หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
คนอุดรฯ ร่วม สวทช. พัฒนา ‘KHamKoon (ค้ำคูณ)’ สามล้อไฟฟ้า มุ่งทำแซนด์บ็อกซ์ขนส่งสายกรีน
  โดยทั่วไปหากไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้งาน หนึ่งในขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในภาคอีสานก็คือ ‘สกายแล็บ (Skylab)’ รถสามล้อเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เดินทางสะดวก รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 7 คน หรือจะปรับมาใช้ขนส่งสินค้า อาทิ ผลิตผลทางการเกษตรก็คล่องตัวเช่นกัน แต่ในวันนี้วันที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อนในระยะที่ยากจะหวนกลับคืน สิ่งที่แต่ละภาคส่วนจำเป็นต้องตระหนักและช่วยกันอย่างเร่งด่วน คือ ลดการปล่อยมลพิษ สภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี จึงลุกขึ้นเป็นตัวแทนคนในจังหวัดเดินหน้าพัฒนาแซนด์บ็อกซ์ (sand box) ขนส่งสายกรีน โดยเริ่มจากพัฒนาสามล้อไฟฟ้าที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของสกายแล็บแต่เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น   [caption id="attachment_56399" align="aligncenter" width="750"] สกายแล็บ (Skylab)[/caption]   [caption id="attachment_56397" align="aligncenter" width="750"] สกายแล็บ (Skylab)[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี พัฒนาต้นแบบรถสามล้อไฟฟ้า ‘KHamKoon (ค้ำคูณ)’ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)   ‘KHamKoon’ ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ‘ยานยนต์สมัยใหม่ที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ คือ ความต้องการของคนจังหวัดอุดรธานีที่เป็นโจทย์ในการดำเนินงานให้กับทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. นักวิจัยจึงได้ดำเนินภารกิจครั้งนี้โดยเลือกใช้สกายแล็บเป็นโจทย์ตั้งต้น เพื่อคงไว้ซึ่งภาพจำของคนในจังหวัด รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยได้ร่วมกันตั้งชื่อให้กับสามล้อไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ว่า ‘KHamKoon (ค้ำคูณ)’   [caption id="attachment_56432" align="aligncenter" width="750"] คุณชัยวิวัฒน์ เกยูรธำมรงค์, คุณวัลลภ รัตนถาวร, คุณยศวัฒน์ เศรษฐกุลสิทธิ์ และคุณอรรถพล พลาศรัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขนส่ง เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.วัลลภ รัตนถาวร ทีมวิจัยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขนส่ง กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า รถสามล้อทั่วไปจะมีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ใกล้กับล้อหน้า เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วจะเกิดการสไลด์ ล้อยก หรือพลิกคว่ำได้ง่าย ทีมวิจัยจึงได้นำความเชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ออกแบบ ‘การเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งให้แก่รถ’ โดยเทคโนโลยีเฉพาะที่พัฒนาขึ้น คือ ‘มอเตอร์ควบคุมการขับเคลื่อนที่ควบคุมล้อแต่ละล้อได้อย่างอิสระตามสถานการณ์การขับขี่แบบอัตโนมัติ’ ซึ่งจากการทดสอบประสิทธิภาพความปลอดภัยในการใช้งานพบว่า ผู้ขับขี่สามารถขับต้นแบบรถ KHamKoon แล้วกลับรถหรือเปลี่ยนทิศทางรถอย่างรวดเร็ว (J-turn) ที่ความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างปลอดภัย ตรงตาม มอก.3264-2564 ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือมีความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้นกว่าเดิม   [caption id="attachment_56394" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบรถ KHamKoon (ค้ำคูณ)[/caption]   “ส่วนด้านโครงสร้างรถทีมวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์โครงสร้างซึ่งอยู่ในกลุ่มวิจัยเดียวกันได้ดำเนินการออกแบบใหม่โดยปรับแต่งให้เป็นรถที่คงไว้ซึ่งลักษณะเค้าโครงเดิมของสกายแล็บ แต่มีความแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยได้ใช้หลักการ finite element analysis หรือการคำนวณเพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการสร้างแบบจำลองยานยนต์ด้วยเทคโนโลยี simulation จนได้เป็นผลงานการออกแบบ ‘โครงสร้างรถที่มีศักยภาพในการเป็นเกราะเสริมความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร’ ส่วนประเด็นสุดท้ายด้านการเพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยได้ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากระบบสันดาปภายใน ให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) โดย KHamKoon ผ่านการออกแบบให้ใช้แบตเตอรี่ความจุ 12 kWh เป็นแหล่งพลังงาน ทำให้วิ่งได้ระยะทาง 120-150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง การชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ใช้แท่นชาร์จ AC type 2 ที่มีให้บริการทั่วไปในปัจจุบันได้ และสามารถปรับการผลิตรถให้ใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้นและใช้รูปแบบการชาร์จแบบเร็ว (fast charge) ได้ หากมีความต้องการในอนาคต ปัจจุบันทีมวิจัยได้ส่งมอบต้นแบบรถ KHamKoon คันแรกให้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีแล้ว”         คนอุดรฯ พร้อมลุยต่อกับ ‘แซนด์บ็อกซ์ขนส่งสายกรีน’ การจะลงทุนปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะในระดับจังหวัดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ สภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี ในฐานะตัวแทนของประชาชนในจังหวัด จึงได้เป็นแกนนำในการนำร่องวางแผนจัดทำแซนด์บ็อกซ์ระบบขนส่งสาธารณะที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_56395" align="aligncenter" width="450"] คุณอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี[/caption]   คุณอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี อธิบายว่า การดำเนินงานความร่วมมือในการพัฒนารถ KHamKoon ร่วมกับเอ็มเทค สวทช. สภาอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำต้นแบบรถ KHamKoon มาใช้ในการทำแซนด์บ็อกซ์ขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสิ่งที่ทางสภาอุตสาหกรรมได้ดำเนินงานคู่ขนานไปกับการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเอ็มเทคตั้งแต่เริ่มต้นก็คือการวางกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนแผนงานนี้ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ภารกิจแรกภายใต้แซนด์บ็อกซ์ที่กำลังจะเริ่มทดลองใน 1-2 เดือนนี้แล้ว คือ การนำ KHamKoon ไปให้บริการรับส่งผู้โดยสารภายในโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีและรับส่งระหว่างโรงพยาบาลกับที่จอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไป 1-2 กิโลเมตร เพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดภายในสถานพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ “สิ่งที่กำลังพัฒนาหรืออยู่ในแผนการพัฒนาแล้ว คือ การเตรียมความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ พื้นที่จุดจอดให้บริการรถ สถานีชาร์จ แอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถ เพื่อให้ทั้งการให้บริการและการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะภายในจังหวัดเป็นเรื่องง่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้นต่อไป ส่วนอีกด้านที่มีแผนจะพัฒนาแล้วเช่นกัน คือ การพัฒนากำลังคนภายในจังหวัดด้วยการ ‘อัปสกิล (upskill)’ หรือ ‘รีสกิล (reskill)’ ให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผลิตและซ่อมบำรุงรถ EV โดยรถ KHamKoon ผ่านการออกแบบภายใต้แนวคิดคนในจังหวัดจะต้องผลิตและซ่อมบำรุงได้ด้วยตัวเองตั้งแต่แรกเช่นกัน เพื่อให้เมื่อผ่านการพัฒนาไปถึงระดับพาณิชย์ KHamKoon จะมีราคาที่จับต้องได้ และพร้อมแก่การใช้งานจริงในระยะยาว ทั้งนี้การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในจังหวัดตั้งแต่วันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ยุค EV เป็นยานยนต์ประเภทหลักของประเทศไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการดิสรัปต์อาชีพต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว”     การวางแผนกลยุทธ์ตลอดห่วงโซ่ผลกระทบ (impact value chain) อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น และการที่ทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในจังหวัด รวมถึงภาคการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ต่างก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนงานหลัก ทำให้ในวันนี้คำว่าสมาร์ตโมบิลิตี (smart mobility) หรือการเดินทางและระบบขนส่งอัจฉริยะสำหรับคนอุดรธานีไม่ใช่เพียงภาพฝัน แต่เริ่มมีเส้นทางสู่ความสำเร็จปรากฏให้เห็นแล้ว นายอนุพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะทำงานทุกคนต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานแซนด์บ็อกซ์นี้จนประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้จังหวัดอุดรธานีมีระบบสมาร์ตโมบิลิตีที่ยั่งยืน   [caption id="attachment_56400" align="aligncenter" width="750"] จังหวัดอุดรธานี[/caption]   [caption id="attachment_56398" align="aligncenter" width="750"] จังหวัดอุดรธานี[/caption]   [caption id="attachment_56396" align="aligncenter" width="750"] จังหวัดอุดรธานี[/caption]   สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตรถ KHamKoon ได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. โทร 0 2564 6500 ต่อ 4065 หรืออีเมล wallop.rat@mtec.or.th และติดต่อเพื่อร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในจังหวัดอุดรธานีได้ที่ สภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. สวก. มูลนิธิ SOS และพันธมิตร เปิดตัวธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) สร้างต้นแบบการส่งต่ออาหารส่วนเกินสู่กลุ่มเปราะบาง มุ่งลดขยะอาหาร ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และสร้างการเข้าถึงอาหารได้อย่างยั่งยืน
(15 พฤษภาคม 2567) ณ โรงเรียนคลองทรงกระเทียม เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มูลนิธิ SOS และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัว “โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank): การบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน คำตอบในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างต้นแบบระบบการบริหารจัดการอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินไปยังกลุ่มเปราะบางของสังคมไทย มุ่งลดปริมาณขยะอาหารด้วยการจัดการอาหารส่วนเกิน ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดอาหารส่วนเกิน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหาร พร้อมกันนี้ สวทช. ยังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แพลตฟอร์มดิจิทัลแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ และแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food Safety Guideline) สนับสนุนนโยบาย BCG ด้านอาหารของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีโภชนาการที่ดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน และส่งเสริมเป้าหมายด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ลดการสูญเสียอาหาร และลดการเกิดขยะอาหาร ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะอาหารที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของประชาชนกลุ่มเปราะบาง นอกเหนือจากการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาขยะอาหารแล้ว การลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทางก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการลดวิกฤตปัญหาขยะอาหาร จากข้อมูลที่ได้มีการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ในขณะที่มีการรายงานตัวเลขของประชากรของประเทศที่มีรายได้น้อยและมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารอยู่ถึง 3.8 ล้านคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ดำเนินการศึกษาและวิจัยเชิงนโยบายเพื่อสร้างต้นแบบการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยการเปิดตัวธนาคารอาหารของประเทศไทยครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารส่วนเกิน การกอบกู้อาหาร และการส่งต่ออาหารส่วนเกินอันจะช่วยส่งเสริมให้ลดการเกิดขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไปด้วยกัน และหวังเป็นต้นแบบของการสร้างแบบจำลองการส่งต่ออาหารส่วนเกินให้สังคมไทย นอกจากนี้ สวทช. ยังได้สนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แพลตฟอร์มดิจิทัลแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มีมูลนิธิ SOS และองค์กรพันธมิตรเครือข่ายเป็นผู้ใช้งาน ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริจาคเพื่อรองรับการขยายฐานผู้บริจาคอาหาร เพิ่มความสามารถในการจัดการอาหารส่วนเกิน ช่วยลดภาระงานและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ดูแลระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอาหารส่วนเกิน รวมถึงสามารถจัดส่งอาหารไปยังผู้ขอรับความช่วยเหลือได้ตรงตามความต้องการและลดความเสียหายของอาหาร และแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food Safety Guideline) จะเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการรับอาหาร การเก็บรักษาอาหาร การขนส่ง การแจกจ่ายอาหาร หลักปฏิบัติสำหรับผู้สัมผัสอาหาร เช่น การแช่แข็งอาหารส่วนเกินและติดฉลากใหม่ การระบุวันที่และระยะเวลาที่แนะนำ ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายและการควบคุมอันตราย เช่น สารเคมี สารก่อภูมิแพ้ หลักปฏิบัติในการเตรียมอาหาร เช่น การทำละลายอาหารแช่แข็ง การทำให้สุก การทำให้เย็น การอุ่นร้อน การรักษาความปลอดภัยอาหารระหว่างขนส่ง เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย เพื่อให้อาหารที่แจกจ่ายยังคงมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ช่วยให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อผู้ให้บริจาคและผู้รับบริจาครวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) กล่าวว่า สวก. ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาขยะอาหารและความมั่นคงทางอาหาร จึงให้การสนับสนุนงบประมาณแก่ สวทช. ดำเนินงานโครงการเพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศ เพื่อเป็นการศึกษาต้นแบบและแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินที่เหมาะสมของประเทศ และจัดทำแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food safety guideline) โดยดำเนินการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมอนามัย เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับการบริจาคอาหารทั่วประเทศ งานเปิดตัวธนาคารอาหารของประเทศไทยในวันนี้ เป็นโครงการต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาคผ่านระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ผลักดันให้เกิดการบริจาคอาหารส่วนเกินให้ขยายวงกว้างขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมไร้ขยะอาหารและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ด้าน คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิ SOS ดำเนินงานอย่างมุ่งมั่นที่จะลดปัญหาขยะอาหารและส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการกอบกู้อาหารส่วนเกินจากผู้ผลิตอาหารในเครือข่ายของหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร้านสะดวกซื้อ โรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งเป็นผู้บริจาคอาหาร และนำอาหารเหล่านี้ส่งต่อให้กับเครือข่ายผู้รับบริจาคอาหาร ทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ซึ่งกระบวนการกู้ภัยอาหารและการส่งต่ออาหาร ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้แทนเอกชนผู้ผลิตอาหารในการร่วมกันดำเนินงานกู้ภัยอาหารจากบริจาคอาหาร ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการรับบริจาคอาหารที่ร่วมกับผู้นำชุมชน ปัจจุบันมูลนิธิได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินไปแล้วกว่า 8.3 ล้านกิโลกรัมหรือคิดเป็น 35 ล้านมื้อ ให้แก่ชุมชนต่าง ๆ มากกว่า 3,600 แห่ง ซึ่งเท่ากับว่าเราได้ลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการนำอาหารไปฝังกลบถึง 21,166 ตัน นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้วกับโครงการ BKK Food Bank ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการนำแพลตฟอร์มแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติของ สวทช. มาใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม Cloud Food Bank (CFB) แพลตฟอร์มองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งนี้ โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย เป็นโอกาสอันดีที่จะประชาสัมพันธ์การดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการอาหารส่วนเกิน ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารส่วนเกินและเชิญชวนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมสร้างสังคมไร้ขยะอาหาร โดยนำร่องที่ชุมชนย่านลาดพร้าว เพื่อให้เห็นต้นแบบระบบการบริหารจัดการอาหาร เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินไปยังกลุ่มเปราะบางของสังคมไทย ภายในงาน ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในลักษณะธนาคารอาหาร ทั้งในมุมประสบการณ์กอบกู้อาหารส่วนเกินและการส่งต่ออาหาร โดยมูลนิธิ SOS มุมประสบการณ์บริจาคอาหารและแรงบันดาลใจในการเป็นผู้บริจาคอาหารส่วนเกิน โดยผู้แทนผู้บริจาคอาหาร ได้แก่ คุณวลัยรัตน์ อภินัยนาถ GM of Corporate Planning บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด (Maxvalu Supermarket) เชฟอรรถพล ถังทอง (Chef X) Executive Chef จากโรงแรม Bangkok Marriott Hotel The Surawongse คุณแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล Senior Marketing Manager มูลนิธิเคเอฟซี และคุณทวิช ทัฬหะกาญจนากุล ผู้อำนวยการโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของซีพีเอฟ รวมถึงการแชร์ประสบการณ์ในกระบวนการรับบริจาคอาหาร โดยตัวแทนผู้นำชุมชน นำโดยคุณวิกานดา สังวรราชทรัพย์ ประธานเครือข่ายผู้นำชุมชนเขตลาดพร้าว และคุณวิไล แซ่โอ๊ว ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และแนวทางดำเนินงาน BKK Food Bank ของ กทม. โดยคุณณัฎฐ์วิฉัตรา หวิงปัด สำนักงานการพัฒนาชุมชน สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี 
ชุมชนสวนตาลลุงถนอม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี 13 พฤษภาคม 2567  : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2567 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี    รมว.อว. และคณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของหน่วยในสังกัดกระทรวง อว. ณ ชุมชนสวนตาลลุงถนอม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. นำคณะผู้บริหารและนักวิจัยรอให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยพัฒนาที่ สวทช. ได้มาดำเนินงานในพื้นที่ ประกอบด้วย  โครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ซึ่งนำผลงานวิจัยในเรื่อง การประยุกต์ใช้ FFC+ เพื่อการจัดการเรียนรู้ด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม นําร่องใช้งานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านแม่เพรียง และ สุขศาลาพระราชทานในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งลึกตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และการผลิตไฟฟ้าส่องสว่างด้วย LED แบบพึ่งพาตนเอง โดยการติดตั้งใช้งานชุดหลอดไฟ การดูแลบำรุงรักษาสถานีชาร์จของโครงการ การชาร์จประจุแบตเตอรี่และการกำจัดแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพอย่างถูกวิธีให้กับชาวบ้านปกาเกอะญอในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสนองพระราชดำริ ในโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริ ฯ ภายใต้การกำกับของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  การพัฒนานวัตกรรมถุงห่อ “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ซึ่ง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้นำถุงห่อ Magik Growth ที่พัฒนาโดยเอ็มเทค ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต เช่น ทุเรียนส่งออกเกรดพรีเมียม มาทดสอบกับชมพู่เพชรสายรุ้ง ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่า ชมพู่มีสีแดงสดใสขึ้น พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. คณะผู้บริหารและทีมนักวิจัย ได้มอบถุงห่อ Magik Growth สำหรับห่อทุเรียน มอบให้กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพื่อมอบให้กับหน่วยราชการในพื้นที่ นำไปมอบให้กับกลุ่มเกษตรกร ทดลองห่อทุเรียนเกรดพรีเมียมต่อไป 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. – ผนึกทุกภาคส่วน หาแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
(วันที่ 13 พฤษภาคม 2567) ณ ห้องประชุม SD-601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมเปิดงานสัมมนาวิชาการและหารือแนวทาง “การติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีวิทยากรผู้ทรงวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ให้ข้อคิดเห็นและรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของประเทศไทย      ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 (Particulate matter with diameter of less than 2.5 micron) ข้อมูลจาก Air Quality index : AQI พบว่า ในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่คุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 36 ของโลก โดยมีค่าเฉลี่ย US AQI อยู่ที่ 74 และมีความเข้มข้นของ PM 2.5 เฉลี่ย 23.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ซึ่งสูงกว่าแนวทางคุณภาพอากาศประจำปีขององค์การอนามัยโลก 4.7 เท่า และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และหลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย เกิดจากการเผาพื้นที่ป่า การเผาในที่โล่ง การจราจรขนส่ง และการทำอุตสาหกรรม ที่ส่งผลกระทบทางตรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงปัญหาหมอกควันข้ามแดน จึงมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหา มลพิษด้านฝุ่นละออง” (พ.ศ. 2562 - 2567) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติเห็นชอบกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในภาพรวมของประเทศและพื้นที่วิกฤตไว้ 3 มาตรการ ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ 2. การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และ 3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ โดยอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลได้เสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เช่น พรบ.อากาศสะอาด และนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่า ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ “สวทช. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนงานวิจัย พัฒนา และเทคโนโลยีของประเทศ มีผลงานวิจัยที่สนับสนุนการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาฝุ่นดังกล่าว จึงต้องการผลักดันการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศจึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการวันนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับทราบและให้ข้อมูลสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การดำเนินการด้านยุทธศาสตร์ นโยบาย กฎหมาย และแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ในมิติต่าง ๆ รวมทั้งระดมความคิดเห็นเพื่อผลักดันกลไก แนวทาง และสร้างเครือข่ายทำงานในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศได้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายการจัดการฝุ่น PM 2.5 การนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยติดตามและตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง” รองผู้อำนวยการ สวทช. ระบุ     รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ถือเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญและเร่งด่วนของประเทศ ในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่น PM 2.5 โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของประเทศ ทั้งในด้านการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม การบูรณาการขับเคลื่อนระบบวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือในการติดตามและแก้ไขปัญหาวิกฤตทางอากาศ ตลอดจนร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการให้ความรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งนี้ สวทช. ในฐานะหน่วยงานภายใต้กำกับของ อว. ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นดังกล่าว รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สนับสนุนภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ให้เดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานด้านฝุ่น PM 2.5 ในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือการรวบรวมประเด็นจากการระดมความเห็นเพื่อร่วมกันหาแนวทาง ติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทั้งในส่วนของการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์ นโยบาย กฎหมาย และกลไกการสร้างเครือข่าย ตลอดจนการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. จับมือ ไบโอเมด และสมาคมจุลินทรีย์ลำไส้ฮ่องกง ร่วมวิจัยและวิชาการ เสริมอุตสาหกรรมด้านจุลินทรีย์และโพรไบโอติกส์ในประเทศไทย
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท ไบโอเมด เทคโนโลยี โฮลดิ้งส์ ประเทศไทย จำกัด (BioMed) และสมาคมจุลินทรีย์ลำไส้ฮ่องกง (HKSGM) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยและวิชาการในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ที่โรงแรม Park Hyatt กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์ในการศึกษาวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านจุลินทรีย์และโพรไบโอติกส์ในประเทศไทย ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากกว่า 100 ล้านล้านเซลล์ แต่เซลล์มนุษย์แท้จริงมีเพียง 30 ล้านเซลล์ ที่เหลืออีกกว่า 100 ล้านล้านเซลล์ เป็นเซลล์ของจุลินทรีย์ ซึ่งอาศัยอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้อาศัยอยู่รวมกันเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่จะเรียกว่า “ไมโครไบโอม” (Microbiome) ซึ่งหมายถึงสังคมจุลินทรีย์ เช่น ไมโครไบโอมในลำไส้จะประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ มีความหลากหลายในแต่ละบุคคล จุลินทรีย์ที่พบในระบบทางเดินอาหารเหล่านี้มีทั้งชนิดดีที่ช่วยทำหน้าที่ย่อยอาหาร เสริมการเผาผลาญ ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน สังเคราะห์วิตามิน และช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย สมอง และอารมณ์ และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ก่อโรค เมื่อองค์ประกอบของไมโครไบโอมมีความสมดุลจะส่งผลให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติ แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบของไมโครไบโอมทำให้เกิดการเสียสมดุล (dysbiosis) จะสามารถก่อให้เกิดโรค หรือความผิดปกติได้ [caption id="attachment_56352" align="aligncenter" width="1567"] ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.[/caption] ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เปิดเผยว่า ทีมวิจัยจากไบโอเทค มีการศึกษาเรื่องไมโครไบโอมในเชิงลึก ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีฐาน multi-omics ที่ครอบคลุมทั้งองค์ความรู้ไมโครไบโอม (microbiome)การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตที่ระดับยีน (transcriptome) และเมตาบอไลท์ (metabolome)เพื่อนำมาศึกษาความสำคัญและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชากรแบคทีเรียในลำไส้ต่อระบบภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิต องค์ความรู้และเทคโนโลยีฐานที่ได้พัฒนาขึ้นช่วยให้การศึกษาไมโครไบโอม มีความแม่นยำและละเอียดลึกมากขึ้น ช่วยให้การวิจัยและพัฒนาด้านไมโครไบโอม สามารถนํามาสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ความเข้าใจการอยู่รวมกันของกลุ่มจุลินทรีย์กับเซลล์เจ้าภาพ หรือสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เราสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อปรับเปลี่ยนและควบคุมให้จุลินทรีย์มีคุณสมบัติหรือเป็นแหล่งผลิตสารชีวภาพที่อุตสาหกรรมหลากหลายประเภทที่เราต้องการได้ ในปัจจุบันการวิจัยไมโครไบโอมในมนุษย์มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงผลของอาหารที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงไมโครไบโอมในลําไส้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทำงานของร่างกาย สุขภาพและการเป็นโรคของมนุษย์ แทบจะกล่าวได้ว่าไมโครไบโอมเกี่ยวข้องกับการทำงานในร่างกายทุกส่วนของมนุษย์ ซึ่งนํามาสู่การวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์เสริมสุขภาพหรือโพรไบโอติกส์ (probiotics) นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2561 ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติชื่อ Cell Journal เผยแพร่เรื่องการมีไมโครไบโอมในลำไส้ ที่แตกต่างกันของประชากรแต่ละภูมิภาคเนื่องจากอาหารที่บริโภคเข้าไปในร่างกาย ไบโอเทค BioMed และ HKSGM ได้จับมือร่วมวิจัย พัฒนานวัตกรรมโพรไบโอติกส์ที่เหมาะกับประชากรไทย โดยมุ่งศึกษารูปแบบไมโครไบโอมของประชากรไทยโดยพิจารณาจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ที่หลากหลายและพฤติกรรมการบริโภคอาหารแต่ละพื้นที่ โดยข้อมูลการศึกษาเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์ไมโครไบโอมจะนำมาใช้พัฒนาสูตรผลิตโพรไบโอติกส์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่น ๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ทั้ง 3 ฝ่ายยังจะมีการศึกษาสายพันธุ์จุลินทรีย์เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันของประชากรไทย ดร.วรรณพ กล่าวต่อว่า BioMed มีความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ การทดสอบคุณสมบัติของโพรไบโอติกส์ การพัฒนากระบวนการผลิตเซลล์จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ในระดับห้องปฏิบัติการ และขยายขนาดการผลิตผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ในระดับอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการต้นน้ำ (USP) และกระบวนการปลายน้ำ (DSP) ได้แก่ การผลิตเซลล์ด้วยการหมักแบบเหลว (submerged fermentation) การเก็บเกี่ยวเซลล์ (cell harvesting) การทำแห้ง (cell drying) และการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ (product formulation) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ที่มีคุณลักษณะตามสเปคที่กำหนดภายใต้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice; GMP) สำหรับใช้เป็นสารเสริมอาหารในมนุษย์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือในครั้งนี้ BioMed ในประเทศไทยนั้น มี นพ.พิชัย นำศิริกุล และ นายวันวนัส มาอินทร์ ดำรงตำแหน่ง Chairperson และ CEO ตามลำดับ มีบริษัทแม่อยู่ที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งเก็บสะสมฐานข้อมูลจุลินทรีย์มากว่า 20 ปี ทั้งของคนในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก มีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่ Hong Kong Science and Technology Park (HKSTP) และมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจอย่าง Alibaba, Chinese University of Hong Kong และ Gobi Partners ซึ่งเรามีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนบริษัท บน 3 แนวทาง ได้แก่ 1) เพิ่มจำนวน sample size ของตัวอย่างจุลินทรีย์ 2) ทำงานวิจัย ที่ครอบคลุมกลุ่มโรคมากขึ้น 3) explore แนวทางการรวมโพรไบโอติกส์กับ ingredients อื่นๆ เช่น เห็ด สมุนไพร ฯลฯ โดยปัจจุบันในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ให้บริการการตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้ทราบว่าโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ใดที่พร่องไปในร่างกายของผู้รับการตรวจ ซึ่งจำหน่ายคู่กับโพรไบโอติกส์ทั้งแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Probiotics) และยังมีโพรไบโอติกส์แบบทั่วไป (เลือกทานได้โดยไม่ต้องตรวจจุลินทรีย์ก่อน) โดยเลือกสายพันธุ์โพรไบโอติกส์แตกต่างกันตามกลุ่มอาการที่ต้องการการดูแล ซึ่งคิดค้นสูตรจากฐานข้อมูลจุลินทรีย์ของคนในประเทศไทยโดยเฉพาะ [caption id="attachment_56353" align="aligncenter" width="1567"] นายวันวนัส มาอินทร์ CEO บริษัท ไบโอเมด เทคโนโลยี โฮลดิ้งส์ ประเทศไทย จำกัด (BioMed)[/caption] นายวันวนัส มาอินทร์ CEO บริษัท ไบโอเมด เทคโนโลยี โฮลดิ้งส์ ประเทศไทย จำกัด (BioMed)  กล่าวเสริมว่า นโยบายของกลุ่มบริษัท BioMed เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการ บนแนวคิด scientific และ precision-based กล่าวคือ solution ทุกอย่างที่บริษัทฯ นำเสนอ ต้องมีที่มาที่ไปรองรับอย่างชัดเจนและพิสูจน์ได้ ด้วยเหตุนี้ BioMed ฮ่องกง จึงได้ทุ่มเทงบประมาณ และบุคลากรไปกับการทำวิจัยเกี่ยวกับลักษณะจุลินทรีย์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคผื่นแพ้ผิวหนัง สะเก็ดเงิน โรคทางสมอง ฯลฯ รวมถึงการบรรเทาอาการของโรคดังกล่าว ด้วยการให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยบรรเทาโรคดังกล่าวได้ และดูลักษณะการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ ควบคู่ไปกับการสังเกตอาการ ซึ่งงานวิจัยทั้งหมดได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารการแพทย์แล้ว โดยความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัย ระหว่าง ไบโอเทค Biomed รวมถึง HKSGM ในประเทศไทยนั้น จะใช้ methodology หรือวิธีการที่ใกล้เคียงกับการวิจัยที่ทำสำเร็จแล้วในฮ่องกง แต่ปรับเปลี่ยนในบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการวิจัยในไทย ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญจากไบโอเทคมาประกอบกัน ทำให้ร่นระยะเวลาการทำวิจัยรวมถึงทรัพยากร แต่ยังคงไว้ซึ่งแนวทางนำไปสู่ข้อสรุปด้านจุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับคนในประเทศไทย นอกจากนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจุลินทรีย์และโพรไบโอติกส์ให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจโพรไบโอติกส์ให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ และช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักรู้ว่าแท้จริงแล้วโพรไบโอติกส์นั้นมีประโยชน์มากมายกว่าเพียงแค่เรื่องการขับถ่าย [caption id="attachment_56354" align="aligncenter" width="1531"] Prof. Stephen Tsui (TSUI Kwok Wing)[/caption] ดร.วรรณพ กล่าวปิดท้ายความร่วมมือครั้งนี้ว่า เราโชคดีและถือเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับ Prof. Stephen Tsui (TSUI Kwok Wing) นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง BioMed และรองประธาน HKSGM แล้ว ยังเป็น Head of Division of Genomics and Bioinformatics, School of Biomedical Sciences, Chinese University of Hong Kong (CUHK) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกสาขาชีวสารสนเทศศาสตร์ โรคทางพันธุกรรมของมนุษย์ และจุลชีววิทยาระดับโมเลกุล โดยเมื่อปี 2014 Prof. Tsui นำทีมจาก CUHK Medical School ถอดรหัสพันธุกรรมไรฝุ่นได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญต่อการวิจัยเกี่ยวกับสารก่อภูมิแพ้ และที่สำคัญ Prof. Tsui และทีมยังเป็นทีมแรก ๆ ในโลก ที่ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัส SARS-CoV อีกด้วย ซึ่งความร่วมมือกับไบโอเทค จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสร้างฐานความเข้มแข็งในด้านอุตสาหกรรมการพัฒนาจุลินทรีย์เสริมสุขภาพของไทย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. มอบเกียรติบัตร นักเรียน ม.ปลาย – ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2567
(8 พฤษภาคม 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีรับเกียรติบัตรและปัจฉิมนิเทศโครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยทุกท่านได้รับประสบการณ์จริงในการทำงานวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ของ สวทช. ที่ได้เข้าฝึกปฏิบัติและสามารถนำไปใช้ในชีวิตการเรียน การสอน หรือการศึกษาเพิ่มเติมตามความชอบและความถนัดของตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยอาชีพต่อไป โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. มอบเกียรติบัตรในครั้งนี้ [caption id="attachment_56305" align="aligncenter" width="1322"] ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์[/caption] ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมเป็นพันธมิตร และให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ทางโครงการได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมโครงการในปี 2567 นี้ โดยนักเรียนผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย รวมจำนวน 89 คน และมีครูวิทยาศาสตร์อีก จำนวน 9 คน รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมโครงการ 98 คนจาก 58 โรงเรียนทั่วประเทศ กลุ่มนักเรียนมาจาก 7 กลุ่ม ได้แก่ (1) นักเรียนทุนโครงการ JSTP สวทช. (2) โครงการ JSTP-SCB (3) กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (4) โครงการ วมว. (5) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  (6) โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม สพฐ.และ (7) นักเรียนทุน พสวท. ภายใต้การดูแลของนักวิจัยและบุคลากรวิจัยของ สวทช. กว่า 50 คน รวมถึงมีผู้ช่วยวิจัยในทีมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า  ช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ถึง 8 พฤษภาคม 2567 รวมเป็นเวลา 8 สัปดาห์) นอกจากการฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฎิบัติการวิจัย นักเรียนและครูที่เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์อื่น ๆ ที่ทางโครงการฯ จัดให้ ในรูปแบบการบรรยาย กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ รวมทั้งการทัศนศึกษานอกสถานที่ อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Effective English Academic Communication  ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงวิชาการ” กิจกรรมเรียนรู้ “รักษ์ระบบนิเวศ คุ้งบางกะเจ้า” ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำหรับกิจกรรมฝึกทักษะวิจัยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2567 จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นปีแรก จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 7 แล้ว ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยรวมแล้วมากกว่า 350 คน และนับเป็นปีที่ 3 ที่มีครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสมาเรียนรู้ทักษะวิจัย จากนักวิจัย สวทช. ซึ่งการได้มาเห็นบรรยากาศของการทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยของนักวิจัยแบบมืออาชีพ ได้ร่วมลงมือปฏิบัติงานจริง ได้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นการช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการทำวิจัย อีกทั้งจุดประกายให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตด้วย ด้าน น.ส.เอมิกา ประสานสงฆ์ หรือน้องบีม โรงเรียนหาดใหญ่วิทยา หนึ่งในนักเรียนที่ร่วมโครงการเล่าถึงความประทับใจในครั้งนี้ว่า การได้รู้จักเพื่อน ๆ ในโรงเรียนอื่น และการช่วยเหลือกันจากเพื่อนต่างโรงเรียน สำหรับหนูที่เพิ่งเคยได้เข้าห้องแล็บครั้งแรกก็จะกล้า ๆ กลัว ๆ แต่โชคดีที่ได้เพื่อนรุ่นพี่ที่มาแนะนำและช่วยเหลือ รวมถึงทีมนักวิจัยพี่เลี้ยงที่น่ารักจากห้องแล็ปคอยดูแลและมอบความรู้ให้อย่างเต็มที่ และยังมีพี่ ๆ จากบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรและทุกคนที่มีส่วนรวมในการจัดโครงการดี ๆ แบบนี้ นอกจากเรื่องความรู้สึกดี ๆ ยังมีกิจกรรมมากมายให้พวกเราได้ทำพร้อมได้ความรู้ เช่น กิจกรรมเสริมภาษาอังกฤษ กิจกรรมบางกะเจ้าปลูกป่า เป็นต้น นายธิปา แซมรัมย์ หรือน้องท็อป โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ จ.สุราษฎร์ธานี เล่าถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมว่า ตัวเองได้ร่วมกิจกรรม Farewell party ในฐานะพิธีกร ทำให้ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นเพื่อน ๆ ทุกคนมีรอยยิ้มและสนุกกับสิ่งที่ทุกคนได้ทำร่วมกันทุก ๆ กิจกรรม และต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีให้คำแนะนำได้ดีมาก ทำให้เราไม่รู้สึกตึงเครียดและสนุกกับการเรียนสิ่งใหม่ ๆ และอยากให้มีโครงการดี ๆ แบบนี้ให้เพื่อน ๆ หรือรุ่นน้องได้มีส่วนร่วมแบบนี้อีกตลอดไป และน้องปอย น.ส.กมลชนก เหมือนทอง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม เล่าให้ฟังว่าตัวเองรู้จักโครงการนี้จากเพื่อนที่เคยมาร่วมกิจกรรมแล้ว จากนั้นก็ทราบข่าวเปิดรับสมัครจากอาจารย์ พอได้อ่านรายละเอียดก็ส่งใบสมัครทันที และคิดว่าต้องเป็นโครงการที่เป็นวิชาการมาก ๆ เพราะคิดว่าต้องมาทำงานกับนักวิจัย และคาดหวังว่าจะได้รับความรู้และประสบการณ์ในการทำงานวิจัยกลับไป ซึ่งพอถึงเวลาจริง ๆ ก็เกินที่คาดไว้มาก ทางโครงการมีกิจกรรมมากมายที่สนุกมาก แถมยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้ใช้ชีวิตร่วมกันสนุกสุด ๆ และกิจกรรมที่ประทับใจที่สุด Farewell party เพราะเป็นกิจกรรมที่ได้พูดความรู้สึก ได้เล่น ได้ร้องเพลง และได้ทดลองทำงานกับเพื่อนศูนย์อื่น และขอบคุณพี่ ๆ ทีมงานทุกคนที่คอยดูแลช่วยเหลือ คอยให้คำปรึกษา ถ้ามีโอกาสตัวเองก็อยากกลับมาอีกครั้ง และอยากฝากบอกรุ่นน้องหรือเพื่อน ๆ ที่สนใจโครงการดี ๆ มีโอกาสให้รีบสมัครมาร่วมโครงการเพราะจะได้ทั้งความรู้ ความสนุก และมิตรภาพที่ดีกลับไปอย่างแน่นอน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมมือกับโรงเรียนและสถานเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองโลก (Global Citizen)
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สวทช. ได้นำคณะนักเรียนไทย จำนวน 20 คน ร่วมกิจกรรม The 5th International STEAM Camp ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 เมษายน 2567 ณ Kyushu International University Junior High School พิพิธภัณฑ์ และแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในจังหวัดฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ เพื่อได้รับประสบการณ์และเรียนรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ (STEAM) ผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ กิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนได้พัฒนาสู่การเป็นพลเมืองโลก หรือ Global citizen ที่มีความตระหนักต่อปัญหาและโอกาสที่เกิดขึ้นในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ขยะ ความขาดแคลนอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืน เข้าใจและเปิดกว้างในแบ่งปันประสบการณ์กับผู้คนในวัฒนธรรมอื่น ๆ นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า วันแรกของการเดินทางมาถึงเมืองฟูกูโอกะ เข้าฟังบรรยายพิเศษ จากนายโกศล สถิตธรรมจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และอุตสาหกรรมสำคัญในญี่ปุ่น ตลอดจนความร่วมมือระหว่างฟูกูโอกะและประเทศไทย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนรู้ค่านิยมในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่น อาทิ ความตรงต่อเวลา การให้ความสำคัญกับธรรมชาติ การถูกฝึกให้ต้องช่วยเหลือตัวเองและเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติเป็นตั้งแต่เล็ก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันในประเทศไทยได้ต่อไป จากนั้นนักเรียนยังได้สนุกกับการลงมือผลิตเมนไทโกะที่ Hakata Food and Culture Museum และการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาช่วยในการอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ในวันที่สองเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนานที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ โดยนักเรียนไทยได้ร่วมกิจกรรมเรียนร่วมกันกับนักเรียนญี่ปุ่นที่ Kyushu International University Junior High School ที่เมืองคิตะคิวชู ซึ่งน้องๆ นักเรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ไปจนถึงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งกิจกรรมคือการเยี่ยมชมศูนย์ ECO-Town Center ที่ซึ่งนักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนและแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางมลพิษสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการหมุนเวียนในระบบอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมือง ส่วนวันที่สาม ได้เข้าทำกิจกรรมการจำลองวิธีเอาตัวรอดจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติ Fukuoka Civic Disaster Emergency Center ซึ่งให้ความรู้และทักษะในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อด้วยการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ Kyushu National Museum ซึ่งเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง และจบท้ายด้วยการแวะขอพรด้านการศึกษาและเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่ Dazaifu Tenmangu ด.ช.ภาวัชร วงษ์วานิช (น้องเปรม) นักเรียนระดับชั้นมัธมยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนจิตรลดา จังหวัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นประสบการณ์และความรู้น่าสนใจที่ไม่สามารถได้เรียนในห้องเรียน รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม เพราะได้ความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโบราณของญี่ปุ่น หรือสถานที่ให้ความรู้ต่าง ๆ เช่น ศูนย์ภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังได้รับความรู้จากการบรรยายของไกด์เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นด้วย ในส่วนของกิจกรรมที่โรงเรียน เป็นกิจกรรมที่ผมชอบมากที่สุด เพราะได้มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนญี่ปุ่น ทั้งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นความรู้จากการที่ได้ทำกิจกรรมในห้องเรียนกับนักเรียนญี่ปุ่น ยังมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ได้คุยแลกเปลี่ยนกันด้วย ความรู้ที่ได้รับจากค่ายนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น กิจกรรมที่ศูนย์ภัยพิบัติ ทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับอัคคีภัยและแผ่นดินไหว การปฏิบัติตนเมื่อเกิดไฟไหม้ และการใช้ถังดับเพลิง หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ผมก็จะสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องมากขึ้นหากเกิดไฟไหม้ นายณัฐนัย โกไศยกานนท์ (น้องแอนฟิลด์) นักเรียนระดับชั้นมัธมยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า มีความประทับใจที่ได้เจอเพื่อนร่วมเดินทางที่ดี ชอบสถานที่ ที่ สวทช. พาไป ค่ายนี้ทำให้ได้เรียนรู้การใช้คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น มากขึ้น ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ความเป็นระเบียบและการตรงต่อเวลาของคนญี่ปุ่น ซึ่งส่วนตัวทำให้อยากปรับตัวเองให้มีระเบียบและตรงต่อเวลาด้วยเช่นกัน ส่วนกิจกรรมที่ชอบมากที่สุด คือ กิจกรรมที่ ECO-Town ได้เรียนรู้ขั้นตอนการรีไซเคิลของรถยนต์ หรือการนำชิ้นส่วนรถที่ใช้ได้มาขายต่อ และได้ดูงานเกี่ยวกับกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งเป็นการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ ด.ญ.อธิรดา กลางสุพรรณ์ (น้องไทม์) นักเรียนระดับชั้นมัธมยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สามเสนวิทยาลัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมและทัศนศึกษา Fukuoka City Science Museum ว่า ชอบส่วนการจัดแสดง Environment มากที่สุดเพราะเนื้อหาอธิบายได้เข้าใจง่าย รูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ เช่น สามารถมีส่วนร่วมกับสิ่งที่จัดแสดงไว้ได้อย่างอิสระ สามารถทดลองสิ่งที่อยากรู้ได้ด้วยตนเองได้เลย และทำให้รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เข้าใจง่ายขึ้น นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับเนื้อหาที่เรียนได้ รวมถึงสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ เช่น เรื่องเกี่ยวกับระบบสุริยะ ทำให้เข้าใจดาราศาสตร์ได้มากขึ้น นำไปเรียนต่อในวิชาวิทยาศาสตร์ได้ หรือเรื่องที่นำพลังงานใส่ในตัวกลางแต่ละชนิดแล้วได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน สามารถนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งความรู้ที่ได้สามารถนำมาประยุกต์หรือปรับใช้หรือสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด.ญ.ภรภัทร เลขะวัฒนะ (น้องจาจา) นักเรียนระดับชั้นมัธมยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเซนต์โยเซฟบางนา จังหวัดสมุทรปราการ ได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมและทัศนศึกษา ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติ Fukuoka Civic Disaster Emergency Center ว่าชอบกิจกรรมต่าง ๆ เพราะได้ลองลงมือใช้อุปกรณ์จริง เช่น การสอนใช้ถังดับเพลิง, การจำลองสถานการณ์ไฟไหม้ด้วยอุปกรณ์ VR รวมถึงชอบเจ้าหน้าที่ของทางศูนย์ภัยพิบัติที่สอนและยกตัวอย่างได้อย่างเข้าใจ และยังได้กล่าวถึงความรู้ที่ได้รับสามารถนำมาประยุกต์หรือปรับใช้หรือสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ว่านำความรู้ที่ได้มาใช้เป็นทักษะในการรับมือต่อภัยพิบัติต่าง ๆ และสร้างแรงบันดาลใจทางด้านเทคโนโลยี ในเรื่องของการจำลองภัยพิบัติ เช่น การใช้ VR ในการจำลองสถานการณ์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ต่อกล้าอาชีวะ 2567” ปั้นนวัตกรสายอาชีวะ สู่ Young Smart IoT Technician
เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพการพัฒนาผลงานนวัตกรรมให้กับทีมอาจารย์และนักศึกษาอาชีวะที่เข้าร่วมโครงการ "ต่อกล้าอาชีวะ" ปี 2567 ภายใต้หัวข้อ พัฒนา Young Smart IoT Technician มุ่งเน้นพัฒนาทักษะในด้านเทคโนโลยี Industrial Internet of Things (IIoT) ผ่านการทำโครงงานที่สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เพื่อนำไปตอบโจทย์ปัญหาของสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ   สำหรับโครงการต่อกล้าอาชีวะ ปี 2567 มีอาจารย์และนักศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ 36 ทีม จาก 25 สถาบันอาชีวะศึกษาทั่วประเทศ โดยมี 19 ทีม จาก 12 สถาบัน ที่ผ่านการคัดเลือก ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 30,000 บาท สำหรับการพัฒนาโครงงาน และได้รับมอบชุดอุปกรณ์สื่อการสอน Raspberry Pi จำนวน 2 ชุด สำหรับนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนในวิทยาลัยต่อไป
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ค่ายพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับน้องที่มีปัญหาในการสื่อสาร ผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์แสนสนุก
ค่ายที่จะช่วยส่งเสริมทักษะสังคมด้านการสื่อสาร ให้เกิดความเข้าใจด้วยเครื่องมือและเทคนิคพิเศษ สำหรับน้องที่มีปัญหาในการสื่อสาร ผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์แสนสนุก แนวทางการดำเนินกิจกรรม สวทช. โดยด้านพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึงการพัฒนาศักยภาพและทักษะน้องที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและใช้ในชีวิตประจำวัน จึงได้จัดให้มีค่ายพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับน้องที่มีปัญหาการสื่อสาร ผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์แสนสนุก กลุ่มเป้าหมาย เปิดรับสมัคร 15 ครอบครัว (ประกอบไปด้วย ผู้ปกครอง 2 คน และน้องคนพิเศษที่มีปัญหาในการสื่อสาร อายุระหว่าง 7-14 ปี 1 คน*) *น้องที่มีปัญหาทักษะการสื่อสาร (ทั้งพูดได้และไม่ได้) ควรมีสมาธิในระดับที่พอสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มได้ และไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรมระดับรุนแรง ระยะเวลา : วันที่จัดกิจกรรม 1 มิถุนายน และ 7 กันยายน 2567 (โดยให้คำปรึกษาฟรีตลอดโครงการ ตั้งแต่ 1 มิ.ย. – 7 ก.ย. 67) ช่องทางการรับสมัคร : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfT0osTUBkLCcdtpB-iMbwt_fQHCmyfKHK-arcx1svjN3RiiQ/viewform VDO แนะนำกิจกรรม : https://drive.google.com/file/d/1dzqGnulcRSyxLP-B_O7ePUbh9OssIzyr/view   รายละเอียดเพิ่มเติม    
ปฏิทินกิจกรรม
 
ผู้อำนวยการ สวทช. นำทัพผู้บริหารเข้าร่วมงานและเยี่ยมชมงาน “SCG The Possibilities for Inclusive Green Growth”
(วันที่ 7 พฤษภาคม 2567) ณ เอสซีจี อาคารสำนักงานใหญ่ 1-2 บางซื่อ กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมงานและเยี่ยมชมงาน “SCG The Possibilities for Inclusive Green Growth” โดยมีนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ให้การต้อนรับ โดยที่ผ่านมา เอสซีจี มีการพัฒนานวัตกรรมกรีน ภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth” เพื่อให้สอดรับกับวิกฤตการณ์โลกเดือดที่ส่งผลกระทบรุนแรง อีกทั้งยังตอบโจทย์ในการช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น สำหรับเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. ได้เยี่ยมชมผลงานเกี่ยวกับ “นวัตกรรมกรีน” เพื่อจำลองสังคมคาร์บอนต่ำ อาทิ การก่อสร้างสีเขียว การอยู่อาศัยอัจฉริยะ พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน วัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์คาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาดครบวงจร กรีนโลจิสติกส์ พร้อมด้วยนวัตกรรมจากความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชั้นนำรวมกว่า 100 นวัตกรรม อย่างไรก็ตาม การเข้าเยี่ยมชม “SCG The Possibilities for Inclusive Green Growth” ของคณะผู้บริหาร สวทช. ครั้งนี้ เพื่อเป็นการศึกษาและต่อยอดการพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยี เกี่ยวกับนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้เกิด Net Zero ร่วมกัน ตามแนวทางนโยบาย “เอกชนนำรัฐหนุน” ของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำความรู้จัก สวทช. เพิ่มเติมได้ที่ Website: https://www.nstda.or.th YouTube: https://www.youtube.com/@nstda LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/nstda/ Instagram: https://www.instagram.com/nstdathailand/ Twitter: https://twitter.com/nstdathailand LINE OA: https://lin.ee/5LjT9Ny Tik Tok: https://www.tiktok.com/@nstdathailand
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรมการแพทย์ ผนึก สวทช. พัฒนานวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์ ดันงานวิจัยสู่การใช้จริง พึ่งพาตนเอง-ลดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข
( 7 พฤษภาคม 2567) ที่ห้องประชุม SD202 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.วงศกร พูนพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม สวทช. ให้การต้อนรับ นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ นำคณะผู้บริหารและนวัตกรของหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมการแพทย์ ประกอบด้วย สถาบันโรคผิวหนัง รพ.เลิดสิน รพ.ราชวิถี รพ.นพรัตนราชธานี รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ที่พัฒนาโดยนักวิจัย สวทช. พร้อมทั้งหารือความร่วมมือการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์ และ สวทช. [caption id="attachment_56340" align="aligncenter" width="2560"] ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption] ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์ และ สวทช. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการวิจัย พัฒนา และขยายผลนวัตกรรมทางด้านสุขภาพและการแพทย์ ให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข และสร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม นั้น กรมการแพทย์ และ สวทช. จึงได้จัดกิจกรรมเยี่ยมชมและศึกษาดูงานนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ของแต่ละศูนย์วิจัยแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นวัตกรของหน่วยงานภายใต้กรมการแพทย์ได้เพิ่มโอกาสการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ ร่วมกับนักวิจัย สวทช. ตั้งแต่ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้นจนถึงการนำไปใช้งาน เพื่อเสริมสร้างแนวคิดนำไปสู่การต่อยอดการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม “หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากกิจกรรมครั้งนี้จะสามารถสร้างความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย พัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ที่จำเป็น และเป็นที่ต้องการสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศรวมถึงการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต” ดร.สมบุญกล่าว [caption id="attachment_56341" align="aligncenter" width="2560"] นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์[/caption] นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการแพทย์มีการดำเนินงานการพัฒนางานนวัตกรรมทางการแพทย์ ในรูปแบบของคณะกรรมการ คณะทำงาน และหน่วยงานสนับสนุนกลาง มีโครงสร้างบูรณาการหน่วยงาน ประกอบด้วย กองวิชาการแพทย์ สำนักดิจิทัลการแพทย์ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กองบริหารการคลัง  และกองกฎหมายและคุ้มครองจริยธรรม ที่ผ่านมา กรมการแพทย์ มีความร่วมมือกับ สวทช. และ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการวิจัยพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมทางด้านสุขภาพและการแพทย์ จนนำไปสู่การคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับศักยภาพในการวิจัยและนวัตกรรมด้านสาธารณสุขของประเทศ มีแผนการดำเนินการร่วมกันในด้านต่าง ๆ เช่น การประเมินความพร้อมใช้ของเทคโนโลยี (TRL) การต่อยอดเชิงพานิชย์ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาผลงานนวัตกรรมสู่การขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย อีกทั้งร่วมกันต่อยอดนวัตกรรมเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติความละเอียดสูง รุ่นที่ 2 (MiniiScan2.0) เพื่อขยายผลการใช้งานสำหรับห้องศัลยกรรมเพื่อประเมินขอบเขตก้อนเนื้องอกในเต้านม ทั้งนี้ในการประชุมหารือความร่วมมือ ทีมนักวิจัย สวทช. ได้บรรยายสรุปผลงานการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ ซึ่ง นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ความสนใจนวัตกรรม อาทิ  เครื่องซีทีสแกนคัดกรองมะเร็งแบบเคลื่อนย้ายได้ , โมชั่นเซนเซอร์เกมสำหรับฝึกและฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย, เทคโนโลยีสารสกัดสมุนไพร ตลอดจน AI ที่เกี่ยวกับฐานข้อมูลทางการแพทย์ต่าง ๆ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประสานความร่วมมือกับนักวิจัย สวทช. เพื่อร่วมกันพัฒนาต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สมัครเข้าร่วมโครงการ “ลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า ปีที่ 2 – Carbon Neutral Society”
ขอเชิญชวน นักเรียน/นักศึกษา สมัครเข้าร่วมโครงการ “ลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า ปีที่ 2 - Carbon Neutral Society” โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นการประกวดนวัตกรรมเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยลดคาร์บอน (Carbon neutrality 2050) โดยสามารถต่อยอดเป็นผลงานต้นแบบสู่การใช้ประโยชน์ และต่อยอดเป็นศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2567 ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวดสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการตามภูมิภาคของตนเอง ได้ที่ https://www.lodplienlokproject.com หรือสแกน QR Code ในโปสเตอร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : งานพัฒนาธุรกิจเชิงสังคม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. 02 564 7100 ต่อ 6610 (นริศา), 6680 (ดร.ปิยะวรรณ) Email : bitt-sbd@nanotec.or.th
ปฏิทินกิจกรรม