หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผนึกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ ASPA Annual Conference 2025 ครั้งที่ 28 ที่ประเทศไทย
ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย พร้อมผู้บริหารจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้บริหารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ ASPA Annual Conference 2024 ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2567 ณ ประเทศมองโกเลีย ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Role and Impact of STPs for Regional Development” เพื่อแลกเปลี่ยนและแสวงหาโอกาสความร่วมมือระหว่างองค์กรในระดับภูมิภาคเอเชียที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายในงานมีสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ คาซัคสถาน อิหร่าน ตุรกี จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นต้น พร้อมกันนี้ประเทศไทยรับมอบและประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ASPA Annual Conference 2025 ครั้งที่ 28 ผศ.ดร. วีรชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ ASPA Annual Conference ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ และเป็นเกียรติอย่างมากที่ประเทศไทยได้รับมอบให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASPA Annual Conference ครั้งที่ 28 ในปี 2025 โดยความร่วมมือของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ, อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1, อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ร่วมกับสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA) และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และมรดกที่โดดเด่น ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและอาหารที่มีรสชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญและส่งเสริมการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรมในฐานะตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ จากความสำคัญดังกล่าวกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้จัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยขึ้นเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งแรกของประเทศ โดยเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ต่อมา ในปี 2554 อว. ได้เริ่มโครงการการพัฒนาระบบกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 4 แห่ง 3 ภูมิภาค เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และได้ขยายไปสู่อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมากกว่า 44 แห่งทั่วประเทศ และในปี พ.ศ. 2567 นี้ กระทรวง อว. มีแผนงานที่จะนำกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาคเพื่อยกระดับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านเทคโนโลยีเชิงลึก โครงการนี้จะเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาก 4 ภาคส่วนที่สำคัญ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุดมศึกษา และภาคประชาสังคม โดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจะเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทั่วทุกภูมิภาค พร้อมได้เชิญชวนสมาชิก ASPA จากประเทศต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค โดยมุ่งเน้นใน 7 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์(Creative Digital Technology) ยานพาหนะทางอากาศไร้คนขับและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ (UAV and Smart Electronics Technology) เทคโนโลยี AI และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Digital AI Sensor and Microelectronics Technology) เทคโนโลยีพลังงานและชีวเคมี (Energy and Biochemical Technology (Biorefinery) เทคโนโลยีการสกัด (Extraction Technology) เทคโนโลยีพลาสมา (Plasma Technology) และ เทคโนโลยีโอลีโอเคมี (Oleochemical Technology) ท้ายนี้ ผศ.ดร.วีรชัย กล่าวขอบคุณอุทยานเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Technology Park) และอุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศมองโกเลีย (Science Park Administration of Mongolia) ที่จัดการประชุม ASPA Annual Conference 2024 ได้อย่างอบอุ่นและในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในปี 2025 ประเทศไทยยินดีให้การต้อนรับสมาชิก ASPA ทุกท่าน เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการบริหารจัดการอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NECTEC-ACE 2024 : The next era of Thai intelligent sensors
NECTEC-ACE 2024 : The next era of Thai intelligent sensors เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ 10 กันยายนนี้ ! เตรียมตัวพบกับงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2567 หรือ NECTEC-ACE 2024 มาในธีม “เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ - The next era of Thai intelligent sensors” เจาะลึกเรื่องราวของเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่เปรียบเหมือนประสาทสัมผัสในโลกดิจิทัล หัวใจสำคัญของพัฒนา Smart Technology สนับสนุนเทคโนโลยี IoT และเป็นพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ . ห้ามพลาดหัวข้อสัมมนาสุดเข้มข้น เจาะลึกเรื่องราวการพัฒนาเทคโนโลยีเซนเซอร์ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสำรวจโอกาส นโยบาย และทิศทางของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเซนเซอร์ สัมผัสประสบการณ์จริง กับนิทรรศการผลงานวิจัยด้านเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร การแพทย์ อุตสาหกรรม จากทั้งเนคเทค สวทช. รวมถึงพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน สร้างโอกาสทางธุรกิจ ร่วมเปิดมุมมองแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้เซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ ไปจนถึงการต่อยอดสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี จากผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาครัฐ และเอกชน . ล็อกปฏิทินไว้เลย ! 10 กันยายน 2567 เวลา 08:30 - 16:30 น. ณ ศูนย์ประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี (ฮอลล์ 4) ลงทะเบียนเข้าร่วมงานและจับจองหัวข้อสัมมนาได้ก่อนใคร > https://nectec.or.th/ace2024 ติดตามการถ่ายทอดสดแถลงข่าวการจัดงาน NECTEC-ACE 2024 ในวันที่ 27 สิงหาคม นี้ ที่ Facebook - NECTEC NSTDA
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
10 Technologies to Watch 2024: เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ติดเอไอ (AI Wearable Technology)
  ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานกับอุปกรณ์ประเภทสวมใส่หรือ wearable device เพิ่มมากขึ้น เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มักติดตั้งเซนเซอร์ไบโอเมทริก (biometric sensor) เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้สวมใส่แบบเรียลไทม์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นำไปประมวลผลด้วยอัลกอริทึมแบบ deep learning เพื่อสร้างชุดข้อมูลสุขภาพเชิงลึกให้แก่ผู้สวมใส่ รวมถึงใช้จัดทำคำแนะนำด้านสุขภาพที่มีความแม่นยำสูงได้     นั่นอาจเป็นจุดสำคัญที่ส่งผลให้ในปี 2022 (พ.ศ. 2565) ตลาดผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สวมใส่ติด AI (AI wearable device) ทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 8 แสนล้านบาท และคาดว่าช่วงปี 2023-2030 (พ.ศ. 2566-2573) จะขยายตัวขึ้นอีกราวร้อยละ 30 ซึ่งหากเจาะมาที่ประเทศไทยจะพบว่าปัจจุบันคนไทยใส่สมาร์ตวอตช์ (smart watch) มากถึงร้อยละ 19 หรือเกือบ 1 ใน 5 ของประชากร และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องขึ้นอีกราวร้อยละ 23 ต่อปีอีกด้วย นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีอีกสองปัจจัยที่น่าจะมีส่วนทำให้ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ติด AI ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจัยแรกคืออินเทอร์เน็ตความเร็งสูงที่เสถียร เอื้อให้อุปกรณ์เหล่านี้จัดส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ปัจจัยที่สองคือการที่อุปกรณ์เหล่านี้มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพให้แก่ผู้สวมใส่ ตอบโจทย์เทรนด์ดูแลสุขภาพของคนรุ่นใหม่และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ     ในอนาคตอันใกล้เราอาจได้เห็นอุปกรณ์สวมใส่ติด AI เพิ่มขึ้นในรูปแบบ แว่นตาอัจฉริยะ (smart glasses), จี้อัจฉริยะ (smart neck pendant), แหวนอัจฉริยะ (smart ring ), เสื้อผ้าอัจฉริยะ (smart clothes), เข็มขัดอัจฉริยะ (smart belt), รองเท้าอัจฉริยะ (smart shoes) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ smart glasses ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่าย ใช้ smart ring ทำธุรกรรมทางการเงินหรือแตะเข้ารถไฟฟ้าแทนบัตรต่าง ๆ ได้ ใช้ smart neck pendant บันทึกเสียงการประชุมพร้อมสรุปใจความสำคัญได้เสมือนเลขานุการส่วนตัว     โดยหากเจาะมาที่กลุ่มสุขภาพและการแพทย์ จะเห็นได้ว่าหลายประเทศทั่วโลกพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ติด AI อย่างหลากหลาย เช่น ชุดชั้นในช่วยตรวจหามะเร็งเต้านม อุปกรณ์วัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ส่งข้อมูลไปจัดเก็บและคำนวณได้แบบเรียลไทม์ เสื้อวัดปฏิกิริยาทางไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ แหวนติดตามอัตราการฟื้นตัวของผู้ป่วยจากอัตราการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือด     ตัวอย่างอุปกรณ์สวมใส่ติด AI ของประเทศไทย เช่น 'อุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัลไซเมอร์' โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 'นาฬิกาอัจฉริยะช่วยป้องกันเด็กหาย' โดยบริษัทโพโมะ เฮาส์ จำกัด, ‘แอปพลิเคชันวัดระดับการทำงานของสมอง’ โดย Lumos Labs, ‘เซนเซอร์เฝ้าระวังผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยล้ม’ โดย สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
สวทช. เปิด FoodSERP Platform ชูจุดเด่น ขุมพลังวิจัยตอบโจทย์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชันและเวชสำอาง
(วันที่ 21 สิงหาคม 2567) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และทีมวิจัยร่วมแถลงข่าว สวทช. เปิดตัว “FoodSERP Platform” แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอาง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไทยสู่ความยั่งยืน โดยมี ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคารพระจอมเกล้า ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูลจาก Research Intelligence วิจัยกรุงศรีได้ศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าแนวโน้มที่สำคัญของโลกหรือเมกะเทรนด์ (Megatrend) จากการสำรวจของ FMCG Gurus ระบุว่า ผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 79% วางแผนที่จะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น อาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้ เช่น อาหารฟังก์ชันและอาหารโพรไบโอติกส์ โดยในปี 2564 ตลาดอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชันทั่วโลกมีมูลค่า 180.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในอนาคตคาดว่า ตลาดอาหารฟังก์ชันโลกจะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 2.7% ต่อปี สำหรับอาหารโปรตีนทางเลือกจากพืช ซึ่ง BIS Research คาดว่า ตลาดอาหารโปรตีนทางเลือกจากพืชจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 14.3% ต่อปี ระหว่างปี 2564-2568 นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้นซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในอนาคต จึงทำให้ความต้องการของผู้บริโภคแตกต่างกัน ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมอาหารเช่นกัน โดยเปลี่ยนระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารจากรูปแบบดั้งเดิม ที่มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยการจัดหาวัตถุดิบมาผลิตสินค้าและจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ มาเป็นในรูปแบบแพลตฟอร์ม (Platform) ดังนั้นผู้ประกอบการหรือหน่วยธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว เช่น การสร้างโอกาสใหม่ ๆ การปรับรูปแบบธุรกิจ หรือการพึ่งพาและเข้าใจเทคโนโลยีให้มากขึ้น อย่างไรก็ดีการเปิดตัว “FoodSERP Platform” วันนี้ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ของการวิจัยแบบมุ่งเป้าที่มีพันธกิจหลักในการให้บริการการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบอาหาร เครื่องสำอาง และส่วนผสมฟังก์ชัน ที่สำคัญเป็นการตอบโจทย์เมกะเทรนด์และทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนไป และสอดรับกับนโยบายของกระทรวง อว. โดยท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและนวัตกรรม คือ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” “กระทรวง อว. ยังมีกลไกสนับสนุนการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เป็นประโยชน์ เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือ บพข. ที่มีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศผ่านกิจกรรม เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การให้ทุนร่วม เป็นต้น” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พร้อมใช้ประโยชน์ ซึ่งรวมถึง Thailand Bioresource Research Center หรือ TBRC คลังจุลินทรีย์ชั้นนำระดับอาเซียน ที่มีมากเกือบ 1 แสนสายพันธุ์ ถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และมีโรงงานผลิตกึ่งอุตสาหกรรม 2 แห่งที่มีมาตรฐานสากล สำหรับการผลิตและทดลองตลาด คือ โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค หรือ BBF ซึ่งดำเนินงานตามมาตรฐาน Codex GHPs & HACCP และโรงงานผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP นอกจากนี้ FoodSERP ยังมี technology platform เพื่อรองรับการต่อยอดการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตโพรไบโอติกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ และการผลิตต้นเชื้อบริสุทธิ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มหมักเพื่อสุขภาพ เป็นต้น ที่สำคัญ FoodSERP ยังให้ความสำคัญในการทำงานกับพันธมิตรภาคเอกชน ตามนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. คือ “เอกชนนำ รัฐหนุน” รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรหน่วยงานภาครัฐและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารอนาคต ส่วนประกอบฟังก์ชั่น และเวชสำอางให้มีทั้งคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย “จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของ FoodSERP แพลตฟอร์ม คือการให้บริการตลอดห่วงโซ่การผลิตตามโจทย์ที่เป็นความต้องการเฉพาะ (Tailor made) ของลูกค้า ในรูปแบบ One-stop service ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบและมาตรฐาน ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมส่วนผสมฟังก์ชั่น (Functional ingredients) อาหารฟังก์ชั่นและเวชสำอาง จากฐานทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตรและจุลินทรีย์ของประเทศ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากต่างประเทศ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน FoodSERP ได้ให้บริการผู้ประกอบการแล้วจำนวนมากกว่า 250 ราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยเร่งการพัฒนาและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ สามารถผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 30 ผลงาน นอกจากนี้ยังมีจำนวนผู้ประกอบการที่กลับมาใช้บริการ (returned customers) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการใช้บริการในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการ กลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรักษาการรองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า อุตสาหกรรมอาหารคือหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นเม็ดเงินมหาศาล ด้วยความได้เปรียบของไทยที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ในขณะที่ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลก มุ่งไปสู่อาหารใหม่ หรืออาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ดังนั้น แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน หรือ “FoodSERP” สวทช. จึงเร่งผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านกลยุทธ์ การผนวกวิทยาการความรู้ และความเชี่ยวชาญสหสาขา เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ใน สวทช. โดยให้บริการตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งนี้ปัจจุบัน FoodSERP ให้บริการการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชั่น และเวชสำอาง รวมถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สำหรับทดลองตลาดและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ส่วนผสมฟังก์ชั่น (functional ingredients) 2.โปรตีนทางเลือก(alternative proteins) และ 3.อาหารเฉพาะกลุ่ม (foods for specific group) ครอบคลุมทั้งกระบวนการต้นน้ำ และกระบวนการปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต การขยายขนาดการผลิต การวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ บนฐานความเข้มแข็งของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าวมีผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยเข้าร่วมกิจกรรมออกบูทเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์จากการใช้บริการ FoodSERP Platform นอกจากนี้ยังมีการสาธิตและเสิร์ฟอาหารเมนูที่รังสรรค์จากวัตถุดิบจากงานวิจัยและพัฒนาของ FoodSERP สวทช. โดย ดร.วรพล อิทธิคเณศร (เชฟธอมัส) เจ้าของเพจ “ตำรับข้างวัง Truly Thai Recipes” และการเสวนาหัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และอัปเดตเทรนด์อาหาร ส่วนผสมฟังก์ชั่นและเวชสำอางทั้งในและต่างประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดกิจกรรม “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์” รุ่นที่ 8 สร้างสื่อมวลชนรุ่นเยาว์ให้มีคุณภาพก้าวสู่วงการข่าวแบบมืออาชีพ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดกิจกรรม อบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ ปีที่ 8 (Young Digital News Providers 2024) ระหว่างวันที่ 16 - 18 สิงหาคม 2567 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการได้แก่ นิสิต นักศึกษา ทั้ง 13 สถาบัน รวม 52 คน โดยมี คุณสิรินทร อินทร์สวาท ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) เนคเทค สวทช. กล่าวต้อนรับ คุณสิรินทร กล่าวว่า กิจกรรมนี้สำคัญมาก ๆ และมีประโยชน์ต่อวงการสื่อสารมวลชนไทยโดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งทำได้รวดเร็วทันใจ และไม่มีข้อจำกัด เพราะทุกคนมีโซเชียลมีเดียติดตัวอยู่แล้ว กิจกรรมนี้เป็นเหมือนเวทีให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของนักข่าวมืออาชีพหลากหลายสาขา เป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกฝนทักษะด้านสื่อสาร ขอให้ตั้งใจร่วมกิจกรรมให้เต็มที่ และการสร้างเครือข่ายกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ สื่อมวลชน เป็นคอนเนคชั่นที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากในสายงานนี้ คุณชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวเปิดกิจกรรมว่า โครงการนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของทักษะที่หลากหลายสำหรับนักสื่อสารรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ทั้งการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเสนอประเด็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ (Climate Crisis) ในสื่อยุคใหม่ โดยสื่อมวลชนต้องศึกษาข้อมูล และนำเสนอผลกระทบในระดับท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของปัญหานี้มากขึ้น ตลอดการอบรมทั้ง 3 วัน การนำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากองค์กรผู้ผลิตข่าวออนไลน์ หน่วยงานภาคเอกชน และสวทช. ร่วมนำเสนอเรื่อง "Net Zero: แนวทางลดคาร์บอนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน" โดยคุณอธิวัตร จิรจริยาเวช นักวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. Content Creator โดย คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล (ผู้ผลิตรายการสารคดี และผู้ก่อตั้ง เถื่อน Channel Branding โดย คุณอรรถพล ไข่ทอง (เบลล์ ขอบสนาม ผู้ก่อตั้งเพจ ขอบสนาม) และคุณปฐพร ทรัพย์ไพฑูลย์ อดีตบรรณาธิการบริหารเดอะ เนชั่น การวางแผนกลยุทธ์การผลิตข่าว โดย คุณชุตินธรา วัฒนกุล (บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) Production อย่างไรให้ถูกใจ Platform โดย คุณอัยยา ตันติเสรีรัตน์ (Head of Partnerships & Co-Managing Director บริษัท เทลสกอร์ จำกัด) การนำเสนอข่าวในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย (ผู้ประกาศข่าว PPTV) Climate ใคร Made โดย คุณอทิตย์ เกษรามัญ Environmental Dimension Analyst, SCG กฏหมายและจริยธรรมสื่อ โดย อาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อาจารย์พิเศษด้านกฎหมาย และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Ethical AI โดย คุณมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วันสุดท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอผลงานภายใต้หัวข้อ "Climate Crisis กู้วิกฤติโลกเดือด" พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย: คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี (ประธานที่ปรึกษา) ตัวแทนจากไทยรัฐ คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา (นายกสมาคม) ตัวแทนจากอมรินทร์ คุณชุตินธรา วัฒนกุล (ที่ปรึกษา) ตัวแทนจากไทยพีบีเอส คุณจีรพงศ์ ประเสริฐพลกรัง (อุปนายก ด้านมาตรฐานวิชาชีพ) ตัวแทนจากฐานเศรษฐกิจ คุณเอกพล บรรลือ (อุปนายก ด้านพัฒนาเนื้อหา) ตัวแทนจากเดอะ สแตนดาร์ด และคุณอรพิน เหตระกูล (เลขาธิการ) ตัวแทนจากเดลินิวส์ กล่าวปิดโครงการ โดย คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ ปีที่ 8 (Young Digital News Providers 2024) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ผลิตข่าวดิจิทัลยุคใหม่เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัล การนำเสนอข่าวสาร และการใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ให้แก่นักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์หรือภาควิชาที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมก่อนที่จะก้าวสู่การทำงานอย่างมืออาชีพ โดยผู้เข้าร่วมอบรมในรุ่นนี้ทั้งหมด จะนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และคำแนะนำจากคณะกรรมการ กลับไปต่อยอดและพัฒนาผลงาน ส่งเข้าประกวดในเวที ประกวดรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 ในหมวดหมู่ผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์ ซึ่งจะเริ่มเปิดรับผลงานในปลายเดือนสิงหาคม 2567 เป็นต้นไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดพิธีมอบปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาโครงการ TAIST-Tokyo Tech
(19 สิงหาคม 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานกล่าวเปิดพิธีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติโครงการ TAIST-Tokyo Tech ประจำปีการศึกษา 2567 พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คาสึยะ มาสุ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางสาวมากิ คามามูระ เลขานุการ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช). และคณะผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตร กล่าวต้อนรับผู้สำเร็จการศึกษา จากนั้น ศาสตราจารย์ คาสึยะ มาสุ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้มอบใบประกาศนียบัตร และศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ เป็นผู้มอบขอที่ระลึก สำหรับในปีการศึกษา 2567 โครงการดังกล่าวมีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 54 คน ในหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขายานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program) จำนวน 15 คนหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT Program) จำนวน 19 คน หลักสูตรวิศกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering program: SERE Program) จำนวน 20 คน นอกจากนี้ ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรในหลักสูตรระบบขนส่งทางราง (Rail Transport Program Director: RT Program) จำนวน 23 คน ในโอกาสนี้ นางสาวอรศศิพัชร์ เกษมราช ตัวแทนนักศึกษารุ่นน้องจากหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง กล่าวคำแสดงความยินดีต่อรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาโครงการ TAIST-Tokyo Tech ในครั้งนี้ โครงการ TAIST-Tokyo Tech เป็นโครงการการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่จัดร่วมกันโดย สวทช. มหาวิทยาลัยของประเทศไทย จำนวน 5 แห่ง และสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Tech) โดยมีพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยระดับโลกและวิศวกรระดับสูง ผ่านการผสมผสานระหว่างการให้คำปรึกษาจากศาสตราจารย์ของ Tokyo Tech และความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจาก สวทช. โดยมหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่เข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีอธิบการบดีและผู้แทนแต่ละสถาบันเข้าร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. คว้ารางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2567 สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ เป็นแบบอย่างองค์กรยุคใหม่
(19 สิงหาคม 2567) ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อาคาร 15 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ : หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจรางวัล "สำเภา-นาวาทอง" ประจำปี 2567 เพื่อเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานพิธีมอบรางวัล โอกาสนี้ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เป็นผู้แทนในการรับรางวัล "สำเภา-นาวาทอง" ประเภทรางวัลหน่วยงานระดับกรม สืบเนื่องจากคณะกรรมการเล็งเห็นว่า สวทช. ได้ดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้ง 3 มิติ สำคัญ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการ 2) การเปลี่ยนถ่ายการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation และ 3)การวัดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของ สวทช. ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไป โดยปี 2567 แบ่งรางวัลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. จัดพิธีวางพุ่มดอกไม้ ถวายราชสักการะ “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” 18 สิงหาคม 2567 เนื่องในโอกาส “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”
(วันที่ 18 สิงหาคม 2657) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีวางพุ่มดอกไม้ ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระสยามเทวมหามงกุฎวิทยามหาราช รัชกาลที่ 4 “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” วันที่ 18 สิงหาคม 2567 เนื่องในโอกาส “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”  ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในการวางพุ่มดอกไม้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พุ่มดอกไม้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระสยามเทวมหามงกุฎวิทยามหาราช รัชกาลที่ 4 โดยมีผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้บริหาร สวทช. ร่วมต้อนรับผู้แทนพระองค์  โอกาสนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ได้นำคณะผู้บริหาร ราชการหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีวางพุ่มดอกไม้ ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระสยามเทวมหามงกุฎวิทยามหาราช รัชกาลที่ 4 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และผู้แทน สวทช. ร่วมพิธีวางพานพุ่มสักการะ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ ของ สวทช. และคณะฯ เยี่ยมชมโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ และห้องปฏิบัติการโครงการพัฒนาวัคซีนสัตว์
 (16 สิงหาคม 2567) นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผู้แทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (กองยา) เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ และห้องปฏิบัติการโครงการพัฒนาวัคซีนสัตว์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการพัฒนาวัคซีนระดับต้นน้ำของ สวทช. ภายใต้ S&T Implementation for Sustainable Thailand การพัฒนาวัคซีนสัตว์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยทีมวิจัย ร่วมให้การต้อนรับ การเยี่ยมชมครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ณ ห้องปฏิบัติการโครงการพัฒนาวัคซีนสัตว์ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวต้อนรับ และนำคณะฯ ร่วมรับฟังสรุปข้อมูลการพัฒนาวัคซีนสัตว์ จากนักวิจัยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. พร้อมนำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการโครงการพัฒนาวัคซีนสัตว์ เพื่อให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานและกระบวนการที่ใช้ในการสร้างต้นแบบวัคซีน และชมห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 หรือ BSL-3 ที่แสดงถึงความสามารถในการทำงานกับเชื้อก่อโรคที่มีความอันตรายได้อย่างปลอดภัย จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมส่วนถัดไป ณ โรงงานผลิตวัคซีนสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และนายสัตวแพทย์อนันต์ ท้าวเพชร สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ร่วมให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมโรงงาน ทั้งในส่วนโรงงานผลิตวัคซีน โรงงานผลิตไวรัสวัคซีนนิวคาสเซิล และโรงงานผลิตไวรัสวัคซีนปากเท้าเปื่อย พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมหารือความเป็นไปได้ในการขยายผลจากโครงการพัฒนาวัคซีน ASF ของ สวทช. มาที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ในการผลิตวัคซีนในอนาคตต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญเข้าร่วมฟังเสวนา ภายใต้งานเปิดตัว “ FoodSERP Platform แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไทยสู่ความยั่งยืน
📢📢ขอเชิญเข้าร่วมฟังเสวนา เปิดตัว “ FoodSERP Platform แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไทยสู่ความยั่งยืน 🍎🥬🥦🍲🍤🍔🧴✨ ✨💡 อย่าพลาดโอกาสสำคัญในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในวงการหลากหลายสาขา ! 3 หัวข้อสัมมนาที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรม: 1. Towards designing foods for specific groups: Addressing health and well-being through food innovation 🍎🌱 อาหารเฉพาะกลุ่มเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี: โฟกัสผู้สูงอายุและอาหารทางเลือก  เจาะลึกความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะสุขภาพเฉพาะทาง ผ่านมุมมองของนักวิจัย, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ เรียนรู้การนำความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาหาร, ความต้องการทางโภชนาการและข้อจำกัดของผู้สูงอายุ, และกลยุทธ์การตลาดและการเข้าถึงผู้บริโภค 2. Beauty Unleashed: The Future of Active Ingredients and Cosmetic Innovations ปลดล็อกความงามไร้ขีดจำกัด: เทรนด์ API และนวัตกรรมความงามจากสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ✨🌿 อัพเดทเทรนด์ความงามล่าสุดและทิศทางการพัฒนา Active Pharmaceutical Ingredients (API) ในตลาดโลก ผ่านมุมมองของนักวิจัย, ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และผู้ผลิต สำรวจศักยภาพของสมุนไพรไทยในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก นาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์, กลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก, และกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 3. Accelerating innovative research to commercialization for sustainable future food เร่งพัฒนานวัตกรรมอาหารอนาคตสู่เชิงพาณิชย์: กลยุทธ์และแนวทางสู่ความสำเร็จ 🚀🌱 เจาะลึกขั้นตอนและกระบวนการในการนำงานวิจัยด้านอาหารไปสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานกำกับดูแล กลยุทธ์การสร้างธุรกิจอาหารที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ, การสนับสนุนจากภาครัฐ, และข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 📅 วันที่ 21 สิงหาคม 2567 🕒 เวลา 13.30 – 15.00 น. 📍 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคารพระจอมเกล้า ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ 📲สอบถามข้อมูล  089-498-4844 (คุณศศิวิมล) 📧sasiwimon@nstda.or.th . ✅ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย  ✅ ลงทะเบียน : https://forms.gle/q5G2BoMKzsNW5GnS9
ปฏิทินกิจกรรม
 
นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี 67 สาขาชีวเคมีเพื่อการเกษตร
(15 สิงหาคม 2567) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว - ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาชีวเคมีเพื่อการเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2567 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยผลงานวิจัยดีเด่นด้านเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตร ที่ได้พัฒนาให้เกิดการนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำในกุ้งทะเล ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อภาคส่งออกและภาคสังคมของประเทศไทย โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีและมอบโล่รางวัล พร้อมด้วย ศ. ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ศ. ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ ผู้บริหาร สวทช. นำโดย ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค และรองผู้อำนวยการไบโอเทค (ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง และ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ) ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีแก่ ดร.กัลยาณ์ ภายในงานด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ล้ำไปอีก ! “SEESOLAR” โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ลดรังสียูวี-กระจายแสงดี-สะท้อนความร้อน พืชไม่ถูกแดดเผา เราได้ไฟฟ้าใช้
  โซลาร์เซลล์เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารอย่างเช่นทุกวันนี้ จากเดิมมีการใช้โซลาร์เซลล์ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ปัจจุบันล้ำไปอีกขั้นเมื่อนักวิจัยพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชด้วยนวัตกรรมลดรังสียูวี กระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อน เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนหรือแปลงเกษตร ช่วยปกป้องพืชผักไม่ให้ถูกแดดเผาและยังให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่วนเกษตรกรได้ผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร หรือ AgriPV (Agricultural photovoltaics) ที่มีสมบัติกึ่งส่องผ่านแสง สามารถคัดกรองรังสีอัลตราไวโอเลตหรือยูวี (UV) สะท้อนรังสีอินฟราเรด และมีการกระจายแสงที่ดี เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน หรือประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตร ได้ทั้งผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยเพิ่มผลผลิตจากการเพาะปลูก สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_60027" align="aligncenter" width="750"] ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หลายพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เกิดโรคระบาดและศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อพื้นที่ลดลงและคุณภาพของอาหารแย่ลง ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน โดยที่ผ่านมาพบว่าในสภาวะที่อากาศร้อนจัด พืชผักจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี ผลผลิตต่ำ และมีราคาสูงขึ้นถึง 40% ทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือการปลูกพืชในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพอากาศให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดได้ และยังเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอกโรงเรือน   [caption id="attachment_60028" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]   ปัจจุบันการประยุกต์ใช้ระบบแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับภาคการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือ Agrivoltaics มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยที่ยังคงประสิทธิภาพผลผลิตและลดต้นทุนในกิจการด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดจัดตลอดเกือบทั้งปี การปลูกพืชใต้แผงโซลาร์เซลล์แบบมาตรฐานทั่วไปที่ทึบแสงจะทำให้เกิดเงามืดบนบริเวณเพาะปลูก ส่วนการใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบกึ่งส่องผ่านแสงที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จะทำให้แสงและความร้อนผ่านแผงได้มาก   [caption id="attachment_60031" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรที่มีจุดเด่นช่วยลดรังสียูวี กระจายแสงดี สะท้อนความร้อน และยอมให้แสงช่วง PAR ส่องผ่านได้สูง[/caption]   “รังสียูวีทำให้พืชออกดอกออกผลได้ไม่ดี ส่วนรังสีความร้อนก็ทำให้พืชเหี่ยวเฉา เป็นผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ไม่ดี ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบใหม่ เรียกว่า SEESOLAR (ซีโซลาร์) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้แสงส่องผ่านแผงโซลาร์เซลล์ได้ ทำให้พืชได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และจุดเด่นที่สำคัญของ SEESOLAR คือมีชั้นฟิล์มคัดกรองรังสียูวี ทำให้รังสียูวีส่องผ่านได้เพียง 17.5% เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่มีค่าการผ่านแสงรังสียูวีถึง 45.5% นอกจากนี้ฟิล์มยังมีสมบัติการกระจายแสงที่ดี ทำให้พืชเจริญเติบโตได้สม่ำเสมอ  และสะท้อนรังสีความร้อนได้ 12% เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่สะท้อนได้เพียง 6% จึงช่วยลดอุณหภูมิภายใต้โรงเรือนเกษตรหรืออาคาร อีกทั้งยังยอมให้แสงช่วง Photosynthetically Active Radiation (PAR) ส่องผ่านได้สูง ซึ่งมีเป็นช่วงแสงที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้เราเพาะปลูกพืชควบคู่ไปกับการผลิตไฟฟ้าได้” ดร.ทวีวัฒน์ อธิบาย   [caption id="attachment_60032" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]   ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน พบว่าผักสลัดที่ปลูกใต้แผง SEESOLAR มีรสชาติหวาน กรอบ และมีความชุ่มน้ำ มีรสขมน้อยกว่า ผักสลัดที่ปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน นวัตกรรม SEESOLAR ใช้ได้กับทั้งแปลงปลูกพืชขนาดเล็กหรือโรงเรือนเพาะปลูกขนาดใหญ่โดยติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้นำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ได้กับฟาร์มปศุสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอาคารบ้านเรือน เช่น ติดตั้งเป็นหลังคาโรงรถ กันสาด ป้องกันรังสียูวีและรังสีความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน   [caption id="attachment_60030" align="aligncenter" width="750"] ผลการทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน[/caption]   “เมื่อเปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์อื่น ๆ SEESOLAR ของเรามีจุดเด่นคือสามารถคัดกรองรังสียูวีกระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อนได้ ให้แสงที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช เหมาะสำหรับใช้ในการเกษตร มีความแข็งแรงและน้ำหนักเท่ากับแผงมาตรฐานทั่วไป แล้วก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการเพาะปลูก โดยปัจจุบันตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีมูลค่าของแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งเราคาดว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 245 ล้านบาทภายในปี 2028” ดร.ทวีวัฒน์ กล่าว   [caption id="attachment_60029" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนเพาะปลูก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน[/caption]   ทั้งนี้ นักวิจัยได้ยื่นจดสิทธิบัตรแผงเซลล์แสงอาทิตย์กรองรังสีอัลตราไวโอเลตและสะท้อนรังสีอินฟราเรดแบบใกล้เพื่อติดตั้งบนหลังคาโรงเรือนแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และทดสอบการประยุกต์ใช้งานกับโรงเรือนปลูกพืช ผู้สนใจร่วมวิจัยพัฒนาหรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อได้ที่ ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2717 หรืออีเมล taweewat.kra@entec.or.th     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ENTEC สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น