ผลการค้นหา :
สวทช. แถลงสรุปผลงานปี 67 ตอบโจทย์ประเทศ 4 มิติ เผยกลยุทธ์ ปี 68 มุ่งเน้น ‘การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน’
(วันที่ 24 ธันวาคม 2567) ณ ห้องกมลทิพย์ บอลรูม1-2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัย แถลงข่าวสรุปผลงาน สวทช. ปี 2567 พร้อมเผยทิศทางการดำเนินงานปี 2568 ภายใต้กลยุทธ์ คือ ‘S&T Implementation for Sustainable Thailand’ หรือ “การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยระดับชาติในการพัฒนาประเทศ โดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนภาคส่วนต่าง ๆ ให้สามารถพึ่งพาตนเองนำพาประเทศชาติให้มีความสามารถในการแข่งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
@วิจัยตอบโจทย์ประเทศ 4 มิติ ‘สร้างการเติบโตทาง ศก.-พึ่งพาตนเอง-ลดเหลื่อมล้ำ-สร้างความยั่งยืน สวล.’
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ขับเคลื่อนโครงการ BCG Implementation ในปี 2567 เพื่อใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญให้แก่ผู้ใช้ประโยชน์ทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ผลงานในปี 2567 ที่ประชาชนและผู้ให้บริการจากภาครัฐเอกชน และภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดย สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรเกิดผลสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนกว่า 8.9 ล้านคน และมีหน่วยงานนำเทคโนโลยีไปใช้มากกว่า 43,000 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 20,000 ล้านบาท และผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มากกว่า 3,600 ล้านบาท โดยสามารถตอบโจทย์ประเทศทั้ง 4 มิติ ได้แก่
มิติที่ 1 สร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่
แพลตฟอร์มการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดห่วงโซ่การผลิตพร้อมผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีมากกว่า 25 รายการ การลงทุนด้าน วทน. มากกว่า 200 ล้านบาท ผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากกว่า 2,300 ล้านบาท เกิดมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 7,500 ล้านบาท ยกระดับอุตสาหกรรมส่วนผสมฟังก์ชัน อาหารและเวชสำอาง อุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
นวัตกรรมการผลิตสารสกัดเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน พัฒนาเทคโนโลยียกระดับสมุนไพรไทยสู่ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ วิจัย ‘สารสกัดมาตรฐานจากกระชายดำและบัวบก’ โดยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสู่ ‘ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์’ ผลักดันสารสกัดสมุนไพรไทยสู่ บริษัทชั้นนำระดับโลก 10 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และนิวซีแลนด์ เกิดการลงทุนด้าน วทน. 152 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางธุรกิจ มากกว่า 320 ล้านบาท เป็นการพลิกโฉมสมุนไพรไทยสู่สารสกัดมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามระดับมาตรฐานสากล
EV การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานพาหนะไฟฟ้าเพื่อการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการพัฒนาคน โดยการ Upskill/Reskill กำลังคนด้าน EV สร้างเทคโนโลยีสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย “อว. For EV” มีผู้ใช้ประโยชน์ 36 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 860 ล้านบาท เกิดการลงทุนด้าน วทน. มากกว่า 640 ล้านบาท
มิติที่ 2 เพิ่มการพึ่งพาตนเอง ด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่
1.ชุดตรวจติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. และกำลังเข้าสู่ระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยชุดตรวจติดตามโรคไต Al-Strip เป็นชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนใช้ตรวจคัดกรองโรคด้วยตัวเองอย่างง่าย รู้ผลตรวจภายใน 5 นาที เพื่อคัดกรองภาวะเสื่อมของไตในระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสให้คนไทยรอดพ้นจากโรคไตเรื้อรัง โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยไตเรื้อรังทั้งประเทศมากกว่า 9 ล้านคน ซึ่งทำให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณค่ารักษามากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
สำหรับชุดตรวจคัดกรองโรคไต ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. สภาเภสัชกรรม และ สปสช. ผลักดันการใช้ประโยชน์ชุดตรวจคัดกรองโรคไต เข้าสู่ระบบ สปสช. ผ่านร้านขายยาในโครงการพื้นที่ สปสช.เขต 7 จ.ขอนแก่น นำร่อง 3,000 ชุด ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตแบบครบวงจร โดยคาดว่าจะนำร่องแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 ก่อนจะผลักดันเข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ
2.Digital Healthcare Platform ขยายผลแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ปฐมภูมิ สนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรมตามนโยบาย สปสช. และบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วยคนไทยได้ใช้ประโยชน์กว่า 3 ล้านคน จำนวนการใช้บริการมากกว่า 8 ล้านครั้ง สนับสนุนหน่วยบริการทางการแพทย์มากกว่า 6,200 แห่ง รวมถึงสนับสนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ของรัฐบาล
3.วัคซีนสัตว์ พัฒนาวัคซีน ASF สายพันธุ์ไทย เพื่อเป็นความหวังใหม่ในการสู้กับโรคระบาดในสุกร จากการที่ประเทศไทยประกาศการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Africa Swine Fever: ASF) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 สร้างความเสียหายในอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท แม้ว่าหลายประเทศได้เร่งพัฒนาวัคซีน แต่ยังคุณภาพไม่ดีพอ สวทช. โดยไบโอเทค เร่งพัฒนาวัคซีน ASFV ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ จากไวรัสสายพันธุ์ไทย เพื่อสู้กับโรคระบาดในสุกร และลดการนำเข้าวัคซีน ปัจจุบันวางแผนทดสอบต้นแบบวัคซีนในฟาร์มสุกร 12 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐและเอกชน 80 ล้านบาท
4.National AI Ecosystem พัฒนาระบบนิเวศส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเสริมศักยภาพคนไทยก้าวทันโลกอนาคต โดยมีการสนับสนุนแพลตฟอร์ม “AI for Thai” ที่มีสถิติการใช้งานสูงสุดมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อเดือน สนับสนุน Medical AI Data Sharing ที่มีข้อมูลมากกว่า 2 ล้านภาพครอบคลุม 9 โรคสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ผ่านการให้บริการ LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สำหรับการวิจัยด้าน AI และสนับสนุนพัฒนา Thai LLM เป็น OpenThaiGPT ที่พัฒนาโดยคนไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวต่อว่า มิติที่ 3 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่
1.Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ปฏิรูปการร้องเรียน เชื่อมต่อทุกปัญหา เชื่อมโยงประชาชนเข้ากับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อยกระดับสังคมเมืองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ปัจจุบันมีจังหวัดที่ใช้งานทุกหน่วยราชการของจังหวัดมากถึง 23 จังหวัด ผ่านการรับเรื่องแจ้งทั่วประเทศมากกว่า 1 ล้านเรื่อง ครอบคลุมประชากรมากกว่า 30 ล้านคน คิดเป็น 45% ของประชากรทั่วประเทศ ขยายผลการใช้งานแล้วมากกว่า 15,000 หน่วยงาน
2.ทุ่งกุลาม่วนซื่น ส่งเสริมเกษตรกร/ผู้มีรายได้น้อย ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี สินค้าเกษตรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มากกว่า 5,000 คน 40 หน่วยงาน ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูงผ่านกลไก ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เกิด 10 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ชุมชนมากกว่า 82 ล้านบาท ช่วยสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมถั่วเขียวแบบครบวงจร ช่วยพลิกผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็น “ทุ่งกุลาม่วนซื่น อยู่ดี มีแฮง”
3.แพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ เป็นแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารของคนพิการ แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่ออ่านง่ายสำหรับบุคคลที่บกพร่องทางการรับรู้ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสร้างงานและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม มีหน่วยงานนำไปใช้ประโยชน์มากกว่า 130 หน่วยงาน ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 142,000 คน
และ มิติที่ 4 สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่
1.การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูล CO2 , CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน โดย เอ็มเทค สวทช. สร้างฐานข้อมูลพัฒนาตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสนับสนุนแนวทาง SDGs ปรับปรุงฐานข้อมูลวัฎจักรชีวิตระดับประเทศ สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน นำพาประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ลดการกีดกันทางการค้า โดยผลักดันให้มีผู้ใช้ประโยชน์มุ่งสู่ NET ZERO 180 หน่วยงาน สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากกว่า 7 แสนตัน สร้างผลกระทบมากกว่า 5,500 ล้านบาท และช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดโลกด้วยฐานข้อมูลเพื่อตอบมาตรการ CBAM สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เหล็ก และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต
2.Industry 4.0 Platform แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและกิจกรรมช่วยผู้ประกอบการไทย ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตลดต้นทุนการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย สวทช. สนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยตัวเอง (Self-assessment) ผ่านการใช้งานระบบ Thailand i4.0 CheckUp มากกว่า 405 ราย มีเป้าหมายให้ได้ 5,000 รายภายในปี 2571 โดยมีศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ที่จะช่วย Upskill/Reskill ผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้การดำเนินงานโครงการ IDA (Industrial IoT and Data Analytics) Platform เพื่อยกระดับโรงงานอุตสาหกรรม ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (โรงงานน้ำมันกุ๊ก) ที่ช่วยยกระดับภาคการผลิต เกิดการลงทุนด้าน วทน. ในโรงงาน 1 ล้านบาท สร้างผลประโยชน์ 102 เท่าของเงินลงทุน ลดความสูญเสียกำลังการผลิต 126 ล้านบาท
“จะเห็นได้ว่าแต่ละโครงการ ประชาชนต้องได้ใช้ประโยชน์จากผลงานของ สวทช. ผ่านหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ที่มีหน้าที่โดยตรง และมีความต้องการเอาผลงานของ สวทช. ไปขยายผล นั่นคือเป้าหมายที่ทำให้งานวิจัย เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และถึงผู้ใช้ประโยชน์จริง นั่นคือเป้าหมายหลักของ สวทช.”
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ตลอดปี 2567 สวทช. นอกจากการดำเนินโครงการ BCG Implementation แล้ว สวทช. เดินหน้าดำเนินการในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของการเป็นหน่วยงานวิจัยแห่งชาติ อาทิเช่น ด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม สวทช. ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ SMEs 550 ราย ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย 76 ราย และยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการใช้ประโยชน์ 501 ราย
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ชุมชน สวทช. ส่งเสริมเทคโนโลยีสร้างอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ มากกว่า 10,000 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมประมาณ 500 ล้านบาท
ด้านการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 17,000 คน สนับสนุนทุนให้แก่บัณฑิตและนักวิจัยอาชีพมากกว่า 500 คน
ด้านการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 724 เรื่อง ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 247 รายการ พร้อมทั้งได้รับรางวัลระดับนานาชาติและระดับชาติมากถึง 78 รางวัล
@ ปี 68 มุ่งเน้น S&T Implementation ‘การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน’
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2568 สวทช. ยังคงมุ่งมั่นนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ขยายผลงานวิจัยไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ตามนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศุภมาส อิศรภักดี ได้เน้นย้ำให้เร่งผลักดันงานวิจัยเข้าถึงประชาชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งมั่นดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 5 ปี สวทช. (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่ง สวทช. ตั้งเป้าทิศทางการทำงานด้วยกลยุทธ์ “S&T Implementation for Sustainable Thailand” โดยตั้งเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ S&T Implementation เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 ล้านคน และหน่วยงานรับถ่ายทอดผลงานวิจัยมากกว่า 20,000 หน่วยงาน โดยเน้น 4 กลยุทธ์ ในการดำเนินงาน ได้แก่
ขับเคลื่อนแผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ร่วมกับพันธมิตรสำคัญในการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์
สร้างความเข้มแข็ง ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีฐานด้านที่สำคัญของประเทศ เพื่อตอบ S&T Ecosystem ของประทศ
สร้างการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. และการพัฒนาบุคลากรด้าน วทน.
เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร
ทั้งนี้ทุกผลงานวิจัยทุกความสำเร็จเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเป็นขุมพลังในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึง และสร้างความเข้มแข็งให้กับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วย วทน. เพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่ยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การพัฒนา ENTREPRENEURSHIPS MINDSET เพื่อต่อยอดการสร้างธุรกิจฉบับมืออาชีพ
📢 ห้ามพลาด‼️💡 อบรม การพัฒนา ENTREPRENEURSHIPS MINDSET 🧠 เพื่อต่อยอดการสร้างธุรกิจฉบับมืออาชีพ⚙️📊💼
.
💡Entrepreneurship หรือแนวคิดของผู้ประกอบการ เป็นกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีคุณค่า ที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง ตลอดจนการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ สามารถรู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความสำเร็จในธุรกิจและการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยนำพาธุรกิจให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ทุกคนสามารถเป็นผู้ประกอบการได้โดยไม่จำเป็นต้องมีธุรกิจ”✨
.
🎯KEY HIGHLIGHT
✅️ENTREPRENEURSHIP MINDSET คืออะไร
✅️ENTREPRENEURSHIP MINDSET สำ คัญอย่างไรต่อการทำ ธุรกิจ
✅️ตัวอย่าง ENTREPRENEURIAL MINDSET ที่ผลักดั นเจ้าของธุรกิจให้ประสบความสำ เร็จ
.
📌🗓 วันที่ 15 – 16 มกราคม 2568
🕤 เวลา 09.00 – 16.00 น.
📍ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ ถนนศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
.
🚩 ค่าลงทะเบียน
*** บุคคลทั่วไป, หน่วยงานเอกชน, มหาวิทยาลัยเอกชน, สมาคม, มูลนิธิ ***
ท่านละ 14,980 บาท (ราคานี้ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
***บุคลากรหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ธุรกิจซึ่งไม่แสวงหากำไร, มหาวิทยาลัยภาครัฐ ***
ท่านละ 14,000 บาท (ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
.
👉ดูรายละเอียดได้ที่: https://www.career4future.com/entr/
📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81889 (คุณอริสรา)
📧 e-Mail : bas@nstda.or.th
...
ทำความรู้จัก สวทช. เพิ่มเติมได้ที่
Website: https://www.nstda.or.th
YouTube: https://www.youtube.com/@nstda
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/nstda/
Instagram: https://www.instagram.com/nstdathailand/
Twitter: https://twitter.com/nstdathailand
LINE OA: https://lin.ee/5LjT9Ny
TikTok: https://www.tiktok.com/@nstdathailand
ปฏิทินกิจกรรม
อบรมหลักสูตรการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO)
มาแล้ว อบรมหลักสูตรการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO)
.
หลักสูตรนี้ เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติเข้มข้นเกี่ยวกับการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรของประเทศไทยขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้:- - เรียนรู้หลักการและวิธีการประเมิน พร้อมกรณีศึกษา/ตัวอย่างการประเมิน และฝึกคำนวณหาปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร - สามารถวิเคราะห์หาแหล่งปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ (Hot Spot) เพื่อหาแนวทางในการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
Key Highlights
ได้ความรู้และเข้าใจหลักการ วิธีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรของประเทศไทยของ อบก.
สามารถคำนวณหาปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรได้
สามารถวิเคราะห์หาแหล่งปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ(Hot Spot) เพื่อหาแนวทางในการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิทยากรผู้สอนเป็น Registered CFO Verifier และผู้แทนศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็น Registered Validation and Verification Bodyของ อบก.
.
รุ่นที่ 31 วันที่ 22 - 23 พฤษภาคม 2568
รุ่นที่ 32 วันที่ 16 - 17 กรกฎาคม 2568
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
.
ค่าลงทะเบียน ท่านละ 10,700 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) **โปรโมชั่นพิเศษ!!! ลงทะเบียนหน่วยงานเดียวกันตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป รับส่วนลดทันที 10% เหลือชำระเพียงท่านละ 9,630 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
.
ดูรายละเอียดได้ที่: https://career4future.com/cfo/
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81904, 08 4051 3564 (คุณสุรีย์)
Email: npd@nstda.or.th
...
ทำความรู้จัก สวทช. เพิ่มเติมได้ที่
Website: https://www.nstda.or.th
YouTube: https://www.youtube.com/@nstda
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/nstda/
Instagram: https://www.instagram.com/nstdathailand/
Twitter: https://twitter.com/nstdathailand
LINE OA: https://lin.ee/5LjT9Ny
TikTok: https://www.tiktok.com/@nstdathailand
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : ‘NomadML’ เทรน AI ไม่ต้องเขียนโค้ด
1) เกี่ยวกับอะไร ?
เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะด้าน computer vision เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต เพราะนอกจากจะช่วยลดเวลาการทำงานได้แล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้เป็นอย่างดีด้วย โดยฟังก์ชันหลัก 3 ประเภทที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน คือ image classification หรือการจำแนกประเภทวัตถุในภาพ object detection หรือการตรวจจับตำแหน่งวัตถุในภาพ และ image segmentation หรือการระบุพื้นที่วัตถุภายในภาพ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา NomadML (โนแมดเอ็มแอล) แพลตฟอร์มผลิตโมเดล AI ฟังก์ชัน computer vision (ทั้ง 3 ฟังก์ชันหลัก) ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย วิธีเทรนไม่ซับซ้อน ที่สำคัญไม่ต้องเขียนโค้ด เหมาะทั้งการใช้ทดสอบระบบหรือ Proof of Concept (PoC) และการผลิตโมเดล AI เพื่อใช้งานจริง โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก AI for Thai Platform และโครงการยกระดับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์ภายใต้ Medical AI Consortium
2) ดีอย่างไร ?
การใช้งาน NomadML ทำได้ง่าย เพียง 3 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคือการนำชุดข้อมูลภาพที่ผ่านการแยกประเภทแล้วเข้าสู่ระบบ ขั้นที่สองปรับฟังก์ชันหรือพารามิเตอร์สำหรับประมวลผลหรือเลือกใช้ NomadML-Auto ฟังก์ชันปรับแต่งอัตโนมัติที่วิจัยและพัฒนาให้มีความแม่นยำสูงเสมือนผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ปรับแต่งให้ โดยหลังจากปรับแต่งเสร็จแล้วให้คลิกปุ่มเริ่มเทรนโมเดล เพื่อให้ระบบประมวลผลสร้างโมเดล AI ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบความแม่นยำของโมเดลว่าวิเคราะห์ได้มีประสิทธิภาพเพียงไร หากผลลัพธ์เป็นที่พึงพอใจก็โหลดโมเดลไปใช้งานจริงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ผู้ที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์มนี้แต่ไม่มีพื้นฐานด้านการเทรนโมเดล AI มาก่อน สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานด้วยตัวเองได้จากคู่มือที่ทีมวิจัยจัดเตรียมไว้ให้ ส่วนโปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์ หรือ SI (System Integrator) แพลตฟอร์ม NomadML จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเรื่องการช่วยลดเวลาการทำงาน ทำให้มีเวลาทำ PoC หลายรูปแบบมากขึ้น และทำให้ได้โมเดล AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเวลาอันรวดเร็ว
3) ตอบโจทย์อะไร ?
NomadML เป็นเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโมเดล AI ที่แต่เดิมต้องใช้เวลาผลิตนานและมีค่าใช้จ่ายสูง
ปัจจุบันเริ่มทดลองใช้งาน NomadML แล้วในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเหล็กใช้ผลิตโมเดล AI เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าว่ามีตำหนิหรือไม่ อุตสาหกรรมอาหารแช่งแข็งใช้ผลิตโมเดล AI เพื่อตรวจสอบขนาดและรูปทรงของสินค้า อุตสาหกรรมการแพทย์ใช้ผลิตโมเดล AI เพื่อวิเคราะห์หารอยโรคจากฟิล์มรังสีเอกซ์
4) สถานะของเทคโนโลยี ?
ปัจจุบันแพลตฟอร์ม NomadML เปิดให้ทดสอบใช้งานระบบแล้ว ผู้ที่สนใจใช้บริการได้ที่ www.nomadml.in.th โดยหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบระบบ ทีมวิจัยจะเปิดให้ใช้งาน 2 รูปแบบ คือ แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลทั่วไปและแบบเสียค่าบริการรายปี โดยสมาชิกจะได้รับพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลในระบบ และระยะเวลาการทำงานต่อครั้งมากกว่าบุคคลทั่วไป รวมถึงไม่ต้องรอคิวการใช้ระบบร่วมกับผู้ใช้งานทั่วไปด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘NomadML’ แพลตฟอร์มเทรน AI เทรนง่าย ไม่ต้องเขียนโคด
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
“ศุภมาส” นำทีม อว. ปล่อยรถนำสิ่งของบริจาคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชุมพร 20 ธ.ค.นี้ อว.ลงพื้นที่ มอบสิ่งของบริจาคตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.เป็นประธานปล่อยรถนำสิ่งของบริจาคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยมี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง รักษาการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อว. นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ผู้บริหารกระทรวง อว. ข้าราชการ พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วม โดยมีสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นทั้งเสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องมือ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ที่ทุกหน่วยงานของกระทรวง อว. สถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชน นำมาร่วมส่งไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. โดยศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” ได้มีการระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานรวมทั้งมีสิ่งของจากสถาบันอุดมศึกษาและภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ สวทช. / TCELS / GISTDA / สสน. / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ / Ascott Embassy Sathorn Bangkok / บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) (ปุ้มปุ้ยปลายิ้ม) และบริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด ที่สนับสนุนนำสิ่งของบริจาคประกอบด้วย น้ำดื่ม ข้าวสาร แพมเพิสผู้ใหญ่ อาหารสำเร็จรูป ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาและเวชภัณฑ์ โดยจัดเป็นถุงยังชีพเพื่อให้การช่วยเหลือบรรเทาพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด โดยจะปล่อยรถบรรทุกลำเลียงสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อมอบให้แก่พี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเบื้องต้น ที่ จ.ชุมพร รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้มีการสั่งการไปยัง อว.ส่วนหน้า ในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร อว.ส่วนหน้า จ.ชุมพร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อว.ส่วนหน้า จ.สุราษฎร์ธานี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อว.ส่วนหน้า จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเร่งช่วยเหลือนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เปิดรับบริจาคเงินและสิ่งของใช้จำเป็น จัดหน่วยจิตอาสาลงพื้นที่แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของอุปโภค บริโภค ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องมือ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงการช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด
“ที่สำคัญในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ ได้มอบหมายให้ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรี อว. และคณะ นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และมอบสิ่งของบริจาคให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยมี นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมลงพื้นที่และได้ส่งทีม ผู้พันวิทย์ อว. ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ลงพื้นที่ติดตั้งเครื่องกรองน้ำชุมชน เพื่อดูแลระบบน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย ทั่วทุกพื้นที่ประสบอุทกภัยอีกด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” ที่ได้มีการ ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำประจำวันรายงานว่ายังมีปริมาณฝนตกหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และแนวกลุ่มฝนที่เคลื่อนเข้าปกคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ส่งผลให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมหนัก ระดับแม่น้ำสายหลักมีน้ำล้นตลิ่ง บ้านเรือนที่พักอาศัยของประชาชนถูกน้ำท่วมสูง ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง
“ดิฉันในฐานะ รมว.อว. และบุคลากรของ อว. มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยอย่างหนักในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าการช่วยเหลือจะไปถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน โดยการระดมสรรพกำลัง ทั้งกำลังคน เทคโนโลยีพร้อมใช้ เพื่อส่งให้ถึงมือประชาชน ผ่านช่องทางต่าง ๆและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ หากผู้ใดประสงค์จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถติดต่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว.เพื่อประชาชน ” อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โทรศัพท์ Call center 1313” น.ส.ศุภมาส กล่าว
ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้เป็นผู้แทน สวทช. ในการส่งมอบถุงยังชีพ ให้กับ นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดย สวทช. ได้นำเงินที่เปิดรับบริจาค
จากโครงการ “สวทช. รวมใจ เพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย 2567” จำนวน 41,978 บาท จัดทำถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค และยา จำนวน 100 ชุด ส่งมอบให้กับ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยที่ผ่านมา สวทช. ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย ได้มอบเครื่องกรองน้ำด้วยนาโนเทคโนโลยีร่วมกับระบบรีเวิร์สออสโมซิส 1 ชุด ประกอบด้วย 4 ไส้กรอง (เครื่องกรองน้ำด้วยนาโน ไส้กรองเกล็ดคาร์บอนที่ดัดแปรพื้นผิว ไส้กรองเรซิน และไส้กรอง Sediment) พร้อมระบบรีเวิร์สออสโมซิส ที่สามารถกรองน้ำได้สะอาด ฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘KidBright μAI’ ฝึกเขียนโค้ด สร้างโมเดล AI และอุปกรณ์ AIoT ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว
รู้หรือไม่ ทุกวันนี้นอกจากคนรุ่นใหม่จะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว การเรียนรู้วิธีสร้างโมเดล AI เพื่อประมวลผลข้อมูลก็ขยับเข้ามาเป็นหนึ่งในหลักสูตรการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าของประเทศไทยแล้วด้วย เพราะการที่เยาวชนมีทักษะความรู้ด้านนี้ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเฉพาะทางในระดับชั้นที่สูงขึ้น แต่ยังช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ฝึกประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงานหรือการแก้ไขปัญหา และยังเป็นการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการทำงานในทุกสายอาชีพและการใช้ชีวิต
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘KidBright μAI (คิดไบรท์ ไมโครเอไอ)’ แพลตฟอร์มสำหรับให้เยาวชนใช้ฝึกเขียนโค้ด สร้างโมเดล AI และอุปกรณ์ AIoT (Artificial Intelligence of Things) แบบครบจบในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ง่าย และสนุก
‘KidBright μAI’ เรียนรู้วิธีสร้างโมเดล AI และอุปกรณ์ AIoT อย่างเป็นระบบ
[caption id="attachment_63477" align="aligncenter" width="750"] ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. อธิบายว่า แพลตฟอร์ม KidBright μAI ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือบอร์ดสมองกลฝังตัวทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ AIoT และส่วนที่สองคือเว็บแอปพลิเคชัน KidBright μAI IDE โดยตัวบอร์ดจะมาพร้อมอุปกรณ์รับสัญญาณภาพและเสียง ตัวรับสัญญาณไวไฟ อุปกรณ์แสดงผลข้อมูลอย่างจอและลำโพง และพอร์ตสำหรับต่อเซนเซอร์จากภายนอก โดยผู้เรียนจะใช้งานบอร์ดตัวนี้ร่วมกันเว็บแอปพลิเคชัน KidBright μAI IDE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างโมเดล AI และเขียนโค้ดเพื่อสั่งการทำงาน ปัจจุบัน KidBright μAI IDE ใช้สร้างโมเดล AI ได้ 3 ประเภท คือ ‘image classification’ จำแนกประเภทวัตถุภายในภาพ ‘object detection’ ระบุตำแหน่งวัตถุภาพในภาพ และ ‘voice classification’ ระบุคำสั่งเสียง ซึ่งโมเดลเหล่านี้ล้วนมีการใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม เช่น สมาร์ตโฟน ยานยนต์ การแพทย์ รวมถึงนำไปใช้ควบคุมสายการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วย
“การฝึกสร้างโมเดล AI ด้วย KidBright μAI IDE ทำได้ง่ายเพียง 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกให้จัดเก็บข้อมูลภาพหรือเสียง ด้วยกล้องและไมโครโฟนที่ติดมากับบอร์ด KidBright μAI หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ผู้เรียนมี ขั้นตอนที่สองติดป้ายกำกับเพื่อระบุประเภทของข้อมูล ขั้นตอนที่สามกดสั่งการให้ระบบเทรน AI แบบอัตโนมัติ เพียงเท่านี้ก็จะได้โมเดล AI มาใช้งานแล้ว หลังจากนั้นผู้เรียนสามารถนำโมเดลไปประยุกต์ใช้สั่งการทำงานบอร์ด KidBright μAI ได้โดยการเขียนโค้ดด้วยชุดคำสั่งแบบบล็อก (Blockly) เพื่อให้บอร์ดประมวลผลและทำงานตามที่กำหนด เช่น หากผู้เรียนเทรนให้โมเดล AI แยกวัตถุในภาพว่าเป็นสุนัขหรือแมว ก็อาจนำไปเขียนโค้ดสั่งการทำงานต่อว่าหากกล้องของบอร์ดจับภาพสุนัขได้ให้เล่นเสียงโฮ่งเลียนแบบเสียงสุนัขออกมาทางลำโพง แต่หากจับภาพแมวได้ให้เล่นเสียงเหมียวแทน”
จุดเด่นของแพลตฟอร์ม KidBright μAI คือ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้กระบวนการผลิตโมเดล AI และเขียนโค้ดเพื่อสั่งการทำงานอุปกรณ์ AIoT แบบครบทุกขั้นตอนด้วยแพลตฟอร์มเดียว ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่อง ใช้เวลาในการเรียนรู้สั้น ที่สำคัญคือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมให้แก่สถาบันการศึกษาหรือผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้หากผู้เรียนไม่มีบอร์ด KidBright μAI ก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทุกขั้นตอนได้ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน KidBright AI ซึ่งภายในแอปพลิเคชันจะมีระบบจำลองสถานการณ์ (simulation) ที่มีหุ่นยนต์ ‘น้องขนมชั้น’ รอรับคำสั่งและแสดงผลให้ผู้เรียนได้เห็น ทดแทนการแสดงผลโดยบอร์ด KidBright μAI ทั้งนี้เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างทั่วถึง
[caption id="attachment_63478" align="aligncenter" width="750"] บอร์ด KidBright μAI[/caption]
รวมพลสร้างคนรุ่นใหม่เชี่ยวชาญ AI
ดร.เสาวลักษณ์ เล่าว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ KidBright (เทคโนโลยี KidBright Coding และ KidBright μAI) ทีมวิจัยและพันธมิตรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการจัดกระบวนการสอนให้แก่ครูและอาจารย์ไปแล้วมากกว่า 10,000 คน จากมากกว่า 7,000 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และมีนักเรียนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 1 ล้านครั้ง ตัวอย่างการนำ KidBright μAI ไปใช้จัดกิจกรรมให้แก่เยาวชน เช่น ในงานรวมพลคน KidBright ที่ผ่านมาได้จัดการแข่งขันให้เยาวชนพัฒนาโมเดล AI และเขียนโค้ดเพื่อสร้างระบบอัตโนมัติที่มีส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ การจัดกิจกรรมครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝนเพิ่มพูนทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AIoT ในการแก้ไขปัญหาโจทย์จริง ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเอง และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ร่วมกันกับเพื่อนและอาจารย์จากต่างสถาบันการศึกษา รวมถึงนักวิจัยผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
“การที่แพลตฟอร์ม KidBright ขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วเป็นผลมาจากการได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมมาโดยตลอด ทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและการจัดอบรม การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบอร์ด KidBright μAI เพื่อให้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ได้ทันความต้องการของทั้งครู อาจารย์ และนักเรียนจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีเมกเกอร์ภายในประเทศไทยและบุคลากรจากสถานบันการศึกษาต่าง ๆ ร่วมนำ open source ของแพลตฟอร์มไปใช้พัฒนาฟังก์ชันเสริม เพื่อให้เยาวชนได้มีเครื่องมือสำหรับเรียนรู้และพัฒนาระบบอัตโนมัติที่มีฟังก์ชันการทำงานหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้อีกส่วนที่ขาดไม่ได้เลยคือการสนับสนุนงบประมาณในการขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อให้โอกาสทางการเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เพียงผู้ที่มีความพร้อมเท่านั้น” ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย
แพลตฟอร์ม KidBright คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการสร้างรากฐานของประเทศ เพราะการที่เยาวชนได้เรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้พวกเขาต่อยอดการเรียนรู้สู่ช่วงชั้นที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ถือเป็นการลงทุนที่จะออกดอกออกผลต่อไปในระยะยาว และทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญของการแข่งขันในเวทีโลก สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kid-bright.org
ผู้ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม KidBright μAI
กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สนับสนุนด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และการจัดอบรม
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) กองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และธนาคารกรุงเทพ สนับสนุนงบประมาณเพื่อขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด
เมกเกอร์ภายในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่เมกเกอร์ ขอนแก่นเมกเกอร์ สมาคมเมกเกอร์ประเทศไทย รวมไปถึงมหาวิทยาลัยเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคกลาง) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มหาวิทยาลัยศิลปากร (ภาคตะวันตก) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (ภาคใต้) ร่วมนำ open source ของแพลตฟอร์มไปพัฒนาฟังก์ชันเสริมใหม่ ๆ เพื่อให้เยาวชนมีเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้และนำไปใช้พัฒนาระบบอัตโนมัติที่มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาของเยาวชนไทยทั่วประเทศ
ครูและอาจารย์พันธมิตรจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สนับสนุนการนำแพลตฟอร์มไปใช้จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนในสังกัด และช่วยพัฒนาสื่อการเรียนรู้ทั้งวิธีการใช้งานแพลตฟอร์ม เทคนิคการสร้างโมเดล AI และเทคนิคการเขียนโค้ดเพื่อสั่งการอุปกรณ์ AIoT สำหรับเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้คนในชุมชนได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
บริษัทอินโนเวตีฟ เอ็กเพอริเมนต์ จำกัด สนับสนุนผ่านการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตบอร์ด KidBright Coding และ KidBright μAI จำหน่ายภายใต้แบรนด์ INEX เพื่อให้ผู้ที่สนใจใช้งานเข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวกยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และ ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
รองปลัดกระทรวง พม. เป็นประธานเปิดโครงการ “รักษ์อาหารต่อยอดสู่การจัดตั้งธนาคารอาหาร (Food Bank)” มุ่งแก้ปัญหาขยะอาหารและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
วันที่ 17 ธันวาคม 2567 ณ ชุมชนแหลมตุ๊กแก ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต : นางจตุพร โรจนพานิช รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “รักษ์อาหารต่อยอดสู่การจัดตั้งธนาคารอาหาร (Food Bank)” ซึ่งจัดขึ้นโดย มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ นำโดย นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย
โดยมี ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย ผู้แทน หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้แทนเทศบาลตำบลรัษฎา ประธานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต ประธานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาขยะอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารของกลุ่มประชาชนเปราะบาง โดยเน้นการลดความสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับผลการศึกษาที่ระบุว่า ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่ยังมีประชากรที่มีรายได้น้อยและมีแนวโน้มประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารสูงถึง 3.8 ล้านคน
นางจตุพร โรจนพานิช รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการว่า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินผ่านการจัดตั้งธนาคารอาหาร (Food Bank) จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นขยะอาหาร ลดการสูญเสียทรัพยากรอาหาร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชนที่ขาดแคลน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยื
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนในการส่งมอบถุงยังชีพ 100 ชุด ให้กับ นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ซึ่งจะมีการนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ต่อไป
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำเงินที่ได้รับบริจาคจากโครงการ “สวทช. รวมใจ เพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย 2567” จำนวน 41,978 บาท จัดทำถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค และยา 100 ชุด ส่งมอบให้กับ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ทั้งนี้ หากท่านใดมีความประสงค์จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว.เพื่อประชาชน” อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โทรศัพท์ Call center 1313
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช.-สภาเภสัชกรรม-สปสช. ร่วมนำร่องผลักดันชุดตรวจคัดกรองโรคไตในร้านยา
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ณ สภาเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับสภาเภสัชกรรม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมมือผลักดัน “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” ที่พัฒนาและผลิตในไทยเข้าสู่ระบบ สปสช. ผ่านร้านขายยาในโครงการ การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเพื่อป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจรโดยเภสัชกร เครือข่ายร้านยาในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศไทย นำร่อง 3,000 ชุดในพื้นที่ สปสช. เขต7 ขอนแก่น หวังรณรงค์ตรวจคัดกรองโดยสมัครใจเพื่อ “รู้ให้เร็วว่าเสี่ยง สร้างความตระหนักเพื่อชะลอการเกิดโรคไตเรื้อรัง และลดค่าใช้จ่าย” พร้อมส่งเสริมความเข้มแข็งนวัตกรรมด้านชุดตรวจทางการแพทย์ของไทย ยกระดับสุขภาวะคนไทยด้วยนวัตกรรมของไทย เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า
ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทคเป็นองค์กรวิจัยชั้นนำที่ตั้งมั่นใช้ประโยชน์นาโนเทคโนโลยีขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ภารกิจหนึ่งของเราคือ การต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมไทยด้านเครื่องมือแพทย์ที่มูลค่าตลาดสูงเพื่อเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคสังคมขับเคลื่อนงานทางด้านชุดตรวจทางการแพทย์ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข
“ชุดตรวจคัดกรองโรคไตนี้ เป็นหนึ่งใน S&T implementation for Sustainable Thailand นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่มีดร. เดือนเพ็ญ จาปรุง เป็น Driver โดยต่อยอดงานวิจัย ‘AL-Strip’ โดย ดร. สาธิตา ตปนียากร ซึ่งเป็นชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนทั่วไปใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง ทราบผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ที่สำคัญ นอกจากมีราคาจับต้องได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการแล้ว โครงการนี้ ยังช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจคัดกรองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านร้านยาในโครงการ การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเพื่อป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจรโดยเภสัชกร เครือข่ายร้านยาในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศไทย นำร่องในพื้นที่ สปสช. เขต7 ขอนแก่น” ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. เผย
ทันตแพทย์หญิงน้ำเพชร ตั้งยิ่งยง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายสนับสนุนบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมมือกับสภาเภสัชกรรม จัดบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคในร้านยาสำหรับคนไทยทุกคน ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา ไม่เฉพาะเพียงผู้มีสิทธิบัตรทองเท่านั้น ซึ่งบริการดังกล่าวประกอบด้วย 1. บริการยาเม็ดคุมกำเนิด 2. บริการยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 3. บริการถุงยางอนามัย 4. บริการชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง 5. บริการยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิก โดยในปี 2567 นี้ สปสช. ได้เพิ่มนวัตกรรมชุดตรวจสุขภาพด้วยตนเองที่มีประสิทธิภาพเข้ามาเสริมในชุดสิทธิประโยชน์ ได้แก่ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเองเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะด้วยตนเอง โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการเหล่านี้ได้ที่ร้านยาที่มีสัญลักษณ์ “ร้านยาของฉันให้บริการสร้างเสริมสุขภาพ” หรือสัญลักษณ์ “30 บาทรักษาทุกที่” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สปสช. เล็งเห็นว่า การเพิ่มชุดตรวจสุขภาพด้วยตนเองถือเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชน ช่วยส่งเสริมการตรวจพบและป้องกันโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขของประชาชน ตลอดจนเพิ่มผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวม สำหรับ “ชุดตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง” ถือเป็นนวัตกรรมบริการที่สนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดโรคไตเสื่อม อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สปสช. จะนำบริการด้านสุขภาพเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของคนไทย จะต้องผ่านกระบวนการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบด้านงบประมาณ ความสอดคล้องกับแนวทางเวชปฏิบัติ ความพร้อมของระบบบริการ รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมและสังคม ทั้งนี้ สปสช. ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรมด้านสุขภาพมาต่อยอด และยกระดับบริการทางด้านสาธารณสุขให้กับคนไทยทุกคน ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพของไทยให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และยั่งยืน ภก. ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า สภาเภสัชกรรมสนับสนุนให้ร้านยาเป็นหน่วยปฐมภูมิของประเทศ เพราะมีความใกล้ชิดชุมชน ประชาชนเชื่อถือ และกระจายตัวทั่วประเทศประมาณ 17,000 ร้านยา การผลักดันการใช้ประโยชน์“ชุดตรวจคัดกรองโรคไต”ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตก็เพื่อนำมาพัฒนาระบบบริการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจร โดยเภสัชกรเครือข่ายร้านยา ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเภสัชกรจะนำผลการตรวจคัดกรองมาสร้างการตระหนักรู้ในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันและชะลอโรคไตแก่ประชาชน โครงการ “การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเพื่อป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจร” โดยเภสัชกรเครือข่ายร้านยาในหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ เป็นโครงการวิจัยที่ดำเนินอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 และจะผลักดันเข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1
ร่วมท้าประลองความสามารถใน NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 (ฟรี! )
.
โอกาสพิเศษสำหรับทีมนักเรียนมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ที่สนใจในวิศวกรรมและเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาทักษะการออกแบบหุ่นยนต์ การแก้ปัญหา และการคิดวิเคราะห์ พร้อมลุ้นรางวัล และประสบการณ์สุดพิเศษ!
.
กำหนดการสำคัญ:
สมัครได้ถึง: 10 มกราคม 2568
ประกาศผลทีมที่มีสิทธิ์สัมภาษณ์: 20 มกราคม 2568
สัมภาษณ์ออนไลน์: 24 มกราคม 2568
ประกาศผลทีมที่มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม: 28 มกราคม 2568
กิจกรรมค่ายและแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ: 15-18 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ปทุมธานี
พิธีมอบรางวัล: 27 มีนาคม 2568 (ในงาน NAC 2025)
.
ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ อาหาร และที่พัก ตลอดกิจกรรม
สมัครเลย! สแกน QR Code ในโปสเตอร์
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 0 2564 7000 ต่อ 77259
ปฏิทินกิจกรรม
SMC เผยผลลัพธ์ยกระดับโรงงานด้วยเทคโนโลยี ลดต้นทุน-พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำเร็จใน 1 ปี พร้อมหนุนใช้ดิจิทัลปั้นอุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน
17 ธันวาคม 2567 ณ สำนักงานใหญ่ EECi จังหวัดระยอง: ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ SMC (Sustainable Manufacturing Center) ภายใต้เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) หน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ พันธมิตรภาคอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเปิดบ้านศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC Open House 2024) ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอุตสาหกรรมสู่อนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Digital Transformation) พร้อมรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ผ่านมา แผนงานที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 ของ SMC และรายงานผลการสำรวจความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทยปี 2567 นอกจากนี้ภายในงานยังมีสัมมนา นิทรรศการ จากสมาชิก พันธมิตร และคณะนักวิจัยของ SMC ที่เจาะลึกเรื่องราวเทคโนโลยีดิจิทัล โซลูชัน และนวัตกรรมเพื่อยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมการนำ Digital Transformation ขับเคลื่อนโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งกิจกรรมเยี่ยมชม SMC Testbed และ Business Matching ช่วยต่อยอดเครือข่ายธุรกิจ และความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโรงงานอีกด้วย
โอกาสนี้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน โดยกล่าวว่า เนคเทค สวทช. มีพันธกิจสำคัญในการนำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เนคเทคมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีในหลากหลายด้าน เช่น AI ระบบอัตโนมัติ และ IoT เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการผลิต เรายังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน SMC ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง SMC ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทย
ยกระดับการผลิต สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 3,636 ล้านบาท: ผลการดำเนินงาน SMC ปี 2567
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) และ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของ SMC คือ การผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมและพัฒนาให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมสามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานได้อย่างยั่งยืน การดำเนินงานในปี 2567 SMC สนับสนุนการยกระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยี ARI (Automation Robotic and Intelligent System) รวม 131 โรงงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 3,636 ล้านบาท ผ่านบริการด้านต่าง ๆ ของ SMC เช่น การให้คำปรึกษาและช่วยขอรับการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์ BOI คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 1,036 ล้านบาท การประเมินความพร้อมอุตสาหกรรมตามแนวทาง Thailand i4.0 Index ทั้งแบบ Full Assess และ Self Assess รวมกว่า 400 โรงงาน,การพัฒนายกระดับศักยภาพของบุคลากรในภาคการผลิตผ่านโครงการ SMC Academy 1,138 ราย จาก 35 บริษัท ใน 14 หลักสูตรด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานโครงการ IDA Platform ในปี พ.ศ. 2565 - 2566 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 132 ล้านบาท และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 19 ล้านบาท โดยยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง กรณีของบริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด ซึ่งได้เชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ IDA Platform พร้อมทั้งปรับแต่ง Dashboard ให้สามารถแสดงข้อมูลการใช้พลังงานของโรงงานได้อย่างครบถ้วน โดยข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาวิเคราะห์และออกแบบเป็นมาตรการประหยัดพลังงานที่สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 18,850 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 226,200 บาทต่อปี อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัท ศรีแก้วหล่มเก่า จำกัด จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้ติดตั้ง IDA Platform เพื่อใช้ในการจัดการควบคุมอุณหภูมิ การจัดคิวการผลิต และการแสดงสถานะอุณหภูมิในสายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การติดตั้งดังกล่าวช่วยลดการใช้แรงงานคน ลดการใช้กระดาษในการบันทึกข้อมูล ลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิตจากการจัดการเวลาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงลดการสูญเสียของเสียในกระบวนการผลิตผ่านการควบคุมอุณหภูมิการอบให้เหมาะสม ผลลัพท์ของโครงการ IDA Platform สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับความสามารถทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนผ่านการลดการใช้ทรัพยากรและการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางอุตสาหกรรมและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
SMC ยังสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ในโรงงาน โดยเปิดให้บริการเครื่องมือช่วยพัฒนา Edge IoT และ Machine Learning โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม ผ่าน 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ “Daysie” แพลตฟอร์มที่ช่วยในการสร้างและกระจายซอฟต์แวร์ IoT/Edge Computing ไปยังอุปกรณ์ของท่านผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมและนำอุปกรณ์มาติดตั้งซอฟต์แวร์ทีละตัว และ “NoMadML” แพลตฟอร์ม AI ที่พัฒนาขึ้นสำหรับงานทางด้าน Computer vision นำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการในการตรวจสอบการผลิต ใช้งานง่าย เทรนโมเดลเองได้ ไม่ต้องเขียนโค้ด สามารถเลือกพารามิเตอร์ที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
“SMC มุ่งเป้าความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม ในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก SMC ให้บริการศูนย์ทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าแห่งเดียวในประเทศที่สามารถทดสอบมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดสูงสุด 380 kW ได้ตามมาตรฐานนานาชาติ เช่น ISO-21782 และ UNECE-R85 โดยมีบริษัทชั้นนำร่วมทดสอบ เช่น Toyota Daihatsu Engineering and Manufacturing (TDEM) , บจก.เด็นโซ่ (ประเทศไทย), TÜV SÜD ประเทศไทย,บริษัท จีพี มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (GPX), บริษัท Innopower โดย EGAT เป็นต้น และร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับใช้เป็นระบบคำนวณและทวนสอบ เพื่อให้สามารถรองรับภายใต้ข้อกำหนดของมาตรการการปรับภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM)” ดร.พนิตา อธิบาย
เผยผลการสำรวจความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย ปี 2567
ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. เผยผลการสำรวจ ระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยประจำปี 2567 ด้วยดัชนี้ชี้วัด Thailand i4.0 Index โดยสำรวจบริษัทในภาคการผลิตจำนวน 350 บริษัท และในปีนี้ขยายผลสู่ 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งได้จำแนกระดับความพร้อมใน 3 ด้านประกอบด้วย 1) ด้านความพร้อมของเทคโนโลยีในสายการผลิตและสาธารณูปโภคในสถานประกอบการ 2) ด้านความพร้อมของระบบสารสนเทศในองค์กร และ 3) ด้านความพร้อมขององค์กรและบุคลากร โดยค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1 ถึง 6 ซึ่งเทียบเคียงได้กับระดับอุตสาหกรรม 1.0 ถึง อุตสาหกรรม 4.0 โดยผลสำรวจมีรายละเอียด ดังนี้
เทคโนโลยีในสายการผลิต
ระบบสารสนเทศ
ความพร้อมองค์กร
1.
กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน
1.81
2.62
3.0
2.
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
1.92
2.53
3.19
3.
กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
1.92
2.62
3.06
4.
กลุ่มเหล็กและอลูมิเนียม
1.56
1.99
1.99
5.
กลุ่มการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
1.68
2.37
1.92
6.
กลุ่มพลาสติกและเคมีภัณฑ์
1.44
2.57
2.22
7.
กลุ่มเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
1.69
2.24
2.68
8.
กลุ่มยาและเครื่องสำอาง
1.86
2.23
2.46
9.
กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
1.48
2.47
2.04
ในปี 2567 มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การผลักดันให้ดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยหรือ Thailand i4.0 Index เกิดการขยายผลในระดับชาติ โดยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นชอบในวันที่ 2 เม.ย. 67 ให้นำเข้า ครม. เพื่อเห็นชอบให้Thailand i4.0 Index เป็นมาตรฐานในการยกระดับความพร้อมอุตสาหกรรมของไทยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ออกมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมโดยใช้ผลการประเมิน Thailand i4.0 Index เป็นเกณฑ์การพิจารณา ผู้ประกอบการสามารถนำเงินลงทุน 100% ไปหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเวลา 3 ปี และกรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเงื่อนไขในการขอรับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 โดยให้ผู้ประกอบการประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยตัวเองผ่านระบบ Thailand i4.0 CheckUp โดยผู้ประกอบการสามารถใช้งานได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ www.nstda.or.th/i4platform และเข้าไปยังi4.0 Checkup ซึ่งเป็นระบบ Online Self-Assessment โดยสามารถป้อนข้อมูลและรับผลการประเมิน ได้ทันที ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการรับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก สามารถสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์SMC เพื่อรับการประเมินได้ฟรี
ก้าวต่อไปของ SMC: เป้าหมาย แผนงาน และกิจกรรม ในปี 2568
ในปี 2568 SMC มีเป้าหมายสำคัญในการต่อยอดผลการประเมินพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยดัชนี้ชี้วัด Thailand i4.0 Indexเพื่อการพัฒนาไปสู่ แผนการและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเป็นระบบ ได้แก่
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (DX Roadmap) SMC จะใช้ข้อมูลการประเมินพร้อมอุตสาหกรรม 0 ด้วยดัชนี้ชี้วัด Thailand i4.0 Index มาเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบแผนในการทำ Digital Transformation สู่อุตสาหกรรรม 4.0 อย่างเป็นขั้นตอนครอบคลุมทุกกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ การบูรณาการระบบและการจัดการภายในองค์กร การจัดการทรัพยากร การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น
การนำแผนไปปฏิบัติจริง (Implementation) เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การวางแผน แต่จะเน้นไปที่การนำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติจริงในโรงงาน โดย SMC มุ่งเน้นสนับสนุนการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในโรงงาน เช่น IoT, AI, และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน การผลิต ลดของเสีย และลดการใช้พลังงาน
การพัฒนาศักยภาพบุคลากร หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการทำ Digital Transformation ในภาคอุตสาหกรรมให้สำเร็จ คือ การสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรม โดย SMC มุ่งพัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมผ่าน SMC Academy เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 0
การสนับสนุนแนวคิดการผลิตที่ยั่งยืน แผนงาน DX Roadmap & Implementation จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืน โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก SMC พัฒนา ACAMP หรือ Automated Carbon Accounting Management Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการบริหารจัดการคาร์บอนแบบอัตโนมัติ สามารถติดตามข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรแบบเรียลไทม์ บันทึกและจัดเก็บข้อมูลปีฐาน ช่วยให้เห็นภาพรวมและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในทันที สามารถใช้ในการวางแผน การลดต้นทุนการผลิตและติดตามการใช้ทรัพยากรอย่างใกล้ชิด
……………………………………….
ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน
ศููนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ Sustainable Manufacturing Center (SMC) อยู่ภายใต้การดูแล ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ภายในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ตั้งอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้และการทดลองปฏิบัติจริง รวมไปถึงกิจกรรมวิจัย เพื่อการสร้างนวัตกรรม SMC ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการ พัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อมุ่งไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) และส่งแรงขับเคลื่อนถึงการ เป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Thailand 4.0) ตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563
ช่องทางการติดต่อ
Web https://www.nectec.or.th/smc
Facebook smcci
Line @smceeci
Email smc-business@nectec.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมสอยดาวชิงโชครางวัลในบูธกระทรวง อว. งานกาชาด 2567 พร้อมชวนชิม Ve-Chick ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลือง
วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ในงานกาชาด ประจำปี 2567 : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร ได้แก่ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ และ นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมพนักงาน สวทช.
ร่วมกันจัดกิจกรรมสอยดาวกัลปพฤกษ์ภายในบูธกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมสอยดาวอย่างคึกคักเพื่อชิงโชคลุ้นของรางวัลมากมาย
โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมพร้อมมอบของรางวัลให้กับผู้ที่ได้รับรางวัล
ภายในงาน สวทช. ยังได้นำ Ve-Chick ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลือง มาจัดแสดงและสาธิตการทำอาหารเมนูนักเก็ตไก่ทอดจาก Ve-Chick มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจมาร่วมทดลองชิม โดย Ve-Chick เป็นผลงานวิจัยพัฒนาโดยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ที่ใช้ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์อาหารมาประยุกต์ในการพัฒนาเนื้อสัมผัสอาหาร จนได้ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืช (Plant-based chicken) มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับเนื้อไก่จริงมากที่สุด สามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่แพ้เนื้อสัตว์หรือกลุ่มคนรักสุขภาพ
นอกจากนี้ บูธกระทรวง อว. ยังมีกิจกรรมการแสดงรำโบราณคดีร่วมสมัย เช่น เซิ้งโปงลาง รำตากีปัส รำมโนราห์ รำจตุรภาคนาฏลีลา และเซิ้งกะโป๋ จากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และการแสดงดนตรีจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ทั้งนี้ งานกาชาด ประจำปี 2567 กระทรวง อว. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้ธีม “ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ” สัมผัสประสบการณ์การดูภาพยนตร์เสมือนจริง กับ “9D Cinema” สนุกสนานกับกิจกรรมสอยดาวกัลปพฤกษ์ร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย พร้อมเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากร้านค้าหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. และพิเศษสุดเมื่อซื้อสลากกาชาด อว. มีสิทธิ์ลุ้นรับ “รถยนต์ไฟฟ้า” และของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ขอเชิญชวนประชาชนมาเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมที่บูธกระทรวง อว. (บูธ3.22) ในงานกาชาดประจำปี 2567 โซน A (ตรงข้ามศาลาจีน) ณ สวนลุมพินี กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 11-22 ธันวาคม 2567 เวลา 11.00-22.00 น. และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ http://www.iredcross.org ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


