หน้าแรก ENTEC สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดเวที “Hydrogen–SMR–CCUS” ปักหมุดอนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำของไทย

ENTEC สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดเวที “Hydrogen–SMR–CCUS” ปักหมุดอนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำของไทย

17 ก.พ. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพหมู่ผู้บริหารร่วมงาน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ ร่วมกับ IEEE Power & Energy Society (Thailand) และ IEEE Thailand Section และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ERDI-CMU และ Hydrogen Thailand จัดสัมมนาวิชาการ “เส้นทางสู่อนาคตพลังงานยั่งยืน ไฮโดรเจน SMR และ CCUS สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย” เพื่อเปิดเวทีบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมุมมองเชิงนโยบายด้านไฮโดรเจน เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก และการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์คาร์บอน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวเปิดงานและถ่ายทอดทิศทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์สำคัญ

การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นบทบาทของ “ไฮโดรเจน” ในฐานะพลังงานทางเลือกสำคัญของโลก ควบคู่กับเทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMR) และ Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนักและภาคการผลิตไฟฟ้า

ภาพ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช.

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เพราะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการใช้งาน และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมหนัก ภาคการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า และนอกจากไฮโดรเจน (Hydrogen) เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) ยังเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การลงทุน และการยอมรับของสังคม การได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ และมุมมองเชิงนโยบายกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยได้อย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ภาพบรรยากาศภายในงาน ภาพบรรยากาศภายในงาน

ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ไฮโดรเจนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero ประเทศไทยควรพัฒนาไฮโดรเจนทั้ง Green และ Blue ควบคู่กันไป Green Hydrogen เป็นพลังงานสะอาดที่สุดแต่ยังมีความท้าทายด้านต้นทุน ส่วน Blue Hydrogen เป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่านที่แข่งขันได้หากระบบดักจับคาร์บอนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวลและไบโอแก๊ส เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุลและยั่งยืน

ภาพดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ร่วมบรรยายเรื่อง Hydrogen for Industrial Decarbonization ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ร่วมบรรยายเรื่อง Hydrogen for Industrial Decarbonization

ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ร่วมบรรยายเรื่อง Hydrogen for Industrial Decarbonization ชี้ว่า ไฮโดรเจนสะอาดเป็นกุญแจสำคัญต่อการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดด้านเทคนิคและต้นทุน ไฮโดรเจนสามารถให้ความร้อนสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียสและไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ณ จุดใช้งาน ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมเหล็ก แก้ว และซีเมนต์ สำหรับภาคการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งใช้ไฮโดรเจนอยู่แล้ว การเปลี่ยนจากไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่าย ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 90% ด้วยเทคโนโลยี H₂-DRI-EAF อย่างไรก็ตามต้นทุนไฮโดรเจนสีเขียวยังอยู่ที่ประมาณ 4.5–6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม โดยค่าไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนหลัก จึงต้องเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราคาต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยควรกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไฮโดรเจน พร้อมวางมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดโลก ไฮโดรเจนสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น หากต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

แชร์หน้านี้: