หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จัดงานประชุมวิชาการประจำปี ‘NAC2024’ ชูงานวิจัย BCG Implementation พลิกโฉมประเทศ
(29 มีนาคม 2567) ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2567 (NSTDA Annual Conference: NAC2024) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG Implementation” เพื่อตอบเป้าหมายหลักของแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ได้กำหนดไว้ใน 4 มิติ ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม, เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ, เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน ระหว่างวันที่ 28 -30 มีนาคม 2567 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมี นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายไชยรัตน์ บุตรเทพ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมอดีตผู้บริหาร คณะผู้บริหารและพนักงานกระทรวง อว. และ สวทช. ร่วมรับเสด็จฯ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กราบบังคมทูลรายงานว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินงานตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2534 นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 33 ปี โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ได้ระดมบุคลากรจากหลายภาคส่วนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ สวทช. ผลักดันผลงานวิจัยเชิงรุก ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมในวงกว้างซึ่งเป็นที่ประจักษ์ มีการนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์มากกว่า 400 โครงการ สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 46,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการผลิตและบริการกว่า 15,000 ล้านบาท ตัวอย่างผลงาน เช่น Traffy Fondue แอปพลิเคชัน รับแจ้งปัญหาสภาพเมืองจากประชาชนส่งตรงถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปัจจุบันรับเรื่องแจ้งแล้วกว่า 500,000 เรื่อง มีหน่วยงานนำไปใช้ประโยชน์ทั่วประเทศ A-MED Care Pharma แพลตฟอร์มที่สนับสนุนการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข เชื่อมร้านยาที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,600 ร้าน ดูแล 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน ในรูปแบบ One Stop Service ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 70 ราย เกิดผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมแล้ว 18 ผลงาน ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ได้สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 689 ราย และให้บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์มากกว่า 83,000 รายการ ด้านการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ช่วยยกระดับความสามารถของเกษตรกรไทยกว่า 14,000 คน ใน 29 จังหวัด ด้านการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 711 บทความ คำขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 252 คำขอ รางวัลทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 84 รางวัล สำหรับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้สนับสนุนทุนบัณฑิตและนักวิจัยอาชีพรวม 713 คน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้แก่เยาวชนกว่า 10,000 คน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลรายงานว่า การประชุมประจำปี สวทช. ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 19 โดยปีนี้มุ่งเน้นการนำเสนอศักยภาพด้าน วทน. ของ สวทช. ผ่านผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบการจัดประชุมสัมมนา และการจัดนิทรรศการโดยไฮไลต์ของนิทรรศการปีนี้ นอกจากนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ยังมีนิทรรศการความก้าวหน้าของงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากนักวิจัย สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติ ที่ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ตลอดจนชุมชนและภาคประชาสังคมทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 57 ผลงาน ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยที่นำไปใช้จนเกิดประโยชน์ในวงกว้างเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลงานวิจัยที่พร้อมส่งมอบให้กับภาคสังคมได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ “ตัวอย่างผลงานวิจัยเด่น เช่น การพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เป็นต้นแบบวัคซีนป้องกันโรคระบาดในสุกรจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ท้องถิ่นของประเทศไทย มีความปลอดภัยสูงในสุกร สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้ดีกว่าวัคซีนรูปแบบอื่น ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพเบื้องต้นร่วมกับกรมปศุสัตว์ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีศักยภาพการขยายขนาดเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ชุดตรวจคัดกรองติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานเชิงคุณภาพ (AL-Strip และ GO-SENSOR) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งเป็นชุดตรวจแบบรวดเร็วทั้งแบบตรวจด้วยตนเองและตรวจในระดับห้องปฏิบัติการจำนวนมาก ใช้งานง่าย มีความแม่นยำ และมีราคาถูก ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะไตเสื่อมในระยะต้น รวมทั้งสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันโรคไตเรื้อรังในคนไทย นอกจากนี้ยังมี Thai School Lunch for BMA โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นระบบจัดสำรับอาหารเช้า-กลางวัน ในโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อติดตาม ประเมินคุณภาพ และการจัดการอาหารของโรงเรียนได้แบบ real-time ตอบโจทย์เรื่องของโภชนาการและ ค่าใช้จ่าย Lookie Waste: แอปพลิเคชันตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ใช้ตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เกิดบริโภคในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริโภค และ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติเด่นที่มีจุดติดไฟสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส สามารถป้องกันอัคคีภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด ช่วยสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กราบบังคมทูลเบิกคณะผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลตามประเภทต่าง ๆ ในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัย ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ นำทรัพยากรต่าง ๆ มาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยมีผู้เข้า เฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานเกียรติบัตร จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ราย ได้แก่ ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน Roboinnovator Challenge 2023 แบ่งเป็น รุ่น Junior จำนวน 2 ราย และ รุ่น Major จำนวน 5 ราย รวม 7 ราย ผู้ชนะเลิศการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 จำนวน 10 ราย ผู้ชนะเลิศการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 จำนวน 9 รายและผู้ชนะเลิศการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 26 จำนวน 7 ราย เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2567 และทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “โครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี”และนิทรรศการความก้าวหน้างานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. สำหรับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ อาทิ โครงการความร่วมมือ “เพื่อนสวนพฤกษ์” เพื่อประสานและเป็นกลไกทำงานกับกรมป่าไม้ คือ ผาแดง ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเรื่องมาจากพระราชดำริ จ.ตาก โครงการส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการ ผลงานครบรอบความสัมพันธ์ 10 ปี ระหว่าง สวทช. และศูนย์วิจัยจูลิช และการจัดการน้ำอุปโภคของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเทพภูเงิน อำเภอน้ำโสม จ.อุดรธานี เป็นต้น นิทรรศการ BCG Implementation” เพื่อตอบเป้าหมายหลักของแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ประกอบด้วย 1. เป้าหมายหลัก BCG : เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชในระบบปิด (Plant factory) เพื่อผลิตสมุนไพร5 ชนิดพืช ได้แก่ บัวบก ขมิ้นชัน กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร และกะเพรา แพลตฟอร์มการผลิตอาหารฟังก์ชั่นและ Functional ingredients ในระดับอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับประเทศไทย (Thailand i4.0 Index) 2. เป้าหมายหลัก BCG : ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบฐานข้อมูลสุขภาพเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ (KidDiary Platform) และระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับเด็ก (Thai School Lunch) ,การพัฒนาเศรษฐกิจด้วย BCG Model พื้นที่นำร่องทุ่งกุลาร้องไห้ สร้างเศรษฐกิจใหม่ จากฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว (5 จังหวัด 13 อำเภอ) และ ดิจิทัลแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ 3. เป้าหมายหลัก BCG : สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูล ด้าน CO₂ , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน และผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลโอเคมีเพื่ออุตสาหกรรมพลังงาน : EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากปาล์มน้ำมันไทยเปิดโอกาสสู่เครษฐกิจใหม่ด้วย BCG Implementation 4. เป้าหมายหลัก BCG : การพึ่งพาตัวเอง การพัฒนาวัคซีนสัตว์เศรษฐกิจ, ชุดตรวจนวัตกรรมคัดกรอง ติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน และแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ปฐมภูมิ (Digital Healthcare Platform) และ 5. การส่งเสริมและผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เช่น Medical AI Data Platform และ แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand National AI Strategy) เป็นต้น สำหรับงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 จัดระหว่างวันที่ 28 - 30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ภายในงานประกอบด้วย การสัมมนาและกิจกรรมเยาวชน 48 หัวข้อ นิทรรศการผลงานวิจัยนวัตกรรมของนักวิจัย สวทช. และพันธมิตรกว่า 57 ผลงาน กิจกรรม Open house เปิดบ้านต้อนรับนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุน ได้เข้าชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ และ NAC Market 2024 ตลาดนัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมจากงานวิจัย สินค้าชุมชนในราคาพิเศษจากเครือข่าย สวทช. ผู้สนใจติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac สอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 0 2564 8000
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ประเภทของแบตเตอรี่ เลือกที่ใช่ ใช้ให้เหมาะ
  แบตเตอรี่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสารพัดแบบ บางชนิดรูปร่างหน้าตาภายนอกละม้ายคล้ายกัน แต่ข้างในบรรจุสารเคมีแตกต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติและประโยชน์การใช้งานต่างกันไปด้วย หากดูที่ลักษณะการใช้งานแบบกว้าง ๆ อาจแบ่งแบตเตอรี่ออกได้เป็น 2 ตระกูล คือ แบตเตอรี่ปฐมภูมิที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (non-rechargeable batteries) และแบตเตอรี่ทุติยภูมิที่ชาร์จไฟใหม่ได้ (rechargeable batteries) ก่อนที่จะไปดูว่าแบตเตอรี่ทั้งสองตระกูลนั้นมีอะไรบ้าง เราไปทบทวนความจำเรื่องหลักการทำงานของแบตเตอรี่แบบคร่าว ๆ กันก่อน น่าจะช่วยให้พอเห็นภาพว่าทำไมพวกนึงถึงใช้ได้แค่ครั้งเดียว ส่วนอีกพวกใช้ซ้ำได้ หลักการทำงานของแบตเตอรี่ คือ การเปลี่ยนพลังงานเคมีที่กักเก็บไว้ในก้อนแบตเตอรี่เป็นพลังงานไฟฟ้า ด้วยการเชื่อมต่อโครงสร้างหลักของแบตเตอรี่ 3 ส่วน คือ ขั้วไฟฟ้าประจุลบ (anode) ที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ขั้วไฟฟ้าประจุบวก (cathode) ที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน และอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ซึ่งเป็นสารละลายหรือวัสดุที่นำไฟฟ้าได้   ทุกครั้งที่เราใช้แบตเตอรี่เท่ากับเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น ซึ่งในแบตเตอรี่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งนั้นปฏิกิริยาเคมีจะเป็นแบบเกิดแล้วเกิดเลย ไม่สามารถย้อนกลับได้ เมื่อใช้หมดก็ต้องทิ้งไป ต่างกับแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้ ที่หากจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่ (ที่เราเรียกกันว่า ชาร์จแบต) จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีย้อนกลับ เป็นการเติมพลังให้แบตเตอรี่ เราจึงใช้งานสลับกับชาร์จวนไปได้จนกว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม ตัวอย่างแบตเตอรี่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่นิยมใช้กัน เช่น แบตเตอรี่สังกะสี-คาร์บอน หรือที่เรารู้จักกันในนามถ่านไฟฉายธรรมดา แบตเตอรี่สังกะสี-คลอไรด์หรือถ่านเฮฟวีดิวตี ที่เหมาะกับอุปกรณ์กินไฟต่ำ พวกนาฬิกาแขวน รีโมต แบตเตอรี่แอลคาไล ที่ให้พลังงานไฟฟ้าสูง ใช้ได้นาน แบตเตอรี่ลิเทียมแมงกานีสไดออกไซด์ ที่เหมาะจะใช้งานกับพวกอุปกรณ์กินไฟสูง แบตเตอรี่ซิลเวอร์ออกไซด์ ที่เราคุ้นเคยกันในรูปของถ่านกระดุม   [caption id="attachment_54433" align="aligncenter" width="750"] แบตเตอรี่ปฐมภูมิที่วางขายในท้องตลาด[/caption]   ส่วนแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้ที่ใช้กันแพร่หลายก็เช่น แบตเตอรี่ชนิดตะกั่ว-กรด ที่นิยมใช้กับรถยนต์ทั่วไป แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ ที่เหมาะจะใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดพกพา แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากและนาน ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางเกือบทุกวงการ อันที่เราคุ้นเคยกันดีคือ พาวเวอร์แบงก์ นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่อีกสองชนิดที่ใช้ต่อเนื่องได้ยาวนานมาก ๆ เหมาะกับระบบสำรองไฟฟ้าและเก็บกักพลังงานหมุนเวียน คือ แบตเตอรี่โซเดียมซัลเฟอร์และแบตเตอรี่ที่มีการไหลของส่วนเก็บพลังงาน   [caption id="attachment_54431" align="aligncenter" width="500"] ตัวอย่างแบตเตอรี่ชาร์จไฟได้[/caption] [caption id="attachment_54432" align="aligncenter" width="500"] ตัวอย่างแบตเตอรี่ชาร์จไฟได้[/caption]   แบตเตอรี่ทั้งสองกลุ่มก็มีจุดดีจุดด้อยต่างกันทั้งในเรื่องคุณสมบัติ การใช้งาน และราคา แบตเตอรี่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งส่วนใหญ่เหมาะกับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูง หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง แกะใช้งานได้ทันที แต่การที่ใช้ซ้ำไม่ได้ก็เท่ากับเพิ่มปริมาณขยะ ส่วนแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้ แม้จะอึดกว่า ให้พลังงานมากกว่า ใช้ซ้ำได้ แต่ก็มีราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง ต้องคอยชาร์จ และอายุการใช้งานก็ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน สุดท้ายแล้วก็จบที่การเป็นขยะเช่นกัน ดังนั้นนอกจากการเลือกใช้แบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับชนิดของอุปกรณ์แล้ว ต้องคำนึงถึงการทิ้งแบตเตอรี่เสื่อมสภาพด้วย เพราะแบตเตอรี่ทุกชนิดจัดเป็นขยะอันตราย ควรทิ้งตามจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ปะปนกับขยะอื่น ๆ   แหล่งข้อมูลอ้างอิง เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ Typical examples and applications of primary batteries. เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่  
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
ทัพนักวิจัย สวทช. พร้อมแสดงนวัตกรรม BCG พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทย ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 “NAC2024”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 (19th NSTDA Annual Conference : NAC2024) ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. หรือ NAC2024 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG Implementation” เพื่อตอบเป้าหมายหลักของแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ได้กำหนดไว้ใน 4 มิติ ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ-เพิ่มการพึ่งพาตนเอง-สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน โดยการจัดงาน NAC2024 จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่พร้อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย ผ่านการจัดสัมมนา 48 หัวข้อ , การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม 57 ผลงาน และกิจกรรม Open House ที่ สวทช. พร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยต่าง ๆ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเยาวชน และ NAC Market ตลาดสินค้านวัตกรรมและสินค้าชุมชนมากมายมาจำหน่ายในราคาพิเศษ “และในวันพรุ่งนี้ (29 มี.ค.) สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดการประชุมและทอดพระเนตรนิทรรศการ สามารถติดตามรับชมการถ่ายสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย NBT 2HD ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป” การจัดงาน NAC2024 มีผู้ให้ความสนใจมาร่วมงานอย่างคึกคัก ทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวทช. รวมทั้งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ CBAM: การปรับตัวและเตรียมความพร้อมของไทย มุ่งสู่โอกาสทางธุรกิจ , AI Thailand ก้าวไปไกลถึงไหนแล้ว , การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย , เปิดโลกการทดลองวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ , วัคซีน ASF สายพันธุ์ไทย : ความหวังของอนาคตสุกรไทย เป็นต้น ผู้ที่สนใจร่วมงานการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรือ งาน NAC2024 สามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac หรือสอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 0 2564 8000
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึก สพฐ. เปิดกิจกรรมพิเศษ….ปั้นโครงงานมืออาชีพสำหรับห้องเรียนพิเศษ SMTE
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จัดกิจกรรม “โครงการห้องเรียนพิเศษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (SMTE)” เป็นโครงการในความร่วมมือของหน่วยงาน สสวท. สพฐ. สกอ. และ สวทช. เพื่อเป็นการขยายฐานการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ  โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องใช้หลักสูตรการสอนพิเศษที่ทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมทางวิชาการ เช่น การเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ ศึกษาดูงาน ทัศนศึกษา การฝึกงานกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัย หรือ ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และได้รับการส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี และมานำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความพร้อมในการจัดโปรแกรมค่ายฝึกอบรมโครงงานวิทยาศาสตร์มืออาชีพสำหรับนักเรียน และมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยได้นำความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)  เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้แท้จริง  และมีการนำแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ BCG model ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งด้านเกษตร อาหาร เคมีชีวภาพ การแพทย์ การท่องเที่ยว เป็นต้น เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567  คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 326 คน มาร่วมทำกิจกรรมจุดประกายโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษ SMTE ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร นางศิลารัตน์  สุริยวงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการห้องเรียนพิเศษ SMTE โรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา กล่าวชื่นชม และขอบคุณ สวทช. ที่ให้การอนุเคราะห์สถานที่พร้อมวิทยากรที่มากความสามารถ มาให้ความรู้กับนักเรียนเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงนอกเหนือจากการเรียนในห้อง ได้เรียนรู้จากวิทยากรอย่างมีความสุข พร้อมทั้งได้ลงมือปฏิบัติจริง สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโรงเรียนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG และเทคนิคนำแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้ในการสร้างสรรค์โครงงาน และกิจกรรมเทคนิคการนำเสนองานวิจัยแบบมืออาชีพ เด็กหญิงกัลย์กมล วะราบุตร นักเรียนชั้น ม.2 ห้องเรียน SMTE โรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา กล่าวว่า กิจกรรมช่วยให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานตลอดทั้งวัน  ช่วยปูพื้นฐานกระบวนการทำโครงงาน และนำเสนอโครงงานซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโอกาสอื่น ๆ ต่อได้นอกจากการทำโครงงาน ส่วนกิจกรรมในช่วงบ่าย เช่น เปิดโลกโครงงานคณิตศาสตร์ และกิจกรรมจุดประกายโครงงานวิทยาศาสตร์ ตอน พลาสติกชีวภาพ ทำให้ได้รับฟังข้อมูลความรู้ดี ๆ ที่ช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการทำโครงงานคณิตศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ และการลงมือทำการทดลองที่ทั้งสนุกและได้ความรู้มากมาย กิจกรรมของ สวทช. สร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีแก่พวกเราเป็นอย่างมาก นางสาวศิรินราพร  ทาวงษ์ นักเรียนชั้น ม.5 ห้องเรียนพิเศษ SMTE โรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา กล่าวว่า ขอบคุณทาง สวทช. ที่ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี คณะวิทยากรและพี่เลี้ยงเป็นมิตรมาก มอบรอยยิ้มให้ตั้งแต่ก้าวเข้าบ้านวิทย์ฯ  กิจกรรมทั้งในช่วงเช้าและบ่ายมีประโยชน์ต่อพวกเรามาก กิจกรรมในช่วงเช้าเป็นการอบรมที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ตลอดจนถึงในตอนที่ทำงาน วิทยากรบรรยายดีมาก ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา และกิจกรรมช่วงบ่าย เป็นกิจกรรมที่แปลกใหม่และพวกเราได้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง มีการได้ลงมือทำ หาคำตอบ ร่วมกันอภิปราย ได้ใช้ความคิดและความรู้อย่างเต็มที่ การไปค่าย สวทช. ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีและพวกเรามีความสุขมาก โรงเรียนที่สนใจกิจกรรมค่ายฝึกทักษะโครงงานวิทยาศาสตร์ สามารถติดต่อ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทร. 0-2564-7000 ต่อ 77207 อีเมล akekalak@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
”ศุภมาส” หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย รับมือมาตรการ CBAM (ปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) ของ EU 
“ศุภมาส” รมว.อว. กำชับบอร์ด กวทช. ให้ทีมวิจัย สวทช. สนับสนุนการให้บริการฐานข้อมูลค่ากลางคาร์บอนในประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อรับมือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ตามนโยบาย อว. ที่มุ่งตอบโจทย์เศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมการคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) โดยมีคณะกรรมการ กวทช.และผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วม ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรุงเทพฯ นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งอุตสาหกรรมในประเทศไทย และผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือมาตรการ CBAM ในระยะเปลี่ยนผ่าน (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566 – สิ้นปี 2568) และนับเป็นครั้งแรกที่จะมีการจัดเก็บเงินสำหรับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ก่อนที่สหภาพยุโรปบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1. ซีเมนต์ 2. ไฟฟ้า 3. ปุ๋ย 4. เหล็กและเหล็กกล้า 5. ไฮโดรเจน และ 6. อะลูมิเนียม ไปยังสหภาพยุโรปจะต้องรายงานปริมาณการนำเข้ารวมถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งทางตรงและทางอ้อม (Embedded Emission) ของสินค้า รวมถึงอาจจะต้องซื้อ CBAM Certificate ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านั้น ด้วยเหตุนี้ อว. โดย สวทช. จึงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือในเรื่องดังกล่าว ด้วยการจัดทำข้อมูล CBAM ของกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมในปี 2566 และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อมูลอุตสาหกรรมเหล็กในปี 2567 และมีแผนการทำงานจัดทำข้อมูลไฟฟ้าของประเทศไทยร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลทันต่อการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบของสหภาพยุโรปในปี 2569 ซึ่งเป็นขั้นแรกของการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM “บอร์ด กวทช. มีความสนใจและให้ความสำคัญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ในมิติที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน อาทิ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนรายอุตสาหกรรมที่สำคัญ การพิจารณาก๊าซอื่นที่มิใช่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตลอดจนมองภาพกว้างของการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทย หากสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ดี จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อีกมาก ทั้งภาคการเกษตร ภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม และ ภาคบริการ จึงขอให้ สวทช. ดำเนินการรอบด้านที่จำเป็นเพื่อพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ การปรับโครงสร้างพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้เทคโนโลยีกักเก็บและใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCUS) และใช้การกักเก็บคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ (nature based solution) เพื่อลดและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีการค้าระดับโลก“ รมว.อว.กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Lookie Waste แอปฯตัวช่วยตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร
นักวิจัย MTEC สวทช. พัฒนา Lookie Waste แอปพลิเคชันตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้สำหรับตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความตระหนักและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลดของเสียจากการบริโภคอาหาร ใช้งานได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ระดับบุคคล ครัวเรือน ตลอดจนผู้ประกอบการในภาคอุตสากรรมอาหาร ปัจจุบันแอปพลิเคชันถูกต่อยอดพัฒนาให้มีระบบที่รองรับการจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบในอนาคต   พบกับทีมนักวิจัยผู้พัฒนาและผลงานดังกล่าวได้ที่งาน การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรือ NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ผนึก ล้ง หนุนเกษตรกรใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ลดสารเคมี สร้างมาตรฐานการส่งออก ตอบโจทย์ BCG
(22-23 มีนาคม 2567) ที่สวนทุเรียนคุณต่าย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และล้งส่งออกทุเรียน จันทบุรี (ล้งเอ-ต่าย) อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ชมการสาธิตการใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth เพื่อลดสารเคมีและเพิ่มคุณภาพทุเรียนให้กับสวนทุเรียนใน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ซึ่งเป็นสวนต้นทางที่ล้งส่งออกทุเรียนจันทบุรี (ล้งเอ-ต่าย) รับซื้อผลผลิตปีละหลายตัน เพื่อส่งทุเรียนไปยังเกาหลี โดยมี คุณชาญชัย ศรีสุด เจ้าของสวนทุเรียนคุณต่าย และคุณวราภรณ์ ศรีสุด บริษัท ออล ฟรุ๊ท แอนด์ ฟู้ด ร่วมให้ข้อมูลการควบคุมกระบวนการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานส่งออก พร้อมรับฟังการถ่ายทอดความรู้และศึกษาการใช้นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth จากทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. โดยมีเกษตรกรร่วมใช้ถุงห่อทุเรียนกว่า 2,000 ใบ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสารเคมี ก่อนจะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดเกาหลีต่อไป ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีถุงห่อทุเรียน Magik Growth ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตทุเรียนคุณภาพเกรดพรีเมียมเพื่อการส่งออกนั้น ปัญหาของชาวสวนทุเรียนยังประสบปัญหาทั้งเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและสัตว์กัดแทะที่ทำลายทุเรียนในระยะพัฒนาผลจนเกิดความเสียหาย ถึงแม้จะใช้ถุงตาข่ายทางการเกษตรห่อทุเรียนเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชซึ่งป้องกันหนอนรังได้ แต่ก็ยังประสบปัญหาว่าไม่สามารถป้องกันเพลี้ยแป้งกับราดำได้ ทำให้ผิวทุเรียนไม่สวย และเกิดความเสียหาย เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาโดยใช้ยาฆ่าแมลงในการฉีดพ่น ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ยังเกิดปัญหาสุขภาพตามมา สวทช. ได้พัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีต่าง ๆ นำมาขยายผลพื้นที่สาธิตเทคโนโลยีเพื่อการทดสอบประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าทุเรียน โดยมอบหมายทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำองค์ความรู้เรื่องวัสดุศาสตร์พัฒนาสูตรผสมเม็ดพลาสติก (polymer compound) ร่วมกับเทคโนโลยีการขึ้นรูปนอนวูฟเวน เพื่อให้วัสดุนอนวูฟเวนมีคุณสมบัติให้น้ำและอากาศผ่านเข้าออกได้โดยง่าย รวมถึงมีคุณสมบัติการคัดเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมกับเซลล์รับแสงที่ผิวผลไม้ จนได้เป็นนวัตกรรมวิจัยต้นแบบที่มีชื่อทางการค้าว่า Magik Growth หรือ นวัตกรรมถุงห่อผลไม้นอนวูฟเวน ช่วยให้ทุเรียนที่ห่อด้วยถุงห่อ Magik Growth สามารถสร้างสารสำคัญในผลไม้ทั้งแป้ง น้ำตาล สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ โดยได้ทดลองทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและระดับภาคสนามในพื้นที่สวนทุเรียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน มีการจัดเก็บข้อมูลผลวิจัยอย่างเป็นระบบ พบว่าถุงห่อทุเรียน Magik Growth ช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช สามารถเพิ่มน้ำหนักและคุณภาพผิวผลทุเรียนให้กลายเป็นทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมได้ และยังสามารถใช้ถุงห่อทุเรียนใช้ซ้ำได้ถึง 2 ฤดูกาลผลิตทั้งประหยัดต้นทุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณชาญชัย ศรีสุด เจ้าของสวนทุเรียนคุณต่าย อ.บ่อไร่ จ.ตราด กล่าวถึง การควบคุมกระบวนการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานส่งออก ว่า ปัญหาสำคัญของการส่งออกทุเรียน คือ ตลาดสาธารณรัฐเกาหลี โดยเฉพาะย้อนหลังไป 2 ฤดูการผลิต (ปี2564-2565) เกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้รับผลกระทบจากปัญหาฝนตกมากในประเทศไทย ทำให้เกิดการระบาดของโรคแมลงและเชื้อรากระทบต่อผลผลิตทุเรียน เกษตรกรจึงฉีดยาป้องกันราและแมลงทั้งที่ลำต้นและใบทุเรียนเพื่อป้องกันผลผลิต ส่งผลให้ลูกทุเรียนได้รับผลกระทบจากการฉีดสารเคมีและอาจมีการสะสมที่เปลือกทุเรียน ซึ่งเกษตรกรต้องป้องกันผลผลิตแต่ละฤดูกาลเนื่องจากผลผลิตมีต้นทุนในการดูแลสูง ดังนั้นสิ่งที่ เอ็มเทค สวทช. คิดค้นและทำนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและล้งส่งออกทุเรียนเห็นด้วยในการป้องกันและบรรเทาสารเคมีได้ อีกทั้งสีของถุงห่อทุเรียนที่มีสีแดงยิ่งทำให้มีความเหมาะสมกับผลผลิตทุเรียน ทั้งการเจริญเติบโตได้ดีและสีแดงยังเป็นสีที่แมลงศัตรูพืชในสวนทุเรียนไม่ชอบเข้าใกล้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การลงทุนใช้ถุงห่อทุเรียนครั้งแรกในฤดูการผลิตนี้คาดหวังว่านวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth จะช่วยป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการดูแลทุเรียนของเกษตรกรชาวสวนในระยะ 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวได้ ทั้งเปลือกทุเรียนสะอาดจากการไม่มีเชื้อราดำจากโรคแมลง และเปลือกของผลของทุเรียนแต่ละลูกจะสวยสะอาด ที่สำคัญจะช่วยลดสารเคมีจากการที่เกษตรกรห่อลูกทุเรียนด้วยนวัตกรรมถุงห่อทุเรียนของ เอ็มเทค สวทช. “การห่อทุเรียนด้วยถุงห่อทุเรียนครั้งนี้เกิดจากการลงทุนของล้ง ซึ่งแม้จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต แต่จะเป็นความคุ้มค่าในการช่วยลดผลกระทบจากใช้สารเคมีในการผลิตทุเรียนส่งออก และเพื่อให้ยังคงรักษาตลาดสร้างความเชื่อมั่นของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังเกาหลี ถึงแม้เกษตรกรจะเสียเวลาเพิ่มในการใช้ถุงห่อทุเรียน แต่ได้ราคาที่ดีขึ้นจากการรับซื้อของล้ง และล้งส่งออกทุเรียนยังได้เริ่มการสร้างมาตรฐานให้ธุรกิจทุเรียนส่งออกให้ทุเรียนมีความยั่งยืน” คุณชาญชัย กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ม.เกษตรฯ ไบโอเทค สวทช. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว หวังเป็นเวทีส่งเสริมความยั่งยืนการผลิตข้าวไทย
(25 มี.ค. 67) ณ ห้องรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ - ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “การประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง International Conference/Workshop on Rice Climate Mitigation and Adaptation” หรือการบรรเทาและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศของข้าว ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Thailand Rice Science Research Hub of Knowledge) ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยด้านข้าวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หน่วยงานให้ทุน สถานทูต สถาบันการศึกษา เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ส่งออกข้าวไทย ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ มุ่งส่งเสริมความยั่งยืนของการผลิตข้าวไทย โดยมีการบรรยายของนักวิจัยระดับโลก ที่ทำงานวิจัยด้านข้าวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองแก้ปัญหาด้านข้าวในหลากหลายมุมมอง โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ลดการใช้น้ำ พร้อมเทคนิคที่สามารถทำได้ในเวลาอันใกล้และแนวทางในอนาคต โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเปิดงานกับ รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ ได้รับทุนจาก วช. ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง การพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Thailand Rice Science Research Hub of Knowledge) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและต่างประเทศ พร้อมนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสู่การใช้ประโยชน์ รวมถึงเชื่อมโยงกลุ่มนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ จากภายในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวด้วยกัน ซึ่งการจัดงานประชุม International Conference/Workshop on Rice Climate Mitigation and Adaptation ครั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ ไบโอเทค สวทช. และ วช. พร้อมหน่วยงานพันธมิตร ร่วมจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีรวบรวมความคิดเห็นนักวิชาการ นักวิจัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สู่แนวคิดและแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อข้าวในมุมมองที่กว้างขึ้น ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. เป็นผู้ให้ทุนและจัดตั้ง “การพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย” ซึ่งโครงการได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้นำโครงการ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยด้านข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาของข้าวไทย พร้อมการระดมสมองเพื่อเสนอวิธีการแก้ไขและพัฒนางานวิจัยของไทยให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิจัย ฝ่ายการผลิต และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าวครั้งนี้ ทางโครงการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศมาร่วมบรรยาย มีเนื้อหาหลักในการนำเสนอเรื่องข้าวในด้านสรีรวิทยา สิ่งแวดล้อม และการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือสภาวะโลกรวน ซึ่งเป็นหัวข้อที่สำคัญมากในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่ในระดับนานาชาติด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค ตระหนักถึงปัญหาด้านสภาวะแวดล้อมมาโดยตลอด รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยเช่นกัน ซึ่งทางไบโอเทคได้มีการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจ BCG เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อแก้ปัญหาโลกรวน โดยการวิจัยข้าวในไบโอเทคจะเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลจีโนมเพื่อศึกษาลักษณะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำนาข้าวลักษณะที่สำคัญต่อการทำนาข้าว ได้แก่ ความต้านทานต่อโรค แมลงศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้เนื้อหาการจัดงานจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการนำไปปรับใช้กับงานวิจัยต่อไป ทั้งนี้ ภายในงานมีการบรรยายโดยนักวิจัยระดับโลก ที่ทำงานวิจัยด้านข้าวเพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย หัวข้อการจัดการปากใบเพื่อเพิ่มความทนทานต่อความเครียดของข้าว (Manipulating stomata to enhance rice stress tolerance) โดย Prof. Dr. Julie Gray มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ อังกฤษ / หัวข้อการจำแนกยีนและศึกษากลไกของยีนทนเค็มในข้าว (Identification of Salt Tolerant Genes in Rice and Their Mechanisms) โดย ศ.ดร.ศุภจิตรา ชัชวาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / หัวข้อการจัดการน้ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาข้าวเขตอบอุ่น (Water management and greenhouse gas emissions in temperate rice paddies) โดย Prof. Dr. Kosuke Noborio มหาวิทยาลัยเมจิ ญี่ปุ่น / หัวข้อการลดก๊าซเรือนกระจกในข้าว: ชิ้นส่วนของการแก้ปัญหาแบบครบวงจร (GHG mitigation in rice: Pieces of a comprehensive solution) โดย Dr. Bjoern Ole Sander สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) / หัวข้อ เมื่อน้อยคือมาก: เส้นทางสู่ข้าวที่มีประสิทธิผลดีแม้น้ำมีจำกัด (Where Less is More: A Path Towards More Water Productive Rice) โดย ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวข้อพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับการทำนาหว่าน (Breeding rice varieties suitable for direct seeding) โดย Dr. Shalabh Dixit สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ตลอดจนมีการอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองในการแก้ไขปัญหาทางด้านข้าวในหลากหลายมุมมอง ได้แก่ ด้าน สรีรวิทยา (Physiology) สิ่งแวดล้อม (Environment) และการปรับปรุงพันธุ์ (Breeding)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไม่หยุดพัฒนา! ระบบการจัดการอาหารในโรงเรียน Thai School Lunch
นักวิจัย NECTEC สวทช. เดินหน้าพัฒนาระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียน Thai School Lunch ที่ให้บริการโรงเรียนทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันพัฒนาต่อยอดเป็น Thai School Lunch for BMA ระบบแนะนำสำรับอาหารเช้าและกลางวันสำหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยจัดสำรับอาหารเช้า-กลางวัน ให้มีคุณค่าสารอาหารตามเกณฑ์สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยออกแบบระบบให้สามารถวิเคราะห์ปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้ , การประมาณการค่าใช้จ่าย , การตรวจรับวัตถุดิบที่จัดส่งโดยผู้ประกอบการอาหาร และข้อมูลรูปภาพอาหารในแต่ละวันเพื่อให้ผู้ปกครอง ครู และสังกัดการศึกษามีส่วนร่วมในการตรวจสอบอาหารร่วมกันได้   พบกับทีมนักวิจัยผู้พัฒนาและผลงานดังกล่าวได้ที่งาน การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรือ NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
บริษัท รอยัล ชาร์ปเพนนิ่ง จํากัด มอบเงิน 33.4 ล้านบาท สนับสนุนกองทุนวิจัย สวทช.
(วันที่ 22 มีนาคม 2567) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายภาณุทัต ธรรมบุศย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม สวทช. คุณวทันยา สุทธิเลิศ  ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. ให้การต้อนรับ MR. SHI WEIGUO ประธานบริษัท รอยัล ชาร์ปเพนนิ่ง จำกัด และคณะ  ในโอกาสเดินทางมามอบเงินสนับสนุนกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. จำนวน 33,400,000 บาท เพื่อสนับสนุนงานทางด้านการวิจัย พัฒนาของประเทศไทย และรับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมตามมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) โอกาสนี้ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวขอบคุณ บริษัทฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย สวทช. จะนำเงินสนับสนุนไปใช้ในพันธกิจหลักเกี่ยวกับกิจกรรมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากรทางเทคนิค สนับสนุนและส่งเสริม SMEs ในประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมต่อไป ทั้งนี้ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากบริษัท รอยัล ชาร์ปเพนนิ่ง จำกัด ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสนใจและเห็นประโยชน์ของกองทุนวิจัยฯ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมด้านการวิจัยของประเทศพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ สวทช. ขอเชิญชวนท่านร่วมมีส่วนในการสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของ สวทช. และผู้บริจาคจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันจาก BOI ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะเป็นไปตามการสนับสนุนเงินซึ่งคำนวณจากรายได้ 3 ปีแรก (1-5%) โดยได้ยกเว้นวงเงินภาษีเงินได้เพิ่มเติม 200%ของเงินสนับสนุน และได้รับระยะเวลายกเว้นเงินภาษีเพิ่มเติม 1-5 ปี (รวมสิทธิเดิมแล้วสูงสุดไม่เกิน 13 ปี) หากสนใจสามารถสอบถามหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : งานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR) ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม (IPD) เบอร์โทร. 02-5647000 ต่อ 1335 หรือ 1308 
https://www.nstda.or.th/psr/tei/contact.html
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ปลอดภัย ติดไฟยาก” EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จากปาล์มน้ำมันไทย
นักวิจัย ENTEC สวทช. พัฒนา EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก ผลิตจากปาล์มน้ำมันไทย เพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามในกรณีหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน   พบกับทีมนักวิจัยผู้พัฒนาและผลงานดังกล่าวได้ที่งาน การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรือ NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ติวเข้มยกระดับ-เพิ่มศักยภาพหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ The Right Way to Mature Incubator
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ The Right Way to Mature Incubator ภายใต้โครงการยกระดับขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี 2566 (Maturity Model for Business Incubator) เพื่อสร้างและพัฒนากระบวนการบ่มเพาะธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์  รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณภูสิษฐ์  จาตุรงคกุล ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การตลาดและการสร้างแบรนด์  และ คุณสุลีพร ราชพลสิทธิ์ Certified Marketing Consultant & Business Incubator คุณพรเทพ สัมมากสิพงศ์ ผู้จัดการหน่วยงานสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ Ajinomoto Co., (Thailand) Ltd. คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (J Ventures) และ น.สพ.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (สวทช.) ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์  รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ (Business Incubator) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการใหม่และพัฒนาผู้ประกอบการเดิม ช่วยสร้างธุรกิจนวัตกรรม ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาเข้าสู่ระบบการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ บริการผู้ประกอบการใหม่อย่างเป็นระบบและครบวงจร พัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการใหม่ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะวิสาหกิจนั้น จะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในระยะแรก เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน ค่าใช้จ่ายในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจและเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้มีโอกาสรอดสูงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนมีการสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นในหลายประเทศจึงเลือกใช้หน่วยบ่มเพาะธุรกิจเพื่อสนับสนุน สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการ  ซึ่งสามารถช่วยลดอัตราความล้มเหลวในช่วงแรกของการจัดตั้งธุรกิจ ทำให้เติบโตอย่างมั่นคง รวมถึงบริษัทที่อยู่ระหว่างการดำเนินธุรกิจที่ต้องการให้ธุรกิจขยายตัวอย่างมีทิศทาง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจโดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐาน คุณศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า โครงการจะนำโมเดลการพัฒนาหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ (Maturity Model) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลจากความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินการธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม หน่วยบ่มเพาะธุรกิจที่เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ได้แก่ สถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยพะเยา อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักอุทยานวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมถึงบุคลากรจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวม 25 คน  
ข่าวประชาสัมพันธ์