ENTEC สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดเวที “Hydrogen–SMR–CCUS” ปักหมุดอนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำของไทย

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ ร่วมกับ IEEE Power & Energy Society (Thailand) และ IEEE Thailand Section และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ERDI-CMU และ Hydrogen Thailand จัดสัมมนาวิชาการ “เส้นทางสู่อนาคตพลังงานยั่งยืน ไฮโดรเจน SMR และ CCUS สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย” เพื่อเปิดเวทีบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมุมมองเชิงนโยบายด้านไฮโดรเจน เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก และการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์คาร์บอน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวเปิดงานและถ่ายทอดทิศทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์สำคัญ
การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นบทบาทของ “ไฮโดรเจน” ในฐานะพลังงานทางเลือกสำคัญของโลก ควบคู่กับเทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMR) และ Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนักและภาคการผลิตไฟฟ้า

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เพราะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการใช้งาน และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมหนัก ภาคการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า และนอกจากไฮโดรเจน (Hydrogen) เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) ยังเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การลงทุน และการยอมรับของสังคม การได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ และมุมมองเชิงนโยบายกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยได้อย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
![]() |
![]() |
ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ไฮโดรเจนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero ประเทศไทยควรพัฒนาไฮโดรเจนทั้ง Green และ Blue ควบคู่กันไป Green Hydrogen เป็นพลังงานสะอาดที่สุดแต่ยังมีความท้าทายด้านต้นทุน ส่วน Blue Hydrogen เป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่านที่แข่งขันได้หากระบบดักจับคาร์บอนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวลและไบโอแก๊ส เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุลและยั่งยืน
![]() |
![]() |
ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ร่วมบรรยายเรื่อง Hydrogen for Industrial Decarbonization ชี้ว่า ไฮโดรเจนสะอาดเป็นกุญแจสำคัญต่อการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดด้านเทคนิคและต้นทุน ไฮโดรเจนสามารถให้ความร้อนสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียสและไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ณ จุดใช้งาน ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมเหล็ก แก้ว และซีเมนต์ สำหรับภาคการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งใช้ไฮโดรเจนอยู่แล้ว การเปลี่ยนจากไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่าย ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 90% ด้วยเทคโนโลยี H₂-DRI-EAF อย่างไรก็ตามต้นทุนไฮโดรเจนสีเขียวยังอยู่ที่ประมาณ 4.5–6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม โดยค่าไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนหลัก จึงต้องเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราคาต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยควรกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไฮโดรเจน พร้อมวางมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดโลก ไฮโดรเจนสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น หากต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว












