิตจัดสรรอุปกรณ์สำหรับนำไปผลิตตามได้หลากหลายรูปแบบ โดยทีมวิจัยได้จัดเตรียมเครื่องมือนี้ไว้ให้บริการในแพลตฟอร์มแล้ว ผู้ที่สนใจเข้าใช้บริการได้ที่แพลตฟอร์มฐานข้อมูลแบบเชิงวิศวกรรมสำหรับผู้ผลิตในประเทศ”
[caption id="attachment_43080" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43081" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43079" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD)[/caption]
[caption id="attachment_43077" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบชิ้นส่วนอุปกรณ์เชื่อมต่อ[/caption]
[caption id="attachment_43078" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบชิ้นส่วนอุปกรณ์เชื่อมต่อ[/caption]
โครงการความร่วมมือนี้นับเป็นการทำงานโดยคนไทยเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง เพราะชุดข้อมูลที่ทีมวิจัยเลือกใช้เป็นหัวใจของการพัฒนา คือ ความพร้อมด้านการผลิตของผู้ประกอบการไทย และประสบการณ์การใช้งานจริงจากผู้ให้บริการด้านการขนส่ง
ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ความท้าทายในการพัฒนาอุปกรณ์นี้มีถึง 5 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความแข็งแรงตามมาตรฐานสากล การออกแบบให้อุปกรณ์มีน้ำหนักเหมาะสม วัสดุที่ใช้ผลิตหาได้ในประเทศ ผู้ผลิตภายในประเทศดำเนินการผลิตด้วยโรงงานที่มีอยู่ และสุดท้ายคือต้นทุนการผลิตต้องถูกกว่าการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพราะหากตกหล่นข้อใดข้อหนึ่งก็อาจส่งผลกระทบให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไม่สำเร็จได้
“อีกด้านหนึ่งที่ สวทช. ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทย (SMEs) มีโอกาสคว้าส่วนแบ่งทางการตลาดได้ทันการประกาศใช้นโยบายที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปีหน้า สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) จึงได้เตรียมพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว” ดร.ศราวุธ ทิ้งท้าย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้นำเข้า และผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกในประเทศไทย ติดตามประกาศบังคับใช้จากกรมการขนส่งทางบกได้ในช่วงกลางปีนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจขอรับคำปรึกษาด้านโครงสร้างเชิงวิศวกรรม ร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือนำอุปกรณ์เข้าทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย ติดต่อได้ที่ คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค โทร 0 2564 6500 ต่อ 4783 หรือ e-mail soontaree.kos@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเอ็มเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากรา ตรวจสารพิษ 5 ชนิดพร้อมกัน ความไวสูง ต้นทุนต่ำ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/mycosmart-mycotoxin-strip-based-on-microarray-technology.html
สารพิษจากรา (Mycotoxin) คือภัยเงียบที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อมนุษย์และสัตว์ เนื่องจากพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมทั้งในดินและอากาศ จึงมีโอกาสปนเปื้อนอยู่ในอาหารหรือวัตถุดิบอาหารทางการเกษตรตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว เก็บรักษา ไปจนถึงแปรรูป ทั้งนี้ราเหล่านี้สามารถสร้างสารพิษได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยผู้บริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย เช่น เบื่ออาหาร ชัก หมดสติ หรือหากได้รับสารพิษสะสมเป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าสารพิษจากรายังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกด้วย โดยสัตว์ฟาร์มที่ได้สารพิษจากราจะมีอัตราการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกันลดลง อีกทั้งระบบสืบพันธุ์และอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหายและขาดทุนสูง
โชคไม่ดีนักที่การควบคุมและเก็บรักษาวัตถุดิบทางการเกษตรและอาหารให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราตลอดกระบวนการผลิตเป็นเรื่องยาก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันก็ยังเอื้อต่อการเติบโตและผลิตสารพิษของราอีกด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยไบโอเทค เนคเทค และเอ็มเทค ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Queen's University Belfast สหราชอาณาจักร พัฒนา “MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากราแบบแถบทดสอบที่พัฒนาจากเทคนิคไมโครอะเรย์” เพื่อคัดกรองอาหารและผลผลิตทางการเกษตรที่ปนเปื้อนสารพิษจากราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการบริโภคสารพิษจากรา รวมถึงลดความเสียหายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์
[caption id="attachment_42963" align="aligncenter" width="750"] ดร.กฤศ พิจยเวทินท์ นักวิจัย เนคเทค สวทช. (ขวา)[/caption]
ดร.กฤศ พิจยเวทินท์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า MycoSMART เป็นชุดตรวจวินิจฉัยที่เกิดจากการทำงานบูรณาการระหว่างนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชาทั้งในและต่างประเทศ โดยระบบประกอบด้วยเทคโนโลยี 3 ส่วนหลัก คือ เครื่องอ่านสัญญาณไมโครอะเรย์ ชุดตรวจวินิจฉัยแบบแถบทดสอบด้วยเทคนิคไมโครอะเรย์ และสารเรืองแสงที่มีความไวและเสถียรสูง ส่วนวิธีการใช้งานนั้นทำได้ง่าย เพียงนำสารสกัดจากอาหารหรือวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง มาหยดที่ชุดตรวจแบบแถบทดสอบ จากนั้นนำชุดตรวจใส่ในเครื่องอ่านสัญญาณ แล้วกดปุ่มควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอทัชสกรีน เครื่องอ่านจะตรวจจับสัญญาณการเรืองแสงและรายงานผลการวิเคราะห์ผ่านหน้าจอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“จุดเด่นของ MycoSMART คือออกแบบและพัฒนาระบบการตรวจจับสารพิษจากราโดยใช้เทคนิคไมโครอะเรย์ร่วมกับสารเรืองแสงที่มีความเสถียร มีความไวสูง และต้นทุนต่ำ จึงตรวจจับสารพิษจากเชื้อราได้หลายชนิดพร้อมกันเพียงใช้หนึ่งชุดทดสอบ และแสดงผลปริมาณการปนเปื้อนได้ทันที MycoSMART จึงเหมาะกับการใช้งานแบบพกพา ให้ผลการตรวจวัดอย่างรวดเร็ว และใช้ต้นทุนการตรวจวัดที่ถูกกว่าชุดตรวจในท้องตลาด ปัจจุบัน MycoSMART สามารถตรวจวัดสารพิษจากราได้ถึง 5 ชนิด ได้แก่ Aflatoxin B1 (AFB1) พบในผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งและถั่วลิสง, Deoxynivalenol (DON) พบในผลิตภัณฑ์ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์, Fumonisin B1 (FUMB1) พบในเมล็ดข้าวโพดที่ใช้บริโภคทั้งในคนและสัตว์, T-2 toxin (T-2) พบในธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย และ Zearalenone (ZON) พบมากในวัตถุดิบอาหารสัตว์”
ดร.กฤศ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี MycoSMART ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตร ปศุสัตว์ และการแปรรูปอาหาร นำไปใช้ตรวจสารพิษจากราเพื่อคัดกรองผลผลิตทางการเกษตรได้สะดวกตั้งแต่ในแปลงปลูกผักจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ช่วยให้ผู้บริโภครับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันเทคโนโลยี MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากราแบบแถบทดสอบอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2145
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/rice-disease-bot-chatbot-for-rice-disease-identification.html
ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากกว่า 26 ล้านตันต่อปี เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญอันดับ 4 ของโลก หากแต่รายได้ที่นำกลับเข้าประเทศมากกว่าแสนล้านบาทต่อปีนี้กลับไม่ได้สะท้อนถึงผลกำไรที่เกษตรกรควรได้รับ เพราะชาวนาไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในวังวนของการ ‘ทำมากแต่ได้น้อย’ ต้องเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงวิกฤตโรคระบาดที่ฉุดรั้งผลผลิตข้าวไทยให้ถดถอยลงทุกที
กลุ่มโปรแกรมเกษตรสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนทุนในการดำเนินโครงการวิจัย “โมบายแอปพลิเคชันเพื่อการวินิจฉัยโรคข้าวโดยใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายและปัญญาประดิษฐ์” ให้แก่ทีมวิจัยจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินการพัฒนา ‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ แชตบอตสำหรับให้บริการวินิจฉัยโรคข้าวผ่านภาพถ่าย เพื่อให้คำแนะนำในการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีแก่เกษตรกร เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกปัญหาการรับมือกับโรคระบาด ลดต้นทุนการใช้สารเคมีที่เสียไปอย่างไร้ค่า และยกระดับผลผลิตข้าวไทยให้มากขึ้น
[caption id="attachment_42337" align="aligncenter" width="700"] นายวศิน สินธุภิญโญ (กลาง) และทีมวิจัย[/caption]
นายวศิน สินธุภิญโญ นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบอทโรคข้าวเล่าว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2562 โดยความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. กับภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ต้องการสร้าง ‘แพลตฟอร์มกลาง’ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือการวินิจฉัยโรคข้าวที่มีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม ซึ่งจะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคระบาดในพื้นที่และในภาพรวมของประเทศได้อย่างทันการณ์
“จากโจทย์ปัญหานำมาสู่การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ ระบบแชตบอตสำหรับให้บริการวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยแพลตฟอร์มนี้ผ่านการออกแบบให้เกษตรกรใช้งานได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ต่างใช้งานจนคุ้นเคยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกษตรกรพบเห็นความผิดปกติของต้นข้าวในแปลงนาสามารถส่งข้อมูลให้ระบบวินิจฉัยโรคได้ทันที วิธีการใช้งานเพียงถ่ายภาพรอยโรคที่เกิดขึ้นบนต้นข้าวแล้วส่งภาพเข้าสู่หน้าแชต ระบบจะดึงภาพไปยังคลาวด์ และส่งให้ AI วิเคราะห์โรคด้วยเทคนิคเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เมื่อได้ผลแล้วระบบจะส่งผลการวิเคราะห์พร้อมคำแนะนำในการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมกลับมารายงานให้เกษตรกรทราบภายใน 3-5 วินาที ช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบโรคข้าวที่เกิดขึ้นในแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
[caption id="attachment_42336" align="aligncenter" width="700"] ภาพขณะกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม[/caption]
อย่างไรก็ตามการพัฒนา ‘บอทโรคข้าว’ ให้ดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ต้องอาศัยการดำเนินงานแบบบูรณาการความเชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านโรคข้าว การพัฒนาคลังจัดเก็บชุดข้อมูล และการพัฒนาเทคโนโลยี AI
นายวศิน เล่าว่า ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม อาจารย์และทีมงานจากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ช่วยดำเนินงานภาคสนาม ต่างมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยจัดทำชุดข้อมูลเพื่อให้ทีมวิจัยได้นำมาใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ AI
“ปัจจุบันบอทโรคข้าวให้บริการวิเคราะห์โรคข้าวที่สำคัญในไทยได้แล้วถึง 10 โรค ได้แก่ โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบขีดสีน้ำตาล โรคใบขีดโปร่งแสง โรคไหม้คอรวง โรคดอกกระถิน โรคใบวงสีน้ำตาล โรคเมล็ดด่าง และโรคใบหงิก โดยเปิดให้เกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคเอกชน ทดลองใช้บริการแล้วผ่าน ‘กลุ่มบอทโรคข้าวของแต่ละจังหวัด’ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้าวตรวจทานความถูกต้องของผลการวินิจฉัย รวมถึงช่วยตอบข้อสงสัยและให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่เกษตรกรด้วย”
[caption id="attachment_42344" align="aligncenter" width="700"] ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที[/caption]
ทั้งนี้ผลการรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานพบว่าในปี 2566 มีผู้ใช้งาน ‘บอทโรคข้าว’ แล้วประมาณ 3,500 คน โดยมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นฟันเฟืองหลักนำแพลตฟอร์มไปขยายผลให้เกษตรกรในหลายจังหวัดทั่วประเทศได้ทดลองใช้งาน
[caption id="attachment_42346" align="aligncenter" width="450"] ผศ. ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[/caption]
ผศ. ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้ริเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มเล่าว่า หลังจากทีมร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มจนพร้อมเปิดให้บริการในปี 2565 ทีมงานจากภาควิชาฯ ได้นำแพลตฟอร์ม ‘บอทโรคข้าว’ ไปเผยแพร่และอบรมให้เกษตรกรเป้าหมายกว่า 3,200 คน จากจังหวัดลำปาง เชียงราย อุดรธานี และนครพนม ที่เข้าร่วมโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road) ทดลองใช้งาน ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการขับเคลื่อนชุมชนให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มแบบครบวงจร นำไปสู่การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว
“เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ได้ทดลองใช้ต่างชื่นชมว่าแพลตฟอร์มใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งการที่แพลตฟอร์มนี้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ยิ่งทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีในเรื่องความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น (เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความพร้อมในการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่) และเกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยินดีที่จะแนะนำให้คนรู้จักได้ใช้งานร่วมกันต่อไป นอกจากนี้การที่ระบบมีการ ‘ให้บริการในลักษณะกลุ่มพื้นที่’ ยังช่วยให้เกษตรกรรวมถึงผู้ใช้บริการจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม ได้ตระหนักถึงชุดข้อมูลความถี่และช่วงเวลาในการเกิดโรค ทำให้สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนเฝ้าระวังการระบาดของโรคข้าวเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี”
[caption id="attachment_42339" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการแนะนำแพลตฟอร์มแก่กลุ่มเป้าหมาย[/caption]
[caption id="attachment_42340" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการแนะนำแพลตฟอร์มแก่กลุ่มเป้าหมาย[/caption]
อย่างไรก็ตามแม้โรคข้าวจะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนผลผลิตในแต่ละรอบอย่างมาก แต่ในการเพาะปลูกข้าวยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่เกษตรกรต้องเผชิญ เช่น แมลงศัตรูพืช การขาดธาตุอาหาร ดังนั้นแล้วแพลตฟอร์มนี้จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาระบบให้ครอบคลุมความต้องการของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น
ผศ. ดร.สุจินต์ ชี้ว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดในการยืนหยัดพัฒนาระบบให้ครอบคลุมปัญหาการปลูกข้าว รวมถึงการให้บริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว คือ ‘การได้มาซึ่งเงินทุน’ เพราะการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทั้งด้านการรวบรวมข้อมูล การวิจัยและพัฒนาระบบ AI รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการให้บริการระบบดิจิทัล ดังนั้นแล้วในอนาคตจึงอาจมีความจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าบริการจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้เดินหน้าสร้างประโยชน์แก่เกษตรกรไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน
‘บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)’ คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของบูรณาการความเชี่ยวชาญระหว่างองค์กรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่เกษตรกรไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกที่เกื้อหนุนการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจฐานรากไทยอย่างยั่งยืนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี
หน่วยงานที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มติดต่อได้ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. สำหรับเกษตรกรที่สนใจใช้บริการ เข้าร่วมได้ผ่านการเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์โดยแสกน QR Code ด้านล่าง และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ BCG Economy Model ได้ที่ www.bcg.in.th
[caption id="attachment_59935" align="aligncenter" width="230"] สแกนเพื่อเข้าใช้งาน ‘บอทโรคข้าว’ (สำหรับบุคคลทั่วไป)[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถาม FAQ แบบอัตโนมัติ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/sontana-an-faq-conversational-avatar.html
องค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรสำหรับให้บริการตอบคำถามใช่หรือไม่ ยกหน้าที่นี้ให้ ‘อวทาร์ หรือ อวตาร (Avatar)’ เป็นผู้ช่วยดูแลลูกค้าให้แก่คุณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา ‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถามแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์รวดเร็ว เกิดความประทับใจต่อองค์กร
[caption id="attachment_42325" align="aligncenter" width="700"] ดร.อัษฎางค์ แตงไทย (ซ้าย) และ ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ (ขวา) นักวิจัยทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ด้านเสียงและข้อความเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าหลากหลายด้าน อาทิ แพลตฟอร์มแปลงเสียงเป็นข้อความ แพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นเสียง แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความ แพลตฟอร์มแชตบอตหรือระบบตอบโต้อัตโนมัติ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีจุดแข็งที่สำคัญคือสามารถประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing: NLP) หรือภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
“ดังนั้นแล้วเพื่อพัฒนาต่อยอดให้ผลงานตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะด้านการดำเนินงานบริการตอบข้อซักถามทั่วไป (Frequently asked questions, FAQ) ทีมวิจัยจึงได้นำแพลตฟอร์ม 3 รูปแบบที่เปิดให้บริการแล้วอย่าง ‘พาที (Partii)’ ระบบบริการถอดความเสียงภาษาไทย ‘อับดุล (Abdul)’ ระบบบริการโต้ตอบอัตโนมัติ และ ‘วาจา (VAJA)’ ระบบบริการสังเคราะห์ภาพและเสียงภาษาไทยผ่านอินเทอร์เน็ต มาผนวกรวมกับเทคโนโลยีการสร้างอวทาร์ เพื่อให้ได้ ‘อวทาร์’ สำหรับทำหน้าที่ตอบ FAQ ตามชุดข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ด้วยสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงที่สุภาพ ตอบคำถามได้รวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5 วินาที โดยเทคโนโลยีที่ผนวกรวมทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันนี้มีชื่อเรียกว่า ‘สนทนา (Sontana)’ ส่วนอวทาร์สาวสวยที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในเวอร์ชันเปิดตัวนี้ ผู้ที่ได้ทดลองใช้ระบบต่างเรียกเธอด้วยความเอ็นดูว่า ‘น้องสนทนา’ ”
[caption id="attachment_42330" align="aligncenter" width="1000"] 3 แพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน[/caption]
[caption id="attachment_42327" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]
[caption id="attachment_42328" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]
จุดแข็งที่น่าจับตาของ ‘อวทาร์สนทนา’ ไม่ได้มีแค่เรื่องการตอบ FAQ ได้รวดเร็วจนผู้ใช้บริการประทับใจเท่านั้น การแสดงสีหน้าและท่าทางได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวาก็ดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้บริการได้ไม่แพ้กัน
ดร.อัษฎางค์ แตงไทย ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า หลังจากที่ผู้ใช้บริการสอบถามข้อมูลกับอวทาร์แล้ว แพลตฟอร์มพาที อับดุล และวาจา จะประมวลผลต่อเนื่องกันโดยอัตโนมัติจนได้เป็นชุดเสียงสังเคราะห์สำหรับให้คำตอบแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งระบบจะส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นไปยังส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของ ‘โมเดล 3D’ หรือ ‘อวทาร์’ เพื่อให้อวทาร์แสดงท่าทางขยับริมฝีปากและองค์ประกอบต่าง ๆ บนใบหน้าให้สอดรับกับถ้อยคำที่เปล่งเสียงออกไป เสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ตอบคำถามแก่ผู้ใช้บริการ
[caption id="attachment_42326" align="aligncenter" width="450"] ภาพตัวอย่างการใช้งานสนทนา[/caption]
“สำหรับการควบคุมการขยับองค์ประกอบบนใบหน้าของอวทาร์แบบอัตโนมัติ ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี Blendshapes จากแพลตฟอร์ม ARkit ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากบริษัทแอปเปิล จำกัด มาใช้ในการขยับองค์ประกอบ โดยแพลตฟอร์มนี้มีการใช้ Shapes มากถึง 52 แบบ และมีการใช้พรีเซตสระของภาษาอังกฤษ (A-E-I-O-U) ในการประมวลผล อวทาร์จึงขยับริมฝีปากและแสดงสีหน้าได้ละเอียด สมจริง มีชีวิตชีวา ซึ่งทีมวิจัยสามารถปรับแต่งการแสดงสีหน้า ท่าทาง รวมถึงเสียงสังเคราะห์ของอวทาร์ให้มีลักษณะเฉพาะตัวตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการได้อีกด้วย ส่วนทางด้านโมเดล 3D ที่ใช้สร้างเป็นอวทาร์นั้น ผู้ว่าจ้างสามารถจัดเตรียมโมเดลขององค์กรหรืองานต่าง ๆ มาด้วยตัวเอง หรือใช้บริการการผลิตโมเดลจากทางเนคเทคก็ได้เช่นกัน”
[caption id="attachment_42329" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่าง Shapes ที่ใช้ในการทำ Blendshapes[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมให้บริการแพลตฟอร์ม ‘สนทนา (Sontana)’ แก่กลุ่มธุรกิจ กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์เฮาส์ รวมถึงองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการใช้ระบบตอบคำถามอัตโนมัติด้วยภาพและเสียงแล้ว หากสนใจใช้บริการติดต่อได้ที่ฝ่ายกลยุทธ์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
SCI News Flash : 3 นวัตกรรมเพื่อ ‘ผู้สูงอายุ’ และ ‘ผู้ดูแล’ โดย เอ็มเทค สวทช.
นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา 3 นวัตกรรมขานรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 ผลงาน พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว
'Rachel' บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้สูงวัยที่ยังมีใจและมีไฟได้สนุกกับการใช้ชีวิตประจำวัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง จุดเด่นของชุด คือ การช่วยเสริมแรงให้กับผู้สูงอายุบริเวณหลังและต้นขาด้วยกล้ามเนื้อจำลองซึ่งควบคุมด้วย AI เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้มโดยตัวชุดผ่านการออกแบบให้น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย สามารถใส่ทับหรือใส่แทนชุดชั้นในได้เลย
รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Rachel’ บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยผู้สูงวัยเคลื่อนไหวคล่องตัว
'Gunther Bath' กันเธอหกล้มแล้วไม่มีใครมาช่วยเหลือ เป็นอุปกรณ์ Ambient sensor สำหรับตรวจจับการหกล้มในห้องน้ำ ซึ่งวิเคราะห์ Ambient ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย AI โดยหากเกิดเหตุผู้ใช้งานห้องน้ำหกล้มระบบจะแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ดูแลภายใน 5 วินาที จุดแข็งที่สำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการประมวลผลทั้งหมดโดยไม่มีการถ่ายและบันทึกภาพ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานห้องน้ำ
รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Gunther Bath’ กันเธอหกล้มแล้วไม่มีคนช่วย นวัตกรรมตรวจจับการล้มเพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล
'Ross' ชุดพยุงหลังสำหรับ 'ลูกหลาน' และ 'บุคลากรทางการแพทย์' ที่ต้องยกหรือพลิกตัวผู้สูงอายุอยู่เป็นประจำ ชุดจะทำหน้าที่ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลัง ช่วยควบคุมให้ร่างกายยกของน้ำหนักมากด้วยท่าทางที่เหมาะสม โดยชุดนี้ผ่านการออกแบบให้สวมใส่และถอดง่าย พร้อมให้คว้ามาใส่อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ฉุกเฉิน
รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Ross (รอส) บอดีสูทพยุงหลัง’ ป้องกันการบาดเจ็บจากการยกผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และสิ่งของน้ำหนักมาก
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


